WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 28, 2008

ศาลแพ่งตั้งพนักงานบังคับคดี บี้พันธมิตร ปฏิบัติตามคำสั่ง


ศาลแพ่งสั่งตั้งพนักงานบังคับคดีแล้ว พร้อมประสานฝ่ายปกครอง เร่งดำเนินการให้ 6 จำเลย และกลุ่มพันธมิตรออกจากทำเนียบ หลังจากที่กลุ่มพันธมิตร ยังเพิกเฉยต่อคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว
นายเมธี ใจสมุทร ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก นายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในคดีที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-6 ฐานละเมิด และฟ้องขับไล่ โดยศาลแพ่งมีคำสั่งให้จำเลย และกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งรื้อถอนเวทีปราศรัยและสิ่งปลูกสร้างออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยคำสั่งให้มีผลทันทีได้มายื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ขอแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการตามคำสั่งศาล
นายเมธี กล่าวว่า ที่มายื่นคำร้อง เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏว่ากลุ่มจำเลยที่แกนนำพันธมิตรฯ รวมทั้งผู้ชุมนุมยังไม่ได้เคลื่อนย้ายออกจากบริเวณทำเนียบรัฐบาล ตามคำสั่งศาล จึงมายื่นคำร้อง
ซึ่งในเวลาต่อมา ศาลได้มีคำสั่งออกมาว่า หลังศาลได้พิเคราะห์คำร้องของทนายความโจทก์แล้ว เห็นว่า จำเลยทั้ง 6 และกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ได้ออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล ตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาล จึงให้ตั้งพนักงานบังคับคดีเพื่อไปดำเนินการตามคำสั่งศาล
ทั้งนี้ สำหรับกระบวนการตั้งพนักงานบังคับคดีต่อจากนี้ ศาลก็จะส่งหมายไปยังกรมบังคดี เพื่อตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไปประสานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง คือ ตำรวจ เพื่อดำเนินการตามคำสั่งศาลต่อไป
ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำแผงเหล็กติดป้ายผ้า เขียนข้อความด้วยตัวหนังสือสีแดง "ห้ามเข้า คำสั่งศาล มีโทษทางกฎหมาย" ไปติดที่บริเวณทางเข้าของกลุ่มพันธมิตรฯ ประกอบด้วยที่ทางเข้าฝั่งสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ทางเข้าฝั่งสะพานอรทัย ทางเข้าฝั่งถนนพิษณุโลก และทางเข้าฝั่งลานพระบรมรูปทรงม้าเพื่อป้องกันไม่ให้ทางกลุ่มพันธมิตรฯเข้ามาสมทบและไม่ให้มีการละเมิดคำสั่งศาลแพ่ง

“สมเกียรติ”โผล่สภาอันทรงเกียติ!บอกรู้สึกภูมิใจเป็นกบฎ

“สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” ส.ส.ปชป. มีหน้าโผล่สภาอันทรงเกียติ! บอกรู้สึกภูมิใจที่เป็นกบฏต่อรัฐบาล ภูมิใจที่ได้ล้มล้างบางระบอบ เพิ่งคิดได้ว่าจะลาออกจากการเป็น ส.ส.

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ และ 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชี้แจงกรณีที่นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคพลังประชาชน พาดพิงระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย ที่ตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏนั้น สามารถทำได้ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างเดินในสงครามเชิงเหตุผล อีกทั้งภายนอกสภา ใครจะทำอะไรก็แล้วแต่ ก็ต้องรับผิดชอบ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
ทั้งนี้ ส่วนตัวมีความคิดที่จะลาออกจาก ส.ส.ด้วยเช่นกัน เพราะข้อหาเป็นข้อหาที่ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ตนรู้สึกภูมิใจที่เป็นกบฏต่อรัฐบาลที่ไม่พึงปรารถนา รวมทั้งยังภูมิใจที่ได้ล้มล้างบางระบอบด้วย



ตำรวจเตรียมเสนอศาลขอเจ้าหน้าที่บังคับคดี จัดการม็อบดื้อไม่ยอมออกจากทำเนียบ


ตำรวจเตรียมเสนอต่อศาลเพื่อแต่งตั้งเจ้าหน้าที่บังคับคดี หลังม็อบพันธมิตรฯ ดื้อด้านขัดคำสั่งศาลแพ่ง ไม่ยอมคนย้ายคนและข้าวของออกจากพื้นที่ทำเนียรัฐบาลและพื้นที่โดยรอบ

กรณีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งศาลแพ่ง ที่ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งก่อสร้างต่างๆ ของพันธมิตรฯ ทั้งหมด พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า หากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งศาลแพ่งตำรวจจะเสนอต่อศาลเพื่อแต่งตั้งเจ้าหน้าที่บังคับคดีต่อไป

ด้านนายคารม พลทะกลาง ทนายสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล ก่อนนำหมายศาลแพ่งไปติดประกาศตามภูมิลำเนาของผู้ต้องหา ยกเว้น นายสุริยะใส กตะศิลา ที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด

ขณะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้แจกจ่ายคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลแพ่ง ลงวันที่ 27 ส.ค.2551 คดีหมายเลขดำที่ 5213/2551 ระหว่าง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โจทก์ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับพวกรวม 6 คน จำเลย ไปส่งให้จำเลยทั้งหมด ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ จำเลยที่ 1-6 เพื่อให้จำเลยรับทราบและปฎิบัติตามคำสั่งศาลในทันที

โดยให้จำเลยทั้ง 6 ออกจากทำเนียบรัฐบาล และบริเวณทำเนียบรัฐบาลทั้งหมด รวมทั้งให้จำเลยทั้ง 6 ดำเนินการให้กลุ่มผู้ชุมนุม ออกจากบริเวณดังกล่าว และให้รื้อถอนเวทีปราศรัย รวมทั้งสิ่งกีดขวางอื่นๆออกจากบริเวณดังกล่าว ให้ดำเนินการเปิดพื้นที่การจราจร ถนนพิษณุโลก ถนนราชดำเนิน เพื่อให้ประชาชน คณะรัฐมนตรี โจทก์ ข้าราชการผู้ปฎิบัติงานในทำเนียบรัฐบาล สามารถเข้าออก เพื่อปฎิบัติหน้าที่ได้โดยสะดวก จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือ ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น


นายกฯเผยย้ายจัดงานสวนอัมพรรับเสด็จฯ ยันไม่ใช้กำลังสลายม็อบ


นายกรัฐมนตรี ระบุ ขอย้ายที่จัดงาน"จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน ไปสวนอัมพรจากเดิมจะจัดที่ทำเนียบ ยืนยันไม่ใช้กำลังสลายม็อบ-ไม่จับแกนนำ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ระบุว่า รัฐบาลจะไม่ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่บุกเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา และไม่ยอมย้ายการชุมนุมออกไปตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลแพ่ง

ส่วนกรณีที่แกนนำและแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้ง 9 คนที่ถูกออกหมายจับนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่บุกเข้าไปจับกุมตัวเช่นกัน แต่จะให้โอกาสเข้ามอบตัว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับการจัดเตรียมสถานที่เพื่อจัดงาน"จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน สร้างสามัคคี"ในวันที่ 30 ส.ค.นั้น รัฐบาลจะเปลี่ยนไปจัดงานที่สวนอัมพรแทนแผนเดิมที่จะจัดที่ทำเนียบรัฐบาล


อธิบดีอัยการฝ่ายคดีแพ่ง เตือนม็อบ ฝ่าฝืนคำสั่งศาล ตำรวจต้องจัดการ

อธิบดีอัยการฝ่ายคดีแพ่ง เตือน กลุ่มพันธมิตรฯ ดื้อแพ่งไม่ยอมออกจากทำเนียบรัฐบาล ถือว่าเป็นการจงใจฝ่าฝืนคำสั่งศาล และเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องดำเนินการตามให้เป็นไปตามคำสั่ง

นายขจรศักดิ์ สมานชาติ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีแพ่ง กล่าวถึงขั้นตอนภายหลังจาก ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกจากทำเนียบรัฐบาลว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ศาลจะต้องนำคำสั่งศาล ที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มพันธมิตรฯ ย้ายออกไปจากทำเนียบฯ เพื่อนำไปมอบให้กับกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ เพื่อบังคับคดีและให้ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ ไม่ยอมทำตามก็ถือว่าเป็นความผิด ฝ่าฝืนคำสั่งศาล ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของตำรวจแล้วว่า จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อคำสั่งดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงเช้าวันนี้ แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตย ได้มอบหมายให้ ทนายความ ไปยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งเพื่ออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวด้วย



ตำรวจสวมมาดนิ่ง ยื่นหมายศาลให้แกนนำพธม.ออกจากทำเนียบ

ตำรวจไม่สลาย สวมมาดนิ่งปล่อยพันธมิตรฝ่อไปเอง ด้านผบก.น.1 เผย เจ้าหน้าที่ศาลแพ่ง เตรียมนำหมายศาลคุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มพันธมิตรฯ ออกจากทำเนียบ ไปให้แกนนำ 9 โมงเช้าพร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ รักษาความปลอดภัยเข้ม

พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผยว่า เวลา 09.00 น. เจ้าหน้าที่ของศาลแพ่ง ได้นำหมายศาลที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มพันธมิตรฯ ออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล ไปให้แกนนำภายในทำเนียบฯโดยจะมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยคุ้มกันเจ้าหน้าที่ศาล ระหว่างเดินทางเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาลด้วย

จากนั้นในเวลา 10.00 น. ได้ประชุมติดตามสถานการณ์ โดยมี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุม ร่วมกับ พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. และ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล อย่างพร้อมเพรียงกัน ขณะที่ ด้านหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล ในช่วงเช้าได้มีการเคลื่อนรถควบคุมตัวผู้ต้องหาเกือบ 10 คัน ออกไปหมดแล้วหลังจากที่นำมาจอดไว้ตั้งแต่เมื่อช่วงเย็นวานนี้



กองสลากลุยออกหวยออนไลน์แน่

นายณัฐศักดิ์ ทับทิมทอง โฆษกสลากพิเศษ 2 ตัว 3 ตัว สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า หลังจากศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับฟ้อง กรณีขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อระงับการจำหน่ายสลากเลขท้าย 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน) ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ออนไลน์ หรือหวยออนไลน์ เนื่องจากผู้ฟ้องไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จึงไม่มีสิทธิยื่นฟ้อง
ดังนั้น สำนักงานสลากฯ จึงเดินหน้าออกหวยออนไลน์ต่อไป ตามขั้นตอนทุกอย่าง หลังจากมีผู้ลงทะเบียนเป็นคนเดินโพย 102,021 ราย และมีผู้เดินทางมาสมัคร 69,949 คน และได้เตรียมเปิดรับสมัครในต่างจังหวัดด้วย แต่ความชัดเจนจะชี้แจงให้ทราบอีกครั้ง
จากนั้นในวันที่ 8-9 กันยายนนี้ สำนักงานสลากฯ และล็อกเลซ์ จีเทค มีกำหนดเริ่มนัดซ้อมใหญ่ ระบบการออกหวยออนไลน์ เพื่อให้ตัวแทนตู้ 6,000 เครื่องทั่วประเทศ ให้มีความพร้อมและจะเริ่มเปิดขายจริงระหว่างวันที่ 17-30 ก.ย. การรับซื้อหวยต่อ 1 ฉบับ จะซื้อได้ 5 หมายเลข อัตราขั้นต่ำจะอยู่ที่เกมละ 40 บาท สูงสุด 1,000 บาทต่อเกมเท่ากับว่า 1 ฉบับ จะซื้อได้สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท และสำนักงานสลากมีกำหนดให้หยุดจำหน่ายในเวลา 12.00 น. ของทุกวันที่ออกรางวัล

Wednesday, August 27, 2008

กบฏพันธมิตรฯ


เมื่อเช้าวานนี้ คนส่วนใหญ่ออกทำภารกิจหน้าที่การงานกันตามปกติ พ่อแม่จูงลูกไปโรงเรียน พี่น้องมอเตอร์ไซค์ คนขับรถแท็กซี่ ยังทำงานรับ-ส่งผู้โดยสารเหมือนที่เคยทำมา พ่อค้า-แม่ค้ายังค้าขายสินค้าอาหารการกินกันเป็นปกติ ที่ผิดปกติคือ มีความยากลำบากเกิดขึ้นในการเดินทางสัญจรไปมา ของผู้ที่ต้องใช้รถใช้ถนน เพราะถูก “กลุ่มกบฏ” ยึดเป็นที่ชุมนุมปราศรัยโจมตีเพื่อโค่นล้มรัฐบาล กระจายไปกดดันตามสถานที่ต่างๆ
เพราะกลุ่มกบฏได้ลงมือปฏิบัติการแล้ว เป็นการปฏิเสธอำนาจรัฐโดยสิ้นเชิง
โดยเมื่อเช้ามืดวานนี้ มีกลุ่มชายฉกรรจ์ “นักรบศรีวิชัย” ซึ่งเป็นกองกำลังของการชุมนุมที่สะพานมัฆวานฯ พร้อมอาวุธ ได้บุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT มีการทำลายทรัพย์สินข้าวของของทางราชการ ตัดสัญญาณถ่ายทอดเพื่อจะดูดสัญญาณจาก ASTV มาออกอากาศแทน
พวกกบฏที่บุกเข้าไปในสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ทางตำรวจจับกุมได้ 80 คน มีทั้งอาวุธปืน มีด ใบกระท่อม ก่อนที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะเสริมทัพหนุนเข้าไปอีกรอบ โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ใช้ความรุนแรงแต่ประการใด ได้ใช้ความพยายามอดทนอดกลั้นอย่างที่สุด เพราะไม่ต้องการให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน
การยึดสื่อของรัฐ เป็นวิธีการของการยึดอำนาจ ใช้ในการทำการปฏิวัติรัฐประหาร
โชคดีเมื่อช่างภาพได้บันทึกภาพในช่วงเวลาที่กลุ่มกบฏเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ไว้ได้ และมีการออกอากาศให้ประชาชนได้รับทราบว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
แต่ทางแกนนำพันธมิตรฯ ได้ประกาศให้ปล่อยตัวกบฏที่ถูกจับกุมเหล่านี้ มิฉะนั้นจะไปปิดล้อมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
นี่เป็นการวางแผนเพื่อจะได้ใช้กำลังไปปิดล้อมกดดัน สตช.
สิ่งที่เขาได้คือ 1.จะใช้ NBT ดูดสัญญาณ ASTV มาออกอากาศอีกช่องหนึ่ง และใช้กบฏที่ถูกจับกุมเป็นข้ออ้างในการต่อรองไปกดดัน “ตำรวจ” ให้ปล่อยตัว
สิ่งที่ปรากฏต้องบอกว่า มันมากกว่าการคุกคามแล้วครับ เพราะกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ใช้กฎหมู่ย่ำยีกฎหมายอย่างชัดเจน
นี่เป็นการคุกคามสื่ออย่างแจ้งชัด ก็ต้องติดตามดูว่า บรรดาสมาคมสื่อต่างๆ จะออกแถลงการณ์ว่าอย่างไร
เพราะเราได้เห็นการปฏิบัติของสื่อมวลชนอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งพยายามทำหน้าที่ด้วยความสำนึกในวิชาชีพ เพื่อนำความจริงมาให้ประชาชนได้รับทราบด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง กับอีกฝ่ายพยายามบิดเบือนให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้น
ต้องขอขอบคุณทุกเสียงทุกสาย ที่แสดงความเป็นห่วง และให้กำลังใจทีมงานหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ที่ยืนหยัดนำเสนอความจริงอย่างตรงไปตรงมาให้สังคมได้รับทราบต่อไป...ขอบคุณจริงๆ ครับ
การก่อการกบฏครั้งนี้ ข่าวถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก เมื่อสำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า เกิดเหตุกลุ่มผู้ประท้วงติดอาวุธ 80 ราย ได้บุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ซึ่งเป็นของรัฐบาล และได้ระงับการแพร่ภาพออกอากาศของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ ขณะที่ตำรวจได้จับกุมสมาชิกกลุ่ม 80 รายที่ก่อเหตุบุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเอ็นบีทีอ้างคำกล่าวของสมาชิกกลุ่มประท้วงบางรายที่ตะโกนว่า "ออกไป ออกไป" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ของเอ็นบีทีจำนวนหนึ่งถูกล้อมกรอบอยู่ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเดินทางมาถึง และได้พูดคุยกับกลุ่มพันธมิตรฯ
สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้กล่าวกับกลุ่มผู้ชุมนุมใหญ่ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลว่า ขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ได้บุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีได้สำเร็จแล้ว
ขณะเดียวกัน เอเอฟพีรายงานอ้างคำพูดของ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่สามารถอ้างสิทธิที่จะชุมนุมภายใต้รัฐธรรมนูญได้ เพราะผู้ประท้วงของกลุ่มมีการติดอาวุธและบุกรุกสำนักงานของรัฐบาล
ในขณะที่พันธมิตรฯ เหิมเกริม กระทำการละเมิดสิทธิของคนอื่นอย่างย่ามใจอยู่นั้น สถาบันการศึกษาที่อยู่ใกล้กับสถานีโทรทัศน์ของรัฐ ต้องปิดการเรียนการสอน เพราะไม่อยากเสี่ยงกับ “เดนมนุษย์” เหล่านี้ เนื่องจากพูดภาษาคนไม่รู้เรื่องแล้วครับ แต่แสดงท่าทีกระเหี้ยนกระหือรือจะให้เกิดความรุนแรงขึ้นเพียงอย่างเดียว
แม้แต่หน่วยราชการและโรงเรียนที่อยู่ใกล้ทำเนียบรัฐบาลก็ต้องปิดไปด้วยเหมือนกัน
กลุ่มกบฏได้ปิดล้อมบุกรุกเข้าไปในสถานที่ราชการ ขัดขวางการทำงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ทำเนียบรัฐบาล กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม และที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ส่วนต่างจังหวัดก็รับลูกไปปฏิบัติการ มีการปิดเส้นทางการจราจร ปิดถนนปราศรัย สร้างความเดือดร้อนไปทั่วประเทศ ภาคอีสานที่ใกล้เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา ภาคใต้ที่ท่าแซะ จ.ชุมพร ภาคเหนือที่ จ.นครสวรรค์
ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีอย่างนี้ อ่านไม่ยากครับ เพราะเคยใช้มาแล้วเมื่อมีการยึดอำนาจในวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยที่กลุ่มคนพวกนี้จัดการชุมนุมประท้วงปลุกระดมออกข่าวว่าจะมีการเผชิญหน้า และจะนำไปสู่ความรุนแรง ในวันที่ 20 กันยายน ทำให้เป็นข้ออ้างของ คมช. หรือที่มีหลายคนแปลว่า “คนมันชั่ว” มาทำการยึดอำนาจการปกครอง และฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง
อ้างว่าต้องการแก้ปัญหาการเผชิญหน้ากัน แต่ได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับประเทศชาติในทุกด้าน และปล่อยเชื้อร้ายให้กัดกินประชาธิปไตย จนเกิดการลุกขึ้นมาปฏิบัติการของกลุ่มกบฏในที่สุด
เหตุการณ์อย่างนี้ ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น และต้องช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต จึงต้องมีการตัดไฟเสียแต่ต้นลม อย่าปล่อยให้กลุ่มคนที่ไม่หวังดีคิดร้าย ไม่ให้บ้านเมืองมีความสงบสุข
การใช้ขันติ ความอดทน อดกลั้นของรัฐบาล เพราะไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงขึ้นนั้น เป็นเหตุผลที่ชอบแล้วในฐานะผู้ปกครองบ้านนี้เมืองนี้ ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อความสงบสุข ต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่จะมาลงทุน
แต่...ถึงเวลาแล้ว ต้องเอา “อีแอบ” ที่ให้การสนับสนุน หรืออยู่เบื้องหลัง หรือผู้บงการกลุ่มกบฏที่บังอาจคุกคามข่มขู่อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย เผยโฉมหน้าให้คนไทยได้รับรู้ว่ามีใครบ้าง แต่ละคนมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร มีการประสานงานกันอย่างไร
ไม่ว่ามันผู้นั้นจะหัวหงอก หัวขาว ฟันด่าง ฟันดำ หน้าแหลม หน้ากลม รวมทั้ง “ทหารแก่” ที่ยังติดยึดในอำนาจความรุนแรง
ถึงเวลาแล้วที่จะต้องถอนเสี้ยนหนาม หรือกำจัดกากเดนเผด็จการให้หมดสิ้นไป
รวมทั้งหัวโจกแกนนำในต่างจังหวัด ที่เป็นตัวตั้งตัวตีให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในประเทศชาติ
ไม่อย่างนั้นจะเป็นเหมือน “กรวดในรองเท้า” แม้จะสามารถเดินไปได้ แต่ก็เกิดความรำคาญ
กฎหมายต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ คนดีๆ ต้องมีศักดิ์ศรี มีความสง่างาม อย่าปล่อยให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายอีกต่อไป
เพราะฉะนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับ “ความมั่นคง” ต้องมอบของขวัญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดให้ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ผู้ทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด
เพื่อสนองพระราชประสงค์ที่ต้องการให้บ้านเมืองมีความสงบ เกิดสันติสุขในบ้านเมืองให้ได้



คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์รายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 27 สิงหาคม 2551 “ณ พล” รายงานตัวทำหน้าที่ ขุดคุ้ย คุยข่าว แทน “เอกฉัตร” ที่ติดภารกิจสำคัญยิ่ง พร้อมกับปิดต้นฉบับในวันคล้ายวันเกิดคนสำคัญ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และ เป็นวันที่กลุ่มพันธมิตรฯ ถือเอาฤกษ์ยามทำการก่อการร้ายในประเทศ หวังล้มล้างการปกครองของรัฐบาลที่มาตามวิถีทางประชาธิปไตย

** กลายเป็นข่าวลือกระฉ่อน! ม็อบพันธมิตรฯ เคลื่อนทัพหวังเป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิด “ป๋า” ครบรอบอายุ 88 ปี แต่...ใครจะเชื่อว่า พล.อ.เปรม ที่สู้อุตส่าห์สั่งสมคุณงามความดีมาจนถึงช่วงบั้นปลาย จะคิดลดตัวลงไปเกลือกกลั้ว เกี่ยวพันกับพวกแก๊งข้างถนน ให้เสียศักดิ์ศรี ชายแท้ ชาติทหาร

** นอกเสียจากจะถูกพวก พันธมาร แอบอ้าง เอาชื่อมาหากิน เหมือนเมื่อหลังการยึดอำนาจใหม่ๆ ที่ สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานม็อบ ให้สัมภาษณ์แมกกาซีนฉบับหนึ่ง ชัดถ้อยชัดคำว่า พล.อ.เปรม อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และเป็นผู้นั่งบัญชาการด้วยตัวเองอยู่ที่บ้านสี่เสาฯ

** ดูพฤติกรรมของ พันธมิตรฯ เมื่อวันที่ผ่านมา ไม่มีคำนิยามไหนชัดเจนเท่า “กบฏ” เป็นการกระทำที่เห็นชัดว่าพยายามจะยึดอำนาจ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย การบุกเข้าทำลายทรัพย์สิน ข้าวของ ของทางราชการ บุกยึดสถานีวิทยุ โทรทัศน์ พฤติการณ์เยี่ยงนี้ ไม่ใช่วิสัยของคนรักชาติบ้านเมืองแน่ เพราะไม่ได้คำนึงแม้แต่น้อยถึงความเสียหายที่จะตามมา ไม่ได้คิดเลยว่าจะต้องขายขี้หน้าชาวโลกไปมากน้อยแค่ไหน

** พันธมิตรฯ ที่อ้างสิทธิการชุมนุมโดยสงบ ตามมาตรา 63 คงจะต้องหุบปากไปได้ เพราะกลุ่มโจรชุดดำ มีผ้าปิดปาก ที่กรูเข้าไปในสถานีโทรทัศน์ NBT ทำลายทรัพย์สิน และเข้าข่มขู่คุกคาม ผู้ประกาศข่าวที่กำลังดำเนินรายการทั้ง จิรายุ ห่วงทรัพย์ สร้อยฟ้า โอสุคนทิพย์ ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ทั้งยังใช้อาวุธมีดจี้คอ สุคนธ์ ชัยอารีย์ ผู้จัดรายการวิทยุทาง 97.0 MHz ไม่ใช่เรื่องของสิทธิในการชุมนุม ที่สำคัญเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ไปได้ ยังพบทั้งมีด ปืน และใบกระท่อม ยาเสพติดที่แพร่หลายอยู่ในแถบจังหวัดภาคใต้อย่าง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช

** พอเป็นเรื่องชั่ว ก็รีบโยนขี้ให้คนอื่น แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาปฏิเสธทันควัน กลุ่มคนที่ก่อการ สร้างความเสียหาย และมีการจับกุมไปคุมขังไว้ที่สำนักงานตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จ.ปทุมธานี ทั้ง 46 คน ไม่ใช่คนของพันธมิตรฯ แต่เป็นมือที่สาม แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจริง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จะเป็นเดือดเป็นร้อนทำส้น...อะไร

** คนทำผิดก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย พล.ต.จำลอง เป็นใคร ถึงได้หาญกล้าออกมาต่อรองกับผู้รักษากฎหมาย หากไม่ปล่อยตัว “โจร” ที่เข้าไปทำลายข้าวของใน NBT จะพิจารณาเอากำลังไปบุก สตช. ฟังแล้วขนลุกแทนตำรวจไทย ไม่รู้ทนฟังวาจาสามหาวของมหาจำลองอยู่ได้ยังไง คิดแล้วแทบไม่เชื่อว่าคนแบบนี้จะบวชเรียนถึงขั้นเป็นมหา แถมยังจบจากโรงเรียนนายร้อย จปร.

** เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น! และขัดแย้งกันเองอย่างสุดๆ ในเมื่อพันธมิตรฯ ยืนยัน โจรชุดดำ เป็นมือที่สาม แล้วทำไมจะต้องเดือดร้อนต่อรองให้ปล่อยตัวคนพวกนี้ออกมา จะว่าเป็นโคตรพ่อ โคตรแม่ ก็ไม่ใช่ งานนี้ถ้าตำรวจไทย ยอมปล่อยตัวโจรที่มียาเสพติด แถมพกมีด พกปืน ไปเที่ยวทุบทำลายข้าวของ และข่มขู่ชาวบ้าน แบบเดียวกับที่ทำให้คนไทยกังขาในความ 2 มาตรฐาน เมื่อคราวปล่อยตัว “ไอ้เจ๊กบ้า” ที่โดนแจ้งข้อหาหมิ่นเบื้องสูง เพราะถูกม็อบกดดัน ก็เห็นทีจะต้องหาปี๊บหลายๆ ใบมาแบ่งกันคลุมหัว

** คิดแล้วก็อดเห็นใจ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ไม่ได้ เพราะจะต้องทำภารกิจใหญ่ถึง 2 เรื่องพร้อมกัน ให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว ทั้งนำความสงบสุขกลับมาให้พี่น้องประชาชน ทำบ้านเมืองให้มีกฎเกณฑ์กติกา เอาคนผิด คนชั่วมาลงโทษ ที่อยากฝากเอา ม.112 ม.113 และ ม.114 ว่าด้วยกบฏในราชอาณาจักร ไปพิจารณา กับอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน ต้องรีบกู้ภาพลักษณ์ตำรวจไทย อย่าให้ประชาชนคิดได้ว่า มีอำนาจเถื่อนอยู่เหนือกฎหมาย ไม่อย่างนั้นต่อไปแค่ตำรวจที่ยืนเป่านกหวีดอยู่ตามสี่แยกไฟแดงก็จะไม่มีใครเชื่อฟัง

** ระวังให้ดี จะมีลูกชุลมุน ในขณะที่ประชาชนคนไทยกำลังสนใจกับข่าวชั่วของม็อบพันธมิตรฯ วันนี้เป็นวันนัดหมายที่ กกต. จะชี้ชะตา “วิฑูรย์ นามบุตร” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี อีก 3 ราย ที่ถูกกล่าวหาว่าแจกตั๋วหนัง และเปิดปราศรัยหาเสียงสลับกับการฉายภาพยนตร์ ที่มีข่าวเล็ดลอดออกมาหนาหูว่าอย่างน้อยก็จะต้องฟอกนายวิฑูรย์ ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะไม่เช่นนั้นจะนำไปสู่การยุบพรรค แบบเดียวกับที่พรรคการเมืองอื่นโดนเล่นงานไปก่อนหน้า

** “ประชาทรรศน์” เปิดเอกสารให้เห็นกันจะจะ ถึงข้อสรุปพิลึกพิลั่น ของ กกต.อุบลราชธานี ทั้งกรณีแจกตั๋วหนัง ที่มีพยานหลายปากให้การชัดเจน แต่ที่สุดบางรายก็กลับคำให้การอย่างน่าสงสัย จนมีการตั้งข้อสังเกตกันว่าพนักงานสอบสวนในคดีนี้ที่เป็นหลานชาย “สุทัศน์ เงินหมื่น” รองนายกรัฐมนตรีเงา ของ ปชป. จะมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรหรือไม่ ซ้ำร้ายกรณีนี้ กกต.อุบลราชธานี ยังสรุปความเห็นให้ยกคำร้อง หลังพยานกลับคำให้การเพียง 2 วัน

** เช่นเดียวกับอีกข้อร้องคัดค้าน เรื่องการจัดมหรสพประกอบการหาเสียง ทีมสอบสวนของ กกต.อุบลฯ ก็สรุปเอาง่ายๆ ให้ยุติเรื่อง เพราะหลักฐานไม่พอ...แต่ทั้ง 2 กรณี โดน “สุทธิพล ทวีชัยการ” ตอกกลับหน้าหงาย ด้วยความเห็นว่ากรณีแรกมีพยาน-หลักฐานมากพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหาได้ ส่วนกรณีหลังต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติมอีกหลายประเด็น

** ขณะที่ 29 สิงหาคมนี้ อนุกรรมการสอบสวนคดีฮั้วพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ของดีเอสไอ จะมีการประชุมกันอีกครั้งหลังจากข้อมูลมีความเข้มข้นมากขึ้น คงใกล้จะมีคำตอบว่าทำไม 2 บริษัทที่แบ่งกัน “ได้งาน” จึงมีการเสนอราคาไขว้อย่างน่าฉงน และจะได้มีคำตอบกันเสียทีว่าบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์เกินไปถึง 40-50 ล้านใบ ไปอยู่ที่ไหน เพราะแค่ท่าทีอ้ำอึ้งที่ผ่านมาของ กกต. ก็ชวนให้ไม่สบายใจเสียแล้ว ไม่ว่าจะเพราะข้อสงสัยไม่มีการพิมพ์บัตรจริง หรือกังวลว่าบัตรจะถูกนำไปใช้อย่างผิดที่ผิดทาง ก็ตามที

** ย้อนกลับมาตบท้ายด้วยปัญหาความไม่สงบในบ้านเมือง ประชาชนคนไทยหายห่วงได้เปลาะหนึ่ง เพราะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ยืนยันหนักแน่น “ไม่มีปฏิวัติ” ทหารอยู่ในระเบียบวินัย ไม่เหยียบย่ำประเทศชาติให้เลวร้าย ย่ำแย่ ไปกว่าเก่า ขณะที่นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ก็นับ 1 ถึง 10 ย้ำอยู่บ่อยๆ ว่าจะอดทนให้ถึงที่สุด แปลง่ายๆ หากเกิดอะไรขึ้น ก็หมายถึง “สุดทน” และเกินกว่าจะยอมให้ประเทศชาติเสียหายได้อีกต่อไป...เท่านั้นเอง...!!


สิทธิของชาวบ้านตามโครงการหมู่บ้าน (SML) (1)


ผมคงเหมือนท่านผู้อ่าน ได้ยินได้ฟัง ได้รู้การดำเนินนโยบายกองทุน 1 หมู่บ้าน 1 ล้านบาท ของรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร สมัยแรก ทั้งด้านดี ผลสำเร็จ และข้อบกพร่องอย่างนั้นอย่างนี้ ต่อมา รัฐบาลทักษิณ สมัยที่ 2 คิดนโยบายทำนองเดียวกันนี้คือ โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) นัยว่าเป็นการเพิ่มเติม เพราะนโยบายกองทุนหมู่บ้านละล้าน มีลักษณะเป็นกองทุนให้ชาวบ้านกู้ยืมไปทำมาหากิน อันเป็นนโยบายให้ชาวบ้านเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่าย เป็นเรื่องของแต่ละคน แต่โครงการ SML เป็นการจัดสรรงบประมาณให้แต่ละหมู่บ้านตามขนาด เล็ก กลาง และใหญ่ ดำเนินโครงการพัฒนาหมู่บ้านโดยรวม
ตอนนั้นผมรู้สึกว่าดี แต่ไม่รู้รูปธรรม เมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผมคิดว่ารัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ของระบอบเผด็จการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ คงเลิกนโยบายนี้ แต่ไม่ใช่ ยังมี ทว่าเปลี่ยนชื่อเป็น “โครงการอยู่ดีมีสุข” ให้กรมการปกครองดำเนินการ ผมเพิ่งมารับรู้อย่างเป็นระบบ เมื่อได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 4 เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว ในฐานะที่ปรึกษา
คณะกรรมการชุดนี้มี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน กรรมการมีจำนวน 25 คน คณะรัฐมนตรีลงมติแต่งตั้งเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2551 ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยมีเป้าประสงค์เพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพื่อเพิ่มศักยภาพการหารายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาสในอาชีพแก่ประชาชน สร้างโอกาสให้หมู่บ้านและชุมชนสามารถแก้ปัญหาของหมู่บ้านและชุมชนด้วยตนเอง และพัฒนาโครงการที่ก่อให้เกิดรายได้อย่างยั่งยืน พัฒนาสินทรัพย์ของหมู่บ้านและชุมชน อนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของหมู่บ้านและชุมชุน คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่จัดสรรงบประมาณโดยตรง ตามขนาดของประชากรในหมู่บ้านและชุมชน ให้ครบทุกหมู่บ้านและชุมชน
ตามความรับรู้และเข้าใจของผม โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) มาจากแนวความคิดและความเชื่อว่า ประชาชนเป็นผู้มีศักยภาพ มีความสามารถในการคิดเชิงสร้างสรรค์ และมีความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา กล่าวในแง่สิทธิมนุษยชน เป็นสิทธิของประชาชนในการพัฒนา ซึ่งสหประชาชาติได้ออกปฏิญญาว่าด้วยสิทธิในการพัฒนา ค.ศ.1986 (UN Declaration on the right to development 1986) เรียกร้องให้รัฐภาคีถือเอาประชาชนเป็นเป้าหมาย เป็นศูนย์กลาง และมีสิทธิและบทบาทสำคัญในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม
กลับมาที่การดำเนินโครงการ SML คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการและงบประมาณ 10,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2551 และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเลขานุการได้รับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงบประมาณ 5,000 ล้านบาทในเดือนต่อมา หมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศได้จัดประชุมประชาคมเสนอโครงการจะทำอะไร เพื่ออะไร และใช้เวลาเท่าไรให้อำเภอและจังหวัด จากนั้น คณะกรรมการได้อนุมัติ แล้วเร่งส่งเงินงบประมาณลงไปผ่านธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2551 จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น 4,448,050,000 บาท ให้แก่หมู่บ้านและชุมชนจำนวน 15,270 แห่ง รวม 28,716 โครงการ
ดูตัวเลขทั้งจำนวนหมู่บ้านและงบประมาณ ผมเห็นว่า ในช่วง 3 เดือนแรกของโครงการ รัฐบาลได้กระจายเงินให้หมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการพัฒนาเป็นจำนวนค่อนข้างมาก ซึ่งคงช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน วางโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาส่งเสริมการเรียนรู้ และมีส่วนร่วมการพัฒนาของชาวบ้านมากน้อยแตกต่างกันไป นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นว่า รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ แม้จะประสบวิกฤติทางการเมือง ถูกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขับไล่ ถูกสื่อมวลชนถล่มเช้าเย็น และถูกฝ่ายค้านและศาลตรวจสอบไม่เว้นแต่ละวัน ยังคิดถึงประชาชนชาวบ้าน คนยากคนจน จึงยืนหยัดดำเนินนโยบายดังกล่าว
สำหรับในงวดต่อไป คณะกรรมการได้อนุมัติจัดสรรงบประมาณจำนวน 4,972,500 ล้านบาท แก่หมู่บ้านและชุมชนอีก 21,483 หมู่บ้าน ก็ถือว่าไม่น้อยเช่นกัน
ตอนหน้าจะเขียนรายละเอียดของโครงการนี้