WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 27, 2008

กบฏป่วนเมือง

* ปล้น NBT-บุกห้องประทับทูลกระหม่อม
กบฏพันธมิตรฯ ป่วนเมือง ทำตัวเหนือกฎหมายบุกยึดทำลายข้าวของสถานที่ราชการ ใช้มีดสปาร์ต้าจ่อคอผู้ดำเนินรายการวิทยุ 97.0 เมกะเฮิร์ตซ์ แถมไล่ส่ง 3 ผู้ประกาศสถานีโทรทัศน์ NBT ขณะที่ “กิตติ สิงหาปัด” แวะไปดูยังโดนม็อบรุมทำร้าย พบทรัพย์สินเสียหายย่อยยับ ทั้งถูกทุบทำลาย ตัดสายไฟอุปกรณ์สื่อสาร มีพฤติกรรมยิ่งกว่าโจรบุกค้นทรัพย์สิน ขโมยของหลวงไปหลายรายการ มิหนำซ้ำไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เข้ารื้อค้นห้องประทับทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ กระจุยกระจาย เผยพยายามเชื่อมสัญญาณ ASTV แต่ไม่สำเร็จ “สมัคร” เตือนความอดทนรัฐบาลใกล้ถึงที่สุด
หลังจากชุมนุมยืดเยื้อมากกว่า 90 วัน ในที่สุดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็เผยธาตุแท้ในการจงใจสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง โดยเลือกเอาวันที่ 26 สิงหาคม 2551 ปฏิบัติการดาวกระจายบุกเข้ายึดสถานที่ราชการหลายแห่ง สร้างความเดือดร้อนและความเสียหายไปทั่ว ซ้ำร้ายยังมีพฤติกรรมไม่ผิดไปจากโจรกบฏ

ม็อบถ่อยบุกยึดวิทยุ-โทรทัศน์
จากนั้น เวลา 13.45 นักรบศรีวิชัยได้นำกลุ่มผู้ชุมนุมที่ปักหลักอยู่บริเวณเชิงสะพานอรทัยพังรั้วข้ามสะพานอยู่บริเวณปากทางถนนทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ด้านประตู 1 เตรียมที่จะบุกทำเนียบรัฐบาลจากทุกทิศทาง
ทั้งนี้หลังจากที่กลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าวได้บุกเข้ามา ได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก ตปพ.จำนวน 1 กองร้อยที่ดูแลความปลอดภัยอยู่ภายในทำเนียบเตรียมพร้อม พร้อมกับนำโซ่มาคล้องประตูรั้วทำเนียบเพื่อปิดทางเข้าสู่พื้นที่ทำเนียบชั้นใน
การกระทำอุกอาจของกลุ่มพันธมิตรฯ เริ่มต้นขึ้นด้วยการบุกยึดสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ย่านถนนวิภาวดี – รังสิต เมื่อช่วงเวลา 05.30 น.ของวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์ ร่วม 100 คนแต่งตัวคล้ายนักรบศรีวิชัย สวมแจ็กเกตสีดำ ใช้ผ้าปิดหน้า และมีผ้าสีเหลืองซึ้งมีข้อความว่า “กู้ชาติ” โพกศรีษะ บุกเข้ามาภายในตัวอาคารสำนักงานของสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ทำลายข้าวของ ทำลายกระจกประตูจนเกิดความเสียหายหลายบาน
กลุ่มคนดังกล่าวพยายามที่จะเข้ามาควบคุมเจ้าหน้าที่ของสถานี และใช้วาจาหยาบคายในการสั่งการห้ามออกอากาศโทรทัศน์ พร้อมทั้งไลนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ นางสร้อยฟ้า โอสุคนทิพย์ และนางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการอยู่ในขณะนั้นออกจากสถานี และมีการกระจายกำลังไปยังทุกชั้นของตึก
ในขณะที่ตึกด้านในซึ่งเป็นส่วนงานวิทยุ ก็มีกำลังอีกส่วนหนึ่งบุกเข้าไป ระหว่างที่นายสุคนธ์ ชัยอารีย์ กำลังดำเนินรายการทางสถานีวิทยุ 97.0 MHz โดยเอามีดจี้คอใหหยุดดำเนินรายการ

เยี่ยงโจร-มีดจ่อคอผู้จัดรายการ
นายสุคนธ์ ชัยอารีย์ ซึ่งถูกใช้อาวุธจี้ตัว เปิดเผยว่าก่อนหน้าที่ตนจะเข้าไปดำเนินรายการ “คุยข่าว 97” ได้มีเพื่อนๆ โทร.มาแจ้งไม่ให้ไปดำเนินรายการ เนื่องจากได้ข่าวมาว่าจะมีการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง หรือว่าจะเกิดการปฏิวัติ ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่สังเกตเห็นว่าได้มีเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งเข้ามาสังเกตการณ์และตรวจสอบบุคคลที่จะเข้าออกสถานี
ได้เริ่มจัดรายการตั้งแต่เวลาประมาณ 04.30 น. จนกระทั่งเวลาประมาณ 05.00น. จู่ๆ ก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์บุกเข้ามาเป็นจำนวนมาก ได้มีการโพกผ้าปิดหน้าตาและมีการพูดจาเป็นภาษาใต้กันอยู่ตลอด เข้ามาบังคับให้ตนปิดการดำเนินรายการ
“พวกมันมาเหมือนโจร เอาผ้าปิดหน้า และมีอาวุธครบมือ ไม่ว่าจะเป็นกระบอง ปืน ใบกระท่อม โดยหนึ่งในชายฉกรรจ์ได้ใช้มีดลักษณะด้ามยาวที่เรียกว่า มีดสปาร์ต้ามาจี้ตนเพื่อบังคับให้ตนออกไปรวมตัวกับเจ้าหน้าที่อื่นๆ ตนก็ได้พูดคุยกับชายฉกรรจ์เป็นภาษาใต้ว่าทำทำไม เขาก็บอกว่าคนใต้ขายชาติ รับใช้ทักษิณ”นายสุคนธ์กล่าว

ครบเครื่องทั้งอาวุธ-ยาเสพติด
ซึ่งเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวกลุ่มพันธมิตร ที่บุกเข้าไปภายในได้จำนวน 80 คน โดยทั้งหมดเป็นกลุ่มชายฉกรรจ์ 78 คน หญิง 2 คน พกพา อาวุธมีดดาบขนาดยาว ปืน 11 มม. พร้อมมีดพก หนังสติ๊ก ไม้กอล์ฟ และใบกระท่อมจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวทั้งหมดไปดำเนินคดีที่ สน.สุทธิสาร
ทั้งนี้พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในเบื้องต้นได้ตั้ง 4 ข้อหา ได้แก่ มีอาวุธไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มียาเสพติดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และทำให้เสียทรัพย์ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวไปควบคุมไว้ที่กองบัญญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จ.ปทุมธานี และนำตัวมาสอบสวนที่โรงเรียนพลตำรวจ บางเขน
อย่างไรก็ตามมีคำกล่าวอ้างจากแกนนำพันธมิตรฯ ว่าไม่ใช่คนของพันธมิตรฯ แต่เป็นมือที่สาม ซึ่งขัดแย้งกับท่าทางของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำม็อบ ที่อ อกมาประกาศกร้าวให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้งหมด

คนใกล้ชิด “ใส” นำม็อบถล่มNBT
ทั้งนี้ในจำนวนผู้ที่ถูกจับกุมจากการบุกรุกทำลายทรัพย์สินใน NBT พบว่ามีชื่อของนาย นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ รองผู้ประสานงานพันธมิตรฯ รวมอยู่ด้วย ซึ่งบทบาทของนายนิติรัตน์ก็คือการเป็นผู้ช่วย นายสุริยะใส กตะศิลา นั่นเอง และยังเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการวางรูปแบบม็อบ และการเคลื่อนไหวในแต่ละครั้ง
นายนิติรัตน์ อยู่ในสังกัดกลุ่มเพื่อนประชาชน ที่ทำงานร่วมกับ ครป. ของนายสุริยะใสมาตลอด โดยในปี 2536 นายนิติรัตน์ เป็นรักษาการเลขาฯ สนนท. เป็นรุ่นพี่ของนายสุริยะใส โดยเข้ามามีส่วนร่วมกัยกลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งแต่เริ่มต้น ปัจจุบันมีครอบครัวแล้วโดยสมรสกับนักข่าวสายทำเนียบรัฐบาลเครือเนชั่น และมีลูกแล้ว 1 คน
ส่วนอีกคนคือนายนัสเซอร์ ยีหมะ เคยเป็นรองเลขาฯ สนนท.ปี 2539 เป็นเอ็นจีโอ ที่ทำงานด้านสลัม และเป็นกลุ่มก๊วนเดียวกับนายสุริยะใส และนายนิติรัตน์ หน้าที่ชัดๆ ในกลุ่มพันธมิตรฯ ก็คือการเป็นหัวหน้าการ์ด

ชี้ความผิดแกนนำเข้าข่ายกบฏ
พล.ต.ต.สุรพล กล่าวอีกว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ดำเนินคดีกับทุกคนที่เข้าไปในรั้วเอ็นบีที แต่เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่เข้าไปในอาคารสถานที่ทำลายสิ่งกีดกั้น สั่งการให้เจ้าหน้าที่เอ็นบีทีหยุดออกอากาศ คุกคามการทำงานของสื่อมวลชน และพยายามยึดสถานีเพื่อจะทำการสื่อสารถึงประชาชนเพื่อประกาศสิ่งหนึ่งสิ่งใด เหมือนกับที่เคยมีการปฏิวัติในอดีต
ส่วนความผิดของแกนนำที่มีการสั่งการให้บุกรุกสถานที่ราชการ คุกคามสื่อมวลชน และจ้องล้มล้างรัฐบาลนั้น เป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชัดเจน ถือว่าเข้าข่ายความผิดกบฏ และพิจารณาว่าจะดำเนินคดีกับกลุ่มแกนนำอย่างไรต่อไป
พร้อมกันนี้ยังกล่าวด้วยว่าการที่แกนนำพันธมิตรฯ ประกาศว่าจะชุมนุมโดยสงบ และอ้างมาตรา 63 มาโดยตลอดก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่เป็นความจริง

ตั้งสถานีพลัดถิ่นสู้เชื่อมNBT
ขณะที่วีรกรรมอันธพาลของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังไม่จบสิ้น โดยในเวลาต่อมาก็ได้มีรถบัส 2 คัน ขนคนเข้ามาร่วมการชุมนุมเพิ่มเติม พร้อมรถกระบะอีก 8 คัน ร่วมกันปิดล้อมสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กว่า 1,000 คน โดยมีนายอมร อมรรัตนานนท์ และนายวัชระ เพชรทอง เป็นแกนนำการชุมขุม ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด โดยมีการนำแผงเหล็กมากั้นบริเวณทางเข้าออก
แต่กลุ่มผู้ชุมนุม ก็พยายามที่จะเข้ามาภายในสถานีให้จงได้ จากนั้นก็มีการยื้อยุดระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มผู้ชุมนุม บริเวณหน้าประตูทางเข้า แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้านกำลังไว้ไม่ไหว เป็นเหตุให้กลุ่มผู้ชุมนุมพังประตู และวิ่งกรูเข้ามาภายในอาคารสำนักงาน ทำให้การออกอากาศรายการข่าวเช้าของทางสถานีต้องชะงักกลายเป็นจอมืดไปในทันที
โดยนายอมร ได้ประกาศว่าจะเข้ามาออกอากาศให้ได้ และมีความพยายามที่จะเชื่อมสัญญาณจากสถานีเอเอสทีวีแต่ไม่สำเร็จ
อย่างไรก็ดีท่ามกลางความพยายามเข้าไปเชื่อมสัญญาณที่สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ทางเอ็นบีที ก็มีการเปิดสถานีพลัดถิ่นกระจายอยู่ในจุดต่างๆ ที่ไม่มีการเปิดเผย เพื่อให้รอดจากการก่อกวนของกลุ่มพันธมิตรฯ

"กิตติ" ผิดคิวโดนพันธมิตรรุม
ขณะที่ในช่วงเวลาที่ยังคงชุลมุน นายกิตติ สิงหาปัด พิธีกรรายการ "ข่าว 3 มิติ" ทางสถานีโทรทัศน์สีช่อง 3 ได้เดินเข้าไปในลานหน้าอาคารเอ็นบีที ทำให้ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ ล้อมกรอบ
โดยนายกิตติ เปิดเผยว่า เนื่องจากทุกวันอังคารจะไม่มีรายการข่าว 3 มิติ ตนจึงว่างและไม่ต้องเตรียมตัวประชุมข่าว เมื่อเห็นข่าวพันธมิตรฯ บุกเข้าไปยึดสถานีโทรทัศน์ NBT จึงแต่งตัวออกจากบ้านเพื่อมาสังเกตการณ์ เพราะบ้านอยู่ไม่ไกลกับสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีมากนัก และระหว่างที่ไปยืนดูสถานการณ์อยู่นั้น ได้มีผู้หญิง 2-3 คน ในกลุ่มผู้ชุมนุมที่จำตนได้ ก็มาขอจับไม้จับมือ คล้องแขน และขอถ่ายรูป คนอื่นๆ เห็นก็มาขอถ่ายรูปด้วย จนวงก็เริ่มกว้างขึ้นจาก 2-3 คน กลายเป็น 7-8 คน ซึ่งอาจทำให้คนที่อยู่ข้างนอกสงสัยว่า วงที่กำลังถ่ายรูปกันนั้นมีอะไรเกิดขึ้น อาจจะคิดว่ามีใครเข้ามาป่วนในม็อบ จึงเริ่มส่งเสียงโห่แล้วหันมาทางตน ตอนนั้นการ์ดของพันธมิตรฯ คงจะเห็นท่าไม่ดีจึงคล้องแขนเข้ามากันตนออกไป ยิ่งทำให้คนในม็อบคิดว่าการ์ดจะทำร้ายตน จึงได้กรูกันเข้ามา มีหลายคนพยายามต่อยผ่านวงล้อมของการ์ด โดนบ้าง ไม่โดนบ้าง แต่ที่โดนเต็มๆ มี 3 หมัด ไม่ได้เจ็บมาก เพราะการ์ดกันอยู่

ม็อบถอนกำลังร่วมชุมนุมทำเนียบ
ขณะเดียวกันการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังเคลื่อนตัวไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณการชุมนุมอยู่แล้ว รวมทั้งเคลื่อนไปที่กระทรวงการคลัง ซึ่งส่งผลให้การจราจรบนถนนพระราม 6 ติดขัดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่พบว่ามีความรุนแรง
ขณะที่อีกจุดหนึ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือที่ทำเนียบรับาล ซึ่งม็อบได้เข้ามาปิดล้อมประตูทุกด้าน ตั้งแต่เวลา 05.00 น. และจนกระทั่งช่วงสายจึงได้มีความพยายามพังประตูเข้ามาปักหลักชุมนุมอยู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยให้เป็นเวทีเปิดปราศรัยโจมตีรัฐบาล
ซึ่งต่อมาหลังจากที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงเด็ดขาดให้ม็อบถอนตัวจากสถานที่ราชการ ไม่เช่นนั้นจะจัดการขั้นเด็ดขาด ก็เป็นผลให้ม็อบในจุดต่างๆ พากันถอนตัวและมาร่วมสมทบการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล โดยยังคงท้าทายเส้นตายของรัฐบาลที่กำหนดไว้ในเวลา 18.00 น.

บุกค้นห้องประทับทูลกระหม่อม
อย่างไรก็ดีหลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมถอนตัวออกจากสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที พบว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างมาก ทั้งข้าวของโดยเฉพาะกระจกถูกทุบทำลายเสียหายหลายจุด
ที่เก็บของของพนักงานถูกรื้อค้นเอาของมีค่าไปจำนวนไม่น้อย และกระเป๋าของพนักงานสูญหายไปหลายใบ รวมทั้งจอคตอมพิวเตอร์แบบ แอลซีดี สูญหายไปหลายชิ้น
รวมทั้งยังมีการเข้าค้นห้องประทับของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ที่ใช้ประทับในเวลาเสด็จจัดรายการ ทูบีนัมเบอร์วัน ซึ่งปกติห้อิงดังกล่าวจะไม่มีใครเข้าไปใช้ทั้งสิ้น เนื่องจากเป็นการมิบังควร
นอกจากนี้หลั้งจากม็อบถอนกำลังออกไปแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังคงตรึงกำลัง และเข้าตรวจค้นระเบิดโดยละเอียด และยังไม่อนุญาตเจ้าหน้าที่เข้าทำงาน ซึ่งพบว่าในส่วนของงานวิทยุ ยังเกิดความเสียหายกับอุปรกรณ์ในการออกอากาศด้วย

ผู้นำเหล่าทัพยืนยันไม่มีปฏิวัติ
ในขณะที่การประชุม ครม. ได้ย้ายไปประชุมที่กองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ เนื่องจากไม่สามารถเดินทางเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลได้เพราะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนกำลังคนมาปิดล้อมประตูทางเข้าทำเนียบตั้งแต่ช่วงเช้า
ส่วนบรรยากาศการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ย้ายสถานที่ไปอยู่ที่กองบัญชาการทหารกองทัพไทย พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ยืนยันตรงกันว่า ทหารจะไม่ปฏิวัติ เพราะมีบทเรียนมาแล้วจากเหตุการณ์ 19 กันยายน ส่วนสถานการณ์ขณะนี้ ยังไม่จำเป็นที่จะต้องประกาศใช้พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะเหตุการณ์ยังไม่สุกงอม
เช่นเดียวกันกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เดินทางออกจากบ้านพักรับรองตั้งแต่เช้า พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการทำการปฏิวัติอย่างแน่นอน



รองโฆษก สตช.คาดสถานการณ์ชุมนุมคงไม่เลวร้ายไปกว่านี้

ทำเนียบฯ 27 ส.ค. - รองโฆษก สตช. ระบุการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมให้ออกจากทำเนียบฯ ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป คาดสถานการณ์คงไม่เลวร้ายไปกว่าเดิม

พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุกำลังตำรวจที่ใช้ดูแลความเรียบร้อยภายในทำเนียบรัฐบาล มีจำนวนหลายกองร้อย เนื่องจากเป็นสถานที่ราชการสำคัญ และไม่ใช่สถานที่สำหรับตั้งเวทีปราศรัย หรือใช้ในการชุมนุม ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายและขาดความชอบธรรม

ส่วนการผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมให้ออกจากทำเนียบรัฐบาล ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และจะใช้มาตรการทางกฎหมายขออนุมัติศาลออกหมายจับแกนนำฯ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยใช้หลักฐานตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.-26 ส.ค. ในความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง และการล้มล้างรัฐบาล ซึ่งคาดว่าสถานการณ์จะไม่เลวร้ายไปกว่าเดิม.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-27 05:43:47


ไทยจะแข่งกับลาว - เขมร - พม่า !

ถือเป็นเรื่องที่ “หดหู่” และ “สะเทือนใจ” อย่างยิ่ง กรณีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บิดเบือนพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยสถานะการเงินของประเทศ
จนกระทั่งนำมาเป็น “ข้ออ้าง” เพื่อชุมนุมใหญ่ในวันอังคารที่ 26 สิงหาคม นี้ !
แม้ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะออกมาน้อมรับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงประเทศชาติจะล่มจม เพราะใช้เงินไม่ระวัง
โดย นพ.สุรพงษ์ บอกว่า ผู้ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับนโยบายด้านการเงินและการคลัง จะต้องยึดมั่นในกระแสพระราชดำรัส ต้องระมัดระวังในเรื่องของการใช้จ่าย เพื่อไม่ให้สูญเสียรายได้และกระทบกับวินัยทางการคลัง
สิ่งที่สำคัญคือจะต้องเน้นเรื่องการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เพื่อให้มี “เม็ดเงิน” มาพัฒนาประเทศในระยะต่อไป
พระราชดำรัสทรงให้โอวาทให้ทำสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งทุกฝ่ายต้องทำสิ่งที่ถูก โดยเชื่อว่าภาวการณ์ที่ผ่านมา ทั้งเศรษฐกิจโลก และต้นทุนของราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ก็ทำให้หลายฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆ เพื่อแนวทางที่ดีที่สุด
สิ่งต่างๆ เหล่านี้บ่งบอกได้ดีว่ารัฐบาลน้อมรับกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงรับสั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยบริหารเงินประเทศให้ดี และใช้เงินอย่างระมัดระวัง และทรงให้กำลังใจในการทำงานซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
อย่างไรก็ตาม จากประเด็นดังกล่าว พันธมิตรฯ ยังใส่ร้ายป้ายสีรัฐบาลว่าไม่ปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ให้ใช้จ่ายงบประมาณอย่างเหมาะสม
โดยอ้างว่าระยะเวลา 5 เดือน รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ใช้เงินแบบไม่คำนึงถึงว่าจะมีเงินให้เหลือใช้ต่อไปในอนาคตหรือไม่
พันธมิตรฯ อ้างว่า จากมติ ครม. ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2551 จนถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2551 รัฐบาลนี้ได้อนุมัติไปแล้ว 616,232,383,745 บาท ตั้งแต่การเพิ่มเงินเดือนข้าราชการกระทรวงยุติธรรม โครงการส่งเสริมต่างๆ งบค่าใช้จ่ายในเรื่องของ พ.ร.บ.เงินฝาก โครงการจัดหาปุ๋ยเคมีนำเข้าจากต่างประเทศ โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และแผนการลงทุนพัฒนาบริหารจัดการน้ำชลประทาน มูลค่ารวม 3 แสนล้านบาท โครงการแก้ไขภัยแล้ง โครงการจัดหารถหุ้มเกราะ ฯลฯ
การใส่ร้ายป้ายสีรัฐบาลโดยใช้กรณีดังกล่าวถือเป็นเรื่องน่าเสียดายและน่าเสียใจอย่างยิ่งในฐานะคนไทยที่อยากเห็นประเทศชาติบ้านเมืองพัฒนาไปให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ
ในอดีตไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนักลงทุนชาวต่างชาติสนใจเข้ามาริเริ่มโครงการใหม่ๆ มากมาย
แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้นักธุรกิจพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เวียดนามจะแซงหน้าประเทศไทย เพราะประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการผงาดเป็น “เสือเศรษฐกิจ” ตัวใหม่
วันนี้คนไทยทะเลาะกันเอง ขัดแข้งขัดขารัฐบาล
โดยเฉพาะการบิดเบือนพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่คนไทยรักและเทิดทูนเหนือสิ่งอื่นใดในชีวิตเป็นเครื่องมือโจมตีรัฐบาล
พวกนี้ถ่วงความเจริญประเทศชาติ ไม่ทำงาน แต่กล่าวหาคนทำงานว่า “ทุจริตคอร์รัปชั่น”
ทั้งๆ ที่เวลานี้ไทยมีระบบการตรวจสอบ ถ่วงดุล มากที่สุดในโลก
การลงทุนโครงการเมกะโปรเจ็กต์ เช่น การก่อสร้างระบบขนส่งสาธารณะ โครงการระบบราง ระบบรถไฟชานเมือง โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า การสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค 3 หรือ 3จี การพัฒนาระบบสาธารณสุข เช่น แผนลดปัจจัยเสี่ยงและคุ้มครองผู้บริโภค การพัฒนาระบบชลประทาน
โครงการต่างๆ เหล่านี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ชะลอตัวมาตลอด 2-3 ปี กระเตื้องขึ้น และสามารถจะเดินหน้าต่อไปได้และมีผลต่อการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ผู้คนจำนวนมาก
ผมบอกตามตรงครับว่าเห็นการระดมคนออกมาชุมนุมกันในวันนี้ของพันธมิตรฯ แล้วรู้สึกหดหู่ และเสียดายโอกาสแทนประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ
พันธมิตรฯ จงคิดไตร่ตรองให้ดีว่าการออกมาสร้างความวุ่นวายแบบนี้ทำให้ต่างชาตินั่งหัวเราะเยาะเย้ยประเทศไทย
สมัยก่อนเราเคยแข่งขันกับประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ฯลฯ
ช่วงที่บ้านเมืองเราวุ่นวาย 3 ปีที่ผ่านมามีคนบอกว่าไทยกำลังแข่งกับประเทศเวียดนาม
แต่ถ้าวันนี้ พันธมิตรฯ ออกมาถ่วงความเจริญอีกเรื่อยๆ
ผมเชื่อแน่ว่าในอนาคตเราจะต้องแข่งกับลาว เขมร พม่า อย่างแน่นอน !


โพธิรักษ์ โคไมนี่เมืองไทยผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์

ประเทศไทยให้สิทธิเสรีภาพโดยสมบูรณ์ในการนับถือศาสนา นิกายศาสนา และลัทธิศาสนา แต่ผู้นับถือศาสนา นิกายศาสนา และลัทธิศาสนานั้นๆ จะต้องมีความสงบ ไม่จ้วงจาบ ดูหมิ่นดูแคลนผู้อื่น และกล่าวอ้างหลักคำสอนของศาสนา นิกายศาสนา และลัทธิศาสนา เพื่อปลุกปั่นให้คนในสังคมเกิดความแตกแยก หรือส่อเค้าให้เกิดสงครามกลางเมือง เพื่อล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
จากหนังสือ “การลอกคราบเป็นการเมืองใหม่” ที่จัดพิมพ์โดยสันติอโศก ที่กำลังเผยแพร่อยู่ในขณะนี้ โพธิรักษ์ ซึ่งถูกปกาสนียกรรมให้พ้นจากความเป็นพระ อันเนื่องมาจากการกล่าวอ้างตนเป็นพระอริยะ กล่าวจ้วงจาบสถาบันสงฆ์ อธิบายพระธรรมวินัยให้วิปริต จนกระทั่งคณะสงฆ์ลงมติว่า เป็นเสี้ยนหนามพระพุทธศาสนาตามปกาสนียกรรมที่ 1/2532 และศาลฎีกาตัดสินให้มีความผิด 66 กระทง ต่างกรรมต่างวาระ พิพากษาจำคุก 54 เดือน รอลงอาญา 2 ปี
ในหนังสือที่กำลังพิมพ์เผยแพร่โดยแก๊งพันธมิตรฯ อยู่ในขณะนี้ โพธิรักษ์ประกาศชัดเจนว่า “ตนเองและผู้ที่ห่มผ้าเหมือนพระสงฆ์ทั้งหลายจากสันติอโศก” ยังเป็นพระ เป็นสมณะ อย่างชัดเจน
การแต่งกายเลียนแบบพระ และใช้วัสดุเหมือนบาตร เที่ยวออกรับบิณฑบาตจากประชาชนที่สะพานมัฆวานฯ ถือว่าเป็นการกระทำการเยาะเย้ยกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างฮึกเหิม
การประกาศสถาปนาระบอบการเมืองใหม่ ที่จะนำเอาอริยบุคคลระดับพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และพระอรหันต์ เข้าไปเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร 90% หรือ 80% หรือ 70% ในหนังสือดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า โพธิรักษ์คือเจ้าของทฤษฎีการเมืองใหม่ 70:30 ของแก๊งพันธมิตรฯ
นอกจากนี้ ในหน้ารองสุดท้ายของหนังสือ โพธิรักษ์ยังบอกว่า “ทำไมพระต้องออกมายุ่งกับการชุมนุม” ที่กำลังดำเนินไปอยู่ในขณะนี้ และยังยืนยันว่า “ตนเองได้นำพระสงฆ์จากสันติอโศกมาล้มรัฐบาลทักษิณ จนทำการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สำเร็จได้อย่างสงบ” ยิ่งตอกย้ำว่า โพธิรักษ์ยังคงละเมิดคำสั่งของมหาเถรสมาคม และคำสั่งของศาลอย่างไม่เกรงกลัวความผิดใดๆ ทั้งสิ้น
ถ้าระบอบการเมืองใหม่ 70:30 พ่อท่านสมณโพธิรักษ์ (คำเรียก นายรักษ์ รักษ์พงษ์ ในหนังสือดังกล่าว) จะสามารถนำพาพลพรรคสันติอโศกเข้าไปนั่งในสภาในส่วน 70%
นอกจากนี้ ก็จะส่งตัวแทนของสันติอโศกลงสมัครรับการเลือกตั้งในส่วน 30% ในนามพรรคเพื่อฟ้าดิน และพรรคพันธมิตรที่ตั้งขึ้นมา เช่นพรรคที่ส่งตัวแทนลงแข่งขันเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม 2551 ใน จ.เชียงราย
ถ้าการดำเนินการปลุกปั่นม็อบให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วกระจายม็อบออกไปในรูปของดาวกระจาย เพื่อสร้างความเดือดร้อน ปั่นป่วนให้แก่สังคมไทยให้มากและหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเงื่อนไขให้ทหารออกมาปฏิวัติ หรือกระทำการด้วยวิธีการใดก็ตาม ที่จะทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช มีอันต้องพังพาบไป
ระบอบการเมืองใหม่ของแก๊งพันธมิตรฯ จะถูกหยิบยกนำมาใช้ทันที ไม่ว่าคนไทยส่วนใหญ่จะยอมรับหรือไม่ก็ตาม
วิธีการในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในประเทศอิหร่าน ในตอนที่โคไมนี่สร้างเครือข่าย นำเอาศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างเปิดเผย โดยการกล่าวหาพระเจ้าซาร์สารพัดประเด็น ทั้งเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น การแทรกแซงองค์กรต่างๆ การใช้เงินซื้อทุกอย่าง เป็นต้น
จนในที่สุด ประชาชนอิหร่านเกิดความเชื่อ เพราะโคไมนี่ใช้กระบวนการแทรกซึม ให้ร้าย กล่าวหาปากต่อปาก พระเจ้าซาร์จึงถูกล้มบัลลังก์ และประเทศอิหร่านก็เดินเข้าสู่ยุคมืด ลัทธิชาตินิยม ศาสนานิยมถูกปลูกฝัง โครงสร้างทางการเมืองของประเทศอิหร่านเปลี่ยนไปแบบเบ็ดเสร็จ ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติล้วนเต็มไปด้วยพระที่โคไมนี่แต่งตั้งเข้าไปใช้อำนาจ และต่อมาไม่นานประเทศอิหร่านก็ประกาศปิดประเทศในที่สุด
นอกจากนี้ เมื่อสิ้นพระเจ้าซาร์ โคไมนี่เข้ามามีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ได้มีคำสั่งให้โรงแรมและสถานที่ราชการที่มีพรม ให้นำพระพักตร์ของพระเจ้าซาร์ปูลาดตามทางเดิน เพื่อให้คนเหยียบด้วยความเกลียดชัง
สถาบันหลักของประเทศอิหร่านถูกเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง
โคไมนี่ผู้นำศาสนา กลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศ ใช้อำนาจทั้ง 3 ด้านแต่เพียงผู้เดียว
สิ่งที่โพธิรักษ์ถูกกระทำจากคณะสงฆ์ไทยตั้งแต่ปี 2532 ยากนักที่โพธิรักษ์ และสานุศิษย์จะลืมได้ ถึงกับกล่าวว่า “30 ปีแก้แค้นก็ไม่สาย”
ถึงวันนี้ ทุกฝ่ายฟันธงว่า ถ้าโพธิรักษ์ได้อำนาจเป็นผู้นำ สิ่งที่เขาจะทำอย่างรีบด่วนคือ
1.จะชำระล้างสถาบันสงฆ์
2.จะเปลี่ยนแปลงยุบเลิกจารีตประเพณี
3.จะกุมบังเหียนผู้นำทางการเมืองแบบเบ็ดเสร็จ
4.จะควบคุมนโยบายรัฐบาลโดยการสร้างนักการเมืองอริยะขึ้นมาเอง ตามแนวทางพรรคเพื่อฟ้าดิน
5.จะสนับสนุนให้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นหุ่นเชิดในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย
6.ก่อตั้งศาสนาสันติอโศกเป็นศาสนาหลักของประเทศ
7.จะมี “สมณะของสันติอโศก” ไปนั่งสั่งการตามกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ
ระบอบการเมืองใหม่ 70:30 เป็น Priority ที่โพธิรักษ์มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะต้องสถาปนาให้ได้ ไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าใดก็ตาม
อย่าลืมว่า พลพรรคของสันติอโศกต้องสละบ้านเรือน สละครอบครัว สละทรัพย์สินเงินทอง สละสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่โพธิรักษ์แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
โพธิรักษ์สามารถบัญชาให้พวกสานุศิษย์ที่อาศัยอยู่ในสาขาต่างๆ ทั่วประเทศประมาณเกือบ 2 แสนคน ที่มีจิตวิญญาณอยู่ในกำมือของตนเอง ให้ทำอะไรก็ได้ แม้สิ่งนั้นจะเสี่ยงต่อชีวิตของพวกเขาก็ตาม
ที่สำคัญยิ่งคือ โพธิรักษ์มีงบประมาณใช้จ่ายเหลือเฟือ ที่รัฐต้องจัดสรรให้ปีละไม่ต่ำกว่า 4 พันล้านบาท ผ่านศูนย์คุณธรรม ซึ่งเป็นองค์การมหาชน และบริษัทจำกัดต่างๆ ในเครือของสันติอโศกทั่วประเทศ ที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าแรงงานให้แก่ใคร เพราะทุกคนอยู่ในระบบคอมมูนที่โพธิรักษ์ตั้งขึ้นมา
ถ้าทางบ้านเมืองยังไม่ตระหนักและตื่นขึ้นมาเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โพธิรักษ์นี่แหละจะกลายเป็นโคไมนี่ของประเทศไทย ดังที่โพธิรักษ์เคยประกาศไว้ว่า เขาเป็นยิ่งกว่าโคไมนี่ที่เปลี่ยนโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม จารีตประเพณีของประเทศอิหร่าน จนส่งผลให้อิหร่านต้องถูกโดดเดี่ยวจากโลกภายนอกอย่างทุกวันนี้

สุดท้ายของม็อบพันธมิตรฯสุดท้ายของซากเดนเผด็จการ

ได้ชมตัวอย่างหนังเรื่อง “หนึ่งใจเดียวกัน” ที่ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงร่วมแสดงด้วย ได้เห็นความน่ารักของเด็กๆ และเรื่องการบังคับขู่เข็ญของผู้ใหญ่ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตรงนี้ก็น่าสนใจแล้ว
จากที่ได้ถามคนที่ดูหนังเรื่องนี้มาแล้ว ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ต้องไปดูเอง”
ผมก็นึกอยู่ในใจว่า เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องของการมีน้ำจิตน้ำใจให้กัน เป็นเรื่องของความห่วงหาอาทรกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดูแลเอาใจใส่กัน โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ห่างไกลปืนเที่ยง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยทั้งชาติกำลังแสวงหาต้องการ
แต่พอกลับมาดู “เรื่องจริง” ที่เกิดขึ้นกลางกรุง จิตใจเกิดความห่อเหี่ยวขึ้นมาทันทีทันใด เป็นความวุ่นวาย ว้าวุ่นใจพอสมควรครับ ทำให้อดห่วงไม่ได้ว่า บ้านเมืองเราจะเดินไปได้อย่างไร ยิ่งมีการประกาศรวมพลเพื่อเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลครั้งใหญ่ในวันนี้ด้วยแล้ว อดเป็นห่วงชาติบ้านเมืองไม่ได้จริงๆ
หรือจะเอาอย่าง “พระเจ้าตาก” สั่งทุบหม้อข้าวหม้อแกงก่อนเข้าตีเมืองจันท์...ก็ไม่รู้
ผมมองว่านี่เป็น “ทางเลือกเดียว” และทางเลือกสุดท้ายของพันธมิตรฯ ที่จะทำได้ในตอนนี้ ขนาดจะไปให้กำลังใจเด็กนักเรียน โรงเรียนโยธินบูรณะ ทางโรงเรียนก็ปิดประตูใส่หน้า ผู้อำนวยการสั่งปิดโรงเรียนหนี...จะน่ารังเกียจอะไรปานนั้นก็ไม่รู้
วันนี้...สังคมได้รับรู้แล้วว่า บรรดาแกนนำการชุมนุมประท้วงมีที่มาที่ไปอย่างไร
จึงไม่แปลกที่จะมีการกล่าวหาและเรียกร้องให้ถอดรายการ “ความจริงวันนี้” ที่มี นายวีระ มุสิกพงศ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นผู้ร่วมรายการ ออกไปจากผังรายการทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ที่พูดถึง “ความจริง” ให้ได้รับรู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง
ประชาชนได้รับรู้ความจริงหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ป.ป.ช. สตง. หรือการดองเรื่อง ปรส. เอาไว้ ซึ่งไม่มีเวทีไหนพูดถึง
ล่าสุดเป็นภูมิหน้าภูมิหลังของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญของพันธมิตรฯ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยออกปากชื่นชม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการก็โกรธ ออกมาโจมตีกล่าวหาอย่างไร้ยางอาย
ต้องยกประโยชน์ให้รายการ “ความจริงวันนี้” ที่มีนักการเมืองที่คร่ำหวอดในวงการอย่าง นายวีระ มุสิกพงศ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ระบุชัดเจนถึงการที่นายสนธิหันมาเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ ว่ามาจาก 2 เรื่องคือ เขาว่าฝากคนเป็นรัฐมนตรีคลังแล้วไม่ได้ กับการอยากได้โทรทัศน์สัก 1 ช่องมาจัดรายการก็ไม่ได้
ในสมัยที่ นายชวน หลีกภัย เป็นรัฐบาล ก็ถูกนายสนธิว่ากล่าวอย่างเสียๆ หายๆ มาแล้ว แต่ขณะเดียวกันก็เชียร์ พรรคไทยรักไทย ชนิดสุดลิ่มทิ่มประตูกันเลยทีเดียว
ขนาดลงทุนเขียนหนังสือ พูดจาออกในรายการของตนเอง ชื่นชมยกย่องอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็น นายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ไทยเคยมีนายกรัฐมนตรีมา เชียร์พรรคไทยรักไทยจนออกนอกหน้า นี่เป็น “ความจริง” ไม่ใช่ประเภทเขาเล่าว่า หรือเขาพูดกันว่า...แต่อย่างใด
ความจริงแบบนี้...อย่างที่ “ความจริงวันนี้” นำมาบอกกล่าวให้ผู้ชมรายการได้รู้ตื้นลึกหนาบาง ผมว่าเป็นเรื่องที่แกนนำพันธมิตรฯ ต้องคิดหนักครับ แม้ลิ่วล้อจะออกมาขู่จะตัดน้ำตัดไฟหน่วยราชการ
ถ้าปล่อยเวลาให้เนิ่นนาน ก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรที่เลวร้ายโผล่มาให้รับรู้กันอีก
ในบรรดาแกนนำนอกจาก นายสนธิ ลิ้มทองกุล แล้วคนอื่นก็ไม่ธรรมดา
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง “มหา 5 ขัน” ที่ฝันและรอคอย “กระสุนนัดแรก” จากฝ่ายรัฐบาล เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการปลุกระดมว่า รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับประชาชน เดชะบุญที่เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะรัฐบาลรู้ทัน ความฝันจึงต้องสลาย
นายพิภพ ธงไชย กับ นายสุริยะใส กตะศิลา ที่อ้างว่ามาจากภาคประชาชน ก็ถูก “นักกิจกรรม” ออกมาต่อต้านว่า ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย อ้างภาคประชาชนเพื่อไปล้มล้างรัฐบาล
นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ จากโคราช “เมืองย่าโม” ที่ใช้ความเป็นนักชาการท้องถิ่น เรียกคะแนนจากคนยากคนจน คนที่เดือดร้อน แต่มีเป้าหมายอยู่ที่การมีอำนาจ การได้เป็นนักการเมือง
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข อดีตประธานสหภาพการรถไฟฯ สหภาพรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนบานทะโรค พยายามมีบทบาทต่อต้านรัฐบาล เพื่อจะได้มีที่ยืน หวังความเชื่อถือในฐานะที่เป็นนักสหภาพแรงงานมาข่มขู่รัฐบาล
คงจำกันได้ว่าเรื่อง ปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งควรจะเป็นเรื่องที่ 2 ประเทศต้องหันหน้ามาพูดคุยแก้ปัญหากัน อย่างที่ประเทศเพื่อนบ้านควรจะทำต่อกัน และเป็นสิ่งที่เวทีโลกต้องการให้เป็นและให้เกิดขึ้น เพราะไม่มีใครมายกแผ่นดินไปไหนได้ เรื่องนี้กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามทำให้เป็นเรื่องใหญ่ พยายามประโคมข่าวออกไปทั่วโลก ให้เกิดความขัดแย้งที่จะนำไปสู่การปะทะรบพุ่งกัน
เมื่อไม่กี่วันมานี้ มีข่าวเล็กๆ แต่ผมว่ายิ่งใหญ่มากในสภาพสังคมของเราในตอนนี้ คือ มีคณะครูและนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีสะเกษ เดินทางไปขอดูพื้นที่ มาศึกษาสภาพ มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา ที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์
ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลศรีสะเกษ บอกว่า ที่มากันครั้งนี้เพราะนักเรียนและคณะครูให้ความสนใจมาก จึงได้พามาดูในพื้นที่ให้เห็นกับตาว่าเรื่องนี้ไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่ฝ่ายพันธมิตรฯ กล่าวอ้างและประโคมข่าวออกไปยังต่างประเทศแต่อย่างใด
คนที่น่าจะรู้สึกรู้สามากกว่าแกนนำคนอื่นๆ ของกลุ่มพันธมิตรฯ เห็นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “บักใส” นายสุริยะใส กตะศิลา คนศรีสะเกษเหมือนกัน
ไม่อายเด็กอนุบาลบ้างหรือ
ใจผมยังเชื่อว่า การระดมพลของกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันนี้ น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ ครับ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะตะแบงชุมนุมประท้วงกันต่อไปแล้ว
รัฐบาลได้ยื่นไมตรีเรียกร้องความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น ในวโรกาสวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นการยื่นบันไดให้ก้าวลงจากเวทีที่สร้างความแตกแยกในแผ่นดิน เพื่อเห็นแก่บ้านเมือง จะได้เดินหน้าไปเสียที ลงมาเถอะครับ อย่านึกว่าเป็นเรื่องเสียหน้าเสียตาอะไรเลย
โปรดใช้ปัญญาไตร่ตรอง เพื่อจะได้มองเห็นตรรกะที่ถูกต้อง
จริงอยู่...โบราณว่า “เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด” แต่สำหรับ “ผู้ใหญ่” บางคน ก็ไม่ควรเดินตาม เพราะดีไม่ดี เชื้ออัปรีย์จะมาเกาะกินง่ามนิ้ว ทำให้การเดินเหินไม่สง่างามได้...อันนี้ต้องระวัง
วันนี้...เป็นวันที่พันธมิตรฯ “เป่านกหวีด” รวมพลเคลื่อนไหวใหญ่ครั้งสุดท้าย เพื่อขับไล่รัฐบาล???
วันนี้...เป็นวันคล้ายวันเกิดของ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ครบ 88 ปี เหมือนกันครับ!!!
เป็นความบังเอิญหรือตั้งใจ...

อำนวยพรวันเกิด “ป๊ะ...ป๋า”

“พันธมารธิปไตย” ประกาศเป่านกหวีด ปิ๊ด ปี้ ปิ๊ด...เพื่อเรียกระดมพลกลางเมืองหลวงในวันนี้ ซึ่งเป็นวันแฮปปี้เบิร์ธเดย์ 88 ปี ของ “ป๊ะ...ป๋า” จึงถูกนำมาผูกโยงอย่างช่วยไม่ได้ การเคลื่อนพลป่วนเมืองในครั้งนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า หวังจะเป็นผลงานนำไปเป็นของขวัญวันเกิดของบุคคลที่หลายคนเชื่อว่า มีอะไรอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่?
วันเกิด-วันตาย ในทางพระพุทธศาสนา สอนว่าเป็นธรรมดาของสัตว์โลก ย่อมมี เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกคนย่อมหนีไม่พ้น 4 สิ่งเหล่านี้ หากจะเอาภาษาพระที่เป็นการกล่าวขบขันคือ เตาะแตะ ต้วมเตี้ยม เต่งตึง โตงเตง แล้วก็...ตาย ไม่มีใคร หลีกหนีพ้น ในสิ่งนี้ หรือที่เราเคยอ่านเจอใน ตาลปัตรพระ ตอนสวดบังสุกุลว่า “ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น”
ดังนั้น พันธมารธิปไตย อย่าไปก่อเหตุอะไรให้เป็นที่เดือดร้อนรำคาญใจต่อประชาชน เพียงเพื่อต้องการจะประจบประแจงในวันคล้ายวันเกิดของ “ป๊ะ...ป๋า” เพราะ สาธุชน ย่อมทราบถึงความสำคัญทางพระพุทธศาสนา ดังที่ได้หยิบยกขึ้นมากล่าวนี้ได้เป็นอย่างดี การเคลื่อนไหวของพันธมารธิปไตย จึงไม่ใช่ ยาอายุวัฒนะ ที่จะทำให้ คนสูงอายุมีอายุยืนยาว ได้มากขึ้นหรอก
การเคลื่อนไหว เป่านกหวีด ปิ๊ด...ปี้...ปิ๊ด ครั้งนี้ ได้หยิบยกพระพุทธศาสนาขึ้นมาเพราะเห็นมีการกล่าวอ้างจากแกนนำ “พันธมารธิปไตย” ที่นำ “ธรรมาธรรมะสงคราม” บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มากล่าวอ้างหน้าตาเฉย
การต่อสู้ของฝ่าย ธรรมะ กับ อธรรม
การต่อสู้ของ ธรรมเทวบุตร กับ อธรรมเทวบุตร
การทำสงครามระหว่าง 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่ง ผ้าสีขาว และอีกฝ่ายใช้สัญลักษณ์ ผ้าสีดำ สอนให้ละเว้นอกุศลกรรม 10 ประการ คือ กายทุจริต 3 ข้อ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดลูกเมียผู้อื่น วจีทุจริต 4 ข้อ พูดปด พูดส่อเสียด พูดหยาบคาย พูดเพ้อเจ้อ มโนทุจริต 3 ข้อ โลภมาก พยาบาท เห็นผิดเป็นชอบ
หากจะเปรียบเปรยดังนี้ คงจะต้องแปลความกันให้ชัดแจ้ง ฝ่ายอธรรม หรือ ผ้าสีดำ นั้นจะ ผิดแปลกไปไหนไม่ได้นอกจากกลุ่ม “พันธมารธิปไตย” เพราะประกอบไปด้วย สิ่งปฏิกูลทางสังคม ซึ่งเปรียบเสมือนน้ำเน่าเหม็น เป็นองค์ประกอบสำคัญ
แกนนำลัทธิอุบาทว์ สั่งสอนผู้คน ไม่ต้องกราบไหว้บิดา มารดา ครู อาจารย์ บิดเบือนคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธะ ตัณหา โดยแปลว่า ตัน คือ ไม่มีที่ไป โกหกตอแหล บอกว่า เง็กเซียนฮ่องเต้สั่งให้ตั้งพรรคการเมือง เป็นต้น
พฤติกรรมทั้งหมดถูก ปกาสนียกรรมสงฆ์ โดยคณะสงฆ์ไทย ที่ไม่ยอมรับและเฉดหัวออกจากวงการพระพุทธศาสนา เพื่อไม่ให้แปดเปื้อนมัวหมอง มาบัดนี้ยัง ทำตัวเลียนแบบพระสงฆ์ นุ่งห่มจีวรสีกลัก เลียนแบบ บิณฑบาต เทศนา สวดมนต์
แกนนำเป็นเผด็จการ ชื่นชม คณะปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อย่างออกนอกหน้า ไปร่วมวงพบปะสังสรรค์กันอย่างไม่อายฟ้าดิน ส่งคนของตัวเองไปร่วมกับองค์กรที่เป็นผลผลิตของคณะปฏิวัติรัฐประหาร เท่านั้นยังไม่พอ มีการนำเสนอแนวคิดเห็นทางการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โดย การเสนอสูตรการเมือง 70 : 30 โดยให้สัดส่วนตัวแทนประชาชนมาจากการแต่งตั้งถึง 70% ส่วนการเลือกตั้งมีเพียงแค่ 30%
เป็นความขี้เท่อ น่าละอายอย่างยิ่ง ที่คนเป็นแกนนำพันธมารธิปไตยหยิบยกเรื่องธรรมาธรรมะสงคราม นำมากล่าวอ้างหน้าตาเฉยแบบนี้
ที่จริงการทำสงครามดังว่าได้ดำเนินการไปแล้ว นั่นคือผ่าน สนามเลือกตั้งที่ผ่านมา 23 ธันวาคม 2550 เป็นคำตอบของสนามประลองยุทธ์ว่า ฝ่ายใดคือฝ่ายแพ้ ฝ่ายใดคือฝ่ายชนะ และฝ่ายที่แพ้เป็นพวก “อธรรม” ส่วนฝ่ายที่ชนะเป็นพวก “ธรรมะ”
ฝ่ายที่แพ้แล้วไม่ยอมแพ้ ยิ่งจะเป็นการประกาศตน ตอกย้ำถึงจิตใจของการเป็นพวก “อธรรม” มากยิ่งขึ้น


มหากาพย์ ปรส.ขุมทรัพย์ 8 แสนล้าน (ตอนจบ)

วันนี้มาต่อเรื่อง คณะกรรมการเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส. ซึ่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว เราได้พูดถึงเรื่องการส่อว่าจะมีการทุจริตเชิงนโยบาย ในการดำเนินนโยบายการเปิดเสรีทางการเงิน BIBF ซึ่งมีเรื่องการปริวรรตเงินตรา และนโยบายการขายทรัพย์สินจำนวน 8 แสนล้านนี้อย่างไม่ชอบมาพากล หรือไม่อย่างไร
วันนี้เราจึงขอเข้าสู่เนื้อหาที่เป็นข้อสงสัยว่าจะมี การทุจริตเชิงนโยบาย กันอีกประเด็นคือ การ ไม่ยอมให้ลูกหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น คนไทย เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินกลับในราคาถูกแสนถูก แบบที่ให้บริษัทฝรั่งต่างชาติเข้ามาซื้อบ้าง
แม้จะมีข้ออ้างกับสังคมว่าเป็นความไม่เหมาะสม เพราะคนพวกนี้จะต้อง ถูกลงโทษ เนื่องจาก บริหารธุรกิจผิดพลาด ทำให้รัฐต้องเข้ามาแบกภาระส่วนต่างของหนี้เหล่านี้แทนบ้าง หรือ การจะต้องการเงินตราต่างประเทศเข้ามาในเมืองไทย ในขณะนั้นอย่างรีบด่วน ซึ่งนโยบายที่มีข้ออ้างลักษณะนี้ ให้ความเป็นธรรมกับคนไทยได้มากน้อยเพียงใด เพราะที่สุดผลประโยชน์ไปตกอยู่กับนายทุนข้ามชาติหลายแสนล้านบาท
ดังจะเห็นได้จากกรณีที่กำลังเป็นคดีความกันอยู่ในขณะนี้คือ การขายสินทรัพย์จากสถาบันการเงิน แบบคละทั้งสินทรัพย์ดีและไม่ดี เอามากองรวมกันเป็นกลุ่มๆ แล้วแยกจำหน่าย
ทรัพย์สินกองที่พบว่าเป็นปัญหา ซึ่งที่จริงน่าจะมีมากกว่านี้คือ ทรัพย์สินกองที่ บริษัท เลแมน บราเดอร์ส ได้ประมูลไป 2.46 หมื่นล้านบาท โดยถูกตั้งข้อสงสัย 3-4 ประการ
1.ที่มาของเลขานุการ นายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ ซึ่งเป็นคณะกรรมการของธนาคารกรุงไทย ในขณะเดียวกันนั้น เป็นได้หรือไม่ เนื่องจากเป็นกรรมการสถาบันการเงินที่ อาจจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน (Conflict of Interest) ได้
2.ราคาใน การประมูลทรัพย์สินก้อนนี้ได้มาเพียง 2.46 หมื่นล้านบาท นั้นเป็นราคาที่เหมาะสมหรือไม่
3.มีการ จ่ายเงินงวดแรกเพียง 2.4 พันล้านบาท แล้วไปตั้ง กองทุนรวม จากนั้น มีการโอนทรัพย์สินก้อน นี้ไปอยู่ใน กองทุนรวม ดังกล่าว เพื่ออำพราง และ ส่อเจตนาหลบเลี่ยงภาษี
ถามตามตรงว่า คนที่กำกับดูแลนั่นคือ นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในสมัยนั้น ได้กำกับดูแลกรมสรรพากร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่รู้ ไม่เห็น เป็นไปได้หรือไม่ หรือ คอยให้ท้ายแบ่งปันอะไรกันอยู่
มีความพยายามบอกกล่าวไปถึงรัฐบาลหลายครั้งหลายหน ให้มีการตรวจสอบเรื่อง การประมูลขายสินทรัพย์ของ ปรส. ให้ดี เพราะมันมีเงื่อนไขที่อาจจะก่อให้เกิดข้อคลางแคลงสงสัย เพราะมี รูโหว่ ช่องว่างกฎหมาย อย่างที่เรียกว่ามากมายก่ายกอง ทำกันเอาไว้
เบ็ดเสร็จในการประมูลทรัพย์สินของ ปรส. 8 แสนล้านบาท มีการแจ้งตัวเลขได้เงินกลับคืนมาเพียงแค่ 1.9 แสนล้านบาท หายไป 6.1 หมื่นล้านบาท
ฝรั่งหิ้วเงินกลับประเทศไป ไม่ต่ำกว่า 3-4 แสนล้านบาท ในการนำทรัพย์สินที่ได้จากการประมูลราคาถูกมาขายคืนให้คนไทยในราคาแพง แบบจับเสือมือเปล่า
Asset ของประเทศไทยจาก 8 แสนล้านบาท เหลือเพียง 1.9 แสนล้านบาท มันน่าตกใจไหม!!!

นายกฯ อธิบายสื่อเทศ แก๊งข้างถนนเกลียดชัง “ทักษิณ”

นายกฯ อธิบายสื่อต่างประเทศ แก๊งข้างถนนปลุกระดมมวลชน โค่นล้มรัฐบาล เผยรัฐบาลใช้ความอดทนอดกลั้นจนถึงที่สุด

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แถลงถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่อสื่อมวลชนต่างประเทศ โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กลุ่มคนที่ก่อความวุ่นวาย ก่อความไม่สงบขึ้นมาในวันนี้ มีแกนนำ 5-6 คน ซึ่งเป็นแก๊งข้างถนน และพยายามปลุกระดมมวลชนขึ้นมาเพื่อโค่นล้มรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ทำความผิดอะไรเลย คนกลุ่มนี้เพียงแต่มีความเกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงพาลมาเกลียดชังตนเองด้วย

นายสมัคร กล่าวว่า การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บุกยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และยังบุกยึดที่ทำการรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลัง รวมทั้งทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นจุดใหญ่ที่มีผู้ชุมนุมนับหมื่นคน ถือว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลยอมรับไม่ได้

โดยตลอดเวลา 3-4 เดือนที่ผ่านมา ที่กลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับบ้านเมืองนั้น รัฐบาลใช้ความอดทนอดกลั้นจนถึงที่สุด แม้กระทั่งวันนี้ รัฐบาลได้ให้นโยบายกับ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าให้ใช้ความอดทนอดกลั้น

ด่วน ! แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

เรื่อง ขอประณามการเคลื่อนไหวที่นำสังคมไทยไปสู่หายนะ

แม้การเคลื่อนไหวเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมืองจะเป็นสิทธิพื้นฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในสังคมประชาธิปไตยซึ่งกลุ่มคนต่างๆ สามารถกระทำได้ แต่ก็ต้องเป็นการกระทำที่ดำเนินไปภายใต้หลักการพื้นฐานซึ่งต้องเคารพสิทธิของบุคคลอื่น ไม่ใช้ความรุนแรง รวมทั้งต้องไม่เป็นการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่การทำลายระบอบประชาธิปไตยโดยรวม

ณ บัดนี้ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ก้าวข้ามพ้นจากสิ่งที่เรียกว่า “อารยะขัดขืน” ไปสู่การกระทำที่เป็น “อนารยะขัดขืน” อย่างชัดเจน หรือเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยปราศจากความชอบธรรมและไม่เคารพสิทธิของสังคมโดยรวม ด้วยการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์อันเป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารและทางเลือกการรับรู้ของสังคมไทยด้วยการใช้กำลังและความรุนแรง

รวมถึงการเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นด้วยการใช้กำลังและจำนวนของมวลชน เช่น การบุกเข้ายึดสถานที่ราชการ การใช้กำลังคุกคามเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อปกป้องผู้กระทำความผิด ทั้งหมดเป็นการกระทำที่จะนำพาสังคมไทยไปสู่ความหายนะอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนมีความเห็นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้
ข้อแรก ขอประณามการกระทำของพันธมิตรฯ ที่ใช้ความรุนแรงในการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์อันเป็นการทำลายหลักการเสรีภาพในการสื่อสารมวลชน และทำลายสิทธิในการสื่อสารของฝ่ายต่างๆ ในสังคม

ข้อสอง ขอเรียกร้องกับสังคมไทยให้ไตร่ตรองและใช้สติกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ เนื่องจากเป็นการกระทำที่มุ่งนำไปสู่การสร้างความรุนแรงและอาจนำพาสังคมไทยไปสู่ความหายนะมากขึ้น

ข้อสาม ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของประชาชน เพื่อมิให้บ้านเมืองตกอยู่ในสภาวะไร้ขื่อแปและอาจนำไปสู่การจราจลในหมู่ประชาชน

ข้อสี่ การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ไม่อาจแก้ได้ด้วยการใช้กำลัง การรัฐประหารหรือการใช้วิธีการอื่นใดที่ไม่ใช่วิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย ดังที่สังคมไทยได้เคยประสบมาจากเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 แล้ว

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
26 สิงหาคม 2551

ที่มา : ประชาไทย



นักรบกบฎบุกNBT เรียงหน้าเข้าคุก


เวลา 17.45 น.ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พ.ต.ต.อธิคม อภิชยกูลกิจ พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร พร้อมกำลังควบคุมตัวผู้ต้องหา นำโดย นายธเนศ คำชุม อายุ 43 ปี กับพวกรวม 82 คน เป็นชาย 78 คน หญิง 4 คน กลุ่มนักรบศรีวิชัย ผู้ต้องหาในความผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างอื่นอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง, ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่นโดยมีอาวุธ กับข้อหาอื่นรวม 6 ข้อหา พร้อมของกลาง อาทิ อาวุธปืนพก 3 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน มีดดาบและมีดปลายแหลม วิทยุสื่อสาร หนังสติ๊กพร้อมกระสุนลูกหิน และของกลางอื่นๆ 25 รายการ กรณีร่วมกันบุกรุกเข้าไปทำลายทรัพย์สินภายในอาคารสำนักงานสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) เมื่อเวลา 05.30 น.ของวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา และบังคับเจ้าหน้าที่ขณะปฏิบัติงานให้หยุดทำงาน หยุดการออกอากาศ และให้ออกไปจากสำนักงานจนเจ้าหน้าที่ต้องกระทำตามด้วยความกลัว

พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนและควบคุมตัวผู้ต้องหามาจะครอบ 48 ชั่วโมง ในวันที่ 27 ส.ค.นี้ แต่การสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากต้องสอบปากคำพยานอีก 15 ปาก และรอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง รวมทั้งผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือและประวัติผู้ต้องหาจึงขอฝากขังผู้ต้องหาไว้มีกำหนด 12 วันจนถึงวันที่ 6 ก.ย ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนยังขอคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนี

ต่อมาทนายความจากสภาทนายความฯได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพยเป็นเงินสด คนละ 2 แสนบาท ขอประกันตัว นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ แกนนำสมัชชาคนจน กับ นายนัสเซอร์ ยีหมะ ผู้ต้องหา 13 และ 14 ซึ่งศาลอยู่ระหว่างพิจารณาคำร้อง ส่วนผู้ต้องหารายอื่น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมไปไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไป

สำหรับผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชน 3 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งตัวไปดำเนินคดีที่สถานแรกรับเด็กและเยาวชนบ้านเมตตา

รายชื่อผู้ต้องหาทั้งหมดมีดังนี้ นายธเนศร์ คำชุม นายชนินทร์ อินทร์พรหม นายสุธรรม จันทวงศ์ นายสัญญา สุขเกื้อ นายจำแลง คุ้มสังข์ นายปัญญาเดช เอกภาณุพัตร์ นายมนตรี แซ่ลิ้ม นายสมถวิล แซ่เอี้ย นายวุฒิชัย ช่วยบุญชู นายมนัส สีสายหูด นายยุทธนา โอชาพงค์ นายธนพัฒน์ วิไลภรณ์ นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ นายนัสเซอร์ ยีหมะ นายสุรชัย สุทธิวรานนท์ นายชัชวาล จันชนะพล นายกฤษดา มณีพรหม นายอัมรินทร์ ยี่เฮง นายสุรเดช วราภรณ์ นายสาโรจน์ ดุลยคง นายภิชัย ทองนวล นายปราโมทย์ พุทธขาว นายประจิตร์ นุ่นหอม น.ส.สายใจ มณีอุปถัมภ์ นายอดิลักษณ์ อนุชาติ นายคำรณย์ อู้สกุลวัฒนา นายธัชชัย ทองจิตร นายนพดล ขาวเรือง นายวีระศักดิ์ บรรจงช่วย นายรอย บุญนิล นายสุนทร รักษายศ นายประสิทธิ์ มากแก้ว นายพรชัย บรรจงช่วย นายคมชิต พุฒคำ นายสมพงศ์ สารมาศ นายณรงค์ บัวใหญ่ นายเดโช มะลิลา นายกะวี ยิ้มละไม น.ส.วรรณวิมล แพสุวรรณ์ นายประดิษฐ์ คงช่วย นายวุฒธิไกร สังข์แก้ว นายวิเชษฐ์ คงจันทร์ นายอำไพ สิริชยานนท์ นายสุริยา สกุณา นายสุนทร สุวรรณ นายสุเทพ สุวรรณ นายวิชัย อินทร์พรหม นายวันชัย รักษายศ นายไพศาล สุขแก้ว นายธนพล แก้วเชิด นายสุธี จันทวงศ์ นายสมเกียรติ หนูใหญ่ น.ส.อนัญชญา เพ็ญพลกรัง นายสุรสิทธิ์ แย้มประชา นายแก้วกาญ แพสุวรรณ์ นายศตวรรษ จอนทอง