WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, August 30, 2008

พล.ต.ต.สุรพล ย้ำแก๊สน้ำตาไม่ใช่ฝีมือตำรวจ

บช.น. 30 ส.ค.- พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงหลังประชุมประเมินสถานการณ์ชุมนุม เผย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ขอให้ ตร.ทำงานให้เต็มที่ ไม่ต้องหวั่นกระแสข่าว

รองโฆษก สตช.เผยว่า วันนี้จะระดมกำลังส่วนใหญ่รักษาความปลอดภัยงาน 116 วันแม่สู่วันพ่อ พร้อมย้ำการใช้แก๊สน้ำตาเมื่อวานนี้ ไม่ใช่ฝีมือของตำรวจ.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-30 12:56:26


ปล่อยให้ พธม. ยึดทำเนียบรัฐบาล 3 เดือน ผลเสียที่ร้ายแรงที่สุดคืออะไร

บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ตอนนี้ผมคาดการณ์ได้แล้วว่า ตำรวจจะไม่สลายม็อบ แต่ก็ยื้อกันไปอย่างนี้ เพราะตำรวจก็คงเข็ดเขี้ยวกับการเมืองเหมือนกัน เพราะตำรวจเคยโดนปลดจาการสลายม็อบ ทำให้ตำรวจไม่ค่อยกล้าที่จะทำอะไรรุนแรง

ตอนนี้เราก็ต้องทำใจว่า "ปล่อยให้พันธมิตรยึดทำเนียบไปสักสามเดือน" แล้วจะเกิดอะไรร้ายแรงจนพวกเราอยู่กันไม่ได้ นอกจาก "ความคับข้องใจ" เท่านั้น

ผมตอบตนเองว่า ไม่มีอะไรผมทำใจได้ ผมวางอุเบกขา ผมรู้่สึกสบายใจ ผมยังรู้สึกว่า รัฐบาลก็บริหารงานต่อไปได้ ไม่มีปัญหาอะไรมากมายนัก จนบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้

จาก thaifreenews

วันนี้ผมไปประชุมที่โรงแรมหนึ่ง และเห็นคนกลุ่มอื่นๆ มาสัมมนาด้วย แสดงว่ากิจกรรมในประเทศทั้งหลายยังดำเนินต่ิอไปได้ ทุกคนก็มีงานของตัวเองทำ แต่มีเรื่องสนุกน่าตื่นเต้นให้คอยเช็คข่าวเท่านั้น

และมีมหรสพโรงใหญ่ที่ทำเนียบรัฐบาลให้ดูผ่านทีวีเท่านั้นเอง

ผมว่าคนที่เดือดร้อนใจว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจนเสียหายอย่างร้ายแรงนั้น ผมว่าในที่สุดแล้วนักลงทุนทั้งหลายจะปรับตัวและทำใจได้ เพราะสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติกลัวคือ "การทำรัฐประหารของทหาร"

แต่หากไม่มีรัฐประหาร แล้ว ผมว่าที่เหลือเรื่องการก่อม็อบ เป็นเรื่องที่ไม่ได้มีอะไรกระทบต่อธุรกิจนัก ประเทศเกาหลีใต้เคยมีการประท้วงกันแบบนี้ทั้งปีทั้งชาติ พอคนเริ่มชิน ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร เพราะมนุษย์ย่อมปรับตัวเข้ารับกับสถานการณ์ใหม่ได้เสมอ

เมื่อพันธมิตรอยู่ในทำเนียบครบ 1 สัปดาห์ คนก็ทำใจได้เองว่า "ไม่เห็นมีอะไรเลย" ก็แค่เปลี่ยนที่นั่งจากสะพานมัฆวานมาทำเนียบรัฐบาลเท่านั้นเอง ไม่เห็นต้องไปวิตกกังวล หรือตื่นเต้นอะไรมากนัก

ก็ถามคำถามเดิมที่ผมเคยถามว่า "ยึดทำเนียบรัฐบาบแล้วจะเกิดอะไรขึ้น So what?

ตอนนี้ผมทำใจได้แล้ว รู้สึกสนุกสนานตื่นเต้นกับ "ละคอนโรงใหญ่" ผ่านทีวีด้วย

ได้ลุ้นทุกวันว่า พันธมิตรจะแก้เกมอย่างไร ตำรวจจะเล่นเกมอย่างไร

ผมว่าคนที่ชอบพนันบอล ถือวิกฤตเป็นโอกาส พนันเสียเลยว่า ตำรวจจะสลายม็อบเมื่อไหร่ หรือวันนี้ จำลองจะออกมาแก้เกมอะไรอีก

นี่มันละคอนแบบมินิซีรีย์ หรือ Long
series ด้วยซ้ำไป

ตอนนี้ก็ดาวน์โหลดคลิปวิดีโอ ดูกันสนุกสนานไป ไม่เห็นมีอะไรเดือดร้อนมากนัก

ผมว่าข้าราชการในทำเนียบ ดูเหมือนจะดีใจที่ไม่ต้องไปทำงานเครียด ได้หยุดยาวสบายใจเฉิบ กระทรวงอื่นๆ ยังอิจฉาว่า ทำไมมันไม่มายึด กระทรวงเราบ้างว่ะ จะได้ไปเที่ยวสักสัปดาห์ ไม่ต้องทำงาน

ผมซื้อ DVD ไว้หลายเรื่อง ว่าจะดูอาทิตย์นี้ก็ไม่ได้ดูเสียที เพราะ "หนังยาวผ่านโทรทัศน์ NBT" สนุกกว่า ใช้ผู้แสดงนับหมื่นคน วิ่งไปโน้นมานี่ ใช้ตำรวจแสดงนับพันคน

สรุป สมัครก็ไม่ลาออก พันธมิตรก็ไม่เลิกชุมนุม ตำรวจก็ต้องคอยดูแล ผู้สื่อข่าวมีงานทำ

สนุกสนานดีเหมือนกัน หนังยาวครับ ก็ต้องทำใจว่ามันไม่จบง่ายๆ

หากพันธมิตรออกมาป่วนเมืองไปโน้นไปนี่อีก ออกมาป่วนเดี๋ยวเราก็ชินไปเองแหละครับ

แต่ 9 แกนนำ ออกมาเมื่อไหร่ ก็จับเมื่อนั้น (ยกเว้นตำรวจจะไม่จับเพราะกลัวใคร ก็ตามใจ บ้านเมืองจะได้วุ่นวายต่อ)

อาณาจักรแห่งนี้ไม่ใช่ของผมอยู่แล้ว ผมได้แค่อาศัยเท่านั้น มันวุ่นวาย เจ้าของเขาไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจ แล้วผมจะไปเดือดร้อนใจทำไม

ผมยังมีสิทธิ์อยู่บ้าง ตรงที่ยังมีการเลือกตั้ง ผมก็จะเลือกพรรคที่ผมชอบ ใครจะจูงใจอย่างไร ผมก็ไม่สนใจ

สรุป ก็อยู่ๆ กันไปครับ เราไม่ได้เสื่อมลง แต่ฝ่ายตรงข้ามเสื่อมลง

ที่จริงผู้สนับสนุนรายใหญ่ของพันธมิตรคือ คนชั้นกลางใน กทม. "บางส่วน" กับคนใต้
เศรษฐกิจ ยิ่งมีปัญหาพวกเขาก็จะยิ่งเดือดร้อนเอง เพราะมีรายได้จากเงินเดือน ส่วนข้าราชการก็ไม่่ค่อยเดือดร้อนเท่าไหร่ เพราะเงินเดือนคงที่

คนรากหญ้า ชาวอีสาน คนเหนือ ปีนี้ราคาข้าวค่อนข้างดี ก็ไม่ค่อยเดือดร้อนเท่าไหร่

ก็อยู่กันได้ดีพอสมควร

สรุปอยากวุ่นวายไม่รู้จบ ก็ตามใจ

ส่วนคนที่เกรงว่า หากปล่อยไป พวกพันธมิตร จะโจมตีว่ารัฐบาลอ่อนแอควบคุมอะไรไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้ผมเห็นว่าทุกวันนี้ พธม. มันก็หาเรื่องโจมตีได้ทุกวันอยู่แล้ว ผมไม่เห็นแคร์อะไรที่่จะโจมตีอีกเรื่อง เพราะผมไม่ฟังพันธมิิตรอยู่แล้ว อยากโจมตี อยากพูดเรื่องอะไรก็ตามใจ

ตอนยึดทำเนียบได้ ก็เห็นส่งพวกมาโพสต์ในประชาไทกันว่า "แค่ทำเนียบยังป้องกันไม่ได้ สมัครลาออกไปเถอะ"

คือ เหมือนเล่นเกมว่า "ข้าทำนี่ได้ เห็นไหม เอ็งก็ลาออกไป"

เราไม่ได้เล่นเกมด้วย ไม่เห็นจะแปลกอะไรครับ ผมก็เห็นคนในประชาไท ไม่ได้รู้สึกคล้อยตามการสร้างกระแสของ พธม. ว่า "เรายึดทำเนียบได้เห็นไหม สมัครอ่อนแอ ลาออกไป"

คือ พธม. โจมตี จนคนชินแล้ว ไม่แคร์แล้ว อยากพูดอะไรก็ตามสบายใจของท่าน

เราก็ไม่ฟังเหมือนกัน



นักวิชาการสาย พธม. จะเสนออะไรก็เสนอ เราก็ไม่ฟังพวกท่านเหมือนกัน พวกท่านชักจูงเราไม่ได้ นักวิชาการก็หมดราคาไปเอง

ก็เหมือนหมอประเวศ วะสี ที่คิดว่าตัวเองเป็น "ผู้อาวุโสของสังคม" เสนอโน้นเสนอนี่สังคมควรฟังราษฎรอาวุโสอย่างข้าพเจ้า เมื่อเข้าข้างข้าง พธม.มากๆ สุดท้ายประชาชน ก็ไม่แคร์ ไม่ฟัง ประเวศพูดอะไรก็เรื่องของประเวศ ไม่มีผลต่้อการชี้นำคนอีกแล้ว

ผมฝึก "พรหมวิหารธรรม" มาพอสมควร หากผมทำอะไรไม่ได้ ผมก็จะวางอุเบกขาเสีย มันก็ไม่ได้รู้สึกทุกข์ใจแต่อย่างใด

สรุปตอนนี้ ผมไม่ค่อยแคร์กับ พธม. หรอกครับว่าจะทำอย่างไร อยากทำอะไรก็ทำไป

ผมไม่ได้รู้สึกเบื่อด้วย มันเหมือนละคอน นึกว่ามันจบแล้วก็ยังมี ตอนต่อไปอีก

ก็ชวนให้ติดตามแหละครับ

ต้องมาคอยทา่ย จินตนาการกันว่า ตอนจบจะเป็นอย่างไร


แถลงการณ์ สนนท. และองค์กรภาคี: วอนแกนนำพันธมิตรฯ หยุดสร้างเงื่อนไขนำไปสู่รัฐประหาร

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) กลุ่มกิจกรรมนักศึกษาเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยรามคำแหง องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี) สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) สหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.) เครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน (คพช.) และ กลุ่มประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก ออกแถลงการณ์ประณามการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ วอนหยุดสร้างเงื่อนไขนำไปสู่การรัฐประหาร

......................................

แถลงการณ์
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และองค์กรภาคี

เรื่อง ขอประณามการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

จากเหตุการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 แม้ว่าการชุมนุมและการเคลื่อนไหวเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมือง จะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนหรือกลุ่มองค์กรต่างๆ เป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่การชุมนุมหรือการเคลื่อนไหวเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย กรอบสิทธิของรัฐธรรมนูญและต้องไม่ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของคนในสังคม

แต่ในขณะนี้การเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้กระทำการที่เป็นการละเมิดกรอบและบทบัญญัติของกฎหมายด้วยการบุกเข้ายึด สถานที่ราชการ สถานีโทรทัศน์ การใช้กำลังคุกคามเจ้าหน้าที่ของรัฐ และใช้กำลังคุกคามสื่อมวลชน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการกระทำที่จะนำพาและก่อให้เกิดความขัดแย้งของคนในสังคม อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ทั้งยังเป็นการขัดแย้งในจุดยืนในการชุมนุมและการเคลื่อนไหวเพื่อแสดงความ คิดเห็นทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเองว่าจะใช้หลัก สันติวิธี ปราศจากอาวุธและหลักอหิงสา

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และองค์กรภาคี มีความคิดเห็นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้

1. ขอประณามการกระทำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ใช้กำลังและความรุนแรงในการบุกเข้ายึดสถานที่ราชการและสถานีโทรทัศน์ซึ่งเป็นการละเมิดกรอบ และบทบัญญัติของกฎหมาย อันจะนำไปสู่การสร้างค่านิยมทางการเมืองว่าในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองต้องจบลงด้วยการใช้กำลังและความรุนแรง

2. ขอเรียกร้องให้แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยุติการสร้างเงื่อนไขต่างๆ ที่จะนำไปสู่การรัฐประหารเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

3. ขอเรียกร้องให้รัฐบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้ความอดทนอดกลั้นในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงอันจะนำไปสู่การเสียเลือดเนื้อของพี่น้องคนไทยด้วยกันเอง

4. ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก อันจะนำไปสู่การสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีของคนในชาติ

สุดท้ายนี้สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และองค์กรร่วมภาคีหวังว่าปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมในขณะนี้จะ สามารถคลี่คลายลงด้วยแนวทางสันติวิธีและความสมานฉันท์ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกภาคส่วนของสังคมไทยจะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและในทางที่ถูกต้องเพื่อนำมาสู่ความสามัคคีของคนในชาติที่ยั่งยืน

ด้วยจิตสมานฉันท์

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และองค์กรภาคี

องค์กรภาคีร่วมแถลงการณ์

กลุ่มกิจกรรมนักศึกษาเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยรามคำแหง

องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.)

องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี)

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.)

เครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน (คพช.)

กลุ่มประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก

27 สิงหาคม 2551

กลุ่มคนรักอุดรฯต้านพันธมิตรฯ เตรียมเข้ากทม.ให้กำลังใจนายกฯ


กลุ่มคนรักอุดรฯต้านพันธมิตรฯขับไล่รัฐบาล เตรียมเข้ากทม.ให้กำลังใจนายกฯ ที่โดนกดดันอย่างหนัก พร้อมยืนยันให้นายกฯ ทำงานต่อไป ไม่ยุบ – ไม่ลาออก

นายขวัญชัย ไพรพนาประธานชมรมคนรักอุดร ออกแถลงการณ์ผ่านทางสถานีวิทยุ FM 97.50 MHz ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี ต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล และยึดทำเนียบรัฐบาล เพื่อกดดันให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลาออกโดยมีประชาชน เดินทางมาร่วมรับฟังจำนวนกว่า 3 พันคน

ทั้งนี้ มีนายวิเชียร ขาวขำ นายอนันต์ ศรีพันธุ์ และ นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชน จ.อุดรธานี เดินทางมาสังเกตการณ์ด้วย โดยกลุ่มผู้ชุมนุมจะเคลื่อนพล เดินทางไปให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีใน กทม


นายกฯสมาคมท่องเที่ยวภายในประเทศร่ำไห้ม็อบฯทุบธุรกิจพัง


นายกฯ สมาคมท่องเที่ยวภายในประเทศร่ำไห้ม็อบพันธมิตรฯ ทุบธุรกิจพังในพริบตา เผยธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศแย่กว่า 3 ปี ส่วนเหตุการณ์ชุมนุมที่เกิดขึ้นทำให้นักท่องเที่ยวยกเลิกไปแล้วกว่า 70%

รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดพัฒนาการท่องเที่ยว ที่มีนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นประธาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีการสรุปภาพรวมปัญหาของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะผลกระทบจากการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งภาคเอกชนด้านธุรกิจท่องเที่ยวทุกแห่งได้รายงานสถานการณ์ตรงกัน ว่ามีผลกระทบทำให้การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศของคนไทยลดลงมาก

น.ส.มัยรัตน์ พีระญาณ์โกเศส นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือ สทน. ได้แสดงความอัดอั้นตันใจอย่างหนักถึงขนาดร้องไห้ออกมากลางที่ประชุม โดยระบุว่าธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศแย่มานานกว่า 3 ปีและเหตุการณ์ชุมนุมที่เกิดขึ้นได้ทำให้นักท่องเที่ยวยกเลิกไปแล้วกว่า 70% ล่าสุดขณะนี้นักท่องเที่ยวลดไปกว่า 90% และหากเหตุการณ์ไม่ปลอดภัยและรุนแรงขึ้นอาจลดลงถึง 100% ได้ ทำให้ที่ประชุมถึงกับเกิดอาการอึ้งไปตาม ๆ กัน

นายอภิชาติ สังฆอารีย์ นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือแอตต้า กล่าวว่า ผลกระทบจากการชุมนุมของพันธมิตรฯในขณะนี้ได้ส่งผลให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพักในโรงแรมและเกสต์เฮาส์ภายในบริเวณรอบ ๆ เกาะรัตนโกสินทร์ลดลงไปมากกว่า 50% แล้ว แม้ว่าจะเป็นเหตุการณ์ระยะสั้นก็ตาม แต่จากการหารือกับบริษัททัวร์ในต่างประเทศนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังรอดูสถานการณ์ก่อน หากรุนแรงมากขึ้นถึงกับเลือดตกยางออกกันแล้ว บรรดานักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจะยกเลิกการมาท่องเที่ยวในไทยในช่วงไฮซีซันนี้แน่นอน อย่างไรก็ตามแต่สิ่งที่ภาคเอกชนเป็นห่วงมากกว่า คือผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว คือภาวะเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมัน

ทั้งนี้หากเหตุการณ์ยืดเยื้อจนถึงวันที่ 15 ก.ย. ซึ่งเป็นช่วงเข้าไฮซีซัน จะทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวหายไปถึง 1 แสนล้านบาท เนื่องจากนักท่องเที่ยวจะยกเลิกทัวร์มาไทย เพราะไม่มั่นใจในเหตุการณ์

ด้าน นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ที่ประชุมครั้งนี้ทุกคนต่างแสดงความห่วงใยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในไทย ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ มีหน้าที่ต้องพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสให้ได้มากที่สุดเพื่อไม่ให้บรรยากาศการท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบมากยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวมากขึ้น


สื่อต่างประเทศตีข่าว"นายกฯ" เข้าถวายรายงานในหลวง


สื่อเทศ เผย สมัครฯ เข้าเฝ้าในหลวง ถวายรายงานสถานการณ์การประท้วงต่อต้านรัฐบาล ที่พระตำหนักไกลกังวล อำเภอหัวหิน

สื่อมวลชนต่างประเทศทั้งสำนักข่าว CNN และ AP ของสหรัฐฯ และ BBC ของอังกฤษ รายงานอ้างเจ้าหน้าที่ไทยที่ไม่เปิดเผยนามว่า นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวชของไทยได้บินจากกรุงเทพฯ เมื่อช่วงเที่ยงคืนวานนี้ ด้วยเครื่องบินส่วนตัวไปยังอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเข้าเฝ้าฯ ถวายรายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับสถานการณ์การประท้วงต่อต้านรัฐบาล ที่พระตำหนักไกลกังวล อำเภอหัวหิน และได้กลับมาที่กรุงเทพฯ ในเวลา 10 โมงเช้าวันนี้

รายงานข่าวระบุอีกว่า ผู้ประท้วงหลายพันคนยังคงปักหลักชุมนุมภายในทำเนียบรัฐบาลเป็นวันที่ 5 เรียกร้องให้นายกฯ สมัครลาออก แม้ว่าเมื่อเช้าวันเสาร์จะมีฝนตกลงมา พร้อมระบุว่า การประท้วงยังได้ลุกลามไปยังภาคใต้ของไทย ที่กลุ่มผู้ประท้วงได้บุกเข้าไปที่สนามบินหลัก 3 แห่งของภาคใต้ได้แก่ ภูเก็ต/ กระบี่และหาดใหญ่ ซึ่งทำให้สนามบินเหล่านี้ต้องปิดทำการในวันนี้

ก่อนหน้านั้นเมื่อกลางดึกคืนวานนี้(29ส.ค.) มีรายงานข่าวแจ้งว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางโดยเครื่องบินเล็ก ของทางทหาร ที่ขส.ทบ.โดยเครื่องบินลำดังกล่าวมีที่หมายที่สนามบิน บ่อฝ้าย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งการบินดังกล่าวเป็นการบินด่วน เนื่องจากเกินเวลาที่ทหารจะนำเครื่องขึ้นบิน อีกทั้งตามปกติ นายสมัคร มักจะไม่โดยสารเครื่องบิน ในลักษณะเช่นนี้


"นายกฯ สมัคร" ลั่นจะอดกลั้นถึงพรุ่งนี้ ยันไม่ใช้พรก.ฉุกเฉิน


นายกรัฐมนตรี เผย สั่งการให้ตำรวจถอยออกมาเพราะไม่ต้องการให้นองเลือด ระบุ มีข้อเสนอจากฝ่ายความมั่นคงแต่ไม่ขอใช้หวั่น ประชาชนต้องอยู่แต่ในบ้าน ด้าน อนุพงษ์ห่วงสถานการณ์ ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง พร้อมยืนยันไม่มีปฏิวัติแน่นอน

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แถลงว่า ตนเองเป็นผู้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถอนกำลังออกมาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุนองเลือด เนื่องจากต้องการให้ผ่านงาน 116 วัน จากวันแม่สู่วันพ่อ ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ก่อน พร้อมยอมรับฝ่ายความมั่นคงมีข้อเสนอแนะออกมาแล้ว แต่ยังไม่ขอใช้ เพราะไม่อยากให้สถานการณ์ตึงเครียด และไม่อยากให้ประชาชนต้องอยู่แต่ในบ้าน และยังกระทบกับงานในวันพรุ่งนี้ โดยหลังจากในวันพรุ่งนี้ จะตัดสินใจดำเนินการอีกครั้งหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น พร้อมยกมือไหว้ขอร้องประชาชนและรัฐวิสาหกิจให้ไตร่ตรองให้ดี อย่าร่วมชุมนุมเพียงเพราะนึกสนุกชั่วแล่น

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวหลังการประชุมสภากลาโหม ว่า มีความเป็นห่วงสถานการณ์การบ้านเมืองไม่อยากให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประชาชน ที่เขาไม่ได้มีอาวุธอะไร เมื่อถามว่า เหล่าทัพได้มีการเสนอแนะอะไรต่อที่ประชุมสภากลาโหม บ้าง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีวาระการประชุมในเรื่องนี้ ส่วนกระแสข่าวที่ประชาชนหวั่นวิตกว่าจะเกิดการปฏิวัติ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ในเรื่องของกำลังที่มาจากการฝึก ได้แจ้งเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสื่อก็เสนอไปแล้วเช่นกัน ส่วนเหตุการณ์ คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถดำเนินการได้เพียงแต่ว่าอยากให้ดำเนินการโดยที่ไม่มีความรุนแรง

เมื่อถามว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการร้องขอกำลังจากกองทัพให้ไปช่วยหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ต้องอยู่ที่รัฐบาล รัฐบาลจะเป็นผู้สั่งการ เพราะตนไม่สามารถที่จะไปดำเนินการอะไรได้ ส่วนในเรื่องการปฏิวัติ ยืนยันได้ว่าไม่มี เพราะการปฏิวัติไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ประชาชนจะเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก ทางทหารจะให้ความช่วยเหลือในเรื่องนี้อย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับกับการสั่งการของรัฐบาล เพราะเราไม่สามารถเอาทหารออกมาได้ ทั้งนี้ ยืนยันใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ น่าจะมีความเหมาะสม และพอเพียงที่จะรักษาสถานการณ์ให้เรียบร้อยได้

ถามว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการถอนกำลังออกจากบริเวณสถานที่การชุมนุมแล้ว พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่อย่างไรก็เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเมื่อตอนบ่ายได้เรียนผ่านไปถึง ผบ.ตร. ว่า น่าจะไม่ใช้มาตรการรุนแรง

เมื่อถามว่า ในที่ประชุมสภากลาโหมแสดงว่านายกฯ ไม่ได้ขอความคิดเห็นกับผบ.เหล่าทัพ กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีวาระ ในส่วนของผู้ที่มาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ว่า กลุ่มดังกล่าวน่าจะลดความรุนแรงในการปฏิบัติการลง และหาทางออกเพื่อประเทศชาติร่วมกัน อย่างไรก็ตาม เขาก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วย ถ้ายึดถือตามกฎหมายและตามที่ศาลสั่ง เหตุการณ์ต่างๆ ก็จะคลี่คลายลงไปได้ โดยเฉพาะคนที่เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์และอาจจะได้รับการกระทบกระทั่งจากการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ทางกองทัพประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่สหภาพการบินไทย และ รถไฟ ที่ประกาศหยุด ซึ่งประเด็นนี้ทางรัฐบาลจะแก้ไข เราคงไม่อยากให้เกิด เราไม่อยากให้มีผลแบบนั้น เพราะจะมีผลกระทบไปทุกมิติ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มปัญหาส่วนสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เมื่อถามว่า ควรจะ นำพรก.ฉุกเฉิน หรือ พรบ.ด้านความมั่นคงมาใช้ หากตำรวจไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การจะใช้หรือไม่ใช้เป็นเรื่องของทางรัฐบาล แต่ขณะนี้ ตนเห็นว่า ยังไม่ถึงขั้นที่น่าจะต้องใช้ ถ้าไม่มีความวุ่นวายเกิดขึ้น การที่ทหารออกมา บางทีมันก็ไม่เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ ภาพลักษณ์ที่ออกไปทั่วโลก บางทีมันอาจจะไม่ดี ดังนั้น มาช่วยกัน ร่วมมือกันทั้ง 2 ฝ่ายได้แก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องทำตามหน้าที่ของเขา แต่ก็อย่าให้รุนแรงนัก ส่วนทางฝ่ายชุมนุมก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และลดความรุนแรงลง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า เราคนไทยด้วยกัน และเป็นปัญหาภายในประเทศไทย ถ้าบอกว่าแค่นี้ แล้วมันไม่มีทางที่จะแก้ ตนคิดว่า มันคงไม่ได้ มันจะต้องแก้ให้ได้ ทั้งนี้หากมีการพูดคุยกันได้คงดี แต่ถ้าหากไม่พูดคุยกัน ก็ควรหาทางออกของตัวเองกัน


Friday, August 29, 2008

จุดเปลี่ยนของสงคราม ความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์นำไปสู่ความพ่ายแพ้ของพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

การก่อความวุ่นวาย การก่อจลาจลย่อยๆ ของ พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมานี้ เป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์อย่างทีี่่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับ นักรบผู้เจนสงครามอย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หรือสหายศึกอื่น ๆ เช่น พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เป็นต้น

จุดผิดพลาดของ "ยุทธการไทยคู่ฟ้า" ของ พธม. ครั้งนี้คือ การบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT ซึ่งทำให้ถูกมองว่าเป็นการคุกคามสื่ออย่างรุนแรง และภาพการบุกยึด ก็ได้เผยแพร่ออกไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว สมกับยุคนี้เป็นยุคดิจิตอล ทำให้ พธม. เสียชื่อเสียงและความนิยมอย่างรุนแรง เพราะไม่ใช่ภาพของคนที่ชุมนุมอย่างสงบ และต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ตามที่อวดอ้างแต่อย่างใด



ผมประเมินว่า แผนการขั้นต้นของ พธม. คือ การยึุด NBT เพื่อเชื่อมสัญญาณของ สถานีโทรทัศน์เคเบิ้ลทีวี ASTV เข้ากับเครือข่ายของ NBT หลังจากบุกยึดที่ทำการของ NBT ได้แล้ว

และหาก พธม.สามารถเชื่อมสัญญาณ ASTV ได้ ผมคาดว่า กำลังส่วนใหญ่ของ พธม. จะเคลื่อนเข้ามาที่ NBT ทันที เพื่อตรึงไม่ให้เจ้าหน้าที่ใช้กำลังเข้าสลาย และเมื่อ ASTV สามารถออกอากาศได้ทั่วประเทศ โดยผ่าน NBT ก็จะบีบให้รัฐบาลจำต้องใช้กำลังเข้าปราบปรามสลายม็อบ หรือยึดสถานี NBT คืน ซึ่งก็จะเข้าทางของ พธม. ทันที คือ มีการนองเลือดเกิดขึ้น ซึ่งสถานการณ์ต่้อเนื่องคือ จะมีการบีบให้นายสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แผนการเหมือนกับพฤษภาทมิฬ 2535 เด๊ํะเลย ไม่มีความซับซ้อนอะไรทั้งสิ้น

แต่ผมคาดว่า พธม. หรือแกนนำของ พธม. คงไม่ได้ประเมินว่า ยุคนี้เป็น "ยุคดิจิตอล" การยึดอาคาีรสถานี้โทรทัศน์ได้นั้น ใช่ว่าจะสามารถเผยแพร่ภาพทีวีต่อไปได้ เพราะหากมันง่ายดายขนาดนั้น ผมว่ายุคนี้ก็ไม่ใช่ยุคดิจิตอล และเพราะยุคนี้แม้แต่จะเปิดคอมพิวเตอร์ฺเครื่องหนึ่งที่ไม่ใช่ของตนเองมันก็มีรหัส จนยากที่คนนอกจะเจาะผ่านเข้าไปได้โดยง่าย

และผมไม่เชื่อว่า พธม. จะมีมือหนึ่งทางด้านการสื่อสาร หรือเก่งแฮ้กข้อมูลอยู่ด้วย

และผมก็คิดว่า ช่วงที่คุณจักรภพ เพ็ญแข เป็น รมต.ประจำำสำนักนายกฯ คุมกรมประชาสัมพันธ์ คงได้มีการทำแผนการต่อต้านการทำรัฐประหารไว้ ดังนั้น เมื่ออาคารถูกยึด ก็สามารถแพร่ภาพต่อไปได้ โดยใช้รถโมบาย ทำให้การออกอากาศของ NBT หยุดชะงักไปไม่นานเท่านั้น

การบุกยึด NBT แม้จะทำสำเร็จ แต่ก็ไม่บรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์คือ "การเชื่อมสัญญาณ ASTV" ก็เลยทำให้การเคลื่อนไหวอื่น ๆ เช่น การยึดทำเนียบรัฐบาล การยึดกระทรวงต่างๆ ของรัฐบาล เป็นการยึดได้แค่ "ตึกเปล่า" เหมือนกับการ ยึดเมืองเปล่า" อย่างที่การทำสงครามในอดีตต่างๆ เคยมีตัวอย่างมาแล้วเท่านั้น การยึดเมืองเปล่า ตึกเปล่า ไม่ได้ทำให้ได้เปรียบในการสงครามขึ้นมาแต่อย่างใด

แต่ยุทธการไทยคู่ฟ้า ได้ผลักดันให้ แกนนำ พธม. รวมทั้งนักรบศรีวิชัยจำนวนมาก ทำผิดกฎหมายหลายมาตรา ซึ่งกลายเป็นชนัฎติดหลัง และเป็นสาเหตุให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจตีโต้ ออกหมายจับ 9 แกนนำของกลุ่มพันธมิตร ในข้อหา "เป็นกบฎในราชอาณาจักร" ได้อย่างเต็มที่

นี่คือ การก้าวพลาดอย่างสำคัญ




เพราะแม้ว่า ฝ่าย พธม. จะนำแกนนำทั้งเก้าคนไปไว้ในวงล้อมของสตรี และมีการป้องกันอย่างเต็มที่ ไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าไปจับได้

แต่ผมไม่คิดว่านั่นจะเป็นสิ่งสำคัญอะไร เพราะ "หมายจับเก้าแกนนำในข้อหากบฎในราชอาณาจักร" ได้กลายเป็น "ยันต์กันผี" กักขังให้แกนนำพันธมิตร จำต้องกักตัวเองอยู่ในพื้นที่แคบๆ ของทำเนียบรัฐบาล ไม่มีเสรีภาพในการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด มีสภาพเหมือนกับการถูกขังไว้ในทำเนียบนั่นเอง

จะขังไว้ที่ลาดยาว หรือขังไว้ที่ทำเนียบรัฐบาล ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก



ออกมาเมื่อไหร่ ก็โดนตะครุบตัวเมื่อนั้น ตำรวจไม่จำเป็นต้องรีบร้อนหรือบุ่มบ่ำแต่ประการใดทั้งสิ้น เพียงแต่ล้อมไว้ รอคอยโอกาส สับเปลี่ยนกำลังให้สดชื่นเข้าไว้ พธม. การ์ดตกเมื่อไหร่ ก็ชาร์จเข้าล็อกแกนนำทันที พธม. จะต้องการ์ดไว้ได้นานเท่าใด

ผมคิดว่า แม้ พธม. จะประกาศตั้งผู้นำรุ่นที่สอง ไว้สำหรับการเคลื่อนไหวต่อไป แต่ผมไม่คิดว่าการเคลื่อนไหวของ พธม. จะมีน้ำหนักอะไรอีกแล้ว การบุกยึด NBT ทำให้ พธม. เสียมวลชนไปจำนวนมาก และได้ข้อหากบฏ กลับมาแทน

ตอนนี้ 9 แกนนำ ก็มีโทษตามกฎหมายหนักถึงขึ้นประหารชีวิตทีเดียว คดีคงต่อเนื่องอีกยาวนาน ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนแต่อย่างใด

บางคนคิดว่า พธม. อาจมีแผนการที่ล้ำลึกมากกว่านี้ จนเราคาดไม่ถึงก็ได้

ผมคิดว่าพวกเราประเมินคนเหล่านี้สูงเกินไป ผมไม่คิดว่าจะมีใครที่มีความสามารถเกินมนุษย์ปกติโดยทั่วไปอย่างมาก จนสามารถวางแผนลึกลับซับซ้อน จนไม่มีใครคาดถึงได้ เพราะนั่นมันนิยายมากเกินไป

เราต้องประเมินอย่างง่ายๆ ว่า แกนนำของกลุ่ม พธม.นี้ ต่อสู้ทางการเมืองมาอย่างยาวนานแล้ว ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2551 เมื่อนับเวลาถึงวันบุกยึด NBT เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 ก็เป็นเวลาถึง 90 วัน

คนที่อยู่ในสนามรบเป็นเวลานาน ต้องต่อสู้ ต้องตื่นตัว ถูกกระตุ้นและเครียดอยู่ตลอดเวลา เมื่อเป็นระยะเวลาที่นานมาก ก็จะเกิดความล้า การใช้ดุลยพินิจต่างๆ ก็จะบกพร่อง และไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน เพราะความล้าของสมองที่ต้องทำงานอย่างยาวนาน และตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา ต้องขึ้นเวทีปราศรัย เพื่อตรึงมวลชนตลอด ทำให้ความเครียดสะสมที่เกิดขึ้นนี้ กระทบต่อดุลยพินิจในการตัดสินใจได้

เคยมีการบันทึกไว้เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สองว่า ทหารที่ถูกล้อมหรือต้องต่อสู้อยู่ตลอดเวลาเกิน 40 วัน จะมีความเครียดทางสมอง และเกิดอาการจิตหลอนต่างๆ ขึ้น

ผมก็คิดว่า แกนนำ พธม. ก็เป็นคนธรรมดา ย่อมไม่สามารถหลีกเลี่ยงเงื่อนไขทางกายภาพเหล่านี้ได้

ผมจึงไม่ได้คิดว่าคนเหล่านี้จะมีแผนการลึกลับอะไร มากกว่าที่ผมประเมินไว้แล้ว เพราะไม้ตายจริงๆ คือ การเชิญชวนทหารออกมาทำรัฐประหาร หากทำไม่สำเร็จ ก็ไม่มีทางบรรลุเป้าหมายได้

พธม. ประเมินคนลี้ยงแมว ที่ดื้อดึงเหมือนแมว อย่างนายสมัคร สุนทรเวช ต่ำไป

แทนที่จะได้ชัยชนะอย่างที่ชอบประกาศกันจน เสพติดชัยชนะจอมปลอมเหล่านั้น ก็กลายเป็นกบฎในราชอาณาจักร ที่รออยู่ว่าเมื่อไหร่จะโดนชาร์จจับตัวไปเท่านั้น

นี่จึงกลายเป็น จุดเปลี่ยนของสงครามอย่างชัดเจน

จาก thaifreenews

ความเมตตา สมานฉันท์ !

ผลพวงจากการออกมาสร้างความวุ่นวายของกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างเด่นชัดนอกจากจะผิดกฎหมายแล้วยังทำให้ประเทศชาติเสียหายอย่างย่อยยับ เศรษฐกิจพังทลาย และทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่พอใจ
สะท้อนออกมาในผลสำรวจของสำนักวิจัยเอแบคโพลเรื่อง “ทางออกฝ่าวิกฤติของประเทศไทย ในทรรศนะของสาธารณชน”
จากกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 2,718 คน ที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด 16 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่าร้อยละ 79.4 ของกลุ่มตัวอย่างกังวลว่าความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้จะทำให้สังคมไทยกลายเป็นสภาพ “บ้านป่าเมืองเถื่อน”
ขณะที่ร้อยละ 61.3 กำลังเครียดต่อสถานการณ์การเมือง !
นอกจากเอแบคโพลแล้ว ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่องคนกรุงเทพ คิดอย่างไรกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ
โพลระบุว่า การปิดถนนเพื่อชุมนุมขับไล่รัฐบาล เห็นด้วยร้อยละ 13.8 ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 72.6
ส่วนการบุกยึดสถานีโทรทัศน์ NBT เห็นด้วยร้อยละ 14.8 ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 70.8 ขณะที่การปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล กระทรวง และสถานที่ราชการต่างๆ เห็นด้วยร้อยละ 16.9 ไม่เห็นด้วยร้อยละ 68.3 ไม่แสดงความเห็นร้อยละ 14.8
จากผลพวงของโพลแสดงให้เห็นว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ ภายใต้การนำโดย 1.นายสนธิ ลิ้มทองกุล 2.นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ 3.พล.ต.จำลอง ศรีเมือง 4.นายสมศักดิ์ โกศัยสุข 5.นายพิภพ ธงไชย
หมดความชอบธรรมทางการเมืองทันที !
เพราะการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในครั้งนี้เป็นการชุมนุมที่ไม่สงบและมีอาวุธ ส่งผลให้รัฐธรรมนูญมาตรา 63 ไม่รับรองและคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุม
ส่วนการบุกยึดสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็นบีที ทำให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการพูด ที่รัฐธรรมนูญรับรองและคุ้มครองไว้ในมาตรา 45 ถูกลิดรอนไปด้วย
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้คำนึงถึงแนวทางความสมานฉันท์ แม้จะถูกด่าทอด้วยคำหยาบคายจากพันธมิตรฯ ตลอดเวลา
เนื่องจากประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
การเข้าใช้กำลังปราบปรามม็อบจึงอาจจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ประเทศชาติ และเสียหายต่อระบอบการเมืองการปกครอง
ทั้งนี้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งนำโดยพรรคพลังประชาชน ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุด
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่พรรคพลังประชาชน ชนะใจประชาชนอย่างท่วมท้นนั้นเป็นเพราะผลพวงจากพรรคไทยรักไทย และที่สำคัญคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่วันนี้แม้จะโดนเหยียบย่ำซ้ำเติม โดนใส่ร้ายป้ายสีแค่ไหน
กระทั่งยอมเสียสละลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนเพราะว่ามีกลุ่มพันธมิตรฯ มาขับไล่ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็รักและศรัทธา อดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่เสื่อมคลาย !
เพราะจากผลงานในอดีตที่พิสูจน์ได้ว่านายกรัฐมนตรีคนนี้จริงใจช่วยเหลือประชาชนเพียงใด
สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่าในอนาคตเมื่อมีการเลือกตั้ง หากพรรคใดก็ตาม ที่ชูยี่ห้อหรือแบรนด์ของ “ทักษิณ ชินวัตร”
ก็จะทำให้พรรคนั้นๆ ยิ่งเข้มแข็ง และชนะการเลือกตั้งเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกแน่นอน!

ขบวนการ ‘ไม่’ ยุติธรรม!ไม่ยุติธรรม...จริงๆ!

ระหว่างที่ คมช. ยังยึดอำนาจบ้านเมือง ไม่มีสื่อใดวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของกลุ่มยึดอำนาจแบบตรงไปตรงมา เพราะบางคนได้รับการตอบแทนจาก คมช. ให้เข้าไปเป็นใหญ่ควบคุมสื่อของรัฐ
เปรมมันนี่...กันไปตามๆ กัน!
สื่อเชียร์เผด็จการ ได้รับการแต่งตั้งยกโขยงไปอยู่ในสภาโลซก กินเงินเดือนกว่าแสนชื่นสะดือกันไป คงมีแต่ “วาทตะวัน สุพรรณเภษัช” ที่วิจารณ์ คมช. อย่างสนุกสนาน มันอารมณ์ท่านผู้อ่าน จนติดกันงอมแงม
พ็อกเก็ตบุ๊ก “รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ” ของ “นักเขียน-มิลเลี่ยนคลิก” คนนี้
วางจำหน่ายไม่ได้ เพราะร้านหนังสือถูกข่มขู่ แต่กระนั้น ยอดขายยังถล่มทลาย พรรคพลังประชาชนซื้อไปแจกให้ผู้สมัคร ส.ส. และสมาชิก วันประชุมใหญ่ครั้งแรก และชนะการเลือกตั้งไปในที่สุด
หนังสือเล่มใหม่ที่ดังก่อนพิมพ์คือ “เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย” แม้ขณะนี้ยังไม่วางตลาดเต็มตัว เพราะสถาบันการศึกษาของราชการ สั่งเอาไว้มาก แต่ก็แบ่งส่วนหนึ่งจำหน่ายทางเว็บไซต์ vattavan.com ซึ่งแฟนๆ ก็แห่กันสั่ง...น่าชื่นใจ
คนที่อ่านแล้วเขาบอกว่า
ใครก็ตามที่อ่านหนังสือ 2 เล่มนี้จบ รับรองจะไม่คบก๊วนแมลงสาบการเมือง และไม่มีวันลงคะแนนให้นักกินเมืองที่สังกัดก๊กนี้เป็นอันขาด!
*************
ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องที่อยากพูดวันนี้ ขอเล่าเรื่องที่เคยได้ร่ำเรียนมาตั้งแต่ไปศึกษาในสหรัฐอเมริกา และเชื่อว่าคนที่เคยไปศึกษาเกี่ยวกับเรื่องตำรวจ หรือกระบวนการยุติธรรมของประเทศมหาอำนาจแห่งนี้ โดยเฉพาะที่เคยไปศึกษาเกี่ยวกับวิชาการตำรวจ หรือสถาบันสอบสวนกลางที่รู้จักกันในชื่อ FBI Academy (Federal Bureau Of Investigation Academy) เรื่องมีอยู่ว่า
หญิงสาวผู้อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ลงมาซักผ้าที่ห้อง Laundry ซึ่งอยู่ที่ชั้นล่างสุด (basement) เธอถูกคนร้ายใช้ถุงใส่เสื้อผ้าคลุมศีรษะ กดให้นอนราบลงกับพื้น แล้วปฏิบัติการข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ แล้วเผ่นหนีไป
ตำรวจมายังที่เกิดเหตุ หลังจากที่ตรวจสถานที่และสอบปากคำแล้ว ก็นำตัวชายคนหนึ่งชื่อ นายมัลลอรี่ ซึ่งเป็นคนทำงานในห้องซักผ้าไปสถานีตำรวจ หลังจากถูกซักถาม เขาก็เปิดปากรับสารภาพ และยังอยู่ที่สถานีตำรวจต่อไปอีกระยะเวลาอีกนานหลายชั่วโมง ก่อนที่จะมีการแจ้งข้อหาอย่างเป็นทางการ
นายมัลลอรี่ผู้ต้องหาถูกฟ้องต่อศาล
ทนายความของผู้ต้องหาได้ต่อสู้คดี โดยอ้างว่า คำรับสารภาพของผู้ต้องหานั้นเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาสู่การพิจารณาโดยมิชอบ เพราะคำรับสารภาพของนายมัลลอรี่นั้นเกิดมาจากการที่ตำรวจควบคุมนายมัลลอรี่ไปสถานี โดยยังมิได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาตามระเบียบ ยังผลให้คำสารภาพนั้นเป็นคำรับที่มาสู่การพิจารณาของศาลโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (Illegal evidence that comes to the court)
ศาลยกฟ้องนายมัลลอรี่!
ทนายความที่ต่อสู้คดีให้นายมัลลอรี่ ชื่อ นายโทมัส อี ดิวอี้ (Thomas Edmund Dewey) เป็นทนายความที่ชาญฉลาด และยกประเด็นเรื่องพยานหลักฐานที่มาสู่ศาลโดยมิชอบมาเป็นประเด็นข้อต่อสู้ในคดี และประสบความสำเร็จ ความดังของเขาจากคดีนี้ส่งผลให้เป็นที่รู้จักในหมู่ประชาชน ได้เป็นอัยการเขต และอัยการใหญ่รัฐนิวยอร์ก
ต่อมาได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก และเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน ในการชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดี กับประธานาธิบดี แฮร์รี่ เอส ทรูแมน (President Harry S. Truman) แม้จะเป็นต่อมากในการเลือกตั้ง ขนาดหนังสือพิมพ์ใหญ่ยักษ์อย่าง Chicago Daily Tribune กล้าพาดหัวล่วงหน้าว่า
“Dewey defeats Truman!” หรือ “ดิวอี้ ‘เฆี่ยน’ ทรูแมน”
แต่ดิวอี้กลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปในที่สุด ชิคาโกเดลี่ทรีบูนหน้าแตกยับเยิน ภาพทรูแมนชูหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ที่พาดหัวว่าตัวเองเป็นฝ่ายพ่ายการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายชนะ กลายเป็นภาพแสตมป์ยอดนิยมของสหรัฐไป
แสดงให้เห็นว่า กระบวนการพิจารณาของศาลสหรัฐนั้นเข้มงวดเป็นอย่างมาก เพราะเขาคำนึงถึง “สิทธิมนุษยชน” ว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง การนำเสนอพยานหลักฐานก็ต้องเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยชอบ กระบวนการทุกอย่างต้องถูกต้อง
หากฝ่ายโจทก์คือพนักงานอัยการของรัฐ นำเสนอหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบต่อศาล นอกจากศาลไม่รับฟัง แม้พยานหลักฐานอื่นชัดเจนก็ตามที
ศาลก็ยังยกฟ้อง ด้วยเหตุที่มีการละเมิดสิทธิของพลเมืองอย่างนี้!!
หลังปี ค.ศ.1980 ที่ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ผู้พ่อ ได้พูดคำว่า “ระเบียบโลก” ออกมาหลายครั้งหลายหน เพราะหลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย ประเทศในเครือสหภาพได้แตกตัวออกเป็นประเทศอิสระ อเมริกากลายเป็นมหาอำนาจแต่เพียงประเทศเดียว สหรัฐอเมริกาจึงได้กำหนดแนวทางที่เรียกว่าเป็น “ระเบียบโลก” ออกมาว่า ประเทศที่จะคบหากับสหรัฐนั้น พึงมีแนวทางดังต่อไปนี้
1.ต้องปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย
2.สิทธิมนุษยชนจะต้องได้รับการรับรอง (และมีผลในทางปฏิบัติด้วย)
3.ต้องมีระบบการค้าเสรี
ระเบียบโลกนั้น แม้ข้อที่ 3 จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้างว่าถูกกำหนดขึ้นมา เพราะหากมีระบบการค้าเสรี ชาติที่ด้อยในเรื่องพลังทางเศรษฐกิจ จะถูกครอบครองโดยชาติมหาอำนาจ
ท่านผู้อ่านอาจคาดเดาได้ว่า ผมจะพูดอะไรต่อไป?
ใช่ครับ!
จำเป็นต้องบอกกันซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า การปฏิวัติรัฐประหารทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยชัดเจน ไม่ต้องเคลือบแคลงสงสัย
การยึดอำนาจอย่างไม่ชอบธรรมด้วยกำลังนั้น เป็นการทำลายสิทธิมนุษยชนอย่างเลวร้าย เพราะไม่ได้คำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ทำลายระบบกฎหมายที่มีอยู่ ด้วยการเข้าแทรกแซงอำนาจตุลาการ อย่างที่เคยยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจน คือ
ในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีประกาศให้ศาลอาญาแปรสภาพเป็นศาลทหาร
เมื่อ พล.อ.สนธิ เข้ายึดอำนาจ ได้นำผู้พิพากษาออกจากระบบมาเป็น
ตุลาการรัฐธรรมนูญ พิจารณาคดีการเมืองเรื่องยุบพรรค ท่านเหล่านั้นขึ้นนั่งบัลลังก์โดยไม่ได้สวมเสื้อคลุมบอกตำแหน่งฐานะอันสูงส่ง และมีเกียรติยิ่งของผู้พิพากษาศาลสูงแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ท่านทั้งหมดแต่งกายชุดสากล เหมือนกับพ่อค้าประชาชนไปงานมงคลสมรส หรืองานศพปกติทั่วๆ ไปแค่นั้น...น่าเศร้ามาก!
ดังนั้น คำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ (เรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า คำตัดสิน หรือ “คำพิพากษา” ก็ได้ความอย่างเดียวกัน ไม่ได้ออกมาภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์เจ้าของชาวไทย!!)
ชาวบ้านที่คันปากก็วิพากษ์วิจารณ์ว่า ยังดีที่ไม่ได้บอกว่า
คำพิพากษา...ออกมาภายใต้ระบอบเผด็จการ!!!
นอกจากนี้แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับบังฮิตเลอร์ ยังได้รับรองตุลาการรัฐธรรมนูญ (ที่เผด็จการตั้ง) เป็นศาลรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2550 อีกด้วย (มาตรา 300)...
...เท่ากับศาลรัฐธรรมนูญที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน ตามมาตรา 204 ไม่ผิดเพี้ยน
นี่ไง...ฤทธิ์เผด็จการแบบต่อเนื่อง
ใครไม่เชื่อผม ลองเปิดรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันดูเอาเองเถอะครับ!
ที่สำคัญและที่ชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์กันมากในระยะนี้ก็คือ การแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ที่เรียกกันว่า คตส. ขึ้นมา ผู้คนที่เห็นว่าการตั้งคณะกรรมการที่มาจากคนเป็นปฏิปักษ์ มาสอบสวนกันนั้น เป็นเรื่องที่รับกันไม่ได้ ไม่ว่าชาติไหนๆ ทั้งนั้น
พวกที่เห็นดีเห็นงามกับการปฏิวัติรัฐประหาร พากันบอกว่า การตั้ง คตส. ขึ้นมาสอบสวนนั้นเป็นของดี ไม่มีอะไรเสียหายเลย เพราะสุดท้ายพยานหลักฐานทั้งหลายก็ถูกพิจารณาโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเชื่อว่าผู้พิพากษาศาลสูงท่านต้องมีวิจารณญาณที่ดี สามารถชี้ผิดชี้ถูกให้ชาวบ้านเห็นกันได้ชัดเจน
คนที่พูดอย่างนี้ไม่ได้มองกันให้ยาวไปถึงเรื่องความไม่ชอบธรรมของการปฏิวัติรัฐประหาร ว่าเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยลง ไม่ได้คำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เป็นการทำลายสิทธิมนุษยชนอย่างเลวร้าย รับกันไม่ได้เลยทีเดียว
ที่ร้ายที่สุด เป็นการทำลายระเบียบโลกลงไปด้วย!
นี่เอง ทำให้ประเทศไทยต้องเสื่อมเสียไปในสายตาของโลกอารยะ จะซื้อหายุทโธปกรณ์ที่จำเป็นก็ทำไม่ได้ เพราะชาติมหาอำนาจนั้นเขาไม่ยอมขายให้ประเทศเผด็จการโดยเด็ดขาด
ในที่สุด การจัดหาอาวุธทั้งหลายก็ไปตกอยู่ในมือของคณะทหารผู้ก่อการ และมีเสรีอย่างเต็มที่ ไปจัดซื้อหาจากประเทศอื่น โดยไม่ต้องคำนึงถึงปากหอยปากปูที่ร้องกันระงมว่า เป็นไปด้วยความไม่โปร่งใสนานัปการ
เรื่องที่น่าประหลาดใจ และจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอีกมาก นั่นก็คือ เมื่อ คตส. ซึ่งมีหน้าที่สอบสวนนายกฯ เก่า หมดอายุลงตามเงื่อนไขของกฎหมายที่สภาโลซกของพวกปฏิวัติต่อให้ สมาชิกของ คตส. รายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้พิพากษาอาวุโสมาก่อน ลดตัวลงมาทำงานในหน้าที่ คตส. พอหมดหน้าที่
ก็เด้งเชือก กลับขึ้นไปดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาอีกครั้ง!
ดูแล้วห้วงเวลาช่างเหมาะเจาะ เพราะเป็นจังหวะเดียวกับที่คดีซึ่งท่านเป็น คตส. เดิมนั้น และสอบสวนมาก่อนหลายสำนวน ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณา
แม้ผู้เขียนจะเชื่อว่าผู้พิพากษาท่านนี้ไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับสำนวนการสอบสวนเดิม ที่ตนเองในฐานะ คตส. กับพวก ได้ดำเนินการเอาไว้ก่อน และเพิ่งเข้ามาสู่การพิจารณาของศาลจังหวะเดียวกันพอดี
ตรงนี้แหละครับ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันให้ขรมไปเลย!!
ผู้คนเขาบอกว่า แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับคดีที่ผู้พิพากษาอดีตสมาชิก คตส. สอบสวนไว้ก่อน แต่ก็หลีกเลี่ยงปากหอยปากปูไม่ได้ว่า
ในฐานะที่เป็นผู้พิพากษาด้วยกัน การพิจารณาคดีก็คงให้เครดิตสำนวนที่ผู้พิพากษาอาวุโสไปทำเอาไว้ตอนเป็น คตส. กันบ้าง
ไม่มากก็น้อย...เป็นอย่างนั้นไปเสียอีก!
คนไทยกับการวิพากษ์วิจารณ์ นินทาด่าว่านั้น เป็นของคู่กันเสมอมา สมัยก่อนอาจไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์คนที่มีฐานะทางสังคมสูงกว่า แต่ยุคยาบ้าครอบครองเมือง ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครกลัวใคร
ใช่แต่แค่นั้นนะ หากท่านเป็นคนไทยที่ใฝ่ใจในการศึกษา ลองละสายตาจากตรงนี้ไปอ่านคดีของชาวอเมริกันอย่างนาย “มัลลอรี่” ที่ศาลยกฟ้อง เพราะผู้จับกุมละเมิดสิทธิเพียงควบคุมตัวไม่ชอบไม่กี่ชั่วโมง
คดีของอดีตนายกฯ ทักษิณ นั้นได้มีการละเมิดสิทธิของความเป็นมนุษย์ตั้งแต่มีการรัฐประหาร การแต่งตั้งผู้ที่มาทำหน้าที่อย่างไม่ถูกต้อง แถมยังเอาผู้ที่ไม่ชอบผู้ถูกสอบสวนมาดำเนินการอีกด้วย ซึ่งเป็นการกระทำไม่ชอบอย่างยิ่ง
หากท่านมองเข้าไปในกฎหมายไทยเรา ถ้าการสอบสวนไม่ชอบ ก็ถือว่าไม่มีการสอบสวน พนักงานอัยการก็ไม่มีอำนาจฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 130 อยู่แล้ว
สำหรับคดีของอดีตนายกฯ ทักษิณ นั้น การสอบสวนโดยคณะบุคคลที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร ไปบอกคนบ้านไหนเมืองไหนก็ไม่มีใครเขาเห็นด้วยกันทั้งนั้น
ใครเขาบอกว่า กระบวนการยุติธรรมของบ้านเรามันใช้ไม่ได้ เราต้องหยุดฟังและคิดก่อน อย่าไปด่วนต่อว่าเขา เพราะถึงแม้ว่า อัยการ และศาล ยังเป็นที่พึ่งพาอาศัยได้ไม่ขัดเขิน แต่ของที่ไม่ถูกต้องอย่าง คตส. นั้น
เปรียบเหมือน “ของเน่าของเสีย” ใช้การไม่ได้
เอาของดีสองอย่าง คือ ระบบอัยการ และระบบศาลไทย ไปแช่ตู้เย็นปนกันกับของไม่ดี ของเน่าของเสีย ไม่ช้าก็พลอยเน่า...ไปด้วยกันทั้งหมด!
ยิ่งรัดทำมะนวยของบ้านเราด้วยแล้ว อยากให้ใครก็ได้ที่เป็นนักเรียนกฎหมาย ลองจับเอามาตรา 309 ของฉบับหัวคูณนี้ ไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ แล้วลองส่งให้นักกฎหมายชาติเจริญแล้วเขาดูกัน
รับรองว่า
เขาอ่านจบลง ก็คงหัวร่องอหาย แล้ววิจารณ์กันด้วยความขบขันว่า
“ไอ้รัด ‘ทำมะนวย-ฉบับหัวคูณ’ ของบ้านเอ็งนี้ มันช่าง UPPREE จริงๆ!”