WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 29, 2008

ทำตัวถ่อยซ้ำซาก...!พันธมิตรคุกคามสื่อกระชากนักข่าวสาว

ม็อบพันธมิตรฯ ถ่อยไม่เลิก คุกคามสื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาล ขู่ใช้หนังสติ๊กยิง “ภูวดล”เจ้าเก่าเผยสันดานดิบสั่งการ์ดไล่ส่ง แถมกระชากตัวนักข่าวสาว ขณะที่บรรดาลิ่วล้อฮือล้อมห้องผู้สื่อข่าวจนหวาดผวากันไปทั่ว ซ้ำยังคุกคามด้วยการรื้อค้นข้าวของแถมถ่ายรูปเอาไว้ เชื่อกลัวจนลนลานเพราะรู้ตัวทำผิดกฎหมาย ผู้ร่วมชุมนุมถอดใจหากยังดื้อด้าน มีหวังติดร่างแหร่วมก่อการกบฏ
จากกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ คุกคามสื่อ หลังจากสั่งการให้ยึดสถานีโทรทัศน์ NBT และขัดขวางการทำงานของสื่อ จนกระทั่ง 3 สมาคมสื่อ ได้ออกแถลงการณ์ประณาม และขอให้สื่อมวลชนได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่นั้น
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 28 สิงหาคม 2551 สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที รายงานข่าวว่าผู้สื่อข่าวหญิงของเอ็นบีที ได้ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กักตัวในทำเนียบรัฐบาล จากนั้นจึงได้ต่อสายโทรศัพท์สัมภาษณ์ น.ส.ศิริพร นิยมทรัพย์ศิริ ผู้สื่อข่าวหญิงคนดังกล่าว
ได้รับคำชี้แจงว่า ขณะที่เดินเข้าไปในเขตรั้วของทำเนียบเพื่อทำข่าวพร้อมกับช่างภาพ ได้ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ เดินเข้ามาปิดล้อมพร้อมกับพยายามกันตัวไม่ให้เดินเข้าไปภายใน จากนั้นตนเจรจาจนสามารถกลับออกมาภายนอกอย่างปลอดภัย
ต่อมาผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลด้วยว่า เมื่อเวลา 15.30 น. หน่วยรักษาความปลอดภัยของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้สร้างแนวป้องกันด้วยยางรถยนต์ ที่ประตู 9 ฝั่งสะพานอรทัย พร้อมทั้งเตรียมอุปกรณ์ต่างๆเพื่อสกัดกั้นตำรวจทั้ง เหล็กแป๊บ ไม้พลอง หนังสติ๊ก ก้อนหิน ซึ่งทันทีที่รถตู้ตำรวจ และรถ 6 ล้อ สำหรับคุมขังนักโทษ ประมาณ 20 คัน เคลื่อนผ่านฝั่งตรงข้ามวัดโสมนัส ทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้โห่ร้อง
โดยระหว่างนั้นผู้สื่อข่าว 3 คน ประกอบด้วย นายมนตรี จิรพรพนิต หนังสือพิมพ์ข่าวสด นายสุทธา พิมาลัย หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และ น.ส.ศศินภา วัฒนวรรณรัตน์ หนังสือพิมพ์มติชน ที่ได้ขึ้นไปสังเกตการณ์อยู่บริเวณทางเชื่อมอาคารบัญชาการ 1 และ 2 ได้ถูกการ์ดพันธมิตรฯ ไล่ลงข้างล่างให้หมด
ทำให้ผู้สื่อข่าวทั้งสาม ได้ชี้แจง พร้อมกับโชว์บัตรประจำตัวผู้สื่อข่าวว่าเป็นสื่อมวลชน ขอสังเกตการณ์และทำหน้าที่รายงานตรงจุดนี้ ทางการ์ดพันธมิตรฯ บอกว่าไม่สน เพราะกลัวว่าจะเป็นนปก.ปลอมตัวมา ถ้าไม่ลงจะใช้หนังสติ๊กยิง จากนั้นได้มี รปภ. ของพันธมิตรฯ 2 คนขึ้นมาเชิญตัวลงไป แต่ผู้สื่อข่าวได้ยืนยันว่าจะขอสังเกตการณ์ต่อไปโดยยืนยันว่าสามารถดูแลตัวเองได้
หลังจากที่เจรจากับการ์ดพันธมิตรฯ เป็นที่เรียบร้อย ปรากฏว่า นายภูวดล ทรงประเสริฐ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ได้ขึ้นมายังบริเวณดังกล่าวด้วยอาการเกรี้ยวกราด พร้อมกับชี้หน้าไล่ผู้สื่อข่าวให้ลงไปด้านล่าง และด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย โดยไม่ฟังคำชี้แจงใดๆ
รวมทั้งได้กระชากตัว น.ส.ศศินภา อย่างรุนแรง ทำให้เพื่อนนักข่าวอีกสองคน ต้องเข้าไปกันเอาไว้พร้อมกับบอกว่าทำอย่างนี้ไม่เหมาะสม เพราะเป็นนักข่าวผู้หญิง จนทำให้ น.ส.ศศินภา ร้องให้ด้วยความตกใจในท่าทีของนายภูวดล ซึ่งนายภูวดล ได้เอ่ยปากขอโทษแต่ก็ขู่ว่าจะลงดีๆหรือไม่ ถ้าไม่ลงจะตามรปภ.มาไล่ให้ลงไป เพราะมันอันตราย ผู้สื่อข่าวทั้งสามจำเป็นต้องลงมาด้านล่าง ซึ่งนายภูวดล ตะโกนสั่งทีมรปภ.ไล่หลังว่า “ให้เอาพวกมันลงไป”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนั้นกลุ่มพันธมิตรฯ ประมาณกว่า 10 คนกรูกันขึ้นไปชั้นบน โดยมีหญิงวัยกลางคน ตะโกนใส่หน้าผู้สื่อข่าวว่า เอาลงไปเลย และขณะที่กลุ่มผู้สื่อข่าวเดินลงจากชั้นสอง กลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ด้านล่างพากันตะโกนไล่ กระทั่งเพื่อนผู้สื่อข่าวที่ทราบเรื่องต้องมาช่วยกันพากลับเข้าห้องผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบ แต่ก็มีมวลชนจากพันธมิตรฯ ฮือมาล้อมที่ห้องผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล จนผู้สื่อข่าวต้องขอร้องให้การ์ดพันธมิตรฯ มาช่วยรักษาความปลอดภั และได้ปิดประตูล็อกกลอนทุกด้าน
หลังจากเกิดเหตุ ผู้สื่อข่าวได้แจ้งให้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทราบถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งแจ้งว่า น.ส.ศศินภา ต้องการจะกลับบ้านแต่รถของบริษัทจอดอยู่บริเวณที่เกิดเรื่องเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย นายสนธิได้อาสาพาตัว น.ส.ศศินภา ไปส่งขึ้นรถกลับบ้าน นายสนธิ กล่าวหลังจากไปส่งนักข่าวสาวว่า ตนไม่ทราบถึงต้นเหตุในเรื่องนี้จริงๆ แต่ในเมื่อสถานการณ์มันตึงเครียดพันธมิตรฯ ทุกคนต้องระวัง
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในวันนี้มีความเข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ มีคนของพันธมิตรฯ คุกคามผู้สื่อข่าวด้วยการถ่ายรูปและประกบติดตามการทำงานตลอดเวลา
นอกจากนี้ ระหว่างที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีปราศรัย นายชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชน โดยเดินดูบรรยากาศ เพื่อรายงานสถานการณ์โดยรอบทำเนียบรัฐบาล ขณะเดินผ่านบริเวณแยกสวนมิสกวัน ได้มีชายรูปร่างสูงใหญ่ ผิวดำแดง มีผ้าพันคอสีเหลือง เขียนว่า กู้ชาติ และแขนเสื้อติดคำว่า สรส. หรือ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ได้เดินเข้ามาต่อว่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่นายชัยรัตน์ ไม่สนใจ และพยายามเดินหนี เข้าหาตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณดังกล่าว แต่ชายคนดังกล่าวไม่ยอมเลิกรา ยังเดินตามหลังมาตลอด และด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคายอย่างรุนแรง นายชัยรัตน์ จึงได้หยุดเดิน เพื่อพยายามสอบถามถึงสาเหตุ และแสดงตัว พร้อมทั้งยื่นบัตรประจำตัวสื่อมวลชนให้ชายคนดังกล่าวดู แต่ยิ่งทำให้ชายคนดังกล่าวเกิดความฉุนเฉียวรุนแรงมากขึ้น และทำท่าจะเข้ามาทำร้ายร่างกาย
นายชัยรัตน์ กล่าวว่า แม้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะถูกกดดันจากรัฐบาล ตำรวจ ก็ควรจะควบคุมอารมณ์ด้วย ทุกคนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ ตนเข้ามาทำหน้าที่รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เสนอความเป็นจริงให้กับประชาชนได้รับทราบ ไม่คิดที่จะก่อความวุ่นวาย
"ผมทำงานสื่อมวลชนมาประมาณ 1 ปี ไม่เคยพบกับเหตุการณ์คุกคามสื่อมวลชนมาก่อน แต่ครั้งนี้เป็นการคุกคามสื่ออย่างรุนแรง จึงอยากจะเตือนเพื่อนสื่อมวลชนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวในการชุมนุมของพันธมิตรฯ ให้ระวังตัว เพราะกลุ่มพันธมิตรฯ อยู่ในสภาวะที่กดดัน และมีความระแวง คิดว่าคนแปลกหน้าจะแฝงตัวเข้ามาเป็นมือที่สามสร้างความวุ่นวาย อาจจะถูกคุกคาม หรือถูกทำร้ายร่างกายได้" นายชัยรัตน์ กล่าว

พันธมิตรมิได้เป็นผู้ชุมนุมอีกต่อไป แต่เป็นขบถ


ขณะที่เขียนอยู่นี้ ยังไม่รู้ว่าการยึดทำเนียบรัฐบาลของพันธมิตรฯ จะลงเอยอย่างไร แกนนำ 9 คนจะยอมมอบตัว ยุติการชุมนุม หรือถูกสลาย จึงขอแสดงความคิดเห็นย้อนหลังต่อปฏิบัติการ “ไทยคู่ฟ้า” ตั้งแต่วันเริ่มต้น 26 สิงหาคม โดยเคลื่อนกำลังประชาชนไปยึดสถานีโทรทัศน์ NBT กระทรวงการคลัง คมนาคม เกษตรฯ และทำเนียบรัฐบาลของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นสถานการณ์ทางการเมืองร้ายแรงที่สุดตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนทำให้พันธมิตรฯ เพลี่ยงพล้ำ หมดความชอบธรรมทางการเมือง กล่าวคือ
ประการแรก ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า มิใช่เป็นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 เพราะสูญเสียลักษณะสงบและปราศจากอาวุธ เพราะการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT เวลาเช้ามืด มีปืน มีด ไม้ บังคับไม่ให้ออกอากาศ รวมทั้งพยายามเข้าไปถ่ายทอดเสียเอง และการบุกเข้าไปชุมนุมในกระทรวง และบุกเข้ายึดทำเนียบ และปิดถนนรอบทำเนียบ ถนนมิตรภาพ ภาคอีสาน เพชรเกษมภาคใต้ และถนนจากภาคเหนือ นอกจากทำให้คณะรัฐมนตรีประชุมไม่ได้ ข้าราชการไม่สามารถทำงานตามปกติ ยังสร้างความเดือดร้อนและปั่นป่วนของประชาชนในวงกว้างทั่วประเทศ จึงเข้าข่ายความก่อการขบถ อย่าเรียกพันธมิตรฯ ว่า “ผู้ชุมนุม” ให้เรียกว่า “พวกขบถ”
ประการที่สอง ความจริงแล้ว การเคลื่อนไหวต่อสู้ของพันธมิตรฯ มีลักษณะเข้าข่ายขบถมาตั้งแต่ต้น เพราะมีเป้าหมายขับไล่รัฐบาลและมีลักษณะต่อต้านอำนาจรัฐอย่างชัดเจน พวกเขาใช้ถ้อยคำประเภท “โค่นล้ม” “การยึดอำนาจรัฐ” “การปฏิวัติโดยภาคประชาชน” และ “กองทัพประชาชน” บ่อยขึ้นเป็นลำดับ ในเช้าตรู่ของวันที่ 26 สิงหาคม สองคำหลังถูกประกาศก้องที่สถานีโทรทัศน์ NBT ถ้อยคำเหล่านี้คงมาจากความคิดของพันธมิตรฯ ที่เคยเป็นนักปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งเคยเรียนรู้ทฤษฎีการต่อสู้และการปฏิวัติ มีหลายแนวทาง หลายรูปแบบ แล้วก็ไม่น้อย เคยรู้จัก ร่วมต่อสู้ด้วยกันมาหลายสิบปี
ตามทฤษฎี ปฏิบัติการ 26 สิงหาคม ของพันธมิตรฯ มีลักษณะเป็นการลุกขึ้นสู้ หรือลุกขึ้นยึดอำนาจรัฐที่เรียกตามภาษาอังกฤษว่า insurrection หรือ mass uprising หมายถึงการใช้กำลังประชาชนและอาวุธเข้ายึดที่สถานทำการของรัฐเพื่อโค่นล้มรัฐบาล ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งของขบวนการทางการเมือง โดยเฉพาะขบวนการปฏิวัติเกิดขึ้นในยุโรปศตวรรษที่ 19 และ 20 และละตินกลางศตวรรษที่แล้ว การลุกขึ้นสู้ส่วนใหญ่จะพ่ายแพ้ ไม่สามารถยึดอำนาจรัฐได้ เพราะการบุกรุกเข้ายึดสถานที่ราชการและทำลายทรัพย์สินของราชการ และการทำร้ายหรือจับกุมเจ้าหน้าที่เป็นความผิดทางอาญา และที่สำคัญ สถานที่ที่ฝ่ายลุกขึ้นสู้เข้ายึดนั้น มิใช่เป็นกองกำลังอาวุธ หรือกองทัพและตำรวจ จึงถูกกองกำลังของรัฐบาลปราบปราม กวาดล้าง จับกุม คุมขังอย่างขนานใหญ่ ฝ่ายลุกขึ้นสู้จะตกเป็นขบถ
สถานการณ์ที่ศาลอาญาอนุมัติหมายจับแกนนำพันธมิตรฯ 9 คน และศาลแพ่งออกคำสั่งให้ออกจากทำเนียบนายกรัฐมนตรี สังคมส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ ชะตากรรมของพันธมิตรฯ ย่อมเหมือนกับกลุ่มลุกขึ้นสู้ในยุโรปและละตินอเมริกา คือ ความพ่ายแพ้
สุดท้าย ไม่ว่าวิกฤติทางการเมืองจะลงเอยอย่างไร แต่แนวความคิดอุดมการณ์ของพวกเขาได้แพร่หลายและซึมลึกในหมู่ผู้ฟังโทรทัศน์ ASTV ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นอุดมการณ์ล้าหลัง หลงยุค หลอกลวง เพ้อฝัน ฉุดดึงสังคมและประเทศไทยถอยหลังไปเรื่อยๆ จะเป็นปัญหาทางการเมืองและสังคมต่อไป

นักวิชาการ เข้าข้าง ‘กบฏ’

ได้ยิน ได้เห็น ได้อ่าน นักวิชาการพันธุ์ไหนไม่ทราบได้ ออกมาอวดอ้างความคิดใหญ่โต ชักนำประชาชนให้เคลิบเคลิ้ม ไปว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่ กบฏ เป็นข้อกล่าวหาที่แรงเกินไป ทั้งที่มีการกระทำการอันป่าเถื่อน!!! ปิดล้อมสถานที่ราชการ ปีนรั้ว บุกรุกสถานที่ราชการหลายแห่ง และบุกสถานที่ทำการของสื่อสารมวลชน ล้อมรถถ่ายทอดสด สั่งนักข่าวให้รายงานข่าวพรรคพวกตัวเองในทางที่ดีเท่านั้น!
เป็น แผนการ“สร้างภาพ” แก้เกมที่เพลี่ยงพล้ำโดยการให้นักวิชาการเหล่านี้มา รับรองการกระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ของคนป่วนบ้านป่วนเมือง เหล่านี้ให้ดำรงการกระทำอยู่ต่อเนื่องเท่านั้นเอง ซึ่ง ไม่น่าเชื่อว่า นักวิชาการเหล่านี้จะกล้าออกมาปฏิบัติการอันเลวร้ายแบบนี้ได้
มหาวิทยาลัยเก่าแก่แห่งหนึ่ง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีประวัติศาสตร์การต่อสู้กับเผด็จการ กลับเปลี่ยนแปลงท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังเท้า เพราะทำตัวเป็นเสาหลักให้กับคณะปฏิวัติรัฐประหารหน้าตาเฉย เปิดประตูต้อนรับกลุ่มกบฏพันธมิตรฯ ถึง 2 ครั้ง 2 ครา แล้ว จากครั้งแรกถึงครั้งนี้
เป็นสถาบันการศึกษา แต่กลับไม่วิเคราะห์สถานการณ์ ไม่มีการวิเคราะห์ในตัวบุคคล แต่เอากระแส เอาความสะใจ และที่สำคัญคือเป็นเครื่องมือของพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง ซึ่งเก่าแก่อยู่พอๆ กัน
ศาลได้พิพากษาให้ออกหมายจับในกฎหมายอาญามาตรา 113, 114, 215, 216 ซึ่งเป็นกบฏล้มล้างรัฐบาล ใครอ่านกฎหมายรู้ดูกฎหมายเป็นก็จะรู้ว่ามันเข้าข่ายนี้หรือไม่ และมีโทษทัณฑ์สูงสุดถึงประหารชีวิต และมาตราอื่นๆ ร่วมด้วยอีก 3 ข้อหา ล้วนเป็นข้อหาหนักหน่วงรุนแรงทั้งนั้น
ศาลได้พิพากษาให้คุ้มครองฉุกเฉินให้รื้อถอนเวที และนำคนออกจากทำเนียบรัฐบาลและถนนโดยรอบ
แต่นักวิชาการ...ส่วนหนึ่ง แสดงความเห็นในทำนองว่าจะถอนฟ้องในข้อหาเหล่านี้ อย่างหน้าตาเฉย ไม่สนใจความถูก-ผิด อะไรทั้งสิ้น !!!!!
ก่อนหน้านี้... ศาลพิพากษา ให้แกนนำกลุ่มป่วนบ้านป่วนเมือง ต้องโทษจำคุก 3 ปี ฐานแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง จนทำให้สังคมแตกแยกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่คนเหล่านี้ยังไม่สำนึก
ท่าทีของนักวิชาการเหล่านี้ได้กลายเป็น นักวิชาการฝ่ายกบฏ อย่างเต็มหูเต็มตา เห็นทีลูกหลานคนไทยที่ได้ร่ำเรียนศึกษากันคงจะหาหลักวิชาการอะไรไม่ได้เป็นแน่แท้
เห็นที...นักศึกษา พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ต้องพิจารณาทบทวนในการจะไปเรียนกับนักวิชาการเหล่านี้เสียแล้ว เพราะครูบาอาจารย์ ไม่เข้าใจในสถานการณ์ ไม่เข้าใจกติกาของบ้านเมือง ไม่เข้าใจผลกระทบต่อสังคม หรือจงใจที่จะใช้ความไร้หลักการมาปกป้องคนป่วนบ้านป่วนเมืองเหล่านี้
ที่จริง กบฏป่วนบ้านป่วนเมือง กลุ่มนี้ ออกมาเรียกร้องให้ฝ่ายรัฐบาลเก่าทำตามกฎหมาย แต่ ฝ่ายตนเอง และ พรรคพวก กลับไม่ทำตามนั้น เพราะมีแรงยุ มีแรงสนับสนุนส่วนหนึ่งจาก นักวิชาการ ไร้หลักการพวกนี้
ชาวบ้านด่ากันขรม กับท่าทีของนักวิชาการ ที่โผล่หน้าออกมาสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง แบบที่ทำกันอยู่นี้ เพราะชาวบ้านในยุคปัจจุบันมีความตื่นตัวทางการเมือง ไม่โง่ที่จะโดนนักวิชาการเหล่านี้ครอบงำอีกต่อไป
ดูจาก ผลโพล ที่ได้มีการไปสุ่มสำรวจประชาชน ยิ่งตอกย้ำว่าประชาชนคนไทย จำนวนมากมายถึง 70-80 % ทีเดียวที่ ไม่เห็นด้วย กับการ ป่วนบ้าน ป่วนเมือง กันแบบนี้ มีเพียง 7% เท่านั้นเองที่จะเห็นด้วย
ความพยายาม ฟอกขาว การกระทำผิดให้เป็นการกระทำที่ถูก เห็นจะมีแต่นักวิชาการบ้องตื้น เท่านั้นเอง
นักวิชาการ ที่ไปร่วมสนับสนุนกบฏป่วนบ้านป่วนเมือง แบบนี้ ใครจะเห็นด้วยว่ากันไป แต่ต้องย้ำว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อและเรียกร้องให้เคารพหลักวิชาการ เคารพหลักกฎหมาย เคารพกติกา และ เคารพความพยายามในการทำให้สังคมสงบสุข

จำลอง...อย่าเครียด

ไม่น่าเชื่อว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตนายทหารใหญ่ ที่ผ่านศึกสงคราม และผ่านสนามการเมืองมาแล้วอย่างโชกโชน และชุ่มแฉะ จะมีอาการร้อนรนกระสับกระส่ายถึงเพียงนี้
ทั้งที่ปากพล่ามบอกกับผู้ชุมนุมตลอดเวลาว่า “เราชนะแล้ว” และประกาศผลงานครั้งประวัติศาสตร์ ว่าเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในรอบกว่าร้อยปี ที่ประชาชนยึดศูนย์กลางในการบริหารบ้านเมืองได้สำเร็จ
ฟังดูแล้วเสมือนว่าได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้แล้วเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ประกาศบนเวทีเหมือนอย่างกับกระทำปฏิวัติรัฐประหารได้แล้วก็ไม่ปาน
แต่ทำไมจึงมีคนเห็น พล.ต.จำลอง กระสับกระส่าย ไม่หลับไม่นอนตลอดทั้งคืน
ทำไมจึงต้องลงทุนบัญชาการขนยาง วางลวดหนามเพื่อป้องกันกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยตัวเอง ด้วยท่าทีเคร่งเครียดจนรอยย่นลามเลียไปทั่วใบหน้าขนาดนั้น
และในขณะที่ตัวเองออกมาพร่ำบอกว่าไม่กลัวการโดนจับกุม เพราะเคยติดคุกมาแล้วทั้งคุกตำรวจ คุกทหาร แต่ทำไมพฤติกรรมที่ออกมาจึงสวนทาง
เพราะนอกจากจะสร้างกำแพง สร้างแนวป้องกันซะมากมายแล้ว ก็ยังลงทุนเอาโซ่มาคล้องประตูขังตัวเองเอาไว้ข้างใน หวังไม่ให้คนในออก แต่คนนอกให้เข้ามาได้
จนตอนนี้ประชาชนในม็อบหลายรายเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าถูกขัง และยังมีการประกาศต่อเนื่องว่าอย่ากลับ อย่าออกไป โดยหวังให้คนเหล่านี้เป็นเกราะกำบัง
เหมือนอย่างที่ตั้งกำแพงผู้หญิงและคนแก่ รายรอบบรรดาแกนนำทั้งหลายเอาไว้
เรียกให้ดูเท่สักหน่อยก็คือการสร้างกำแพงมนุษย์ แต่ถ้าพูดกันด้วยความรู้สึกก็คือการเอาผู้หญิง และคนแก่บังหน้า เป็นการเกาะชายกระโปรงเอาตัวรอดและที่น่าแปลกใจบรรดาการ์ดทั้งหลายก็มีอาการเครียด ลุกลี้ลุกลนอยู่ตลอดเวลา หวาดผวาแม้กระทั่งเด็กส่งข้าว และเริ่มกลัวกันเอง ระแวงกันเอง
ตอนนี้หันซ้ายหันขวาก็เริ่มกังวลกันแล้วว่าคนที่อยู่ข้างๆ จะเป็นตำรวจแฝงตัวมาหรือไม่
ไหนจะยังมีตำรวจที่รักษาการอยู่ในอาคารต่างๆ อีก 400-500 นาย
ก็ยิ่งสร้างความหวาดผวา จน พล.ต.จำลอง ต้องออกมาประกาศว่าให้ชายตามองตำรวจเหล่านี้เอาไว้ เพราะอาจจะปฏิบัติการจากภายในทันที พร้อมกับจังหวะที่มีการบุกเข้ามาจากภายนอก
ซ้ำร้ายเคราะห์กรรมยังมาตกกับผู้สื่อข่าว ที่บรรดาลิ่วล้อ ไม่สนอกสนใจเข้าข่มขู่ ตะคอก รื้อค้น แม้กระทั่งทำร้ายร่างกายกันเป็นว่าเล่น
ไม่ว่าจะเป็นผู้สื่อข่าวเอ็นบีทีที่โดนล้อมกรอบ ผู้สื่อข่าวมติชน ที่โดนการ์ดพันธมิตรฯ ทำร้ายร่างกาย จนต้นสังกัดต้องส่งรถมารับเพราะเกรงจะไม่ปลอดภัย ซึ่งกรณีนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล ก็รู้พฤติกรรมของลูกสมุนดี เพราะเป็นคนเดินมาส่งนักข่าวสาวถึงรถ แต่ไม่ยอมปริปากชี้แจง
นอกจากนี้เรื่องราวความ “ปอดแหก” ของ พล.ต.จำลอง ยังเห็นได้จากการพยายามสั่งเสียหลายต่อหลายครั้ง ทั้งที่วันแรกเพิ่งประกาศเป็นทางการตั้ง ศิริชัย ไม้งาม สาวิทย์ แก้วหวาน และ สำราญ รอดเพชร เป็นแกนนำชุด 2 เพื่อให้สานงานต่อในยามแกนนำชุดแรกอยู่ในคุก
ข้ามวันก็กลับมีชื่อของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เพื่อนร่วมรุ่น จปร.7 ที่เป็นรุ่นใหญ่จะเข้ามาสืบสานงานต่อ
คงคิดว่าสบายใจมากกว่าถ้าได้มืออาชีพเข้ามาทำงาน ไม่ใช่แค่เด็กเมื่อวันวานอย่าง 2-3 คนก่อน
แม้แต่สำราญ ที่ดูอาวุโสสักหน่อย ก็อาจถูกดูแคลนในเชิงสติปัญญา เพราะเพิ่งจะจบปริญญาเพียงเมื่อปีสองปีที่ผ่านมา จาก มสธ. แถมยังร่ำลือกันในหมู่เพื่อนร่วมรุ่นว่าลอกการบ้านเป็นประจำ
หรือไม่...การงัดชื่อ พล.อ.พัลลภ ขึ้นมาขายก็อาจจะเพราะต้องการชูภาพความน่าเกรงขาม เพราะเมื่อคราวการปราบปรามโจรใต้ที่มัสยิดกรือเซะ และมีคนตายเป็นเบือ โดยไม่รู้ใครเป็นโจร ใครเป็นคนบริสุทธิ์ และกรณีของคาร์บอมบ์ ที่ป้วนเปี้ยนอยู่หน้าบ้านและในเส้นทางไปทำงานของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีการกล่าวอ้างถึง พล.อ.พัลลภ โดยที่เจ้าตัวพยายามออกมายืนยันว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง
ถึงวันนี้ สมัคร สุนทรเวช สั่งห้ามตำรวจสลายการชุมนุม ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นข่าวดีของ พล.ต.จำลอง และม็อบพันธมิตรฯ หรือไม่
เพราะตอนนี้ม็อบกำลังกดดันตัวเอง กำลังปิดประตู ล้อมรั้วกักขังตัวเอง ที่ไม่รู้ว่าจะยืดเยื้อ และอดทนไปได้นานแค่ไหนพูดจากันด้วยความห่วงใย...ต้องบอกว่า พล.ต.จำลอง คงต้องเครียดให้น้อยกว่านี้ ไม่เช่นนั้นแล้วเกรงว่าจะไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ
และจะไม่ทันได้เห็นการขุดหลุมฝังนายกฯ สมัคร อย่างที่ประกาศบนเวที ไม่ทันเห็นนายกรัฐมนตรีชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ทันเห็นประเทศไทยปกครองด้วยระบอบเผด็จการเต็มรูปแบบ และไม่ได้เห็นลัทธิสันติอโศกเป็นศาสนาประจำชาติ
ที่สำคัญสุนัขจรจัดที่ทุ่งสองห้องจะอดตายกันหมด...สงสารหมา...!!

กบฏพันธมิตรฯ รับ‘สัญณาณ’ผิดกลายเป็น...หมูวิ่งชนปังตอเต็มๆ


เหตุการณ์วันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ มีการก่อกบฏขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ จากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่อุ่นเครื่องเตรียมความพร้อมมาเกือบ 100 วันแล้ว
ปรากฏการณ์ครั้งนี้ สิ่งที่ได้เห็นชัดๆ ก็คือ การตระบัดสัตย์ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บอกว่าจะใช้แนวทางสันติ แต่เริมปฏิบัติการด้วยกองโจรพร้อมอาวุธ ไปยึดสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ มีการข่มขู่คุกคามผู้คน และทำลายทรัพย์สินของทางราชการ กับ วุฒิภาวะของผู้นำรัฐบาล ที่ยึดขันติ ความอดทน อดกลั้นอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงเสียหายขั้นเลือดตกยางออกขึ้นในบ้านเมือง
กระนั้นชื่อเสียงเกียรติยศ ความเชื่อถือเชื่อมั่น ได้ถูกทำลายลงไปแล้ว เมื่อสำนักข่าวต่างประเทศเผยแพร่ข่าวออกไปทั่วโลก ทำให้เกิดผลกระทบต่อการลงทุน การท่องเที่ยว และงานสำคัญระดับนานาชาติที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ อย่างงานเฟชั่น ที่มีการเตรียมงานกันมาเป็นอย่างดี จนวันนี้จะออกหัวออกก้อยก็ยังไม่รู้
ต้องเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่ชอบธรรมของรัฐบาล ที่จะต้องเรียกความเชื่อถือ ความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาโดยเร็วครับ
จากเหตุการณ์กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้มีการเคลื่อนไหวโดยบุกยึดและปิดล้อมสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น สถานีโทรทัศน์ NBT ทำเนียบรัฐบาล กระทรวง การคลัง และปิดถนนสายหลักบางสาย นั้น ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพล) ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “คนกรุงเทพคิดอย่างไรกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ” โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,023 คน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา สรุปผลได้ดังนี้
1. ความเห็นต่อการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ในเรื่องต่อไปนี้ โดยเห็นด้วย / ไม่เห็นด้วย /ไม่แสดงความเห็น ตามลำดับ ดังนี้
การปิดถนนเพื่อชุมนุมขับไล่รัฐบาล 13.8 / 72.6 / 13.6
การบุกยึดสถานีโทรทัศน์ NBT 14.8 / 70.8 / 14.4
การปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล กระทรวง และสถานที่ราชการต่างๆ 16.9 / 68.3 / 14.8
2. ความเห็นต่อการที่ตำรวจจะดำเนินการเอาผิดกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน พบว่า
เห็นด้วย ร้อยละ 42.8 ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 31.7 ไม่แสดงความเห็น ร้อยละ 25.5
3. ความเห็นต่อการประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉินในขณะนี้ เห็นว่ายังไม่ควรประกาศใช้ ร้อยละ 46.9 เห็นว่าควรประกาศใช้ ร้อยละ 27.6 ไม่แสดงความเห็น ร้อยละ 25.5
4. สิ่งที่ต้องการให้ทหารดำเนินการในขณะนี้ คือ
ให้เข้ามาควบคุมสถานการณ์ร่วมกับตำรวจ ร้อยละ 51.8 ให้อยู่เฉยๆ
วางตัวเป็นกลาง ร้อยละ 38.4
ให้ทำรัฐประหาร ร้อยละ 4.5 อื่นๆ เช่น ให้รอดูสถานการณ์ไปก่อน ร้อยละ 5.3
5. เรื่องที่เป็นห่วงมากที่สุดจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือ
ห่วงว่าจะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ร้อยละ 43.1
ห่วงว่าจะเกิดการเผชิญหน้าและแตกแยกในหมู่คนไทยด้วยกัน ร้อยละ 32.7
ห่วงว่าจะเกิดการฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ให้รุนแรงโดยมือที่สาม ร้อยละ 21.4
อื่นๆ เช่น ห่วงภาพลักษณ์ของประเทศ และกลัวเกิดเหตุการณ์นองเลือด ร้อยละ 2.8
นี่เป็นผลการสำรวจความคิดเห็นจากคนกรุงเทพ พื้นที่ก่อการกบฏ ผมคิดว่าความคิดเห็นของพี่น้องในต่างจังหวัดคงไม่ต่างจากนี้
กลับมาพูดถึงพันธมิตรฯ กันต่อ การที่กลุ่มพันธมิตรฯ เฮโลมายึดพื้นที่ในทำเนียบรัฐบาล มองได้ว่า เพื่อเป็นการประกาศชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ว่า ได้ยึดที่ทำการของรัฐบาลได้แล้ว แต่ถ้ามองกลับกัน
ผมมองว่าไม่ต่างอะไรกับการแย่งกันเข้าไปอยู่ใน “คอก”... รอวันขึ้นเขียง ครับ
เป็นไปได้ว่า แกนนำม็อบพันธมิตรฯ ได้รับ “สัญญาณ”ที่ผิดพลาด ถือเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะแทนที่จะยึดชัยภูมิ ที่มีทางหนีทีไล่ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น แต่มาเลือกพื้นที่ในทำเนียบรัฐบาล ที่มีรั้วรอบขอบชิด จึงต้องตกไปอยู่ในวงล้อมไปโดยปริยาย... ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะบีบหรือจะคลาย... บีบก็ตาย คลายก็รอด
กลายเป็น...หมูที่วิ่งไปชนปังตอแท้ๆ
ที่ถือว่าเป็นเรื่องที่ขัดกันอย่างสิ้นเชิง คือ ในทำเนียบรัฐบาล มีตึก “สันติไมตรี” ผมว่าแกนนำพันธมิตรฯ ก็รู้ดี แต่จะมีอะไรมาบดบังให้ลืมคิดในเรื่องนี้หรือเปล่าผมไม่ทราบได้
เพราะทั้ง “สันติ” และ “ไมตรี” นั้น ถือเป็น “ของแสลง” ของกลุ่มพันธมิตรฯ ครับ เพราะที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า พันธมิตรฯ ไม่นิยม สันติ และไม่ตอบสนอง ไมตรี ที่ฝ่ายรัฐบาลหยิบยื่นให้ ก่อนที่จะก่อการกบฏขึ้น
ทำเนียบรัฐบาล เป็นสถานที่สำคัญและมีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ใครจะเข้าไปทำอะไรก็ได้ เพราะเป็นสถานที่เชิดหน้าชูตาเป็นที่ทำงานของรัฐบาล สนามหญ้าหน้า ตึกไทยคู่ฟ้า เป็นสถานที่จัดงานรัฐพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา งานเฉลิมพระเกียรติฯ และงานต้อนรับบุคคลสำคัญระดับประมุขของประเทศ
ยืนยันอีกครั้งว่า ไม่ใช่ใครหรือกลุ่มใดก็ได้ ที่จะเข้าไปทำเรื่องบัดสีเลวทรามในสถานที่แห่งนี้
เอาง่ายๆ เลย... พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับการวางตัวให้มาเป็น “รัฐบาล” จากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากทหารที่ทำการยึดอำนาจการปกครอง และฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง มีเอกสารสั่งการให้ขัดขวางผู้สมัครของ “พรรคพลังประชาชน” ทุกวิถีทาง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นการขับเคี่ยวกัน 2 พรรค คือ พรรคพลังประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น
กลุ่มพันธมิตรฯ มุ่งมั่นเหลือเกิน ที่จะล้มล้างรัฐบาลนี้ให้ได้ แต่ตัวเองต้องมาสิ้นลายสูญสลายในสถานที่ทำการของรัฐบาล อย่างนี้ไม่เรียกว่า เวรกรรมมีจริง ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรแล้ว
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ ว่า วันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทางโหราศาสตร์ระบุว่า เป็นวันอุบาทว์ กับ วันอธิบดี ในวันเดียวกัน ส่วนฝ่ายใดหรือใครอุบาทว์ ฝ่ายใดหรือใครเป็นอธิบดี มีผลการสำรวจชี้ชัดอยู่แล้วครับ

หรือคิดล้มงานสำคัญ ?

ม็อบพันธมิตรฯ จะรู้บ้างหรือไม่ว่า ในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ รัฐบาลได้กำหนดจัดงานสำคัญ จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน ในทำเนียบรัฐบาล
อาจจะรู้ แต่แกล้ง ไม่รู้ ? ว่าการจัดงาน จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จะเสด็จพระราชดำเนินมายังทำเนียบรัฐบาล
ในพิธีพระราชทานธงตราสัญลักษณ์โครงการ "จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน สร้างสามัคคี" ให้แก่ นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ปลัดกระทรวง ผู้บัญชาการ 4 เหล่าทัพ และผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด
เพื่อนำไปส่งมอบต่อให้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 7,520 คน ใช้ในการจัดกิจกรรม การเดิน-วิ่ง การกุศล เฉลิมพระเกียรติฯ
โดยรัฐบาลจะใช้โอกาสนี้พูดคุยปัญหาแต่ละพื้นที่ จัดทำรายงานปัญหาของบ้านเมืองที่มี ก่อนกลับมารวมพลังความสามัคคีกันอีกครั้ง เพื่อนำมาน้อมเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันพิธีปิดกิจกรรมคือวันที่ 3 ธันวาคม 2551
การจัดกิจกรรมดังกล่าวนี้ต้องใช้เวลาในการเตรียมงาน แต่พันธมิตรฯ ก็ยังดื้อด้านไม่ยอมออกจากทำเนียบรัฐบาล
ขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียง 2 วันเท่านั้น !
การกระทำเยี่ยงนี้ไม่ใช่ลักษณะของการชุมนุมที่สงบตามระบอบประชาธิปไตยที่สามารถทำได้ เพราะมีการบุกรุกไปในสถานที่ราชการ
โดยเฉพาะใน “ทำเนียบรัฐบาล” ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญในการใช้บริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร
นอกจากม็อบพันธมิตรฯ จะทำให้การจัดงานสำคัญ จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน ต้องสะดุดลงแล้วยังทำลายภาพลักษณ์ประเทศอีก
เพราะใครๆ ก็รู้ว่า "ทำเนียบรัฐบาล" เป็นหนึ่งในหน้าตาของประเทศชาติ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ที่นั่งทำงานในฐานะผู้นำฝ่ายบริหาร

เนื่องจากทำเนียบรัฐบาลเป็นศูนย์บัญชาการบริหารประเทศเป็นสถานที่ประชุมระดับสูงสุด
ใช้เป็นที่ต้อนรับ “อาคันตุกะ” แขกบ้านแขกเมือง
นอกจากนี้ รอบทำเนียบรัฐบาลยังมีสถานที่ราชการอีกหลายแห่ง
รวมทั้งติดกับวัด ซึ่งเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและติดกับโรงเรียน เด็กนักเรียนได้รับความเดือดร้อนจากเสียงดังวุ่นวาย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ประเทศไทยเสียภาพลักษณ์ไปมาก โดยเฉพาะสายตานักลงทุนต่างชาติ
เพราะคงไม่มีใครกล้าตัดสินใจจะเข้ามาลงทุนในเวลานี้ เพราะประเมินไปว่า หากกลุ่มอันธพาลเหล่านี้ไม่พอใจอาจบุกยึดอาคารสถานที่ของเขาและทำให้การลงทุนเกิดความเสียหายได้
ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้แสดงชัดเจนว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ไม่สนใจไยดีต่อประเทศชาติหรือสนใจจะหลีกทางให้งานสำคัญ
ทั้งๆ ที่เป็นพิธีเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อในหลวง และ พระราชินี
เป็นช่วงเวลาอันเป็นมหามงคลที่เราจะได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านทั้งสอง
การกระทำเช่นนี้ ประชาชนทั่วประเทศสมควรจะประณามให้ถึงที่สุด !

อย่าให้มารครองเมือง


พันธมิตรฯ โดนชาวบ้านด่ากันขรมกับพฤติกรรมสุดป่าเถื่อน ทำตัวเยี่ยงซ่องโจร พาพวกใช้กำลัง และ อาวุธ บุกยึดสถานีโทรทัศน์ NBT อย่างไม่กลัวเกรงกฎหมายบ้านเมือง ทำเหมือนบ้านเมืองไร้ขื่อแป นอกจากนี้ยังบุกยึดสถานที่ราชการจนข้าราชการทำงานไม่ได้
หมดราคา ที่ทำงานกันมาเกือบร้อยวัน ที่สุดพิสูจน์ธาตุแท้ออกมาว่ามีความคิดเลวทรามอะไรอย่างไร
พฤติกรรมในการไปแต่ละที่ แต่ละแห่ง ล้วนใช้ความถ่อยสถุล พกพาอคติเต็มหัว มีจุดหมายที่พร้อมใช้ความรุนแรง หวังแพร่ภาพเพื่อปะทะเดือดกลางกรุงหวังให้ความเห็นใจจากส่วนต่างๆ เพื่อเปิดทางให้ทหารเข้าทำการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์แต่อย่างใด
เป็นเกมที่เด็กๆ ยังมองออก เป็นลูกไม้โบราณๆ ที่ไม่น่าเชื่อว่าคนที่เป็นแกนนำจะคิดอะไรที่สุดปัญญาอ่อนได้ขนาดนี้
ประชาชน 6 3 ล้านคน ต้องเป็นผู้ตัดสินว่า “พันธมารธิปไตย” ทำถูกหรือผิดอย่างไร กับการบุกสถานีโทรทัศน์ คุกคามการทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชน การปิดสถานที่ราชการ จนทำงานไม่ได้ นักเรียน ต้องหยุดเรียน เพราะเกรงกลัวความป่าเถื่อนของคนพวกนี้
ถามว่าจะลงโทษกันอย่างไรได้บ้าง จะให้ถือไม้ไปหวด หรือ เอาปืนไปยิง คงไม่ใช่แน่นอน เพราะนั่นไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้อง
เราจะพบว่า แกนนำพันธมาร 6 คน นั้น มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมอยู่บนเวที พูดจาเหมือนไม่ใช่คนที่ชื่นชมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่พรรคประชาธิปัตย์เคยติดป้ายทั่วบ้านทั่วเมืองว่า “ผมเชื่อมั่นระบบรัฐสภา”
ที่สำคัญคือ นายวัชระ เพชรทอง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เป็น ส.ต. คือ “สอบตก” หรือ “อกหัก” เจ้าประจำของพรรคการเมืองแห่งนี้ เป็นคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา กลับกลายเป็นแนวหน้าในการบุกยึดสถานีโทรทัศน์ NBT เป็นพฤติกรรมของคนทำสื่อสารมวลชน หรือ เป็นคนทำม็อบ ทำของทางการเมือง หรือไม่อย่างไร สรุปว่าจะเป็นสื่อ เป็นนักการเมือง หรือ เป็นคนทำม็อบ กันแน่ ไม่มีใครรู้
ยังไม่นับรวมพฤติกรรมของ ส.ส.สอบตก ของพรรคประชาธิปัตย์อีกหลายคน และ ส.ส.ในสภาของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เข้าร่วมด้วยช่วยเหลือกับกลุ่มพันธมิตรฯ เหล่านี้ อีกหลายสิบคน
คนในพรรคการเมืองที่ชื่อ “ประชาธิปัตย์” กระทำการ ร่วมหอ ลงโลง กับ กลุ่ม “พันธมิตร” ปล่อยให้ทำกันได้อย่างไรโดยไม่ห้ามปราม
มิหนำซ้ำ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังออกมาให้สัมภาษณ์ ในเชิงให้ท้าย กัน หยิบยกสถานการณ์ ความไม่ชอบธรรมของพันธมิตรฯ มาทำให้เป็นกระแสโจมตีรัฐบาลอย่างหน้าไม่อาย
ก่อนหน้านี้พรรคไหนแก้ไขปัญหาผู้ชุมนุมที่ปีนรั้วเข้าทำเนียบรัฐบาลโดยเอาหมามากัดม็อบ? จนเป็นแผลเหวอะหวะ
ก่อนหน้านี้พรรคการเมืองไหนแก้ปัญหาทางการเมืองโดยใช้วิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เสนอ มาตรา 7 นายกฯ พระราชทาน ซึ่งเป็น รอยด่างพร้อยทางประวัติศาสตร์ ของพรรคการเมืองนี้ ที่ได้กล่าวอ้างถึงการสั่งสมความเป็นประชาธิปไตย
ก่อนหน้านี้พรรคการเมืองไหนแก้ปัญหาทางการเมืองโดยการ ให้ท้ายการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เข้าด้วยช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกันอย่างออกนอกหน้า
คนทั่วบ้านทั่วเมืองล้วนรู้กันดีว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เป็นรัฐบาลมาเกือบสิบปี ปิดประตูไปสู่การเข้ามาเป็นฝ่ายบริหาร เพราะถูกเรื่อง สปก.4-01 และ เรื่อง การแก้วิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 ไม่ประสบผลสำเร็จ เอาทรัพย์สินของชาติไปขายลดราคาให้ชาวต่างชาติ จนเสียหายไปถึง 6 แสนล้านบาท วันนี้จะรีบเข้ามาทำงานทางการเมือง คงยากลำบาก นอกจากต้องสร้างกระแสทำลายล้างรัฐบาล ในลักษณะแบบนี้
ดังนั้นจึงต้องอาศัยพี่น้องประชาชนคนไทยทั้ง 63 ล้านคน ต้องพิจารณาโทษทัณฑ์ของพรรคการเมืองนี้ต่อไป เพราะมีส่วนสำคัญในการให้การสนับสนุน พันธมิตรฯ จนกลายเป็น พาลธมิตรฯ ไปเสียแล้ว

Thursday, August 28, 2008

กลับบ้านกันเถิด!


คงเป็นที่ประจักษ์ตา แจ้งแก่ใจของคนไทยทั่วทั้งประเทศว่า การเคลื่อนไหวของหมู่พันธมารที่ชอบคาบคัมภีร์ บอกว่าเป็นสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่
แต่คือกองโจรที่โพกผ้า ที่เข้าปล้นทำลายประชาธิปไตย โดยวิธีการใช้กำลัง ข่มขู่ คุกคาม ทำลายสื่อหรือกลุ่มคนที่เห็นต่างกับกลุ่มตน
การเข้าไปบุกยึดสถานีโทรทัศน์ NBT เข้าไปเอามีดจี้ที่คอของผู้จัดรายการวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ เข้าไปทำลายข้าวของ ฉกทรัพย์ของราชการที่มาจากเงินภาษีของประชาชนนั้น คือ พฤติกรรมของกลุ่มคนที่บ้าคลั่ง
แปลกแต่จริง จนน่าสมเพช ที่ 2 คนในหมู่กองโจรกว่า 80 คนที่ตำรวจจับตัวได้ มีคนในระดับแกนนำปฏิบัติการณ์ 2 คน คือ นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ รองเลขานุการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยผู้กำหนดและออกแบบการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ทุกครั้ง และ นายนัสเซอร์ ยีหมะ หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยตัวจริงที่คุมการ์ดบุกปะทะทุกครั้งที่แกนนำพันธมารสั่งการให้มีการเคลื่อนไหว
ที่น่าสมเพชก็คือ ทั้ง 2 คนนี้เรียกได้ว่ามีความสนิทสนมชิดเชื้อกับ สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างแนบแน่น
นิติรัตน์ คือ รุ่นพี่ของสุริยะใส ตั้งแต่สมัยทำกิจกรรมนักศึกษา และเป็นกรรมการ ครป.ในห้วงเวลาที่สุริยะใสเป็นเลขาธิการ
ส่วน นัสเซอร์ คือเพื่อนรุ่นน้องของสุริยะใส ในการทำกิจกรรมนักศึกษาเช่นกัน เคยเป็นผู้ปฏิบัติงาน ครป.
เขาทั้ง 3 คนก้าวเข้ามาอยู่ในเวทีพันธมารด้วยกัน แบ่งหน้าที่กันทำ หนึ่งคนเป็นผู้ประสานงานทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงต่อสาธารณะ นิติรัตน์ทำหน้าที่ออกแบบจัดวางการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเดินไปไหน ไปทำอะไร เคลื่อนตัวไปไหน นิติรัตน์คือผู้ออกแบบร่วมด้วยกับทีมงานของสื่อในเครือพันธมารอย่างเสมอมา และมีนัสเซอร์ที่มีหน้าที่หลักคือเป็นผู้ดูแลฝูงการ์ดในหมู่พันธมาร
การออกมาปฏิเสธของสุริยะใส ว่ากลุ่มคนที่ตำรวจจับตัวได้นั้นไม่ใช่คนของพันธมิตรฯ นั้น ใช่หรือไม่ว่า ไร้ความสง่างาม และโหดเหี้ยมขนาดที่ว่า ใช้เพื่อนเป็นเครื่องมือ ด้วยการหักหลังและทรยศ ว่าไม่รู้จัก ไม่ได้เป็นแผนของพวกตน
เช่นนี้แล้ว น่าสะท้อน และสะเทือนใจไปถึงเหล่าบรรดา พี่ป้าน้าอา อาเจ้ อาซิ้ม อาม่า ทั้งหลายที่เป็นสาวกพันธุ์แท้ของเอเอสทีวี ซึ่ง ”อิน” กับการให้ข้อมูลที่บิดเบือนของเหล่าแกนนำ และบางคนศรัทธาหลงงมงายว่า 5+1 แกนนำนั้น กำลัง ”กู้ชาติ” กันจริงๆ
จึงพากันออกมา เป็นกองหน้าให้แก่พันธมาร และถูกปลุกปั่นยั่วยุให้เกิดภาวะอารมณ์เหนือเหตุผล จึงมีลักษณะเป็นฝูงชนที่ก้าวร้าว พร้อมที่จะใช้ความรุนแรง และแสดงภาวะบ้าคลั่งอย่างที่เห็น
รู้หรือไม่ว่า บรรดา 5+1 แกนนำนั้น กำลังหลอกใช้ หลอกให้มวลชนไปตายแทนพวกเขา
ซึ่งแม้แต่สื่อต่างประเทศยังมีรายงานชัดเจนว่าเป้าหมายของพันธมารคือความต้องการให้เกิดความรุนแรงและนำไปสู่การให้ทหารเข้ามายึดอำนาจดังนี้
การ์เดียน-บีบีซี รายงานการเคลื่อนขบวนของพันธมิตรฯ ระบุต้องการให้เกิดการปราบปรามและให้ทหารเข้ามาชี้ขาด
เดอะ การ์เดียน รายงานข่าวการบุกยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ซึ่งเป็นสถานีของรัฐ และทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มผู้ชุมนุมว่า นำโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนฝ่ายขวาเพื่อประชาธิปไตย (The rightwing People's Alliance for Democracy) เพื่อกดดันให้นายกฯ ลาออก
โดยระบุด้วยว่า ยุทธศาสตร์ของกลุ่มพันธมิตรฯ แสดงให้เห็นว่า ต้องการกระตุ้นให้เกิดการปราบปรามอย่างรุนแรงจากรัฐบาล เพื่อที่จะได้รับความเห็นใจจากสาธารณะ และอาจเพื่อบีบให้ทหารออกมาจัดระเบียบให้กลับสู่สภาพเดิม ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า กองทัพจะไม่กระทำการรัฐประหารและวิกฤติครั้งนี้จะสามารถแก้ไขได้ด้วยวิถีทางการเมือง
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งวางตัวเองในกลุ่มอนุรักษนิยมและกองทัพ มองว่า นายสมัครเป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกขับไล่จากตำแหน่งด้วยการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ด้วยข้อหาคอร์รัปชั่นและใช้อำนาจในทางมิชอบ และขณะนี้ ได้ขอลี้ภัยอยู่ที่ประเทศอังกฤษ
กลุ่มพันธมิตรฯ ได้โจมตีความต้องการแก้รัฐธรรมนูญของนายสมัครว่า เป็นเพราะต้องการช่วยให้ทักษิณพ้นข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชั่น รวมทั้งโจมตีรัฐบาลที่ล้มเหลวในการดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดกับทักษิณ ทั้งยังปฏิเสธที่จะเรียกร้องให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อนำตัวทักษิณมาขึ้นศาล
การเคลื่อนไหวนี้ต้องการแทนที่ระบอบประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง ด้วยระบบที่ปกครองโดยบุคคลที่แต่งตั้งจากระบบเจ้าขุนมูลนายและกองทัพ เนื่องจากมองว่า เสียงส่วนใหญ่ในชนบทนั้นขาดความรู้ในการเลือกผู้แทนฯ ที่ดี
ขณะที่ ผู้สื่อข่าวประจำสำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า การเคลื่อนไหวของมวลชนครั้งนี้มีข้อขัดแย้งบางประการ เนื่องจากแม้ชื่อของกลุ่มจะระบุว่า เป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่กลับรณรงค์เพื่อหยุดระบบประชาธิปไตย โดยมีข้อโต้แย้งว่าการเลือกตั้งแบบตะวันตก เมื่อมาใช้ในประเทศไทยจะนำมาซึ่งการคอร์รัปชั่นและรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นแล้ว พธม. จึงต้องการรัฐสภาจากการแต่งตั้ง และให้ทหารเข้ามามีบทบาทเป็นผู้ชี้ขาดในการเมืองไทย
เช่นนี้แล้ว ด้วยความห่วงใยต่อประชาชนที่ออกไปร่วมกับพันธมาร กลับบ้านเถิด เพราะนี่ไม่ใช่งานวัด แต่เป็นงานศพที่เหล่าบรรดาแกนนำพันธมาร คาดหวังว่า จะเผาประชาธิปไตย เผาบ้านเผาเมืองนี้ให้เป็นจุณ

“เหา” บนหัวประชาธิปัตย์?

ไม่แปลกหรอกที่ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน จะชวนสังคมตั้งคำถามถึงการ “อยู่รอด” ของพรรคประชาธิปัตย์ได้ในทุกสถานการณ์
รอด...ทั้งที่ถ้าเป็นสถานการณ์เดียวกัน แต่เปลี่ยนตัวละครเป็นพรรคอื่นๆ เช่น พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคพลังประชาชน ฯลฯ ก็คงจะโดนเอาคอขึ้นเขียงหายใจพะงาบๆ น่าเสียวไส้อย่างที่เห็นกันอยู่
ความตงิดใจมันจึงไม่ได้ตงิดอยู่ในใจ ร.ท.กุเทพ คนเดียว...แต่ประชาชนอีกไม่น้อยก็รู้สึกสงสัยกันไปด้วย...
ไม่ได้เคลือบแคลงสงสัยองค์กรใดๆ ที่มีส่วนในการตัดสินชะตากรรม เพราะประเดี๋ยวจะหาว่า “ละเมิด...”
เอาเป็นว่าสงสัยเรื่องบุญทำกรรมแต่งก็แล้วกัน ชะรอยพรรคประชาธิปัตย์จะบุญวาสนาดี จึงได้แคล้วคลาดอยู่เสมอ เพียงแต่บุญบารมีอาจยังไม่แรงจั๋งหนับ รัฐบาลที่ (เขา) ว่าจะ (ให้) เป็นได้ ได้เป็น จึงกลับยังไม่ได้เป็นมาหลายปีแล้ว...
ว่ากันตามภาษาบุญภาษากรรม ก็เพราะ “จิต” ยังมี “ตัวถ่วง”
เจ้าความกลัว ความหวาดระแวง หวาดผวาแม้กระทั่ง “เงา” ของคนที่ต้องจรลีไปเมืองฝรั่ง มันเป็นอกุศลจิตที่ทำให้คิดการณ์ใหญ่แต่ไปไม่ถึงฝั่งฝันสักคราครั้ง เพราะคิดกี่เรื่อง พูดกี่ครั้ง มันก็ติดอยู่แต่ที่ “เงา” ของคนคนนั้น สู้อยู่กับเงาของคนคนนั้น ไล่ตามอยู่กับเงาของคนคนนั้น...
ทั้งที่เจ้าตัวเขาก็ไปไหนไม่รู้แล้ว ภาษาโฆษก พปช. ก็ต้องบอกว่าสู้กับคนที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังเอาตัวรอดไม่ได้ ยิ่งสู้จึงยิ่งติดอยู่กับกรงขัง
ถึงขั้นละเมอ เพ้อ จินตนาการหลอกหลอนตัวเองไปว่า อาจมีความพยายามจากฝ่ายตรงข้ามระดมกำลังคนเข้ามาปั่นป่วน...
ทั้งที่เวทีที่มีการ ปลุกปั่น อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอย่างเห็นได้ด้วยตาเปล่านั้น ก็ตั้งอยู่กลางเมืองนั่นเอง ไม่เห็นต้องเสียเวลาไประแวงมดปลวกในหลืบรูไหน ไอ้ที่มันจะแจ้งถึงใจอยู่กับตาตรงหน้านั้น ทำไมไม่รู้สึกหวาดกลัวกันมั่ง...
หรือเพราะผลประโยชน์มันเข้าทาง ก็เลยเฉยเสียดีกว่า...
อย่าลืมว่า “แนวคิด” ของพันธมิตรฯ มันก็ไปกันไม่ได้กับ “พรรคการเมือง” ทุกๆ พรรค
เพราะสิ่งที่พันธมิตรฯ ต้องการคือ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ล้มล้างการเลือกตั้ง เพื่อรื้อฟื้นระบบแต่งตั้งคัดสรรเข้ามาแทน...
อุดมการณ์ต่างกันเพียงนี้ เหตุใดประชาธิปัตย์กลับมองไม่เห็นว่ากลุ่มใดกันแน่ที่เป็น อันตราย กับตัวเอง
เหตุใดจึงยังยอมรับได้กับ ส.ส. คนหนึ่งในพรรค ที่ควรจะอยู่ข้างประชาธิปไตยรัฐสภา ปกป้องระบบการเลือกตั้ง (ซึ่งหัวหน้าพรรค ปชป. ก็ยังเคยยอมรับว่าแม้ได้คะแนนมายากแสนยาก แต่ก็เป็นสิ่งที่นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยพึงกระทำ) แต่กลับชูหน้าชูตาอยู่กับคณะบุคคลที่มีแนวคิดเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยได้
ใครจะว่าเป็นพวกบ้าประชาธิปไตยก็ว่าไป แต่ให้กลับไปเอาอำมาตยาธิปไตยหรือเผด็จการ ก็คงไม่มีเอาเหมือนกัน…
ความล้าหลังของการเมืองไทยที่ไม่เคยก้าวพ้น “อาถรรพ์” ไปได้สักที มันจึงโยนความผิดให้พวก “อำมาตย์” หรือกล่าวโทษ “กองทัพ” ที่ทำรัฐประหาร...แค่นั้นไม่ได้
เพราะจะว่าไป หากคนทั้งประเทศมีสำนึกประชาธิปไตยเพียงพอ กลุ่มคนที่กล่าวมาก็คงไม่สามารถยัดเยียดอุดมการณ์อื่นเข้ามาได้อย่างที่เป็นอยู่
ที่สำคัญบางครั้ง บางคน เขาก็กล้าประกาศเลยว่าเขาไม่นิยมชมชอบประชาธิปไตย แต่อยากให้บ้านเมืองกลับไปสู่ระบอบการปกครองแบบอื่นๆ ซึ่งอย่างน้อยที่สุดนี่คือความกล้าหาญ และไม่ใช่เกมการเมืองแบบหลอกล่อให้คนหลงผิดติดกับ
เพราะที่คนกำลังหลงผิดติดกับ คือพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพฤติกรรมตรงข้ามกับอุดมการณ์ที่ควรจะมี จะเป็นนี่ต่างหาก
วันนั้นที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยตอบโต้ นายวุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ อดีต สนช. อย่างดุเดือดกลางสภา ด้วยเหตุที่ว่านายวุฒิพงษ์ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร กล่าวดูถูกนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งนั้น...คนยังจำได้และยังชื่นชมว่านายอภิสิทธิ์ช่วยปกป้องหลักการ...
มาถึงวันนี้ คนเขาก็ยังหวังจะเห็นภาพแบบนั้นอีก ภาพที่แม้รู้ว่าตัวเองอาจจะยังไม่ชนะ อาจจะยังเสียเปรียบพรรคอื่นๆ แต่หากเป็นการยืนบนหลักการประชาธิปไตยแล้ว ก็จำเป็นต้องกระทำเพื่อคุณูปการต่อระบอบการเมืองการปกครองไทยสืบไปเบื้องหน้า
ที่สำคัญ ประชาชนหวังจะเห็นว่าประชาธิปัตย์น่าจะหลุดจากการตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของพรรคมัฆวานนครเสียที เพราะทุกวันนี้ประชาธิปัตย์มีแต่เสียกับเสีย กับภาพลักษณ์ที่ว่ายืนอยู่ข้างแก๊งนั่น
จะมีก็แต่พันธมิตรฯ เท่านั้น ที่ยิ่งเกาะกินสูบเลือดเนื้อกลุ่มอื่นๆ แล้วได้ดี
เพราะทำตัวเป็นเห็บแล้วอิ่มหนำ จึงยังต้องหาเรื่องชุมนุมจนทุกวันนี้ ทั้งที่ไม่มีประเด็นอะไรมาตั้งนานแล้ว

สงสัยเมากระท่อม!การ์ดพธม.ป่าเถือนหนักข่มขู่นักข่าวสาว ผวาจนร่ำไห้

พันธมิตรฯถ่อยไม่เลิกคุกคามสื่อทำเนียบอีก !!“รปภ.-ภูวดล” เหิมหนัก ด่ากราดด้วยถ้อยคำหยาบคาย-กระชากตัวนักข่าวหญิง บอกหน้าตาเฉย “ไม่สน” ไม่เชื่อจะใช้หนังสติ๊กยิง นักข่าวสาวถึงกับร่ำไห้ทนไม่ได้กับพฤติกรรมเลวทรามต่ำช้า

วันที่ 28 ส.ค. 2551 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า หน่วยรักษาความปลอดภัย (การ์ด) ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้สร้างแนวป้องกันด้วยยางรถยนต์ ที่ประตู 9 ฝั่งสะพานอรทัย พร้อมทั้งเตรียมอุปกรณ์ต่างๆเพื่อสกัดกั้นตำรวจทั้ง เหล็กแป๊บ ไม้พลอง หนังสะติ๊ก ก้อนหิน ไม่กอล์ฟ และไม้คมแฝก ซึ่งทันทีที่รถตู้ตำรวจ และรถ 6 ล้อ สำหรับคุมขังนักโทษ ประมาณ 20 คัน เคลื่อนผ่านฝั่งตรงข้ามวัดโสมนัส ทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้โห่ร้อง โดยระหว่างนั้นผู้สื่อข่าว 3 คน ประกอบด้วย นายมนตรี จิรพรพนิต หนังสือพิมพ์ข่าวสด นายสุทธา พิมาลัย หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และน.ส.ศศินภา วัฒนวรรณรัตน์ หนังสือพิมพ์มติชน ที่ขึ้นไปสังเกตการณ์อยู่บริเวณทางเชื่อมอาคารบัญชาการ 1 และ 2 ได้ถูกการ์ดพันธมิตรฯไล่ลงข้างล่างให้หมด ทำให้ผู้สื่อข่าวทั้งสาม ได้ชี้แจง พร้อมกับโชว์บัตรประจำตัวผู้สื่อข่าวว่าเป็นสื่อมวลชน ขอสังเกตการทำหน้าที่รายงานตรงจุดนี้ แต่ทางการ์ดพันธมิตรฯบอกว่า “ไม่สน” เพราะกลัวว่าจะเป็นนปก.ปลอมตัวมา ถ้าไม่ลงจะใช้หนังสติ๊กยิง จากนั้นได้มีรปภ.ของพันธมิตรฯ 2 คนขึ้นมาเชิญตัวลงไป แต่ผู้สื่อข่าวได้ยืนยันว่าจะขอสังเกตการณ์ต่อไปโดยยืนยันว่า สามารถดูแลตัวเองได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เจรจากับการ์ดพันธมิตรฯเป็นที่เรียบร้อย ปรากฏว่านายภูวดล ทรงประเสริฐ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ได้ขึ้นมายังบริเวณดังกล่าวด้วยอาการเกรี้ยวกราด พร้อมกับชี้หน้าไล่ผู้สื่อข่าวให้ลงไปด้านล่าง และด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย โดยไม่ฟังคำชี้แจงใดๆ รวมทั้งได้กระชากตัวน.ส.ศศินภา อย่างรุนแรง ทำให้เพื่อนนักข่าวอีกสองคน ต้องเข้าไปกันเอาไว้ พร้อมกับบอกว่าทำอย่างนี้ไม่เหมาะสม เพราะน้องเป็นนักข่าวผู้หญิง จนทำให้น.ส.ศศินภาร้องไห้ด้วยความตกใจในท่าทีของนายภูวดล ซึ่งนายภูวดล ได้เอ่ยปากขอโทษ แต่ก็ขู่ว่าจะลงดีๆหรือไม่ ถ้าไม่ลงจะตามรปภ.มาไล่ให้ลงไป เพราะมันอันตราย ผู้สื่อข่าวทั้งสามจำเป็นต้องลงมาด้านล่าง ซึ่งนายภูวดล ตะโกนสั่งทีมรปภ.ไล่หลังว่า “ให้เอาพวกมันลงไป”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนั้นกลุ่มพันธมิตรฯประมาณ 10 กว่าคนกรูกันขึ้นไปชั้นบน โดยมีหญิงกลางคน ตะโกนใส่หน้าผู้สื่อข่าวว่า “เอาลงไปเลย” และขณะที่กลุ่มผู้สื่อข่าวเดินลงจากชั้นสอง กลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ด้านล่างพากันตะโกนไล่ กระทั่งเพื่อนผู้สื่อข่าวที่ทราบเรื่องต้องมาช่วยกันพากลับเข้าห้องผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบฯ แต่ก็มีมวลชนจากพันธมิตรฯฮือมาล้อมที่ห้องผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล จนผู้สื่อข่าวต้องขอร้องให้การ์ดพันธมิตรฯมาช่วยรักษาความปลอดภัย และได้ปิดประตูล็อคกลอนทุกด้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้แจ้งให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทราบถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งแจ้งว่าน.ส.ศศินภา ต้องการจะกลับบ้าน แต่รถของบริษัทจอดอยู่บริเวณที่เกิดเรื่องเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย นายสนธิได้อาสาพาตัวน.ส.ศศินภาไปส่งด้านนอกทำเนียบฯ

นายสนธิ กล่าวภายหลังไปส่งผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวว่า ตนไม่ทราบถึงต้นเหตุในเรื่องนี้จริงๆแต่ในเมื่อสถานการณ์มันตึงเครียด พันธมิตรฯทุกคนต้องระวัง

จากนั้นนายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯ ได้เข้ามาสอบถามกับผู้สื่อข่าวถึงกรณีดังกล่าวพร้อมกับให้ผู้สื่อข่าวเขียนข้อเสนอมายังแกนนำว่าต้องการอะไร แต่ตัวแทนผู้สื่อข่าวปฏิเสธที่จะเขียนเพราะจะเหมือนเป็นการเรียกร้อง จึงขอเพียงให้แกนนำประกาศบนเวทีให้ผู้ชุมนุมรับทราบว่าขอให้สื่อมวลชนได้ทำงานเพียงเท่านั้นก็พอ และขอให้ประกาศ ซึ่งนายพิภพก็รับทราบและรับปากว่าจะประกาศเป็นระยะต่อไป

ในเรื่องนี้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ในรายการ “เรื่องเด่นเย็นนี้” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 โดยช่วงหนึ่งระบุว่า “ขณะนี้ในทำเนียบฯอยู่ในภาวะไร้การควบคุม นักข่าวจะทำข่าวก็โดนกดดัน” โดยมีการเอ่ยชื่อนายภูวดล ว่าแสดงกริยาก้าวร้าวต่อสื่อมวลชน

เวลาต่อมา ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในช่วงที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีปราศรัย นายชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชน โดยเดินดูบรรยากาศ เพื่อรายงานสถานการณ์โดยรอบทำเนียบรัฐบาล ขณะเดินผ่านบริเวณแยกสวนมิกสกวัน ได้มีชายรูปร่างสูงใหญ่ ผิวดำแดง มีผ้าพันคอสีเหลือง เขียนว่า “กู้ชาติ” และแขนเสื้อติดคำว่า “สรส.” หรือ “สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์” ได้เดินเข้ามาต่อว่าด้วยคำหยาบคาย แต่นายชัยรัตน์ไม่สนใจ และพยายามเดินหนี เข้าหาตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณดังกล่าว แต่กลับชายดังกล่าวไม่ยอมเลิกรา ยังเดินตามหลังมาตลอด และด่าว่าด้วยคำหยาบคายอย่างรุนแรง นายชัยรัตน์ จึงได้หยุดเดิน เพื่อพยามยามสอบถามถึงสาเหตุ และแสดงตัว พร้อมทั้งยื่นบัตรประจำตัวสื่อมวลชนให้ชายดังกล่าวดู แต่ยิ่งทำให้ชายดังกล่าวเกิดความฉุนเฉียวรุนแรงมากขึ้น และทำท่าจะเข้ามาทำร้ายร่างกาย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า บริเวณใกล้กันนั้น ได้มีหน่วยรักษาความปลอดภัยอีกคนที่เห็นเหตุการณ์ ได้เข้ามาห้ามปราม และพยามยามไกล่เกลี่ย ประมาณ 15 นาที จนชายดังกล่าวจึงยอมขอโทษ พร้อมแจ้งว่า กลุ่มผู้ชุมนุมเกิดความเหนื่อยล้า เนื่องจากไม่ได้นอนมาหลายวัน และอยู่ในสภาวะกดดัน คิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่แฝงตัวเข้ามา เพื่อหาข่าว ประกอบกับขณะนี้มีกระแสข่าวออกมาอย่างต่อเนื่องว่าจะมีบุคคลที่ 3 แฝงตัวเข้ามาก่อความวุ่นวาย และเจ้าหน้าที่แฝงตัวเข้ามาเพื่อสลายการชุมชน จึงทำให้แกนนำ แจ้งให้ทุกคนระวังกับบุคคลแปลกหน้า

ด้านนายชัยรัตน์ กล่าวว่า แม้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯจะถูกกดดันจากรัฐบาล ตำรวจก็ควรจะควบคุมอารมณ์ด้วย ทุกคนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ เราเข้ามาทำหน้าที่รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เสนอความเป็นจริงให้กับประชาชนได้รับทราบ ไม่คิดที่จะก่อความวุ่นวาย

"ผมทำงานสื่อมวลชนมาประมาณ 1 ปี ไม่เคยพบกับเหตุการณ์คุกคามสื่อมวลชนมาก่อน แต่ครั้งนี้เป็นการคุกคามสื่ออย่างรุนแรง จึงอยากจะเตือนเพื่อนสื่อมวลชนที่กำลังปฏิหน้าที่รายงานข่าวในการชุมชุม พันธมิตรฯให้ระวังตัว เพราะกลุ่มพันธมิตรฯอยู่ในสภาวะที่กดดัน และมีความระแวง คิดว่าคนแปลกหน้าจะแฝงตัวเข้ามาเป็นมือที่ 3 สร้างวุ่นวาย อาจจะถูกคุกคาม หรือถูกทำร้ายร่างกายได้"นายชัยรัตน์กล่าว