WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 27, 2008

ตร.-พันธมิตรปะทะเล็กน้อย จนท.สับเปลี่ยนกำลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 03.10 น.ที่ผ่านมา (27 ส.ค.) เกิดเหตุหน่วยรักษาความปลอดภัยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณแยกสวนมิสกวัน หน้า สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการสับเปลี่ยนกำลัง ทำให้หน่วยรักษาความปลอดภัยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตั้งแนวสกัดกั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ให้บุกเข้ามาภายในทำเนียบรัฐบาลได้ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 5-6 คน ผู้ได้รับความบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลวชิรพยาบาลเรียบร้อยแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแถวสับเปลี่ยนกำลังบริเวณ หน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมที่หลับนอนอยู่ริมถนนพิษณุโลก บริเวณหน้า สำนักงาน ก.พ. และบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ต่างกรูกันเข้าไปด้านในบริเวณสนามหญ้าทำเนียบรัฐบาล ขณะนี้ หน่วยรักษาความปลอดภัยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั่งเรียงแถวหน้ากระดานเป็น 3 แถว ประมาณ จุดละ 50-60 นาย บริเวณประตูด้านข้างฝั่งตรงข้าม สำนักงาน ก.พ. และเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ ขณะนี้เหตุการณ์ดังกล่าวสงบลงแล้ว ส่วนเจ้าหน้าที่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ


อย่าไปยอมมัน

เห็นพฤติกรรมของม็อบพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ผ่านมาแล้ว ผมคงให้คำจำกัดความเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากจะเห็นว่าเป็นพฤติกรรมของโจร
ทั้งการโพกผ้า คาดหน้าปิดบังอำพราง เข้าทำลายข้าวของ ข่มขู่ผู้คนในสถานที่ราชการ และที่สำคัญมีอาวุธทั้งมีด ทั้งปืนและมีการพกพายาเสพติด เรียกว่าครบเครื่องความชั่วกันเลยทีเดียว
ทั้งที่ประดาแกนนำม็อบเองอ้างว่าจะเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญมาตรา 63 แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้น
แน่นอนว่าไม่ใช่แกนนำทั้ง 5 คน จะโง่จนไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ ว่าสิ่งที่ตัวเองและพวกพ้องพยายามยั่วยุผู้คนให้เกิดอารมณ์ร่วมส่วนหนึ่ง การไปจ้างพวกนักเลงหัวไม้มาส่วนหนึ่ง หรือมีคนจัดกลุ่มกุ๊ยจากที่ต่างๆ มาสมทบอีกส่วนหนึ่ง จะเกิดผลเช่นไรตามมา
แต่เชื่อได้ว่าบรรดาแกนนำจงใจที่จะให้บ้านเมืองเกิดสถานการณ์วุ่นวาย เพราะหลงคิดว่าทหารยุคนี้จะบ้าจี้ เหมือนสมัย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็น ผบ.ทบ. คิดว่าเพียงแค่ส่งสัญญาณทหารก็จะเอากำลังออกมาปฏิวัติเหมือนเมื่อคราว 19 กันยายน 2549
อย่างไรก็ตามท่ามกลางสถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดจากน้ำมือคนเพียงไม่กี่คน ก็ยังถือว่ามีความโชคดีซ่อนอยู่ในเหตุการณ์นั้น
เริ่มตั้งแต่ท่าทีของทหารที่มีความชัดเจนตั้งแต่ต้น และไม่หลงกลตกเป็นเครื่องมือของคนที่จ้องทำลายบ้านเมือง ด้วยการออกมาประกาศชัดๆ ว่าทหารจะไม่มีการปฏิวัติอย่างแน่นอน
แถมบรรดาบิ๊กทหารก็ยังมีการประชุมเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเรียก ง่ายๆ ว่าเป็นการเตรียมพร้อมปราบม็อบหากรัฐบาลมีการสั่งการนั่นเอง
ขณะเดียวกันท่าทีของตำรวจที่ออกจะดูอดกลั้นมายาวนานกับพฤติกรรมชั่ว ปิดถนนสร้างความวุ่นวายกว่า 90 วันที่ผ่านมา ก็พิสูจน์ให้ได้เห็นว่าไม่ได้เกรงกลัวกับอำนาจ อิทธิพลของกลุ่มนักเลงซะจนทำอะไรไม่ได้
แม้ว่าจะต้องล่าถอยปล่อยให้กลุ่มม็อบที่กำลังบ้าคลั่ง บุกเข้าไปในสถานที่ราชการ สร้างความเสียหายไปได้หลายต่อหลายแห่ง แต่ในที่สุดก็ตามเข้าไปจับกุมผู้ก่อความไม่สงบได้ โดยเฉพาะกรณีที่สถานีโทรทัศน์ NBT สามารถจับกุมผู้ก่อการได้กว่า 80 คน
และมีการแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว 4 ข้อกล่าวหาฉกรรจ์ เป็นความผิดซึ่งหน้าที่เกิดขึ้น ต่อหน้าต่อตาเจ้าหน้าที่ตำรวจ คงจะเป็นเรื่องที่บิดพลิ้วกันลำบาก
และจากนี้ไปเจ้าหน้าที่ตำรวจก็คงจะต้องเตรียมตัวจับกุมผู้กระทำความผิดกันอีก เพราะหากเอาภาพที่บันทึกไว้ในแต่ละจุดแต่ละที่ที่มีการชุมนุม รับรองได้ว่ายังมีผู้ต้องหาที่รอตบเท้าเดินเข้าคุกกันอีกหลายคน
รวมถึง 5 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ขอจารึกชื่อไว้เป็นอนุสรณ์ ทั้ง สนธิ ลิ้มทองกุล จำลอง ศรีเมือง สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ พิภพ ธงไชย และ สมศักดิ์ โกศัยสุข ที่ตำรวจอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานออกหมายจับในข้อหาสำคัญ
เพราะการยั่วยุ หรือสั่งการให้มีการบุกรุกสถานที่ราชการ การคุกคามสื่อ รวมทั้งความพยายามในการล้มล้างรัฐบาล ล้วนเป็นองค์ประกอบความผิดในเรื่องของความมั่นคงทั้งสิ้น
และหากพิจารณาความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาตรา 113 และมาตรา 114 ว่าด้วยเรื่องของการเป็นกบฏในราชอาณาจักร ถ้ามีความผิดจริงตามนั้นก็จะมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต
ส่วนอีกหนึ่งเรื่องที่น่าดีใจคือท่าทีของรัฐบาล ที่หลายคนมองว่าที่ผ่านมาอ่อนข้อให้พวกป่วนบ้าน กวนเมือง จนน่าหงุดหงิดใจ
แต่ท่าทีจากการเปิดแถลงข่าวเมื่อบ่าย 2 โมง วันที่ผ่านมา ของ นายสมัคร สุนทรเวช ก็ทำให้ประชาชนสบายใจมากขึ้น ว่าเรามีผู้นำที่เข้มแข็งใช้ได้
ทั้งยังมั่นใจว่า จากนี้ไปจะไม่มีการปล่อยให้แก๊งข้างถนนออกมาสร้างความเสื่อมและก่อความเสียหายได้ตามอำเภอใจ
แม้ว่าอาจจะยังไม่ถึงอกถึงใจ เพราะหวังว่าจะมีการปราบปรามขั้นเด็ดขาดซะให้สิ้นเรื่องสิ้นราว แต่เมื่อท่านนายกฯ บอกว่าไม่อยากให้เสียบรรยากาศ ก็เป็นเหตุผลที่น่าฟัง
รวมทั้งสิ่งที่นายกฯ ฝากถึงพันธมิตรฯ ให้คิดถึงชาติบ้านเมือง คิดถึงพระมหากษัตริย์ ก็เป็นเหตุผลที่บรรดาแกนนำควรหยุดคิด เพราะยิ่งขืนดึงดันต่อไปมากเท่าไร ก็จะยิ่งหาทางลงลำบากมากขึ้นเท่านั้น และยังจะเป็นทางลงที่ไม่สวยเสียด้วยซ้ำไป
ในสถานการณ์เช่นนี้ผมคงต้องขอเป็นกำลังใจให้ทั้งรัฐบาล ตำรวจ ทหาร ให้อยู่เคียงข้างประชาชน และเลือกข้างความถูกต้อง
และเห็นด้วยกับท่านนายกฯ ครับ...อย่าไปยอมมัน...!!

กบฏในราชอาณาจักร

ม็อบ หมายถึง ฝูงชนที่บ้าคลั่ง
ม็อบถ่อย พันธมารธิปไตย เป่านกหวีด ...ปิ๊ด...ปี้...ปิ๊ด... ได้สำแดงผลในธาตุแท้ของความไม่เข้าใจซึ่งประชาธิปไตยอย่างชัดแจ้งแล้ว การที่ “พันธมารธิปไตย” กว่า 80 คน ใช้กำลังข่มขืนใจพนักงาน ผู้ดำเนินรายการ ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ใน NBT ด้วยมีด ดาบ สปาร์ต้า และปืน ที่กำลังจัดรายการ “ไมโครโฟน”
นี่ไม่ใช่การชุมนุมโดยสันติ ตามมาตรา 63 ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 ได้ให้ความคุ้มครองกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน
เป็นการกระทำที่สะท้อนความคิดในเชิงการใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ต่างอะไรกับ เหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 ที่นำกำลังทหารเข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหาทางการเมือง โดยคนกลุ่มนี้ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการเปิดประตูไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร เข้าร่วมสนับสนุนให้โจรเข้ามาปล้นประชาธิปไตย ซึ่งเป็น กบฏ ในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112-113-114
เมื่อบ้านเมือง อยู่ใน ยุค ที่ ไม่มีความเป็นธรรม กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย ฝ่ายหนึ่งกระทำการอย่างอาจหาญ เพราะได้ใจจากบางฝ่ายแอบ สนับสนุน ยั่วยุ ให้ท้าย ตลอดเวลา
ย้อนรอยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรุ่งเช้าวานนี้ (ที่สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที มีชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่ง ใส่เสื้อ ผูกผ้าพันคอกู้ชาติ ปิดหน้า ปิดตา การกระทำการเยี่ยงนี้ ไม่ต่างอะไรกับโจรกบฏ กลุ่มคนเหล่านี้บังอาจใช้กำลังอาวุธเข้าคุกคามสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนอย่างไม่ละอาย
มีการใช้ มีดสปาร์ต้า เข้ามาจี้ผู้นำเนินรายการ “สุคนธ์ ชัยอารีย์” ขณะที่กำลังจัดรายการ “ข่าว 97” พร้อม ข่มขู่ให้เลิกจัดรายการ เคราะห์ดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปควบคุมสถานการณ์ได้ แม้จะช้าไปบ้าง
การ บุกยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยเหตุผลต่างๆ แต่อย่างใดทั้งสิ้น เนื่องเพราะเป็นการ ใช้กำลัง และ อาวุธ ตัดสินปัญหา ซึ่ง เป็นการกระทำที่จะต่างอะไร กับ สัตว์เดรัจฉาน ก็ไม่ทราบได้
“พันธมารธิปไตย” พยายามสร้างสถานการณ์ในการ ก่อความวุ่นวายภายในประเทศ โดยมีการปิดกั้นสถานที่ราชการหลายแห่ง ล้วนเป็นเหตุการณ์เชื่อมโยงที่ ต้องการจะกระทำการในลักษณะเป็นกบฏในราชอาณาจักร
เหตุการณ์ที่ไม่ปกติสุขที่เกิดขึ้นในชาติบ้านเมืองในขณะนี้ ฝ่ายประชาธิปไตยคงจะทำอะไรไม่ได้มากนัก นอกจากการออกมาประณามและเรียกร้องกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่เกี่ยวข้อง
กองบรรณาธิการประชาทรรศน์ เรียกร้องให้ เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร ออกมาช่วยกันดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วยความเฉียบขาด จับกลุ่มคนเหล่านี้ไปลงโทษ
กองบรรณาธิการประชาทรรศน์ เรียกร้องให้ ประชาชนที่อาจจะไม่พอใจ ให้อยู่ในที่ตั้งโดยสงบและสันติ
กองบรรณาธิการประชาทรรศน์ เรียกร้องให้ กองกำลังทหารอย่าเข้าทำการปฏิวัติรัฐประหาร เนื่องจากไม่มีเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น ที่จะแก้ปัญหาด้วยการโค่นล้มการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
เราเชื่อว่า การแก้ปัญหาทางการเมือง จะต้องทำด้วยการเมือง
เราเชื่อว่า การใช้กระบวนการยุติธรรม ที่เที่ยงตรง เป็นธรรม จะยุติปัญหาในสังคมไทยได้
เราเชื่อว่า การใช้กำลังทหารไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศได้
ขบวนการแก้ไขปัญหาความวุ่นวายต้องใช้ความเด็ดขาด เข้าแก้ไขปัญหา รัฐบาล จะต้องกล้าให้นโยบายกับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ในการเข้าจัดการกับกลุ่มที่มีปัญหา
ประเทศไทยมีคน 63 ล้านคน จะยอมให้คนเพียงไม่กี่หมื่น กี่แสนคน พรรคการเมืองไม่กี่พรรค คนสนับสนุนไม่กี่คน มาทำความปั่นป่วนวุ่นวายในชาติบ้านเมือง เศรษฐกิจเดินหน้าไม่ได้ ทำให้คนทุกข์ยากเต็มไปหมด รัฐบาลอย่าไปกลัวคำขู่ของกลุ่มคนพวกนี้ เพราะรัฐบาลเป็นเสียงข้างมากที่ประชาชนเลือกเข้ามา ให้กำลังใจรัฐบาลแก้ไขปัญหาประเทศชาติในครั้งนี้



รุมฉะ!ม็อบโจรปล้นแผ่นดินทำลายบรรยากาศลงทุนเละ

เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุหากสถานการณ์ชุมนุมยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ฉุดบรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นไทยเสียหายระเนระนาด สื่ออาวุโสซัดม็อบโจรเข้าข่ายกบฏปล้นชาติ สื่อนอกตีข่าวประจานไทยไปทั่วโลก ด้านชาวเว็บรุมด่าพันธมิตรฯ ไม่เคยทำตามกฎหมายเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี
หลังจากม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที พร้อมกับปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลและกระทรวงต่างๆ เพื่อเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ลาออก จนสร้างความวุ่นวายไปทั่วบ้านทั่วเมืองนั้น
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า หากมีการชุมนุมยืดเยื้อต่อไปก็จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น
นายอำพน กล่าวว่า ขณะนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ลดลงไปถึง 15 จุด หรือประมาณ 2% พร้อมกับชี้นำตำรวจให้เร่งเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาล
ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า ตลาดหุ้นในภูมิภาคก็ปรับลดลงประมาณ 2% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทย เนื่องจากนักลงทุนยังวิตกกังวลปัญหาซับไพรม์ของสหรัฐ
ส่วนปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากเงินเฟ้อ 2 หลัก ความขัดแย้งระหว่างแบงก์ชาติและกระทรวงการคลังในการขึ้นดอกเบี้ย และการใช้จ่ายเกินตัวของรัฐบาล กลับไม่มีการนำมาประเมิน สะท้อนมันสมองของหน่วยงานที่เชื่อกันว่า เป็นเสาหลักของประเทศ
ขณะที่ นายมานพ พงศทัต นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์นานาชาติ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้จะส่งผลลบอย่างมากต่อเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในไทย อาจต้องหยุดชะงักไปเลย แม้กระทั่งรายที่มีการเซ็นสัญญาไปแล้ว ก็อาจต้องพักรอดูท่าทีหากเป็นการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ในกรุงเทพฯ
"เหตุการณ์ความวุ่นวายครั้งนี้ ให้ภาพที่ค่อนข้างรุนแรง เหมือนการเกิดจลาจล หากไม่สามารถยุติลงได้ จะกระทบต่อการลงทุนของต่างชาติอย่างแน่นอน ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้ยังมองไม่เห็นทางออก คงต้องปล่อยให้เกิดความรุนแรงต่อเนื่องไป เพราะในฝั่งของรัฐบาลเชื่อว่าจะทำอะไรไม่ได้ ขณะที่ทหาร - ตำรวจ ก็คงไม่สามารถเข้ามายุติเหตุการณ์ได้ เพราะต้องระมัดระวังสูงในการจะทำอะไร เนื่องจากเป็นเรื่องอ่อนไหวมาก หากเกิดการปะทะและทำให้มีการเสียชีวิตเกิดขึ้นแม้เพียงคนเดียว ก็อาจทำให้บานปลายเป็นเรื่องใหญ่ตามมาได้" นายมานพ กล่าว
ขณะที่ สื่อต่างประเทศหลายสำนัก เช่น สำนักข่าว BBC เสนอข่าวว่า กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนหลายพันคนได้เคลื่อนขบวนไปตามท้องถนนในกรุงเทพมหานคร เพื่อเรียกร้องให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีของไทยลาออกจากตำแหน่ง และเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ของรัฐ หรือ NBT รวมถึงอาคารที่ทำการของรัฐบาลอีกหลายแห่ง และบีบบังคับให้ข้าราชการยุติการปฏิบัติหน้าที่
อย่างไรก็ตาม BBC ระบุว่าตำรวจไทยได้ยุติการยึดครองสถานีโทรทัศน์ NBT ได้แล้ว ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประท้วงซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ PAD ระบุว่า นายสมัคร เป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งขณะนี้กำลังลี้ภัย
ส่วนสำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า เกิดเหตุกลุ่มผู้ประท้วงติดอาวุธ 80 ราย ได้บุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ซึ่งเป็นของรัฐบาล และได้ระงับการแพร่ภาพออกอากาศของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ ขณะที่ตำรวจได้จับกุมสมาชิกกลุ่ม 80 รายที่ก่อเหตุบุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที
ทั้งนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์สและเอเอฟพีรายงานตรงกันว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหวังจะดึงคนจำนวนหลายแสนคนออกมาชุมนุมกันในวันที่ 26 สิงหาคม เพื่อโค่นล้มรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช โดยทางตำรวจประเมินว่า มีประชาชนออกมาแล้วเพียง 35,000 คนเท่านั้น
ด้าน นายสุคนธ์ ชัยอารีย์ ผู้ดำเนินรายการ “คุยข่าว 97” คลื่น 97 เมกะเฮิร์ตซ์ กรมประชาสัมพันธ์ และหนึ่งในผู้อยู่ในเหตุการณ์ กล่าวว่า ตอนนี้บ้านเมืองกำลังเข้าสู่กลียุค การกระทำของคนพวกนี้เข้าข่ายเป็นกบฏปล้นชาติ ถ้ารัฐบาลยังนิ่งเฉย ก็เท่ากับว่ารัฐบาลอ่อนแอ และเท่าที่ตนได้ถูกเอามีดจี้นั้น ในฐานะที่ตนเป็นคนใต้ก็พอจะเดาได้ว่าสำเนียงที่ใช้พูดนั้นน่าจะเป็นคนสุราษฎร์ธานี หรือไม่ก็นครศรีธรรมราช อย่างแน่นอน และมีอาการเหมือนคนเมาใบกระท่อมด้วย หน้าตายังเป็นเด็กวัยรุ่นอยู่เลย
นายสุคนธ์ กล่าวด้วยว่า จากที่ได้มีการควบคุมตัวกลุ่มชายฉกรรจ์ที่เข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT ทางแกนนำกลุ่มก็ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่คนของพันธมิตรฯ แต่ในเมื่อแกนนำออกมาปฏิเสธแล้วทำไมต้องเรียกร้องให้เจ้าหน้าตำรวจปล่อยตัวกลุ่มคนดังกล่าวด้วย อย่ามาโกหกจะดีกว่า โดยตนเชื่อมาเป็นกลุ่มที่ได้มีการจัดจ้างจากกลุ่มของ ส.ส.สอบตกของบางพรรค หรือว่าจาก ส.ส.บางคนหนุนหลังอยู่ 100%
ขณะเดียวกัน หลังจากที่ได้มีการบุกยึดสถานี NBT ก็ได้สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก ทางเว็บไซต์สนุกดอทคอมได้มีการตั้งกระทู้เพื่อถามความคิดเห็นของประชาชน ในหัวข้อ เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ หรือไม่ ปรากฏว่าได้มีประชาชนเป็นจำนวน,kdที่ได้เข้ามาตอบในกระทู้ ดังกล่าว
โดยความคิดเห็นทั้งหมดล้วนประณามการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าเป็นพวกป่าเถื่อน มีความเห็นหนึ่งบอกว่าการเข้าปิดล้อมไม่ให้สถานี NBT ถ่ายทอดสด เพราะว่าไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับรู้ถึงความชั่วของกลุ่มอันธพาลหรือกล่าวว่าการบอกว่าตัวเองเป็นพันธมิตร แต่การกระทำที่ปรากฏเป็นโจรที่ทำให้ประเทศมีแต่ความเสียหาย
บางข้อความยังระบุถึงกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ไปบุกยึดว่า “ใส่ผ้าปิดหน้าเหมือนพวกก่อการร้ายเลย”
“เลวมาก ไม่เคยทำตามกฎหมาย เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีของ ประชาธิปไตย สมควรประหารพวกนี้ให้หมด ถ้าทำผมคงดีใจมากๆ เลยประเทศจะได้ก้าวหน้า”
“ทำให้คนอื่นเดือดร้อนแล้วบอกไม่ได้ทำขอให้พวกนั้นล่มจมให้หมด ยิ่งไม่ทำตามกฎหมายบ้านเมืองแบบนี้ สังคมยิ่งแตกแยก ไม่เคยเห็นอำนาจนิติบัญญัติในสายตา”



แฉ!ตั๋วหนังมัด 'วิฑูรย์ นามบุตร'จับตามติ กกต. -ถ้ารอดได้ก็แปลก

เผยหลักฐาน “ตั๋วหนัง” มัด “วิฑูรย์ นามบุตร” แถมมีภาพถ่ายตั้งแต่รับบัตรกำนัลจนถึงเข้าคิวรับตั๋วเข้าดูหนัง สอดคล้องกับคำให้การพยานหลายปาก ทั้งยังพบข้อน่ากังขาของอนุกรรมการฯ ปัดสอบพยานให้ครบทุกปาก และไม่ยอมพิจารณาเอกสารให้ครบ อ้างสอบสวนมามากพอแล้ว จนเกิดเป็นข้อสงสัยมีเจตนาช่วยเหลือใครหรือไม่ ตั้งข้อสังเกต กกต. มีหลักฐานในมือแน่นหนาขนาดนี้ ถ้ารอดใบแดงก็เป็นเรื่องแปลก
หลังจาก “ประชาทรรศน์” ได้เปิดเอกสารสำคัญให้เห็นชัดเจน ถึงความไม่ชอบมาพากลของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง จ.อุบลราชธานี ที่มีการเสนอความเห็นให้ยกคำร้อง ในคำคัดค้านข้อกล่าวหาที่ 1 ว่าด้วยการให้ทรัพย์สินสิ่งของที่อาจคำนวณเป็นเงินได้ (บัตรชมภาพยนตร์) และมีความเห็นให้ยุติคดี และในข้อกล่าวหาที่ 2 การโฆษณาหาเสียงด้วยการจัดให้มีมหรสพรื่นเริงต่างๆ ซึ่ง นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขานุการ กกต. ได้มีความเห็นแย้งไปทั้งหมดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2551 จนนำไปสู่การสอบสวนเพิ่มเติมอีกครั้งนั้น
ล่าสุดในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ยังพบสาระสำคัญตามเอกสารการประชุมของอนุกรรมการวินิจฉัยเรื่องคัดค้านและปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 2 รวม 2 ฉบับ ที่ส่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ร้องเรียน คือนายวิฑูรย์ นามบุตร ซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในวันที่ถูกร้องเรียนพร้อมด้วยผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ จ.อุบลราชธานี อีก 3 คน
โดยการประชุมอนุกรรมการฯ ที่มีนายสุธน แสงสายัณห์ เป็นประธาน ในครั้งที่ 38/2551 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2551 กลับพบว่ามีการบอกปัดที่จะสอบพยานให้ครบถ้วนทุกปาก โดยอ้างง่ายๆ ว่าการสอบสวนพยานมีความเพียงพอแล้ว โดยระบุไว้ท้ายรายงานการประชุม ว่า
“ในวันนี้ (7 ส.ค. 51) คณะอนุกรรมการได้สอบปากคำ นายกำพล มุจลินทร์ ไว้เรียบร้อยแล้ว สำหรับพยานบุคคลอื่นๆ ที่ผู้คัดค้านทำหนังสือขอให้ปากคำในวันนี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้รับหนังสือไว้พิจารณาแล้วเห็นว่าพยานที่นำมาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และพยานที่ทำการสอบสวนได้สอบสวนเพียงพอแล้ว คณะอนุกรรมการฯ จึงไม่ได้ทำการสอบปากคำในวันนี้”
กรณีดังกล่าวได้เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ ว่า กกต. จะมีเจตนาบอกปัดการสอบพยานเพื่อจงใจให้ความช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์อย่างไรหรือไม่
โดยที่ต่อมาในวันที่ 18 สิงหาคม การประชุมครั้งที่ 43/2551 ของคณะอนุกรรมการฯ ชุดเดียวกันนี้ ที่มีการส่งเอกสารเพิ่มเติม ที่ประชุมก็ยังปฏิเสธ โดยไม่ยกเอกสารดังกล่าวขึ้นพิจารณา
ขณะเดียวกันในส่วนขอข้อร้องเรียนว่าด้วยการให้ทรัพย์สินหรือสิ่งของที่อาจคำนวณเป็นตัวเงินได้ ซึ่งหมายถึงตั๋วหนัง ที่ กกต.อุบลราชธานี มีการเสนอความเห็นให้ยกคำร้องนั้น กลับพบว่าในเอกสารการสอบสวนที่มีอยู่ในมือ กกต. นั้น มีหลักฐานต่างๆ ชัดเจน สอดคล้องกับคำให้การของพยานที่ระบุว่าหัวคะแนนของพรรคการเมืองใหญ่ นำบัตรอนุญาตชมภาพยนตร์ของโรงภาพยนตร์เนวาด้ามัลติเพล็กซ์ ออกแจกจ่ายระหว่างวันที่ 15-20 ธันวาคม 2550
และบัตรดังกล่าวได้ถูกนำไปแลกบัตรเข้าดูหนังใน 2-3 วันถัดมา ดังที่ปรากฏหลักฐาน จากพยานหลายปากที่มีตั๋วหนังในวันที่ 22 ธันวาคม 2551 พร้อมทั้งยังมีภาพถ่ายประชาชนที่เข้าแถวรอแลกบัตรเข้าชมภาพยนตร์ และมีใบปลิวเชิญชวนฟังปราศรัยแนวนโยบายพรรคประชาธิปัตย์
ซึ่งทั้งหมดนั้นยังไปสอดรับกับวีซีดีที่มีการถ่ายจากในโรงภาพยนตร์ ที่มีการกลาวปราศรัยหาเสียง อย่างโจ่งแจ้ง
ทั้งนี้ จากพยานหลักฐานเอกสารที่มีอยู่ในมือ กกต. ดังกล่าว จึงเป็นที่จับตาอย่างยิ่งว่า กกต. ยังจะสามารถสรุปสำนวนตามที่มีโผออกมาก่อนหน้านี้จริงหรือไม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็จะยิ่งทำให้เกิดความกังขาในบทบาทของ กกต. มากยิ่งขึ้น

กบฏป่วนเมือง

* ปล้น NBT-บุกห้องประทับทูลกระหม่อม
กบฏพันธมิตรฯ ป่วนเมือง ทำตัวเหนือกฎหมายบุกยึดทำลายข้าวของสถานที่ราชการ ใช้มีดสปาร์ต้าจ่อคอผู้ดำเนินรายการวิทยุ 97.0 เมกะเฮิร์ตซ์ แถมไล่ส่ง 3 ผู้ประกาศสถานีโทรทัศน์ NBT ขณะที่ “กิตติ สิงหาปัด” แวะไปดูยังโดนม็อบรุมทำร้าย พบทรัพย์สินเสียหายย่อยยับ ทั้งถูกทุบทำลาย ตัดสายไฟอุปกรณ์สื่อสาร มีพฤติกรรมยิ่งกว่าโจรบุกค้นทรัพย์สิน ขโมยของหลวงไปหลายรายการ มิหนำซ้ำไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เข้ารื้อค้นห้องประทับทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ กระจุยกระจาย เผยพยายามเชื่อมสัญญาณ ASTV แต่ไม่สำเร็จ “สมัคร” เตือนความอดทนรัฐบาลใกล้ถึงที่สุด
หลังจากชุมนุมยืดเยื้อมากกว่า 90 วัน ในที่สุดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็เผยธาตุแท้ในการจงใจสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง โดยเลือกเอาวันที่ 26 สิงหาคม 2551 ปฏิบัติการดาวกระจายบุกเข้ายึดสถานที่ราชการหลายแห่ง สร้างความเดือดร้อนและความเสียหายไปทั่ว ซ้ำร้ายยังมีพฤติกรรมไม่ผิดไปจากโจรกบฏ

ม็อบถ่อยบุกยึดวิทยุ-โทรทัศน์
จากนั้น เวลา 13.45 นักรบศรีวิชัยได้นำกลุ่มผู้ชุมนุมที่ปักหลักอยู่บริเวณเชิงสะพานอรทัยพังรั้วข้ามสะพานอยู่บริเวณปากทางถนนทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ด้านประตู 1 เตรียมที่จะบุกทำเนียบรัฐบาลจากทุกทิศทาง
ทั้งนี้หลังจากที่กลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าวได้บุกเข้ามา ได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก ตปพ.จำนวน 1 กองร้อยที่ดูแลความปลอดภัยอยู่ภายในทำเนียบเตรียมพร้อม พร้อมกับนำโซ่มาคล้องประตูรั้วทำเนียบเพื่อปิดทางเข้าสู่พื้นที่ทำเนียบชั้นใน
การกระทำอุกอาจของกลุ่มพันธมิตรฯ เริ่มต้นขึ้นด้วยการบุกยึดสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ย่านถนนวิภาวดี – รังสิต เมื่อช่วงเวลา 05.30 น.ของวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์ ร่วม 100 คนแต่งตัวคล้ายนักรบศรีวิชัย สวมแจ็กเกตสีดำ ใช้ผ้าปิดหน้า และมีผ้าสีเหลืองซึ้งมีข้อความว่า “กู้ชาติ” โพกศรีษะ บุกเข้ามาภายในตัวอาคารสำนักงานของสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ทำลายข้าวของ ทำลายกระจกประตูจนเกิดความเสียหายหลายบาน
กลุ่มคนดังกล่าวพยายามที่จะเข้ามาควบคุมเจ้าหน้าที่ของสถานี และใช้วาจาหยาบคายในการสั่งการห้ามออกอากาศโทรทัศน์ พร้อมทั้งไลนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ นางสร้อยฟ้า โอสุคนทิพย์ และนางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการอยู่ในขณะนั้นออกจากสถานี และมีการกระจายกำลังไปยังทุกชั้นของตึก
ในขณะที่ตึกด้านในซึ่งเป็นส่วนงานวิทยุ ก็มีกำลังอีกส่วนหนึ่งบุกเข้าไป ระหว่างที่นายสุคนธ์ ชัยอารีย์ กำลังดำเนินรายการทางสถานีวิทยุ 97.0 MHz โดยเอามีดจี้คอใหหยุดดำเนินรายการ

เยี่ยงโจร-มีดจ่อคอผู้จัดรายการ
นายสุคนธ์ ชัยอารีย์ ซึ่งถูกใช้อาวุธจี้ตัว เปิดเผยว่าก่อนหน้าที่ตนจะเข้าไปดำเนินรายการ “คุยข่าว 97” ได้มีเพื่อนๆ โทร.มาแจ้งไม่ให้ไปดำเนินรายการ เนื่องจากได้ข่าวมาว่าจะมีการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง หรือว่าจะเกิดการปฏิวัติ ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่สังเกตเห็นว่าได้มีเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งเข้ามาสังเกตการณ์และตรวจสอบบุคคลที่จะเข้าออกสถานี
ได้เริ่มจัดรายการตั้งแต่เวลาประมาณ 04.30 น. จนกระทั่งเวลาประมาณ 05.00น. จู่ๆ ก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์บุกเข้ามาเป็นจำนวนมาก ได้มีการโพกผ้าปิดหน้าตาและมีการพูดจาเป็นภาษาใต้กันอยู่ตลอด เข้ามาบังคับให้ตนปิดการดำเนินรายการ
“พวกมันมาเหมือนโจร เอาผ้าปิดหน้า และมีอาวุธครบมือ ไม่ว่าจะเป็นกระบอง ปืน ใบกระท่อม โดยหนึ่งในชายฉกรรจ์ได้ใช้มีดลักษณะด้ามยาวที่เรียกว่า มีดสปาร์ต้ามาจี้ตนเพื่อบังคับให้ตนออกไปรวมตัวกับเจ้าหน้าที่อื่นๆ ตนก็ได้พูดคุยกับชายฉกรรจ์เป็นภาษาใต้ว่าทำทำไม เขาก็บอกว่าคนใต้ขายชาติ รับใช้ทักษิณ”นายสุคนธ์กล่าว

ครบเครื่องทั้งอาวุธ-ยาเสพติด
ซึ่งเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวกลุ่มพันธมิตร ที่บุกเข้าไปภายในได้จำนวน 80 คน โดยทั้งหมดเป็นกลุ่มชายฉกรรจ์ 78 คน หญิง 2 คน พกพา อาวุธมีดดาบขนาดยาว ปืน 11 มม. พร้อมมีดพก หนังสติ๊ก ไม้กอล์ฟ และใบกระท่อมจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวทั้งหมดไปดำเนินคดีที่ สน.สุทธิสาร
ทั้งนี้พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในเบื้องต้นได้ตั้ง 4 ข้อหา ได้แก่ มีอาวุธไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มียาเสพติดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และทำให้เสียทรัพย์ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวไปควบคุมไว้ที่กองบัญญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จ.ปทุมธานี และนำตัวมาสอบสวนที่โรงเรียนพลตำรวจ บางเขน
อย่างไรก็ตามมีคำกล่าวอ้างจากแกนนำพันธมิตรฯ ว่าไม่ใช่คนของพันธมิตรฯ แต่เป็นมือที่สาม ซึ่งขัดแย้งกับท่าทางของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำม็อบ ที่อ อกมาประกาศกร้าวให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้งหมด

คนใกล้ชิด “ใส” นำม็อบถล่มNBT
ทั้งนี้ในจำนวนผู้ที่ถูกจับกุมจากการบุกรุกทำลายทรัพย์สินใน NBT พบว่ามีชื่อของนาย นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ รองผู้ประสานงานพันธมิตรฯ รวมอยู่ด้วย ซึ่งบทบาทของนายนิติรัตน์ก็คือการเป็นผู้ช่วย นายสุริยะใส กตะศิลา นั่นเอง และยังเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการวางรูปแบบม็อบ และการเคลื่อนไหวในแต่ละครั้ง
นายนิติรัตน์ อยู่ในสังกัดกลุ่มเพื่อนประชาชน ที่ทำงานร่วมกับ ครป. ของนายสุริยะใสมาตลอด โดยในปี 2536 นายนิติรัตน์ เป็นรักษาการเลขาฯ สนนท. เป็นรุ่นพี่ของนายสุริยะใส โดยเข้ามามีส่วนร่วมกัยกลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งแต่เริ่มต้น ปัจจุบันมีครอบครัวแล้วโดยสมรสกับนักข่าวสายทำเนียบรัฐบาลเครือเนชั่น และมีลูกแล้ว 1 คน
ส่วนอีกคนคือนายนัสเซอร์ ยีหมะ เคยเป็นรองเลขาฯ สนนท.ปี 2539 เป็นเอ็นจีโอ ที่ทำงานด้านสลัม และเป็นกลุ่มก๊วนเดียวกับนายสุริยะใส และนายนิติรัตน์ หน้าที่ชัดๆ ในกลุ่มพันธมิตรฯ ก็คือการเป็นหัวหน้าการ์ด

ชี้ความผิดแกนนำเข้าข่ายกบฏ
พล.ต.ต.สุรพล กล่าวอีกว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ดำเนินคดีกับทุกคนที่เข้าไปในรั้วเอ็นบีที แต่เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่เข้าไปในอาคารสถานที่ทำลายสิ่งกีดกั้น สั่งการให้เจ้าหน้าที่เอ็นบีทีหยุดออกอากาศ คุกคามการทำงานของสื่อมวลชน และพยายามยึดสถานีเพื่อจะทำการสื่อสารถึงประชาชนเพื่อประกาศสิ่งหนึ่งสิ่งใด เหมือนกับที่เคยมีการปฏิวัติในอดีต
ส่วนความผิดของแกนนำที่มีการสั่งการให้บุกรุกสถานที่ราชการ คุกคามสื่อมวลชน และจ้องล้มล้างรัฐบาลนั้น เป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชัดเจน ถือว่าเข้าข่ายความผิดกบฏ และพิจารณาว่าจะดำเนินคดีกับกลุ่มแกนนำอย่างไรต่อไป
พร้อมกันนี้ยังกล่าวด้วยว่าการที่แกนนำพันธมิตรฯ ประกาศว่าจะชุมนุมโดยสงบ และอ้างมาตรา 63 มาโดยตลอดก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่เป็นความจริง

ตั้งสถานีพลัดถิ่นสู้เชื่อมNBT
ขณะที่วีรกรรมอันธพาลของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังไม่จบสิ้น โดยในเวลาต่อมาก็ได้มีรถบัส 2 คัน ขนคนเข้ามาร่วมการชุมนุมเพิ่มเติม พร้อมรถกระบะอีก 8 คัน ร่วมกันปิดล้อมสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กว่า 1,000 คน โดยมีนายอมร อมรรัตนานนท์ และนายวัชระ เพชรทอง เป็นแกนนำการชุมขุม ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด โดยมีการนำแผงเหล็กมากั้นบริเวณทางเข้าออก
แต่กลุ่มผู้ชุมนุม ก็พยายามที่จะเข้ามาภายในสถานีให้จงได้ จากนั้นก็มีการยื้อยุดระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มผู้ชุมนุม บริเวณหน้าประตูทางเข้า แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้านกำลังไว้ไม่ไหว เป็นเหตุให้กลุ่มผู้ชุมนุมพังประตู และวิ่งกรูเข้ามาภายในอาคารสำนักงาน ทำให้การออกอากาศรายการข่าวเช้าของทางสถานีต้องชะงักกลายเป็นจอมืดไปในทันที
โดยนายอมร ได้ประกาศว่าจะเข้ามาออกอากาศให้ได้ และมีความพยายามที่จะเชื่อมสัญญาณจากสถานีเอเอสทีวีแต่ไม่สำเร็จ
อย่างไรก็ดีท่ามกลางความพยายามเข้าไปเชื่อมสัญญาณที่สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ทางเอ็นบีที ก็มีการเปิดสถานีพลัดถิ่นกระจายอยู่ในจุดต่างๆ ที่ไม่มีการเปิดเผย เพื่อให้รอดจากการก่อกวนของกลุ่มพันธมิตรฯ

"กิตติ" ผิดคิวโดนพันธมิตรรุม
ขณะที่ในช่วงเวลาที่ยังคงชุลมุน นายกิตติ สิงหาปัด พิธีกรรายการ "ข่าว 3 มิติ" ทางสถานีโทรทัศน์สีช่อง 3 ได้เดินเข้าไปในลานหน้าอาคารเอ็นบีที ทำให้ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ ล้อมกรอบ
โดยนายกิตติ เปิดเผยว่า เนื่องจากทุกวันอังคารจะไม่มีรายการข่าว 3 มิติ ตนจึงว่างและไม่ต้องเตรียมตัวประชุมข่าว เมื่อเห็นข่าวพันธมิตรฯ บุกเข้าไปยึดสถานีโทรทัศน์ NBT จึงแต่งตัวออกจากบ้านเพื่อมาสังเกตการณ์ เพราะบ้านอยู่ไม่ไกลกับสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีมากนัก และระหว่างที่ไปยืนดูสถานการณ์อยู่นั้น ได้มีผู้หญิง 2-3 คน ในกลุ่มผู้ชุมนุมที่จำตนได้ ก็มาขอจับไม้จับมือ คล้องแขน และขอถ่ายรูป คนอื่นๆ เห็นก็มาขอถ่ายรูปด้วย จนวงก็เริ่มกว้างขึ้นจาก 2-3 คน กลายเป็น 7-8 คน ซึ่งอาจทำให้คนที่อยู่ข้างนอกสงสัยว่า วงที่กำลังถ่ายรูปกันนั้นมีอะไรเกิดขึ้น อาจจะคิดว่ามีใครเข้ามาป่วนในม็อบ จึงเริ่มส่งเสียงโห่แล้วหันมาทางตน ตอนนั้นการ์ดของพันธมิตรฯ คงจะเห็นท่าไม่ดีจึงคล้องแขนเข้ามากันตนออกไป ยิ่งทำให้คนในม็อบคิดว่าการ์ดจะทำร้ายตน จึงได้กรูกันเข้ามา มีหลายคนพยายามต่อยผ่านวงล้อมของการ์ด โดนบ้าง ไม่โดนบ้าง แต่ที่โดนเต็มๆ มี 3 หมัด ไม่ได้เจ็บมาก เพราะการ์ดกันอยู่

ม็อบถอนกำลังร่วมชุมนุมทำเนียบ
ขณะเดียวกันการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังเคลื่อนตัวไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณการชุมนุมอยู่แล้ว รวมทั้งเคลื่อนไปที่กระทรวงการคลัง ซึ่งส่งผลให้การจราจรบนถนนพระราม 6 ติดขัดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่พบว่ามีความรุนแรง
ขณะที่อีกจุดหนึ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือที่ทำเนียบรับาล ซึ่งม็อบได้เข้ามาปิดล้อมประตูทุกด้าน ตั้งแต่เวลา 05.00 น. และจนกระทั่งช่วงสายจึงได้มีความพยายามพังประตูเข้ามาปักหลักชุมนุมอยู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยให้เป็นเวทีเปิดปราศรัยโจมตีรัฐบาล
ซึ่งต่อมาหลังจากที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงเด็ดขาดให้ม็อบถอนตัวจากสถานที่ราชการ ไม่เช่นนั้นจะจัดการขั้นเด็ดขาด ก็เป็นผลให้ม็อบในจุดต่างๆ พากันถอนตัวและมาร่วมสมทบการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล โดยยังคงท้าทายเส้นตายของรัฐบาลที่กำหนดไว้ในเวลา 18.00 น.

บุกค้นห้องประทับทูลกระหม่อม
อย่างไรก็ดีหลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมถอนตัวออกจากสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที พบว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างมาก ทั้งข้าวของโดยเฉพาะกระจกถูกทุบทำลายเสียหายหลายจุด
ที่เก็บของของพนักงานถูกรื้อค้นเอาของมีค่าไปจำนวนไม่น้อย และกระเป๋าของพนักงานสูญหายไปหลายใบ รวมทั้งจอคตอมพิวเตอร์แบบ แอลซีดี สูญหายไปหลายชิ้น
รวมทั้งยังมีการเข้าค้นห้องประทับของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ที่ใช้ประทับในเวลาเสด็จจัดรายการ ทูบีนัมเบอร์วัน ซึ่งปกติห้อิงดังกล่าวจะไม่มีใครเข้าไปใช้ทั้งสิ้น เนื่องจากเป็นการมิบังควร
นอกจากนี้หลั้งจากม็อบถอนกำลังออกไปแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังคงตรึงกำลัง และเข้าตรวจค้นระเบิดโดยละเอียด และยังไม่อนุญาตเจ้าหน้าที่เข้าทำงาน ซึ่งพบว่าในส่วนของงานวิทยุ ยังเกิดความเสียหายกับอุปรกรณ์ในการออกอากาศด้วย

ผู้นำเหล่าทัพยืนยันไม่มีปฏิวัติ
ในขณะที่การประชุม ครม. ได้ย้ายไปประชุมที่กองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ เนื่องจากไม่สามารถเดินทางเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลได้เพราะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนกำลังคนมาปิดล้อมประตูทางเข้าทำเนียบตั้งแต่ช่วงเช้า
ส่วนบรรยากาศการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ย้ายสถานที่ไปอยู่ที่กองบัญชาการทหารกองทัพไทย พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ยืนยันตรงกันว่า ทหารจะไม่ปฏิวัติ เพราะมีบทเรียนมาแล้วจากเหตุการณ์ 19 กันยายน ส่วนสถานการณ์ขณะนี้ ยังไม่จำเป็นที่จะต้องประกาศใช้พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะเหตุการณ์ยังไม่สุกงอม
เช่นเดียวกันกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เดินทางออกจากบ้านพักรับรองตั้งแต่เช้า พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการทำการปฏิวัติอย่างแน่นอน



รองโฆษก สตช.คาดสถานการณ์ชุมนุมคงไม่เลวร้ายไปกว่านี้

ทำเนียบฯ 27 ส.ค. - รองโฆษก สตช. ระบุการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมให้ออกจากทำเนียบฯ ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป คาดสถานการณ์คงไม่เลวร้ายไปกว่าเดิม

พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุกำลังตำรวจที่ใช้ดูแลความเรียบร้อยภายในทำเนียบรัฐบาล มีจำนวนหลายกองร้อย เนื่องจากเป็นสถานที่ราชการสำคัญ และไม่ใช่สถานที่สำหรับตั้งเวทีปราศรัย หรือใช้ในการชุมนุม ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายและขาดความชอบธรรม

ส่วนการผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมให้ออกจากทำเนียบรัฐบาล ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และจะใช้มาตรการทางกฎหมายขออนุมัติศาลออกหมายจับแกนนำฯ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยใช้หลักฐานตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.-26 ส.ค. ในความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง และการล้มล้างรัฐบาล ซึ่งคาดว่าสถานการณ์จะไม่เลวร้ายไปกว่าเดิม.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-27 05:43:47


ไทยจะแข่งกับลาว - เขมร - พม่า !

ถือเป็นเรื่องที่ “หดหู่” และ “สะเทือนใจ” อย่างยิ่ง กรณีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บิดเบือนพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยสถานะการเงินของประเทศ
จนกระทั่งนำมาเป็น “ข้ออ้าง” เพื่อชุมนุมใหญ่ในวันอังคารที่ 26 สิงหาคม นี้ !
แม้ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะออกมาน้อมรับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงประเทศชาติจะล่มจม เพราะใช้เงินไม่ระวัง
โดย นพ.สุรพงษ์ บอกว่า ผู้ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับนโยบายด้านการเงินและการคลัง จะต้องยึดมั่นในกระแสพระราชดำรัส ต้องระมัดระวังในเรื่องของการใช้จ่าย เพื่อไม่ให้สูญเสียรายได้และกระทบกับวินัยทางการคลัง
สิ่งที่สำคัญคือจะต้องเน้นเรื่องการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เพื่อให้มี “เม็ดเงิน” มาพัฒนาประเทศในระยะต่อไป
พระราชดำรัสทรงให้โอวาทให้ทำสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งทุกฝ่ายต้องทำสิ่งที่ถูก โดยเชื่อว่าภาวการณ์ที่ผ่านมา ทั้งเศรษฐกิจโลก และต้นทุนของราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ก็ทำให้หลายฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆ เพื่อแนวทางที่ดีที่สุด
สิ่งต่างๆ เหล่านี้บ่งบอกได้ดีว่ารัฐบาลน้อมรับกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงรับสั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยบริหารเงินประเทศให้ดี และใช้เงินอย่างระมัดระวัง และทรงให้กำลังใจในการทำงานซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
อย่างไรก็ตาม จากประเด็นดังกล่าว พันธมิตรฯ ยังใส่ร้ายป้ายสีรัฐบาลว่าไม่ปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ให้ใช้จ่ายงบประมาณอย่างเหมาะสม
โดยอ้างว่าระยะเวลา 5 เดือน รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ใช้เงินแบบไม่คำนึงถึงว่าจะมีเงินให้เหลือใช้ต่อไปในอนาคตหรือไม่
พันธมิตรฯ อ้างว่า จากมติ ครม. ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2551 จนถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2551 รัฐบาลนี้ได้อนุมัติไปแล้ว 616,232,383,745 บาท ตั้งแต่การเพิ่มเงินเดือนข้าราชการกระทรวงยุติธรรม โครงการส่งเสริมต่างๆ งบค่าใช้จ่ายในเรื่องของ พ.ร.บ.เงินฝาก โครงการจัดหาปุ๋ยเคมีนำเข้าจากต่างประเทศ โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และแผนการลงทุนพัฒนาบริหารจัดการน้ำชลประทาน มูลค่ารวม 3 แสนล้านบาท โครงการแก้ไขภัยแล้ง โครงการจัดหารถหุ้มเกราะ ฯลฯ
การใส่ร้ายป้ายสีรัฐบาลโดยใช้กรณีดังกล่าวถือเป็นเรื่องน่าเสียดายและน่าเสียใจอย่างยิ่งในฐานะคนไทยที่อยากเห็นประเทศชาติบ้านเมืองพัฒนาไปให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ
ในอดีตไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนักลงทุนชาวต่างชาติสนใจเข้ามาริเริ่มโครงการใหม่ๆ มากมาย
แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้นักธุรกิจพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เวียดนามจะแซงหน้าประเทศไทย เพราะประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการผงาดเป็น “เสือเศรษฐกิจ” ตัวใหม่
วันนี้คนไทยทะเลาะกันเอง ขัดแข้งขัดขารัฐบาล
โดยเฉพาะการบิดเบือนพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่คนไทยรักและเทิดทูนเหนือสิ่งอื่นใดในชีวิตเป็นเครื่องมือโจมตีรัฐบาล
พวกนี้ถ่วงความเจริญประเทศชาติ ไม่ทำงาน แต่กล่าวหาคนทำงานว่า “ทุจริตคอร์รัปชั่น”
ทั้งๆ ที่เวลานี้ไทยมีระบบการตรวจสอบ ถ่วงดุล มากที่สุดในโลก
การลงทุนโครงการเมกะโปรเจ็กต์ เช่น การก่อสร้างระบบขนส่งสาธารณะ โครงการระบบราง ระบบรถไฟชานเมือง โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า การสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค 3 หรือ 3จี การพัฒนาระบบสาธารณสุข เช่น แผนลดปัจจัยเสี่ยงและคุ้มครองผู้บริโภค การพัฒนาระบบชลประทาน
โครงการต่างๆ เหล่านี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ชะลอตัวมาตลอด 2-3 ปี กระเตื้องขึ้น และสามารถจะเดินหน้าต่อไปได้และมีผลต่อการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ผู้คนจำนวนมาก
ผมบอกตามตรงครับว่าเห็นการระดมคนออกมาชุมนุมกันในวันนี้ของพันธมิตรฯ แล้วรู้สึกหดหู่ และเสียดายโอกาสแทนประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ
พันธมิตรฯ จงคิดไตร่ตรองให้ดีว่าการออกมาสร้างความวุ่นวายแบบนี้ทำให้ต่างชาตินั่งหัวเราะเยาะเย้ยประเทศไทย
สมัยก่อนเราเคยแข่งขันกับประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ฯลฯ
ช่วงที่บ้านเมืองเราวุ่นวาย 3 ปีที่ผ่านมามีคนบอกว่าไทยกำลังแข่งกับประเทศเวียดนาม
แต่ถ้าวันนี้ พันธมิตรฯ ออกมาถ่วงความเจริญอีกเรื่อยๆ
ผมเชื่อแน่ว่าในอนาคตเราจะต้องแข่งกับลาว เขมร พม่า อย่างแน่นอน !


โพธิรักษ์ โคไมนี่เมืองไทยผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์

ประเทศไทยให้สิทธิเสรีภาพโดยสมบูรณ์ในการนับถือศาสนา นิกายศาสนา และลัทธิศาสนา แต่ผู้นับถือศาสนา นิกายศาสนา และลัทธิศาสนานั้นๆ จะต้องมีความสงบ ไม่จ้วงจาบ ดูหมิ่นดูแคลนผู้อื่น และกล่าวอ้างหลักคำสอนของศาสนา นิกายศาสนา และลัทธิศาสนา เพื่อปลุกปั่นให้คนในสังคมเกิดความแตกแยก หรือส่อเค้าให้เกิดสงครามกลางเมือง เพื่อล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
จากหนังสือ “การลอกคราบเป็นการเมืองใหม่” ที่จัดพิมพ์โดยสันติอโศก ที่กำลังเผยแพร่อยู่ในขณะนี้ โพธิรักษ์ ซึ่งถูกปกาสนียกรรมให้พ้นจากความเป็นพระ อันเนื่องมาจากการกล่าวอ้างตนเป็นพระอริยะ กล่าวจ้วงจาบสถาบันสงฆ์ อธิบายพระธรรมวินัยให้วิปริต จนกระทั่งคณะสงฆ์ลงมติว่า เป็นเสี้ยนหนามพระพุทธศาสนาตามปกาสนียกรรมที่ 1/2532 และศาลฎีกาตัดสินให้มีความผิด 66 กระทง ต่างกรรมต่างวาระ พิพากษาจำคุก 54 เดือน รอลงอาญา 2 ปี
ในหนังสือที่กำลังพิมพ์เผยแพร่โดยแก๊งพันธมิตรฯ อยู่ในขณะนี้ โพธิรักษ์ประกาศชัดเจนว่า “ตนเองและผู้ที่ห่มผ้าเหมือนพระสงฆ์ทั้งหลายจากสันติอโศก” ยังเป็นพระ เป็นสมณะ อย่างชัดเจน
การแต่งกายเลียนแบบพระ และใช้วัสดุเหมือนบาตร เที่ยวออกรับบิณฑบาตจากประชาชนที่สะพานมัฆวานฯ ถือว่าเป็นการกระทำการเยาะเย้ยกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างฮึกเหิม
การประกาศสถาปนาระบอบการเมืองใหม่ ที่จะนำเอาอริยบุคคลระดับพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และพระอรหันต์ เข้าไปเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร 90% หรือ 80% หรือ 70% ในหนังสือดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า โพธิรักษ์คือเจ้าของทฤษฎีการเมืองใหม่ 70:30 ของแก๊งพันธมิตรฯ
นอกจากนี้ ในหน้ารองสุดท้ายของหนังสือ โพธิรักษ์ยังบอกว่า “ทำไมพระต้องออกมายุ่งกับการชุมนุม” ที่กำลังดำเนินไปอยู่ในขณะนี้ และยังยืนยันว่า “ตนเองได้นำพระสงฆ์จากสันติอโศกมาล้มรัฐบาลทักษิณ จนทำการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สำเร็จได้อย่างสงบ” ยิ่งตอกย้ำว่า โพธิรักษ์ยังคงละเมิดคำสั่งของมหาเถรสมาคม และคำสั่งของศาลอย่างไม่เกรงกลัวความผิดใดๆ ทั้งสิ้น
ถ้าระบอบการเมืองใหม่ 70:30 พ่อท่านสมณโพธิรักษ์ (คำเรียก นายรักษ์ รักษ์พงษ์ ในหนังสือดังกล่าว) จะสามารถนำพาพลพรรคสันติอโศกเข้าไปนั่งในสภาในส่วน 70%
นอกจากนี้ ก็จะส่งตัวแทนของสันติอโศกลงสมัครรับการเลือกตั้งในส่วน 30% ในนามพรรคเพื่อฟ้าดิน และพรรคพันธมิตรที่ตั้งขึ้นมา เช่นพรรคที่ส่งตัวแทนลงแข่งขันเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม 2551 ใน จ.เชียงราย
ถ้าการดำเนินการปลุกปั่นม็อบให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วกระจายม็อบออกไปในรูปของดาวกระจาย เพื่อสร้างความเดือดร้อน ปั่นป่วนให้แก่สังคมไทยให้มากและหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเงื่อนไขให้ทหารออกมาปฏิวัติ หรือกระทำการด้วยวิธีการใดก็ตาม ที่จะทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช มีอันต้องพังพาบไป
ระบอบการเมืองใหม่ของแก๊งพันธมิตรฯ จะถูกหยิบยกนำมาใช้ทันที ไม่ว่าคนไทยส่วนใหญ่จะยอมรับหรือไม่ก็ตาม
วิธีการในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในประเทศอิหร่าน ในตอนที่โคไมนี่สร้างเครือข่าย นำเอาศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างเปิดเผย โดยการกล่าวหาพระเจ้าซาร์สารพัดประเด็น ทั้งเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น การแทรกแซงองค์กรต่างๆ การใช้เงินซื้อทุกอย่าง เป็นต้น
จนในที่สุด ประชาชนอิหร่านเกิดความเชื่อ เพราะโคไมนี่ใช้กระบวนการแทรกซึม ให้ร้าย กล่าวหาปากต่อปาก พระเจ้าซาร์จึงถูกล้มบัลลังก์ และประเทศอิหร่านก็เดินเข้าสู่ยุคมืด ลัทธิชาตินิยม ศาสนานิยมถูกปลูกฝัง โครงสร้างทางการเมืองของประเทศอิหร่านเปลี่ยนไปแบบเบ็ดเสร็จ ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติล้วนเต็มไปด้วยพระที่โคไมนี่แต่งตั้งเข้าไปใช้อำนาจ และต่อมาไม่นานประเทศอิหร่านก็ประกาศปิดประเทศในที่สุด
นอกจากนี้ เมื่อสิ้นพระเจ้าซาร์ โคไมนี่เข้ามามีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ได้มีคำสั่งให้โรงแรมและสถานที่ราชการที่มีพรม ให้นำพระพักตร์ของพระเจ้าซาร์ปูลาดตามทางเดิน เพื่อให้คนเหยียบด้วยความเกลียดชัง
สถาบันหลักของประเทศอิหร่านถูกเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง
โคไมนี่ผู้นำศาสนา กลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศ ใช้อำนาจทั้ง 3 ด้านแต่เพียงผู้เดียว
สิ่งที่โพธิรักษ์ถูกกระทำจากคณะสงฆ์ไทยตั้งแต่ปี 2532 ยากนักที่โพธิรักษ์ และสานุศิษย์จะลืมได้ ถึงกับกล่าวว่า “30 ปีแก้แค้นก็ไม่สาย”
ถึงวันนี้ ทุกฝ่ายฟันธงว่า ถ้าโพธิรักษ์ได้อำนาจเป็นผู้นำ สิ่งที่เขาจะทำอย่างรีบด่วนคือ
1.จะชำระล้างสถาบันสงฆ์
2.จะเปลี่ยนแปลงยุบเลิกจารีตประเพณี
3.จะกุมบังเหียนผู้นำทางการเมืองแบบเบ็ดเสร็จ
4.จะควบคุมนโยบายรัฐบาลโดยการสร้างนักการเมืองอริยะขึ้นมาเอง ตามแนวทางพรรคเพื่อฟ้าดิน
5.จะสนับสนุนให้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นหุ่นเชิดในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย
6.ก่อตั้งศาสนาสันติอโศกเป็นศาสนาหลักของประเทศ
7.จะมี “สมณะของสันติอโศก” ไปนั่งสั่งการตามกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ
ระบอบการเมืองใหม่ 70:30 เป็น Priority ที่โพธิรักษ์มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะต้องสถาปนาให้ได้ ไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าใดก็ตาม
อย่าลืมว่า พลพรรคของสันติอโศกต้องสละบ้านเรือน สละครอบครัว สละทรัพย์สินเงินทอง สละสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่โพธิรักษ์แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
โพธิรักษ์สามารถบัญชาให้พวกสานุศิษย์ที่อาศัยอยู่ในสาขาต่างๆ ทั่วประเทศประมาณเกือบ 2 แสนคน ที่มีจิตวิญญาณอยู่ในกำมือของตนเอง ให้ทำอะไรก็ได้ แม้สิ่งนั้นจะเสี่ยงต่อชีวิตของพวกเขาก็ตาม
ที่สำคัญยิ่งคือ โพธิรักษ์มีงบประมาณใช้จ่ายเหลือเฟือ ที่รัฐต้องจัดสรรให้ปีละไม่ต่ำกว่า 4 พันล้านบาท ผ่านศูนย์คุณธรรม ซึ่งเป็นองค์การมหาชน และบริษัทจำกัดต่างๆ ในเครือของสันติอโศกทั่วประเทศ ที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าแรงงานให้แก่ใคร เพราะทุกคนอยู่ในระบบคอมมูนที่โพธิรักษ์ตั้งขึ้นมา
ถ้าทางบ้านเมืองยังไม่ตระหนักและตื่นขึ้นมาเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โพธิรักษ์นี่แหละจะกลายเป็นโคไมนี่ของประเทศไทย ดังที่โพธิรักษ์เคยประกาศไว้ว่า เขาเป็นยิ่งกว่าโคไมนี่ที่เปลี่ยนโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม จารีตประเพณีของประเทศอิหร่าน จนส่งผลให้อิหร่านต้องถูกโดดเดี่ยวจากโลกภายนอกอย่างทุกวันนี้

สุดท้ายของม็อบพันธมิตรฯสุดท้ายของซากเดนเผด็จการ

ได้ชมตัวอย่างหนังเรื่อง “หนึ่งใจเดียวกัน” ที่ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงร่วมแสดงด้วย ได้เห็นความน่ารักของเด็กๆ และเรื่องการบังคับขู่เข็ญของผู้ใหญ่ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตรงนี้ก็น่าสนใจแล้ว
จากที่ได้ถามคนที่ดูหนังเรื่องนี้มาแล้ว ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ต้องไปดูเอง”
ผมก็นึกอยู่ในใจว่า เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องของการมีน้ำจิตน้ำใจให้กัน เป็นเรื่องของความห่วงหาอาทรกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดูแลเอาใจใส่กัน โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ห่างไกลปืนเที่ยง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยทั้งชาติกำลังแสวงหาต้องการ
แต่พอกลับมาดู “เรื่องจริง” ที่เกิดขึ้นกลางกรุง จิตใจเกิดความห่อเหี่ยวขึ้นมาทันทีทันใด เป็นความวุ่นวาย ว้าวุ่นใจพอสมควรครับ ทำให้อดห่วงไม่ได้ว่า บ้านเมืองเราจะเดินไปได้อย่างไร ยิ่งมีการประกาศรวมพลเพื่อเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลครั้งใหญ่ในวันนี้ด้วยแล้ว อดเป็นห่วงชาติบ้านเมืองไม่ได้จริงๆ
หรือจะเอาอย่าง “พระเจ้าตาก” สั่งทุบหม้อข้าวหม้อแกงก่อนเข้าตีเมืองจันท์...ก็ไม่รู้
ผมมองว่านี่เป็น “ทางเลือกเดียว” และทางเลือกสุดท้ายของพันธมิตรฯ ที่จะทำได้ในตอนนี้ ขนาดจะไปให้กำลังใจเด็กนักเรียน โรงเรียนโยธินบูรณะ ทางโรงเรียนก็ปิดประตูใส่หน้า ผู้อำนวยการสั่งปิดโรงเรียนหนี...จะน่ารังเกียจอะไรปานนั้นก็ไม่รู้
วันนี้...สังคมได้รับรู้แล้วว่า บรรดาแกนนำการชุมนุมประท้วงมีที่มาที่ไปอย่างไร
จึงไม่แปลกที่จะมีการกล่าวหาและเรียกร้องให้ถอดรายการ “ความจริงวันนี้” ที่มี นายวีระ มุสิกพงศ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นผู้ร่วมรายการ ออกไปจากผังรายการทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ที่พูดถึง “ความจริง” ให้ได้รับรู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง
ประชาชนได้รับรู้ความจริงหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ป.ป.ช. สตง. หรือการดองเรื่อง ปรส. เอาไว้ ซึ่งไม่มีเวทีไหนพูดถึง
ล่าสุดเป็นภูมิหน้าภูมิหลังของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญของพันธมิตรฯ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยออกปากชื่นชม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการก็โกรธ ออกมาโจมตีกล่าวหาอย่างไร้ยางอาย
ต้องยกประโยชน์ให้รายการ “ความจริงวันนี้” ที่มีนักการเมืองที่คร่ำหวอดในวงการอย่าง นายวีระ มุสิกพงศ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ระบุชัดเจนถึงการที่นายสนธิหันมาเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ ว่ามาจาก 2 เรื่องคือ เขาว่าฝากคนเป็นรัฐมนตรีคลังแล้วไม่ได้ กับการอยากได้โทรทัศน์สัก 1 ช่องมาจัดรายการก็ไม่ได้
ในสมัยที่ นายชวน หลีกภัย เป็นรัฐบาล ก็ถูกนายสนธิว่ากล่าวอย่างเสียๆ หายๆ มาแล้ว แต่ขณะเดียวกันก็เชียร์ พรรคไทยรักไทย ชนิดสุดลิ่มทิ่มประตูกันเลยทีเดียว
ขนาดลงทุนเขียนหนังสือ พูดจาออกในรายการของตนเอง ชื่นชมยกย่องอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็น นายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ไทยเคยมีนายกรัฐมนตรีมา เชียร์พรรคไทยรักไทยจนออกนอกหน้า นี่เป็น “ความจริง” ไม่ใช่ประเภทเขาเล่าว่า หรือเขาพูดกันว่า...แต่อย่างใด
ความจริงแบบนี้...อย่างที่ “ความจริงวันนี้” นำมาบอกกล่าวให้ผู้ชมรายการได้รู้ตื้นลึกหนาบาง ผมว่าเป็นเรื่องที่แกนนำพันธมิตรฯ ต้องคิดหนักครับ แม้ลิ่วล้อจะออกมาขู่จะตัดน้ำตัดไฟหน่วยราชการ
ถ้าปล่อยเวลาให้เนิ่นนาน ก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรที่เลวร้ายโผล่มาให้รับรู้กันอีก
ในบรรดาแกนนำนอกจาก นายสนธิ ลิ้มทองกุล แล้วคนอื่นก็ไม่ธรรมดา
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง “มหา 5 ขัน” ที่ฝันและรอคอย “กระสุนนัดแรก” จากฝ่ายรัฐบาล เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการปลุกระดมว่า รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับประชาชน เดชะบุญที่เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะรัฐบาลรู้ทัน ความฝันจึงต้องสลาย
นายพิภพ ธงไชย กับ นายสุริยะใส กตะศิลา ที่อ้างว่ามาจากภาคประชาชน ก็ถูก “นักกิจกรรม” ออกมาต่อต้านว่า ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย อ้างภาคประชาชนเพื่อไปล้มล้างรัฐบาล
นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ จากโคราช “เมืองย่าโม” ที่ใช้ความเป็นนักชาการท้องถิ่น เรียกคะแนนจากคนยากคนจน คนที่เดือดร้อน แต่มีเป้าหมายอยู่ที่การมีอำนาจ การได้เป็นนักการเมือง
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข อดีตประธานสหภาพการรถไฟฯ สหภาพรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนบานทะโรค พยายามมีบทบาทต่อต้านรัฐบาล เพื่อจะได้มีที่ยืน หวังความเชื่อถือในฐานะที่เป็นนักสหภาพแรงงานมาข่มขู่รัฐบาล
คงจำกันได้ว่าเรื่อง ปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งควรจะเป็นเรื่องที่ 2 ประเทศต้องหันหน้ามาพูดคุยแก้ปัญหากัน อย่างที่ประเทศเพื่อนบ้านควรจะทำต่อกัน และเป็นสิ่งที่เวทีโลกต้องการให้เป็นและให้เกิดขึ้น เพราะไม่มีใครมายกแผ่นดินไปไหนได้ เรื่องนี้กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามทำให้เป็นเรื่องใหญ่ พยายามประโคมข่าวออกไปทั่วโลก ให้เกิดความขัดแย้งที่จะนำไปสู่การปะทะรบพุ่งกัน
เมื่อไม่กี่วันมานี้ มีข่าวเล็กๆ แต่ผมว่ายิ่งใหญ่มากในสภาพสังคมของเราในตอนนี้ คือ มีคณะครูและนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีสะเกษ เดินทางไปขอดูพื้นที่ มาศึกษาสภาพ มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา ที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์
ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลศรีสะเกษ บอกว่า ที่มากันครั้งนี้เพราะนักเรียนและคณะครูให้ความสนใจมาก จึงได้พามาดูในพื้นที่ให้เห็นกับตาว่าเรื่องนี้ไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่ฝ่ายพันธมิตรฯ กล่าวอ้างและประโคมข่าวออกไปยังต่างประเทศแต่อย่างใด
คนที่น่าจะรู้สึกรู้สามากกว่าแกนนำคนอื่นๆ ของกลุ่มพันธมิตรฯ เห็นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “บักใส” นายสุริยะใส กตะศิลา คนศรีสะเกษเหมือนกัน
ไม่อายเด็กอนุบาลบ้างหรือ
ใจผมยังเชื่อว่า การระดมพลของกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันนี้ น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ ครับ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะตะแบงชุมนุมประท้วงกันต่อไปแล้ว
รัฐบาลได้ยื่นไมตรีเรียกร้องความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น ในวโรกาสวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นการยื่นบันไดให้ก้าวลงจากเวทีที่สร้างความแตกแยกในแผ่นดิน เพื่อเห็นแก่บ้านเมือง จะได้เดินหน้าไปเสียที ลงมาเถอะครับ อย่านึกว่าเป็นเรื่องเสียหน้าเสียตาอะไรเลย
โปรดใช้ปัญญาไตร่ตรอง เพื่อจะได้มองเห็นตรรกะที่ถูกต้อง
จริงอยู่...โบราณว่า “เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด” แต่สำหรับ “ผู้ใหญ่” บางคน ก็ไม่ควรเดินตาม เพราะดีไม่ดี เชื้ออัปรีย์จะมาเกาะกินง่ามนิ้ว ทำให้การเดินเหินไม่สง่างามได้...อันนี้ต้องระวัง
วันนี้...เป็นวันที่พันธมิตรฯ “เป่านกหวีด” รวมพลเคลื่อนไหวใหญ่ครั้งสุดท้าย เพื่อขับไล่รัฐบาล???
วันนี้...เป็นวันคล้ายวันเกิดของ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ครบ 88 ปี เหมือนกันครับ!!!
เป็นความบังเอิญหรือตั้งใจ...