WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 28, 2008

กลับบ้านกันเถิด!


คงเป็นที่ประจักษ์ตา แจ้งแก่ใจของคนไทยทั่วทั้งประเทศว่า การเคลื่อนไหวของหมู่พันธมารที่ชอบคาบคัมภีร์ บอกว่าเป็นสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่
แต่คือกองโจรที่โพกผ้า ที่เข้าปล้นทำลายประชาธิปไตย โดยวิธีการใช้กำลัง ข่มขู่ คุกคาม ทำลายสื่อหรือกลุ่มคนที่เห็นต่างกับกลุ่มตน
การเข้าไปบุกยึดสถานีโทรทัศน์ NBT เข้าไปเอามีดจี้ที่คอของผู้จัดรายการวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ เข้าไปทำลายข้าวของ ฉกทรัพย์ของราชการที่มาจากเงินภาษีของประชาชนนั้น คือ พฤติกรรมของกลุ่มคนที่บ้าคลั่ง
แปลกแต่จริง จนน่าสมเพช ที่ 2 คนในหมู่กองโจรกว่า 80 คนที่ตำรวจจับตัวได้ มีคนในระดับแกนนำปฏิบัติการณ์ 2 คน คือ นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ รองเลขานุการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยผู้กำหนดและออกแบบการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ทุกครั้ง และ นายนัสเซอร์ ยีหมะ หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยตัวจริงที่คุมการ์ดบุกปะทะทุกครั้งที่แกนนำพันธมารสั่งการให้มีการเคลื่อนไหว
ที่น่าสมเพชก็คือ ทั้ง 2 คนนี้เรียกได้ว่ามีความสนิทสนมชิดเชื้อกับ สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างแนบแน่น
นิติรัตน์ คือ รุ่นพี่ของสุริยะใส ตั้งแต่สมัยทำกิจกรรมนักศึกษา และเป็นกรรมการ ครป.ในห้วงเวลาที่สุริยะใสเป็นเลขาธิการ
ส่วน นัสเซอร์ คือเพื่อนรุ่นน้องของสุริยะใส ในการทำกิจกรรมนักศึกษาเช่นกัน เคยเป็นผู้ปฏิบัติงาน ครป.
เขาทั้ง 3 คนก้าวเข้ามาอยู่ในเวทีพันธมารด้วยกัน แบ่งหน้าที่กันทำ หนึ่งคนเป็นผู้ประสานงานทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงต่อสาธารณะ นิติรัตน์ทำหน้าที่ออกแบบจัดวางการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเดินไปไหน ไปทำอะไร เคลื่อนตัวไปไหน นิติรัตน์คือผู้ออกแบบร่วมด้วยกับทีมงานของสื่อในเครือพันธมารอย่างเสมอมา และมีนัสเซอร์ที่มีหน้าที่หลักคือเป็นผู้ดูแลฝูงการ์ดในหมู่พันธมาร
การออกมาปฏิเสธของสุริยะใส ว่ากลุ่มคนที่ตำรวจจับตัวได้นั้นไม่ใช่คนของพันธมิตรฯ นั้น ใช่หรือไม่ว่า ไร้ความสง่างาม และโหดเหี้ยมขนาดที่ว่า ใช้เพื่อนเป็นเครื่องมือ ด้วยการหักหลังและทรยศ ว่าไม่รู้จัก ไม่ได้เป็นแผนของพวกตน
เช่นนี้แล้ว น่าสะท้อน และสะเทือนใจไปถึงเหล่าบรรดา พี่ป้าน้าอา อาเจ้ อาซิ้ม อาม่า ทั้งหลายที่เป็นสาวกพันธุ์แท้ของเอเอสทีวี ซึ่ง ”อิน” กับการให้ข้อมูลที่บิดเบือนของเหล่าแกนนำ และบางคนศรัทธาหลงงมงายว่า 5+1 แกนนำนั้น กำลัง ”กู้ชาติ” กันจริงๆ
จึงพากันออกมา เป็นกองหน้าให้แก่พันธมาร และถูกปลุกปั่นยั่วยุให้เกิดภาวะอารมณ์เหนือเหตุผล จึงมีลักษณะเป็นฝูงชนที่ก้าวร้าว พร้อมที่จะใช้ความรุนแรง และแสดงภาวะบ้าคลั่งอย่างที่เห็น
รู้หรือไม่ว่า บรรดา 5+1 แกนนำนั้น กำลังหลอกใช้ หลอกให้มวลชนไปตายแทนพวกเขา
ซึ่งแม้แต่สื่อต่างประเทศยังมีรายงานชัดเจนว่าเป้าหมายของพันธมารคือความต้องการให้เกิดความรุนแรงและนำไปสู่การให้ทหารเข้ามายึดอำนาจดังนี้
การ์เดียน-บีบีซี รายงานการเคลื่อนขบวนของพันธมิตรฯ ระบุต้องการให้เกิดการปราบปรามและให้ทหารเข้ามาชี้ขาด
เดอะ การ์เดียน รายงานข่าวการบุกยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ซึ่งเป็นสถานีของรัฐ และทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มผู้ชุมนุมว่า นำโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนฝ่ายขวาเพื่อประชาธิปไตย (The rightwing People's Alliance for Democracy) เพื่อกดดันให้นายกฯ ลาออก
โดยระบุด้วยว่า ยุทธศาสตร์ของกลุ่มพันธมิตรฯ แสดงให้เห็นว่า ต้องการกระตุ้นให้เกิดการปราบปรามอย่างรุนแรงจากรัฐบาล เพื่อที่จะได้รับความเห็นใจจากสาธารณะ และอาจเพื่อบีบให้ทหารออกมาจัดระเบียบให้กลับสู่สภาพเดิม ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า กองทัพจะไม่กระทำการรัฐประหารและวิกฤติครั้งนี้จะสามารถแก้ไขได้ด้วยวิถีทางการเมือง
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งวางตัวเองในกลุ่มอนุรักษนิยมและกองทัพ มองว่า นายสมัครเป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกขับไล่จากตำแหน่งด้วยการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ด้วยข้อหาคอร์รัปชั่นและใช้อำนาจในทางมิชอบ และขณะนี้ ได้ขอลี้ภัยอยู่ที่ประเทศอังกฤษ
กลุ่มพันธมิตรฯ ได้โจมตีความต้องการแก้รัฐธรรมนูญของนายสมัครว่า เป็นเพราะต้องการช่วยให้ทักษิณพ้นข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชั่น รวมทั้งโจมตีรัฐบาลที่ล้มเหลวในการดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดกับทักษิณ ทั้งยังปฏิเสธที่จะเรียกร้องให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อนำตัวทักษิณมาขึ้นศาล
การเคลื่อนไหวนี้ต้องการแทนที่ระบอบประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง ด้วยระบบที่ปกครองโดยบุคคลที่แต่งตั้งจากระบบเจ้าขุนมูลนายและกองทัพ เนื่องจากมองว่า เสียงส่วนใหญ่ในชนบทนั้นขาดความรู้ในการเลือกผู้แทนฯ ที่ดี
ขณะที่ ผู้สื่อข่าวประจำสำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า การเคลื่อนไหวของมวลชนครั้งนี้มีข้อขัดแย้งบางประการ เนื่องจากแม้ชื่อของกลุ่มจะระบุว่า เป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่กลับรณรงค์เพื่อหยุดระบบประชาธิปไตย โดยมีข้อโต้แย้งว่าการเลือกตั้งแบบตะวันตก เมื่อมาใช้ในประเทศไทยจะนำมาซึ่งการคอร์รัปชั่นและรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นแล้ว พธม. จึงต้องการรัฐสภาจากการแต่งตั้ง และให้ทหารเข้ามามีบทบาทเป็นผู้ชี้ขาดในการเมืองไทย
เช่นนี้แล้ว ด้วยความห่วงใยต่อประชาชนที่ออกไปร่วมกับพันธมาร กลับบ้านเถิด เพราะนี่ไม่ใช่งานวัด แต่เป็นงานศพที่เหล่าบรรดาแกนนำพันธมาร คาดหวังว่า จะเผาประชาธิปไตย เผาบ้านเผาเมืองนี้ให้เป็นจุณ

“เหา” บนหัวประชาธิปัตย์?

ไม่แปลกหรอกที่ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน จะชวนสังคมตั้งคำถามถึงการ “อยู่รอด” ของพรรคประชาธิปัตย์ได้ในทุกสถานการณ์
รอด...ทั้งที่ถ้าเป็นสถานการณ์เดียวกัน แต่เปลี่ยนตัวละครเป็นพรรคอื่นๆ เช่น พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคพลังประชาชน ฯลฯ ก็คงจะโดนเอาคอขึ้นเขียงหายใจพะงาบๆ น่าเสียวไส้อย่างที่เห็นกันอยู่
ความตงิดใจมันจึงไม่ได้ตงิดอยู่ในใจ ร.ท.กุเทพ คนเดียว...แต่ประชาชนอีกไม่น้อยก็รู้สึกสงสัยกันไปด้วย...
ไม่ได้เคลือบแคลงสงสัยองค์กรใดๆ ที่มีส่วนในการตัดสินชะตากรรม เพราะประเดี๋ยวจะหาว่า “ละเมิด...”
เอาเป็นว่าสงสัยเรื่องบุญทำกรรมแต่งก็แล้วกัน ชะรอยพรรคประชาธิปัตย์จะบุญวาสนาดี จึงได้แคล้วคลาดอยู่เสมอ เพียงแต่บุญบารมีอาจยังไม่แรงจั๋งหนับ รัฐบาลที่ (เขา) ว่าจะ (ให้) เป็นได้ ได้เป็น จึงกลับยังไม่ได้เป็นมาหลายปีแล้ว...
ว่ากันตามภาษาบุญภาษากรรม ก็เพราะ “จิต” ยังมี “ตัวถ่วง”
เจ้าความกลัว ความหวาดระแวง หวาดผวาแม้กระทั่ง “เงา” ของคนที่ต้องจรลีไปเมืองฝรั่ง มันเป็นอกุศลจิตที่ทำให้คิดการณ์ใหญ่แต่ไปไม่ถึงฝั่งฝันสักคราครั้ง เพราะคิดกี่เรื่อง พูดกี่ครั้ง มันก็ติดอยู่แต่ที่ “เงา” ของคนคนนั้น สู้อยู่กับเงาของคนคนนั้น ไล่ตามอยู่กับเงาของคนคนนั้น...
ทั้งที่เจ้าตัวเขาก็ไปไหนไม่รู้แล้ว ภาษาโฆษก พปช. ก็ต้องบอกว่าสู้กับคนที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังเอาตัวรอดไม่ได้ ยิ่งสู้จึงยิ่งติดอยู่กับกรงขัง
ถึงขั้นละเมอ เพ้อ จินตนาการหลอกหลอนตัวเองไปว่า อาจมีความพยายามจากฝ่ายตรงข้ามระดมกำลังคนเข้ามาปั่นป่วน...
ทั้งที่เวทีที่มีการ ปลุกปั่น อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอย่างเห็นได้ด้วยตาเปล่านั้น ก็ตั้งอยู่กลางเมืองนั่นเอง ไม่เห็นต้องเสียเวลาไประแวงมดปลวกในหลืบรูไหน ไอ้ที่มันจะแจ้งถึงใจอยู่กับตาตรงหน้านั้น ทำไมไม่รู้สึกหวาดกลัวกันมั่ง...
หรือเพราะผลประโยชน์มันเข้าทาง ก็เลยเฉยเสียดีกว่า...
อย่าลืมว่า “แนวคิด” ของพันธมิตรฯ มันก็ไปกันไม่ได้กับ “พรรคการเมือง” ทุกๆ พรรค
เพราะสิ่งที่พันธมิตรฯ ต้องการคือ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ล้มล้างการเลือกตั้ง เพื่อรื้อฟื้นระบบแต่งตั้งคัดสรรเข้ามาแทน...
อุดมการณ์ต่างกันเพียงนี้ เหตุใดประชาธิปัตย์กลับมองไม่เห็นว่ากลุ่มใดกันแน่ที่เป็น อันตราย กับตัวเอง
เหตุใดจึงยังยอมรับได้กับ ส.ส. คนหนึ่งในพรรค ที่ควรจะอยู่ข้างประชาธิปไตยรัฐสภา ปกป้องระบบการเลือกตั้ง (ซึ่งหัวหน้าพรรค ปชป. ก็ยังเคยยอมรับว่าแม้ได้คะแนนมายากแสนยาก แต่ก็เป็นสิ่งที่นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยพึงกระทำ) แต่กลับชูหน้าชูตาอยู่กับคณะบุคคลที่มีแนวคิดเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยได้
ใครจะว่าเป็นพวกบ้าประชาธิปไตยก็ว่าไป แต่ให้กลับไปเอาอำมาตยาธิปไตยหรือเผด็จการ ก็คงไม่มีเอาเหมือนกัน…
ความล้าหลังของการเมืองไทยที่ไม่เคยก้าวพ้น “อาถรรพ์” ไปได้สักที มันจึงโยนความผิดให้พวก “อำมาตย์” หรือกล่าวโทษ “กองทัพ” ที่ทำรัฐประหาร...แค่นั้นไม่ได้
เพราะจะว่าไป หากคนทั้งประเทศมีสำนึกประชาธิปไตยเพียงพอ กลุ่มคนที่กล่าวมาก็คงไม่สามารถยัดเยียดอุดมการณ์อื่นเข้ามาได้อย่างที่เป็นอยู่
ที่สำคัญบางครั้ง บางคน เขาก็กล้าประกาศเลยว่าเขาไม่นิยมชมชอบประชาธิปไตย แต่อยากให้บ้านเมืองกลับไปสู่ระบอบการปกครองแบบอื่นๆ ซึ่งอย่างน้อยที่สุดนี่คือความกล้าหาญ และไม่ใช่เกมการเมืองแบบหลอกล่อให้คนหลงผิดติดกับ
เพราะที่คนกำลังหลงผิดติดกับ คือพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพฤติกรรมตรงข้ามกับอุดมการณ์ที่ควรจะมี จะเป็นนี่ต่างหาก
วันนั้นที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยตอบโต้ นายวุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ อดีต สนช. อย่างดุเดือดกลางสภา ด้วยเหตุที่ว่านายวุฒิพงษ์ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร กล่าวดูถูกนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งนั้น...คนยังจำได้และยังชื่นชมว่านายอภิสิทธิ์ช่วยปกป้องหลักการ...
มาถึงวันนี้ คนเขาก็ยังหวังจะเห็นภาพแบบนั้นอีก ภาพที่แม้รู้ว่าตัวเองอาจจะยังไม่ชนะ อาจจะยังเสียเปรียบพรรคอื่นๆ แต่หากเป็นการยืนบนหลักการประชาธิปไตยแล้ว ก็จำเป็นต้องกระทำเพื่อคุณูปการต่อระบอบการเมืองการปกครองไทยสืบไปเบื้องหน้า
ที่สำคัญ ประชาชนหวังจะเห็นว่าประชาธิปัตย์น่าจะหลุดจากการตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของพรรคมัฆวานนครเสียที เพราะทุกวันนี้ประชาธิปัตย์มีแต่เสียกับเสีย กับภาพลักษณ์ที่ว่ายืนอยู่ข้างแก๊งนั่น
จะมีก็แต่พันธมิตรฯ เท่านั้น ที่ยิ่งเกาะกินสูบเลือดเนื้อกลุ่มอื่นๆ แล้วได้ดี
เพราะทำตัวเป็นเห็บแล้วอิ่มหนำ จึงยังต้องหาเรื่องชุมนุมจนทุกวันนี้ ทั้งที่ไม่มีประเด็นอะไรมาตั้งนานแล้ว

สงสัยเมากระท่อม!การ์ดพธม.ป่าเถือนหนักข่มขู่นักข่าวสาว ผวาจนร่ำไห้

พันธมิตรฯถ่อยไม่เลิกคุกคามสื่อทำเนียบอีก !!“รปภ.-ภูวดล” เหิมหนัก ด่ากราดด้วยถ้อยคำหยาบคาย-กระชากตัวนักข่าวหญิง บอกหน้าตาเฉย “ไม่สน” ไม่เชื่อจะใช้หนังสติ๊กยิง นักข่าวสาวถึงกับร่ำไห้ทนไม่ได้กับพฤติกรรมเลวทรามต่ำช้า

วันที่ 28 ส.ค. 2551 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า หน่วยรักษาความปลอดภัย (การ์ด) ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้สร้างแนวป้องกันด้วยยางรถยนต์ ที่ประตู 9 ฝั่งสะพานอรทัย พร้อมทั้งเตรียมอุปกรณ์ต่างๆเพื่อสกัดกั้นตำรวจทั้ง เหล็กแป๊บ ไม้พลอง หนังสะติ๊ก ก้อนหิน ไม่กอล์ฟ และไม้คมแฝก ซึ่งทันทีที่รถตู้ตำรวจ และรถ 6 ล้อ สำหรับคุมขังนักโทษ ประมาณ 20 คัน เคลื่อนผ่านฝั่งตรงข้ามวัดโสมนัส ทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้โห่ร้อง โดยระหว่างนั้นผู้สื่อข่าว 3 คน ประกอบด้วย นายมนตรี จิรพรพนิต หนังสือพิมพ์ข่าวสด นายสุทธา พิมาลัย หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และน.ส.ศศินภา วัฒนวรรณรัตน์ หนังสือพิมพ์มติชน ที่ขึ้นไปสังเกตการณ์อยู่บริเวณทางเชื่อมอาคารบัญชาการ 1 และ 2 ได้ถูกการ์ดพันธมิตรฯไล่ลงข้างล่างให้หมด ทำให้ผู้สื่อข่าวทั้งสาม ได้ชี้แจง พร้อมกับโชว์บัตรประจำตัวผู้สื่อข่าวว่าเป็นสื่อมวลชน ขอสังเกตการทำหน้าที่รายงานตรงจุดนี้ แต่ทางการ์ดพันธมิตรฯบอกว่า “ไม่สน” เพราะกลัวว่าจะเป็นนปก.ปลอมตัวมา ถ้าไม่ลงจะใช้หนังสติ๊กยิง จากนั้นได้มีรปภ.ของพันธมิตรฯ 2 คนขึ้นมาเชิญตัวลงไป แต่ผู้สื่อข่าวได้ยืนยันว่าจะขอสังเกตการณ์ต่อไปโดยยืนยันว่า สามารถดูแลตัวเองได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เจรจากับการ์ดพันธมิตรฯเป็นที่เรียบร้อย ปรากฏว่านายภูวดล ทรงประเสริฐ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ได้ขึ้นมายังบริเวณดังกล่าวด้วยอาการเกรี้ยวกราด พร้อมกับชี้หน้าไล่ผู้สื่อข่าวให้ลงไปด้านล่าง และด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย โดยไม่ฟังคำชี้แจงใดๆ รวมทั้งได้กระชากตัวน.ส.ศศินภา อย่างรุนแรง ทำให้เพื่อนนักข่าวอีกสองคน ต้องเข้าไปกันเอาไว้ พร้อมกับบอกว่าทำอย่างนี้ไม่เหมาะสม เพราะน้องเป็นนักข่าวผู้หญิง จนทำให้น.ส.ศศินภาร้องไห้ด้วยความตกใจในท่าทีของนายภูวดล ซึ่งนายภูวดล ได้เอ่ยปากขอโทษ แต่ก็ขู่ว่าจะลงดีๆหรือไม่ ถ้าไม่ลงจะตามรปภ.มาไล่ให้ลงไป เพราะมันอันตราย ผู้สื่อข่าวทั้งสามจำเป็นต้องลงมาด้านล่าง ซึ่งนายภูวดล ตะโกนสั่งทีมรปภ.ไล่หลังว่า “ให้เอาพวกมันลงไป”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนั้นกลุ่มพันธมิตรฯประมาณ 10 กว่าคนกรูกันขึ้นไปชั้นบน โดยมีหญิงกลางคน ตะโกนใส่หน้าผู้สื่อข่าวว่า “เอาลงไปเลย” และขณะที่กลุ่มผู้สื่อข่าวเดินลงจากชั้นสอง กลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ด้านล่างพากันตะโกนไล่ กระทั่งเพื่อนผู้สื่อข่าวที่ทราบเรื่องต้องมาช่วยกันพากลับเข้าห้องผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบฯ แต่ก็มีมวลชนจากพันธมิตรฯฮือมาล้อมที่ห้องผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล จนผู้สื่อข่าวต้องขอร้องให้การ์ดพันธมิตรฯมาช่วยรักษาความปลอดภัย และได้ปิดประตูล็อคกลอนทุกด้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้แจ้งให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทราบถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งแจ้งว่าน.ส.ศศินภา ต้องการจะกลับบ้าน แต่รถของบริษัทจอดอยู่บริเวณที่เกิดเรื่องเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย นายสนธิได้อาสาพาตัวน.ส.ศศินภาไปส่งด้านนอกทำเนียบฯ

นายสนธิ กล่าวภายหลังไปส่งผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวว่า ตนไม่ทราบถึงต้นเหตุในเรื่องนี้จริงๆแต่ในเมื่อสถานการณ์มันตึงเครียด พันธมิตรฯทุกคนต้องระวัง

จากนั้นนายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯ ได้เข้ามาสอบถามกับผู้สื่อข่าวถึงกรณีดังกล่าวพร้อมกับให้ผู้สื่อข่าวเขียนข้อเสนอมายังแกนนำว่าต้องการอะไร แต่ตัวแทนผู้สื่อข่าวปฏิเสธที่จะเขียนเพราะจะเหมือนเป็นการเรียกร้อง จึงขอเพียงให้แกนนำประกาศบนเวทีให้ผู้ชุมนุมรับทราบว่าขอให้สื่อมวลชนได้ทำงานเพียงเท่านั้นก็พอ และขอให้ประกาศ ซึ่งนายพิภพก็รับทราบและรับปากว่าจะประกาศเป็นระยะต่อไป

ในเรื่องนี้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ในรายการ “เรื่องเด่นเย็นนี้” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 โดยช่วงหนึ่งระบุว่า “ขณะนี้ในทำเนียบฯอยู่ในภาวะไร้การควบคุม นักข่าวจะทำข่าวก็โดนกดดัน” โดยมีการเอ่ยชื่อนายภูวดล ว่าแสดงกริยาก้าวร้าวต่อสื่อมวลชน

เวลาต่อมา ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในช่วงที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีปราศรัย นายชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชน โดยเดินดูบรรยากาศ เพื่อรายงานสถานการณ์โดยรอบทำเนียบรัฐบาล ขณะเดินผ่านบริเวณแยกสวนมิกสกวัน ได้มีชายรูปร่างสูงใหญ่ ผิวดำแดง มีผ้าพันคอสีเหลือง เขียนว่า “กู้ชาติ” และแขนเสื้อติดคำว่า “สรส.” หรือ “สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์” ได้เดินเข้ามาต่อว่าด้วยคำหยาบคาย แต่นายชัยรัตน์ไม่สนใจ และพยายามเดินหนี เข้าหาตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณดังกล่าว แต่กลับชายดังกล่าวไม่ยอมเลิกรา ยังเดินตามหลังมาตลอด และด่าว่าด้วยคำหยาบคายอย่างรุนแรง นายชัยรัตน์ จึงได้หยุดเดิน เพื่อพยามยามสอบถามถึงสาเหตุ และแสดงตัว พร้อมทั้งยื่นบัตรประจำตัวสื่อมวลชนให้ชายดังกล่าวดู แต่ยิ่งทำให้ชายดังกล่าวเกิดความฉุนเฉียวรุนแรงมากขึ้น และทำท่าจะเข้ามาทำร้ายร่างกาย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า บริเวณใกล้กันนั้น ได้มีหน่วยรักษาความปลอดภัยอีกคนที่เห็นเหตุการณ์ ได้เข้ามาห้ามปราม และพยามยามไกล่เกลี่ย ประมาณ 15 นาที จนชายดังกล่าวจึงยอมขอโทษ พร้อมแจ้งว่า กลุ่มผู้ชุมนุมเกิดความเหนื่อยล้า เนื่องจากไม่ได้นอนมาหลายวัน และอยู่ในสภาวะกดดัน คิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่แฝงตัวเข้ามา เพื่อหาข่าว ประกอบกับขณะนี้มีกระแสข่าวออกมาอย่างต่อเนื่องว่าจะมีบุคคลที่ 3 แฝงตัวเข้ามาก่อความวุ่นวาย และเจ้าหน้าที่แฝงตัวเข้ามาเพื่อสลายการชุมชน จึงทำให้แกนนำ แจ้งให้ทุกคนระวังกับบุคคลแปลกหน้า

ด้านนายชัยรัตน์ กล่าวว่า แม้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯจะถูกกดดันจากรัฐบาล ตำรวจก็ควรจะควบคุมอารมณ์ด้วย ทุกคนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ เราเข้ามาทำหน้าที่รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เสนอความเป็นจริงให้กับประชาชนได้รับทราบ ไม่คิดที่จะก่อความวุ่นวาย

"ผมทำงานสื่อมวลชนมาประมาณ 1 ปี ไม่เคยพบกับเหตุการณ์คุกคามสื่อมวลชนมาก่อน แต่ครั้งนี้เป็นการคุกคามสื่ออย่างรุนแรง จึงอยากจะเตือนเพื่อนสื่อมวลชนที่กำลังปฏิหน้าที่รายงานข่าวในการชุมชุม พันธมิตรฯให้ระวังตัว เพราะกลุ่มพันธมิตรฯอยู่ในสภาวะที่กดดัน และมีความระแวง คิดว่าคนแปลกหน้าจะแฝงตัวเข้ามาเป็นมือที่ 3 สร้างวุ่นวาย อาจจะถูกคุกคาม หรือถูกทำร้ายร่างกายได้"นายชัยรัตน์กล่าว



ศาลแพ่งตั้งพนักงานบังคับคดี บี้พันธมิตร ปฏิบัติตามคำสั่ง


ศาลแพ่งสั่งตั้งพนักงานบังคับคดีแล้ว พร้อมประสานฝ่ายปกครอง เร่งดำเนินการให้ 6 จำเลย และกลุ่มพันธมิตรออกจากทำเนียบ หลังจากที่กลุ่มพันธมิตร ยังเพิกเฉยต่อคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว
นายเมธี ใจสมุทร ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก นายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในคดีที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-6 ฐานละเมิด และฟ้องขับไล่ โดยศาลแพ่งมีคำสั่งให้จำเลย และกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งรื้อถอนเวทีปราศรัยและสิ่งปลูกสร้างออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยคำสั่งให้มีผลทันทีได้มายื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ขอแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการตามคำสั่งศาล
นายเมธี กล่าวว่า ที่มายื่นคำร้อง เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏว่ากลุ่มจำเลยที่แกนนำพันธมิตรฯ รวมทั้งผู้ชุมนุมยังไม่ได้เคลื่อนย้ายออกจากบริเวณทำเนียบรัฐบาล ตามคำสั่งศาล จึงมายื่นคำร้อง
ซึ่งในเวลาต่อมา ศาลได้มีคำสั่งออกมาว่า หลังศาลได้พิเคราะห์คำร้องของทนายความโจทก์แล้ว เห็นว่า จำเลยทั้ง 6 และกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ได้ออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล ตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาล จึงให้ตั้งพนักงานบังคับคดีเพื่อไปดำเนินการตามคำสั่งศาล
ทั้งนี้ สำหรับกระบวนการตั้งพนักงานบังคับคดีต่อจากนี้ ศาลก็จะส่งหมายไปยังกรมบังคดี เพื่อตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไปประสานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง คือ ตำรวจ เพื่อดำเนินการตามคำสั่งศาลต่อไป
ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำแผงเหล็กติดป้ายผ้า เขียนข้อความด้วยตัวหนังสือสีแดง "ห้ามเข้า คำสั่งศาล มีโทษทางกฎหมาย" ไปติดที่บริเวณทางเข้าของกลุ่มพันธมิตรฯ ประกอบด้วยที่ทางเข้าฝั่งสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ทางเข้าฝั่งสะพานอรทัย ทางเข้าฝั่งถนนพิษณุโลก และทางเข้าฝั่งลานพระบรมรูปทรงม้าเพื่อป้องกันไม่ให้ทางกลุ่มพันธมิตรฯเข้ามาสมทบและไม่ให้มีการละเมิดคำสั่งศาลแพ่ง

“สมเกียรติ”โผล่สภาอันทรงเกียติ!บอกรู้สึกภูมิใจเป็นกบฎ

“สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” ส.ส.ปชป. มีหน้าโผล่สภาอันทรงเกียติ! บอกรู้สึกภูมิใจที่เป็นกบฏต่อรัฐบาล ภูมิใจที่ได้ล้มล้างบางระบอบ เพิ่งคิดได้ว่าจะลาออกจากการเป็น ส.ส.

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ และ 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชี้แจงกรณีที่นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคพลังประชาชน พาดพิงระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย ที่ตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏนั้น สามารถทำได้ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างเดินในสงครามเชิงเหตุผล อีกทั้งภายนอกสภา ใครจะทำอะไรก็แล้วแต่ ก็ต้องรับผิดชอบ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
ทั้งนี้ ส่วนตัวมีความคิดที่จะลาออกจาก ส.ส.ด้วยเช่นกัน เพราะข้อหาเป็นข้อหาที่ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ตนรู้สึกภูมิใจที่เป็นกบฏต่อรัฐบาลที่ไม่พึงปรารถนา รวมทั้งยังภูมิใจที่ได้ล้มล้างบางระบอบด้วย



ตำรวจเตรียมเสนอศาลขอเจ้าหน้าที่บังคับคดี จัดการม็อบดื้อไม่ยอมออกจากทำเนียบ


ตำรวจเตรียมเสนอต่อศาลเพื่อแต่งตั้งเจ้าหน้าที่บังคับคดี หลังม็อบพันธมิตรฯ ดื้อด้านขัดคำสั่งศาลแพ่ง ไม่ยอมคนย้ายคนและข้าวของออกจากพื้นที่ทำเนียรัฐบาลและพื้นที่โดยรอบ

กรณีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งศาลแพ่ง ที่ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งก่อสร้างต่างๆ ของพันธมิตรฯ ทั้งหมด พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า หากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งศาลแพ่งตำรวจจะเสนอต่อศาลเพื่อแต่งตั้งเจ้าหน้าที่บังคับคดีต่อไป

ด้านนายคารม พลทะกลาง ทนายสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล ก่อนนำหมายศาลแพ่งไปติดประกาศตามภูมิลำเนาของผู้ต้องหา ยกเว้น นายสุริยะใส กตะศิลา ที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด

ขณะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้แจกจ่ายคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลแพ่ง ลงวันที่ 27 ส.ค.2551 คดีหมายเลขดำที่ 5213/2551 ระหว่าง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โจทก์ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับพวกรวม 6 คน จำเลย ไปส่งให้จำเลยทั้งหมด ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ จำเลยที่ 1-6 เพื่อให้จำเลยรับทราบและปฎิบัติตามคำสั่งศาลในทันที

โดยให้จำเลยทั้ง 6 ออกจากทำเนียบรัฐบาล และบริเวณทำเนียบรัฐบาลทั้งหมด รวมทั้งให้จำเลยทั้ง 6 ดำเนินการให้กลุ่มผู้ชุมนุม ออกจากบริเวณดังกล่าว และให้รื้อถอนเวทีปราศรัย รวมทั้งสิ่งกีดขวางอื่นๆออกจากบริเวณดังกล่าว ให้ดำเนินการเปิดพื้นที่การจราจร ถนนพิษณุโลก ถนนราชดำเนิน เพื่อให้ประชาชน คณะรัฐมนตรี โจทก์ ข้าราชการผู้ปฎิบัติงานในทำเนียบรัฐบาล สามารถเข้าออก เพื่อปฎิบัติหน้าที่ได้โดยสะดวก จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือ ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น


นายกฯเผยย้ายจัดงานสวนอัมพรรับเสด็จฯ ยันไม่ใช้กำลังสลายม็อบ


นายกรัฐมนตรี ระบุ ขอย้ายที่จัดงาน"จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน ไปสวนอัมพรจากเดิมจะจัดที่ทำเนียบ ยืนยันไม่ใช้กำลังสลายม็อบ-ไม่จับแกนนำ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ระบุว่า รัฐบาลจะไม่ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่บุกเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา และไม่ยอมย้ายการชุมนุมออกไปตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลแพ่ง

ส่วนกรณีที่แกนนำและแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้ง 9 คนที่ถูกออกหมายจับนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่บุกเข้าไปจับกุมตัวเช่นกัน แต่จะให้โอกาสเข้ามอบตัว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับการจัดเตรียมสถานที่เพื่อจัดงาน"จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน สร้างสามัคคี"ในวันที่ 30 ส.ค.นั้น รัฐบาลจะเปลี่ยนไปจัดงานที่สวนอัมพรแทนแผนเดิมที่จะจัดที่ทำเนียบรัฐบาล


อธิบดีอัยการฝ่ายคดีแพ่ง เตือนม็อบ ฝ่าฝืนคำสั่งศาล ตำรวจต้องจัดการ

อธิบดีอัยการฝ่ายคดีแพ่ง เตือน กลุ่มพันธมิตรฯ ดื้อแพ่งไม่ยอมออกจากทำเนียบรัฐบาล ถือว่าเป็นการจงใจฝ่าฝืนคำสั่งศาล และเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องดำเนินการตามให้เป็นไปตามคำสั่ง

นายขจรศักดิ์ สมานชาติ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีแพ่ง กล่าวถึงขั้นตอนภายหลังจาก ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกจากทำเนียบรัฐบาลว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ศาลจะต้องนำคำสั่งศาล ที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มพันธมิตรฯ ย้ายออกไปจากทำเนียบฯ เพื่อนำไปมอบให้กับกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ เพื่อบังคับคดีและให้ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ ไม่ยอมทำตามก็ถือว่าเป็นความผิด ฝ่าฝืนคำสั่งศาล ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของตำรวจแล้วว่า จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อคำสั่งดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงเช้าวันนี้ แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตย ได้มอบหมายให้ ทนายความ ไปยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งเพื่ออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวด้วย



ตำรวจสวมมาดนิ่ง ยื่นหมายศาลให้แกนนำพธม.ออกจากทำเนียบ

ตำรวจไม่สลาย สวมมาดนิ่งปล่อยพันธมิตรฝ่อไปเอง ด้านผบก.น.1 เผย เจ้าหน้าที่ศาลแพ่ง เตรียมนำหมายศาลคุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มพันธมิตรฯ ออกจากทำเนียบ ไปให้แกนนำ 9 โมงเช้าพร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ รักษาความปลอดภัยเข้ม

พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผยว่า เวลา 09.00 น. เจ้าหน้าที่ของศาลแพ่ง ได้นำหมายศาลที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มพันธมิตรฯ ออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล ไปให้แกนนำภายในทำเนียบฯโดยจะมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยคุ้มกันเจ้าหน้าที่ศาล ระหว่างเดินทางเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาลด้วย

จากนั้นในเวลา 10.00 น. ได้ประชุมติดตามสถานการณ์ โดยมี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุม ร่วมกับ พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. และ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล อย่างพร้อมเพรียงกัน ขณะที่ ด้านหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล ในช่วงเช้าได้มีการเคลื่อนรถควบคุมตัวผู้ต้องหาเกือบ 10 คัน ออกไปหมดแล้วหลังจากที่นำมาจอดไว้ตั้งแต่เมื่อช่วงเย็นวานนี้



กองสลากลุยออกหวยออนไลน์แน่

นายณัฐศักดิ์ ทับทิมทอง โฆษกสลากพิเศษ 2 ตัว 3 ตัว สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า หลังจากศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับฟ้อง กรณีขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อระงับการจำหน่ายสลากเลขท้าย 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน) ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ออนไลน์ หรือหวยออนไลน์ เนื่องจากผู้ฟ้องไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จึงไม่มีสิทธิยื่นฟ้อง
ดังนั้น สำนักงานสลากฯ จึงเดินหน้าออกหวยออนไลน์ต่อไป ตามขั้นตอนทุกอย่าง หลังจากมีผู้ลงทะเบียนเป็นคนเดินโพย 102,021 ราย และมีผู้เดินทางมาสมัคร 69,949 คน และได้เตรียมเปิดรับสมัครในต่างจังหวัดด้วย แต่ความชัดเจนจะชี้แจงให้ทราบอีกครั้ง
จากนั้นในวันที่ 8-9 กันยายนนี้ สำนักงานสลากฯ และล็อกเลซ์ จีเทค มีกำหนดเริ่มนัดซ้อมใหญ่ ระบบการออกหวยออนไลน์ เพื่อให้ตัวแทนตู้ 6,000 เครื่องทั่วประเทศ ให้มีความพร้อมและจะเริ่มเปิดขายจริงระหว่างวันที่ 17-30 ก.ย. การรับซื้อหวยต่อ 1 ฉบับ จะซื้อได้ 5 หมายเลข อัตราขั้นต่ำจะอยู่ที่เกมละ 40 บาท สูงสุด 1,000 บาทต่อเกมเท่ากับว่า 1 ฉบับ จะซื้อได้สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท และสำนักงานสลากมีกำหนดให้หยุดจำหน่ายในเวลา 12.00 น. ของทุกวันที่ออกรางวัล