WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 27, 2008

เทวทัต ต้นตำรับเจ้าลัทธิมังสวิรัติ (1)

บทความชิ้นนี้เป็นบทความจากผู้อ่านที่กรุณาเขียนส่งมาให้ นสพ.ประชาทรรศน์ เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน ที่มีผู้นำเอาสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาไปใช้อย่างน่าวิตกว่าจะก่อให้เกิดความสับสน ไม่เข้าใจว่าผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองเหล่านั้น ความจริงคือใคร มีเจตนาอย่างไรกันแน่ เหตุใดจึงแสดงบทบาทท่าทีเหมือนเป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์ทางการเมืองเสียเอง แทนที่จะวางตนอยู่เหนือการเมือง และให้สติแก่ผู้คน พร้อมทั้งช่วยคลี่คลายความขัดแย้ง ทว่าไม่
จึงขอเสนอบทความเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วย ในลักษณะการมองย้อนไปในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในอดีตอันยาวนาน ช่วงที่ยังมีพระพุทธเจ้าอยู่ แล้วชักชวนให้ตรึกตรองถึงเหตุการณ์ในปัจจุบัน
*******************************
เทวทัตเป็นใคร มีเหตุจูงใจอะไรในการประกาศลัทธิไม่กินปลาและเนื้อ (มังสวิรัติ) ตลอดชีวิต เกิดผลสืบเนื่องอย่างไรต่อพุทธศาสนาในขณะนั้น และพระพุทธเจ้าทรงแก้ปัญหาอย่างไร คือประเด็นที่จะได้กล่าวไปตามลำดับ แต่ก่อนจะตอบคำถามดังกล่าว ขอนำเสนอข้อมูลเบื้องต้นสำหรับผู้มาใหม่ในแวดวงพุทธศาสนาได้ใช้ประกอบการพิจารณา ดังนี้
เทวทัตเป็นพระราชโอรสในราชวงศ์ศากยะ เป็นญาติของพระพุทธเจ้า ออกบวชตามพระพุทธองค์ พร้อมด้วยพระราชกุมาร 6 พระองค์ คือ ภัททิยราชกุมาร อนุรุทธราชกุมาร อานนทราชกุมาร ภคุราชกุมาร กิมพิลราชกุมาร และเทวทัตราชกุมาร ในช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงเผยแผ่พระธรรมคำสอนเป็นที่ประจักษ์ มีผู้เลื่อมใสเข้าบวชเป็นพระสาวกจำนวนมาก จนกลายเป็นกระแสทางเลือกใหม่ของสังคมในขณะนั้น
ในจำนวนพระราชกุมารทั้ง 6 ที่บวชเป็นพระภิกษุแล้ว ส่วนใหญ่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์หมดสิ้นกิเลส โลภ โกรธ หลง ในเวลาไล่เลี่ยกัน มีเพียงพระอานนท์ที่บรรลุธรรมขั้นโสดาบัน (ละกิเลสได้เพียงบางส่วน ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์) ส่วนพระเทวทัตได้ฌาณสมาธิที่ทำให้มีฤทธิ์เดช สามารถแปลงร่างเหาะไปไหนมาไหนได้ เป็นอำนาจพิเศษที่เกิดจากการปฏิบัติสมถกรรมฐาน บำเพ็ญสมาธิเช่นเดียวกับฤๅษีชีไพรทั้งหลาย หรือนักบวชนอกพุทธศาสนาอื่นๆ ที่เกิดได้และเสื่อมได้ เพราะเป็นฤทธิ์ของปุถุชนผู้ยังมีกิเลส ซึ่งหากพระรูปใดยึดติดไม่ปล่อยวาง ก็จะถลำลึกทำตนเป็นดั่งฤๅษีเจ้าอาคมมนต์ดำ หยุดชะงักการปฏิบัติลงเพียงเท่านั้น ไม่สามารถบรรลุธรรมที่สูงขึ้นไปอีกได้ แม้แต่ระดับโสดาบัน
พุทธศาสนาในช่วงนั้นถือเป็นกระแสใหม่ที่มาแรง การสนทนาโจษขานเกี่ยวกับพุทธศาสนาแพร่สะพัดไปทั่ว โดยเฉพาะการกล่าวขวัญถึงพระที่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์จำนวน 80 รูป ที่เรียกว่า อสีติมหาสาวกนั้น ถือว่าเป็นประเด็นร้อนแรงแห่งยุคสมัย ทั้งหญิงชายต่างมุ่งหน้าไปนมัสการกราบไหว้ ถวายข้าวของเนืองแน่น พระภัททิยะอยู่ไหน พระอนุรุทธะอยู่ไหน พระอานนท์อยู่ไหน พระภคุอยู่ไหน ฯลฯ คือบรรดาสุ้มเสียงถามไถ่ของผู้คน ทว่าปราศจากสุ้มเสียงที่เอ่ยถามถึงพระเทวทัต ทั้งที่เป็นกษัตริย์ราชวงศ์เดียวกัน มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน แต่ลาภสักการะคำชื่นชมกล่าวขวัญที่ควรจะได้รับกลับไม่มี
เมื่อเป็นเช่นนั้น พระเทวทัตจึงคิดหาวิธีทำให้ผู้คนเลื่อมใสตนเอง และก็ไม่มีวิธีใดที่จะได้ผลดีไปกว่าการกระทำสิ่งเหนือวิสัยที่คนทั้งหลายจะกระทำได้ ท่านแปลงร่างเป็นเด็กชายมีงูพันตามแขนและขาข้างละตัว หนึ่งตัวพันคอ หนึ่งตัวพันรอบศีรษะ และอีกตัวพาดเฉวียงบ่า เหาะลงไปนั่งบนตักอชาตศัตรูราชกุมาร ราชโอรสพระเจ้าพิมพิสาร แห่งกรุงราชคฤห์ พระองค์ตกพระทัยแทบสิ้นสติ ร้องถามได้ความว่าเป็นพระเทวทัต จึงผ่อนคลายความหวาดกลัว พระเทวทัตกลายร่างกลับเป็นพระภิกษุเช่นเดิม สร้างความประหลาดพระทัยเลื่อมใสในฤทธิ์เดช ถวายการอุปถัมภ์บำรุงด้วยลาภสักการะเป็นอย่างดี กระทั่งส่งผลให้พระเทวทัตเกิดความลำพองเหิมเกริม คิดจะบริหารปกครองคณะสงฆ์แทนพระพุทธเจ้า
เพียงแต่เกิดความคิดขึ้นเท่านั้น ฤทธิ์เดชที่เป็นของปุถุชนธรรมดาของพระเทวทัตก็เสื่อมสูญลงทันใด ทว่าก็ยังไม่หยุดยั้งความคิด ไม่หวั่นเกรงที่จะเข้าไปกราบทูลตามตรง แม้จะโน้มน้าวว่าพระองค์ชราภาพแล้ว ควรปล่อยให้ท่านดูแลปกครองสงฆ์แทน พระองค์ก็ไม่ทรงยินยอม พระเทวทัตไม่พอใจ ทั้งยังผูกอาฆาต พระพุทธองค์ได้จัดให้มีการประชุมทำพิธีปกาสนียกรรมในเมืองราชคฤห์ ให้พระภิกษุและผู้คนได้รับรู้ถึงการกระทำอันไม่เหมาะไม่ควรของพระเทวทัต ถึงกระนั้น ท่านก็ยังไม่หยุดยั้ง ได้เริ่มแผนการใหม่ด้วยการยุยงให้อชาตศัตรูกุมารจับพระราชบิดาคุมขัง แล้วขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แทน ต่อมาก็รุกคืบให้พระองค์จัดหานักยิงธนูฝีมือดีไปลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า แต่ไม่สำเร็จ จึงลงทุนขึ้นภูเขาคิชฌกูฏกลิ้งก้อนหินลงมา หมายสังหารพระองค์ในวันหนึ่ง ทว่าก้อนหินแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยตกกระทบพระบาทเพียงแต่ห้อโลหิตขึ้นมา ท้ายที่สุดจึงปล่อยช้างนาฬาคิรีตกมันอาละวาดพุ่งเข้าหาพระพุทธองค์ แต่พระอานนท์ก็ขวางเอาไว้เสียอีก
แผนการสังหารที่ล้มเหลวไปถึง 3 ครั้ง เป็นที่รับรู้โจษขานไปทั่วเมือง กระทั่งถึงพระกรรณพระเจ้าอชาตศัตรู พระองค์เกิดความละอายที่เผลอไปสมคบพระเทวทัต กระทำสิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง จึงทรงงดการอุปถัมภ์ดูแลพระเทวทัตและบริวารตั้งแต่นั้นมา
พระเทวทัตตกที่นั่งลำบาก ต้องคิดแผนการแก้ไขสถานการณ์อีกครั้ง ด้วยการสู้ทนบากหน้าเข้าไปขอให้พระพุทธองค์ประกาศสนับสนุนข้อปฏิบัติอันเคร่งครัดอุกฤษฏ์ 5 ประเด็นคือ อยู่ป่า บิณฑบาต ครองผ้าบังสุกุล อยู่ใต้โคนต้นไม้ และไม่ฉันปลาและเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต พระพุทธองค์ไม่ทรงยินยอมรับข้อเสนอนั้น ด้วยพิจารณาเห็นปัญหาความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้นตามมาอีกมาก ทรงอนุญาตให้ปฏิบัติไปตามความประสงค์ของพระสงฆ์สาวกแต่ละรูป ซึ่งอาศัยอยู่ในท้องถิ่นภูมิประเทศ และวิถีชีวิตที่แตกต่าง มีชีวิตที่อิงแอบแนบชิดอยู่กับประชาชน
เมื่อเห็นพระพุทธองค์ปฏิเสธ พระเทวทัตรีบฉวยโอกาสป่าวประกาศท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์ให้เลือกข้างทันที พระรูปใดปรารถนาจะปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดอุกฤษฏ์ให้ไปอยู่กับตน พระภิกษุบวชใหม่ด้อยการศึกษาจำนวนหนึ่งหลงเชื่อ พากันออกติดตามพระเทวทัตไป กระทั่งพระพุทธองค์เรียกพระเทวทัตมาตรัสถามในวันหนึ่งว่า จะทำลายสงฆ์ให้แตกแยกกันหรือ พระเทวทัตยอมรับอย่างไม่สะทกสะท้านว่าเป็นความจริง แม้พระพุทธองค์จะทรงชี้แนะว่า นั่นเป็นบาปกรรมอันหนักหนา (อนันตริยกรรม คือบาปอันมีผลอเนกอนันต์เหลือคณานับ) แต่ก็มิได้นำพา ทั้งยังกล่าวย้ำกับพระอานนท์ขณะบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ว่า ตนเองและบริวารจะทำอุโบสถและสังฆกรรมใดๆ โดยปราศจากพระพุทธองค์และพระสงฆ์ฝ่ายพระองค์
พระพุทธเจ้ารับทราบคำประกาศของพระเทวทัตอย่างสังเวชและปริวิตกว่า พระเทวทัตจะกระทำการอันเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวง มีผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อตนเองและผู้ที่ศรัทธาในข้อปฏิบัติทั้ง 5 ข้อ โดยเฉพาะการทำให้คณะสงฆ์ต้องแตกสามัคคี (สังฆเภท) ซึ่งต่อมาพระเทวทัตได้ประกาศแยกตัวออกไปอย่างเด็ดขาด ตั้งสำนักตนเองขึ้นที่ตำบลคยาสีสะ
พระพุทธองค์ต้องส่งพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร ติดตามไปเทศนาสั่งสอนในโอกาสต่อมา สามารถนำพาพระภิกษุส่วนใหญ่กลับมาได้สำเร็จ พระเทวทัตรับรู้อย่างผิดหวัง ซ้ำยังถูกพระโกกาลิกะทำร้ายเพราะโกรธที่มัวเผลอไผลปล่อยให้บริวารตีจากไป ต้องล้มป่วยมาเป็นเวลา 9 เดือน ก่อนตัดสินใจเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ในวันหนึ่ง ทว่าเมื่อเดินทางมาใกล้ถึงและหยุดพักที่ริมฝั่งสระน้ำใกล้วัดเชตวันมหาวิหาร เพียงแต่หย่อนเท้าลงจากเตียงที่บริวารช่วยกันแบกหามมาเท่านั้นเอง แผ่นดินก็แยกออกสูบร่างพระเทวทัตจมลงไปทีละน้อย กระทั่งกระดูกคางแตะพื้นดิน จึงเอ่ยคำสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้าด้วยสำนึกผิด
เรื่องราวที่กล่าวมานี้ถูกบันทึกไว้ในหนังสืออรรถกถาธรรมบท เล่มที่ 1 หน้า 179-202 จากเหตุการณ์ที่เรียบเรียงมา ให้คำตอบต่อคำถามข้างต้นได้ ดังนี้

(1) พระเทวทัตคือใคร คำตอบคือ
1.ท่านเป็นญาติที่ใกล้ชิดพระพุทธองค์ แต่กลับมีความคิดที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธองค์ คงไม่ต่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน ที่เรื่องราวยุ่งยากทั้งหลายมักเกิดจากคนใกล้ตัว หรือคนในแวดวงเดียวกัน ที่ขาดความเข้าใจ ละเลยผลประโยชน์ส่วนรวมหรือองค์กร แสวงหาแต่ผลประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก เพราะภาวะแห่งการพัฒนาจิตสำนึกของผู้คนเติบโตได้ไม่พร้อมเพรียงกัน และถึงอย่างไรก็ไม่อาจทำให้เกิดขึ้นครอบคลุมครบถ้วนเท่าเทียมกันได้ทุกคน เพราะความจริงคือ คนมีความแตกต่าง พัฒนาไปได้ไม่เท่าเทียมในขณะเวลาเดียวกัน นี่กล่าวในแง่ความจริงตามธรรมชาติ ยังไม่กล่าวถึงปัญหาการปิดบัง บิดเบือน และสร้างการเรียนรู้ในทางที่ผิด ที่มีอยู่ทั่วไปในสังคม
2.พระเทวทัตไม่ได้บรรลุธรรมขั้นสูง ท่านปฏิบัติธรรมบรรลุผลเพียงระดับฌาณสมาธิ ซึ่งทำให้มีสถานะเป็นเพียงพระสงฆ์ปุถุชนที่มีกิเลสรูปหนึ่ง จึงมีความปรารถนาใฝ่ฝันอย่างผิดๆ เกิดขึ้น เพียงเพราะน้อยใจที่ตนเองไม่ได้รับความสนใจ เช่นเดียวกับพระอนุรุทธะหรือพระอานนท์ที่บวชพร้อมกัน ซ้ำยังไม่ยอมละเลิกความคิดจะหาทางยกระดับตนเองให้ทัดเทียมพระอรหันต์ ในแนวทางที่ไม่บังควร ทั้งยังเพียรพยายามอย่างไม่รับรู้ถึงความผิดถูกในสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่ นั่นเป็นเพราะพระเทวทัตเป็นเพียงพระปุถุชนผู้หนาแน่นไปด้วยกิเลส จึงไม่อาจจะซาบซึ้งดื่มด่ำในรสพระธรรมคำสอน ความเกรงกลัวและความละอายต่อบาปจึงไม่มี ท่านคิดถึงแต่ความยิ่งใหญ่ ลาภสักการะ และความเคารพนับถือ ที่จะได้จากผู้คนที่ขาดวิจารณญาณ ในการรับฟังคำอวดอ้างว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมเคร่งครัดกว่าพระรูปใด แม้กระทั่งพระพุทธเจ้า
3.พระเทวทัตยกตนเหนือพระพุทธเจ้า การประกาศตนว่าเคร่งครัดกว่าพระสงฆ์กลุ่มที่อยู่ในสังกัดพระพุทธเจ้า ย่อมเป็นการยกตนเองว่าดีเลิศกว่าพระพุทธเจ้า ซ้ำยังประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมกับพระพุทธเจ้า แยกตัวออกไปตั้งสำนักเป็นเอกเทศ นับเป็นที่สุดของการยกตนข่มท่าน ซึ่งวิญญูชนทั้งหลายมิอาจยอมรับได้ ทว่าก็ต้องยอมรับ เพราะว่านั่นเป็นการกระทำของพระที่ความจริงคือปุถุชน ซึ่งไร้ญาณทรรศนะที่จะล่วงรู้ผิดถูก ท่านมีเพียงความรู้ระดับสัญญา คือรู้เพราะฟังเขาว่ามาแล้วจำได้ มิใช่ความรู้ที่เกิดจากใจอันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการกระทำ เทวทัตไม่มีความรู้ส่วนนี้เลย หากวิเคราะห์จากพฤติกรรมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะชี้แนะและให้โอกาสกลับตัวกลับใจสักเพียงใดก็ตาม กระทั่งต้องประกาศไม่ยอมรับแนวความคิดของพระเทวทัตต่อที่ประชุมสงฆ์ (ปกาสนียกรรม) เป็นที่รับรู้ในหมู่มหาชน แต่ท่านก็ยังดึงดันที่จะเดินหน้าแยกตัวออกไปอย่างไม่ลังเล แม้ว่าพระเจ้าอชาตศัตรูจะยุติการให้ความอุปถัมภ์ดูแลแล้วก็ตาม แสดงว่าแม้เพียงจริยธรรมคุณธรรมพื้นฐานก็ไม่มีในใจท่านเช่นกัน
4.เทวทัตขาดจากความเป็นพระแล้ว เพราะท่านได้ทำให้พระสงฆ์แตกแยกกัน ถึงแม้จะเป็นเพียงอาบัติสังฆาทิเสส แต่เพราะเป็นความผิดทางธรรมที่มีฐานแห่งความผิดรุนแรง เท่าเทียมการละเมิดวินัยขั้นร้ายแรง คือปาราชิก ที่มีโทษสูงสุดเทียบเท่าโทษประหาร จึงต้องขาดจากความเป็นพระสถานเดียว จะทำพิธีสึกหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ จะบวชอีกก็ไม่ได้ ถือว่าได้ถูกประหารจากความเป็นพระตลอดชีวิตไปแล้ว เช่นเดียวกับความผิดเรื่องการประกาศตนว่าบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ทั้งที่ไม่ได้บรรลุอะไรเลย ซึ่งมีโทษปาราชิกเช่นกัน
ประเด็นความจริงที่สาธารณชนมักไม่เข้าใจก็คือ พระปุถุชนนั้นมีกิเลสจึงอาจพลาดพลั้งทำความผิดได้ ขึ้นอยู่กับจังหวะ โอกาส และเหตุปัจจัยที่เอื้ออำนวย สิ่งที่ต้องศึกษากันทั้งพระและประชาชนทั่วไปคือ สิ่งใดบ้างเป็นเงื่อนไขสนับสนุนทำให้เกิดการปฏิบัติผิด และจะร่วมมือกันแก้ไขได้อย่างไร ที่ว่าปฏิบัติเคร่งนั้น จริงหรือไม่ ถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือไม่ หรือเป็นเพียงการสร้างกระแส เพื่อวัตถุประสงค์แอบแฝงอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบรรลุธรรม นำไปสู่การมีพฤติกรรมสงบระงับเป็นสมณะอย่างแท้จริง นี่คือประเด็นที่ควรตรึกตรองตรวจสอบ โดยไม่ต้องกลัวบาป เพราะนี่คือหน้าที่ของชาวพุทธ ที่ต้องดูแลซึ่งกันและกัน เพื่อความสงบสุขของคณะสงฆ์และสังคมโดยรวม แต่สิ่งที่เป็นปัญหาน่าหนักใจในปัจจุบันคือ ผู้ที่ทำความผิดมักดื้อด้าน ขัดขืน ไม่ยอมรับว่าทำผิด เพราะโทษแห่งการฝ่าฝืนนั้นเล็กน้อย ไม่เพียงพอที่จะทำให้สำนึกหรือหยุดยั้งพฤติกรรมผิดๆ นั้นได้
5.เทวทัตเอาแต่ได้ ไม่เคารพสิทธิผู้อื่น เห็นได้จากการเสนอแนวความคิดเรื่องวัตถุ 5 โดยไม่คำนึงถึงเงื่อนไขสังคมหรือข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะเป้าหมายแห่งการเสนอแนวความคิดนั้น ท่านต้องการอะไรกันแน่ ระหว่างความสงบสุข ฟุ้งซ่าน แตกแยก และความยิ่งใหญ่
เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า เสรีภาพทางความคิดนั้นจำเป็นต้องมี แต่การเสนอความคิดของตนฝ่ายเดียว กระทั่งผลักดันให้บัญญัติความคิดนั้นขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนปฏิบัติตาม ซึ่งส่งผลให้มีการกำจัดสิทธิผู้อื่น และก่อให้เกิดความยุ่งยากวุ่นวายไม่รู้จบสิ้นนั้น ย่อมมิใช่ทรรศนะพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย ที่มีความรับผิดชอบ ใส่ใจต่อทุกข์สุขของผู้คนร่วมสังคมเดียวกัน ไม่เลือกว่าพระหรือประชาชนผู้ที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาอาศัยอยู่ในปริมณฑลของสังคมเดียวกัน
การเสนอแนวความคิดใดๆ ย่อมต้องดำเนินไปอย่างตระหนักถึงคนส่วนใหญ่ และสถานการณ์ของโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่โลกและสังคมถูกบีบให้แคบลงด้วยเทคโนโลยีสื่อสารไร้พรมแดน ความเสียหายและดีงามแพร่กระจายไปได้รวดเร็ว แต่ส่งผลแตกต่างกัน แล้วแต่ว่าแนวความคิดใดจะถูกส่งผ่านออกไป โดยมักอ้างว่าประชาชนจะตัดสินเอง ปล่อยให้สาธารณชนใช้วิจารณญาณเอาเอง ซึ่งอาจไม่พอเพียงจะสร้างสรรค์สังคมที่ดีได้ หากผู้ส่งสารไร้ความรับผิดชอบ และผู้เกี่ยวข้องต่างเพิกเฉยไม่นำพา
การที่พระเทวทัตยื่นข้อเสนอให้พระพุทธเจ้าประกาศเรื่องวัตถุ 5 ว่าเป็นข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดของตน เท่ากับเป็นการยืมพระโอษฐ์ของพระองค์มารับรองความสามารถ ความถูกต้องชอบธรรมของตนเอง เพื่อแสวงหาลาภผลและพรรคพวกซึ่งเป็นประโยชน์ส่วนตน มากกว่าจะปรารถนาประกาศข้อปฏิบัติเพื่อลดละเลิกกิเลสอย่างแท้จริง พฤติการณ์ทั้งหลายของพระเทวทัตที่ปรากฏตั้งแต่ต้น ชี้ชัดว่าท่านมิได้นำพาต่อพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เลย ไม่มีความจริงใจเลยก็ว่าได้ ข้อเสนอ 5 ประเด็นนั้น ความจริงก็คือข้อปฏิบัติที่พระสงฆ์ส่วนใหญ่ปฏิบัติกันอยู่แล้วในขณะนั้น ที่เรียกว่า นิสสัย 4 ประกอบด้วย บิณฑบาต นุ่งห่มผ้าบังสุกุล อยู่อาศัยใต้โคนต้นไม้ ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ท่านเพียงแต่เพิ่มข้อ 5 เข้ามา คือ ไม่ฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต
การเพิ่มข้อ 5 เข้ามานั้น ไม่อาจวิเคราะห์เป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากเป็นการชี้ให้เห็นว่า ท่านต้องการสร้างกระแสความนิยมเลื่อมใสในตัวท่านเองและกลุ่มของท่าน ขณะเดียวกันก็เป็นการปฏิเสธในทีว่า กลุ่มของพระพุทธองค์ปฏิบัติย่อหย่อน เคร่งครัดสู้กลุ่มตนเองไม่ได้ ผู้คนจะได้หลั่งไหลไปนับถืออย่างมืดฟ้ามัวดิน เป็นผู้นำทางศาสนาที่เป็นดั่งทางเลือกใหม่ ชี้ให้เห็นว่าเทวทัตมีความคิดไม่ยอมรับในพระปัญญาการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เพราะท่านมีความรู้เพียงระดับสัญญาดังได้กล่าวแล้ว

นายกฯ สั่งสลายม็อบ พธม.พ้นทำเนียบรัฐบาลก่อนตะวันตกดิน


โฆษกรัฐบาลเผยนายกฯ สั่งสลายม็อบ พธม.พ้นทำเนียบรัฐบาลก่อนตะวันตกดิน จากนั้นให้ปรับเร่งฟื้นฟูสภาพภูมิสถาปัตย์ให้คืนกลับสู่สภาพปกติ

พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่านายกรัฐมนตรีสั่งการให้ผู้รับผิดชอบดำเนินการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกจากทำเนียบรัฐบาลภายในช่วงค่ำวันนี้ เพื่อจัดเตรียมพื้นที่สำหรับการจัดงาน"จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน สร้างสามัคคี"ในวันที่ 30 ส.ค.นี้

"วันนี้ก่อนพระอาทิตย์ตกดินจะใช้กำลังเจ้าหน้าที่หลายพันนายผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล...นายกฯบอกว่าวันนี้ต้องจบ ไม่จบไม่ได้"

สำหรับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะใช้ในการเคลียร์พื้นที่ครั้งนี้ประกอบด้วย ตำรวจ 191, หน่วยอรินทราช, ตำรวจนครบาล และตำรวจภูธร

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เบื้องต้นจะใช้วิธีการเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ ให้ย้ายออกจากทำเนียบรัฐบาลก่อน หากมีการขัดขืนและใช้อาวุธต่อสู้ก็เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะปฏิบัติการตามขั้นตอน แต่ยังเชื่อว่าไม่น่าจะมีเหตุการณ์รุนแรง แต่หากมีการวางเพลิงหรือทำลายทรัพย์สินภายในทำเนียบรัฐบาลทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด หลังจากสลายการชุมนุมได้แล้วจะเร่งฟื้นฟูสภาพภูมิสถาปัตย์ให้คืนกลับสู่สภาพปกติ และให้หน่วยสรรพาวุธเข้ามาตรวจสอบวัตถุระเบิดทุกตารางนิ้ว


ศาลอาญาอนุมัติหมายจับ 9 แกนนำพันธมิตร ข้อหากบฏ

ศาลอาญาอนุมัติหมายจับ 9 หัวโจก แก๊งพันธมิตรแล้ว ด้วย 4 ข้อหาฉกรรจ์ ส่อเข้าข่ายจงใจล้มล้างการปกครอง สะสมผู้คนก่อความวุ่นวาย ทำตัวเป็นกบฏในราชอาณาจักร โทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต

ในที่สุดเมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. วันนี้ ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ก็ได้มีคำสั่งอนุมัติหมายจับ 5 แกนนำพันธมิตรฯ พร้อมด้วย 1 ผู้ประสานงาน และ 3 ตัวแทน ประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกสัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูรณ์ นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตร นายสุริยะใส กตะศิลา นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายอมร อมรรัตนานนท์ และนายเทิดภูมิ ใจดี ตามที่พนักงานสอบสวนขออนุมัติ

โดยทีมพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้เดินทางไปยังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ตั้งแต่เวลา 7.00 น. วันนี้ เพื่อยื่นคำร้องขอหมายจับ 9 แกนนำดังกล่าว และได้มีการไต่สวนฉุกเฉินที่ห้องพิจารณาคดีที่ 714

สำหรับความผิดที่ถูกดำเนินคดีครั้งนี้ เป็นความผิดต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 4 มาตราคือ

มาตรา 113 ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง ประทุษร้าย เพื่อ


(1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ

(2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่ง รัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ

(3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใด แห่งราชอาณาจักร

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือ จำคุกตลอดชีวิต

มาตรา 114 ผู้ใดสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการอื่นใดหรือสมคบกัน เพื่อเป็นกบฏ หรือกระทำความผิดใด ๆ อันเป็นส่วนของ แผนการ เพื่อเป็นกบฏ หรือยุยงราษฎรให้เป็นกบฎหรือรู้ว่ามีผู้จะเป็น กบฏแล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

มาตรา 215 ผู้ใดมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิด การวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ บรรดาผู้ที่กระทำความ ผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้า หรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการ กระทำความผิดนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 216 เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิด ตาม มาตรา 215 ให้เลิกไป ผู้ใดไม่เลิก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน สามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โดยพนักงานสอบสวนได้นำพยานขึ้นไต่สวน 1 ปากคือ พ.ต.ท.มานะ ผ่องช่วย พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ขึ้นเบิกความลำดับเหตุการณ์ การชุมนุมของพันธมิตรฯที่มีผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นแกนนำ ตั้งแต่การชุมนุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไล่เรียงมาจนไปปักหลักชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ และสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล

จนมีการฟ้องร้องขอคุ้มครองชั่วคราว โดยคณะครู นักเรียน โรงเรียนราชวินิต ก่อนจะย้ายกลับมาชุมนุมที่สะพานมัฆวานฯจนถึงเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่กลุ่มพันธมิตร บุกเข้าไปในสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที และสถานที่ราชการต่างๆ

รวมทั้ง บุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลโดยผู้ชุมนุมประกาศจะไม่จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ และไม่เสียภาษี ซึ่งถือว่าเป็นความผิดตามที่ขออนุมัติหมายจับกุม พร้อมกับยื่นหลักฐานเป็น วีซีดี บันทึกภาพ และภาพนิ่ง เพื่อให้ศาลใช้ประกอบการพิจารณา

โดยพนักงานสอบสวนได้นำพยานขึ้นไต่สวน 1 ปากคือ พ.ต.ท.มานะ ผ่องช่วย พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ขึ้นเบิกความลำดับเหตุการณ์ การชุมนุมของพันธมิตรฯที่มีผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นแกนนำ

ตั้งแต่การชุมนุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไล่เรียงมา จนไปปักหลักชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ และสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล จนมีการฟ้องร้องขอคุ้มครองชั่วคราว โดยคณะครู นักเรียน โรงเรียนราชวินิต ก่อนจะย้ายกลับมาชุมนุมที่สะพานมัฆวานฯจนถึงเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่กลุ่มพันธมิตร บุกเข้าไปในสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที และสถานที่ราชการต่างๆรวมทั้ง บุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลโดยผู้ชุมนุมประกาศจะไม่จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ และไม่เสียภาษี ซึ่งถือว่าเป็นความผิดตามที่ขออยุฒัติหมายจับกุม พร้อมกับยื่นหลักฐานเป็น วีซีดี บันทึกภาพ และภาพนิ่ง เพื่อให้ศาลใช้ประกอบการพิจารณา



ทนายความยื่นฟ้องศาลแพ่ง ขอไต่สวน ให้ม็อบออกจากทำเนียบ

ทนายความ สำนักนายกฯ ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ให้ไต่สวนฉุกเฉิน มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มพันธมิตรฯรื้อถอนเวที ย้ายสิ่งของออกจากทำเนียบ

นายเมธี ใจสมุทร ทนายความผู้รับมอบอำนาจ นายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการสำนักนายกฯเพื่อยื่นคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินกรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล, พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นายพิภพ ธงไชย, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และ นายสุริยะใส กตะศิลา แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้เข้าไปชุมนุมภายในทำเนียบรัฐบาลส่งผลให้คณะรัฐมนตรีและข้าราชการไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ พร้อมทั้งในวันที่ 30 ส.ค. นี้มีกำหนดการจัดงานวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วันสร้างความสามัคคี

โดยคำฟ้องได้ระบุขอให้กลุ่มพันธมิตรรื้อถอนเวทีขนย้ายสิ่งของกีดขวางและเปิดพื้นที่การจราจรให้กับประชาชนบนถนนพิษณุโลกและคณะรัฐมนตรีสามารถเข้าออกได้ตามปกติจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น อย่างไรก็ตามขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อกำหนดมาตราการคุ้มครองชั่วคราวในกรณีดังกล่าว

ฉงน!อนุกรรมการ กกต. เลื่อนสรุปใบแดง “วิฑูรย์” หลังถูกแฉเอกสาร

ตั้งข้อสงสัยทำไมอนุกรรมการพิจารณาใบแดง “วิฑูรย์ นามบุตร” อดีตกรรมการบริหารพรรค ที่อาจนำไปถึงยุบพรรค ปชป. ถึงได้เลื่อนส่งผลให้ กกต.ชุดใหญ่ หลังจากประชาทรรศ์ เปิดเอกสารให้เห็นกันจะจะ

หลังจากประชาทรรศน์รายวัน ออกมานำเสนอเอกสารหลักฐาน การพิจารณาให้ใบแดง นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่าจะมีการช่วยให้นายวิฑูรย์ รอด เพื่อตัดตอนไม่ให้ไปถึงการพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ นั้น

ในที่สุดคณะอนุกรรมการสอบสวนเรื่องวดังกล่าว ที่มี นายสุธน แสงสายัณห์ เป็นประธาน ก็เลื่อการสรุปสำนวนส่ง กกต. ชุดใหญ่ ที่แต่เดิมกำหนดไว้ในวันนี้ออกไป ด้วยข้ออ้างง่ายๆ ว่ายังขัดเกลาสำนวนไม่เสร็จ

นายสุธน ระบุว่าวันนี้คณะอนุกรรมการฯ ยังไม่สามารถสรุปสำนวนส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เพื่อวินิฉัยชี้ขาดได้ เพราะยังขัดเกลาสำนวนไม่แล้วเสร็จ แม้ว่าคณะอนุกรรมการจะมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันแล้วก็ตาม แต่เพื่อความชัดเจน และไม่ให้เป็นปัญหาในพิจารณาของคณะกรรมการชุดใหญ่ จึงต้องเลื่อนออกไปก่อน
แต่อย่างไรก็ตามจะนำส่งสำนวนให้ทันภายในสัปดาห์นี้อย่างแน่นอน

อนึ่ง ในการนำเสนอหลักฐานของประชาทรรศน์ ได้มีการแสดงความคิดความเห็นจากหลายฝ่ายว่า นายวิฑูรย์ และผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ไม่น่าจะพ้นใบแดงแน่นอน ขณะที่ก่อนนั้นมีข่าวเล็ดรอดคล้อยเป็นการโยนหินถามทาง ว่านายวิฑูรย์ อาจจะได้รับการฟอกขาว และคนอื่นก็เป็นใบเหลือง ลุโยนบาปให้ผู้สมัครที่เป็นลูกชายเจ้าของโรงหนัง ได้ใบแดง

ทั้งนี้ นายสมบัติ รัตโน ผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชาชน ระบุว่ายังมีหลักฐานความไม่ชอบมาพากลอีกมาก เรื่องนี้เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น



CNN ตีข่าว พันธมิตรฯ ยึดทำเนียบประณามบุกNBT

สื่อมวลชนต่างชาติรายงานกรุงเทพตึงเครียด จากสาเหตุม็อบพันธมิตรฯยึดทำเนียบรัฐบาล ส่วนผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนร่วมประณามเหตุม็อบบุกยึดเอ็นบีที

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า บรรยากาศในกรุงเทพศยังคงตึงเครียดมากเมื่อวานนี้ เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากยังคงยึดพื้นที่ในบริเวณสนามหญ้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลเพื่อกดดันให้นายกรัฐมนนตรีสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากตำแหน่ง

แดน ริเวอร์ส ผู้สื่อข่าวซีเอ็เอ็น บอกว่า เท่าที่เขารู้มานี่เป็นครั้งแรกที่มีการประท้วงยึดทำเนียบรัฐบาลก่อนหน้านี้ผู้ประท้วงชุมนุมในพื้นที่ไม่ไกลจากทำเนียบรัฐบาลมานานหลายเดือนแล้ว แต่การชุมนุมเมื่อวานได้ก้าวกระโดดไปอีกขึ้น ขณะที่นายกรัฐมนตรีซึ่งไม่สามารถเข้าทำเนียบได้ แถลงข่าวเมื่อค่ำวานนี้ว่าจะไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งและเตือนว่าตำรวจจะเข้าสลายผู้ชุมนุม

ซีเอ็นเอ็นรายงานด้วยว่า ผู้ประท้วงในทำเนียบรัฐบาลยังไม่มีท่าทีว่าจะยอมยุติการชุมนุม และพยายามตั้งรั้วลวดหนามโดยรอบเพื่อป้องกัน และก่อนหน้านั้นผู้ประท้วงได้ชุมนุมนอกกระทรวงการคลังและกระทรวงเกษตร รวมทั้งเข้ายึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ทำให้มีผู้ถูกจับกุมไป 82 คน

นอกจากนี้บรรษัทกระจายเสียงของอังกฤษหรือบีบีซี รายงานด้วยว่า ตำรวจปราบจลาจลของไทยปะทะกับผู้ประท้วงที่บุกพังรั้วยึดทำเนียบรัฐบาลเพียงช่วงสั้นๆช่วงบ่ายวานนี้ ทำให้ทั้งผู้ประท้วงและตำรวจเพียงไม่กี่คนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย และเมื่อถึงกำหนดเส้นตายที่ตำรวจประกาศให้ผู้ชุมนุมถอนตัวออกไปในเวลา 18.00 น.ก็ไม่มีการสลายตัวไปแต่อย่างใด และตำรวจปราบจลาจลหลายร้อยได้เข้าเสริม กำลังเพิ่มเติมอีกในช่วงเช้ามืดวันนี้แล้ว

นอกจากนี้บีบีซี รายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวหาว่าผู้ประท้วงพยายามเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดความวุ่นวาย และการที่นายสมัครไม่สามารถทำให้การประท้วงที่ยืดเยื้อนานหลายเดือนสงบลงได้ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการชุมนุมได้รับการหนุนหลังจากผู้มีอำนาจในกองทัพ แต่พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ยืนยันเมื่อวานว่า กองทัพไม่มีความพยายามที่จะโค่นล้มรัฐบาล

ด้านผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในกรุงปารีสของฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์วันนี้ว่าผู้ประท้วงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีสิทธิที่จะวิจารณ์สถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีว่ารายงานข่าวเข้าข้างรัฐบาลมากเกินไปได้ แต่การใช้ความรุนแรงต่อสถานีโทรทัศน์ เป็นสิ่งที่น่าตำหนิ

นอกจากนี้กลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยังเรียกร้องให้แกนนำของพันธมิตร ยุติพฤติกรรมที่จะทำให้นักข่าวที่สังกัดอยู่ในสื่อของรัฐตกอยู่ในอันตราย พร้อมกับแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ที่มีผู้สื่อข่าวของเอ็นบีทีถูกทำร้ายโดยกลุ่มผู้ประท้วง ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ทางการให้หลักประกันว่าฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจะสามารถเข้าถึงสื่อที่อยู่ในการควบคุมของรัฐได้ด้วย

นอกจากนี้เวบไซต์ นิว สเตรท์ ไทมส์ ออนไลน์ของมาเลเซีย รายงานว่า ตำรวจปราบจลาจลได้เสริมกำลังรอบนอกทำเนียบรัฐบาลช่วงเช้ามืดวันนี้ และรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจตรี สุรพล ทวนทอง เปิดเผยว่า เกิดการปะทะกันเล็กน้อยระหว่างตำรวจและผู้ประท้วงที่ปักหลักค้างคืน แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการสลายการชุมนุม และกำลังพยายามหาทางเจรจาอยู่นอกจากนี้มีรายงานว่า พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีมหาดไทยได้เข้าไปในทำเนียบรัฐบาลเพื่อหาทางเจรจากับแกนนำผู้ประท้วงแล้ว

เพื่อน “สุริยะใส” ที่นำทีมบุก NBT มีหวังนอนคุกยาว ตร.ค้านประกันตัว

จับโกหกคำโต “สุริยะใส” อ้างกลุ่มโจรปล้น NBT ไม่เกี่ยวข้องพันธมิตรฯ กลับส่งทนาย “นิติธร ล้ำเหลือ” ขอยื่นประกันตัว 2 เพื่อนสนิท “นิติรัตน์-นัสเซอร์” แต่ต้องผิดหวังตำรวจค้านการประกันตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บริเวณเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ในวันนี้ได้มีญาติพี่น้องและเพื่อนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ถูกตำรวจฝากขัง ทยอยมาเยี่ยมจำนวนหนึ่ง หลังจากที่ต้องนอนในคุกมาแล้ว 1 คืน โดยนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่า ขอให้ญาติพี่น้องผู้ที่ถูกฝากขังไม่ต้องวิตก ทางกลุ่มพันธมิตรฯ จะดำเนินการช่วยเหลือถึงที่สุด

ขณะที่ในตอนเช้าวันนี้ นายสุริยะใส ได้ให้สัมภาษณ์รายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” อ้างว่ากลุ่มคนที่ถูกจับกุม บางคนก็ยอมรับว่ารู้จัก แต่หลายคนก็ไม่รู้จัก จะต้องมีการตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นก่อน และเรื่องดังกล่าวนั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตรฯ แน่นอน

อย่างไรก็ตามได้มีเหตุการณ์ที่ค้านกับคำพูดของนายสุริยะใส เมื่อ นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความพันธมิตรฯ ได้เดินทางไปขอประกันตัว 2 คน ในจำนวน 85 คนที่ถูกจับกุมที่ NBT คือนายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ และนายนัสเซอร์ ยีหมะ
โดยพบว่าทั้งคู่มีความใกล้ชิดกับนายสุริยะใส ทั้งในฐานะอดีต สนนท. ด้วยกัน และการเคลื่อนไหวทางการเมืองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งยังเป็นคนที่ไม่มีอาชีพเป็นหลักเป็นแหล่งแบบเดียวกัน ที่สำคัญทั้ง 3 คน ได้มีบทบาทร่วมกันในกลุ่มพันธมิตรฯ

สำหรับนายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ปัจจุบันทำหน้าที่รองผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ซึ่งก็คือการเป็นผู้ช่วยนายสุริยะใส และยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรูปแบบม็อบ และการเคลื่อนไหวในแต่ละครั้ง

นายนิติรัตน์ สังกัดกลุ่มเพือนประชาชน ที่ทำงานร่วมกับ ครป. ของนายสุริยะใส มาตลอด โดยในปี 2536 นายนิติรัตน์ เป็นรักษาการเลขาฯ สนนท. เป็นรุ่นพี่ของนายสุริยะใส และเข้ามามีส่วนร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งแต่เริ่มต้น

ปัจจุบันมีครอบครัวแล้วโดยสมรสกับนักข่าวการเมือง เครือเนชั่น และมีลูกแล้ว 1 คน ส่วนอีกคนคือนายนัสเซอร์ ยีหมะ เคยเป็นรองเลขาฯ สนนท.ปี 2539 เป็นเอ็นจีโอ ที่ทำงานด้านสลัม และเป็นกลุ่มก๊วนเดียวกับนายสุริยะใส และนายนิติรัตน์ หน้าที่ชัดๆ ในกลุ่มพันธมิตรก็คือการเป็นหัวหน้าการ์ด และยังมีพี่ชายทำงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ



“จำลอง” ปลุกม็อบสู้ ตั้ง 3 ทายาทอสูร เผื่อ 5 แกนนำถูกจับยัดคุก

“จำลอง ศรีเมือง” ปลุกระดมม็อบแต่เช้า ให้ปักหลักร่วมกันสู้อย่างหนีไปไหน วางแผนรับมือ 5 แกนนำถูกจับยัดคุก ตั้ง “สำราญ รอดเพชร-ศิริชัย ไม้งาม-สาวิทย์ แก้วหวาน” เป็นทายาทพันธมิตรฯ รุ่น 2

ช่วงเช้าของการชุมนุม ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตร ได้ขึ้นเวทีปราศรัย หลังจากที่ได้หารือร่วมกับ แกนนำกลุ่มทั้ง 5 คน โดยปลุกระดมให้กลุ่มผู้ชุมนุม ปักหลักชุมนุมต่อไปและไม่ต้องวิตกกังวล หากจะมีการจับกุมแกนนำทั้ง 5 คน เนื่องจาก จะมีแกนนำรุ่นต่อไปมาแทน

ซึ่งในขณะนี้ได้เตรียมแกนนำรุ่นที่ 2 ไว้ จำนวน 3 คน ประกอบด้วย นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าแห่งประเทศไทย และ นายสำราญ รอดเพชร อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้ที่ต่อสู้กับกลุ่มพันมิตรมาโดยตลอด และ ถ้า3 คนนี้ถูกจับอีก เราก็จะมีตัวแทนขึ้นมาอีก

"ผมขอให้พี่น้องประชาชนใจเย็นๆ ไม่ว่าจะมีข่าวตำรวจเคลื่อนไปไหน เราก็จะอยู่ในนี้ ขออย่าได้ท้อถอย ตอนนี้เราอย่าหวังพึ่งใครนอกจากพึ่งประชาชนด้วยกัน ตำรวจจะมากี่คนไม่สนใจ จับแกนนำ 5 คน จับได้จับไป แล้วประชาชนจะออกมาเป็นหมื่นเป็นแสน ให้มันรู้ไป โทรทัศน์ช่องอื่นออกอากาศโจมตีเราอย่างกับผู้ร้าย อย่าไปสนใจช่างหัวมัน ผมเคยถูกจับติดคุกมาแล้ว ทั้งคุกตำรวจ และคุกทหาร ถ้าจะติดอีกซักทีจะเป็นไรไป ตำรวจมาจับผมเลย เรื่องไม่ต้องห่วงเรื่องเล็กมาก ผมชุมนุมมาแล้วตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ขอให้พี่น้องใจเย็นๆอย่าวอกแวก"



“ทักษิณ” ส่งจดหมายขอบคุณทุกกำลังใจ จากผู้ให้การสนับสนุน

"ทักษิณ" ส่งจดหมายขอบคุณถึง‘ชมรมคนคิดถึงทักษิณ’ ขอบคุณอย่างสุดซึ้งที่ทำเว็บไซต์ให้กำลังใจ หลังจัดกิจกรรมล่าล้านรายชื่อเตรียมส่งสถานทูตอังกฤษ เพื่อให้ความช่วยเหลืออดีตนายกฯ

หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ได้ขอลี้ภัยทางการเมืองและเดินทางไปพักอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 20.30 น.วันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ชมรมคนคิดถึงทักษิณ เจ้าของเว็บไซต์ (www.clubthaksin.com ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มคนสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ส่ง sms ผ่านโทรศัพท์มือถือถึงสมาชิกชมรม ให้เข้าชมในเว็บไซต์ดังกล่าวเนื่องจากมีจดหมายจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งมาในเว็บไซต์

จดหมายดังกล่าวเขียนด้วยลายมือ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยใช้กระดาษของสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ ระบุว่า...

สวัสดีครับพี่น้อง “ชมรมคนคิดถึงทักษิณ” ผมรู้สึกซาบซึ้งใจและไม่รู้จะขอบคุณอย่างไรถึงจะพอเพียงกับน้ำใจของผู้จัดและผู้สนับสนุนที่มาร่วมกันทำให้ผมครั้งนี้ ทำให้ผมมีกำลังใจขึ้นมาก ขอกราบขอบพระคุณงามๆ อีกครั้ง ในน้ำใจของทุกท่านครับ ลงชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ 24 ส.ค.51

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา นายอัมรินทร์ ผจญยุทธ์ ประธานชมรมคนคิดถึงทักษิณ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าชมรมจะทำการรวบรวมรายชื่อประชาชนให้ได้ 1 ล้านรายชื่อ เพื่อแสดงออกถึงความรักและห่วงใยที่ประชาชนยังมีต่ออดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งอาจจะนำรายชื่อดังกล่าวยื่นต่อสถานทูตอังกฤษ



อายชาวโลกบ้างไหม !

เหตุการณ์ความวุ่นวายเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม สำนักข่าวรอยเตอร์ส และสำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ได้บุกเข้ายึดสถานที่ราชการ และสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีได้สำเร็จ
โดยพันธมิตรฯ กล่าวหาว่า สถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีเป็นเครื่องมือของรัฐบาล หรือเสนอข่าวอย่างลำเอียง
กระทั่ง นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ออกมาพูดถึงกรณีดังกล่าวว่า ทางสมาคมได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของกลุ่มบุคคล 80 คน ที่บุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที
เนื่องจากเป็นการกระทำที่อุกอาจ และป่าเถื่อน กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน รวมทั้งเป็นการให้กำลังใจแก่นักข่าว อยากให้แถลงข่าวทำหน้าที่ของตนเองให้เต็มที่ เสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา และไม่บิดเบือนข้อมูล
เนื้อหาในแถลงการณ์ "การคุกคามเสรีภาพและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน" ระบุว่า...
จากกรณีกลุ่มชายฉกรรจ์ที่อ้างตัวว่าเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้บุกรุกเข้าไปในสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT เมื่อช่วงเช้ามืดของวันอังคารที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา
โดยขอให้พนักงานของสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวยุติการทำหน้าที่ และได้ตัดสัญญาณการออกอากาศ เพื่อปิดกั้นไม่ให้มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชน โดยให้เหตุผลว่าสถานีโทรทัศน์แห่งนี้เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลนั้น
จากพฤติกรรมของกลุ่มดังกล่าว ไม่ว่าเป็นการกระทำของฝ่ายใดก็ตาม ถือว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างรุนแรง และอุกอาจที่สุดครั้งหนึ่ง
เพราะมีการคุกคาม ข่มขู่ และขัดขวางการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน!
ดังนั้น องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จึงขอประณามการกระทำดังกล่าว และถือว่าเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนที่ไม่อาจยอมรับได้...
ทั้งนี้ ในฐานะคนไทยที่รักประเทศชาติ เห็นข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศที่รายงานข่าวให้ทั่วได้รู้ถึงสถานการณ์ความวุ่นวายในเมืองไทยแล้ว รู้สึกหดหู่
เพราะสร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล
เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าทำให้ภาพลักษณ์ของบ้านเมืองเราเสียหายย่อยยับ ทำต่างชาติหวาดผวา มองเมืองไทยเป็นประเทศไร้ความสงบสุข
ทั้งๆ ที่ประเทศไทยผ่านการเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนส่วนใหญ่แล้ว
ที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาล และคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. และภาคเอกชน เหนื่อยอย่างแสนสาหัส เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศ
แต่กลับถูกพวกอันธพาลเหล่านี้ทำลายจนเสียหายย่อยยับ
แม้กระทั่งภาวะการซื้อขายหุ้นก็กระทบกระเทือน เพราะนักลงทุนขายหุ้นออกมาอย่างหนักตั้งแต่เปิดตลาด
เพราะผวาม็อบพันธมิตรฯ ชุมนุมใหญ่หลายจุดใน กทม. และต่างจังหวัด ขณะที่เกรงว่าทหารจะก่อการรัฐประหารอีก แค่เปิดซื้อขาย 20 นาที ดัชนีหุ้นร่วง 12.02 จุด หรือ 1.78% อยู่ที่ 666.18 จุด มูลค่า 1,300 ล้านบาท
ที่ผ่านมา แม้รัฐบาลจะพยายามทำทุกวิถีทางให้คนไทยรักกัน สร้างความสมานฉันท์เป็นที่สุด พยายามจะลดความขัดแย้ง ความแตกแยกในสังคม
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีที่คนไทยรักมากที่สุด ก็เสียสละยุติบทบาททางการเมืองแล้ว
แต่พันธมิตรฯ ก็ยังไม่หยุดเรียกร้อง คนไทยที่ปรารถนาอยากเห็นบ้านเมืองสงบสุขก็ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย
การกระทำป่าเถื่อนแบบนี้ ไม่รู้ว่าผู้อยู่เบื้องหลังของความวุ่นวายครั้งนี้ อายชาวโลกบ้างไหม!