WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, August 30, 2008

กลุ่มคนรักอุดรฯต้านพันธมิตรฯ เตรียมเข้ากทม.ให้กำลังใจนายกฯ


กลุ่มคนรักอุดรฯต้านพันธมิตรฯขับไล่รัฐบาล เตรียมเข้ากทม.ให้กำลังใจนายกฯ ที่โดนกดดันอย่างหนัก พร้อมยืนยันให้นายกฯ ทำงานต่อไป ไม่ยุบ – ไม่ลาออก

นายขวัญชัย ไพรพนาประธานชมรมคนรักอุดร ออกแถลงการณ์ผ่านทางสถานีวิทยุ FM 97.50 MHz ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี ต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล และยึดทำเนียบรัฐบาล เพื่อกดดันให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลาออกโดยมีประชาชน เดินทางมาร่วมรับฟังจำนวนกว่า 3 พันคน

ทั้งนี้ มีนายวิเชียร ขาวขำ นายอนันต์ ศรีพันธุ์ และ นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชน จ.อุดรธานี เดินทางมาสังเกตการณ์ด้วย โดยกลุ่มผู้ชุมนุมจะเคลื่อนพล เดินทางไปให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีใน กทม


นายกฯสมาคมท่องเที่ยวภายในประเทศร่ำไห้ม็อบฯทุบธุรกิจพัง


นายกฯ สมาคมท่องเที่ยวภายในประเทศร่ำไห้ม็อบพันธมิตรฯ ทุบธุรกิจพังในพริบตา เผยธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศแย่กว่า 3 ปี ส่วนเหตุการณ์ชุมนุมที่เกิดขึ้นทำให้นักท่องเที่ยวยกเลิกไปแล้วกว่า 70%

รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดพัฒนาการท่องเที่ยว ที่มีนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นประธาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีการสรุปภาพรวมปัญหาของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะผลกระทบจากการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งภาคเอกชนด้านธุรกิจท่องเที่ยวทุกแห่งได้รายงานสถานการณ์ตรงกัน ว่ามีผลกระทบทำให้การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศของคนไทยลดลงมาก

น.ส.มัยรัตน์ พีระญาณ์โกเศส นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือ สทน. ได้แสดงความอัดอั้นตันใจอย่างหนักถึงขนาดร้องไห้ออกมากลางที่ประชุม โดยระบุว่าธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศแย่มานานกว่า 3 ปีและเหตุการณ์ชุมนุมที่เกิดขึ้นได้ทำให้นักท่องเที่ยวยกเลิกไปแล้วกว่า 70% ล่าสุดขณะนี้นักท่องเที่ยวลดไปกว่า 90% และหากเหตุการณ์ไม่ปลอดภัยและรุนแรงขึ้นอาจลดลงถึง 100% ได้ ทำให้ที่ประชุมถึงกับเกิดอาการอึ้งไปตาม ๆ กัน

นายอภิชาติ สังฆอารีย์ นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือแอตต้า กล่าวว่า ผลกระทบจากการชุมนุมของพันธมิตรฯในขณะนี้ได้ส่งผลให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพักในโรงแรมและเกสต์เฮาส์ภายในบริเวณรอบ ๆ เกาะรัตนโกสินทร์ลดลงไปมากกว่า 50% แล้ว แม้ว่าจะเป็นเหตุการณ์ระยะสั้นก็ตาม แต่จากการหารือกับบริษัททัวร์ในต่างประเทศนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังรอดูสถานการณ์ก่อน หากรุนแรงมากขึ้นถึงกับเลือดตกยางออกกันแล้ว บรรดานักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจะยกเลิกการมาท่องเที่ยวในไทยในช่วงไฮซีซันนี้แน่นอน อย่างไรก็ตามแต่สิ่งที่ภาคเอกชนเป็นห่วงมากกว่า คือผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว คือภาวะเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมัน

ทั้งนี้หากเหตุการณ์ยืดเยื้อจนถึงวันที่ 15 ก.ย. ซึ่งเป็นช่วงเข้าไฮซีซัน จะทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวหายไปถึง 1 แสนล้านบาท เนื่องจากนักท่องเที่ยวจะยกเลิกทัวร์มาไทย เพราะไม่มั่นใจในเหตุการณ์

ด้าน นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ที่ประชุมครั้งนี้ทุกคนต่างแสดงความห่วงใยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในไทย ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ มีหน้าที่ต้องพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสให้ได้มากที่สุดเพื่อไม่ให้บรรยากาศการท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบมากยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวมากขึ้น


สื่อต่างประเทศตีข่าว"นายกฯ" เข้าถวายรายงานในหลวง


สื่อเทศ เผย สมัครฯ เข้าเฝ้าในหลวง ถวายรายงานสถานการณ์การประท้วงต่อต้านรัฐบาล ที่พระตำหนักไกลกังวล อำเภอหัวหิน

สื่อมวลชนต่างประเทศทั้งสำนักข่าว CNN และ AP ของสหรัฐฯ และ BBC ของอังกฤษ รายงานอ้างเจ้าหน้าที่ไทยที่ไม่เปิดเผยนามว่า นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวชของไทยได้บินจากกรุงเทพฯ เมื่อช่วงเที่ยงคืนวานนี้ ด้วยเครื่องบินส่วนตัวไปยังอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเข้าเฝ้าฯ ถวายรายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับสถานการณ์การประท้วงต่อต้านรัฐบาล ที่พระตำหนักไกลกังวล อำเภอหัวหิน และได้กลับมาที่กรุงเทพฯ ในเวลา 10 โมงเช้าวันนี้

รายงานข่าวระบุอีกว่า ผู้ประท้วงหลายพันคนยังคงปักหลักชุมนุมภายในทำเนียบรัฐบาลเป็นวันที่ 5 เรียกร้องให้นายกฯ สมัครลาออก แม้ว่าเมื่อเช้าวันเสาร์จะมีฝนตกลงมา พร้อมระบุว่า การประท้วงยังได้ลุกลามไปยังภาคใต้ของไทย ที่กลุ่มผู้ประท้วงได้บุกเข้าไปที่สนามบินหลัก 3 แห่งของภาคใต้ได้แก่ ภูเก็ต/ กระบี่และหาดใหญ่ ซึ่งทำให้สนามบินเหล่านี้ต้องปิดทำการในวันนี้

ก่อนหน้านั้นเมื่อกลางดึกคืนวานนี้(29ส.ค.) มีรายงานข่าวแจ้งว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางโดยเครื่องบินเล็ก ของทางทหาร ที่ขส.ทบ.โดยเครื่องบินลำดังกล่าวมีที่หมายที่สนามบิน บ่อฝ้าย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งการบินดังกล่าวเป็นการบินด่วน เนื่องจากเกินเวลาที่ทหารจะนำเครื่องขึ้นบิน อีกทั้งตามปกติ นายสมัคร มักจะไม่โดยสารเครื่องบิน ในลักษณะเช่นนี้


"นายกฯ สมัคร" ลั่นจะอดกลั้นถึงพรุ่งนี้ ยันไม่ใช้พรก.ฉุกเฉิน


นายกรัฐมนตรี เผย สั่งการให้ตำรวจถอยออกมาเพราะไม่ต้องการให้นองเลือด ระบุ มีข้อเสนอจากฝ่ายความมั่นคงแต่ไม่ขอใช้หวั่น ประชาชนต้องอยู่แต่ในบ้าน ด้าน อนุพงษ์ห่วงสถานการณ์ ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง พร้อมยืนยันไม่มีปฏิวัติแน่นอน

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แถลงว่า ตนเองเป็นผู้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถอนกำลังออกมาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุนองเลือด เนื่องจากต้องการให้ผ่านงาน 116 วัน จากวันแม่สู่วันพ่อ ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ก่อน พร้อมยอมรับฝ่ายความมั่นคงมีข้อเสนอแนะออกมาแล้ว แต่ยังไม่ขอใช้ เพราะไม่อยากให้สถานการณ์ตึงเครียด และไม่อยากให้ประชาชนต้องอยู่แต่ในบ้าน และยังกระทบกับงานในวันพรุ่งนี้ โดยหลังจากในวันพรุ่งนี้ จะตัดสินใจดำเนินการอีกครั้งหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น พร้อมยกมือไหว้ขอร้องประชาชนและรัฐวิสาหกิจให้ไตร่ตรองให้ดี อย่าร่วมชุมนุมเพียงเพราะนึกสนุกชั่วแล่น

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวหลังการประชุมสภากลาโหม ว่า มีความเป็นห่วงสถานการณ์การบ้านเมืองไม่อยากให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประชาชน ที่เขาไม่ได้มีอาวุธอะไร เมื่อถามว่า เหล่าทัพได้มีการเสนอแนะอะไรต่อที่ประชุมสภากลาโหม บ้าง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีวาระการประชุมในเรื่องนี้ ส่วนกระแสข่าวที่ประชาชนหวั่นวิตกว่าจะเกิดการปฏิวัติ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ในเรื่องของกำลังที่มาจากการฝึก ได้แจ้งเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสื่อก็เสนอไปแล้วเช่นกัน ส่วนเหตุการณ์ คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถดำเนินการได้เพียงแต่ว่าอยากให้ดำเนินการโดยที่ไม่มีความรุนแรง

เมื่อถามว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการร้องขอกำลังจากกองทัพให้ไปช่วยหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ต้องอยู่ที่รัฐบาล รัฐบาลจะเป็นผู้สั่งการ เพราะตนไม่สามารถที่จะไปดำเนินการอะไรได้ ส่วนในเรื่องการปฏิวัติ ยืนยันได้ว่าไม่มี เพราะการปฏิวัติไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ประชาชนจะเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก ทางทหารจะให้ความช่วยเหลือในเรื่องนี้อย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับกับการสั่งการของรัฐบาล เพราะเราไม่สามารถเอาทหารออกมาได้ ทั้งนี้ ยืนยันใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ น่าจะมีความเหมาะสม และพอเพียงที่จะรักษาสถานการณ์ให้เรียบร้อยได้

ถามว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการถอนกำลังออกจากบริเวณสถานที่การชุมนุมแล้ว พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่อย่างไรก็เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเมื่อตอนบ่ายได้เรียนผ่านไปถึง ผบ.ตร. ว่า น่าจะไม่ใช้มาตรการรุนแรง

เมื่อถามว่า ในที่ประชุมสภากลาโหมแสดงว่านายกฯ ไม่ได้ขอความคิดเห็นกับผบ.เหล่าทัพ กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีวาระ ในส่วนของผู้ที่มาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ว่า กลุ่มดังกล่าวน่าจะลดความรุนแรงในการปฏิบัติการลง และหาทางออกเพื่อประเทศชาติร่วมกัน อย่างไรก็ตาม เขาก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วย ถ้ายึดถือตามกฎหมายและตามที่ศาลสั่ง เหตุการณ์ต่างๆ ก็จะคลี่คลายลงไปได้ โดยเฉพาะคนที่เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์และอาจจะได้รับการกระทบกระทั่งจากการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ทางกองทัพประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่สหภาพการบินไทย และ รถไฟ ที่ประกาศหยุด ซึ่งประเด็นนี้ทางรัฐบาลจะแก้ไข เราคงไม่อยากให้เกิด เราไม่อยากให้มีผลแบบนั้น เพราะจะมีผลกระทบไปทุกมิติ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มปัญหาส่วนสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เมื่อถามว่า ควรจะ นำพรก.ฉุกเฉิน หรือ พรบ.ด้านความมั่นคงมาใช้ หากตำรวจไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การจะใช้หรือไม่ใช้เป็นเรื่องของทางรัฐบาล แต่ขณะนี้ ตนเห็นว่า ยังไม่ถึงขั้นที่น่าจะต้องใช้ ถ้าไม่มีความวุ่นวายเกิดขึ้น การที่ทหารออกมา บางทีมันก็ไม่เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ ภาพลักษณ์ที่ออกไปทั่วโลก บางทีมันอาจจะไม่ดี ดังนั้น มาช่วยกัน ร่วมมือกันทั้ง 2 ฝ่ายได้แก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องทำตามหน้าที่ของเขา แต่ก็อย่าให้รุนแรงนัก ส่วนทางฝ่ายชุมนุมก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และลดความรุนแรงลง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า เราคนไทยด้วยกัน และเป็นปัญหาภายในประเทศไทย ถ้าบอกว่าแค่นี้ แล้วมันไม่มีทางที่จะแก้ ตนคิดว่า มันคงไม่ได้ มันจะต้องแก้ให้ได้ ทั้งนี้หากมีการพูดคุยกันได้คงดี แต่ถ้าหากไม่พูดคุยกัน ก็ควรหาทางออกของตัวเองกัน


Friday, August 29, 2008

จุดเปลี่ยนของสงคราม ความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์นำไปสู่ความพ่ายแพ้ของพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

การก่อความวุ่นวาย การก่อจลาจลย่อยๆ ของ พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมานี้ เป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์อย่างทีี่่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับ นักรบผู้เจนสงครามอย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หรือสหายศึกอื่น ๆ เช่น พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เป็นต้น

จุดผิดพลาดของ "ยุทธการไทยคู่ฟ้า" ของ พธม. ครั้งนี้คือ การบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT ซึ่งทำให้ถูกมองว่าเป็นการคุกคามสื่ออย่างรุนแรง และภาพการบุกยึด ก็ได้เผยแพร่ออกไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว สมกับยุคนี้เป็นยุคดิจิตอล ทำให้ พธม. เสียชื่อเสียงและความนิยมอย่างรุนแรง เพราะไม่ใช่ภาพของคนที่ชุมนุมอย่างสงบ และต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ตามที่อวดอ้างแต่อย่างใด



ผมประเมินว่า แผนการขั้นต้นของ พธม. คือ การยึุด NBT เพื่อเชื่อมสัญญาณของ สถานีโทรทัศน์เคเบิ้ลทีวี ASTV เข้ากับเครือข่ายของ NBT หลังจากบุกยึดที่ทำการของ NBT ได้แล้ว

และหาก พธม.สามารถเชื่อมสัญญาณ ASTV ได้ ผมคาดว่า กำลังส่วนใหญ่ของ พธม. จะเคลื่อนเข้ามาที่ NBT ทันที เพื่อตรึงไม่ให้เจ้าหน้าที่ใช้กำลังเข้าสลาย และเมื่อ ASTV สามารถออกอากาศได้ทั่วประเทศ โดยผ่าน NBT ก็จะบีบให้รัฐบาลจำต้องใช้กำลังเข้าปราบปรามสลายม็อบ หรือยึดสถานี NBT คืน ซึ่งก็จะเข้าทางของ พธม. ทันที คือ มีการนองเลือดเกิดขึ้น ซึ่งสถานการณ์ต่้อเนื่องคือ จะมีการบีบให้นายสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แผนการเหมือนกับพฤษภาทมิฬ 2535 เด๊ํะเลย ไม่มีความซับซ้อนอะไรทั้งสิ้น

แต่ผมคาดว่า พธม. หรือแกนนำของ พธม. คงไม่ได้ประเมินว่า ยุคนี้เป็น "ยุคดิจิตอล" การยึดอาคาีรสถานี้โทรทัศน์ได้นั้น ใช่ว่าจะสามารถเผยแพร่ภาพทีวีต่อไปได้ เพราะหากมันง่ายดายขนาดนั้น ผมว่ายุคนี้ก็ไม่ใช่ยุคดิจิตอล และเพราะยุคนี้แม้แต่จะเปิดคอมพิวเตอร์ฺเครื่องหนึ่งที่ไม่ใช่ของตนเองมันก็มีรหัส จนยากที่คนนอกจะเจาะผ่านเข้าไปได้โดยง่าย

และผมไม่เชื่อว่า พธม. จะมีมือหนึ่งทางด้านการสื่อสาร หรือเก่งแฮ้กข้อมูลอยู่ด้วย

และผมก็คิดว่า ช่วงที่คุณจักรภพ เพ็ญแข เป็น รมต.ประจำำสำนักนายกฯ คุมกรมประชาสัมพันธ์ คงได้มีการทำแผนการต่อต้านการทำรัฐประหารไว้ ดังนั้น เมื่ออาคารถูกยึด ก็สามารถแพร่ภาพต่อไปได้ โดยใช้รถโมบาย ทำให้การออกอากาศของ NBT หยุดชะงักไปไม่นานเท่านั้น

การบุกยึด NBT แม้จะทำสำเร็จ แต่ก็ไม่บรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์คือ "การเชื่อมสัญญาณ ASTV" ก็เลยทำให้การเคลื่อนไหวอื่น ๆ เช่น การยึดทำเนียบรัฐบาล การยึดกระทรวงต่างๆ ของรัฐบาล เป็นการยึดได้แค่ "ตึกเปล่า" เหมือนกับการ ยึดเมืองเปล่า" อย่างที่การทำสงครามในอดีตต่างๆ เคยมีตัวอย่างมาแล้วเท่านั้น การยึดเมืองเปล่า ตึกเปล่า ไม่ได้ทำให้ได้เปรียบในการสงครามขึ้นมาแต่อย่างใด

แต่ยุทธการไทยคู่ฟ้า ได้ผลักดันให้ แกนนำ พธม. รวมทั้งนักรบศรีวิชัยจำนวนมาก ทำผิดกฎหมายหลายมาตรา ซึ่งกลายเป็นชนัฎติดหลัง และเป็นสาเหตุให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจตีโต้ ออกหมายจับ 9 แกนนำของกลุ่มพันธมิตร ในข้อหา "เป็นกบฎในราชอาณาจักร" ได้อย่างเต็มที่

นี่คือ การก้าวพลาดอย่างสำคัญ




เพราะแม้ว่า ฝ่าย พธม. จะนำแกนนำทั้งเก้าคนไปไว้ในวงล้อมของสตรี และมีการป้องกันอย่างเต็มที่ ไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าไปจับได้

แต่ผมไม่คิดว่านั่นจะเป็นสิ่งสำคัญอะไร เพราะ "หมายจับเก้าแกนนำในข้อหากบฎในราชอาณาจักร" ได้กลายเป็น "ยันต์กันผี" กักขังให้แกนนำพันธมิตร จำต้องกักตัวเองอยู่ในพื้นที่แคบๆ ของทำเนียบรัฐบาล ไม่มีเสรีภาพในการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด มีสภาพเหมือนกับการถูกขังไว้ในทำเนียบนั่นเอง

จะขังไว้ที่ลาดยาว หรือขังไว้ที่ทำเนียบรัฐบาล ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก



ออกมาเมื่อไหร่ ก็โดนตะครุบตัวเมื่อนั้น ตำรวจไม่จำเป็นต้องรีบร้อนหรือบุ่มบ่ำแต่ประการใดทั้งสิ้น เพียงแต่ล้อมไว้ รอคอยโอกาส สับเปลี่ยนกำลังให้สดชื่นเข้าไว้ พธม. การ์ดตกเมื่อไหร่ ก็ชาร์จเข้าล็อกแกนนำทันที พธม. จะต้องการ์ดไว้ได้นานเท่าใด

ผมคิดว่า แม้ พธม. จะประกาศตั้งผู้นำรุ่นที่สอง ไว้สำหรับการเคลื่อนไหวต่อไป แต่ผมไม่คิดว่าการเคลื่อนไหวของ พธม. จะมีน้ำหนักอะไรอีกแล้ว การบุกยึด NBT ทำให้ พธม. เสียมวลชนไปจำนวนมาก และได้ข้อหากบฏ กลับมาแทน

ตอนนี้ 9 แกนนำ ก็มีโทษตามกฎหมายหนักถึงขึ้นประหารชีวิตทีเดียว คดีคงต่อเนื่องอีกยาวนาน ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนแต่อย่างใด

บางคนคิดว่า พธม. อาจมีแผนการที่ล้ำลึกมากกว่านี้ จนเราคาดไม่ถึงก็ได้

ผมคิดว่าพวกเราประเมินคนเหล่านี้สูงเกินไป ผมไม่คิดว่าจะมีใครที่มีความสามารถเกินมนุษย์ปกติโดยทั่วไปอย่างมาก จนสามารถวางแผนลึกลับซับซ้อน จนไม่มีใครคาดถึงได้ เพราะนั่นมันนิยายมากเกินไป

เราต้องประเมินอย่างง่ายๆ ว่า แกนนำของกลุ่ม พธม.นี้ ต่อสู้ทางการเมืองมาอย่างยาวนานแล้ว ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2551 เมื่อนับเวลาถึงวันบุกยึด NBT เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 ก็เป็นเวลาถึง 90 วัน

คนที่อยู่ในสนามรบเป็นเวลานาน ต้องต่อสู้ ต้องตื่นตัว ถูกกระตุ้นและเครียดอยู่ตลอดเวลา เมื่อเป็นระยะเวลาที่นานมาก ก็จะเกิดความล้า การใช้ดุลยพินิจต่างๆ ก็จะบกพร่อง และไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน เพราะความล้าของสมองที่ต้องทำงานอย่างยาวนาน และตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา ต้องขึ้นเวทีปราศรัย เพื่อตรึงมวลชนตลอด ทำให้ความเครียดสะสมที่เกิดขึ้นนี้ กระทบต่อดุลยพินิจในการตัดสินใจได้

เคยมีการบันทึกไว้เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สองว่า ทหารที่ถูกล้อมหรือต้องต่อสู้อยู่ตลอดเวลาเกิน 40 วัน จะมีความเครียดทางสมอง และเกิดอาการจิตหลอนต่างๆ ขึ้น

ผมก็คิดว่า แกนนำ พธม. ก็เป็นคนธรรมดา ย่อมไม่สามารถหลีกเลี่ยงเงื่อนไขทางกายภาพเหล่านี้ได้

ผมจึงไม่ได้คิดว่าคนเหล่านี้จะมีแผนการลึกลับอะไร มากกว่าที่ผมประเมินไว้แล้ว เพราะไม้ตายจริงๆ คือ การเชิญชวนทหารออกมาทำรัฐประหาร หากทำไม่สำเร็จ ก็ไม่มีทางบรรลุเป้าหมายได้

พธม. ประเมินคนลี้ยงแมว ที่ดื้อดึงเหมือนแมว อย่างนายสมัคร สุนทรเวช ต่ำไป

แทนที่จะได้ชัยชนะอย่างที่ชอบประกาศกันจน เสพติดชัยชนะจอมปลอมเหล่านั้น ก็กลายเป็นกบฎในราชอาณาจักร ที่รออยู่ว่าเมื่อไหร่จะโดนชาร์จจับตัวไปเท่านั้น

นี่จึงกลายเป็น จุดเปลี่ยนของสงครามอย่างชัดเจน

จาก thaifreenews

ความเมตตา สมานฉันท์ !

ผลพวงจากการออกมาสร้างความวุ่นวายของกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างเด่นชัดนอกจากจะผิดกฎหมายแล้วยังทำให้ประเทศชาติเสียหายอย่างย่อยยับ เศรษฐกิจพังทลาย และทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่พอใจ
สะท้อนออกมาในผลสำรวจของสำนักวิจัยเอแบคโพลเรื่อง “ทางออกฝ่าวิกฤติของประเทศไทย ในทรรศนะของสาธารณชน”
จากกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 2,718 คน ที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด 16 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่าร้อยละ 79.4 ของกลุ่มตัวอย่างกังวลว่าความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้จะทำให้สังคมไทยกลายเป็นสภาพ “บ้านป่าเมืองเถื่อน”
ขณะที่ร้อยละ 61.3 กำลังเครียดต่อสถานการณ์การเมือง !
นอกจากเอแบคโพลแล้ว ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่องคนกรุงเทพ คิดอย่างไรกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ
โพลระบุว่า การปิดถนนเพื่อชุมนุมขับไล่รัฐบาล เห็นด้วยร้อยละ 13.8 ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 72.6
ส่วนการบุกยึดสถานีโทรทัศน์ NBT เห็นด้วยร้อยละ 14.8 ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 70.8 ขณะที่การปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล กระทรวง และสถานที่ราชการต่างๆ เห็นด้วยร้อยละ 16.9 ไม่เห็นด้วยร้อยละ 68.3 ไม่แสดงความเห็นร้อยละ 14.8
จากผลพวงของโพลแสดงให้เห็นว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ ภายใต้การนำโดย 1.นายสนธิ ลิ้มทองกุล 2.นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ 3.พล.ต.จำลอง ศรีเมือง 4.นายสมศักดิ์ โกศัยสุข 5.นายพิภพ ธงไชย
หมดความชอบธรรมทางการเมืองทันที !
เพราะการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในครั้งนี้เป็นการชุมนุมที่ไม่สงบและมีอาวุธ ส่งผลให้รัฐธรรมนูญมาตรา 63 ไม่รับรองและคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุม
ส่วนการบุกยึดสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็นบีที ทำให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการพูด ที่รัฐธรรมนูญรับรองและคุ้มครองไว้ในมาตรา 45 ถูกลิดรอนไปด้วย
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้คำนึงถึงแนวทางความสมานฉันท์ แม้จะถูกด่าทอด้วยคำหยาบคายจากพันธมิตรฯ ตลอดเวลา
เนื่องจากประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
การเข้าใช้กำลังปราบปรามม็อบจึงอาจจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ประเทศชาติ และเสียหายต่อระบอบการเมืองการปกครอง
ทั้งนี้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งนำโดยพรรคพลังประชาชน ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุด
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่พรรคพลังประชาชน ชนะใจประชาชนอย่างท่วมท้นนั้นเป็นเพราะผลพวงจากพรรคไทยรักไทย และที่สำคัญคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่วันนี้แม้จะโดนเหยียบย่ำซ้ำเติม โดนใส่ร้ายป้ายสีแค่ไหน
กระทั่งยอมเสียสละลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนเพราะว่ามีกลุ่มพันธมิตรฯ มาขับไล่ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็รักและศรัทธา อดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่เสื่อมคลาย !
เพราะจากผลงานในอดีตที่พิสูจน์ได้ว่านายกรัฐมนตรีคนนี้จริงใจช่วยเหลือประชาชนเพียงใด
สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่าในอนาคตเมื่อมีการเลือกตั้ง หากพรรคใดก็ตาม ที่ชูยี่ห้อหรือแบรนด์ของ “ทักษิณ ชินวัตร”
ก็จะทำให้พรรคนั้นๆ ยิ่งเข้มแข็ง และชนะการเลือกตั้งเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกแน่นอน!

ขบวนการ ‘ไม่’ ยุติธรรม!ไม่ยุติธรรม...จริงๆ!

ระหว่างที่ คมช. ยังยึดอำนาจบ้านเมือง ไม่มีสื่อใดวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของกลุ่มยึดอำนาจแบบตรงไปตรงมา เพราะบางคนได้รับการตอบแทนจาก คมช. ให้เข้าไปเป็นใหญ่ควบคุมสื่อของรัฐ
เปรมมันนี่...กันไปตามๆ กัน!
สื่อเชียร์เผด็จการ ได้รับการแต่งตั้งยกโขยงไปอยู่ในสภาโลซก กินเงินเดือนกว่าแสนชื่นสะดือกันไป คงมีแต่ “วาทตะวัน สุพรรณเภษัช” ที่วิจารณ์ คมช. อย่างสนุกสนาน มันอารมณ์ท่านผู้อ่าน จนติดกันงอมแงม
พ็อกเก็ตบุ๊ก “รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ” ของ “นักเขียน-มิลเลี่ยนคลิก” คนนี้
วางจำหน่ายไม่ได้ เพราะร้านหนังสือถูกข่มขู่ แต่กระนั้น ยอดขายยังถล่มทลาย พรรคพลังประชาชนซื้อไปแจกให้ผู้สมัคร ส.ส. และสมาชิก วันประชุมใหญ่ครั้งแรก และชนะการเลือกตั้งไปในที่สุด
หนังสือเล่มใหม่ที่ดังก่อนพิมพ์คือ “เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย” แม้ขณะนี้ยังไม่วางตลาดเต็มตัว เพราะสถาบันการศึกษาของราชการ สั่งเอาไว้มาก แต่ก็แบ่งส่วนหนึ่งจำหน่ายทางเว็บไซต์ vattavan.com ซึ่งแฟนๆ ก็แห่กันสั่ง...น่าชื่นใจ
คนที่อ่านแล้วเขาบอกว่า
ใครก็ตามที่อ่านหนังสือ 2 เล่มนี้จบ รับรองจะไม่คบก๊วนแมลงสาบการเมือง และไม่มีวันลงคะแนนให้นักกินเมืองที่สังกัดก๊กนี้เป็นอันขาด!
*************
ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องที่อยากพูดวันนี้ ขอเล่าเรื่องที่เคยได้ร่ำเรียนมาตั้งแต่ไปศึกษาในสหรัฐอเมริกา และเชื่อว่าคนที่เคยไปศึกษาเกี่ยวกับเรื่องตำรวจ หรือกระบวนการยุติธรรมของประเทศมหาอำนาจแห่งนี้ โดยเฉพาะที่เคยไปศึกษาเกี่ยวกับวิชาการตำรวจ หรือสถาบันสอบสวนกลางที่รู้จักกันในชื่อ FBI Academy (Federal Bureau Of Investigation Academy) เรื่องมีอยู่ว่า
หญิงสาวผู้อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ลงมาซักผ้าที่ห้อง Laundry ซึ่งอยู่ที่ชั้นล่างสุด (basement) เธอถูกคนร้ายใช้ถุงใส่เสื้อผ้าคลุมศีรษะ กดให้นอนราบลงกับพื้น แล้วปฏิบัติการข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ แล้วเผ่นหนีไป
ตำรวจมายังที่เกิดเหตุ หลังจากที่ตรวจสถานที่และสอบปากคำแล้ว ก็นำตัวชายคนหนึ่งชื่อ นายมัลลอรี่ ซึ่งเป็นคนทำงานในห้องซักผ้าไปสถานีตำรวจ หลังจากถูกซักถาม เขาก็เปิดปากรับสารภาพ และยังอยู่ที่สถานีตำรวจต่อไปอีกระยะเวลาอีกนานหลายชั่วโมง ก่อนที่จะมีการแจ้งข้อหาอย่างเป็นทางการ
นายมัลลอรี่ผู้ต้องหาถูกฟ้องต่อศาล
ทนายความของผู้ต้องหาได้ต่อสู้คดี โดยอ้างว่า คำรับสารภาพของผู้ต้องหานั้นเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาสู่การพิจารณาโดยมิชอบ เพราะคำรับสารภาพของนายมัลลอรี่นั้นเกิดมาจากการที่ตำรวจควบคุมนายมัลลอรี่ไปสถานี โดยยังมิได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาตามระเบียบ ยังผลให้คำสารภาพนั้นเป็นคำรับที่มาสู่การพิจารณาของศาลโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (Illegal evidence that comes to the court)
ศาลยกฟ้องนายมัลลอรี่!
ทนายความที่ต่อสู้คดีให้นายมัลลอรี่ ชื่อ นายโทมัส อี ดิวอี้ (Thomas Edmund Dewey) เป็นทนายความที่ชาญฉลาด และยกประเด็นเรื่องพยานหลักฐานที่มาสู่ศาลโดยมิชอบมาเป็นประเด็นข้อต่อสู้ในคดี และประสบความสำเร็จ ความดังของเขาจากคดีนี้ส่งผลให้เป็นที่รู้จักในหมู่ประชาชน ได้เป็นอัยการเขต และอัยการใหญ่รัฐนิวยอร์ก
ต่อมาได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก และเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน ในการชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดี กับประธานาธิบดี แฮร์รี่ เอส ทรูแมน (President Harry S. Truman) แม้จะเป็นต่อมากในการเลือกตั้ง ขนาดหนังสือพิมพ์ใหญ่ยักษ์อย่าง Chicago Daily Tribune กล้าพาดหัวล่วงหน้าว่า
“Dewey defeats Truman!” หรือ “ดิวอี้ ‘เฆี่ยน’ ทรูแมน”
แต่ดิวอี้กลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปในที่สุด ชิคาโกเดลี่ทรีบูนหน้าแตกยับเยิน ภาพทรูแมนชูหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ที่พาดหัวว่าตัวเองเป็นฝ่ายพ่ายการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายชนะ กลายเป็นภาพแสตมป์ยอดนิยมของสหรัฐไป
แสดงให้เห็นว่า กระบวนการพิจารณาของศาลสหรัฐนั้นเข้มงวดเป็นอย่างมาก เพราะเขาคำนึงถึง “สิทธิมนุษยชน” ว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง การนำเสนอพยานหลักฐานก็ต้องเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยชอบ กระบวนการทุกอย่างต้องถูกต้อง
หากฝ่ายโจทก์คือพนักงานอัยการของรัฐ นำเสนอหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบต่อศาล นอกจากศาลไม่รับฟัง แม้พยานหลักฐานอื่นชัดเจนก็ตามที
ศาลก็ยังยกฟ้อง ด้วยเหตุที่มีการละเมิดสิทธิของพลเมืองอย่างนี้!!
หลังปี ค.ศ.1980 ที่ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ผู้พ่อ ได้พูดคำว่า “ระเบียบโลก” ออกมาหลายครั้งหลายหน เพราะหลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย ประเทศในเครือสหภาพได้แตกตัวออกเป็นประเทศอิสระ อเมริกากลายเป็นมหาอำนาจแต่เพียงประเทศเดียว สหรัฐอเมริกาจึงได้กำหนดแนวทางที่เรียกว่าเป็น “ระเบียบโลก” ออกมาว่า ประเทศที่จะคบหากับสหรัฐนั้น พึงมีแนวทางดังต่อไปนี้
1.ต้องปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย
2.สิทธิมนุษยชนจะต้องได้รับการรับรอง (และมีผลในทางปฏิบัติด้วย)
3.ต้องมีระบบการค้าเสรี
ระเบียบโลกนั้น แม้ข้อที่ 3 จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้างว่าถูกกำหนดขึ้นมา เพราะหากมีระบบการค้าเสรี ชาติที่ด้อยในเรื่องพลังทางเศรษฐกิจ จะถูกครอบครองโดยชาติมหาอำนาจ
ท่านผู้อ่านอาจคาดเดาได้ว่า ผมจะพูดอะไรต่อไป?
ใช่ครับ!
จำเป็นต้องบอกกันซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า การปฏิวัติรัฐประหารทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยชัดเจน ไม่ต้องเคลือบแคลงสงสัย
การยึดอำนาจอย่างไม่ชอบธรรมด้วยกำลังนั้น เป็นการทำลายสิทธิมนุษยชนอย่างเลวร้าย เพราะไม่ได้คำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ทำลายระบบกฎหมายที่มีอยู่ ด้วยการเข้าแทรกแซงอำนาจตุลาการ อย่างที่เคยยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจน คือ
ในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีประกาศให้ศาลอาญาแปรสภาพเป็นศาลทหาร
เมื่อ พล.อ.สนธิ เข้ายึดอำนาจ ได้นำผู้พิพากษาออกจากระบบมาเป็น
ตุลาการรัฐธรรมนูญ พิจารณาคดีการเมืองเรื่องยุบพรรค ท่านเหล่านั้นขึ้นนั่งบัลลังก์โดยไม่ได้สวมเสื้อคลุมบอกตำแหน่งฐานะอันสูงส่ง และมีเกียรติยิ่งของผู้พิพากษาศาลสูงแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ท่านทั้งหมดแต่งกายชุดสากล เหมือนกับพ่อค้าประชาชนไปงานมงคลสมรส หรืองานศพปกติทั่วๆ ไปแค่นั้น...น่าเศร้ามาก!
ดังนั้น คำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ (เรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า คำตัดสิน หรือ “คำพิพากษา” ก็ได้ความอย่างเดียวกัน ไม่ได้ออกมาภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์เจ้าของชาวไทย!!)
ชาวบ้านที่คันปากก็วิพากษ์วิจารณ์ว่า ยังดีที่ไม่ได้บอกว่า
คำพิพากษา...ออกมาภายใต้ระบอบเผด็จการ!!!
นอกจากนี้แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับบังฮิตเลอร์ ยังได้รับรองตุลาการรัฐธรรมนูญ (ที่เผด็จการตั้ง) เป็นศาลรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2550 อีกด้วย (มาตรา 300)...
...เท่ากับศาลรัฐธรรมนูญที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน ตามมาตรา 204 ไม่ผิดเพี้ยน
นี่ไง...ฤทธิ์เผด็จการแบบต่อเนื่อง
ใครไม่เชื่อผม ลองเปิดรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันดูเอาเองเถอะครับ!
ที่สำคัญและที่ชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์กันมากในระยะนี้ก็คือ การแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ที่เรียกกันว่า คตส. ขึ้นมา ผู้คนที่เห็นว่าการตั้งคณะกรรมการที่มาจากคนเป็นปฏิปักษ์ มาสอบสวนกันนั้น เป็นเรื่องที่รับกันไม่ได้ ไม่ว่าชาติไหนๆ ทั้งนั้น
พวกที่เห็นดีเห็นงามกับการปฏิวัติรัฐประหาร พากันบอกว่า การตั้ง คตส. ขึ้นมาสอบสวนนั้นเป็นของดี ไม่มีอะไรเสียหายเลย เพราะสุดท้ายพยานหลักฐานทั้งหลายก็ถูกพิจารณาโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเชื่อว่าผู้พิพากษาศาลสูงท่านต้องมีวิจารณญาณที่ดี สามารถชี้ผิดชี้ถูกให้ชาวบ้านเห็นกันได้ชัดเจน
คนที่พูดอย่างนี้ไม่ได้มองกันให้ยาวไปถึงเรื่องความไม่ชอบธรรมของการปฏิวัติรัฐประหาร ว่าเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยลง ไม่ได้คำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เป็นการทำลายสิทธิมนุษยชนอย่างเลวร้าย รับกันไม่ได้เลยทีเดียว
ที่ร้ายที่สุด เป็นการทำลายระเบียบโลกลงไปด้วย!
นี่เอง ทำให้ประเทศไทยต้องเสื่อมเสียไปในสายตาของโลกอารยะ จะซื้อหายุทโธปกรณ์ที่จำเป็นก็ทำไม่ได้ เพราะชาติมหาอำนาจนั้นเขาไม่ยอมขายให้ประเทศเผด็จการโดยเด็ดขาด
ในที่สุด การจัดหาอาวุธทั้งหลายก็ไปตกอยู่ในมือของคณะทหารผู้ก่อการ และมีเสรีอย่างเต็มที่ ไปจัดซื้อหาจากประเทศอื่น โดยไม่ต้องคำนึงถึงปากหอยปากปูที่ร้องกันระงมว่า เป็นไปด้วยความไม่โปร่งใสนานัปการ
เรื่องที่น่าประหลาดใจ และจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอีกมาก นั่นก็คือ เมื่อ คตส. ซึ่งมีหน้าที่สอบสวนนายกฯ เก่า หมดอายุลงตามเงื่อนไขของกฎหมายที่สภาโลซกของพวกปฏิวัติต่อให้ สมาชิกของ คตส. รายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้พิพากษาอาวุโสมาก่อน ลดตัวลงมาทำงานในหน้าที่ คตส. พอหมดหน้าที่
ก็เด้งเชือก กลับขึ้นไปดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาอีกครั้ง!
ดูแล้วห้วงเวลาช่างเหมาะเจาะ เพราะเป็นจังหวะเดียวกับที่คดีซึ่งท่านเป็น คตส. เดิมนั้น และสอบสวนมาก่อนหลายสำนวน ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณา
แม้ผู้เขียนจะเชื่อว่าผู้พิพากษาท่านนี้ไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับสำนวนการสอบสวนเดิม ที่ตนเองในฐานะ คตส. กับพวก ได้ดำเนินการเอาไว้ก่อน และเพิ่งเข้ามาสู่การพิจารณาของศาลจังหวะเดียวกันพอดี
ตรงนี้แหละครับ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันให้ขรมไปเลย!!
ผู้คนเขาบอกว่า แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับคดีที่ผู้พิพากษาอดีตสมาชิก คตส. สอบสวนไว้ก่อน แต่ก็หลีกเลี่ยงปากหอยปากปูไม่ได้ว่า
ในฐานะที่เป็นผู้พิพากษาด้วยกัน การพิจารณาคดีก็คงให้เครดิตสำนวนที่ผู้พิพากษาอาวุโสไปทำเอาไว้ตอนเป็น คตส. กันบ้าง
ไม่มากก็น้อย...เป็นอย่างนั้นไปเสียอีก!
คนไทยกับการวิพากษ์วิจารณ์ นินทาด่าว่านั้น เป็นของคู่กันเสมอมา สมัยก่อนอาจไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์คนที่มีฐานะทางสังคมสูงกว่า แต่ยุคยาบ้าครอบครองเมือง ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครกลัวใคร
ใช่แต่แค่นั้นนะ หากท่านเป็นคนไทยที่ใฝ่ใจในการศึกษา ลองละสายตาจากตรงนี้ไปอ่านคดีของชาวอเมริกันอย่างนาย “มัลลอรี่” ที่ศาลยกฟ้อง เพราะผู้จับกุมละเมิดสิทธิเพียงควบคุมตัวไม่ชอบไม่กี่ชั่วโมง
คดีของอดีตนายกฯ ทักษิณ นั้นได้มีการละเมิดสิทธิของความเป็นมนุษย์ตั้งแต่มีการรัฐประหาร การแต่งตั้งผู้ที่มาทำหน้าที่อย่างไม่ถูกต้อง แถมยังเอาผู้ที่ไม่ชอบผู้ถูกสอบสวนมาดำเนินการอีกด้วย ซึ่งเป็นการกระทำไม่ชอบอย่างยิ่ง
หากท่านมองเข้าไปในกฎหมายไทยเรา ถ้าการสอบสวนไม่ชอบ ก็ถือว่าไม่มีการสอบสวน พนักงานอัยการก็ไม่มีอำนาจฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 130 อยู่แล้ว
สำหรับคดีของอดีตนายกฯ ทักษิณ นั้น การสอบสวนโดยคณะบุคคลที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร ไปบอกคนบ้านไหนเมืองไหนก็ไม่มีใครเขาเห็นด้วยกันทั้งนั้น
ใครเขาบอกว่า กระบวนการยุติธรรมของบ้านเรามันใช้ไม่ได้ เราต้องหยุดฟังและคิดก่อน อย่าไปด่วนต่อว่าเขา เพราะถึงแม้ว่า อัยการ และศาล ยังเป็นที่พึ่งพาอาศัยได้ไม่ขัดเขิน แต่ของที่ไม่ถูกต้องอย่าง คตส. นั้น
เปรียบเหมือน “ของเน่าของเสีย” ใช้การไม่ได้
เอาของดีสองอย่าง คือ ระบบอัยการ และระบบศาลไทย ไปแช่ตู้เย็นปนกันกับของไม่ดี ของเน่าของเสีย ไม่ช้าก็พลอยเน่า...ไปด้วยกันทั้งหมด!
ยิ่งรัดทำมะนวยของบ้านเราด้วยแล้ว อยากให้ใครก็ได้ที่เป็นนักเรียนกฎหมาย ลองจับเอามาตรา 309 ของฉบับหัวคูณนี้ ไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ แล้วลองส่งให้นักกฎหมายชาติเจริญแล้วเขาดูกัน
รับรองว่า
เขาอ่านจบลง ก็คงหัวร่องอหาย แล้ววิจารณ์กันด้วยความขบขันว่า
“ไอ้รัด ‘ทำมะนวย-ฉบับหัวคูณ’ ของบ้านเอ็งนี้ มันช่าง UPPREE จริงๆ!”

หมายจับ9กบฏยังไม่รู้สำนึก

* กังขา!ตร.2มาตรฐานปิดเงียบประกาศจับ
“9 กบฏ” ยังไม่รู้สำนึก จงใจขัดขวางหมายจับ ซ้ำยังดื้อแพ่งขัดคำสั่งศาลที่ให้ออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลทันที ดิ้นเฮือกสุดท้ายขอคัดค้านคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แต่ไม่เป็นผล ตำรวจเตือนผู้ชุมนุมรีบสลายตัวกลับบ้านก่อนจะกลายเป็นผู้ต้องหาร่วมก่อการกบฏ ขณะที่ม็อบเครียดจัดขนยางรถยนต์สร้างบังเกอร์ พร้อมระดมอาวุธครบมือ ตั้งป้อมสู้ตำรวจ เผย “จำลอง” ออกอาการลุกลี้ลุกลนจนเห็นได้ชัด ดัน “พัลลภ ปิ่นมณี” เป็นแกนนำหลักในยามติดคุก เพราะยังไม่เชื่อใจ 3 แกนนำมือใหม่ที่แต่งตั้งไว้ก่อนหน้า ขณะเดียวกันตั้งข้อสังเกตตำรวจส่อ 2 มาตรฐาน อุบเงียบหมายจับพวกกบฏป่วนเมือง

* ‘พัลลภ ปิ่นมณี’ รับเป็นทายาท ‘มหาจำลอง’
แม้ว่าศาลแพ่งจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล และถนนโดยรอบเพื่อให้สามารถสัญจรได้ตามปกติ และขนข้าวของทั้งหมดออกไปในทันที นับตั้งแต่คืนวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา และไม่รับฟังการคัดค้านตามที่ทนายความพันธมิตรฯ ร้อง รวมถึงกรณีที่ศาลอาญาได้อนุมัติออกหมายจับ 9 แกนนำม็อบ ใน 4 ข้อหาฉกรรจ์ อันเป็นกบฏต่อแผ่นดินไปแล้ว

ม็อบพันธมิตรยังไร้สำนึก
แต่แกนนำม็อบพันธมิตรฯ ก็ยังคงพยายามปลุกระดมผู้ชุมนุมให้ดื้อแพ่งขัดคำสั่งศาล และมีการนำเอาสิ่งกีดขวางเข้ามาป้องกัน รวมทั้งเพิ่มความเข้มข้นในการักษาความปลอดภัย ถึงขั้นล่ามโซ่ขังตัวเองอยู่ภายในทำเนียบรัฐบาล และการ์ดบางคนถึงขั้นมีอาการคลุ้มคลั่งทำตาขวางใส่สื่อมวลชน จนเป็นเรื่องหวาดผวากันไปทั่ว ซ้ำร้ายท่ามกลางอากาศร้อนระอุยังพบอาการหวาดผวาระแวงกันเอง
โดยที่แกนนำการชุมนุมได้ประกาศว่าให้ชายตามองเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาลเอาไว้ เพราะอาจลงมือปฏิบัติการพร้อมกับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจภายนอก และขณะเดียวกันคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็อาจเป็นตำรวจสันติบาลแฝงตัวเข้ามาก็เป็นได้
นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่าการออกหมายจับ 9 แกนนำดังกล่าว ทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่มีการนำหมายจับออกมาจ่ายแจก หรือนำไปติดในที่สาธารณะ หรือในห้องส้วมของสถานีตำรวจแบบเดียวกับกรณีหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร

กังวลตำรวจส่อ 2 มาตรฐาน
แม้ว่าผู้สื่อข่าวจะพยายามติดต่อไปที่ตำรวจหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ล้วนถูกปฏิเสธ ต่างจากกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีการระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นคนนำมาแจกเอง
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังฝ่ายประชาสัมพันธ์ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้รับการอ้างว่าเป็นความลับของทางราชการ และเป็นเรื่องของศาล ซึ่งผิดไปจากข้อเท็จจริง เพราะหมายจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น จะออกโดยกองทะเบียนประวัติอาชญากรรม
จากนั้นมีการสอบถามไปยังหน้าห้อง พล.ต.อ.วงกต มณีรินทร์ รอง ผบ.ตร. นายเวรแจ้งว่าติดประชุม และให้ติดต่อที่สำนักงานรอง ผบ.ตร. แต่ก็ได้รับคำตอบว่าท่านไม่ได้ดูแลงานในส่วนนี้ ให้ติดต่อกับ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ที่ดูแลงานด้านการปราบปราม หรือ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลม็อบ แต่หน้าห้อง พล.ต.อ.จงรัก ก็ระบุให้ติดต่อที่รอง ผบช.น. พล.ต.ต.วัจนนท์ ถิระวัฒน์ แต่ก็ถูกโบ้ยกลับไปที่ พล.ต.อ.จงรัก อีกรอบ
ทั้งนี้ ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างระหว่าง 2 คดีดังกล่าวว่าจะเข้าข่ายปฏิบัติงาน 2 มาตรฐาน อย่างไร หรือไม่

“จำลอง” เครียดกลัวถูกสลายม็อบ
ส่วนบรรยากกาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ตลอดวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา บรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียดกว่าวันก่อนๆ ทั้งกลุ่มผู้ชุมนุม เริ่มอ่อนล้า และเฉอะแฉะจากฝนที่ตกอย่างหนักในคืนที่ผ่านมา ขณะที่บรรดาแกนนำและบรรดาการ์ดก็ยังคงตึงเครียดกับข่าวการสลายม็อบ และข่าวการจับกุมแกนนำตามหมายศาล ที่มีข่าวออกมาตลอดทั้งวัน ซ้ำยังพานสร้างความกดดันและแสดงท่าทีที่รุนแรงกับสื่อมวลชน จนถึงขั้นข่มขู่ทำร้ายร่างกาย ซึ่งนักข่าวหลายคนโดนกันไปอย่างถ้วนหน้า
นอกจากนี้แกนนำพันธมิตรฯ โดยเฉพาะ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ดูแลด้านการรักษาความปลอดภัย ที่ท่าทีเครียดและลุกลี้ลุกลนจนเห็นได้ชัด มีการประกาศปลุกระดม และเตือนให้ระวังการสลายการชุมนุมตลอดเวลา ทั้งยังบอกให้ระวังตำรวจที่อยู่ในพื้นที่ทำเนียบ และให้ดูคนข้างๆ ที่อาจเป็นตำรวจแฝงตัวมา

สร้างบังเกอร์รับมือเจ้าหน้าที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่านับตั้งแต่ช่วงสาย กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ส่วนใหญ่ที่ชุมนุมอยู่ภายในทำเนียบรัฐบาลแสดงความไม่พอใจทันที เมื่อ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตร ได้ประกาศว่ามีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าประชิดประตูทางเข้า-ออก ด้านต่าง ๆ รอบทำเนียบรัฐบาล และได้มีการนำสิ่งกีดขวาง เช่น กระเบื้อง โต๊ะ เก้าอี้ ขวางบริเวณประตูทางเข้า-ออก โดยรอบด้าน
ขณะเดียวกันก็ยังมีการนำเอายางรถยนต์จำนวนมาก เข้ามารายล้อมเอาไว้ เพื่อป้องกันการเข้าจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ท่ามกลางความกังวลกันว่าจะมีเจตนาอื่นแอบแฝงหรือไม่ อย่างเช่นการนำมาเพื่อเตรียมเป็นเชื้อเพลิงในการเผาทลายทำเนียบรัฐบาล
ขณะที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ คนสำคัญ ยังได้มีการเดินไปรอบสถานที่ชุมนุม เพื่อปลุกขวัญและให้กำลังใจกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย

กักผู้ชุมนุมไว้เป็นตัวประกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ที่มาร่วมในการชุมนุมประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาล เริ่มมีการจับกลุ่มหารือกันเป็นกลุ่มๆ ถึงความไม่ปลอดภัยจากการอยู่ร่วมชุมนุมประท้วงต่อไป เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องและทั่วถึงว่า สิ่งที่ทำลงไปนั้นเป็นการทำผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง ขอให้เดินทางกลับบ้าน เพราะถ้ายังร่วมชุมนุมอยู่และอาจติดร่างแหเป็นผู้ร่วมก่อการกบฏ ร่วมกับ 9 แกนำพันธมิตรฯ ได้ ซึ่งมีโทษสูงถึงประหารชีวิต และการที่แกนนำพันธมิตรฯถูกออกหมายจับแล้ว ซึ่งจะต้องมีการจับกุมตัวในไม่ช้านี้
ประกอบกับตอนเย็น เจ้าหน้าที่ได้นำแผ่นป้ายผ้ามีข้อความว่า “ห้ามเข้า ตามคำสั่งศาล ผู้ฝ่าฝืนมีความผิดตามกฎหมาย” มาติดที่ประตูทางเข้า ยิ่งทำให้สถานการณ์ของผู้มาร่วมชุมนุมเลวร้ายลงไปอีก สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ความผิดปกติที่เห็นได้ชัดเจนในกลุ่มของแกนนำ ตลอดจนผู้ใกล้ชิดที่หารือกันอย่างเคร่งเครียด
แต่ก็มีรายงานข่าวว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ไม่อนุญาตให้คนในออก ให้แต่คนนอกเข้าเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ผู้ร่วมชุมนุมหลายคนเริ่มเกิดอาการหงุดหงิดแล้ว เพราะเสมือนเป็นตัวประกัน

ม็อบซกมก-อาวุธครบมือรอปะทะ
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าบริเวณสวนหย่อมด้านข้างตึกบัญชาการ บริเวณหน้าตึกนารีสโมสร กลุ่มพันธมิตรฯ ได้นำผ้ายางมากั้นเป็นรั้วตามแนวต้นไม้ข้างตึก เพื่อสร้างเป็นห้องน้ำชั่วคราว ทำให้ดินบริเวณดังกล่าวเจิ่งนองไปด้วยน้ำและส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ส่วนประตู 7 ด้านตึกดังกล่าว กลุ่มพันธมิตรฯ ชายฉกรรจ์ ร่วมด้วยอาสาสมัครจำนวนมากพร้อมอาวุธครบมือ ไม่ว่าจะเป็นไม้คมแฟก เสาธง ไม้กอล์ฟ ไม้เบสบอล หนังสติ๊ก ได้ตรึงกำลังบริเวณรั้วกั้นหน้าตึกสำนักเลขาธิการ ครม.เก่า และถนนที่จะมุ่งหน้าไปยังสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี ทั้ง 2 จุด ภายหลังจากที่แกนนำระบุว่าจะมีการสลายการชุมนุมหลังจากเวลา 16.00 น. เป็นต้นไป
ขณะที่ประตูทุกด้านของทำเนียบก็มีการตรึงกำลังเช่นเดียวกัน โดยใช้เด็กและผู้หญิงเป็นเกราะกำบังอยู่ด้านหน้า

ตร.พร้อมสลายม็อบตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมโล่หมวก ได้มีการเพิ่มเติมกำลังในพื้นที่ด้านนอกโดยรอบ เพื่อรอคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาว่าจะมีการบุกจับตัวแกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 9 คนตามหมายจับของศาลอาญา
พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ระบุว่า จะยังคงกำลังตำรวจในบริเวณทำเนียบรัฐบาล ไว้ที่ 7-8 กองร้อย หรือประมาณพันนาย และเสริมกำลังตามความเหมาะสม แม้จะไม่มีการใช้เป็นสถานที่เพื่อจัดงาน "จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน สร้างสามัคคี" ในวันที่ 30 สิงหาคม แล้วก็ตาม
ตำรวจจะไม่ใช้วิธีบุกเข้าไปเพื่อสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ยังปักหลักอยู่ในบริเวณทำเนียบรัฐบาล แต่จะใช้วิธีการทางกฎหมายดำเนินการกับแกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุม
ขณะเดียวกันก็ยังมีตำรวจขราบจลาจล 1 กองร้อย พร้อมรถกรงขัง คุมเชิงสะพานมัฆวานฯ รอคำสั่งเช่นกัน เช่นเดียวกับข่าวที่ระบุว่ามีตำรวจอีกหลายพันนาย สแตนด์บายพร้อมปฏิบัติการอยู่ในจุดต่างๆ โดยมีเวลานัดหมาย สามารถเดินทางถึงทำเนียบรัฐบาลได้ในเวลาไม่เกิน 10 นาทีทุกจุด

จัดรถฟรีให้กลุ่มผู้ชุมนุมกลับบ้าน
ขณะที่ความพยายามของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะยุติเรื่องราวด้วยความสงบ ก็ยังคงดำเนินอยู่อบย่างต่อเนื่อง มีการเจรจาผู้ชุมนุมที่จะจัดส่งกลับบ้านอย่างปลอดภัย มีการประสาน บขส. ให้โดยสารฟรี และขณะเดียวกัน พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง ยังระบุว่าประชาชนที่เดินทางมาชุมนุมที่ต้องการกลับบ้านนั้น ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการจัดเตรียมรถบัส รถตู้ จำนวน 110 คัน ไว้ให้บริการส่งถึงบ้านไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งรถจะจอดอยู่ที่สนามม้านางเลิ้ง หากจะกลับบ้านก็ขึ้นไปขึ้นรถได้ทันที
พล.ต.ต.สุรพล กล่าวว่า อยากจะทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุม และที่กำลังจะเดินทางมาร่วมชุมนุมว่า การเข้าไปอยู่ในทำเนียบรัฐบาลเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ในจุดนี้ตำรวจพยายามดำเนินการด้วยความประนีประนอม พูดคุยเจรจากับแกนนำพันธมิตรฯ มาโดยตลอดแต่ก็ยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนว่าจะเคลื่อนย้ายออกจากทำเนียบ จึงอยากชี้แจงให้ประชาชนที่จะเดินทางมาใช้วิจารญาณในการตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองครั้งนี้

พล.อ.พัลลภ โผล่สานต่อจำลอง
อย่างไรก็ดี แม้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะมีการตั้งตัวตายตัวแทนไว้แล้ว 3 คน ให้ทำงานแทนในยามติดคุก แต่ในวันที่ผ่านมาก็ยังปรากฏชื่อ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เพื่อนสนิท พล.ต.จำลอง ศรีเมือง รับปากจะเข้ามาทำงานแทนทันทีที่ พล.ต.จำลอง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมขัง
พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า "ผมจะขึ้นเวทีก็ต่อเมื่อ พล.ต.จำลอง ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม การขึ้นเวทีครั้งนี้ถือเป็นสัญญาใจที่ผมกับจำลองที่เป็นเพื่อนรักเพื่อนตายกันมา ได้มีสัญญาอยู่ 2 ข้อ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อ พล.ต.จำลองถูกจับกุม ผมก็จะเข้าไปแทน ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้น การปฏิบัติการ 3 วันก็จบ ซึ่ง 2 ข้อที่ผมได้สัญญาไว้กับ พล.ต.จำลอง คือ ถ้าวันใดที่จำลองโดนตำรวจจับผมจะเข้าไปแทนทันที และที่ พล.ต.จำลอง ใช้ยุทธวิธีสันติวิธีแบบอหิงสา มันไม่ตรงกับผม แต่ผมจะใช้ยุทธวิธีปฏิบัติการแนวรุก ซึ่งผมได้ตกลงกับจำลองมาตั้งนานแล้ว"

ไม่เชื่อ “พัลลภ” สร้างความรุนแรง
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคพลังประชาชนและอดีตแกนนำ นปก. กล่าวถึงกรณี พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.กอ.รมน. เปิดเผยสัญญาใจจะเคลื่อนไหวแทน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งถูกหมายจับ ว่า เป็นสิทธิของ พล.อ.พัลลภ ที่สามารถกระทำได้แต่จะต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย หากทำผิดก็จะต้องถูกดำเนินคดีเช่นคนไทยทั่วไป ตนไม่อยากให้วิตกและหวาดหวั่นว่าเมื่อ พล.อ.พัลลภ ออกมาเคลื่อนไหวแล้วมักจะนำไปสู่ความรุนแรงเช่นที่ปรากฏในอดีต เพราะวันนี้ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ลงมือกระทำไปแล้ว และหากเป็นอย่างนั้น สังคมต้องรู้ว่าใครที่ทำให้เกิดความรุนแรง ซึ่งจะมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต
ทั้งนี้เชื่อว่า พล.อ.พัลลภ จะมีสติ และไม่เชื่อว่าจะเป็นการดึงนายทหาร จปร.รุ่น 7 เข้ามาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเมือง สำหรับ นปก.จะไม่มีการเคลื่อนไหวชุมนุม จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและตำรวจใช้อำนาจตามกฎหมาย

ยืนยันยังไงก็ไม่ปล่อยไว้นานแน่
ขณะที่วันเดียวกันนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงท่าทีของรัฐบาลต่อการแก้ไขปัญหาการชุมนุมดังกล่าวว่าแม้ศาลจะมีคำสั่งมาแล้วแต่ก็ไม่ใช่เดินดุ่มๆ เข้าไป ครั้งแรกก็คิดว่าจะเคลียร์พื้นที่ทำให้เสร็จเรียบร้อย แต่ดูว่าน่าจะเป็นอันตราย ก็เลยบอกไปว่าขอร้องให้เขามารายงานตัว จะมอบตัวก็สุดแล้วแต่ ก็ให้เวลาเขาดำเนินการ และสั่งตำรวจระงับไม่ให้มีการดำเนินการสลายการชุมนุม แต่ก็ไม่ได้ทอดทิ้งไว้ตลอด คงมีเวลาและคงยุติกันได้
เมื่อถามว่าแล้วจะปล่อยให้สถานการณ์การชุมนุมเป็นอย่างนี้ต่อไปหรือ นายสมัคร กล่าวว่า ก็สุดแล้วแต่ทางกลุ่มผู้ชุมนุมว่าเขาจะมีความคิดเห็นอย่างไร เราไม่อยากไปวิพากษ์วิจารณ์ ยิ่งเมื่อศาลแพ่งได้ส่งคำสั่งมาก็ยังอยากจะดูเหมือนกันว่าเมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งเช่นนั้น จากนี้ต่อไปก็ถือเป็นเรื่องของกลุ่มพันธมิตรแล้ว ไม่ใช่เรื่องของเรา และเราจะไม่ใช้ข้ออ้างจากคำสั่งศาลเข้าไป เพื่อให้ทั้งประเทศได้รู้ว่าจะไม่เกิดการสปาร์คขึ้นมา

ย้ายจัดงาน “116วัน” ไปสวนอัมพร
เมื่อถามว่าแล้วตกลงจะไปนั่งทำงานที่ไหน นายสมัครกล่าวว่า ตนก็ทำงานข้างนอก อย่างวันนี้งานก็อยู่ข้างนอกทั้งนั้น เมื่อถามว่าคิดถึงทำเนียบบ้างหรือไม่ นายสมัคร ตอบด้วยสีหน้าไม่ดีว่า “ถามอะไรแบบนั้น”
ส่วนรัฐบาลจะเสียความชอบธรรมหรือไม่ เพราะไม่สามารถเข้าไปบริหารงานในทำเนียบได้ นายสมัคร กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เพราะได้บ้างเสียบ้าง รัฐบาลไม่ได้เสียสถานะทางการเมือง ส่วนการจัดงาน จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน ที่จะมีขึ้นวันที่ 30 สิงหาคม ก็จะย้ายไปจัดที่สวนอัมพรแทน และเมื่อถามต่อว่า คิดถึงทำเนียบหรือไม่ นายสมัคร ก็ได้ถามกลับว่า ทำไมถามอย่างนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯ ไม่มีท่าทีที่เคร่งเครียด แต่กลับตอบคำถามผู้สื่อข่าวอย่างใจเย็น ขณะเดียวกันนายสมัคร ให้สัมภาษณ์ด้วยว่า ยังจะเดินทางไปเยือนญี่ปุ่นตามกำหนดการเดิมในวันที่ 2-4 กันยายน

ส.ว.ลากตั้งเปิดตัวหนุนพันธมิตร
ขณะเดียวกันกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาประมาณ 20 คน เปิดแถลงการณ์ถึงบทบาทของสว. ที่รัฐสภา นำโดย นางรสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา นายตวง อันทะไชย นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา โดยข้อความในแถลงการณ์กล่าวโดยสรุปว่า รัฐบาลหมดความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ และความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อช่วงคืนวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นความล้มเหลวงของการบริหาร
รวมทั้งตั้งขอสังเกตกรณีที่สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที กระทำการฉายภาพเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุม ที่เรียกตนเองว่า “นักรบศรีวิชัย” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นปฏิบัติการจิตวิทยา เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง และสร้างภาพความรุนแรงของเหตุการณ์ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด
อย่างไรก็ตาม ประเด็นการตั้งข้อหากบฏต่อ 9 แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น กลุ่ม ส.ว. มองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติของรัฐบาล และเป็นการตั้งข้อกล่าวหาที่เกินจริง
ขณะที่เววลาต่อมากลุ่มดังกล่าวยังไปเยี่ยมเวทีพันธมิตร เสมือนเป็นการสนับสนุนการขัดคำสั่งศาล และยังทักทายกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างใกล้ชิดเป็นกันเอง

ศาลสั่งตั้งพนักงานบังคับคดี
ส่วนกรณี นายเมธี ใจสมุทร ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก นายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 6 คน ขอแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการตามคำสั่งศาล หกลังจากกลุ่มพันธมิตรฯ ดื้อแพ่งนั้น
ในเวลาต่อมา ศาลได้มีคำสั่งออกมาว่า หลังศาลได้พิเคราะห์คำร้องของทนายความโจทก์แล้ว เห็นว่า จำเลยทั้ง 6 คน และกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ได้ออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล ตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาล จึงให้ตั้งพนักงานบังคับคดีเพื่อไปดำเนินการตามคำสั่งศาล
ทั้งนี้ สำหรับกระบวนการตั้งพนักงานบังคับคดีต่อจากนี้ ศาลก็จะส่งหมายไปยังกรมบังคดี เพื่อตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไปประสานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง คือ ตำรวจ เพื่อดำเนินการตามคำสั่งศาลต่อไป และล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำแผงเหล็กติดป้ายผ้า เขียนข้อความด้วยตัวหนังสือสีแดง "ห้ามเข้า คำสั่งศาล มีโทษทางกฎหมาย" ไปติดที่บริเวณทางเข้าของกลุ่มพันธมิตรฯ ทุกจุดแล้ว



ยื่นศาลรธน.‘ยุบปชป.’ปล่อยลูกพรรคก่อกบฏ

ส.ส. พลังประชาชน ยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ ตาม รธน. มาตรา 68 กรณี “สมเกียรติ” ถูกออกหมายจับข้อหากบฏ ระบุอ้างไม่เกี่ยวข้องไม่ได้ เพราะมี ส.ส. ของพรรค ร่วมขึ้นเวทีอยู่ตลอด ขณะที่ “สมเกียรติ” เพิ่งสำนึก บอกคิดจะลาออกจาก ส.ส. เหมือนกัน แถมยังหน้าระรื่น ภูมิใจที่เป็นกบฏ
นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน แถลงว่า เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา พร้อมด้วย ส.ส. พรรคพลังประชาชน จำนวน 4 คน ได้ยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุด (อสส.)ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68
เนื่องจาก กรณีที่ปรากฏชัดว่า นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ และพวกถูกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตั้งข้อกล่าวหาว่า เตรียมการเป็นกบฏต่อแผ่นดิน
แม้ว่าจะอ้างสิทธิการชุมนุมตาม มาตรา 63 แต่พฤติกรรมที่ปรากฏกลับมีเป้าหมายที่จะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ส่วนการที่พรรคประชาธิปัตย์ อ้างว่าเป็นการกระทำส่วนบุคคลนั้น แม้จะเป็นลูกนอกคอกพรรคประชาธิปัตย์ จะปฏิเสธร่วมรับผิดชอบโดยอ้างว่าไม่รับทราบความเคลื่อนไหวไม่ได้ เพราะที่ผ่านมามี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ หลายคนเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ มาโดยตลอด
ขณะเดียวกันในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมี นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระได้เกิดการโต้แย้งขึ้น เมื่อมีการนำประเด็นกลุ่มบุคคลที่อ้างเป็นนักรบศรีวิชัยบุกเข้าไปในสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT มาอภิปราย
โดย นายวรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนให้รัฐบาลตรวจสอบการนำเสนอข่าวของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT เนื่องจากเห็นว่ามีความพยายามยั่วยุให้เกิดความรุนแรง โดยเฉพาะการนำภาพอาวุธที่ยึดได้จากกลุ่มนักรบศรีวิชัยมานำเสนอบ่อยครั้ง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่ากำลังมีความพยายามล้มล้างรัฐบาล
ซึ่งนายวรงค์เห็นว่า เพียงไม้กอล์ฟและหนังสติ๊กตามที่ปรากฏในภาพ คงไม่สามารถล้มล้างรัฐบาลได้
ขณะที่ นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม พรรคพลังประชาชน ลุกขึ้นกล่าวว่า เป็นการอภิปรายไม่ครบถ้วนตามข้อเท็จจริง เพราะไม่ยอมพูดว่าในวันดังกล่าวมีการพกอาวุธปืน และมีดดาบด้วย ทั้งยังไม่ยอมพูดถึงกรณีที่สื่อมวลชน ทั้ง NBT และสื่ออื่นๆ ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ คุกคาม
นายศุภชัย กล่าวอีกว่า หากบ้านเมืองจะล่มจม คงไม่ได้เกิดจากสื่อมวลชน แต่เกิดจาก ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรที่ออกไปเคลื่อนไหวข้างถนน โดยไม่ทราบว่ามีพรรคการเมืองหนุนหลังหรือไม่
การอภิปรายของนายศุภชัย ทำให้นายวรงค์ลุกขึ้นตอบโต้และใช้สิทธิ์พาดพิง พร้อมยืนยัน พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ตามก่อนที่จะมีการโต้แย้งมากไปกว่านี้ นายชัย ชิดชอบ ได้ตัดบทให้ทั้งคู่ยุติการหารือเรื่องดังกล่าว
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงตะแบงว่า กรณีของ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. สัดส่วนของพรรคนั้น ถือเป็นคนไทยที่สามารถใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญได้ ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือไม่
ขณะที่เรื่องคดีความ นายสมเกียรติ ก็ไม่ขอใช้เอกสิทธิ์ ซึ่งตนก็ได้หารือกับเจ้าตัวแล้วว่า จะต้องรับผิดชอบ รวมทั้งการถูกตั้งข้อกล่าวหาก็ถือเป็นการดำเนินการส่วนตัว จึงตกลงที่จะไม่ใช้เอกสิทธิ์ และพรรคก็จะทำเป็นข้อยกเว้น ทั้งนี้ พรรคจะอนุญาต เนื่องจากต้องรักษาไม่ให้ประเทศชาติเสียหายมากกว่านี้
ส่วน นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ และ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย ที่ตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏนั้น สามารถทำได้ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างเดินในสงครามเชิงเหตุผล อีกทั้งภายนอกสภา ใครจะทำอะไรก็แล้วแต่ ก็ต้องรับผิดชอบ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ส่วนตัวมีความคิดที่จะลาออกจาก ส.ส. ด้วยเช่นกัน เพราะข้อหาเป็นข้อหาที่ใหญ่ อย่างไรก็ตาม รู้สึกภูมิใจที่เป็นกบฏต่อรัฐบาลที่ไม่พึงปรารถนา รวมทั้งยังภูมิใจที่ได้ล้มล้างบางระบอบด้วย

นายกฯ เผยตร.เคลียร์พื้นที่ตามคำสั่งศาล ยันไม่ใช้ความรุนแรง

นายกฯ สมัคร เผยตำรวจเคลียร์พื้นที่เป็นไปตามคำสั่งศาล ขณะที่ “สมชาย” รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันนโยบายรัฐชัดเจนไม่ใช้ความรุนแรงจัดการพันธมิตรฯ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งตำรวจได้เข้าเคลียร์พื้นที่บางส่วนว่า ตำรวจยังรับผิดชอบตามที่ได้สั่งการไว้ ส่วนที่มีการเคลียร์พื้นที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ก็เป็นไปตามคำสั่งศาล และสุดท้ายจะขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยขณะนี้เหลือเพียงผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณสนามหญ้า ด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่า จะมีการจับกุมแกนนำหรือไม่ รวมถึงเรื่องการพบอาวุธสงครามของตำรวจในทำเนียบรัฐบาล จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวัน ที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ใกล้กับดีเอสไอ

ด้าน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่ารัฐบาลมีนโยบายชัดเจนที่จะไม่ใช้ความรุนแรงกับทางกลุ่มผู้ชุมนุมและเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ก็คงจะใช้วิธีการที่ละมุนละม่อมในการเข้าจัดการ ส่วนการที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าการตั้งข้อหากบฏกับแกนนำพันธมิตรฯ เป็นการตั้งข้อหาที่หนักเกินกว่าเหตุหรือไม่นั้น รองนายกรัฐมนตรี ได้ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้

ส่วนกรณีการที่สหภาพแรงงานการรถไฟแห่งประเทศไทยหยุดเดินรถไฟในหลายเส้นทาง นายสมชาย กล่าวว่า เรื่องนี้ได้ส่งผลกระทบทำให้ประชาชนที่ต้องการเดินทางในเส้นทางต่างๆ ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งอยากให้มีการคำนึงถึงประชาชนมากกว่านี้