WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 1, 2008

คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์

คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์

“...น่าเสียดายที่ความรู้สึกรับผิดชอบเหล่านี้มิได้เกิดจากสมาชิกอันเป็นพื้นฐานของทั้งสองสภา หากเรื่องนี้เกิดมาจากความคิดเห็นของผู้นำพรรคชาติไทยคือ คุณบรรหาร ศิลปอาชา กับแกนนำบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลาย ซึ่งต้องขอแสดงความยินดีและแสดงความนับถือในวุฒิภาวะ และในความเป็นผู้นำของพรรคการเมืองเหล่านั้น...”

การเคลื่อนไหวการเมืองภาคประชาชน ที่ใช้วิธีการชุมนุมบนสะพานมัฆวานฯ ถนนราชดำเนิน ที่เรียกขานกันโดยทั่วไปว่า ม็อบพันธมิตรฯ นั้นกำลังก่อให้เกิดความแตกแยกทางการเมืองอย่างใหญ่หลวง

จากม็อบส่วนตัวของคนไม่ปกติทางจิตบางคน นานวันเข้ากลายเป็นวิกฤติขึ้นมาได้จริงๆ

ทั้งนี้ นอกจากความด้อยสมรรถนะในการจำแนกเหตุผลของคนไทยบางกลุ่มบางพวก ซึ่งขาดไร้การศึกษา ยังบวกด้วยการเสพสื่อด้านเดียวเป็นเวลายาวนานติดต่อกัน ซึ่งก็เป็นเหตุเดียวกับวิกฤตการณ์ในปี พ.ศ.2549 นั่นเอง

เรียกว่าประวัติศาสตร์ย้อนกลับมาซ้ำรอยเร็วเกินคาด

ความเป็นจริง ถ้ามวลชนกลุ่มนี้จะได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของแกนนำพันธมิตรฯ ตามที่สื่อบางแขนง เช่น รายการความจริงวันนี้ ของ NBT นำเสนอ ก็จะเห็นชัดว่า ไม่ใช่เรื่องส่วนรวมอะไรเลย

เรื่องส่วนรวมเป็นแต่เพียงข้ออ้างพอให้ฟังดูไม่ขัดเขินเท่านั้นเอง!

อย่างไรก็ตาม เมื่อม็อบกำเริบใจถึงขั้นกระทำการละเมิดกฎหมายหลายบท หลายมาตรา จนส่วนหนึ่งถูกจับเป็นผู้ต้องหา และแกนนำ 9 คนก็ถูกออกหมายจับ เรื่องมันก็เลยบานปลาย กลายเป็นการปิดสนามบินทางภาคใต้หลายจังหวัด มีการหยุดเดินรถไฟหลายขบวนในหลายภาค เป็นการกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติโดยตรง

ก็เป็นธรรมดาอยู่เอง เมื่อมวลชนส่วนหนึ่งทำลายความหมายความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ แล้วยังท้าทายอำนาจตุลาการ ซึ่งหมายถึงการเป็นกบฏอย่างเปิดเผยโจ่งแจ้ง โดยที่ฝ่ายบ้านเมืองยังหาทางออกไม่ได้ วิกฤตการณ์ย่อมขยายวงออกไปไม่มีที่สิ้นสุด

เวลานี้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและต้องการปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็เหลืออดเหลือทน ได้ประกาศรวมตัวกันแล้วที่ท้องสนามหลวง ดินแดนที่พวกเขาเคยรวมตัวกันต่อต้านเผด็จการ คมช. ตลอดปี พ.ศ.2550

มวลมหาประชาชนกลุ่มนี้ชุมนุมกันโดยสันติและปราศจากอาวุธ

เป็นการใช้สิทธิ เสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ ตรงไปตรงมา ไม่บิดเบี้ยว เพราะไม่ได้มีเจตนาโค่นล้มใคร หากต้องการรักษาประชาธิปไตยอันเป็นระบอบการปกครองที่เขาหวงแหนเท่านั้น

เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเคลื่อนไหวมาถึงตรงนี้ ก็ถึงเวลาที่รัฐสภาจะได้กระดิกกระเดี้ยตัวเองขึ้นมาวิเคราะห์สถานการณ์และผลกระทบอย่างเป็นทางการเสียที คือ มีการประชุมกันตั้งแต่บ่ายวันอาทิตย์ คือวานนี้

น่าเสียดายที่ความรู้สึกรับผิดชอบเหล่านี้มิได้เกิดจากสมาชิกอันเป็นพื้นฐานของทั้งสองสภา หากเรื่องนี้เกิดมาจากความคิดเห็นของผู้นำ พรรคชาติไทย คือ คุณบรรหาร ศิลปอาชา กับแกนนำบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลาย ซึ่งต้องขอแสดงความยินดี และแสดงความนับถือในวุฒิภาวะและในความเป็นผู้นำของพรรคการเมืองเหล่านั้น

คุณบรรหาร ศิลปอาชา นั้นในยามหน้าสิ่วหน้าขวานของระบอบประชาธิปไตย เราเคยได้เห็นท่านแสดงความเป็นผู้นำมาแล้ว โดยการรับเป็นเจ้าภาพแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดช่องให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ซึ่งผลก็คือเราได้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และได้ใช้มาจนถึงวันที่ 19 กันยายน 2549

ในคราวนี้ คุณบรรหาร ซึ่งเป็น ส.ส. คนหนึ่ง และนั่งอยู่นอกคณะรัฐมนตรี ได้เสนอให้ลองใช้สถาบันรัฐสภาประชุมปรึกษาเพื่อหาทางแก้ปัญหากันดู เพราะเรื่องใหญ่ๆ ขนาดนี้ไม่ค่อยมีใครมองมาที่รัฐสภา จะด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ใช่ที่พึ่ง หรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็เหลือเดา

จุดยืนของคุณบรรหารเหมือนจะบอกเราว่าหาก คุณสมัคร สุนทรเวช พลาดพลั้งเป็นอะไรไป คนมีประสบการณ์และมีวุฒิภาวะอย่างนี้พอจะทำหน้าที่แทนได้

ข้าพเจ้าเองเมื่อเริ่มต้นวิกฤตการณ์ในปี 2548 ได้นั่งอยู่ในสภาในฐานะ ส.ส. คนหนึ่ง ได้เคยเสนอเรื่องปรึกษาหารือประธานสภาว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับคณะ ได้ชุมนุมปลุกระดมประชาชนโจมตีรัฐบาลและรัฐสภาที่สวนลุมพินี ว่าไม่อาจเป็นที่พึ่งของประชาชนได้โดยสิ้นเชิง

ข้าพเจ้ามองว่า การปลุกระดมกันเช่นนี้นานวันเข้าถ้าไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาเป็นปัญหาปรึกษากันอย่างจริงจัง จะกลายเป็นว่าเรื่องมีมูลความจริง

เข้าทางม็อบที่จะทำลายประชาธิปไตย

ข้าพเจ้าจึงเสนอให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมสมาชิกเพื่อปรึกษาหารือกันอย่างไม่เป็นทางการก่อน หากมีข้อสรุปทางหนึ่งทางใดพอเป็นแนวทาง ค่อยเรียกประชุมรัฐสภาอย่างเป็นทางการ

ความประสงค์ของข้าพเจ้าคือ ต้องการให้องค์กรรัฐสภาเป็นที่แก้ไขปัญหาของประเทศ หรืออย่างน้อยหากแก้ปัญหาไม่ได้ เป็นเพียงแต่การแสดงออกถึงความรู้ร้อนรู้หนาวบ้าง แทนที่จะอยู่อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว หรืออยู่เป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศชาติอย่างที่ม็อบกล่าวหา

แต่ข้อเสนอของข้าพเจ้าได้รับการตอบสนองจากรองประธานสภาผู้แทนราษฎร - คุณลลิตา ฤกษ์สำราญ คนเดียวเท่านั้น นอกนั้นก็พากันนิ่งเฉยจนพังกันไปทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล

ขอประทานโทษที่ต้องเอาเรื่องเก่าของตัวเองมาเล่าใหม่

ต้นฉบับนี้เขียนขึ้นก่อนที่จะมีการประชุมรัฐสภา จึงไม่มีโอกาสจะรู้ว่าวุฒิสมาชิกคนใด และพรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปัตย์ คนใด จะถูกเปลื้องผ้าล่อนจ้อนให้คนทั้งเมืองเห็นกัน

ได้ดูแต่รายการที่นายกรัฐมนตรีออกโทรทัศน์พบประชาชนตามปกติในเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งเท่ากับเป็นการกราวหน้าพาทย์ที่ค่อนข้างจะดุเดือดอยู่มิใช่น้อย เพราะท่านนายกฯ เห็นว่าสมาชิกพรรคฝ่ายค้านบางคนไปปรากฏตัวบนเวทีม็อบพันธมิตรฯ ในทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งสมาชิกวุฒิสภาบางคนก็ไปป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น อ้างว่าเพื่อไปให้กำลังใจม็อบ แถมยังวิจารณ์เสียอีกด้วยว่าข้อกล่าวหาแกนนำม็อบว่าเป็นกบฏ เป็นข้อหาที่รุนแรงเกินไป

เชื่อเหลือเกินว่า การพูดจากันในที่ประชุมรัฐสภาจะมีความชัดเจนจนเห็นตัวตนที่แท้จริงของทุกฝ่าย

ใครเป็นนักประชาธิปไตย ใครเป็นพวกอนาธิปไตย ใครเป็นเผด็จการหรือลูกสมุนเผด็จการ ใครเป็นพวกกระสันจะเป็นรัฐบาลจนตัวสั่น

แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ แต่ได้เห็นสันดานคนชัดเจนก็คุ้มแล้วครับ

วีระ มุสิกพงศ์



กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

นายสนธิ ลิ้มทองกุล
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
นายพิภพ ธงไชย
นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
นายสุริยะใส กตะศิลา
นายเทิดภูมิ ใจดี
นายอมร อมรรัตนานนท์
นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์

นี่คือรายชื่อแกนนำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 9 คน แต่นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ จะเรียกว่า กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ตามที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เรียกขานในรายการสนทนาประสาสมัคร ซึ่งถือว่าเป็นการตั้งชื่อได้ตรงกับพฤติกรรมที่ทำไว้ตั้งแต่ก่อตั้งกลุ่มขึ้นมา

รายชื่อคนทั้ง 9 คนนี้ จะต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่จะบันทึกไว้ที่ใด เช่น บนหน้ากระดาษ หรือหนังหมา ก็แล้วแต่ความสะดวก แต่ให้บันทึกไว้ว่า คนทั้ง 9 คน ได้ถูกศาลอาญาออกหมายจับข้อหาร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธเพื่อเป็นกบฏ (ม.114 ปอ.) กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวิธีอื่นใด อันมิใช่ในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ

นั่นคือเป็นผู้ต้องหากบฏอย่างสมบูรณ์แบบ แต่มีความสามารถขัดคำสั่งศาล ขัดขืนการจับกุมโดยการปลุกระดมพาประชาชนเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาล อันเป็นศูนย์กลางอำนาจของประเทศไทย

เมื่อศาลแพ่งได้ให้การคุ้มครองชั่วคราวให้ 9 กบฏออกจากทำเนียบรัฐบาล ตามที่ข้าราชการทำเนียบรัฐบาลไปร้องต่อศาลแพ่ง

แต่เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีนำหมายศาลไปปิดเพื่อให้กลุ่ม 9 กบฏปฏิบัติตามคำสั่งศาล กลับถูกกองโจรศรีวิชัยป้องกันขัดขวางทุกวิถีทาง จึงเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ร่วมเดินทางไปกับเจ้าหน้าที่บังคับคดีตามคำร้องขอ

การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับโล่มนุษย์ที่ 9 กบฏได้จัดตั้งไว้ เมื่อภาพข่าวแพร่กระจายออกไป จึงเป็นเหยื่ออันโอชะให้ 9 กบฏประกาศฟ้องร้องกับประชาชนที่ได้รับรู้ข่าวสารจากภาพข่าวทางสถานีโทรทัศน์

ในที่สุดศาลแพ่งได้มีคำสั่งตามที่ทนายความของกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยอุทธรณ์ ให้ 9 กบฏและสมุนยึดทำเนียบรัฐบาลได้ต่อไป

ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาความปลอดภัยอยู่ในทำเนียบรัฐบาลต้องยกขบวนกลับที่ตั้ง เป็นเหตุให้ตึกสันติไมตรี ตึกไทยคู่ฟ้า ถูกงัดประตู

เมื่อ 9 กบฏยึดทำเนียบรัฐบาลได้เบ็ดเสร็จตั้งแต่สนามหญ้าจนบริเวณภายในตึกสันติไมตรี และตึกไทยคู่ฟ้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรัฐมนตรีเงา นำสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไปตรวจเยี่ยมการยึดทำเนียบรัฐบาลของ 9 กบฏ สมทบกับสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งที่เดินทางไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม จนถึงวันวาน ทำให้ผมได้ข้อสรุปให้กับตัวเอง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่เราได้ใช้กันมาตั้งแต่ปี 2475 นั้น ถึงเวลาแล้วที่จะต้องยกเลิก แล้วหันไปใช้การปกครองแบบการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย

โดยให้ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งมี 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ ส.ส. ที่มาจากการแต่งตั้ง 70 เปอร์เซ็นต์ และต้องระบุไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนว่า จะต้องให้พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากไม่เป็นตามนี้ กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยจะต้องชุมนุมประท้วงกันไม่มีที่สิ้นสุด โดยจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ให้กับ 9 กบฏตามความต้องการ

และ...เพื่อเป็นการตอบแทนกองทัพธรรมของสันติอโศกที่ปักหลักประท้วงร่วมกับกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยมาตั้งแต่ต้น ให้บรรจุลัทธิสันติอโศกเป็นลัทธิประจำชาติ

นี่คือข้อสรุปที่ผมฉุกคิดขึ้นมาก่อนนอนหลับสนิท โดยไม่รับรู้ข่าวสารใดๆ เมื่อคืนวันที่ 9 กบฏสามารถยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นที่ตั้งได้อย่างถูกต้อง และสามารถตั้งเวทีปราศรัยให้มีการถ่ายทอดสดปลุกระดมด้วยคำหยาบคายได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เอกฉัตร


อนาถธิปไตย


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

หลายคนบอกว่า บ้านเมืองทุกวันนี้กำลังจะกลายเป็นระบอบอนาธิปไตย อันหมายถึงการที่คนจำนวนหนึ่งที่ต้องการให้เกิดสภาวะที่ไร้อำนาจรัฐ ยกเลิก ปฏิเสธอำนาจรัฐ ไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ กติกาของประเทศ โดยไม่ฟังเหตุฟังผลอันใด...

ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นปัญหาให้กับคนไทยทั้งชาติในขณะนี้

ปัญหาของวิกฤตการณ์ “พันธมารธิปไตย” ใช้มาตรการ “ป่วนเมือง” ได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาจากรัฐบาลในแนวทางละมุนละม่อมมาโดยลำดับ ผ่อนหนักผ่อนเบา เพราะฝ่ายหนึ่งต้องการสร้างปัญหาให้มีการปะทะสูญเสียเลือดเนื้อ จากคนไทยด้วยกันเอง

เจตนาของเขาระบุชัดแจ้งในการดำเนินการแนวทางอันไร้อารยะในการแก้ไขปัญหา เช่น การปีนรั้วทำเนียบรัฐบาล และส่วนราชการอื่นๆ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม และที่สำคัญคือการคุกคามสื่อสารมวลชน คือสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที นอกจากนี้สื่อสารมวลชนหลายสำนักได้ถูกดำเนินการคุกคามสื่ออย่างหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็น อสมท. ไทยพีบีเอส ไทยรัฐ มติชน ข่าวสด เรียกได้ว่า โดนกันทั่วหน้า

อาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ใช้การปลุกระดมประชาชนด้วยถ้อยคำสำราก ความถ่อย ความสถุล ไร้สกุลรุนชาติ ต่ำช้าสามานย์ บนเวทีพันธมารมาหลายครั้งหลายหน ยังหันมา พูดจาในลักษณะสำรากถ้อยคำถ่อย สถุล กับสื่อสารมวลชนทำเนียบรัฐบาล

นักวิชาการหลายคนอาจจะพยายามหาความชอบธรรมให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ โดยมักจะออกมาการันตีให้กับอาชญากรสำคัญของชาติบ้านเมืองที่โดนข้อหา “กบฏ” และมีการกระทำการขัดคำสั่งศาลหลายครั้งหลายหน โดยไม่คำนึงถึงหลักวิชาการในการยึดความถูกต้องตามหลักการบังคับใช้กฎหมาย

ประเทศชาติ ในขณะนี้อยู่ในสภาพ “ไร้ขื่อแป” หากเป็นสมัยโบราณย่อมใช้คำว่า “แผ่นดิน” เป็น “ทุรยศ” จากน้ำมือของพันธมารธิปไตยเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ขณะที่อำนาจรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆ ได้

ขณะที่อำนาจฝ่ายตุลาการได้ถูกท้าทายครั้งใหญ่ ตัดสินคดีความภายใต้พระปรมาภิไธย แต่กลับมีคนในสังคมไม่เชื่อถือเชื่อฟัง

เท่านั้นยังไม่พอ ยังก่อหวอดให้รัฐวิสาหกิจนัดหยุดงาน เพียงเพื่อจะเอาความเดือดร้อนของประชาชน ผู้คนในประเทศไทย เป็นตัวประกันเท่านั้นเอง

จากจะใช้ถ้อยคำว่า “อนาธิปไตย” ภายใต้คำแก้ตัวว่า เป็นการชุมนุมแบบ สงบ สันติ อหิงสา คงจะสวยหรูเกินไปสำหรับกลุ่มคนพวกนี้เสียแล้ว

วันนี้ประเทศไทยจะต้องเดินหน้า ทั้งด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ไม่ใช่จะให้การเมืองถอยหลัง ไปสู่ยุคป่าเถื่อน ไปสู่ยุคไร้เหตุผล ไปสู่ยุคที่มนุษย์จะเป็นคนไร้ความคิด ใช้แต่พละกำลังห้ำหั่นกันเอง แตกต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน

กลุ่มพันธมารธิปไตยสำคัญตัวผิดว่าเป็นตัวแปรทางการเมือง เพียงเพราะใช้ปฏิบัติการทางการเมืองที่รุนแรง ไม่ต่างอะไรกับสถานะของโจรกบฏปล้นชาติปล้นแผ่นดิน

ทั้งที่ยังบัญญัติและดำรงความคิดเรื่อง การเมืองใหม่ ที่จะให้ ส.ส. มาจากการลากตั้ง 70% และมาจากการเลือกตั้งเพียง 30% ซึ่งถือเป็นการท้าทายอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยอย่างมาก

เป็นการเมืองที่สมควรจะเรียกชื่อเสียงเรียงนามเสียใหม่ว่า “อนาถธิปไตย” เพราะการกระทำที่คิดในลักษณะสำคัญตนผิดว่าเป็นตัวแปรทางการเมือง เป็นความคิดที่น่าอเนจอนาถของคนสิ้นคิดเสียจริงๆ


พันธมิตรฯ เหิมเกริม ปลุกระดมเด็กป่วน ม. ธรรมศาสตร์

พันธมิตรฯ ป่วนหนัก ปลุกระดม นิสิต-นักศึกษาจากจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ เกษตรฯ รังสิต หลายร้อยคน เตรียมเคลื่อนขบวนดาวกระจายไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เวลา 16.00 น.

ตัวแทนนิสิต-นักศึกษาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีตัวแทนจากหลายมหาวิทยาลัย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ขึ้นประกาศบนเวทีพันธมิตรฯ ณ ทำเนียบรัฐบาลเพื่อประกาศยุทธศาสตร์ วันนี้กลุ่มนิสิต-นักศึกษาจะเริ่มยุทธศาสตร์ดาวกระจายเพื่อปลุกกระแสความสนใจในสถานการณ์บ้านเมืองในหมู่นิสิต-นักศึกษา

ทั้งนี้ นายวสันต์ วานิชย์ ผู้ประสานงานของกลุ่มนิสิต-นักศึกษา อ้างว่า การดาวกระจายครั้งนี้ของกลุ่มนิสิต-นักศึกษาจะใช้ชื่อยุทธศาสตร์ว่า “ล้อม-ยึด-จุด” กล่าวคือ การล้อมด้วยปัญญา ยึดความถูกต้อง และจุดประกายทางปัญญา โดยในวันนี้มีจุดหมายอยู่ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยสถานที่ในการดาวกระจายจะอยู่ที่กองกิจกรรมนักศึกษา ตึกใหม่

“การนัดรวมพลในวันนี้มี นิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 100 คน นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรังสิต เกือบ 100 คนเข้าร่วมแล้ว โดยเราจะรวมตัวกันประมาณ 14.30 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่จะเดินทางไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตไม่เกินเวลา 16.00 น.” กลุ่มนิสิต-นักศึกษากล่าว

สำหรับเนื้อหาในการปราศรัยในช่วงดาวกระจายนั้น กลุ่มนิสิต-นักศึกษา กล่าวอ้างว่าใช้ ความนุ่มนวล อหิงสา สันติ โดยจะเน้นเนื้อหาทางด้านวิชาการ โดยเนื้อหาหลักๆ คือ จะเน้นสนับสนุนการงดใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นสะท้อนสิ่งที่นายกรัฐมนตรีกล่าวคำยั่วยุ รวมถึงการสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเข้าทำร้ายกลุ่มพันธมิตรฯ และทำลายเวที และทรัพย์สินของกลุ่มพันธมิตรฯ ณ บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนินด้วย

อดีต ทรท.ปลุกพลังเงียบต้าน พธม.

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 กล่าวถึงสถานการณ์ ความวุ่นวายจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ขณะนี้ลุกลามขยายวงไปทั่วประเทศ ในขณะนี้ ว่า สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯ ทำอยู่ขณะนี้ ไม่เคารพกติกาของบ้านเมืองกระทบต่อคนส่วนใหญ่มากมาย โดยเฉพาะเรื่องปากท้อง นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศต่างหนีหมด เม็ดเงินที่ลงทุนไปแล้วก็สูญเปล่า นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาช่วงปลายปี และนำรายได้ลงไปสู่ประชาชนทุกระดับจะหายไปเป็นหมื่นๆล้าน ขอถามว่าคนไทยทั้งประเทศที่เป็นเจ้าของประเทศจริงๆ จะยอมให้พวกที่ทำอะไรก็ได้ตามใจเป็นพวกคณาธิปไตยทำเช่นนี้ได้หรือ คนไทยจะยอมอยู่ในประเทศที่เป็นอย่างนี้หรือ ขอเรียกร้องให้คนส่วนใหญ่ของประเทศออกมาบอกถึงความต้องการของท่านว่าต้องการอะไร ต้องการจะให้รัฐบาลจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร รัฐบาลจะได้มีความชอบธรรมในการแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ โดยอาจจะแสดงออกโดยการแสดงความเห็นผ่านเอสเอ็มเอส หรือลงคะแนนโหวตในเวทีที่มีการโหวตในประเด็นที่พวกท่านเดือดร้อนและต้องการ หรือจะรวมตัวตั้งกลุ่มขึ้นมาเปิดโต๊ะเปิดลงรายชื่อประชาชนบอกให้ พธม.เลิกเสียที หยุดเสียทีที่ทำความเดือดร้อนให้คนทั้งประเทศ

จวกตั้งกติกาบ้าบอดึง ปชต.ถอยหลัง

นายพงศ์เทพกล่าวว่า ทั้งนี้ตนไม่ได้ติดต่อกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แต่เชื่อว่าท่านคงติดตามสถานการณ์จากข่าวที่ออกไปทั่วโลกด้วยความห่วงใยในฐานะคนไทยคนหนึ่งสำหรับการเรียกร้องของ กลุ่มพันธมิตรฯที่ต้องการขับไล่นายกฯและรัฐบาลออกไปนั้นไม่มีความชอบธรรมอยู่แล้ว และโดยวิธีการที่ใช้ก็รุนแรงและผิดกฎหมาย ต้องตั้งคำถามว่าคนไทยทั้งประเทศจะฝากอนาคตเอาไว้กับกลุ่ม พธม.ไม่กี่คนที่แต่ละคนล้วนมีปูมหลังได้อย่างไร และต้องถามว่าถ้าเรายอมปล่อยให้คนเหล่านี้ซึ่งเป็นคนกลุ่มเล็กๆเที่ยวไล่บีบให้รัฐบาลออก ทำแบบนี้ได้อีกหน่อยคนอื่นก็ทำอย่างนี้ได้เหมือนกัน แล้วเราจะมีการเลือกตั้งทำไม จะมีรัฐบาลชุดไหนที่อยู่ได้ภายใต้กติกาบ้าๆบอๆอย่างนี้ เท่าที่ดูพฤติกรรมของ พธม. คนเหล่านี้พยายามดึงการปกครองของไทยให้ถอยหลังไปไกลจากระบอบประชาธิปไตยไกลมากขึ้น ยิ่งมาเสนอรูปแบบการเมืองใหม่ เลือกตั้ง 30 แต่งตั้ง 70 มันจวนจะแย่กว่าปี พ.ศ.2475 อยู่แล้ว

กลุ่มหนุน รบ.ก่อหวอดพิทักษ์ ปชต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ส.ค. มีรายงานจากหน่วยข่าวด้านความมั่นคง เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เริ่มมีกระแสความไม่พอใจกลุ่มพันธมิตรฯเริ่มเคลื่อนไหวก่อตัวออกมาเรื่อยๆ โดยใน กทม.นั้น ทางกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปช.) ที่ได้นัดรวมพลเป็นวันแรก ตั้งแต่ช่วงบ่ายที่ท้องสนามหลวง โดยในเบื้องต้นคาดว่าการชุมนุมของ นปช.ในวันแรกอาจจะมีคนออกมาชุมนุมไม่มากนักประมาณ 2,000-3,000 คน แต่หลังจากนั้นไปคงจะมีกลุ่มมวลชนอื่นๆที่ไม่พอใจกลุ่ม พธม.เช่นกันทยอยออกมาร่วมชุมนุมเพิ่มมากขึ้นอีก รายงานข่าวแจ้งว่าขณะที่ในพื้นที่ต่างจังหวัดที่เป็นจังหวัดซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคพลังประชาชน ทั้งในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง กว่า 20 จังหวัด ก็เริ่มมีการเตรียมเคลื่อนไหวของกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลจะออกมาจัดการชุมนุมอยู่ในพื้นที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด เพื่อเรียกร้องการรักษาระบอบประชาธิปไตยและสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในเบื้องต้นคาดว่าจะมีมวลชน ร่วมชุมนุมจังหวัดละ 5,000 คน โดยจะมีการจัดกิจกรรมต่อต้านการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของกลุ่ม พธม. และจัดเตรียมกำลังเพื่อออกไปปกป้องสถานีวิทยุกระจายเสียงสนามบิน หรือสถานที่สำคัญๆ ที่คาดว่ากลุ่ม พธม.ในแต่ละจังหวัดจะบุกเข้าไปยึดอีกด้วย

นปช.ผุดเวทีสนามหลวง-หมอชิต 2

ด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มต้านพันธมิตรฯ ซึ่ง มีการประกาศนัดชุมนุมในวันที่ 30 ส.ค. เช่นกันนั้น ปรากฏ ว่า ที่ฝั่งท้องสนามหลวง ฝั่งสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งมีนายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายชิณวัตร หาบุญพาด นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท เป็นแกนนำ ได้เปิดเวทีปราศรัยขนาดใหญ่ ประกาศตัวต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตั้งแต่เวลา 16.00 น. โดยเนื้อหาปราศรัยส่วนใหญ่โจมตีการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ว่ามีเจตนาก่อกบฏล้มล้างรัฐบาลที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์มีอำนาจ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางประชาชน ที่ให้การสนับสนุนใส่เสื้อสีแดง และเสื้อสีฟ้านับพันคน ทยอยเดินทางมาร่วมชุมนุม และร่วมลงชื่อแสดงความคิด เห็นไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯ บุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล และสนับสนุนการทำงานของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี บริหารประเทศกันอย่างคึกคัก ขณะเดียวกันที่ริมรั้วด้านนอกประตูทางออก สถานีขนส่งหมอชิต 2 ถนน กำแพงเพชร2 ในเวลา 17.00 น. ก็มีกลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นวิทยุชุมชน คลื่นวิทยุ 94.75 เมกะเฮิรตซ์ ประมาณ 10 คน มาตั้งเวทีชั่วคราวขนาดย่อมขึ้นปราศรัยเชียร์นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และสนับสนุนรัฐบาล พร้อมกับกล่าวโจมตีกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน โดยมีวินมอเตอร์ไซค์และประชาชนให้ความสนใจนั่งฟังประมาณ 50 คน มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางซื่อ 10 นายคอยดูแลความเรียบร้อย

นัดรวมพลร่วมจับ 9 พธม.

ต่อมาเวลา 20.00 น. นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้นำ นปก.1 ได้ขึ้นเวทีต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวกับผู้มาฟังการปราศรัยที่ท้องสนามหลวง ถึงแนวทางต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ ว่ากำลังหารือกับผู้นำองค์กรและเครือข่าย นปก. ผู้รักประชาธิปไตย กว่า 40 องค์กร ว่าจะร่วมกันดำเนินการเคลื่อนไหวในนาม นปช. หรือแยกกัน เคลื่อนไหวใช้กลยุทธ์ดาวกระจาย เพื่อจับแกนนำกบฏต่อประชาธิปไตยทั้ง 9 คน มานำดำเนินคดีตามกฎหมาย ปกป้องระบอบประชาธิปไตยของประเทศ และคาดว่าจะเปิดเวทีต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 19 ก.ย. ซึ่งจะมีการจัดงานรำลึก 2 ปีรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 จากนั้น นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข หนึ่งในแกนนำ นปก.2 ได้ขึ้นเวทีประกาศเชิญชวนประชาชนไปร่วมให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และปกป้องสถาบันนิติบัญญัติด้วยสองมือเปล่าที่บริเวณหน้ารัฐสภา ร่วมกับกลุ่มพี่น้องประชาชนจากภาคเหนือและภาคอีสาน ตั้งแต่เวลา 07.00 น. วันที่ 31 ส.ค. โดยขอให้ทุกคนที่จะไปร่วมชุมนุมอดทนและอดกลั้นต่อการยั่วยุของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างถึงที่สุด

ธรรมยาตราบุกบ้านนายกฯ

อย่างไรก็ดี มีรายงานว่า ที่บริเวณปากซอยนวมินทร์ 83 ถนนนวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม. ทางเข้าบ้านนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม เมื่อเวลา 21.00 น. กลุ่มธรรมยาตราประมาณ 10 คน นำโดยนายสมาน ศรีงาม ประธานคณะธรรมยาตรากอบกู้ผืนแผ่นดินไทยในกรณีเขาพระวิหาร-มณฑลบูรพา พร้อมพระสงฆ์ 1 รูป เดินทางไปยื่นหนังสือผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลาดพร้าว ที่รักษาการณ์อยู่บริเวณปากซอย เพื่อมอบให้แก่นายสมัคร โดยนายสมานกล่าวว่า เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองเข้าสู่มิคสัญญี แผ่นดินลุกเป็นไฟ กำลังพัฒนาไปสู่สงครามกลางเมือง เพื่อยุติปัญหาดังกล่าว พวกตนจึงขอเรียกร้องนายกฯ ถวายคืนอำนาจแด่ในหลวง หลังจากนั้นทั้งหมดนั่งลงสวดมนต์ใช้เวลาประมาณ 15 นาที จึงเดินทางกลับ

สั่งยำ ตร.แฝงตัวอุ้มแกนนำ

ด้านเวทีพันธมิตรฯนั้น นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ขึ้นประกาศบนเวทีด้วยความดุดันว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ได้ส่งตำรวจสันติบาล 9 ชุดมาแฝงตัวในกลุ่มผู้ชุมนุม และวางแผนให้ นปก.คอยป่วนสถานการณ์ ให้พวกเราเผลอเพื่อฉวยโอกาสเข้าอุ้มแกนนำพันธมิตรฯ ดังนั้น เราต้องระวังให้ดี หากมีคนจำนวนมากไปห้อมล้อมและฉุดยื้อแกนนำ ให้เข้าไปถล่มแบบไม่ต้องยั้ง เพราะหลังจากนั้นก็จับมือใครดมไม่ได้ ขอให้สันติบาลทั้ง 9 ชุดออกจากพื้นที่ชุมนุมเพราะเราจะส่งอดีตนายตำรวจสันติบาลเข้าไปตรวจ หากจับได้จะโดนรุมสกรัมมากหนักกว่าแน่ และเมื่อวันที่ 29 ส.ค. เวลา 21.00 น. พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุวรรณเภสัช และ พล.ต.ท.ชัชจ์ กุลดิลก ได้ไปประชุมวางแผนจับกุมแกนนำและสลายการชุมนุมที่ บก.ตชด.1 คลอง 6 จ.ปทุมธานี ซึ่งเรารู้ดี

นปช.ชี้ 9 แกนนำ พธม.กลัวถูกจับ

เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่บริเวณหน้ารัฐสภาและที่ท้องสนามหลวงในช่วงเย็น ซึ่งกลุ่ม นปช.ยังปักหลักชุมนุมปราศรัยให้กำลังใจรัฐบาลและโจมตี 9 แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์อย่างต่อเนื่องและดุเดือด โดยมีการให้เวลา 7 วัน กลุ่มพันธมิตรฯต้องยุติการชุมนุมยึดสถานที่ราชการ และสนามบินทั่วประเทศ มิฉะนั้นจะต้องไปหาแผ่นดินใหม่อยู่ ขณะที่ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ก็กล่าวท้าทายให้ 9 แกนนำพันธมิตรฯ ออกมาดีเบตกันผ่านสถานีโทรทัศน์ แต่เชื่อว่าทั้งหมดจะไม่กล้าออกมาเพราะกลัวถูกจับตามหมายจับ พร้อมกันนี้ก็ได้เรียกร้องกลุ่มพลังเงียบทั่วประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาแสดงพลังถือป้ายประณามกลุ่ม พันธมิตรฯ และสนับสนุนรัฐบาลอย่างน้อยวันละ 1 ชม. เป็นประจำทุกวัน

พลังอีสานจี้ ตร.จัดการคนทำผิด

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในหลายจังหวัดภาคอีสาน อาทิ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี นครราชสีมา ร้อยเอ็ด ฯลฯ ก็มีประชาชนจากอำเภอต่างๆจำนวนมาก นำโดยผู้นำชุมชนและนักการเมืองพรรครัฐบาล ออกมาชุมนุมถือป้ายให้การสนับสนุนนายสมัคร สุนทรเวช ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อไป และเรียกร้องให้รัฐบาล ใช้กฎหมายดำเนินการกับกลุ่มบุคคลที่ละเมิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด รวมถึงให้กำลังใจตำรวจให้ปฏิบัติหน้าที่รักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อความสงบของประเทศ ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯยุติการชุมนุมเช่นกัน หากไม่หยุดก็จะเดินทางเข้ากรุงมาขับไล่


นายกรัฐมนตรีไม่ยอมให้สัมภาษณ์สื่อตลอดช่วงเช้าวันนี้


ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี วันนี้ (1 ก.ย.) ว่า ช่วงเช้า นายสมัครเดินทางไปยังอาคารชาลเลนเจอร์ เมืองทองธานี เพื่อเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในงาน ITU TELECOM ASIA 2008 ซึ่งเป็นการแสดงมหกรรมเทคโนโลยีสื่อสารระดับแนวหน้า ท่ามกลางการเกาะติดจากสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด แต่นายกรัฐมนตรีไม่ยอมให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน

ต่อมาเวลา 13.15 น. นายกรัฐมนตรีได้เดินทางออกจากเมืองทองธานี ขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าไปยังสะพานซังฮี้ โดยขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนไม่ให้ติดตาม เพราะจะไปทำธุระส่วนตัว แต่มีรายงานข่าวว่านายกรัฐมนตรีไปรับประทานอาหารกลางวัน จากนั้นอาจเข้ามาประชุมร่วม 2 สภาเพื่อพิจารณาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นการลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากร จาก 10 ประเทศ ที่รัฐสภา. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-01 14:48:56


"จงรัก" ชี้เหตุวางระเบิดป้อมตร.แค่สร้างสถานการณ์ให้วุ่นวาย


จงรัก ชี้เหตุลอบวางระเบิดป้อมตำรวจเป็นฝีมือของมือที่สาม ไม่ได้มุ่งหวังต่อชีวิต แค่สร้างสถานการณ์ให้บ้านเมืองวุ่นวาย พร้อมกำชับไม่ให้ใช้ความรุนแรง

พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร. ในฐานะรักษาการ ผบช.น. ได้เดินทางมาที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมเรียกประชุมนายตำรวจระดับ รองผบช.น.และผู้บังคับบัญชาทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของผู้ชุมนุม พร้อมระบุว่าหลังได้รับมอบหมายให้มาดูแลสถานการณ์และควบคุมการสั่งการดูแลความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อยของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น ขอยืนยันว่าจะยึดหลักตามนโยบายของนายกฯ ที่ประสงค์จะไม่ให้เกิดความรุนแรง และจากนี้ไปจะไม่ให้ตำรวจถือกระบอง หรืออาวุธอื่น ๆ จะมีเพียงโล่ห์กำบังอันเดียวเท่านั้น และมีการปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่ให้นุ่มนวลมากขึ้น ไม่ใช้ความรุนแรง

ทั้งนี้ เชื่อว่าจะสามารถดูแลสถานการณ์ได้ และมอบหมายให้พล.ต.ต.สุชาติ เหมือนแก้ว รองผบช.น. เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ที่ผ่านมาตนก็เติบโตมาจาก บช.น. การกลับเข้ามาดูแลพื้นที่ตรงนี้คงไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก เพระเคยอยู่มาก่อน วันนี้ก็ถือปากกามาด้ามเดียว เซ็นคำสั่งการได้เลย ส่วนกรณีผู้ชุมนุมระบุจะมีการตัดน้ำ ตัดไฟ ส่งผลกระทบต่อการทำงานต่อตำรวจหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงวานทราบจากทางสื่อฯ แต่อยากขอร้องว่าอย่าได้ทำเลย เพราะจะทำให้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน ตำรวจคงไม่กระทบเท่าไหจงรัก ชี้เหตุลอบวางระเบิดป้อมตำรวจเป็นฝีมือของมือที่สาม ไม่ได้มุ่งหวังต่อชีวิต แค่สร้างสถานการณ์ให้บ้านเมืองวุ่นวาย พร้อมกำชับไม่ให้ใช้ความรุนแรง

พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร. ในฐานะรักษาการ ผบช.น. ได้เดินทางมาที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมเรียกประชุมนายตำรวจระดับ รองผบช.น.และผู้บังคับบัญชาทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของผู้ชุมนุม พร้อมระบุว่าหลังได้รับมอบหมายให้มาดูแลสถานการณ์และควบคุมการสั่งการดูแลความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อยของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น ขอยืนยันว่าจะยึดหลักตามนโยบายของนายกฯ ที่ประสงค์จะไม่ให้เกิดความรุนแรง และจากนี้ไปจะไม่ให้ตำรวจถือกระบอง หรืออาวุธอื่น ๆ จะมีเพียงโล่ห์กำบังอันเดียวเท่านั้น และมีการปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่ให้นุ่มนวลมากขึ้น ไม่ใช้ความรุนแรง

ทั้งนี้ เชื่อว่าจะสามารถดูแลสถานการณ์ได้ และมอบหมายให้พล.ต.ต.สุชาติ เหมือนแก้ว รองผบช.น. เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ที่ผ่านมาตนก็เติบโตมาจาก บช.น. การกลับเข้ามาดูแลพื้นที่ตรงนี้คงไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก เพระเคยอยู่มาก่อน วันนี้ก็ถือปากกามาด้ามเดียว เซ็นคำสั่งการได้เลย ส่วนกรณีผู้ชุมนุมระบุจะมีการตัดน้ำ ตัดไฟ ส่งผลกระทบต่อการทำงานต่อตำรวจหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงวานทราบจากทางสื่อฯ แต่อยากขอร้องว่าอย่าได้ทำเลย เพราะจะทำให้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน ตำรวจคงไม่กระทบเท่าไหร่ เพราะมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว จะมีก็ผลกระทบต่อ รพ.ตำรวจบ้าง เพราะมีผู่ป่วยเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่นั่น

พล.ต.อ. จงรัก กล่าวถึงเหตุลอบวางระเบิดป้อมตำรวจเชิงสะพานประชาเกษม ว่า เชื่อว่าเป็นการกระทำของมือที่สาม แต่ไม่ได้มุ่งหวังต่อชีวิต ต้องการสร้างสถานการณ์ให้บ้านเมืองวุ่นวาย และไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นกล่มไหน อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง ได้มอบหมายให้ ผู้กำกับการ สน.นางเลิ้ง ดำเนินการในส่วนนี้แล้ว

ร่ เพราะมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว จะมีก็ผลกระทบต่อ รพ.ตำรวจบ้าง เพราะมีผู่ป่วยเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่นั่น

พล.ต.อ. จงรัก กล่าวถึงเหตุลอบวางระเบิดป้อมตำรวจเชิงสะพานประชาเกษม ว่า เชื่อว่าเป็นการกระทำของมือที่สาม แต่ไม่ได้มุ่งหวังต่อชีวิต ต้องการสร้างสถานการณ์ให้บ้านเมืองวุ่นวาย และไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นกล่มไหน อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง ได้มอบหมายให้ ผู้กำกับการ สน.นางเลิ้ง ดำเนินการในส่วนนี้แล้ว


นักวิชาการเตือนอย่าหลงกลม็อบยั่วยุให้เกิดปะทะ

กลุ่ม “นักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี” วิเคราะห์การขยายตัวของพันธมิตรฯ เป็นเพราะมีคนจงใจให้ความวุ่นวายขยายตัวนำไปสู่การรัฐประหาร เจตนาล่อลวงให้ผู้บริสุทธิ์ออกไปประจันหน้าจนเกิดการปะทะ แถมยังมีการระดมแนวร่วมเพิ่มความโกลาหลในบ้านเมือง ชี้องค์กรประชาธิปไตยก็สามารถชุมนุมได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องไม่อยู่เหนือกฎหมายอย่างพันธมิตรฯ

รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแกนนำกลุ่มนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี กล่าวเพิ่มเติมในคำแถลงการณ์ของกลุ่มนักวิชาการภายหลังจากงานสัมมนาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ ว่าจากการวิเคราะห์ภาพเหตุการณ์ที่นายวัชระ เพชรทอง อดีตนักต่อสู้จากรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง นำมาให้สถานีโทรทัศน์ NBT เผยแพร่นั้น พบข้อสรุปว่ารัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงถือนโยบายที่ไม่ใช้ความรุนแรง แม้ว่าจะมีกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นายในภาพใช้กระบองตีผู้ชุมนุม แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งแถวถือโล่ไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่าได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา

และยังวิเคราะห์ถึงการขยายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ประการแรกผู้ที่อยู่เบื้องหลังพันธมิตรฯ มีเจตนาที่จะใช้ความวุ่นวาย จลาจลนำไปสู่การยึดอำนาจ ประการที่สองระดมแนวร่วม เช่น กลุ่มพนักงานรัฐวิสาหกิจ ให้ออกมารวมตัวกันเคลื่อนไหว ซึ่งนำไปสู่ความวุ่นวายในวงกว้าง

และประการสุดท้ายคือองค์กรประชาธิปไตยสามารถชุมนุมโดยปราศจากอาวุธได้เพราะเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลก็สามารถทำได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายไม่ควรใช้ความรุนแรงเลียนแบบกลุ่มพันธมิตรฯ

รศ.ดร.วรพล กล่าวว่าที่ออกมาเสนอข้อสรุปนี้ให้สังคมทราบ เนื่องจากกลุ่มพันธมิตรฯ จะออกมายับยั้งประชาชนที่จะออกมารวมสนับสนุนรัฐบาล และพยายามดิสเครดิตรัฐบาล ทั้งนี้ได้วิเคราะห์ต่อไปอีกว่ารัฐบาลเองก็ต้องการเห็นเหมือนกันว่าประชาชนจะออกมาสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากเสียงของประชาชนมากที่สุดหรือไม่

ทั้งนี้ ในวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา กลุ่มนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.) นำโดย รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ผศ.เสถียร วิพรมหา ได้ออกแถลงการณ์ 2 ฉบับ ตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมของพันธมิตรฯ เรื่องแรก “กรณีการบังคับคดีรื้อถอนเวทีพันธมิตรฯ สะพานมัฆวานรังสรรค์ เมื่อวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2551 และการขัดขวางการรื้อถอน” ระบุว่านักวิชาการ คปส.ศึกษาภาพเหตุการณ์การบังคับรื้อถอนและการขัดขวางการรื้อถอนเวทีพันธมิตรฯ ข้างต้น โดยอาศัยเทปบันทึกภาพเหตุการณ์ ที่นายวัชระ เพชรทอง นำไปให้สถานีโทรทัศน์ NBT แพร่ภาพในรายงานข่าวภาคดึกเมื่อคืนที่ผ่านมา นักวิชาการ คปส. ใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบวิธีวิจัยทางนิเทศศาสตร์ตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง ได้ข้อสรุปการวิเคราะห์ความจริงว่า

1. ภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏในบันทึกเทปข้างต้นยืนยันว่า รัฐบาลและสำนักงานตำรวจ
แห่งชาติ (สตช.) ใช้อำนาจสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการบังคับคดีรื้อถอนโดยไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการใช้อาวุธหรือความรุนแรงนอกเหนือไปจากการใช้โล่กำบังผลักดันประชาชนให้ถอยร่น

2. ภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการ 1 คน (จากจำนวนตำรวจชุดปฏิบัติการทั้งหมดประมาณ 400 นาย) กระทำการแตกต่างไปจากเจ้าหน้าที่ตำรวจคนอื่นๆ ตามข้อ 1 ข้างต้น ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้บังคับบัญชาควรสอบสวนข้อเท็จจริงแถลงต่อสาธารณชน เพื่อป้องกันการยุยงก่อความไม่สงบโดยกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อประชาชนต่อไป

ขณะเดียวกันก็มีแถลงการณ์เรื่อง “ข้อแนะนำต่อองค์กรภาคประชาชนเพื่อรักประชาธิปไตย
และการหลีกเลี่ยงยุทธวิธีสงครามกลางเมืองแบบพันธมิตรฯ” มีความว่า

1.ข้อเท็จจริงตั้งแต่การบุกยึดสถานที่ราชการและการบุกขัดขวางการทำงานของ NBT
ตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา ส่อแสดงถึงเจตนาในการก่อการจลาจล ซึ่งขณะนี้มีแกนนำรัฐวิสาหกิจจำนวนหนึ่งเข้าร่วมในหลายจังหวัดร่วมกับเครือข่ายแกนนำพันธมิตรฯ ที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาล

2.สภาพการณ์ตั้งแต่เช้าวันนี้จนถึงปัจจุบันแสดงถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะล่อลวง
กลุ่มประชาชนผู้บริสุทธิ์และกลุ่มองค์กรผู้คัดค้านพันธมิตรฯ ให้บันดาลโทสะ เคลื่อนไหวออกไปทำลายสถานที่ราชการและเข้าปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อเป็นข้ออ้างป้ายความผิดตั้งแต่ต้นให้แก่กลุ่มบุคคลที่พันธมิตรฯ เห็นว่าเป็นปฏิปักษ์ขัดขวางความพยายามยึดอำนาจของตนและพรรค/พวกที่หนุนหลัง

3. การชุมนุมโดยสงบของประชาชน เพื่อแสดงความเห็นสนับสนุนหรือคัดค้านการกระทำของพันธมิตรฯ อาจกระทำได้ตามกรอบกฎหมายแต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นการตอบโต้ต่อมวลชนกลุ่มอื่นหรือต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหากมีกลุ่มพลังมวลชนที่อ้างว่าตนเป็นฝ่ายประชาธิปไตยเข้ากระทำการรุนแรงต่อมวลชนฝ่ายพันธมิตรฯ จะถือได้ว่าตกเป็นผู้เสียรู้เสียทีต่อฝ่ายพันธมิตรฯ ที่ต้องการให้เกิดการจลาจล หรือการทำลายล้างต่อบุคคลและทรัพย์สินด้วยความรุนแรง



โพลชี้พันธมิตรทำความสุขคนไทยหด


“เอแบคโพล” ผลสำรวจจาก 18 จังหวัด ชี้ชัดความสุขคนไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะคนกรุงมีความสุขมวลรวมต่ำกว่าคนในภาคอื่น พบการเคลื่อนไหวของ “กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย” ทำคนไทยเสียสุขภาพจิต บ่อนทำลายความสัมพันธ์ในสังคมไปจนถึงในครอบครัว

ดร.นพดล กรรณิกา หัวหน้าศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน (ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง ความสุขมวลรวม ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กรณีศึกษาประชาชนคนไทยใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ พระนครศรีอยุธยา ระยอง ปราจีนบุรี สุพรรณบุรี นครราชสีมา สุรินทร์ ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ กระบี่ สุราษฎร์ธานี และพัทลุง จำนวนตัวอย่างที่นำมาวิเคราะห์รวมทั้งสิ้น 2,956 ราย ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 21-30 สิงหาคม 2551

จากการประเมินความสุขมวลรวม เมื่อคะแนนความสุขเต็ม 10 คะแนน พบว่า ทรุดหนักลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 6.30 ในเดือนเมษายน มาอยู่ที่ 5.82 ในงานวิจัยล่าสุด

อย่างไรก็ตาม ยังเป็นค่าความสุขมวลรวมที่สูงกว่าช่วงหลังยึดอำนาจและช่วงที่ประชาชนกว่า 40 จังหวัดของประเทศประสบภัยพิบัติธรรมชาติน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2549 ที่ความสุขมวลรวมของประชาชนตกไปอยู่ที่ 4.86 เท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะสังคมไทย ยังมีปัจจัยบวกอยู่บ้างในเดือนที่ผ่านมา เช่น ความภูมิใจ ดีใจ เรื่องการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และวัฒนธรรมประเพณีไทย

เมื่อจำแนกความสุขมวลรวมของประชาชนคนไทยออกตามภูมิภาคต่างๆ พบว่า ความสุขมวลรวมของประชาชนลดต่ำลงในทุกภูมิภาค โดยประชาชนที่มีค่าความสุขต่ำ ได้แก่ ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือคืออยู่ที่ 5.37 และคนกรุงเทพมหานครมีความสุขต่ำเป็นอันดับรองสุดท้ายคืออยู่ที่ 6.07

ที่น่าพิจารณาคือ ความสุขด้านต่างๆ ของคนกรุงเทพมีค่าความสุขมวลรวมต่ำกว่าประชาชนในภาคอื่นๆ และมีค่าต่ำที่สุด ได้แก่ ความสุขของคนกรุงเทพต่อบรรยากาศขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ กับรัฐบาล โดยมีค่าความสุขต่อบรรยากาศทางการเมืองเพียง 2.39 เท่านั้น ส่วนด้านบรรยากาศความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวพบว่า คนกรุงเทพมีความสุขต่ำกว่าคนในภูมิภาคอื่นๆ เช่นกัน โดยคนกรุงเทพได้ 7.03 ภาคเหนือได้ 7.29 ภาคกลางได้ 7.51 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ 7.11 และภาคใต้มีความสุขต่อความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวสูงสุดคือ ได้ 7.58 คะแนน

นอกจากนี้ คนกรุงเทพมหานครยังมีค่าความสุขมวลรวมที่ต่ำกว่าประชาชนในภูมิภาคอื่นๆ อีกหลายด้าน เช่น “ด้านสุขภาพจิตของคนกรุงเทพ” ได้ 6.01 ภาคเหนือได้ 6.66 ภาคกลางได้ 6.25 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ 6.08 และภาคใต้ได้ 7.02

อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยความสุขครั้งนี้พบว่า ความสุขของสาธารณชนคนไทยภายในประเทศต่อความจงรักภักดีเพิ่มสูงขึ้นจาก 9.28 ในเดือนกรกฎาคมมาอยู่ที่ 9.49 ในเดือนสิงหาคม ในขณะที่ความสุขต่อบรรยากาศของคนภายในครอบครัว ต่อหน้าที่การงาน ต่อสุขภาพกาย ต่อการบริการด้านการแพทย์ ไม่ลดลงเช่นกัน แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ความสุขมวลรวมที่ลดลงและต่ำสุดสามด้านสุดท้ายของประชาชนคนไทยคือ ระดับความสุขต่อสภาวะเศรษฐกิจลดลงจาก 3.83 ในเดือนกรกฎาคมมาอยู่ที่เพียง 2.55 ในการสำรวจครั้งล่าสุด และความสุขต่อบรรยากาศทางการเมืองลดลงจาก 3.99 มาอยู่ที่ 3.41 นอกจากนี้ความสุขต่อความเป็นธรรมในสังคมลดลงจาก 5.54 มาอยู่ที่ 5.16 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม หัวหน้าศูนย์วิจัยความสุขชุมชน ยังได้วิเคราะห์ด้วยสถิติวิจัยพบว่า บรรยากาศขัดแย้งรุนแรงระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ กับรัฐบาลมีผลกระทบต่อความสุขของคนกรุงเทพ ในด้านความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวและความสัมพันธ์ของประชาชนภายในชุมชนอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นเรื่องที่ทุกๆ ฝ่ายต้องเร่งดำเนินการโดยด่วนก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรงบานปลายไปมากกว่าปัจจุบันและหน่วยงานด้านสุขภาพจิตต้องเร่งแนะนำช่วยให้ประชาชนผ่อนคลายความเครียดจากสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น