WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 29, 2008

หมายจับ9กบฏยังไม่รู้สำนึก

* กังขา!ตร.2มาตรฐานปิดเงียบประกาศจับ
“9 กบฏ” ยังไม่รู้สำนึก จงใจขัดขวางหมายจับ ซ้ำยังดื้อแพ่งขัดคำสั่งศาลที่ให้ออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลทันที ดิ้นเฮือกสุดท้ายขอคัดค้านคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แต่ไม่เป็นผล ตำรวจเตือนผู้ชุมนุมรีบสลายตัวกลับบ้านก่อนจะกลายเป็นผู้ต้องหาร่วมก่อการกบฏ ขณะที่ม็อบเครียดจัดขนยางรถยนต์สร้างบังเกอร์ พร้อมระดมอาวุธครบมือ ตั้งป้อมสู้ตำรวจ เผย “จำลอง” ออกอาการลุกลี้ลุกลนจนเห็นได้ชัด ดัน “พัลลภ ปิ่นมณี” เป็นแกนนำหลักในยามติดคุก เพราะยังไม่เชื่อใจ 3 แกนนำมือใหม่ที่แต่งตั้งไว้ก่อนหน้า ขณะเดียวกันตั้งข้อสังเกตตำรวจส่อ 2 มาตรฐาน อุบเงียบหมายจับพวกกบฏป่วนเมือง

* ‘พัลลภ ปิ่นมณี’ รับเป็นทายาท ‘มหาจำลอง’
แม้ว่าศาลแพ่งจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล และถนนโดยรอบเพื่อให้สามารถสัญจรได้ตามปกติ และขนข้าวของทั้งหมดออกไปในทันที นับตั้งแต่คืนวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา และไม่รับฟังการคัดค้านตามที่ทนายความพันธมิตรฯ ร้อง รวมถึงกรณีที่ศาลอาญาได้อนุมัติออกหมายจับ 9 แกนนำม็อบ ใน 4 ข้อหาฉกรรจ์ อันเป็นกบฏต่อแผ่นดินไปแล้ว

ม็อบพันธมิตรยังไร้สำนึก
แต่แกนนำม็อบพันธมิตรฯ ก็ยังคงพยายามปลุกระดมผู้ชุมนุมให้ดื้อแพ่งขัดคำสั่งศาล และมีการนำเอาสิ่งกีดขวางเข้ามาป้องกัน รวมทั้งเพิ่มความเข้มข้นในการักษาความปลอดภัย ถึงขั้นล่ามโซ่ขังตัวเองอยู่ภายในทำเนียบรัฐบาล และการ์ดบางคนถึงขั้นมีอาการคลุ้มคลั่งทำตาขวางใส่สื่อมวลชน จนเป็นเรื่องหวาดผวากันไปทั่ว ซ้ำร้ายท่ามกลางอากาศร้อนระอุยังพบอาการหวาดผวาระแวงกันเอง
โดยที่แกนนำการชุมนุมได้ประกาศว่าให้ชายตามองเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาลเอาไว้ เพราะอาจลงมือปฏิบัติการพร้อมกับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจภายนอก และขณะเดียวกันคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็อาจเป็นตำรวจสันติบาลแฝงตัวเข้ามาก็เป็นได้
นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่าการออกหมายจับ 9 แกนนำดังกล่าว ทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่มีการนำหมายจับออกมาจ่ายแจก หรือนำไปติดในที่สาธารณะ หรือในห้องส้วมของสถานีตำรวจแบบเดียวกับกรณีหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร

กังวลตำรวจส่อ 2 มาตรฐาน
แม้ว่าผู้สื่อข่าวจะพยายามติดต่อไปที่ตำรวจหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ล้วนถูกปฏิเสธ ต่างจากกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีการระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นคนนำมาแจกเอง
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังฝ่ายประชาสัมพันธ์ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้รับการอ้างว่าเป็นความลับของทางราชการ และเป็นเรื่องของศาล ซึ่งผิดไปจากข้อเท็จจริง เพราะหมายจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น จะออกโดยกองทะเบียนประวัติอาชญากรรม
จากนั้นมีการสอบถามไปยังหน้าห้อง พล.ต.อ.วงกต มณีรินทร์ รอง ผบ.ตร. นายเวรแจ้งว่าติดประชุม และให้ติดต่อที่สำนักงานรอง ผบ.ตร. แต่ก็ได้รับคำตอบว่าท่านไม่ได้ดูแลงานในส่วนนี้ ให้ติดต่อกับ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ที่ดูแลงานด้านการปราบปราม หรือ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลม็อบ แต่หน้าห้อง พล.ต.อ.จงรัก ก็ระบุให้ติดต่อที่รอง ผบช.น. พล.ต.ต.วัจนนท์ ถิระวัฒน์ แต่ก็ถูกโบ้ยกลับไปที่ พล.ต.อ.จงรัก อีกรอบ
ทั้งนี้ ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างระหว่าง 2 คดีดังกล่าวว่าจะเข้าข่ายปฏิบัติงาน 2 มาตรฐาน อย่างไร หรือไม่

“จำลอง” เครียดกลัวถูกสลายม็อบ
ส่วนบรรยากกาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ตลอดวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา บรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียดกว่าวันก่อนๆ ทั้งกลุ่มผู้ชุมนุม เริ่มอ่อนล้า และเฉอะแฉะจากฝนที่ตกอย่างหนักในคืนที่ผ่านมา ขณะที่บรรดาแกนนำและบรรดาการ์ดก็ยังคงตึงเครียดกับข่าวการสลายม็อบ และข่าวการจับกุมแกนนำตามหมายศาล ที่มีข่าวออกมาตลอดทั้งวัน ซ้ำยังพานสร้างความกดดันและแสดงท่าทีที่รุนแรงกับสื่อมวลชน จนถึงขั้นข่มขู่ทำร้ายร่างกาย ซึ่งนักข่าวหลายคนโดนกันไปอย่างถ้วนหน้า
นอกจากนี้แกนนำพันธมิตรฯ โดยเฉพาะ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ดูแลด้านการรักษาความปลอดภัย ที่ท่าทีเครียดและลุกลี้ลุกลนจนเห็นได้ชัด มีการประกาศปลุกระดม และเตือนให้ระวังการสลายการชุมนุมตลอดเวลา ทั้งยังบอกให้ระวังตำรวจที่อยู่ในพื้นที่ทำเนียบ และให้ดูคนข้างๆ ที่อาจเป็นตำรวจแฝงตัวมา

สร้างบังเกอร์รับมือเจ้าหน้าที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่านับตั้งแต่ช่วงสาย กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ส่วนใหญ่ที่ชุมนุมอยู่ภายในทำเนียบรัฐบาลแสดงความไม่พอใจทันที เมื่อ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตร ได้ประกาศว่ามีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าประชิดประตูทางเข้า-ออก ด้านต่าง ๆ รอบทำเนียบรัฐบาล และได้มีการนำสิ่งกีดขวาง เช่น กระเบื้อง โต๊ะ เก้าอี้ ขวางบริเวณประตูทางเข้า-ออก โดยรอบด้าน
ขณะเดียวกันก็ยังมีการนำเอายางรถยนต์จำนวนมาก เข้ามารายล้อมเอาไว้ เพื่อป้องกันการเข้าจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ท่ามกลางความกังวลกันว่าจะมีเจตนาอื่นแอบแฝงหรือไม่ อย่างเช่นการนำมาเพื่อเตรียมเป็นเชื้อเพลิงในการเผาทลายทำเนียบรัฐบาล
ขณะที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ คนสำคัญ ยังได้มีการเดินไปรอบสถานที่ชุมนุม เพื่อปลุกขวัญและให้กำลังใจกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย

กักผู้ชุมนุมไว้เป็นตัวประกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ที่มาร่วมในการชุมนุมประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาล เริ่มมีการจับกลุ่มหารือกันเป็นกลุ่มๆ ถึงความไม่ปลอดภัยจากการอยู่ร่วมชุมนุมประท้วงต่อไป เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องและทั่วถึงว่า สิ่งที่ทำลงไปนั้นเป็นการทำผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง ขอให้เดินทางกลับบ้าน เพราะถ้ายังร่วมชุมนุมอยู่และอาจติดร่างแหเป็นผู้ร่วมก่อการกบฏ ร่วมกับ 9 แกนำพันธมิตรฯ ได้ ซึ่งมีโทษสูงถึงประหารชีวิต และการที่แกนนำพันธมิตรฯถูกออกหมายจับแล้ว ซึ่งจะต้องมีการจับกุมตัวในไม่ช้านี้
ประกอบกับตอนเย็น เจ้าหน้าที่ได้นำแผ่นป้ายผ้ามีข้อความว่า “ห้ามเข้า ตามคำสั่งศาล ผู้ฝ่าฝืนมีความผิดตามกฎหมาย” มาติดที่ประตูทางเข้า ยิ่งทำให้สถานการณ์ของผู้มาร่วมชุมนุมเลวร้ายลงไปอีก สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ความผิดปกติที่เห็นได้ชัดเจนในกลุ่มของแกนนำ ตลอดจนผู้ใกล้ชิดที่หารือกันอย่างเคร่งเครียด
แต่ก็มีรายงานข่าวว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ไม่อนุญาตให้คนในออก ให้แต่คนนอกเข้าเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ผู้ร่วมชุมนุมหลายคนเริ่มเกิดอาการหงุดหงิดแล้ว เพราะเสมือนเป็นตัวประกัน

ม็อบซกมก-อาวุธครบมือรอปะทะ
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าบริเวณสวนหย่อมด้านข้างตึกบัญชาการ บริเวณหน้าตึกนารีสโมสร กลุ่มพันธมิตรฯ ได้นำผ้ายางมากั้นเป็นรั้วตามแนวต้นไม้ข้างตึก เพื่อสร้างเป็นห้องน้ำชั่วคราว ทำให้ดินบริเวณดังกล่าวเจิ่งนองไปด้วยน้ำและส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ส่วนประตู 7 ด้านตึกดังกล่าว กลุ่มพันธมิตรฯ ชายฉกรรจ์ ร่วมด้วยอาสาสมัครจำนวนมากพร้อมอาวุธครบมือ ไม่ว่าจะเป็นไม้คมแฟก เสาธง ไม้กอล์ฟ ไม้เบสบอล หนังสติ๊ก ได้ตรึงกำลังบริเวณรั้วกั้นหน้าตึกสำนักเลขาธิการ ครม.เก่า และถนนที่จะมุ่งหน้าไปยังสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี ทั้ง 2 จุด ภายหลังจากที่แกนนำระบุว่าจะมีการสลายการชุมนุมหลังจากเวลา 16.00 น. เป็นต้นไป
ขณะที่ประตูทุกด้านของทำเนียบก็มีการตรึงกำลังเช่นเดียวกัน โดยใช้เด็กและผู้หญิงเป็นเกราะกำบังอยู่ด้านหน้า

ตร.พร้อมสลายม็อบตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมโล่หมวก ได้มีการเพิ่มเติมกำลังในพื้นที่ด้านนอกโดยรอบ เพื่อรอคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาว่าจะมีการบุกจับตัวแกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 9 คนตามหมายจับของศาลอาญา
พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ระบุว่า จะยังคงกำลังตำรวจในบริเวณทำเนียบรัฐบาล ไว้ที่ 7-8 กองร้อย หรือประมาณพันนาย และเสริมกำลังตามความเหมาะสม แม้จะไม่มีการใช้เป็นสถานที่เพื่อจัดงาน "จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน สร้างสามัคคี" ในวันที่ 30 สิงหาคม แล้วก็ตาม
ตำรวจจะไม่ใช้วิธีบุกเข้าไปเพื่อสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ยังปักหลักอยู่ในบริเวณทำเนียบรัฐบาล แต่จะใช้วิธีการทางกฎหมายดำเนินการกับแกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุม
ขณะเดียวกันก็ยังมีตำรวจขราบจลาจล 1 กองร้อย พร้อมรถกรงขัง คุมเชิงสะพานมัฆวานฯ รอคำสั่งเช่นกัน เช่นเดียวกับข่าวที่ระบุว่ามีตำรวจอีกหลายพันนาย สแตนด์บายพร้อมปฏิบัติการอยู่ในจุดต่างๆ โดยมีเวลานัดหมาย สามารถเดินทางถึงทำเนียบรัฐบาลได้ในเวลาไม่เกิน 10 นาทีทุกจุด

จัดรถฟรีให้กลุ่มผู้ชุมนุมกลับบ้าน
ขณะที่ความพยายามของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะยุติเรื่องราวด้วยความสงบ ก็ยังคงดำเนินอยู่อบย่างต่อเนื่อง มีการเจรจาผู้ชุมนุมที่จะจัดส่งกลับบ้านอย่างปลอดภัย มีการประสาน บขส. ให้โดยสารฟรี และขณะเดียวกัน พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง ยังระบุว่าประชาชนที่เดินทางมาชุมนุมที่ต้องการกลับบ้านนั้น ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการจัดเตรียมรถบัส รถตู้ จำนวน 110 คัน ไว้ให้บริการส่งถึงบ้านไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งรถจะจอดอยู่ที่สนามม้านางเลิ้ง หากจะกลับบ้านก็ขึ้นไปขึ้นรถได้ทันที
พล.ต.ต.สุรพล กล่าวว่า อยากจะทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุม และที่กำลังจะเดินทางมาร่วมชุมนุมว่า การเข้าไปอยู่ในทำเนียบรัฐบาลเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ในจุดนี้ตำรวจพยายามดำเนินการด้วยความประนีประนอม พูดคุยเจรจากับแกนนำพันธมิตรฯ มาโดยตลอดแต่ก็ยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนว่าจะเคลื่อนย้ายออกจากทำเนียบ จึงอยากชี้แจงให้ประชาชนที่จะเดินทางมาใช้วิจารญาณในการตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองครั้งนี้

พล.อ.พัลลภ โผล่สานต่อจำลอง
อย่างไรก็ดี แม้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะมีการตั้งตัวตายตัวแทนไว้แล้ว 3 คน ให้ทำงานแทนในยามติดคุก แต่ในวันที่ผ่านมาก็ยังปรากฏชื่อ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เพื่อนสนิท พล.ต.จำลอง ศรีเมือง รับปากจะเข้ามาทำงานแทนทันทีที่ พล.ต.จำลอง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมขัง
พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า "ผมจะขึ้นเวทีก็ต่อเมื่อ พล.ต.จำลอง ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม การขึ้นเวทีครั้งนี้ถือเป็นสัญญาใจที่ผมกับจำลองที่เป็นเพื่อนรักเพื่อนตายกันมา ได้มีสัญญาอยู่ 2 ข้อ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อ พล.ต.จำลองถูกจับกุม ผมก็จะเข้าไปแทน ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้น การปฏิบัติการ 3 วันก็จบ ซึ่ง 2 ข้อที่ผมได้สัญญาไว้กับ พล.ต.จำลอง คือ ถ้าวันใดที่จำลองโดนตำรวจจับผมจะเข้าไปแทนทันที และที่ พล.ต.จำลอง ใช้ยุทธวิธีสันติวิธีแบบอหิงสา มันไม่ตรงกับผม แต่ผมจะใช้ยุทธวิธีปฏิบัติการแนวรุก ซึ่งผมได้ตกลงกับจำลองมาตั้งนานแล้ว"

ไม่เชื่อ “พัลลภ” สร้างความรุนแรง
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคพลังประชาชนและอดีตแกนนำ นปก. กล่าวถึงกรณี พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.กอ.รมน. เปิดเผยสัญญาใจจะเคลื่อนไหวแทน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งถูกหมายจับ ว่า เป็นสิทธิของ พล.อ.พัลลภ ที่สามารถกระทำได้แต่จะต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย หากทำผิดก็จะต้องถูกดำเนินคดีเช่นคนไทยทั่วไป ตนไม่อยากให้วิตกและหวาดหวั่นว่าเมื่อ พล.อ.พัลลภ ออกมาเคลื่อนไหวแล้วมักจะนำไปสู่ความรุนแรงเช่นที่ปรากฏในอดีต เพราะวันนี้ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ลงมือกระทำไปแล้ว และหากเป็นอย่างนั้น สังคมต้องรู้ว่าใครที่ทำให้เกิดความรุนแรง ซึ่งจะมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต
ทั้งนี้เชื่อว่า พล.อ.พัลลภ จะมีสติ และไม่เชื่อว่าจะเป็นการดึงนายทหาร จปร.รุ่น 7 เข้ามาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเมือง สำหรับ นปก.จะไม่มีการเคลื่อนไหวชุมนุม จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและตำรวจใช้อำนาจตามกฎหมาย

ยืนยันยังไงก็ไม่ปล่อยไว้นานแน่
ขณะที่วันเดียวกันนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงท่าทีของรัฐบาลต่อการแก้ไขปัญหาการชุมนุมดังกล่าวว่าแม้ศาลจะมีคำสั่งมาแล้วแต่ก็ไม่ใช่เดินดุ่มๆ เข้าไป ครั้งแรกก็คิดว่าจะเคลียร์พื้นที่ทำให้เสร็จเรียบร้อย แต่ดูว่าน่าจะเป็นอันตราย ก็เลยบอกไปว่าขอร้องให้เขามารายงานตัว จะมอบตัวก็สุดแล้วแต่ ก็ให้เวลาเขาดำเนินการ และสั่งตำรวจระงับไม่ให้มีการดำเนินการสลายการชุมนุม แต่ก็ไม่ได้ทอดทิ้งไว้ตลอด คงมีเวลาและคงยุติกันได้
เมื่อถามว่าแล้วจะปล่อยให้สถานการณ์การชุมนุมเป็นอย่างนี้ต่อไปหรือ นายสมัคร กล่าวว่า ก็สุดแล้วแต่ทางกลุ่มผู้ชุมนุมว่าเขาจะมีความคิดเห็นอย่างไร เราไม่อยากไปวิพากษ์วิจารณ์ ยิ่งเมื่อศาลแพ่งได้ส่งคำสั่งมาก็ยังอยากจะดูเหมือนกันว่าเมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งเช่นนั้น จากนี้ต่อไปก็ถือเป็นเรื่องของกลุ่มพันธมิตรแล้ว ไม่ใช่เรื่องของเรา และเราจะไม่ใช้ข้ออ้างจากคำสั่งศาลเข้าไป เพื่อให้ทั้งประเทศได้รู้ว่าจะไม่เกิดการสปาร์คขึ้นมา

ย้ายจัดงาน “116วัน” ไปสวนอัมพร
เมื่อถามว่าแล้วตกลงจะไปนั่งทำงานที่ไหน นายสมัครกล่าวว่า ตนก็ทำงานข้างนอก อย่างวันนี้งานก็อยู่ข้างนอกทั้งนั้น เมื่อถามว่าคิดถึงทำเนียบบ้างหรือไม่ นายสมัคร ตอบด้วยสีหน้าไม่ดีว่า “ถามอะไรแบบนั้น”
ส่วนรัฐบาลจะเสียความชอบธรรมหรือไม่ เพราะไม่สามารถเข้าไปบริหารงานในทำเนียบได้ นายสมัคร กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เพราะได้บ้างเสียบ้าง รัฐบาลไม่ได้เสียสถานะทางการเมือง ส่วนการจัดงาน จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน ที่จะมีขึ้นวันที่ 30 สิงหาคม ก็จะย้ายไปจัดที่สวนอัมพรแทน และเมื่อถามต่อว่า คิดถึงทำเนียบหรือไม่ นายสมัคร ก็ได้ถามกลับว่า ทำไมถามอย่างนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯ ไม่มีท่าทีที่เคร่งเครียด แต่กลับตอบคำถามผู้สื่อข่าวอย่างใจเย็น ขณะเดียวกันนายสมัคร ให้สัมภาษณ์ด้วยว่า ยังจะเดินทางไปเยือนญี่ปุ่นตามกำหนดการเดิมในวันที่ 2-4 กันยายน

ส.ว.ลากตั้งเปิดตัวหนุนพันธมิตร
ขณะเดียวกันกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาประมาณ 20 คน เปิดแถลงการณ์ถึงบทบาทของสว. ที่รัฐสภา นำโดย นางรสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา นายตวง อันทะไชย นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา โดยข้อความในแถลงการณ์กล่าวโดยสรุปว่า รัฐบาลหมดความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ และความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อช่วงคืนวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นความล้มเหลวงของการบริหาร
รวมทั้งตั้งขอสังเกตกรณีที่สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที กระทำการฉายภาพเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุม ที่เรียกตนเองว่า “นักรบศรีวิชัย” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นปฏิบัติการจิตวิทยา เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง และสร้างภาพความรุนแรงของเหตุการณ์ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด
อย่างไรก็ตาม ประเด็นการตั้งข้อหากบฏต่อ 9 แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น กลุ่ม ส.ว. มองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติของรัฐบาล และเป็นการตั้งข้อกล่าวหาที่เกินจริง
ขณะที่เววลาต่อมากลุ่มดังกล่าวยังไปเยี่ยมเวทีพันธมิตร เสมือนเป็นการสนับสนุนการขัดคำสั่งศาล และยังทักทายกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างใกล้ชิดเป็นกันเอง

ศาลสั่งตั้งพนักงานบังคับคดี
ส่วนกรณี นายเมธี ใจสมุทร ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก นายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 6 คน ขอแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการตามคำสั่งศาล หกลังจากกลุ่มพันธมิตรฯ ดื้อแพ่งนั้น
ในเวลาต่อมา ศาลได้มีคำสั่งออกมาว่า หลังศาลได้พิเคราะห์คำร้องของทนายความโจทก์แล้ว เห็นว่า จำเลยทั้ง 6 คน และกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ได้ออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล ตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาล จึงให้ตั้งพนักงานบังคับคดีเพื่อไปดำเนินการตามคำสั่งศาล
ทั้งนี้ สำหรับกระบวนการตั้งพนักงานบังคับคดีต่อจากนี้ ศาลก็จะส่งหมายไปยังกรมบังคดี เพื่อตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไปประสานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง คือ ตำรวจ เพื่อดำเนินการตามคำสั่งศาลต่อไป และล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำแผงเหล็กติดป้ายผ้า เขียนข้อความด้วยตัวหนังสือสีแดง "ห้ามเข้า คำสั่งศาล มีโทษทางกฎหมาย" ไปติดที่บริเวณทางเข้าของกลุ่มพันธมิตรฯ ทุกจุดแล้ว



ยื่นศาลรธน.‘ยุบปชป.’ปล่อยลูกพรรคก่อกบฏ

ส.ส. พลังประชาชน ยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ ตาม รธน. มาตรา 68 กรณี “สมเกียรติ” ถูกออกหมายจับข้อหากบฏ ระบุอ้างไม่เกี่ยวข้องไม่ได้ เพราะมี ส.ส. ของพรรค ร่วมขึ้นเวทีอยู่ตลอด ขณะที่ “สมเกียรติ” เพิ่งสำนึก บอกคิดจะลาออกจาก ส.ส. เหมือนกัน แถมยังหน้าระรื่น ภูมิใจที่เป็นกบฏ
นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน แถลงว่า เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา พร้อมด้วย ส.ส. พรรคพลังประชาชน จำนวน 4 คน ได้ยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุด (อสส.)ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68
เนื่องจาก กรณีที่ปรากฏชัดว่า นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ และพวกถูกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตั้งข้อกล่าวหาว่า เตรียมการเป็นกบฏต่อแผ่นดิน
แม้ว่าจะอ้างสิทธิการชุมนุมตาม มาตรา 63 แต่พฤติกรรมที่ปรากฏกลับมีเป้าหมายที่จะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ส่วนการที่พรรคประชาธิปัตย์ อ้างว่าเป็นการกระทำส่วนบุคคลนั้น แม้จะเป็นลูกนอกคอกพรรคประชาธิปัตย์ จะปฏิเสธร่วมรับผิดชอบโดยอ้างว่าไม่รับทราบความเคลื่อนไหวไม่ได้ เพราะที่ผ่านมามี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ หลายคนเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ มาโดยตลอด
ขณะเดียวกันในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมี นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระได้เกิดการโต้แย้งขึ้น เมื่อมีการนำประเด็นกลุ่มบุคคลที่อ้างเป็นนักรบศรีวิชัยบุกเข้าไปในสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT มาอภิปราย
โดย นายวรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนให้รัฐบาลตรวจสอบการนำเสนอข่าวของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT เนื่องจากเห็นว่ามีความพยายามยั่วยุให้เกิดความรุนแรง โดยเฉพาะการนำภาพอาวุธที่ยึดได้จากกลุ่มนักรบศรีวิชัยมานำเสนอบ่อยครั้ง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่ากำลังมีความพยายามล้มล้างรัฐบาล
ซึ่งนายวรงค์เห็นว่า เพียงไม้กอล์ฟและหนังสติ๊กตามที่ปรากฏในภาพ คงไม่สามารถล้มล้างรัฐบาลได้
ขณะที่ นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม พรรคพลังประชาชน ลุกขึ้นกล่าวว่า เป็นการอภิปรายไม่ครบถ้วนตามข้อเท็จจริง เพราะไม่ยอมพูดว่าในวันดังกล่าวมีการพกอาวุธปืน และมีดดาบด้วย ทั้งยังไม่ยอมพูดถึงกรณีที่สื่อมวลชน ทั้ง NBT และสื่ออื่นๆ ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ คุกคาม
นายศุภชัย กล่าวอีกว่า หากบ้านเมืองจะล่มจม คงไม่ได้เกิดจากสื่อมวลชน แต่เกิดจาก ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรที่ออกไปเคลื่อนไหวข้างถนน โดยไม่ทราบว่ามีพรรคการเมืองหนุนหลังหรือไม่
การอภิปรายของนายศุภชัย ทำให้นายวรงค์ลุกขึ้นตอบโต้และใช้สิทธิ์พาดพิง พร้อมยืนยัน พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ตามก่อนที่จะมีการโต้แย้งมากไปกว่านี้ นายชัย ชิดชอบ ได้ตัดบทให้ทั้งคู่ยุติการหารือเรื่องดังกล่าว
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงตะแบงว่า กรณีของ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. สัดส่วนของพรรคนั้น ถือเป็นคนไทยที่สามารถใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญได้ ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือไม่
ขณะที่เรื่องคดีความ นายสมเกียรติ ก็ไม่ขอใช้เอกสิทธิ์ ซึ่งตนก็ได้หารือกับเจ้าตัวแล้วว่า จะต้องรับผิดชอบ รวมทั้งการถูกตั้งข้อกล่าวหาก็ถือเป็นการดำเนินการส่วนตัว จึงตกลงที่จะไม่ใช้เอกสิทธิ์ และพรรคก็จะทำเป็นข้อยกเว้น ทั้งนี้ พรรคจะอนุญาต เนื่องจากต้องรักษาไม่ให้ประเทศชาติเสียหายมากกว่านี้
ส่วน นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ และ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย ที่ตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏนั้น สามารถทำได้ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างเดินในสงครามเชิงเหตุผล อีกทั้งภายนอกสภา ใครจะทำอะไรก็แล้วแต่ ก็ต้องรับผิดชอบ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ส่วนตัวมีความคิดที่จะลาออกจาก ส.ส. ด้วยเช่นกัน เพราะข้อหาเป็นข้อหาที่ใหญ่ อย่างไรก็ตาม รู้สึกภูมิใจที่เป็นกบฏต่อรัฐบาลที่ไม่พึงปรารถนา รวมทั้งยังภูมิใจที่ได้ล้มล้างบางระบอบด้วย

นายกฯ เผยตร.เคลียร์พื้นที่ตามคำสั่งศาล ยันไม่ใช้ความรุนแรง

นายกฯ สมัคร เผยตำรวจเคลียร์พื้นที่เป็นไปตามคำสั่งศาล ขณะที่ “สมชาย” รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันนโยบายรัฐชัดเจนไม่ใช้ความรุนแรงจัดการพันธมิตรฯ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งตำรวจได้เข้าเคลียร์พื้นที่บางส่วนว่า ตำรวจยังรับผิดชอบตามที่ได้สั่งการไว้ ส่วนที่มีการเคลียร์พื้นที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ก็เป็นไปตามคำสั่งศาล และสุดท้ายจะขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยขณะนี้เหลือเพียงผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณสนามหญ้า ด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่า จะมีการจับกุมแกนนำหรือไม่ รวมถึงเรื่องการพบอาวุธสงครามของตำรวจในทำเนียบรัฐบาล จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวัน ที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ใกล้กับดีเอสไอ

ด้าน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่ารัฐบาลมีนโยบายชัดเจนที่จะไม่ใช้ความรุนแรงกับทางกลุ่มผู้ชุมนุมและเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ก็คงจะใช้วิธีการที่ละมุนละม่อมในการเข้าจัดการ ส่วนการที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าการตั้งข้อหากบฏกับแกนนำพันธมิตรฯ เป็นการตั้งข้อหาที่หนักเกินกว่าเหตุหรือไม่นั้น รองนายกรัฐมนตรี ได้ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้

ส่วนกรณีการที่สหภาพแรงงานการรถไฟแห่งประเทศไทยหยุดเดินรถไฟในหลายเส้นทาง นายสมชาย กล่าวว่า เรื่องนี้ได้ส่งผลกระทบทำให้ประชาชนที่ต้องการเดินทางในเส้นทางต่างๆ ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งอยากให้มีการคำนึงถึงประชาชนมากกว่านี้



กลุ่ม 24 มิถุนาฯเชียงรายจี้นายกฯ เช็คบิลพันธมิตรฯ


กลุ่ม “24 มิถุนาประชาธิปไตยเชียงราย” ยื่นหนังสือผู้ว่าฯเชียงราย จี้รัฐบาลเอาผิดร้ายแรง 9 แกนนำ พธม. เพราะเป็นกบฎของแผ่นดิน โทษสูงสุดคือประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต และเป็นภัยต่อความมั่นของประเทศอย่างร้ายแรง

นางสาวจีระนันท์ จันทะวงศ์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.เชียงราย ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายไตรสิทธิ์ สินสมบูรณ์ทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ที่หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีการนำรถแห่ พร้อมป้ายผ้า ข้อความว่า “พาลธมิตร ทำลายชีวิต ทำลายชาติ” “พันธมิตรเถื่อน ไม่เคารพกฎหมาย ตั้งตัวเป็นเจ้าของประเทศ ขอให้ยุติการชุมนุมด่วน บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟเพราะพันธมิตร” พร้อมมีสติ๊กเกอร์แจก เขียนว่า “เบื่อม๊อบพันธมิตร หยุด ป.ป.ช.” พร้อมมีรูปตราชั่งเอียง และเขียนว่า “หรือว่าบ้านเมืองไม่มีขื่อแป”

ทั้งนี้ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ประกาศแนวทางการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และขอให้ใช้มาตรการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาดกับ 9 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ,พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับพวก ที่ถูกหมายจับของศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 51 แต่กระนั้นกลุ่มพันธมิตรก็ไม่ได้เคารพต่อคำสั่งศาลแต่ประการใด ยังรวมตัวกันยึดทำเนียบรัฐบาล ชุมนุมขับไล่รัฐบาล ซึ่งทางกลุ่มเห็นว่าเป็นการกระทำเหิมเกริม ไร้มนุษยธรรมที่สังคมไทยรับไม่ได้ เปรียบได้กับโจรกบฏ ทำลายแผ่นดิน

ดังนั้นจึงขอวิงวอนให้รัฐบาลใช้มาตรการที่เด็ดขาดเพื่อดำเนินคดีกับ 9 แกนนำพันธมิตร เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และขอยืนเคียงข้างรัฐบาล เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ถือว่าเป็น กบฎของแผ่นดิน โทษสูงสุดคือประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต เพราะเป็นภัยต่อความมั่นของประเทศอย่างร้ายแรง

นอกจากนี้ ยังขอประณามกลุ่มที่บุกเข้าไปทำลายทรัพย์สินสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT และขอให้ประชาชนในจังหวัดเชียงราย ร่วมกันสอดส่องและต่อต้านสถานีวิทยุที่มีการถ่ายทอดเสียงของ สถานีโทรทัศน์ ASTV เพราะทำให้เกิดความเข้าใจผิด และแตกแยกในสังคมอย่างร้ายแรง พร้อมกับประกาศว่า จะต่อต้านต่อไป

นอกจากนี้ยังได้มีการนำเอกสารและรถกระจายเสียงไปแจกใบปลิวต่อต้านพันธมิตร หน้าอนุเสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช อ.เมืองเชียงราย

นายไตรสิทธิ์ สินสมบูรณ์ทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จะนำความประสงค์ของกลุ่ม 24 มิถุนา ส่งไปยังรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ในส่วนของจังหวัดเชียงราย ยังสงบเรียบร้อยดี หลังจากทางจังหวัด มีการสอดส่องดูแลความเรียบร้อยอย่างใกล้ชิด


'บุญสร้าง' เตือนทุกฝ่ายตั้งสติวอนสามัคคีเพื่อในหลวง

“บุญสร้าง” เตือนทุกฝ่ายตั้งสติให้ดี ยกพระราชดำรัสในหลวงฯ อย่าพยายามเอาชัยชนะกันบนซากปรักหักพังเพราะไม่มีประโยชน์อะไร วอนคนไทยหันมาสร้างความสามัคคีเพื่อในหลวงฯจะได้สบายพระทัย ยัน นายรัฐมนตรี ไม่ใช้ความรุนแรงสลายม๊อบ แนะ “พัลลภ” เป็นผู้ใหญ่ต้องทำอะไรที่สร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานวันคล้ายวันสถาปนาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ( สปท.) ถึงการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจนเป็นสาเหตุให้การรถไฟแห่งประเทศไทยหยุดเดินรถ ว่า ก็คงเหมือนกับรถที่ 4 แยก บางที่รถ 2 คันก็ตกลงกันไม่ได้ ทำให้รถติดวุ่นวายกันไปหมด เมื่อถามว่า จำเป็นต้องถอยกันคนละก้าวเพื่อยุติปัญหาใช่หรือไม่

พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า คงเทียบกันไม่ได้ บางทีก็ไม่ต้องถอยแต่เดินหน้าไปในทางที่ดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย ต้องคิดผู้ที่มีปัญญาทั้งหลาย ให้เอาแต่พองาม เมื่อถามว่า การสลายการชุมนุมไม่ใช่ทางออกในการแก้ปัญหา พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า อะไรที่รุนแรงแก้ปัญหาไม่ได้ และไม่ได้เรียนรู้อะไรจากการใช้ความรุนแรง เราต้องใช้ปัญญาและจดจำในสิ่งที่แก้ปัญหาเพื่อไปใช้ในอนาคต เพราะปัญหาแบบนี้เดียวก็เกิดใหม่

เมื่อถามว่า ทางออกของทหารน่าจะใช้แนวทางใด พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ทหารเดียวนี้ค่อนข้างจะเป็นประชาธิปไตยและชอบสันติภาพอยากให้เป็นไปในแนวนั้น ทหารได้รับการสอนมาว่า ไม่มีอะไรทดแทนชัยชนะได้ แต่กรณีนี้ใช้กับข้าศึก แต่ในประเทศด้วยกันเองคนไทยด้วยกันไม่มีอะไรทดแทนความสามัคคีได้ จะมีความคิดดีอย่างไรก็แล้วแต่ หากทำให้คนแตกแยกแล้วไม่มีอะไรดี ไม่มีอะไรทดแทนความสามัคคีได้

เมื่อถามว่า ความพ่ายแพ้หรือชนะไม่สำคัญเท่ากับบ้านเมืองใช่หรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า อย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เคยตรัสไว้ครั้งหนึ่งว่า เอาชัยชนะไปทำอะไร เมื่อชนะแล้วไปอยู่กับซากปรักหักพัง ไม่มีประโยชน์อะไร สิ่งปรักหักพังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าคนจิตใจพัง คนในชาติแตกแยก จิตใจสลายไม่มีประโยชน์อะไร

มื่อถามว่า กองทัพเคยให้คำแนะนำกับรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า เราพูดเสมอผ่านสื่อมวลชน รัฐบาลก็อ่าน แต่ไม่ใช่การแนะนำรัฐบาล ซึ่งนายกรัฐมนตรีเองก็คงไม่ใช้ความรุนแรง เมื่อถามว่า ทางรัฐบาลไม่ใช้ความรุนแรง ทางกลุ่มผู้ชุมนุมน่าจะปรับเปลี่ยนท่าทีหรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ไม่อยากออกความเห็นแต่อยากให้ช่วยกันคิดว่า ควรจะทำอย่างไร เพราะทุกคนเป็นผู้ใหญ่กันแล้วและเก่งๆกันทุกคน มีสติปัญญา ต้องใช้ปัญญาออกมาเล่นมากว่าอย่าเอาอย่างอื่นออกมา

เมื่อถามว่า ทางออกในการแก้ปัญหาทำอย่างไร พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ต้องพยายามตั้งตัวเพราะทุกวันนี้เราพูดกันในห้องแอร์ ถ้าไปพูดกลางแดด กลางฝนลำบากยากเย็นชีวิตก็น่าเห็นใจ ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นแกนนำต้องตั้งสติให้ได้ไม่ว่าจะลำบากอย่างไร เพราะบางฝ่ายไม่ได้ลำบากายแต่ลำบากใจ ลำบากอารมณ์ ต้องตั้งตัวให้ได้ ทุกคนต้องใช้ปัญญา ไม่เช่นนั้นก็คงเหมือนรถชนกันที่ 4 แยก ทำให้รถคันอื่นติดเป็นอัมพาตไปไหนไม่ได้

เมื่อถามว่า ไม่ควรรอให้มีการปะทะหรือนองเลือดใช่หรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า วิธีนี้อยู่ในทวีปอื่น บ้านเราไม่มีแล้วเรื่องแบบนี้ที่จะปะทะแล้วนองเลือด เมื่อถามว่า เหตุการณ์ครั้งนี้จะย้อนกลับไปเหมือนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ หรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า คนเราคงได้บทเรียนอะไรดีๆ ต้องขีดเส้นแดงว่า ต้องไม่มีความรุนแรง อย่างอื่นก็คิดกันไปว่าจะทำอย่างไร จะถูกหรือผิดช้าหรือเร็ว แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง ถ้าจะใช้ความรุนแรงก็ไม่ต้องคิดอย่างอื่นแล้ว เพราะมันจะแย่กันไปหมด ต้องตั้งสติให้ดี เห็นแก่บ้านเมือง และคิดว่าทุกฝ่ายคือคนไทยด้วยกัน ซึ่งมีคนไทยอีก 90 % ที่ไม่ได้มาร่วมอะไรด้วย บางคนก็ทำไร่ทำนา ถ้าข้างบนมีการบริหารที่ดี หากข้างบนมีความขัดแย้งกัน ก็สามารถพูดจากันได้ ทุกคนก็มีความสุข ประมุขของประเทศของเรา พระองค์ท่านก็จะได้สบายพระทัยขึ้น

"เปรียบเสมือนผู้ที่เป็นพ่อ ถึงแม้ว่าลูกจะมีนิสัยอย่างไร ก็ยังรักเหมือนกันทั้งนั้น แต่ข้อสำคัญไม่อยากให้ลูกทะเลาะกัน แล้วมาบอกว่าเกินไปควรที่จะพูดคุยกันได้แล้ว ผมคิดว่า ลองคิดดูให้ดีจะมีลู่ทาง ไม่มีอะไรที่หมดหวัง ผมเชื่ออย่างนั้น"

เมื่อถามว่า สิ่งเร้าที่เกิดขึ้นจะทำให้ทหารออกมาดูแลความสงบเรียบร้อยหรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ทหารไม่ไปตามแรงกระตุ้น และก็ไม่เต้นเหมือนตัวอะไรก็ไม่รู้ คงไม่ใช่อย่างนั้น เราทำตามระบบเพราะทหารเรามีระเบียบ วินัยมีขั้นตอน

เมื่อถามว่า จนถึงขณะนี้แล้ว ผู้นำรัฐบาลควรทบทวนด้วยการลาออกหรือยุบสภา พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า จะไปคิดแทนหรือพูดแทนท่านคงไม่ได้ แต่ท่านคงไตร่ตรองอะไรที่ดี เมื่อถามว่า พอจะมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์หรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า อยู่ที่คน บางที่มีแสงเต็มไปหมด แต่พรรคพวกก็ไปปิดไม่ให้เห็นแสง ก็ทำให้เรามองไม่เห็น หรือหลับตาก็ไม่เห็น บางคนแม้ไม่มีแสงยังเดินไปถูกทาง เพราะฉะนั้นเราอยู่แบบนี้แล้วมีความหวังจะทำอะไรให้ดีก็ได้ เช่นในสมัยยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ลำบากมากมายมหาศาล คนตายไม่รู้เท่าไหร่ ซึ่งเหตุการณ์ขณะนี้ยังห่างไกล จะเรียกว่าเป็นความขัดแย้งตามความคิดก็อาจจะมีบ้างในการขัดแย้งทางอารมณ์มากกว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของคนที่อยู่แล้วสบายเกินไปก็เริ่มคิดและทะเลาะกันเอง แต่ถ้ามีศึกสงครามก็จะเสียสละชีวิต มันต่างกันเยอะ

“อยากให้ดูยุค จอมพล ป. ที่ลำบากกว่านี้มาก จึงอยากฝากให้คนไทยทุกคนช่วยกันคิดและทำให้เกิดอารมณ์หรือแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์บ้านเมืองให้ได้ ไม่ใช่อยู่กับเรื่องเล็กๆน้อยๆ คิดว่ายังมีคนที่มุ่งหวังในสิ่งที่สร้างสรรค์ก็ยังมีอยู่ในกลุ่มต่างๆ มีความใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่ แต่ต้องช่วยกันคิดว่าจะลงเอยอย่างไร ไม่ใช่ความใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่จะมีด้วยชัยชนะ เพราะจะทำให้อยู่บนสิ่งปรักหักพัง เพราะความฝันไม่ใช่ความจริง ในความจริงต้องแก้ปัญหาความจริงเป็นพื้นฐาน ในที่สุดก็จะไปถึงความฝันได้ อยู่ ๆ จะมาบังคับความจริงให้เหมือนความฝันคงไม่ได้ เรื่องทั้งหลายต้องใช้ความเป็นคนไทยด้วยกันเป็นหลัก เรื่องอื่นอาจจะต้องเพล่าเอาไว้เพื่อให้ไปด้วยกันได้ ให้บ้านเมืองไปได้ ทั้งนี้คนไทยยังสามารถรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้ ” พล.อ.บุญสร้าง กล่าว

เมื่อถามว่า ผบ. เหล่าทัพได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหากับนายกรัฐมนตรีหรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ไม่มี แต่บางคนอาจจะพูดเป็นการส่วนตัวกันบ้าง แต่เป็นทางการไม่มี แต่ ผบ. เหล่าทัพพูดเหมือนกันว่าไม่เห็นด้วยที่จะใช้ความรุนแรง เมื่อถามว่า พล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอรมน.) จะออกมาเป็นแกนนำแทน พล.ต. จำลอง ศรีเมือง นั้น พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับ พล.อ.พัลลภ ถ้าออกมาจริงแล้วจะทำอะไรในทางสร้างสรรค์หรือไป ในทางไหนอยู่ที่ท่านเพราะถือว่าเป็นผู้ใหญ่มากแล้ว เมื่อถามว่า แนวความคิดของ ผบ. เหล่าทัพไม่มีความแตกแยกใช่หรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า กองทัพไม่ได้แตกแยก บางทีก็พูดไปเรื่อย บางทีเราฝันกันเอง ฝันร้าย ยืนยันว่าไม่มีแตกแยกอะไร



ตัวแทน นศ.จุฬา-มธ.เรียกร้องพันธมิตรฯ หยุดป่วนเมือง


ตัวแทนกลุ่มประชาธิปไตยและประธานฝ่ายการเมือง องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ประณามการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

วันนี้ ( 29 ส.ค.) ที่ด้านข้างศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายธีระนัย จารุวัสตร์ ตัวแทนกลุ่มประชาธิปไตยและนายรักษ์นิรันดร์ ชูสกุล ประธานฝ่ายการเมือง องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ประณามการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เนื่องจากเห็นว่าพันธมิตรฯ เป็นคณะก่อการเคลื่อนไหว ทำลายระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แกนนำพันธมิตรฯ ใช้การปฏิบัตินอกกฎหมาย เข้าข่ายกบฏ ทั้งต่อรัฐและวิถีทางประชาธิปไตย ตลอดจนแกนนำพันธมิตรฯ มีการปลุกระดม ใช้ข้อมูลเท็จ กล่าวหาป้ายสี ยั่วยุให้เกิดความรุนแรงในการปราบปราม ไม่ได้ใช้หลักการ “อารยะขัดขืน” และ “สันติวิธี” ตามที่กล่าวอ้างมาโดยตลอด

นอกจากนี้พันธมิตรฯ ยังไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ทั้งที่เรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ในนามของกลุ่ม กปก. และ อมธ. ขอเรียกร้องให้พันธมิตรฯ ยุติการยั่วยุ ปั่นป่วน พร้อมยืนยันว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นการออกมาโดยอิสระของกลุ่มนิสิต นักศึกษา ไม่ได้เป็นเครื่องมือของใคร และไม่กลัวที่จะถูกพันธมิตรฯ ป้ายสี ว่าเป็นลิ่วล้อของคนที่อยู่ประเทศอังกฤษ และขอให้เพื่อนนิสิต นักศึกษา ใช้วิจารณญาณไตร่ตรองข้อมูลให้รอบด้าน และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ผู้ใดต้องการเข้าเคลื่อนไหวกับพันธมิตรฯ ก็ย่อมทำได้ เพราะเป็นสิทธิการแสดงออกของพลเมือง แต่หากมีการกระทำที่ล้ำเส้นของการแสดงออกอย่างสันติ ควรรีบถอนตัว เพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ ในระหว่างที่ตัวแทน กปก.และ อมธ. อ่านแถลงการณ์ มีสมาชิกในกลุ่มยืนถือป้ายสติกเกอร์ “เบื่อพันธมิตร”


เตือนสภาทนายความ ออกหน้าช่วย 9 กบฎ ขัดมาตรา 78


“คำณวน ชโลปถัมภ์” ท้วงสภาทนายความ จะไปให้คำปรึกษาหรือว่าความให้ใครนามสภาฯ จะต้องดูกฎหมายสภาทนายความด้วย โดยเฉพาะกรณีช่วยเหลือ 9 กบฎ ไม่เข้าข่ายเพราะไม่ใช่คนจน

นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ ทนายความ กล่าวถึงกรณีที่สภาทนายความได้แนะ 9 กบฎว่าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติคำสั่งศาล และยังมีข่าวอ้างว่าจะเข้าไปดูแลเรื่องคดีด้วยนั้น ในฐานะนายกสภาทนายความแห่งประเทศไทยคนแรก อยากฝากเตือนว่า การที่ทนายจะไปว่าความหรือเป็นที่ปรึกษาให้ใครในนามของสภาฯ ต้องคำนึงถึงกฏหมายของสภาทนายความ ด้วย เพราะว่าการที่ทนายความจากสภาทนายความจะไปว่าความให้ใครนั้น คนนั้นจะต้องเป็นคนที่มีฐานะยากจนหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม

“การที่ทนายความจากสภาทนายความฯจะไปว่าความให้แกนนำทั้ง 9 คนนั้นผมรู้สึกไม่เห็นด้วย เพราะว่าคนกลุ่มนั้นกระทำการที่ไม่เข้าข่ายกฏหมายของสภาทนายความฯ การช่วยเหลือประชาชนเราก็ทำได้ในเรื่องของการให้คำปรึกษาและจัดหาทนายความมาแก้ต่างให้ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรม” ในส่วนของกฏหมายสภาทนายความฯ ในมาตรา 78 คือประชาชนที่จะได้รับสิทธิ์ในการช่วยเหลือของสภาทนายความฯ ต้องเป็นบุคคลที่มีฐานะยากจนและไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนในมาตรา 79 กล่าวว่า ทนายมีหน้าที่ในการให้คำปรึกษาและจัดหาทนายความไว้ช่วยเหลือแก่ประชาชนที่เข้าข่ายตามมาตรา 78


“ทนายพิชา” หนุนไอเดีย เสธ.แดง ฉีดขี้ไล่แก๊งกบฎพันธมิตร

“พิชา วิจิตรศิลป์” ซัด “จำลอง ศรีเมือง” พวกมือถือสาก ปากถือศีล ทำเป็นบอกเคารพคำสั่งศาลแต่กลับปลุกระดมประชาชนขัดขืน เชื่อต้องสลายการชุมนุมปัญหาถึงจะจบ หนุนไอเดียฉีดขี้ไล่ม็อบ

นายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความสำนักกฎหมายนิติเอกราช กล่าวว่าตนไม่ชอบการกระทำที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯทำอยู่ เพราะเป็นการโค่นล้มรัฐบาล การที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ บอกว่าเคารพคำสั่งของศาลแต่ขัดขืนไม่ยอมมอบตัว อย่างนี้ถือว่ามือถือสาก ปากถือศีล เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็ทำการประท้วง เห็นได้ชัดกรณีที่ขนอาวุธบุกเข้าไปสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ภาพที่ออกมาก็เห็นได้ชัดเจนแล้ว ปากก็บอกให้จับแต่ให้คนมาล้อมไว้ ปากกับใจไม่ตรงกัน เพราะเขารู้ว่าถ้าหากถุกจับไปแล้วต้องไม่ได้รับการประกันตัวแน่นอน เมื่อไหร่ที่อำนาจรัฐตกอยู่ในมือของกลุ่มพันธมิตรฯ เขาอาจจะแจ้งจับนายกรัฐมนตรี ทั้งยังเชื่อว่าเขาจะทำการขับไล่รัฐบาลอย่างนี้ต่อไปจนกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้ขึ้นเป็นรัฐบาล ถ้าไม่มีขั้นเลือดตก ยางออกอย่างหวังจะเห็นความสงบสุข

ทั้งนี้ตนเห็นด้วยกับที่ เสธ.แดง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่เสนอให้เอารถดูดส้วมไปฉีดเพื่อสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะหากทำอย่างนี้น่าจะหมดปัญหา การที่รัฐบาลขู่ว่าจะสลายการชุมนุมนั้น เป็นการเขียนหมาให้วัวกลัวมากกว่า เป็นหมาบ้านธรรมดา ไม่ใช่สนัขพันธ์ล็อตไวเลอร์ที่ดุดัน ซึ่งปกติเขาจะเขียนเสือให้วัวกลัว แต่นี่รัฐบาลเขียนหมาให้วัวกลัว” นายพิชากล่าวและว่าส่วนตัวมองทางออกในตอนนี้ว่า ต้องสลายการชุมนุม



สถานการณ์เครียด ! ตำรวจบุกประชิดฝ่าแนวรั้วพันธมิตรฯ

สถานการณ์เริ่มตรึงเครียด ! ตำรวจบุกประชิดฝ่าแนวรั้วพันธมิตรฯ ขณะที่ กลุ่มพันธมิตรฯได้มีการนำลังน้ำโพลาริสที่มีผู้บริจาคมากองกั้นเป็นกำแพงป้องกันสลายการชุมนุม ด้านกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ เริ่มเคลื่อนไหวตามจังหวัดต่างๆ แล้ว

บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯที่บริเวณทำเนียบรัฐบาลเริ่มตึงเครียดมากขึ้นโดยแกนนำได้ขึ้นเวทีปราศรัยควบคุมสถานการณ์ให้กลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ในความสงบและรวมตัวกันบริเวณหน้าเวทีปราศรัยพร้อมกับจัดกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไปตึงกำลังบริเวณจุดต่าง ๆ ที่ทางเจ้าหน้าที่บังคับคดีจะนำหมายคำสั่งให้ออกจากทำเนียบรัฐบาลมาติด โดยเฉพาะบริเวณประตูทางเข้า-ออกที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการนำกำลังมาตรึงเพิ่มขึ้นแต่ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ รวมถึงการยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มพันธมิตรตามที่เป็นข่าว

ทั้งนี้ นายประพันธ์ คูณมี ได้ขึ้นเวทีกล่าวปลุกระดมผู้ชุมนุมไม่ให้ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือข่าวลือต่าง ๆ และขอให้ฟังคำสั่งจากแกนนำเท่านั้นพร้อมปฏิเสธว่าแกนนำทั้งหมดจะไม่เซ็นรับหมายคำสั่งดังกล่าวเนื่องจากเป็นการส่งหมายโดยมิชอบ

ขณะที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำได้จัดระเบียบผู้ชุมนุมบริเวณพื้นที่ต่าง ๆ ให้มารวมตัวกันบริเวณหน้าเวทีด้วยตนเอง

ด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มต้านพันธมิตรฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณศูนย์การเรียนรู้ตามอัธยาศัย จ.อุบลราชธานี กลุ่มชักธงรบประมาณ 200 คน ส่วนใหญ่โพกศีรษะด้วยผ้าสีแดง โดยมีนายธึรภัทร วัชรพล นักจัดรายการวิทยุชุมชนเป็นแกนนำ ได้รวมตัวกันเพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ จากนั้นเดินทางไปยังสถานีวิทยุชุมชนแห่งหนึ่งที่รับสัญญาณจากเอเอสทีวีมาออกอากาศ โดยนำหรีดและโลงศพแกนนำพันธมิตรฯ วางไว้หน้าสถานี จุดไฟเผาแล้วจึงแยกย้ายกันกลับ

ขณะที่ จ.เชียงราย น.ส.จีระนันท์ จันทะวงศ์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลเปิดแถลงข่าวจะเคลื่อนไหวตอบโต้กลุ่มพันธมิตรฯ โดยจะยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับแกนนำพันธมิตรทั้ง 9 คนผ่านทาง ผวจ.เชียงรายในวันที่ 29 ส.ค.นี้จากนั้นจะรวมตัวที่อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราชแจกเพื่อสติกเกอร์ต้านพันธมิตรฯ



แต่งตั้งโยกย้าย178นายตำรวจ

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมาคณะกรรมการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)ได้พิจารณาโยกย้ายข้าราชการตำรวจหลายตำแหน่ง ดังนี้
พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ที่ปรึกษา (สบ 10) ทำหน้าที่รอง ผบ.ตร.ด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ นรต.26 ขยับเข้าตำแหน่งหลักเป็นรอง ผบ.ตร.เต็มตัว ในเก้าอี้ของ พล.ต.อ.ชาญวุฒิ วัชรพุกก์ รอง ผบ.ตร.ที่เกษียณอายุราชการ โดยให้ พล.ต.ท.วันชัย ศรีนวลนัด ผู้ช่วย ผบ.ตร. นรต.26 ซึ่งมีอาวุโสอันดับ 1 ขึ้นแท่นติดยศ พล.ต.อ. เป็นที่ปรึกษา (สบ 10) ด้านความมั่นคง ของ พล.ต.อ.จุมพล ที่เพิ่งเปิดเป็นตำแหน่งถาวร เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
สำหรับ พล.ต.อ.จุมพล เป็นนายตำรวจที่ใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างยิ่ง และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญด้านการข่าว ทั้งผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล และผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเรืองอำนาจ
ส่วนระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่ว่าง 5 ตำแหน่งนั้น ก.ตร.พิจารณา ให้ พล.ต.ท.ปรัชญา สุทธปรีดา จเรตำรวจ (สบ 8) พล.ต.ท.สุวัฒน์ ธำรงศรีสกุล ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร.ทำหน้าที่ตรวจสอบภายใน นรต.26 พล.ต.ท.สุวัฒน์ จันทร์อิทธิกุล ผู้บัญชาการสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ผบช.สทส.) พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผบช.ก. พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.
ขณะที่ระดับผู้บัญชาการนั้น บอร์ดกลั่นกรองก็มีการพิจารณาโยกย้ายสับเปลี่ยนหลายตำแหน่ง อาทิ พล.ต.ต.สุชาติ เหมือนแก้ว รองผ บช.น. นรต.26 เกษียน ปี 2554 อาวุโส ตร.ลำดับที่ 39 อาวุโส บช.น.อันดับ 2 ขยับขึ้นเป็น ผบช.น. พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผบช.ภ.7) โยกเป็น ผบช.ก. โดยมี พล.ต.ท.ถวิล สุรเชษฐ์พงษ์ ผบช.ประจำ ตร.ไปเป็น ผบช.ภ.7 แทน
พล.ต.ต.อาจิณ โชติวงศ์ รอง ผบช.ภ.7 ขยับขึ้นเป็น ผบช.ก.ตร. โยก พล.ต.ท.บรรจง ตันศยานนท์ ผบช.ก.ตร.ไปเป็น จตร. (สบ 8) ขณะที่ พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. เป็น ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.อัศวิน ณรงค์พันธ์ รอง ผบช.ภ.3 นรต.25 ขึ้นเป็น ผบช.ภ.4 พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. เป็น ผบช.ภ.6 ขณะที่ พล.ต.ต.สัณฐาน ชยนนท์ รอง ผบช.ภ.8 ขยับขึ้นเป็น ผบช.ภ.8 เบียด พล.ต.ท.ธานี ทวิชศรี ผบช.ภ.8 ไปเป็น ผบช.ภ.9 ส่วน พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ ผบช.ภ.1 พล.ต.ท.ธีรวุฒิ กิตติวัฒน์ ผบช.ภ.2 และ พล.ต.ท.สถาพร ดวงแก้ว ผบช.ภ.5 นรต.26 ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม
ระดับผู้บังคับการ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผบก.น.1 ขึ้นเป็น รอง ผบช.น พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบก.ตปพ ขึ้นเป็นรอง ผบช.น. พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพรหมณกุล ผบก.ปทส. เป็น ผบก.ตปพ. พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร ผบก.ปดส.เป็น ผบก.จว.อ่างทอง พ.ต.อ.วิชัย สังข์ประไพ รอง ผบก.จว.บุรีรัมย์ กลับมาได้ดีในพื้นที่นครบาลขึ้นเป็น ผบก.น.4 ซึ่ง พ.ต.อ.วิชัย ถือเป็นเด็กในสายของ นายเนวิน ชิดชอบ พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผบก.ส.3 เป็นอีกคนหนึ่งที่อยู่ในสายของ นายเนวิน ชิดชอบ โยกเป็น ผบก.ปดส.
พล.ต.ต.วุฒิ พิพัฒนบวรกุล ผบก.อก.จต.เลื่อนเป็น รอง จต. พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ ผบก.อก.ภ.6 เลื่อนเป็น รองจต. พล.ต.ต.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ผบก.เชียงราย เลื่อนเป็น รอง จต. พ.ต.อ.เมธี กุศลสร้าง รอง ผบก.กต.5 เลื่อนเป็น ผบก.ประจำ จต. พ.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี รอง ผบก.กต.2 เลื่อนเป็น ผบก.อก.จต. พ.ต.อ.มณฑล มีอนันต์ รอง.ผบก.ภ.จว.ฉะเชิงเทรา เลื่อนเป็น ผบก.ประจำ จต. พ.ต.อ.สุรพล อยู่นุช รอง ผบก.ประจำ ตร. เลื่อนเป็น ผบก.ฝอ.ประจำ รอง.ผบ.ตร. พ.ต.อ.มนู เมฆหมอก รอง ผบก.ทท.เลื่อนเป็น พล.ต.ต. ในตำแหน่ง ลก.ตร. พ.ต.อ.จารุวัฒน์ ไวศยะ รอง ผบก.ป.เลื่อนเป็น ผบก.ฝอ.ประจำ ผช.ผบ.ตร. พ.ต.อ.ฐิติราช หนองหาญพิทักษ์ รอง ผบก.ป.เลื่อนเป็น ผบก.ส.3
หลังจากการประชุมเสร็จสิ้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ส่วนเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายมีนายตำรวจระดับ พล.ต.ท. 36 นาย พล.ต.ต. 142 นาย คงต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ ก่อน
ด้าน พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะโฆษก ตร. กล่าวว่า สรุป ก.ตร.ได้ให้ความเห็นชอบในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจจำนวน 178 นาย เป็นระดับรอง ผบ.ตร. 1 ราย เลื่อนขึ้นเป็นระดับ รอง ผบ.ตร. 1 นาย เลื่อนขึ้นเป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร. 5 นาย ผบช.หมุนในตำแหน่ง 10 นาย เลื่อนขึ้น ผบช. 19 นาย รอง ผบช. หมุนเวียนในตำแหน่ง 12 นาย เลื่อนขึ้นเป็น รอง ผบช. 27 นาย ผบก. หมุนเวียน 51 นาย เลื่อนขึ้นเป็น ผบก. 52 นาย โดยนายกรัฐมนตรี จะนำรายชื่อที่ ก.ตร.เห็นชอบ นำขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป