WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 29, 2008

กลุ่ม 24 มิถุนาฯเชียงรายจี้นายกฯ เช็คบิลพันธมิตรฯ


กลุ่ม “24 มิถุนาประชาธิปไตยเชียงราย” ยื่นหนังสือผู้ว่าฯเชียงราย จี้รัฐบาลเอาผิดร้ายแรง 9 แกนนำ พธม. เพราะเป็นกบฎของแผ่นดิน โทษสูงสุดคือประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต และเป็นภัยต่อความมั่นของประเทศอย่างร้ายแรง

นางสาวจีระนันท์ จันทะวงศ์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.เชียงราย ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายไตรสิทธิ์ สินสมบูรณ์ทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ที่หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีการนำรถแห่ พร้อมป้ายผ้า ข้อความว่า “พาลธมิตร ทำลายชีวิต ทำลายชาติ” “พันธมิตรเถื่อน ไม่เคารพกฎหมาย ตั้งตัวเป็นเจ้าของประเทศ ขอให้ยุติการชุมนุมด่วน บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟเพราะพันธมิตร” พร้อมมีสติ๊กเกอร์แจก เขียนว่า “เบื่อม๊อบพันธมิตร หยุด ป.ป.ช.” พร้อมมีรูปตราชั่งเอียง และเขียนว่า “หรือว่าบ้านเมืองไม่มีขื่อแป”

ทั้งนี้ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ประกาศแนวทางการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และขอให้ใช้มาตรการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาดกับ 9 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ,พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับพวก ที่ถูกหมายจับของศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 51 แต่กระนั้นกลุ่มพันธมิตรก็ไม่ได้เคารพต่อคำสั่งศาลแต่ประการใด ยังรวมตัวกันยึดทำเนียบรัฐบาล ชุมนุมขับไล่รัฐบาล ซึ่งทางกลุ่มเห็นว่าเป็นการกระทำเหิมเกริม ไร้มนุษยธรรมที่สังคมไทยรับไม่ได้ เปรียบได้กับโจรกบฏ ทำลายแผ่นดิน

ดังนั้นจึงขอวิงวอนให้รัฐบาลใช้มาตรการที่เด็ดขาดเพื่อดำเนินคดีกับ 9 แกนนำพันธมิตร เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และขอยืนเคียงข้างรัฐบาล เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ถือว่าเป็น กบฎของแผ่นดิน โทษสูงสุดคือประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต เพราะเป็นภัยต่อความมั่นของประเทศอย่างร้ายแรง

นอกจากนี้ ยังขอประณามกลุ่มที่บุกเข้าไปทำลายทรัพย์สินสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT และขอให้ประชาชนในจังหวัดเชียงราย ร่วมกันสอดส่องและต่อต้านสถานีวิทยุที่มีการถ่ายทอดเสียงของ สถานีโทรทัศน์ ASTV เพราะทำให้เกิดความเข้าใจผิด และแตกแยกในสังคมอย่างร้ายแรง พร้อมกับประกาศว่า จะต่อต้านต่อไป

นอกจากนี้ยังได้มีการนำเอกสารและรถกระจายเสียงไปแจกใบปลิวต่อต้านพันธมิตร หน้าอนุเสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช อ.เมืองเชียงราย

นายไตรสิทธิ์ สินสมบูรณ์ทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จะนำความประสงค์ของกลุ่ม 24 มิถุนา ส่งไปยังรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ในส่วนของจังหวัดเชียงราย ยังสงบเรียบร้อยดี หลังจากทางจังหวัด มีการสอดส่องดูแลความเรียบร้อยอย่างใกล้ชิด


'บุญสร้าง' เตือนทุกฝ่ายตั้งสติวอนสามัคคีเพื่อในหลวง

“บุญสร้าง” เตือนทุกฝ่ายตั้งสติให้ดี ยกพระราชดำรัสในหลวงฯ อย่าพยายามเอาชัยชนะกันบนซากปรักหักพังเพราะไม่มีประโยชน์อะไร วอนคนไทยหันมาสร้างความสามัคคีเพื่อในหลวงฯจะได้สบายพระทัย ยัน นายรัฐมนตรี ไม่ใช้ความรุนแรงสลายม๊อบ แนะ “พัลลภ” เป็นผู้ใหญ่ต้องทำอะไรที่สร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานวันคล้ายวันสถาปนาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ( สปท.) ถึงการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจนเป็นสาเหตุให้การรถไฟแห่งประเทศไทยหยุดเดินรถ ว่า ก็คงเหมือนกับรถที่ 4 แยก บางที่รถ 2 คันก็ตกลงกันไม่ได้ ทำให้รถติดวุ่นวายกันไปหมด เมื่อถามว่า จำเป็นต้องถอยกันคนละก้าวเพื่อยุติปัญหาใช่หรือไม่

พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า คงเทียบกันไม่ได้ บางทีก็ไม่ต้องถอยแต่เดินหน้าไปในทางที่ดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย ต้องคิดผู้ที่มีปัญญาทั้งหลาย ให้เอาแต่พองาม เมื่อถามว่า การสลายการชุมนุมไม่ใช่ทางออกในการแก้ปัญหา พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า อะไรที่รุนแรงแก้ปัญหาไม่ได้ และไม่ได้เรียนรู้อะไรจากการใช้ความรุนแรง เราต้องใช้ปัญญาและจดจำในสิ่งที่แก้ปัญหาเพื่อไปใช้ในอนาคต เพราะปัญหาแบบนี้เดียวก็เกิดใหม่

เมื่อถามว่า ทางออกของทหารน่าจะใช้แนวทางใด พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ทหารเดียวนี้ค่อนข้างจะเป็นประชาธิปไตยและชอบสันติภาพอยากให้เป็นไปในแนวนั้น ทหารได้รับการสอนมาว่า ไม่มีอะไรทดแทนชัยชนะได้ แต่กรณีนี้ใช้กับข้าศึก แต่ในประเทศด้วยกันเองคนไทยด้วยกันไม่มีอะไรทดแทนความสามัคคีได้ จะมีความคิดดีอย่างไรก็แล้วแต่ หากทำให้คนแตกแยกแล้วไม่มีอะไรดี ไม่มีอะไรทดแทนความสามัคคีได้

เมื่อถามว่า ความพ่ายแพ้หรือชนะไม่สำคัญเท่ากับบ้านเมืองใช่หรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า อย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เคยตรัสไว้ครั้งหนึ่งว่า เอาชัยชนะไปทำอะไร เมื่อชนะแล้วไปอยู่กับซากปรักหักพัง ไม่มีประโยชน์อะไร สิ่งปรักหักพังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าคนจิตใจพัง คนในชาติแตกแยก จิตใจสลายไม่มีประโยชน์อะไร

มื่อถามว่า กองทัพเคยให้คำแนะนำกับรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า เราพูดเสมอผ่านสื่อมวลชน รัฐบาลก็อ่าน แต่ไม่ใช่การแนะนำรัฐบาล ซึ่งนายกรัฐมนตรีเองก็คงไม่ใช้ความรุนแรง เมื่อถามว่า ทางรัฐบาลไม่ใช้ความรุนแรง ทางกลุ่มผู้ชุมนุมน่าจะปรับเปลี่ยนท่าทีหรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ไม่อยากออกความเห็นแต่อยากให้ช่วยกันคิดว่า ควรจะทำอย่างไร เพราะทุกคนเป็นผู้ใหญ่กันแล้วและเก่งๆกันทุกคน มีสติปัญญา ต้องใช้ปัญญาออกมาเล่นมากว่าอย่าเอาอย่างอื่นออกมา

เมื่อถามว่า ทางออกในการแก้ปัญหาทำอย่างไร พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ต้องพยายามตั้งตัวเพราะทุกวันนี้เราพูดกันในห้องแอร์ ถ้าไปพูดกลางแดด กลางฝนลำบากยากเย็นชีวิตก็น่าเห็นใจ ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นแกนนำต้องตั้งสติให้ได้ไม่ว่าจะลำบากอย่างไร เพราะบางฝ่ายไม่ได้ลำบากายแต่ลำบากใจ ลำบากอารมณ์ ต้องตั้งตัวให้ได้ ทุกคนต้องใช้ปัญญา ไม่เช่นนั้นก็คงเหมือนรถชนกันที่ 4 แยก ทำให้รถคันอื่นติดเป็นอัมพาตไปไหนไม่ได้

เมื่อถามว่า ไม่ควรรอให้มีการปะทะหรือนองเลือดใช่หรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า วิธีนี้อยู่ในทวีปอื่น บ้านเราไม่มีแล้วเรื่องแบบนี้ที่จะปะทะแล้วนองเลือด เมื่อถามว่า เหตุการณ์ครั้งนี้จะย้อนกลับไปเหมือนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ หรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า คนเราคงได้บทเรียนอะไรดีๆ ต้องขีดเส้นแดงว่า ต้องไม่มีความรุนแรง อย่างอื่นก็คิดกันไปว่าจะทำอย่างไร จะถูกหรือผิดช้าหรือเร็ว แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง ถ้าจะใช้ความรุนแรงก็ไม่ต้องคิดอย่างอื่นแล้ว เพราะมันจะแย่กันไปหมด ต้องตั้งสติให้ดี เห็นแก่บ้านเมือง และคิดว่าทุกฝ่ายคือคนไทยด้วยกัน ซึ่งมีคนไทยอีก 90 % ที่ไม่ได้มาร่วมอะไรด้วย บางคนก็ทำไร่ทำนา ถ้าข้างบนมีการบริหารที่ดี หากข้างบนมีความขัดแย้งกัน ก็สามารถพูดจากันได้ ทุกคนก็มีความสุข ประมุขของประเทศของเรา พระองค์ท่านก็จะได้สบายพระทัยขึ้น

"เปรียบเสมือนผู้ที่เป็นพ่อ ถึงแม้ว่าลูกจะมีนิสัยอย่างไร ก็ยังรักเหมือนกันทั้งนั้น แต่ข้อสำคัญไม่อยากให้ลูกทะเลาะกัน แล้วมาบอกว่าเกินไปควรที่จะพูดคุยกันได้แล้ว ผมคิดว่า ลองคิดดูให้ดีจะมีลู่ทาง ไม่มีอะไรที่หมดหวัง ผมเชื่ออย่างนั้น"

เมื่อถามว่า สิ่งเร้าที่เกิดขึ้นจะทำให้ทหารออกมาดูแลความสงบเรียบร้อยหรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ทหารไม่ไปตามแรงกระตุ้น และก็ไม่เต้นเหมือนตัวอะไรก็ไม่รู้ คงไม่ใช่อย่างนั้น เราทำตามระบบเพราะทหารเรามีระเบียบ วินัยมีขั้นตอน

เมื่อถามว่า จนถึงขณะนี้แล้ว ผู้นำรัฐบาลควรทบทวนด้วยการลาออกหรือยุบสภา พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า จะไปคิดแทนหรือพูดแทนท่านคงไม่ได้ แต่ท่านคงไตร่ตรองอะไรที่ดี เมื่อถามว่า พอจะมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์หรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า อยู่ที่คน บางที่มีแสงเต็มไปหมด แต่พรรคพวกก็ไปปิดไม่ให้เห็นแสง ก็ทำให้เรามองไม่เห็น หรือหลับตาก็ไม่เห็น บางคนแม้ไม่มีแสงยังเดินไปถูกทาง เพราะฉะนั้นเราอยู่แบบนี้แล้วมีความหวังจะทำอะไรให้ดีก็ได้ เช่นในสมัยยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ลำบากมากมายมหาศาล คนตายไม่รู้เท่าไหร่ ซึ่งเหตุการณ์ขณะนี้ยังห่างไกล จะเรียกว่าเป็นความขัดแย้งตามความคิดก็อาจจะมีบ้างในการขัดแย้งทางอารมณ์มากกว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของคนที่อยู่แล้วสบายเกินไปก็เริ่มคิดและทะเลาะกันเอง แต่ถ้ามีศึกสงครามก็จะเสียสละชีวิต มันต่างกันเยอะ

“อยากให้ดูยุค จอมพล ป. ที่ลำบากกว่านี้มาก จึงอยากฝากให้คนไทยทุกคนช่วยกันคิดและทำให้เกิดอารมณ์หรือแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์บ้านเมืองให้ได้ ไม่ใช่อยู่กับเรื่องเล็กๆน้อยๆ คิดว่ายังมีคนที่มุ่งหวังในสิ่งที่สร้างสรรค์ก็ยังมีอยู่ในกลุ่มต่างๆ มีความใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่ แต่ต้องช่วยกันคิดว่าจะลงเอยอย่างไร ไม่ใช่ความใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่จะมีด้วยชัยชนะ เพราะจะทำให้อยู่บนสิ่งปรักหักพัง เพราะความฝันไม่ใช่ความจริง ในความจริงต้องแก้ปัญหาความจริงเป็นพื้นฐาน ในที่สุดก็จะไปถึงความฝันได้ อยู่ ๆ จะมาบังคับความจริงให้เหมือนความฝันคงไม่ได้ เรื่องทั้งหลายต้องใช้ความเป็นคนไทยด้วยกันเป็นหลัก เรื่องอื่นอาจจะต้องเพล่าเอาไว้เพื่อให้ไปด้วยกันได้ ให้บ้านเมืองไปได้ ทั้งนี้คนไทยยังสามารถรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้ ” พล.อ.บุญสร้าง กล่าว

เมื่อถามว่า ผบ. เหล่าทัพได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหากับนายกรัฐมนตรีหรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ไม่มี แต่บางคนอาจจะพูดเป็นการส่วนตัวกันบ้าง แต่เป็นทางการไม่มี แต่ ผบ. เหล่าทัพพูดเหมือนกันว่าไม่เห็นด้วยที่จะใช้ความรุนแรง เมื่อถามว่า พล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอรมน.) จะออกมาเป็นแกนนำแทน พล.ต. จำลอง ศรีเมือง นั้น พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับ พล.อ.พัลลภ ถ้าออกมาจริงแล้วจะทำอะไรในทางสร้างสรรค์หรือไป ในทางไหนอยู่ที่ท่านเพราะถือว่าเป็นผู้ใหญ่มากแล้ว เมื่อถามว่า แนวความคิดของ ผบ. เหล่าทัพไม่มีความแตกแยกใช่หรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า กองทัพไม่ได้แตกแยก บางทีก็พูดไปเรื่อย บางทีเราฝันกันเอง ฝันร้าย ยืนยันว่าไม่มีแตกแยกอะไร



ตัวแทน นศ.จุฬา-มธ.เรียกร้องพันธมิตรฯ หยุดป่วนเมือง


ตัวแทนกลุ่มประชาธิปไตยและประธานฝ่ายการเมือง องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ประณามการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

วันนี้ ( 29 ส.ค.) ที่ด้านข้างศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายธีระนัย จารุวัสตร์ ตัวแทนกลุ่มประชาธิปไตยและนายรักษ์นิรันดร์ ชูสกุล ประธานฝ่ายการเมือง องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ประณามการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เนื่องจากเห็นว่าพันธมิตรฯ เป็นคณะก่อการเคลื่อนไหว ทำลายระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แกนนำพันธมิตรฯ ใช้การปฏิบัตินอกกฎหมาย เข้าข่ายกบฏ ทั้งต่อรัฐและวิถีทางประชาธิปไตย ตลอดจนแกนนำพันธมิตรฯ มีการปลุกระดม ใช้ข้อมูลเท็จ กล่าวหาป้ายสี ยั่วยุให้เกิดความรุนแรงในการปราบปราม ไม่ได้ใช้หลักการ “อารยะขัดขืน” และ “สันติวิธี” ตามที่กล่าวอ้างมาโดยตลอด

นอกจากนี้พันธมิตรฯ ยังไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ทั้งที่เรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ในนามของกลุ่ม กปก. และ อมธ. ขอเรียกร้องให้พันธมิตรฯ ยุติการยั่วยุ ปั่นป่วน พร้อมยืนยันว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นการออกมาโดยอิสระของกลุ่มนิสิต นักศึกษา ไม่ได้เป็นเครื่องมือของใคร และไม่กลัวที่จะถูกพันธมิตรฯ ป้ายสี ว่าเป็นลิ่วล้อของคนที่อยู่ประเทศอังกฤษ และขอให้เพื่อนนิสิต นักศึกษา ใช้วิจารณญาณไตร่ตรองข้อมูลให้รอบด้าน และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ผู้ใดต้องการเข้าเคลื่อนไหวกับพันธมิตรฯ ก็ย่อมทำได้ เพราะเป็นสิทธิการแสดงออกของพลเมือง แต่หากมีการกระทำที่ล้ำเส้นของการแสดงออกอย่างสันติ ควรรีบถอนตัว เพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ ในระหว่างที่ตัวแทน กปก.และ อมธ. อ่านแถลงการณ์ มีสมาชิกในกลุ่มยืนถือป้ายสติกเกอร์ “เบื่อพันธมิตร”


เตือนสภาทนายความ ออกหน้าช่วย 9 กบฎ ขัดมาตรา 78


“คำณวน ชโลปถัมภ์” ท้วงสภาทนายความ จะไปให้คำปรึกษาหรือว่าความให้ใครนามสภาฯ จะต้องดูกฎหมายสภาทนายความด้วย โดยเฉพาะกรณีช่วยเหลือ 9 กบฎ ไม่เข้าข่ายเพราะไม่ใช่คนจน

นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ ทนายความ กล่าวถึงกรณีที่สภาทนายความได้แนะ 9 กบฎว่าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติคำสั่งศาล และยังมีข่าวอ้างว่าจะเข้าไปดูแลเรื่องคดีด้วยนั้น ในฐานะนายกสภาทนายความแห่งประเทศไทยคนแรก อยากฝากเตือนว่า การที่ทนายจะไปว่าความหรือเป็นที่ปรึกษาให้ใครในนามของสภาฯ ต้องคำนึงถึงกฏหมายของสภาทนายความ ด้วย เพราะว่าการที่ทนายความจากสภาทนายความจะไปว่าความให้ใครนั้น คนนั้นจะต้องเป็นคนที่มีฐานะยากจนหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม

“การที่ทนายความจากสภาทนายความฯจะไปว่าความให้แกนนำทั้ง 9 คนนั้นผมรู้สึกไม่เห็นด้วย เพราะว่าคนกลุ่มนั้นกระทำการที่ไม่เข้าข่ายกฏหมายของสภาทนายความฯ การช่วยเหลือประชาชนเราก็ทำได้ในเรื่องของการให้คำปรึกษาและจัดหาทนายความมาแก้ต่างให้ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรม” ในส่วนของกฏหมายสภาทนายความฯ ในมาตรา 78 คือประชาชนที่จะได้รับสิทธิ์ในการช่วยเหลือของสภาทนายความฯ ต้องเป็นบุคคลที่มีฐานะยากจนและไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนในมาตรา 79 กล่าวว่า ทนายมีหน้าที่ในการให้คำปรึกษาและจัดหาทนายความไว้ช่วยเหลือแก่ประชาชนที่เข้าข่ายตามมาตรา 78


“ทนายพิชา” หนุนไอเดีย เสธ.แดง ฉีดขี้ไล่แก๊งกบฎพันธมิตร

“พิชา วิจิตรศิลป์” ซัด “จำลอง ศรีเมือง” พวกมือถือสาก ปากถือศีล ทำเป็นบอกเคารพคำสั่งศาลแต่กลับปลุกระดมประชาชนขัดขืน เชื่อต้องสลายการชุมนุมปัญหาถึงจะจบ หนุนไอเดียฉีดขี้ไล่ม็อบ

นายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความสำนักกฎหมายนิติเอกราช กล่าวว่าตนไม่ชอบการกระทำที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯทำอยู่ เพราะเป็นการโค่นล้มรัฐบาล การที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ บอกว่าเคารพคำสั่งของศาลแต่ขัดขืนไม่ยอมมอบตัว อย่างนี้ถือว่ามือถือสาก ปากถือศีล เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็ทำการประท้วง เห็นได้ชัดกรณีที่ขนอาวุธบุกเข้าไปสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ภาพที่ออกมาก็เห็นได้ชัดเจนแล้ว ปากก็บอกให้จับแต่ให้คนมาล้อมไว้ ปากกับใจไม่ตรงกัน เพราะเขารู้ว่าถ้าหากถุกจับไปแล้วต้องไม่ได้รับการประกันตัวแน่นอน เมื่อไหร่ที่อำนาจรัฐตกอยู่ในมือของกลุ่มพันธมิตรฯ เขาอาจจะแจ้งจับนายกรัฐมนตรี ทั้งยังเชื่อว่าเขาจะทำการขับไล่รัฐบาลอย่างนี้ต่อไปจนกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้ขึ้นเป็นรัฐบาล ถ้าไม่มีขั้นเลือดตก ยางออกอย่างหวังจะเห็นความสงบสุข

ทั้งนี้ตนเห็นด้วยกับที่ เสธ.แดง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่เสนอให้เอารถดูดส้วมไปฉีดเพื่อสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะหากทำอย่างนี้น่าจะหมดปัญหา การที่รัฐบาลขู่ว่าจะสลายการชุมนุมนั้น เป็นการเขียนหมาให้วัวกลัวมากกว่า เป็นหมาบ้านธรรมดา ไม่ใช่สนัขพันธ์ล็อตไวเลอร์ที่ดุดัน ซึ่งปกติเขาจะเขียนเสือให้วัวกลัว แต่นี่รัฐบาลเขียนหมาให้วัวกลัว” นายพิชากล่าวและว่าส่วนตัวมองทางออกในตอนนี้ว่า ต้องสลายการชุมนุม



สถานการณ์เครียด ! ตำรวจบุกประชิดฝ่าแนวรั้วพันธมิตรฯ

สถานการณ์เริ่มตรึงเครียด ! ตำรวจบุกประชิดฝ่าแนวรั้วพันธมิตรฯ ขณะที่ กลุ่มพันธมิตรฯได้มีการนำลังน้ำโพลาริสที่มีผู้บริจาคมากองกั้นเป็นกำแพงป้องกันสลายการชุมนุม ด้านกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ เริ่มเคลื่อนไหวตามจังหวัดต่างๆ แล้ว

บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯที่บริเวณทำเนียบรัฐบาลเริ่มตึงเครียดมากขึ้นโดยแกนนำได้ขึ้นเวทีปราศรัยควบคุมสถานการณ์ให้กลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ในความสงบและรวมตัวกันบริเวณหน้าเวทีปราศรัยพร้อมกับจัดกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไปตึงกำลังบริเวณจุดต่าง ๆ ที่ทางเจ้าหน้าที่บังคับคดีจะนำหมายคำสั่งให้ออกจากทำเนียบรัฐบาลมาติด โดยเฉพาะบริเวณประตูทางเข้า-ออกที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการนำกำลังมาตรึงเพิ่มขึ้นแต่ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ รวมถึงการยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มพันธมิตรตามที่เป็นข่าว

ทั้งนี้ นายประพันธ์ คูณมี ได้ขึ้นเวทีกล่าวปลุกระดมผู้ชุมนุมไม่ให้ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือข่าวลือต่าง ๆ และขอให้ฟังคำสั่งจากแกนนำเท่านั้นพร้อมปฏิเสธว่าแกนนำทั้งหมดจะไม่เซ็นรับหมายคำสั่งดังกล่าวเนื่องจากเป็นการส่งหมายโดยมิชอบ

ขณะที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำได้จัดระเบียบผู้ชุมนุมบริเวณพื้นที่ต่าง ๆ ให้มารวมตัวกันบริเวณหน้าเวทีด้วยตนเอง

ด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มต้านพันธมิตรฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณศูนย์การเรียนรู้ตามอัธยาศัย จ.อุบลราชธานี กลุ่มชักธงรบประมาณ 200 คน ส่วนใหญ่โพกศีรษะด้วยผ้าสีแดง โดยมีนายธึรภัทร วัชรพล นักจัดรายการวิทยุชุมชนเป็นแกนนำ ได้รวมตัวกันเพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ จากนั้นเดินทางไปยังสถานีวิทยุชุมชนแห่งหนึ่งที่รับสัญญาณจากเอเอสทีวีมาออกอากาศ โดยนำหรีดและโลงศพแกนนำพันธมิตรฯ วางไว้หน้าสถานี จุดไฟเผาแล้วจึงแยกย้ายกันกลับ

ขณะที่ จ.เชียงราย น.ส.จีระนันท์ จันทะวงศ์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลเปิดแถลงข่าวจะเคลื่อนไหวตอบโต้กลุ่มพันธมิตรฯ โดยจะยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับแกนนำพันธมิตรทั้ง 9 คนผ่านทาง ผวจ.เชียงรายในวันที่ 29 ส.ค.นี้จากนั้นจะรวมตัวที่อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราชแจกเพื่อสติกเกอร์ต้านพันธมิตรฯ



แต่งตั้งโยกย้าย178นายตำรวจ

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมาคณะกรรมการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)ได้พิจารณาโยกย้ายข้าราชการตำรวจหลายตำแหน่ง ดังนี้
พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ที่ปรึกษา (สบ 10) ทำหน้าที่รอง ผบ.ตร.ด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ นรต.26 ขยับเข้าตำแหน่งหลักเป็นรอง ผบ.ตร.เต็มตัว ในเก้าอี้ของ พล.ต.อ.ชาญวุฒิ วัชรพุกก์ รอง ผบ.ตร.ที่เกษียณอายุราชการ โดยให้ พล.ต.ท.วันชัย ศรีนวลนัด ผู้ช่วย ผบ.ตร. นรต.26 ซึ่งมีอาวุโสอันดับ 1 ขึ้นแท่นติดยศ พล.ต.อ. เป็นที่ปรึกษา (สบ 10) ด้านความมั่นคง ของ พล.ต.อ.จุมพล ที่เพิ่งเปิดเป็นตำแหน่งถาวร เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
สำหรับ พล.ต.อ.จุมพล เป็นนายตำรวจที่ใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างยิ่ง และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญด้านการข่าว ทั้งผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล และผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเรืองอำนาจ
ส่วนระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่ว่าง 5 ตำแหน่งนั้น ก.ตร.พิจารณา ให้ พล.ต.ท.ปรัชญา สุทธปรีดา จเรตำรวจ (สบ 8) พล.ต.ท.สุวัฒน์ ธำรงศรีสกุล ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร.ทำหน้าที่ตรวจสอบภายใน นรต.26 พล.ต.ท.สุวัฒน์ จันทร์อิทธิกุล ผู้บัญชาการสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ผบช.สทส.) พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผบช.ก. พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.
ขณะที่ระดับผู้บัญชาการนั้น บอร์ดกลั่นกรองก็มีการพิจารณาโยกย้ายสับเปลี่ยนหลายตำแหน่ง อาทิ พล.ต.ต.สุชาติ เหมือนแก้ว รองผ บช.น. นรต.26 เกษียน ปี 2554 อาวุโส ตร.ลำดับที่ 39 อาวุโส บช.น.อันดับ 2 ขยับขึ้นเป็น ผบช.น. พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผบช.ภ.7) โยกเป็น ผบช.ก. โดยมี พล.ต.ท.ถวิล สุรเชษฐ์พงษ์ ผบช.ประจำ ตร.ไปเป็น ผบช.ภ.7 แทน
พล.ต.ต.อาจิณ โชติวงศ์ รอง ผบช.ภ.7 ขยับขึ้นเป็น ผบช.ก.ตร. โยก พล.ต.ท.บรรจง ตันศยานนท์ ผบช.ก.ตร.ไปเป็น จตร. (สบ 8) ขณะที่ พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. เป็น ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.อัศวิน ณรงค์พันธ์ รอง ผบช.ภ.3 นรต.25 ขึ้นเป็น ผบช.ภ.4 พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. เป็น ผบช.ภ.6 ขณะที่ พล.ต.ต.สัณฐาน ชยนนท์ รอง ผบช.ภ.8 ขยับขึ้นเป็น ผบช.ภ.8 เบียด พล.ต.ท.ธานี ทวิชศรี ผบช.ภ.8 ไปเป็น ผบช.ภ.9 ส่วน พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ ผบช.ภ.1 พล.ต.ท.ธีรวุฒิ กิตติวัฒน์ ผบช.ภ.2 และ พล.ต.ท.สถาพร ดวงแก้ว ผบช.ภ.5 นรต.26 ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม
ระดับผู้บังคับการ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผบก.น.1 ขึ้นเป็น รอง ผบช.น พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบก.ตปพ ขึ้นเป็นรอง ผบช.น. พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพรหมณกุล ผบก.ปทส. เป็น ผบก.ตปพ. พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร ผบก.ปดส.เป็น ผบก.จว.อ่างทอง พ.ต.อ.วิชัย สังข์ประไพ รอง ผบก.จว.บุรีรัมย์ กลับมาได้ดีในพื้นที่นครบาลขึ้นเป็น ผบก.น.4 ซึ่ง พ.ต.อ.วิชัย ถือเป็นเด็กในสายของ นายเนวิน ชิดชอบ พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผบก.ส.3 เป็นอีกคนหนึ่งที่อยู่ในสายของ นายเนวิน ชิดชอบ โยกเป็น ผบก.ปดส.
พล.ต.ต.วุฒิ พิพัฒนบวรกุล ผบก.อก.จต.เลื่อนเป็น รอง จต. พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ ผบก.อก.ภ.6 เลื่อนเป็น รองจต. พล.ต.ต.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ผบก.เชียงราย เลื่อนเป็น รอง จต. พ.ต.อ.เมธี กุศลสร้าง รอง ผบก.กต.5 เลื่อนเป็น ผบก.ประจำ จต. พ.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี รอง ผบก.กต.2 เลื่อนเป็น ผบก.อก.จต. พ.ต.อ.มณฑล มีอนันต์ รอง.ผบก.ภ.จว.ฉะเชิงเทรา เลื่อนเป็น ผบก.ประจำ จต. พ.ต.อ.สุรพล อยู่นุช รอง ผบก.ประจำ ตร. เลื่อนเป็น ผบก.ฝอ.ประจำ รอง.ผบ.ตร. พ.ต.อ.มนู เมฆหมอก รอง ผบก.ทท.เลื่อนเป็น พล.ต.ต. ในตำแหน่ง ลก.ตร. พ.ต.อ.จารุวัฒน์ ไวศยะ รอง ผบก.ป.เลื่อนเป็น ผบก.ฝอ.ประจำ ผช.ผบ.ตร. พ.ต.อ.ฐิติราช หนองหาญพิทักษ์ รอง ผบก.ป.เลื่อนเป็น ผบก.ส.3
หลังจากการประชุมเสร็จสิ้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ส่วนเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายมีนายตำรวจระดับ พล.ต.ท. 36 นาย พล.ต.ต. 142 นาย คงต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ ก่อน
ด้าน พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะโฆษก ตร. กล่าวว่า สรุป ก.ตร.ได้ให้ความเห็นชอบในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจจำนวน 178 นาย เป็นระดับรอง ผบ.ตร. 1 ราย เลื่อนขึ้นเป็นระดับ รอง ผบ.ตร. 1 นาย เลื่อนขึ้นเป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร. 5 นาย ผบช.หมุนในตำแหน่ง 10 นาย เลื่อนขึ้น ผบช. 19 นาย รอง ผบช. หมุนเวียนในตำแหน่ง 12 นาย เลื่อนขึ้นเป็น รอง ผบช. 27 นาย ผบก. หมุนเวียน 51 นาย เลื่อนขึ้นเป็น ผบก. 52 นาย โดยนายกรัฐมนตรี จะนำรายชื่อที่ ก.ตร.เห็นชอบ นำขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป

ทำตัวถ่อยซ้ำซาก...!พันธมิตรคุกคามสื่อกระชากนักข่าวสาว

ม็อบพันธมิตรฯ ถ่อยไม่เลิก คุกคามสื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาล ขู่ใช้หนังสติ๊กยิง “ภูวดล”เจ้าเก่าเผยสันดานดิบสั่งการ์ดไล่ส่ง แถมกระชากตัวนักข่าวสาว ขณะที่บรรดาลิ่วล้อฮือล้อมห้องผู้สื่อข่าวจนหวาดผวากันไปทั่ว ซ้ำยังคุกคามด้วยการรื้อค้นข้าวของแถมถ่ายรูปเอาไว้ เชื่อกลัวจนลนลานเพราะรู้ตัวทำผิดกฎหมาย ผู้ร่วมชุมนุมถอดใจหากยังดื้อด้าน มีหวังติดร่างแหร่วมก่อการกบฏ
จากกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ คุกคามสื่อ หลังจากสั่งการให้ยึดสถานีโทรทัศน์ NBT และขัดขวางการทำงานของสื่อ จนกระทั่ง 3 สมาคมสื่อ ได้ออกแถลงการณ์ประณาม และขอให้สื่อมวลชนได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่นั้น
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 28 สิงหาคม 2551 สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที รายงานข่าวว่าผู้สื่อข่าวหญิงของเอ็นบีที ได้ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กักตัวในทำเนียบรัฐบาล จากนั้นจึงได้ต่อสายโทรศัพท์สัมภาษณ์ น.ส.ศิริพร นิยมทรัพย์ศิริ ผู้สื่อข่าวหญิงคนดังกล่าว
ได้รับคำชี้แจงว่า ขณะที่เดินเข้าไปในเขตรั้วของทำเนียบเพื่อทำข่าวพร้อมกับช่างภาพ ได้ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ เดินเข้ามาปิดล้อมพร้อมกับพยายามกันตัวไม่ให้เดินเข้าไปภายใน จากนั้นตนเจรจาจนสามารถกลับออกมาภายนอกอย่างปลอดภัย
ต่อมาผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลด้วยว่า เมื่อเวลา 15.30 น. หน่วยรักษาความปลอดภัยของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้สร้างแนวป้องกันด้วยยางรถยนต์ ที่ประตู 9 ฝั่งสะพานอรทัย พร้อมทั้งเตรียมอุปกรณ์ต่างๆเพื่อสกัดกั้นตำรวจทั้ง เหล็กแป๊บ ไม้พลอง หนังสติ๊ก ก้อนหิน ซึ่งทันทีที่รถตู้ตำรวจ และรถ 6 ล้อ สำหรับคุมขังนักโทษ ประมาณ 20 คัน เคลื่อนผ่านฝั่งตรงข้ามวัดโสมนัส ทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้โห่ร้อง
โดยระหว่างนั้นผู้สื่อข่าว 3 คน ประกอบด้วย นายมนตรี จิรพรพนิต หนังสือพิมพ์ข่าวสด นายสุทธา พิมาลัย หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และ น.ส.ศศินภา วัฒนวรรณรัตน์ หนังสือพิมพ์มติชน ที่ได้ขึ้นไปสังเกตการณ์อยู่บริเวณทางเชื่อมอาคารบัญชาการ 1 และ 2 ได้ถูกการ์ดพันธมิตรฯ ไล่ลงข้างล่างให้หมด
ทำให้ผู้สื่อข่าวทั้งสาม ได้ชี้แจง พร้อมกับโชว์บัตรประจำตัวผู้สื่อข่าวว่าเป็นสื่อมวลชน ขอสังเกตการณ์และทำหน้าที่รายงานตรงจุดนี้ ทางการ์ดพันธมิตรฯ บอกว่าไม่สน เพราะกลัวว่าจะเป็นนปก.ปลอมตัวมา ถ้าไม่ลงจะใช้หนังสติ๊กยิง จากนั้นได้มี รปภ. ของพันธมิตรฯ 2 คนขึ้นมาเชิญตัวลงไป แต่ผู้สื่อข่าวได้ยืนยันว่าจะขอสังเกตการณ์ต่อไปโดยยืนยันว่าสามารถดูแลตัวเองได้
หลังจากที่เจรจากับการ์ดพันธมิตรฯ เป็นที่เรียบร้อย ปรากฏว่า นายภูวดล ทรงประเสริฐ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ได้ขึ้นมายังบริเวณดังกล่าวด้วยอาการเกรี้ยวกราด พร้อมกับชี้หน้าไล่ผู้สื่อข่าวให้ลงไปด้านล่าง และด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย โดยไม่ฟังคำชี้แจงใดๆ
รวมทั้งได้กระชากตัว น.ส.ศศินภา อย่างรุนแรง ทำให้เพื่อนนักข่าวอีกสองคน ต้องเข้าไปกันเอาไว้พร้อมกับบอกว่าทำอย่างนี้ไม่เหมาะสม เพราะเป็นนักข่าวผู้หญิง จนทำให้ น.ส.ศศินภา ร้องให้ด้วยความตกใจในท่าทีของนายภูวดล ซึ่งนายภูวดล ได้เอ่ยปากขอโทษแต่ก็ขู่ว่าจะลงดีๆหรือไม่ ถ้าไม่ลงจะตามรปภ.มาไล่ให้ลงไป เพราะมันอันตราย ผู้สื่อข่าวทั้งสามจำเป็นต้องลงมาด้านล่าง ซึ่งนายภูวดล ตะโกนสั่งทีมรปภ.ไล่หลังว่า “ให้เอาพวกมันลงไป”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนั้นกลุ่มพันธมิตรฯ ประมาณกว่า 10 คนกรูกันขึ้นไปชั้นบน โดยมีหญิงวัยกลางคน ตะโกนใส่หน้าผู้สื่อข่าวว่า เอาลงไปเลย และขณะที่กลุ่มผู้สื่อข่าวเดินลงจากชั้นสอง กลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ด้านล่างพากันตะโกนไล่ กระทั่งเพื่อนผู้สื่อข่าวที่ทราบเรื่องต้องมาช่วยกันพากลับเข้าห้องผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบ แต่ก็มีมวลชนจากพันธมิตรฯ ฮือมาล้อมที่ห้องผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล จนผู้สื่อข่าวต้องขอร้องให้การ์ดพันธมิตรฯ มาช่วยรักษาความปลอดภั และได้ปิดประตูล็อกกลอนทุกด้าน
หลังจากเกิดเหตุ ผู้สื่อข่าวได้แจ้งให้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทราบถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งแจ้งว่า น.ส.ศศินภา ต้องการจะกลับบ้านแต่รถของบริษัทจอดอยู่บริเวณที่เกิดเรื่องเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย นายสนธิได้อาสาพาตัว น.ส.ศศินภา ไปส่งขึ้นรถกลับบ้าน นายสนธิ กล่าวหลังจากไปส่งนักข่าวสาวว่า ตนไม่ทราบถึงต้นเหตุในเรื่องนี้จริงๆ แต่ในเมื่อสถานการณ์มันตึงเครียดพันธมิตรฯ ทุกคนต้องระวัง
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในวันนี้มีความเข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ มีคนของพันธมิตรฯ คุกคามผู้สื่อข่าวด้วยการถ่ายรูปและประกบติดตามการทำงานตลอดเวลา
นอกจากนี้ ระหว่างที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีปราศรัย นายชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชน โดยเดินดูบรรยากาศ เพื่อรายงานสถานการณ์โดยรอบทำเนียบรัฐบาล ขณะเดินผ่านบริเวณแยกสวนมิสกวัน ได้มีชายรูปร่างสูงใหญ่ ผิวดำแดง มีผ้าพันคอสีเหลือง เขียนว่า กู้ชาติ และแขนเสื้อติดคำว่า สรส. หรือ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ได้เดินเข้ามาต่อว่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่นายชัยรัตน์ ไม่สนใจ และพยายามเดินหนี เข้าหาตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณดังกล่าว แต่ชายคนดังกล่าวไม่ยอมเลิกรา ยังเดินตามหลังมาตลอด และด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคายอย่างรุนแรง นายชัยรัตน์ จึงได้หยุดเดิน เพื่อพยายามสอบถามถึงสาเหตุ และแสดงตัว พร้อมทั้งยื่นบัตรประจำตัวสื่อมวลชนให้ชายคนดังกล่าวดู แต่ยิ่งทำให้ชายคนดังกล่าวเกิดความฉุนเฉียวรุนแรงมากขึ้น และทำท่าจะเข้ามาทำร้ายร่างกาย
นายชัยรัตน์ กล่าวว่า แม้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะถูกกดดันจากรัฐบาล ตำรวจ ก็ควรจะควบคุมอารมณ์ด้วย ทุกคนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ ตนเข้ามาทำหน้าที่รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เสนอความเป็นจริงให้กับประชาชนได้รับทราบ ไม่คิดที่จะก่อความวุ่นวาย
"ผมทำงานสื่อมวลชนมาประมาณ 1 ปี ไม่เคยพบกับเหตุการณ์คุกคามสื่อมวลชนมาก่อน แต่ครั้งนี้เป็นการคุกคามสื่ออย่างรุนแรง จึงอยากจะเตือนเพื่อนสื่อมวลชนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวในการชุมนุมของพันธมิตรฯ ให้ระวังตัว เพราะกลุ่มพันธมิตรฯ อยู่ในสภาวะที่กดดัน และมีความระแวง คิดว่าคนแปลกหน้าจะแฝงตัวเข้ามาเป็นมือที่สามสร้างความวุ่นวาย อาจจะถูกคุกคาม หรือถูกทำร้ายร่างกายได้" นายชัยรัตน์ กล่าว

พันธมิตรมิได้เป็นผู้ชุมนุมอีกต่อไป แต่เป็นขบถ


ขณะที่เขียนอยู่นี้ ยังไม่รู้ว่าการยึดทำเนียบรัฐบาลของพันธมิตรฯ จะลงเอยอย่างไร แกนนำ 9 คนจะยอมมอบตัว ยุติการชุมนุม หรือถูกสลาย จึงขอแสดงความคิดเห็นย้อนหลังต่อปฏิบัติการ “ไทยคู่ฟ้า” ตั้งแต่วันเริ่มต้น 26 สิงหาคม โดยเคลื่อนกำลังประชาชนไปยึดสถานีโทรทัศน์ NBT กระทรวงการคลัง คมนาคม เกษตรฯ และทำเนียบรัฐบาลของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นสถานการณ์ทางการเมืองร้ายแรงที่สุดตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนทำให้พันธมิตรฯ เพลี่ยงพล้ำ หมดความชอบธรรมทางการเมือง กล่าวคือ
ประการแรก ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า มิใช่เป็นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 เพราะสูญเสียลักษณะสงบและปราศจากอาวุธ เพราะการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT เวลาเช้ามืด มีปืน มีด ไม้ บังคับไม่ให้ออกอากาศ รวมทั้งพยายามเข้าไปถ่ายทอดเสียเอง และการบุกเข้าไปชุมนุมในกระทรวง และบุกเข้ายึดทำเนียบ และปิดถนนรอบทำเนียบ ถนนมิตรภาพ ภาคอีสาน เพชรเกษมภาคใต้ และถนนจากภาคเหนือ นอกจากทำให้คณะรัฐมนตรีประชุมไม่ได้ ข้าราชการไม่สามารถทำงานตามปกติ ยังสร้างความเดือดร้อนและปั่นป่วนของประชาชนในวงกว้างทั่วประเทศ จึงเข้าข่ายความก่อการขบถ อย่าเรียกพันธมิตรฯ ว่า “ผู้ชุมนุม” ให้เรียกว่า “พวกขบถ”
ประการที่สอง ความจริงแล้ว การเคลื่อนไหวต่อสู้ของพันธมิตรฯ มีลักษณะเข้าข่ายขบถมาตั้งแต่ต้น เพราะมีเป้าหมายขับไล่รัฐบาลและมีลักษณะต่อต้านอำนาจรัฐอย่างชัดเจน พวกเขาใช้ถ้อยคำประเภท “โค่นล้ม” “การยึดอำนาจรัฐ” “การปฏิวัติโดยภาคประชาชน” และ “กองทัพประชาชน” บ่อยขึ้นเป็นลำดับ ในเช้าตรู่ของวันที่ 26 สิงหาคม สองคำหลังถูกประกาศก้องที่สถานีโทรทัศน์ NBT ถ้อยคำเหล่านี้คงมาจากความคิดของพันธมิตรฯ ที่เคยเป็นนักปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งเคยเรียนรู้ทฤษฎีการต่อสู้และการปฏิวัติ มีหลายแนวทาง หลายรูปแบบ แล้วก็ไม่น้อย เคยรู้จัก ร่วมต่อสู้ด้วยกันมาหลายสิบปี
ตามทฤษฎี ปฏิบัติการ 26 สิงหาคม ของพันธมิตรฯ มีลักษณะเป็นการลุกขึ้นสู้ หรือลุกขึ้นยึดอำนาจรัฐที่เรียกตามภาษาอังกฤษว่า insurrection หรือ mass uprising หมายถึงการใช้กำลังประชาชนและอาวุธเข้ายึดที่สถานทำการของรัฐเพื่อโค่นล้มรัฐบาล ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งของขบวนการทางการเมือง โดยเฉพาะขบวนการปฏิวัติเกิดขึ้นในยุโรปศตวรรษที่ 19 และ 20 และละตินกลางศตวรรษที่แล้ว การลุกขึ้นสู้ส่วนใหญ่จะพ่ายแพ้ ไม่สามารถยึดอำนาจรัฐได้ เพราะการบุกรุกเข้ายึดสถานที่ราชการและทำลายทรัพย์สินของราชการ และการทำร้ายหรือจับกุมเจ้าหน้าที่เป็นความผิดทางอาญา และที่สำคัญ สถานที่ที่ฝ่ายลุกขึ้นสู้เข้ายึดนั้น มิใช่เป็นกองกำลังอาวุธ หรือกองทัพและตำรวจ จึงถูกกองกำลังของรัฐบาลปราบปราม กวาดล้าง จับกุม คุมขังอย่างขนานใหญ่ ฝ่ายลุกขึ้นสู้จะตกเป็นขบถ
สถานการณ์ที่ศาลอาญาอนุมัติหมายจับแกนนำพันธมิตรฯ 9 คน และศาลแพ่งออกคำสั่งให้ออกจากทำเนียบนายกรัฐมนตรี สังคมส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ ชะตากรรมของพันธมิตรฯ ย่อมเหมือนกับกลุ่มลุกขึ้นสู้ในยุโรปและละตินอเมริกา คือ ความพ่ายแพ้
สุดท้าย ไม่ว่าวิกฤติทางการเมืองจะลงเอยอย่างไร แต่แนวความคิดอุดมการณ์ของพวกเขาได้แพร่หลายและซึมลึกในหมู่ผู้ฟังโทรทัศน์ ASTV ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นอุดมการณ์ล้าหลัง หลงยุค หลอกลวง เพ้อฝัน ฉุดดึงสังคมและประเทศไทยถอยหลังไปเรื่อยๆ จะเป็นปัญหาทางการเมืองและสังคมต่อไป

นักวิชาการ เข้าข้าง ‘กบฏ’

ได้ยิน ได้เห็น ได้อ่าน นักวิชาการพันธุ์ไหนไม่ทราบได้ ออกมาอวดอ้างความคิดใหญ่โต ชักนำประชาชนให้เคลิบเคลิ้ม ไปว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่ กบฏ เป็นข้อกล่าวหาที่แรงเกินไป ทั้งที่มีการกระทำการอันป่าเถื่อน!!! ปิดล้อมสถานที่ราชการ ปีนรั้ว บุกรุกสถานที่ราชการหลายแห่ง และบุกสถานที่ทำการของสื่อสารมวลชน ล้อมรถถ่ายทอดสด สั่งนักข่าวให้รายงานข่าวพรรคพวกตัวเองในทางที่ดีเท่านั้น!
เป็น แผนการ“สร้างภาพ” แก้เกมที่เพลี่ยงพล้ำโดยการให้นักวิชาการเหล่านี้มา รับรองการกระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ของคนป่วนบ้านป่วนเมือง เหล่านี้ให้ดำรงการกระทำอยู่ต่อเนื่องเท่านั้นเอง ซึ่ง ไม่น่าเชื่อว่า นักวิชาการเหล่านี้จะกล้าออกมาปฏิบัติการอันเลวร้ายแบบนี้ได้
มหาวิทยาลัยเก่าแก่แห่งหนึ่ง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีประวัติศาสตร์การต่อสู้กับเผด็จการ กลับเปลี่ยนแปลงท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังเท้า เพราะทำตัวเป็นเสาหลักให้กับคณะปฏิวัติรัฐประหารหน้าตาเฉย เปิดประตูต้อนรับกลุ่มกบฏพันธมิตรฯ ถึง 2 ครั้ง 2 ครา แล้ว จากครั้งแรกถึงครั้งนี้
เป็นสถาบันการศึกษา แต่กลับไม่วิเคราะห์สถานการณ์ ไม่มีการวิเคราะห์ในตัวบุคคล แต่เอากระแส เอาความสะใจ และที่สำคัญคือเป็นเครื่องมือของพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง ซึ่งเก่าแก่อยู่พอๆ กัน
ศาลได้พิพากษาให้ออกหมายจับในกฎหมายอาญามาตรา 113, 114, 215, 216 ซึ่งเป็นกบฏล้มล้างรัฐบาล ใครอ่านกฎหมายรู้ดูกฎหมายเป็นก็จะรู้ว่ามันเข้าข่ายนี้หรือไม่ และมีโทษทัณฑ์สูงสุดถึงประหารชีวิต และมาตราอื่นๆ ร่วมด้วยอีก 3 ข้อหา ล้วนเป็นข้อหาหนักหน่วงรุนแรงทั้งนั้น
ศาลได้พิพากษาให้คุ้มครองฉุกเฉินให้รื้อถอนเวที และนำคนออกจากทำเนียบรัฐบาลและถนนโดยรอบ
แต่นักวิชาการ...ส่วนหนึ่ง แสดงความเห็นในทำนองว่าจะถอนฟ้องในข้อหาเหล่านี้ อย่างหน้าตาเฉย ไม่สนใจความถูก-ผิด อะไรทั้งสิ้น !!!!!
ก่อนหน้านี้... ศาลพิพากษา ให้แกนนำกลุ่มป่วนบ้านป่วนเมือง ต้องโทษจำคุก 3 ปี ฐานแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง จนทำให้สังคมแตกแยกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่คนเหล่านี้ยังไม่สำนึก
ท่าทีของนักวิชาการเหล่านี้ได้กลายเป็น นักวิชาการฝ่ายกบฏ อย่างเต็มหูเต็มตา เห็นทีลูกหลานคนไทยที่ได้ร่ำเรียนศึกษากันคงจะหาหลักวิชาการอะไรไม่ได้เป็นแน่แท้
เห็นที...นักศึกษา พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ต้องพิจารณาทบทวนในการจะไปเรียนกับนักวิชาการเหล่านี้เสียแล้ว เพราะครูบาอาจารย์ ไม่เข้าใจในสถานการณ์ ไม่เข้าใจกติกาของบ้านเมือง ไม่เข้าใจผลกระทบต่อสังคม หรือจงใจที่จะใช้ความไร้หลักการมาปกป้องคนป่วนบ้านป่วนเมืองเหล่านี้
ที่จริง กบฏป่วนบ้านป่วนเมือง กลุ่มนี้ ออกมาเรียกร้องให้ฝ่ายรัฐบาลเก่าทำตามกฎหมาย แต่ ฝ่ายตนเอง และ พรรคพวก กลับไม่ทำตามนั้น เพราะมีแรงยุ มีแรงสนับสนุนส่วนหนึ่งจาก นักวิชาการ ไร้หลักการพวกนี้
ชาวบ้านด่ากันขรม กับท่าทีของนักวิชาการ ที่โผล่หน้าออกมาสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง แบบที่ทำกันอยู่นี้ เพราะชาวบ้านในยุคปัจจุบันมีความตื่นตัวทางการเมือง ไม่โง่ที่จะโดนนักวิชาการเหล่านี้ครอบงำอีกต่อไป
ดูจาก ผลโพล ที่ได้มีการไปสุ่มสำรวจประชาชน ยิ่งตอกย้ำว่าประชาชนคนไทย จำนวนมากมายถึง 70-80 % ทีเดียวที่ ไม่เห็นด้วย กับการ ป่วนบ้าน ป่วนเมือง กันแบบนี้ มีเพียง 7% เท่านั้นเองที่จะเห็นด้วย
ความพยายาม ฟอกขาว การกระทำผิดให้เป็นการกระทำที่ถูก เห็นจะมีแต่นักวิชาการบ้องตื้น เท่านั้นเอง
นักวิชาการ ที่ไปร่วมสนับสนุนกบฏป่วนบ้านป่วนเมือง แบบนี้ ใครจะเห็นด้วยว่ากันไป แต่ต้องย้ำว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อและเรียกร้องให้เคารพหลักวิชาการ เคารพหลักกฎหมาย เคารพกติกา และ เคารพความพยายามในการทำให้สังคมสงบสุข