WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 1, 2008

รธน.50 แค่ชิมอาหารก็ผิด!ประเทศถอยหลัง พ.ศ.2490


คอลัมน์: 1 ปีรัฐธรรมนูญ 50 (3)

จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ตอกย้ำรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นฉบับที่ทำให้การเมืองไทยถอยหลังไปยิ่งกว่าปี 2490 เสียอีก รัฐบาลอ่อนแอ พรรคการเมืองอ่อนแอ สังคมอ่อนแอ ยันต้องแก้ไขด่วนก่อนที่บ้านเมืองจะพังไปมากกว่านี้ พ้อกระบวนการยุติธรรมชอบใช้คำว่า...เชื่อว่า...ทั้งที่ควรจะพิสูจน์ข้อเท็จจริง และบางกรณีมี 2 มาตรฐาน เช่น จับเงิน แต่โดนใบเหลือง ย้ำ 309 นิรโทษกรรมให้กับสถานการณ์ล่วงหน้าไม่ได้

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 พวกเขาพาประเทศย้อนหลังกลับไปประมาณปี 2400 กว่าๆ แต่กว่าเท่าไรนั้นกะไม่ถูก แล้วที่มันเกิดรัฐธรรมนูญ 2550 นั้นเพราะว่า โลกนี้มันบังคับว่าจะประเทศไทยจะปกครองโดยที่ขาดรัฐธรรมนูญไม่ได้ เขาเลยต้องมีรัฐธรรมนูญ ต้องมีเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นต้องถือว่าก้าวหน้ากว่าเมื่อตอน 19 กันยายน 2549 แต่ว่ามันไม่ได้ก้าวหน้าขึ้นมาเป็นปี 2550 นะ แต่มันยังคงเป็นปี 2400 กว่าๆ อยู่ดี

นับจาก 19 สิงหาคม วันที่มีรัฐธรรมนูญ 2550 แต่ละวันๆ มันถอยหลังไปเรื่อยๆ การเมืองไทยนั้นถอยหลังไปเรื่อยๆ ประเทศไทยเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องแปลก คือประเทศอื่นพอพรุ่งนี้มันก้าวหน้าไปอีกขั้น แต่ของเรานั้นพอวันนี้อยู่ตรงนี้ พรุ่งนี้ถอยหลังกลับไปอีกแล้ว เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 เขาบัญญัติไว้อย่างนั้น คือต้องการให้บ้านเมืองมันถอยหลัง ความเป็นประชาธิปไตยมันจะต้องลดน้อยลงเรื่อยๆ อันนี้คือสาระของรัฐธรรมนูญที่หลายๆ คนพยายามพูดกันตลอด

ทำไมผมพูดอย่างนั้น คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาเขียนไว้เพื่อให้อำนาจจะต้องไม่อยู่ในมือของคนที่มาจากการเลือกตั้ง อำนาจที่ได้รับรากมาจากประชาชน จะต้องไม่มีอยู่จริง แต่อำนาจจะต้องไปอยู่กับผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งมาจากข้าราชการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น ฝ่ายตุลาการ ทั้งในรูปที่เป็นองค์กรที่สรรหากันมา ทั้งในรูปที่เป็น ส.ว. ที่สรรหากันมา ซึ่งเชื่อมโยงกันระหว่างข้าราชการที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ฝ่ายตุลาการบางส่วน กับผู้ที่มาจากการสรรหา แล้วให้ผลัดกัน สรรหากันไปสรรหากันมา คืออำนาจอยู่ในมือของกลุ่มคนเหล่านี้ เสร็จแล้วมามีอำนาจในการกำหนดบทบาทในความเป็นมาเป็นไปของบ้านเมือง ผ่านกติกาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และผ่านกลไกที่ถูกรัฐธรรมนูญสร้างขึ้น

องค์กรที่ไม่อิสระหลายองค์กร เกิดขึ้นยังคงทำหน้าที่ด้วยความไม่เป็นอิสระอย่างเข้มแข็งต่อเนื่องมา อันนี้คือสิ่งที่บอกว่าถอยหลัง เพราะว่าองค์กรที่เกิดขึ้นมันไม่มีความเป็นอิสระ คือถ้าอิสระต้องอิสระในความหมายว่า ไม่ใช่ข้าราชการตั้ง ไม่ใช่กองทัพตั้ง ไม่ใช่องค์กรใดองค์กรหนึ่งที่เป็นข้าราชการตั้ง แต่จะต้องมีกระบวนการสรรหามีที่มา แต่ของเรานั้นองค์กรอย่างบางองค์กรที่หยุดทำหน้าที่ไปแล้ว อย่าง คตส. ถึงแม้จะเลิกไปแล้วแต่ก็ยังโอนคดีไปให้ ป.ป.ช. ซึ่ง
ป.ป.ช. มาจากพวกยึดอำนาจเลือกไว้โดยเฉพาะ คัดเลือกเอาไว้เฉพาะคนที่เห็นตรงกับตัวเอง คือต้องการโค่นล้มทำลายกลุ่มการเมืองหนึ่ง เข้ามาเป็น ป.ป.ช. เสร็จแล้วพอถึงเวลาที่จะต้องสรรหาตามรัฐธรรมนูญ เขาไปเขียนบทเฉพาะกาลว่า พวกนี้เป็นต่อไปได้อีกจนกว่าจะครบวาระ บางองค์กร 7 ปี บางองค์กร 9 ปี

เช่น กกต. บอกว่าสรรหามาก่อนแล้ว ง่ายๆ ถ้าองค์กรไหนไม่ลงรอยกับ คมช. เลิกไป องค์กรไหนบุคคลไหนที่เข้ากันได้ ประสานกันดีเป็นมา เสร็จแล้วให้เป็นต่อกันอีก 7 ปี 9 ปี ทำให้องค์กรเหล่านี้หลายองค์กร จริงๆ แล้วไม่ใช่องค์กรอิสระ ในความหมายที่พยายามจะพูดกันว่าต้องมีองค์กรอิสระ ที่เข้ามาตรวจสอบรัฐบาล มันหนักหนากว่าเมื่อตอนที่มีรัฐธรรมนูญปี 2540 มากมายหลายเท่า ที่บอกว่าองค์กรต่างๆ ถูกแทรกแซง แต่ ศาลฎีกาตัดสินให้พระราชกฤษฎีกาของรัฐบาลทักษิณฉบับ 1 ล้มไป สั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับผลการเลือกตั้ง ที่พรรคไทยรักไทยกำลังชนะอยู่ ศาลรัฐธรรมนูญที่บอกว่าถูกแทรกแซง สั่งให้การเลือกตั้งที่พรรคไทยรักไทยชนะเป็นโมฆะ แล้วมาบอกว่าถูกแทรกแซง แต่ตอนนี้มาตั้ง องค์กรประเภทที่ว่า อีกมือหนึ่งถือปืน อีกมือหนึ่งถือปากกาเขียนตั้งกันเลย

ทุกวันนี้ รัฐธรรมนูญ 2550 เดินหน้า กลไกของเขาเดินหน้ามาเรื่อยๆ คตส. ที่ตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะ ทำงานกันไปโดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎหมายพิจารณาคดีความอาญา เช่น ผมไปให้การในฐานะพยาน ผมให้การเสร็จแล้ว ผมจะกลายเป็นผู้ต้องหาได้หรือไม่ เขาบอกว่าได้ แล้วผมถามว่า อ้าว...ถ้าได้แล้วทำไมไม่ให้ผมมีทนาย เขาตอบไม่ได้ แต่ว่าเขาให้มีเจ้าหน้าที่ที่เป็นฝ่ายเลขาฯ ในขณะที่ผมเป็นรองนายกฯ เข้าไปนั่งด้วย เพื่อจะให้ข้อมูล แต่ผมไม่ได้กลัวอะไร เพราะทั้งหมดผมไม่ได้มีปัญหา ผมบอกเขาว่า ผมไม่ได้มีปัญหา คุณถามอะไรมาผมตอบได้ แต่ผมสงสัย ผมถามและขอบันทึกไว้ เพื่อคนอื่นเขามาแล้วเขาอยากมีทนาย แต่คุณไม่ให้มีทนาย แล้วสุดท้ายกลายเป็นผู้ต้องหา ซึ่งตามหลักจะต้องให้มีทนายได้ อย่างนี้เป็นต้น

ยังมีอีกหลายอย่าง เช่น ข้าราชการที่ไปให้การอาจจะถูกบอกว่า คุณต้องให้ความร่วมมือ มิเช่นนั้นจะต้องถูกให้ออกจากข้าราชการ ถูกให้ออก อย่างที่เขาสั่งไปได้ ไอ้เรื่องทำนองนี้คือ ผมพูดนี้พูดในฐานะผู้เสียหาย ผมจะต้องตกไปเป็นจำเลยแล้ว คดีหวยบนดิน เพราะว่าทั้ง ครม. ถูกดำเนินคดี ทั้งๆ ที่สรุปแล้วว่าเงินนั้นไม่ได้มีการเอาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์แม้แต่บาทเดียว แต่จะดำเนินคดี พูดในฐานะผู้เสียหาย เพราะว่าที่คุณสอบกันแบบนี้ผมจะไปร้องกับใครได้ มาไล่ดูแล้ว เป็นอย่างที่ อ.ประสิทธิ์ พูดว่าไปร้องศาลไหน นี่ไม่ได้ว่า คตส. ตรวจสอบโดยผิดหลักกฎหมายวิธีพิจารณาคดีความอาญา เพราะว่าได้รับการคุ้มครองล่วงหน้าไว้โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 309

คือ จะทำผิดกฎหมายอะไรคุ้มครองหมด นี่คือการนิรโทษกรรมล่วงหน้า แล้วมันรวมถึงเรื่องผิดกฎหมายด้วย เวลานี้กลายเป็นว่า คนที่ถูกดำเนินคดีโดย คตส. ไม่รู้ว่าจะไปร้องกับใคร ร้องไม่ได้เพราะว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 309 คุ้มครองล่วงหน้าไว้ เรื่องนี้ก็แปลก ประเทศไทยนี้ย้อนหลังไปลงโทษคนได้ อย่างที่พวกผมโดนมาแล้ว

เสร็จแล้ว พวกที่เชื่อมโยงกับเผด็จการ กลับล่วงหน้าไปคุ้มครอง แต่กับพวกผมย้อนกลับไปลงโทษ แต่พวกเดียวกันนิรโทษกรรมให้ แถมตามไปคุ้มครองให้อีกเรื่อยๆ เลย แบบว่าทำไปเรื่อยๆ เลยตามใจชอบ อันนี้คือรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ผมบอกว่า แต่ละวันการเมืองไทยมันยิ่งถอยหลังลงไปทุกวัน

การยุบพรรคกำลังจะเกิดขึ้น อันนี้มันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่เขาเขียนไว้แล้ว เขาต้องการให้เกิดอย่างนี้ เขายุบพรรคตอนไทยรักไทย ใครๆ ดูจะรู้ว่ามันจะถูกยุบ เขาบอกว่าถ้าไม่ยุบจะยึดอำนาจทำไม กว่าจะยุบได้ต้องสาธยายยาวมาก ใช้เวลาครึ่งวัน ว่า มีนายคนหนึ่ง ที่อ้างว่าเป็น พยานกับคนคนหนึ่งข้างที่ทำการพรรค แล้วพยานคนนั้นบอกว่า หลังจากนั้นขึ้นมาที่ทำการพรรค ไม่มีหลักฐานว่ามาพบใคร แต่เชื่อว่าต้องมาพบแน่ ไม่อย่างนั้นจะมากินข้าวที่ข้างพรรคทำไม

ไปที่กระทรวงกลาโหม เขาเอาวิดีโอมาดูกัน ดูแล้วไม่พบเวลาที่นายคนนั้น คือ พยานที่บอกว่าไปรับเงินจากรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ไม่มีภาพ ไม่มีหลักฐาน แต่เชื่อว่าเนื่องจากไปอยู่นาน ไปนั่งอยู่ที่นั่นนาน ย่อมมีเวลาพอที่จะพบกัน ถามกลับไปอีกว่า ในระหว่างนั้นรัฐมนตรีที่เขาไปพบได้พบกับใครบ้าง เขาก็บอกว่าพบหลายเรื่อง เรื่องงานด้วย แล้วก็มีรอง ผวจ. ทางอีสานคนหนึ่งมาพบ เพื่อจะเชิญไปงานประจำปีอะไรสักอย่าง ตุลาการบอกว่า การมาพบเพื่อจะเชิญไปงานประจำปีนั้น พบกันไม่กี่นาทีก็พอแล้ว ย่อมมีเวลาเหลือที่จะไปพบกับนายคนนั้นอีก อันนี้ก็คือ “เชื่อได้ว่า...”

เสร็จแล้วก็มีนายทหารคนหนึ่งไปให้เงินกรรมการพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ก็บอกว่าทหารนั้นไม่ใช่นักการเมือง ไม่มีวัตถุประสงค์อะไรเพื่อการเมือง ย่อมจะทำเพื่อนายตัวเองที่เป็นนักการเมือง แม้ไม่มีหลักฐานคำสั่ง แต่เชื่อว่ารัฐมนตรีคนนี้เป็นคนสั่ง แล้วรัฐมนตรีคนนี้ใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค เชื่อว่าหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีจะต้องเกี่ยวข้องด้วย อันนี้โยงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งบอกว่า เป็นอันเชื่อได้ว่าพรรคนี้ได้ประโยชน์ เลยสั่งให้ยุบพรรค

คือ ผมเคยอภิปรายในสภามาหลายรอบ เป็นทั้งฝ่ายค้าน ทั้งรัฐบาล แต่คำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญในวันนั้น ถ้าให้พวกผมได้พูดบ้างสัก 2 ชั่วโมง ผมเชื่อว่าประชาชนทั้งประเทศจะเชื่อฝ่ายผม ตอนนั้น ไม่ได้พูด พูดแค่ 10 นาที โทรทัศน์ทุกช่องตัดออกหมดเลย แต่มีบางช่องหลุดมาหน่อยหนึ่ง แต่พอวันหลังจะมาพูดมันไม่ได้แล้ว ที่พูดวันนี้จริงๆ ไม่ได้ต้องการจะรื้อฟื้นเรื่องเก่า แต่พูดเพื่อที่จะเปรียบเทียบให้ฟังว่า อันนั้นต้องชักแม่น้ำทั้ง 5 ใครตามไม่ทัน ฟังจนเคลิ้มไป แต่มาวันนี้ไม่ต้องแล้วครับ ไม่ต้องไปไล่ดูว่าเชื่อว่าอย่างนั้น

อันนี้เชื่อว่าอย่างนี้ ไม่ต้อง แค่บอกว่ากรรมการบริหารคนใดคนหนึ่ง รู้เห็นเป็นใจ หรือปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในการเลือกตั้ง ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นทุจริตการเลือกตั้ง ให้ยุบพรรคการเมืองนั้นเสีย เสร็จแล้วก็บอกว่า ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครอง โดยไม่ใช่วิถีทางแห่งประชาธิปไตยตามที่ได้บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 แล้วก็บอกว่า ในกรณีที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น แล้วให้ตัดสิทธิหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหาร ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมือง 5 ปี นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งยุบพรรคการเมือง

ตอนนี้เลยมีบางท่านออกมาบอกว่า อาจจะเป็นไปได้ที่พรรคถูกยุบ แต่กรรมการอาจจะไม่ถูกเพิกถอนสิทธิ ตอนนี้นักการเมืองหลายคนก็มีความฝันบ้างแล้ว แต่มันเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ ทั้งนั้น ผมเคยพูดมานานแล้วว่า อ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 แล้วเนี่ย ไม่ว่าเอาใครไปเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ต้องยุบพรรคที่ได้ใบแดง และตัดสิทธิการเมืองหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค 5 ปี ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้

อันนี้ไม่ได้พูดว่าอยากให้เป็นแบบนี้ แต่รัฐธรรมนูญมันเขียนแบบนี้ คนบอกว่าพรรคพลังประชาชนยุบไหม ถูกเพิกถอนสิทธิไหม ผมบอกเลยว่า ถูกถอนสิทธิล้านเปอร์เซ็นต์ ส่วนพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาฯ ไม่ถึงล้านเปอร์เซ็นต์ เพราะรัฐธรรมนูญมันเขียนไว้แบบนี้

มีอยู่คนหนึ่ง รองหัวหน้าพรรค พรรคการเมืองหนึ่ง ไปโดนใบแดง อีกคนหนึ่งกรรมการพรรค อีกพรรคการเมืองหนึ่ง ถูกเอาไปโยงกับแม่ค้า ซึ่งบอกว่ามีการไปซื้อเสียง ไปเป็นหัวคะแนนให้ มีเงินกว่าหมื่นบาท แต่ในวันที่ใกล้ๆ กันมีบางพรรคถูกจับได้ว่าไปใช้เงินกว่า 1 ล้านบาท ได้แค่ใบเหลือง แต่แม่ค้าคนที่ว่าอยู่ชัยนาท ถูกจับหมื่นกว่า กรรมการบริหารพรรคคนนั้นได้ใบแดง มันไม่มีหลักเกณฑ์เรื่องความหนักเบา มันอยู่ที่ว่าจะได้เสียง 4 เสียงจาก กกต. หรือเปล่า เอาง่ายๆ แค่ 500 บาทก็โดนใบแดงได้ ถ้า กกต. ลงมติ 4 ใน 5 เสียง

แล้วเมื่อแดงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ก็ยุบพรรค พอยุบพรรคเสร็จเกิดอะไรขึ้น จากคน 3 คน ส่งผลทำให้นายกรัฐมนตรีที่ประชาชนเลือกตั้งมากว่า 10 ล้านคน ต้องพ้นจากการเป็นนายกฯ คณะรัฐมนตรีต้องออกตามไปด้วย เสร็จแล้วนายกฯ และรัฐมนตรีส่วนใหญ่ถูกเพิกถอนสิทธิเป็นเวลา 5 ปี เกิดการเลือกตั้งซ่อมอีกหลาย 10 เขต ระหว่างนั้นต้องเลือกนายกฯ ใหม่ เลือกนายกฯ ในตอนนั้นจะรอเลือกตั้งซ่อมหรือไม่ ไม่มีใครรู้ รัฐธรรมนูญไม่ได้ว่าไว้ เพราะตอนร่างต่างฝ่ายต่างเขียน ฝ่ายหนึ่งดูเรื่องยุบพรรค อีกฝ่ายหนึ่งดูเรื่องตั้งนายกฯ ไม่ได้มาเกี่ยวข้องกันเลย ทีนี้พอเลือกนายกฯ ในสภา ได้นายกฯ แล้ว ปรากฏว่าพอหลังเลือกตั้งซ่อมเสร็จ เสียงเกิดเปลี่ยนไป นายกฯ กลายเป็นนายกฯ เสียงข้างน้อย ไม่มีเสถียรภาพอย่างยิ่ง

การเมืองไทยวันนี้ ใครมองเข้ามาเขาก็รู้ว่ามันวุ่นวายไปหมด นายกฯ จะไป ครม. จะไม่รอด ใครจะมาเป็นอีกไม่รู้ มาเป็นแล้วเลือกตั้งกลับเข้ามาใหม่ ยุบพรรคอีก เรื่องมันทำง่าย แค่หาทีมตำรวจไม่กี่คน ตำรวจไปหาผู้ต้องหายาเสพติดมาสักคน แล้วมาต่อรองว่า ให้การว่ากรรมการพรรคสักคนหนึ่งมาซื้อเสียง 500 บาท เท่านั้นได้เสียง กกต. 4 ต่อ 1 ยุบพรรคอีกรอบหนึ่ง

ล่าสุดนี้เห็นข่าวว่า พรรคบางพรรคจะไม่ถูกยุบแล้ว ทำไมถึงไม่ถูกยุบ ทำไมถึงไม่ได้ใบแดง เหตุผลเดียวกับพรรคไทยรักไทย ตอนยุบไทยรักไทยบอกว่า ถ้าไม่ยุบไทยรักไทยแล้วจะปฏิวัติไปทำไม ยึดอำนาจมาเสียแรงเปล่า อันนี้เหมือนกัน อันนี้ต้องไม่ยุบพรรคที่กำลังโดนตรวจสอบอยู่ เพราะถ้ายุบพรรคนี้ เขายึดอำนาจมาเสียแรงเปล่าสิ เหตุผลเดียวกัน

การเมืองไทยต่อไปจะเป็นอย่างนี้ รัฐบาลไทยจะอ่อนแอไปเรื่อยๆ รัฐมนตรีแต่ละคนโดนไปคนละเรื่องสองเรื่อง เมื่อก่อนเราบอกว่า รัฐบาลนี้เอาไว้ไม่ได้ กินอิฐ กินหิน กินปูน เอาไว้ไม่ได้ แต่ เดี๋ยวนี้แค่ชิมก็ไปแล้ว ไม่ได้กินของหลวงนะ แค่ ชิมอาหารเขาเตรียมมาเอง มันถอยหลังแค่ไหนล่ะท่านคิดดูเอาเอง

ผมชอบร้องเพลง “เพลงมนต์การเมือง” ที่เขาร้องว่า กินอิฐ กินหิน กินปูน กินทราย นั่นเมื่อปี 2490 กว่าๆ อันนี้มันย้อนไปไกลกว่านั้นอีก เพราะว่าแค่ชิมก็ไปแล้ว รัฐบาลง่อยเปลี้ยเสียขาไปด้วย เรื่องการต่างประเทศ ทำอะไรไม่ได้อย่างที่ อ.ประสิทธิ์ ว่าไว้ เจรจาอะไรก็ไม่ได้ ต้องมาเข้าสภาก่อน แล้วต่อไปนี้เขาเชิญไปเซ็นเรื่องการป้องกันการก่อการร้าย เรื่องเร่งด่วนมาก กำลังมีผู้ก่อการร้ายบุกเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้รีบเจรจา ปรากฏว่ามีประเทศไทยประเทศเดียวที่ไม่ร่วมเซ็น เพราะว่าเซ็นไม่ได้

ถ้าเซ็นกลับมาถูกถอดถอนทั้ง ครม. ถูกถอดถอนโดยใครล่ะ โดย ส.ว. แค่ขยับเท่านั้น ส.ว. ลงชื่อกันกว่า 100 คนแล้วครับ เพราะว่ามียืนพื้นแล้ว 74 หาอีกไม่กี่คนครบ 100 คน 90 คนถอดถอนได้แล้ว นี่มันแสดงให้เห็นว่า อำนาจมันไม่ได้อยู่ที่ประชาชนเลย เขาเลือกตั้งมากันทั่วทั้งประเทศ สุดท้าย ส.ว. สรรหา 74 คน ซึ่งเขาต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแน่ เพราะว่าการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตย จะต้องยกเลิก ส.ว. ที่มาจากการสรรหา 74 คน เขาต้องยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามอยู่แล้ว หาพวกอีกไม่กี่คน ถอดถอนรัฐบาลได้ โดยไม่ต้องไปดูรายละเอียดอะไร เสียงข้างมากอีกนั่นแหละ ได้ 90 เสียงถอดถอนได้ นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น

ทั้งหมดนี้มันไม่ใช่เป็นอุบัติเหตุอะไรเลยนะครับ แต่มันเป็นเรื่องที่เขาออกแบบมาโดยเฉพาะ ต้องการให้เกิดอย่างนี้ ต้องการให้มีรัฐบาลอ่อนแอ พรรคการเมืองอ่อนแอ ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ ผู้มาจากการเลือกตั้งทั้งหลาย ทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติ ทำอะไรไม่ได้ อยู่ในอุ้งมือของผู้ที่มาจากการสรรหาแต่งตั้ง เป็นคนกำหนดได้หมด ใครจะอยู่ ใครจะไป ใครจะเป็นรัฐบาลต่อไปได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนพวกนี้หมด อันนี้ถึงได้บอกว่ามันถอยหลังไปเมื่อปี 2400 กว่าๆ พรุ่งนี้ถอยหลังกว่าวันนี้ ทีนี้เราจะทำอย่างไร มันไม่มีทางออกอื่น เมืองไทยถ้าจะพัฒนาต่อไปได้ ไม่ใช่ถอยหลังไปเรื่อยๆ ก็คือ จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่แก้ไม่ได้ ไม่แก้จะถอยหลังไปเรื่อยๆ เสียหายไปเรื่อยๆ ยับเยินไปเรื่อยๆ

ทีนี้เขาบอกว่า แก้เมื่อไรเกิดเรื่อง แต่นี่ยังไม่ทันแก้ เขาเป่านกหวีดแล้ว บอกว่า 7 วัน คนกลางๆ ที่เขาไม่อยากเห็นความรุนแรงเขาจะบอกว่า ถ้าอย่างนั้นถอยจะดีกว่าไหม อย่าไปแก้เลยเพื่อเห็นแก่ความสงบของบ้านเมือง ความจริงพูดก็พูดเถอะครับ เข้าใจผิดในข้อเท็จจริง พวกพันธมิตรฯ เขาไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเดียว เดิมทีเข้าบอกว่าเพื่อเล่นงานทักษิณ พอทักษิณออกไปนอกประเทศ เขาประกาศว่าไม่เกี่ยวกับทักษิณ แต่เขาต้องการล้มรัฐบาล ต้องการให้นายสมัครลาออกเสีย เพราะฉะนั้นแก้ไม่แก้เขาเคลื่อนไหวอยู่ดี จนกว่า จนกว่าอะไร จนกว่าพรรคในดวงใจเขาจะมาเป็นรัฐบาล

ถ้าเราไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ข้อเสียที่เห็นชัดๆ ก็คือ 1.บ้านเมืองจะเสียหายไปเรื่อยๆ และในที่สุดวันข้างหน้าสังคมไทย ประชาชนจะเดือดร้อนมาก แล้ววันนั้นทุกคนจะเข้าใจว่าทำไมต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงวันนั้นก็จะเกิดความขัดแย้งในสังคมยิ่งกว่าทุกวันนี้

อีกข้อหนึ่งคือ ถ้าเราไม่แก้ด้วยเหตุผลที่ว่า กลัวว่าพันธมิตรฯ จะมาชุมนุม แล้วจะเกิดความรุนแรง แล้วเราต้องยอมพันธมิตรฯ เท่ากับว่าเราได้ยกประเทศให้กับพันธมิตรฯ ไปแล้ว จะมากำหนดอะไรได้หมด ตกลงประเทศไทยจะปกครองโดยใครกันแน่ เพราะฉะนั้นถ้าเรายังยืนยันในหลักการว่า อำนาจจะต้องอยู่ที่ประชาชน บ้านเมืองต้องเป็นประชาธิปไตย ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ว่าจะแก้อย่างไรที่จะไม่ไห้เกิดความรุนแรง อันนี้ต้องช่วยกันคิดนะครับ


เรื่องน่าร้องไห้ของรัฐบาล ปชต.

คอลัมน์: สนทนาประสาสมัคร

รายการ “สนทนาประสาสมัคร”โดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2551 เวลา 08.30-09.30 น.

ความตอนหนึ่งว่า...ช่วงบ่ายวันนี้สภาจะประชุมร่วมกันเพื่อหาทางออก เป็นอีกหนทางหนึ่งที่น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดหลังจากที่มีการแก้ไขปัญหาผ่านทางอำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการแล้ว ซึ่งจะได้เห็นชัดเจนว่า ส.ส.และ ส.ว. แต่ละคนมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ต้องขอบคุณ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่เสนอแนวทางการประชุม 2 สภาขึ้น ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีเช่นกัน ส่วนสมาชิกกลุ่มพันธมิตรฯ 82 คนที่ถูกขัง เป็นตัวอย่างของการดำเนินการกับผู้กระทำผิดกฎหมาย

เมื่อวานนี้ ไม่เคยนัดแถลงข่าวหลังการเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าสอยู่หัว ที่พระตำหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา ผมไม่เคยนัดแถลงข่าวใดๆทั้งสิ้น และได้บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า จะต้องมีภารกิจไปทำอย่างอื่นต่อ ไม่ใช่ว่าไปเฝ้าฯ แล้วต้องกลับมาแถลง ไม่มีเหตุผล และไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติมาก่อน ตั้งแต่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้เข้าเฝ้าฯ 10 ครั้ง และไม่เคยมีครั้งไหนที่เข้าเฝ้าฯ แล้วจะต้องมาแถลงสื่อมวลชน

กลางคืนก็เหมือนกัน ผมไปถึงหัวหิน เขาจะประชุมกัน ท่าน คุณหมอสุรพงษ์ กับคุณสมชาย จะเป็นตัวแทน ทุกคนเขารู้หมดทั้ง 6 พรรค เขารู้ เขาจะกินข้าวกัน เขาจะปรึกษาหารือกันว่ายังไง ในรายการเขาไม่ได้คิดว่าผมจะไปเลย ไม่ได้นึกว่าผมจะไป แล้วทำยังไงครับ แล้วผมกลับเข้ามาเนี่ย บอกมีคนไปปิดหน้าประตูบ้าน หน้ารั้ว ไปสวดมนต์ปิดซอยเข้าบ้าน ชาวบ้านก็ด่าผมพึมไปเลย แต่ยังมีข่าวอีก จะยกขบวน จะไปล้อมบ้านผม จะไปกดดันที่บ้านผม พอเขาส่งข่าวมาผมก็บอก แล้วยังไง จะกดดัน จะกดที่ประตู หรือกดที่หลังคา จะกดดันผมน่ะ จะเอาไป ก็ เรื่องนั้นไม่ทราบ กำลังหนึ่งมีอะไรเปลี่ยนแปลงไม่ทราบก็เลยตกลงไม่ไป

ผมจะเล่าให้ฟังนะ สมัยผมหนุ่มๆ ผมเป็นประธานปาฐกถาโต้วาที ที่ปรึกษาผมที่เป็นประธานจริงก็คือท่านอาจารย์จินตนา ยศสุนทร ผมเป็นประธานโต้วาที 3 ปีติดต่อกันนะ ปี 04 ปี 05 ปี 06 ผมทำหน้าที่ของผม เรียบร้อยนะครับ แต่ว่าที่จะเล่าให้ฟังก็คือว่า โต้กันไปไอ้โน่นไม่ดี บ้านนอกดีกว่าในกรุง ไอ้โน่นดีกว่าๆ จนเบื่อ ผมก็ตั้งญัตติใหม่ ญัตติทันสมัยครับ แล้วมีคนเถียงกัน เช่นว่า โต้วาทีเรื่อง “ความสวยเป็นภัย” เอ้อ จริง ไม่จริง ความสวยเป็นภัย อ๊ะ เถียงกันสนุกเลยครับ ความสวยเป็นภัย ต่อมาผมก็ตั้ง “ความกลัวทำให้เสื่อม” ความกลัวทำให้เสื่อม นี่ล่ะครับวันนี้ที่จะต้องพูดกันวันนี้ละครับ เรื่องของความกลัวนี่ล่ะครับที่ทำให้บ้านเมืองเกิดความเสียหายกันเนี่ย

ซึ่งการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ได้รับการฝึกถึงขั้นป้องกันการก่อการร้าย แต่กลับปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรฯ บุกเข้าไปยึดสนามบิน จนส่งผลให้เครื่องบินขึ้น-ลงไม่ได้ รวมทั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจที่นัดหยุดงาน คนหยิบมือไปยึดสนามบินภูเก็ต อาวุธไม่มี ผมจะถามว่า รปภ.จ้างไว้ทำไม ปล่อยให้คนพวกนี้ไปปิดสนามบิน

จากที่กลุ่มพันธมิตรฯ เคยประกาศว่าจะใช้ยุทธวิธีอหิงสา ได้เปลี่ยนมาเป็นการใช้ความรุนแรงในปัจจุบัน จนมีผู้ถูกจับกุมเพราะบุกรุกเข้าไปในสถานีโทรทัศน์ โดยก่อนหน้านี้ มีผู้โทรศัพท์มาต่อว่า อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กรณีที่แพร่ภาพกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้าไปบุกปิดล้อมสถานีเอ็นบีที โดยเหตุการณ์ทั้งหมดช่างภาพได้ถ่ายเอาไว้ เพื่อเอาไปเป็นหลักฐานส่งสถานีตำรวจ เพื่อให้ศาลพิจารณาคดีและดำเนินการฝากขังผู้กระทำความผิด ทั้ง 82 คน ทั้งหมดคือสิ่งที่ทำตามตัวบทกฎหมาย เพราะการกระทำเหล่านั้นกระทำเกินกว่าที่คนปกติจะกระทำได้ เป็นเรื่องร้ายกาจอย่างยิ่ง ส่วนเหตุปะทะกันที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล และมีภาพข่าวโดยระบุว่า ตำรวจใช้แก๊สน้ำตากับกลุ่มผู้ชุมนุมว่า ตำรวจได้ยืนยันแล้วไม่ได้เป็นคนลงมือ จึงอาจเป็นมือที่สาม ซึ่งเรื่องยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่สื่อมวลชนกลับเสนอข่าวไปแล้ว ทั้งที่กรุงเทพฯ เพิ่งได้รับการโหวตว่าเป็นเมืองที่น่าเที่ยวที่สุดในโลก ถามว่าวิจารณญาณอยู่ที่ไหน

นอกจากนี้ผมยังรู้สึกเจ็บช้ำ ที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจออกมาร่วมกับพันธมิตรฯ หยุดการทำงานจนทำให้ประชาชนเดือดร้อน

ผมมีสิทธิที่จะแสดงความเห็นว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ การที่สื่อรายงานข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 2 ฝ่ายอย่างเท่าๆกันก็ทำให้บ้านเมืองเสียหายแล้ว เอ็นบีทีถูกด่าว่าเสนอข่าวย้ำทั้งวัน แต่ทีซีเอ็นเอ็นเสนอข่าวย้ำไม่เห็นมีใครด่า ถ้าท่านเป็นเอ็นทีบีจะรู้สึกอย่างไร มีคนปิดหน้าเข้ามาจัดการข่มขู่ สุดท้ายก็บุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลประกาศว่าได้รับชัยชนะแล้ว

โอโห เมื่อคืนนี้ฟัง จส.100 แหมรายงานกันอย่างสนุกสนานเลย จส.100 ผมออกชื่อให้ด้วย ผู้หญิงน่ะ 2 คนคุยกัน พันธมิตรได้บุกทลายประตูเข้าไปแล้ว เปิดประตูเข้าไปอย่างง่ายดาย ตึกสันติไมตรีที่เคยรับแขกบ้านแขกเมืองก็ถือว่า ประชาชนเป็นเจ้าของจะต้องเปิดเข้าไปชมเข้าไปได้ข้างใน ตึกไทยคู่ฟ้าเปิดแล้วให้เข้าไปข้างใน แต่ว่าห้องต่างๆนั้นจะรักษาไว้ให้ 5 เสือนั่นเข้ามาประชุมกัน ไหวไหมครับอย่างนี้

นี่หรือครับอารยะขัดขืน นี่หรือครับมาตรา 63 จุดหมายปลายทางของคนที่ก่อให้เกิดเหตุอยู่ที่ไหน แสดงอำนาจบาตรใหญ่ ส่งคนไปตามไปที่โน่นที่นี่ พันธมิตรทำลายประชาธิปไตยสิครับถูกต้องตรงไปตรงมา บ้านป่าเมืองเถื่อน ไม่มีกฎบัตรกฎหมาย จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ ในที่สุดก็เผยไต๋ว่าอยากให้พรรคการเมืองฝ่ายค้านขึ้นมาเป็นรัฐบาลแทน

แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นใครจึงออกมาประกาศล้มล้างรัฐบาล ตั้งเงื่อนไขจะไม่ยอมยุติการชุมนุมจนกว่านายกรัฐมาตรีจะลาออกจากตำแหน่ง ขณะที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวสารออกไปโดยขาดวิจารณญาณส่งผลให้เกิดความเสียหาย ทั้งที่บางเรื่องไม่เป็นความจริง เช่น ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีไม่ยอมแถลงข่าวตามที่นัดหมายไว้ ผมไม่ได้กลัวกลุ่มพันธมิตรฯ แต่เกรงว่าบ้านเมืองจะเสียหาย

ผมไม่ได้เรียกร้องให้สื่อมาเข้าข้างรัฐบาล แต่ผมบอกเลยว่าถ้ารายงานตรงไปตรงมา ครึ่งที่รายงานครึ่งโน้นก็ทำให้บ้านเมืองเสียหายแล้ว

และแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีสถานะอะไรที่จะมาเรียกร้องให้ผมลาออก แต่เอาความเกลียดชังมาเป็นเหตุ โดยหยิบยกเรื่องต่างๆ มากล่าวหาโดยไม่มีเหตุผล

ผมเป็นรัฐบาลที่มาถูกต้องตามกฎหมาย บริหารบ้านเมืองมา 7 เดือน ผมไม่ได้ทำความผิดเรื่องที่มากล่าวหาว่าทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง ก็ตามตรวจสอบดูสิครับ จะผิดจะถูกยังไงก็เอาสิครับ

เมื่อตอนเขาพระวิหารก็ทีแล้วนะครับ กำลังตึงเครียดเขาพระวิหาร แหม ไปพนมเปญ ไปสัมภาษณ์ สัมภาษณ์ทหาร สัมภาษณ์พลเรือน สัมภาษณ์ให้คนเขมรด่าคนไทย นี่ล่ะครับไอ้ช่อง 6 นี่ล่ะครับ นั่นล่ะเอาปีละ 2 พันล้านนั่นล่ะครับ แล้วงานนี้เป็นไงครับ โอ้โห รายงานทำไม่รู้ไม่ชี้ รายงานกันถี่ยิบ ให้คนรู้ว่าอะไรเป็นอะไรยังไง เห็นไหมครับ เห็นไหมไอ้รายการสัมภาษณ์ ตอบโจทย์ตอบอะไรนั่นน่ะ โอ้โห ใครจะพูดดี ถ้าเข้าข้างทางรัฐบาลปั๊บเลิกทันที แต่ว่าถ้าเผื่อว่าพูดจาด่าก็ไปได้ยาวหน่อย ทำไมจะดูไม่ออกครับ

นั่นล่ะครับไอ้ปากแคบกับปากกว้าง 2 คนนั่นน่ะ โอ้โห พูดจาทำหน้าทำตา หน้าแหกตาแหก เข้าเลย ทางสำนวนใหม่เขาเรียกว่า “อิน” อินเต็มที่เลย เหมือนมีส่วนได้เสียเลยเชียวครับ ผมต้องวิจารณ์ครับอย่างนี้ แล้วเป็นไง NBT ถูกด่า บอกว่าฉายแต่ไอ้ข่าวที่เกิด อ้าว แล้วไอ้คนที่ยังไม่ได้ดูล่ะ ไอ้ CNN ออกยันทั้งวัน 24 ชั่วโมง ไม่มีใครด่า CNN เลย พอ NBT ออกบ้าง โดนด่า หาว่าเอาข่าวย้ำ แล้วถ้าท่านเป็น NBT จะรู้สึกยังไงไหมครับเนี่ย มีคนปิดหน้า เอาปืน เอามีด เข้ามาจัดการ ข่มขู่กันทุกทาง ถามสิครับนักข่าวที่นั่น ถามตวงพร อัศววิไล ถามสร้อยฟ้า โอสุคนธ์ทิพย์ ถามสิ ปากสร้อยปากสั่น เขาโดนน่ะครับ แล้วถามกิตติ สิงหาปัด สิครับเป็นไงไหม เข้าไปดูเหตุการณ์ถ่ายรูปดีๆ ก็ไปนั่งตัวสั่นในรถแท็กซี่ เขย่ารถแท็กซี่ ทำอะไรกันอย่างนี้ครับ เดินถือไม้ถือตะบองกัน หน้าตาถมึงทึงจัดการ สุดท้ายก็บุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล เข้าไปเลยก็ประกาศชัยชนะแล้ว

แล้วเวลานี้ทำเนียบรัฐบาลเป็นยังไงครับ สกปรกเลอะเทอะ โอ๊ย นายกรัฐมนตรีจะมาเอาแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เรื่องสกปรกเลอะเทอะ เรื่องใหญ่บ้านเมืองไม่จัดการ จัดการครับ แต่ว่าผมจัดการผมต้องไม่แถลง มันเป็นเรื่องของภายในดำเนินการ แต่ผมต้องพูดในสิ่งที่เมื่อวานนี้ประกาศแล้วนี่ครับ จะเปิดกันแล้ว ไขประแจ 15 นาทีเปิดได้แล้ว จะพาพวกนั้นเข้าไปชมในตึกทั้งหมดเลย ในห้องรับแขกเมืองก็จะพาเข้าไป ทุกคนเราเป็นเจ้าของบ้านเมืองจะต้องเข้าไปชม เข้าไปหมดเลย แล้วก็ทั้งหมด ห้องสีม่วง ห้องสีงาช้าง จะต้องเก็บเอาไว้ให้ 5 คน มาประชุมกันเท่านั้น

นายพลเอกคนหนึ่งทำหนังสือกราบบังคมทูล เรื่องนี้เป็นเรื่องภายใน ทางไหนจะยังไงก็ตามแต่ คนเขียนจดหมายที่เป็นพลเอกเก่า เคยดูไหมครับว่ารูปร่างที่เขาจะให้กว่า 200 ที่นั่นรูปร่างเป็นยังไง ท่านเคยเห็นรูปแผนที่อเมริกาใต้ไหมครับ ที่เป็นขาเนื้อวัวน่ะ ปลายเล็กทางนั้นใหญ่นะ โคนมันอยู่ติด ถ.ติวานนท์ ปลายเนี่ย 140 เมตร ติดแม่น้ำเจ้าพระยา เหมือนทวีปแอฟริกาใต้นะ แล้วตัดไอ้ตรงแหลมฮอร์นออก ริมน้ำ อยู่ปากเกร็ด นนทบุรี ตรงนี้ซึ่งสมาคมสถาปนิกสยาม บอกชิ้นนี้เป็นชิ้นที่ดีที่สุด ทีแรกประมาณไว้ 119 จริงๆ แล้วได้ 130 เป็นชิ้นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขยายถนน ถอยตรงนั้นให้กว้างขึ้นมาอีกหน่อย ถนนทางขวามือนั้นกว้าง 6 เลน จะมีสะพานข้ามแม่น้ำจากฟากกระโน้นซึ่งมีโครงการอยู่แล้ว แล้วก็จะเป็นรัฐสภาซึ่งอยู่ริมน้ำ อยู่ไม่ไกลจากศูนย์กลางอะไรต่างๆ เขาลงมติอย่างนั้น ทุกอย่างเขาก็ทำของเขาเตรียมการ โอย ไปๆ มาๆ หยิบเอาประเด็นชิ้นนี้เอามากล่าวหา

ถัดไปก็กล่าวหาว่าไม่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ มีการจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปกล่าวหาคนอื่นยังไง จะใส่ไคล้เขาจนเขาจะตาย แต่ผมยืนยันว่าไม่ได้หรอกครับ คุณไม่มีสิทธิ์มาทำอย่างนี้กับผม แล้วผมไม่มีวันยอมให้ใครมาชี้หน้าผมทำอย่างนี้เลย ผู้คนที่อยู่ในแวดวงด้วย 35 คนที่เป็นรัฐมนตรีร่วมคณะ ผมทำให้มันเกิดเหตุในนั้นยังไม่ได้หรอกครับ คนหนึ่งไม่ได้ ผมต้องดูทั้งหมดทุกคน นโยบายทั้งหมด นอกจากไม่ได้เป็นอย่างกล่าวหา ผมยังเคารพเทิดทูนป้องกันยิ่งกว่าคนอื่นๆ ทำด้วย แล้วมานั่งกล่าวหาผมว่าจะล้มล้างสถาบัน หลับหูหลับตาพูดนะ

แล้วราษฎรตาดำๆ อย่างผมจะรู้สึกยังไงครับ เมื่อเวลา ASTV ขอร้องศาลปกครอง ขอคุ้มครองที่จะออกอากาศ ศาลปกครองให้ความคุ้มครอง เวลานี้ผมร้องศาลปกครอง ศาลปกครองบอกสั่งเอกชนไม่ได้ เห็นไหมครับเอกชนมีปัญหา รัฐบาลจัดการ บอกคุณเถื่อน คุณผิดกฎหมาย เขาขอคุ้มครองว่าขอคุ้มครองชั่วคราว ศาลปกครองให้ความคุ้มครองชั่วคราวครับ บัดนี้จะไปร้องศาลปกครอง จะขอร้องว่าขอให้ปิดคุ้มครอง ให้ปิดชั่วคราว เพราะว่านัดหมายผู้คนมาก่อให้เกิดความจลาจลในบ้านเมือง ยังไม่ได้เป็นทางการนะครับ เพราะยังไงยื่นไปก็รู้แล้ว เพราะรู้แล้วว่าคำอธิบายคือศาลปกครองไปสั่งข้างเอกชนไม่ได้ อ๋อ สั่งให้เขาออกอากาศได้นะครับ แต่สั่งให้หยุดออกอากาศไม่ได้ครับ มันน่าร้องไห้ไหมครับอย่างนี้

ถ้าเป็นประชาชนคนธรรมดา ถ้าเป็นหัวหน้ารัฐบาลน่าร้องไห้ไหมครับ ปลุกระดมมาเนี่ย ปลุกระดมคนทั้งบ้านทั้งเมือง นัดหมายกันมา จนกระทั่งคนเข้าใจผิดหมด แล้วก็เรียกระดมกันเข้ามาๆ กันนะ ศาลคุ้มครองให้ทำได้ครับ แต่เราจะยื่นเข้าไป บอกว่าไปสั่งให้เอกชนหยุดน่ะ ศาลปกครองสั่งเอกชนไม่ได้ ไหวไหมครับอย่างนี้

นี่ผมบอกตรงๆ ผมพูดตรงๆ เพราะผมมีหน้าที่รับผิดชอบกับบ้านเมืองนี้ คนพวกนี้เป็นใครจากไหนผมไม่ต้องนึกถึง แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้น กลัวกันหมดนี่ครับ เกรงกันหมด ทั้งกลัวทั้งเกรง หมดแล้วครับ นักการเมืองยังตัดสินใจไปขึ้นเวทีเลยครับ แปลว่าคนฟากโน้นมีโอกาสจะชนะถูกไหมครับ มีโอกาสจะยึดบ้านเมืองนี้ได้ใช่ไหมครับ ไม่ได้หรอกครับ เพราะทางฝ่ายทหารเขาบอกแล้วว่าเขาไม่ยั่น ผมต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือจะใช้เต็มที่ ปัดโธ่ ไอ้บ้า เป็นรัฐมนตรีกลาโหม เป็นนายกรัฐมนตรี ผมบอกผมทำอย่างนั้นผมก็เสียคนตามแผนเขาเลยครับ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเมื่อวานนี้ ต้องออกชื่อ คนเขียนการ์ตูน ชัย ราชวัตร น่ะไม่มีวันละเลย ไม่มีวันเลยเชียวครับ ต้องกระทบกระแทกแดกดัน ไปเปิดดูสิครับไอ้หน้าเมื่อวานนี้ เหมือนกับว่าเหตุที่เกิดเนี่ยเพราะโทรทัศน์รายการนายสมัคร โทรทัศน์รายการความจริงวันนี้ ถ้าไม่เอาความจริงวันนี้มาพูด แล้วคนจะเข้าใจไหมว่าอะไรเป็นอะไรครับ ไปออก PTV ถ่ายทอดไปที่ไหนก็ไม่ได้ จึงได้เอาเข้ามา เขาก็จัดการ ผมก็ปฏิเสธว่าผมไม่ต้อง เขาจัดการ มีช่องทางเรียบร้อย แต่เขาพูดเรียบร้อยไหมครับ เขาพูดคนเข้าใจไหมครับ ก็ใครจะ ฟ้องศาลเลยสิครับ เอาไปดำเนินคดี นี่ไม่ดำเนินคดีแต่มากดดัน บอกเนี่ย เป็นเพราะสาเหตุอย่างนี้ เขียนการ์ตูนเลย เป็นช่องโทรทัศน์ เหมือน NBT นี่น้ำเน่า

จากสถานการณ์บ้านเมืองวุ่นวายขณะนี้ผมจึงไม่มั่นใจว่า วันที่ 25-26 กันยายน นี้ จะเข้าร่วมการประชุมประจำปีสมัชชาสหประชาชาติ ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้หรือไม่ เพราะวันที่ 25 กันยายนนี้ ศาลอุทธรณ์ ศาลอาญากรุงเทพใต้ จะนัดอ่านคำพิพากษาคดีที่ผมเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งอาจจะต้องขอศาลเลื่อนการนัดอ่านคำพิพากษาออกไปอีก 7 วัน ซึ่งหากศาลอุทธรณ์ ยืนคำพิพากษาตามศาลชั้นต้นคือตัดสินจำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา ผมก็จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาต่อไป ขณะเดียวกันวันที่ 8 กันยายนนี้ จะเข้าชี้แจงกรณีเป็นพิธีกรรายการชิมไปบ่นไปต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผมยืนยันจะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อไปแม้ต้องประสบปัญหาบ้านเมืองและคดีความ

นปก.รวมพลสนามหลวง แสดงพลังเงียบต้านพันธมิตร!


คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

วันที่ 30 สิงหาคม 2551 ที่สนามหลวง เวลาประมาณ 15.00 น. มีการตั้งเวทีปราศรัยของกลุ่มชมรมคนแท็กซี่ และหลังจากนั้นในเวลาประมาณ 18.00 น. มีการตั้งเวทีใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ซึ่งนับเป็นการจัดการชุมนุมครั้งแรกของกลุ่มนี้หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยมีประชาชนเข้าร่วมชุมนุม ฟังการปราศรัยหลายพันคน แกนนำหลักที่จัดการชุมนุมและขึ้นปราศรัยประกอบด้วย นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายสุชาติ นาคบางไทร นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายวีระ มุสิกพงศ์ เป็นต้น

นายชินวัฒน์ หาบุญพาด กล่าวถึงที่มาในการจัดเวทีครั้งนี้ว่า หลังจากเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาระยะหนึ่งและเริ่มเห็นแนวทางที่รุนแรงมากขึ้นโดยรัฐบาลไม่สามารถคุมสถานการณ์ได้ อีกทั้งยังดูจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำหลังเหตุการณ์วานนี้ (29 ส.ค.) จึงต้องการแสดงพลังมวลชนส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของพันธมิตรฯ ซึ่งไม่ได้ใช้แนวทางอหิงสา ไม่เป็นไปตาม มาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญดังที่กล่าวอ้าง เพื่อเป็นการให้กำลังใจกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และสนับสนุนให้รัฐบาลใช้กฎหมายในการจัดการกับการเคลื่อนไหวของแกนนำพันธมิตรฯ อย่างจริงจัง ไม่ได้มีวัตถุประสงค์จัดตั้งมวลชนขึ้นมาปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่อย่างใด

นายจรัล กล่าวว่า การจัดเวทีครั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างพื้นที่ให้กับคนที่รู้สึกอึดอัดกับ “ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า” ของพันธมิตรฯ ให้ได้มีที่ระบายและแสดงออก ซึ่งเป็นไปตามเสียงเรียกร้องของประชาชนที่เคยร่วมชุมนุมที่สนามหลวงด้วย หลังจากที่สถานการณ์ความได้เปรียบของรัฐบาลเริ่มเปลี่ยนไปสู่การเสียเปรียบเมื่อวานนี้ (29 ส.ค.) และอาจนำมาซึ่งความพ่ายแพ้ของฝ่ายประชาธิปไตย โดยไม่ได้มุ่งหวังผลทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะไม่คิดว่าการชุมนุมนี้จะไปสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เนื่องจากผู้ร่วมชุมนุมไม่ได้มีจำนวนมากมายนักอีกทั้งสื่อมวลชนก็คงไม่สนใจการเคลื่อนไหวของมวลชนประชาธิปไตยดังที่เคยเป็นมา แต่สิ่งสำคัญคือ เวทีนี้จะเป็นการให้ข้อมูล ความรู้ หลักวิเคราะห์ ต่อเหตุการณ์บ้านเมืองที่อาจลงเอยในรูปแบบต่างๆ เพื่อประชาชนจะได้มีหลักในการคิด วิเคราะห์ ตลอดจนกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวของตนเอง

เมื่อถามถึงแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปก. รวมทั้งความเสี่ยงต่อความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ชินวัฒน์ ยืนยันว่า เป็นการชุมนุมเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตามสิทธิของพลเมืองซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะชุมนุมถึงเมื่อไร และยังไม่คิดจะเคลื่อนขบวนไปที่ไหน แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นกับสถานการณ์ข้างหน้าด้วย ขณะที่จรัลระบุว่า การชุมนุมครั้งนี้เป็นการใช้สิทธิแสดงออกทางการเมืองตามปกติเพื่อให้เกิดการต่อสู้ทางความคิด เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และหากจะเกิดการปะทะกันก็จะไม่ใช่เพราะทางสนามหลวงเคลื่อนขบวนไปหาพันธมิตรฯ อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม คิดว่าทางพันธมิตรฯ เองก็คงไม่เคลื่อนขบวนมาที่นี่เช่นกัน

“เรากำลังต่อสู้กับความคิดที่นิยมอำนาจ เผด็จการ ไม่ใช่สู้กับพันธมิตรฯ เฉยๆ ตอนนี้พันธมิตรฯ กลายเป็นกลุ่มอุดมการณ์แล้ว และเพื่อบรรลุเป้าหมายเขาต้องทำทุกอย่าง พันธมิตรฯ มีลักษณะเป็นขบวนการของประชาชนที่พยายามยึดอำนาจรัฐ เหมือนที่เคยเกิดในยุโรปในอดีต เน้นวิธีการแบบการปฏิวัติแบบถอนรากถอนโคนอย่างฉับพลัน ปัญหาคือว่าเวลาพูดถึงปฏิวัติ ต้องดูเนื้อหาว่าปฏิวัติเพื่ออะไร เพื่อให้การเมืองถอยหลังไม่ใช่ทางที่ถูก” จรัลกล่าว

นายอำนาจ สายจันดี ผู้จัดรายการคลื่นวิทยุ 92.75 กล่าวว่า ผู้ที่มาชุมนุมในวันนี้ส่วนหนึ่งเป็นแนวร่วม นปก. เดิม อีกส่วนเป็นผู้ที่ทราบข่าวจากการประชาสัมพันธ์ผ่านคลื่นวิทยุคนรักแท็กซี่ เอฟเอ็ม 92.75 MHz ซึ่งขณะนี้สถานีวิทยุชุมชนในอุดรธานี อุบลราชธานี และสกลนคร ได้เชื่อมสัญญาณวิทยุด้วยแล้ว จึงคาดว่าคนน่าจะมาเยอะกว่านี้ในวันพรุ่งนี้ (31 ส.ค.)

นายวิชัย จันทร์เจริญ อาชีพรับจ้างทั่วไปและก่อสร้าง กล่าวว่า มาชุมนุมเป็นครั้งแรกและมาเพราะไม่ชอบการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ โดยเฉพาะการปิดข่าวและนำเสนอด้านเดียวจึงโมโหและมาแสดงพลังให้รู้ เพราะการขับไล่รัฐบาลครั้งนี้ไม่ยุติธรรม เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือน มีไร่อยู่ไร่หนึ่งแต่อยู่ดีๆ เขาก็มาไล่ไม่ให้ทำไร่ โดยไม่มีเหตุผล

ขณะที่ประชาชนสวมเสื้อแดงไม่ประสงค์ออกนามคนหนึ่งกล่าวว่า มาเพื่อฟังข้อมูลต่างๆ ทางฝ่ายพันธมิตรฯ เขาก็ไปฟัง เพื่อที่จะได้รู้ว่าใครพูดอะไรทั้ง 2 ด้าน แต่ก็ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไหนเป็นพิเศษ และชอบมาฟังเรื่อยๆ

ที่มา : ประชาไท


คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์

คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์

“...น่าเสียดายที่ความรู้สึกรับผิดชอบเหล่านี้มิได้เกิดจากสมาชิกอันเป็นพื้นฐานของทั้งสองสภา หากเรื่องนี้เกิดมาจากความคิดเห็นของผู้นำพรรคชาติไทยคือ คุณบรรหาร ศิลปอาชา กับแกนนำบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลาย ซึ่งต้องขอแสดงความยินดีและแสดงความนับถือในวุฒิภาวะ และในความเป็นผู้นำของพรรคการเมืองเหล่านั้น...”

การเคลื่อนไหวการเมืองภาคประชาชน ที่ใช้วิธีการชุมนุมบนสะพานมัฆวานฯ ถนนราชดำเนิน ที่เรียกขานกันโดยทั่วไปว่า ม็อบพันธมิตรฯ นั้นกำลังก่อให้เกิดความแตกแยกทางการเมืองอย่างใหญ่หลวง

จากม็อบส่วนตัวของคนไม่ปกติทางจิตบางคน นานวันเข้ากลายเป็นวิกฤติขึ้นมาได้จริงๆ

ทั้งนี้ นอกจากความด้อยสมรรถนะในการจำแนกเหตุผลของคนไทยบางกลุ่มบางพวก ซึ่งขาดไร้การศึกษา ยังบวกด้วยการเสพสื่อด้านเดียวเป็นเวลายาวนานติดต่อกัน ซึ่งก็เป็นเหตุเดียวกับวิกฤตการณ์ในปี พ.ศ.2549 นั่นเอง

เรียกว่าประวัติศาสตร์ย้อนกลับมาซ้ำรอยเร็วเกินคาด

ความเป็นจริง ถ้ามวลชนกลุ่มนี้จะได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของแกนนำพันธมิตรฯ ตามที่สื่อบางแขนง เช่น รายการความจริงวันนี้ ของ NBT นำเสนอ ก็จะเห็นชัดว่า ไม่ใช่เรื่องส่วนรวมอะไรเลย

เรื่องส่วนรวมเป็นแต่เพียงข้ออ้างพอให้ฟังดูไม่ขัดเขินเท่านั้นเอง!

อย่างไรก็ตาม เมื่อม็อบกำเริบใจถึงขั้นกระทำการละเมิดกฎหมายหลายบท หลายมาตรา จนส่วนหนึ่งถูกจับเป็นผู้ต้องหา และแกนนำ 9 คนก็ถูกออกหมายจับ เรื่องมันก็เลยบานปลาย กลายเป็นการปิดสนามบินทางภาคใต้หลายจังหวัด มีการหยุดเดินรถไฟหลายขบวนในหลายภาค เป็นการกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติโดยตรง

ก็เป็นธรรมดาอยู่เอง เมื่อมวลชนส่วนหนึ่งทำลายความหมายความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ แล้วยังท้าทายอำนาจตุลาการ ซึ่งหมายถึงการเป็นกบฏอย่างเปิดเผยโจ่งแจ้ง โดยที่ฝ่ายบ้านเมืองยังหาทางออกไม่ได้ วิกฤตการณ์ย่อมขยายวงออกไปไม่มีที่สิ้นสุด

เวลานี้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและต้องการปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็เหลืออดเหลือทน ได้ประกาศรวมตัวกันแล้วที่ท้องสนามหลวง ดินแดนที่พวกเขาเคยรวมตัวกันต่อต้านเผด็จการ คมช. ตลอดปี พ.ศ.2550

มวลมหาประชาชนกลุ่มนี้ชุมนุมกันโดยสันติและปราศจากอาวุธ

เป็นการใช้สิทธิ เสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ ตรงไปตรงมา ไม่บิดเบี้ยว เพราะไม่ได้มีเจตนาโค่นล้มใคร หากต้องการรักษาประชาธิปไตยอันเป็นระบอบการปกครองที่เขาหวงแหนเท่านั้น

เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเคลื่อนไหวมาถึงตรงนี้ ก็ถึงเวลาที่รัฐสภาจะได้กระดิกกระเดี้ยตัวเองขึ้นมาวิเคราะห์สถานการณ์และผลกระทบอย่างเป็นทางการเสียที คือ มีการประชุมกันตั้งแต่บ่ายวันอาทิตย์ คือวานนี้

น่าเสียดายที่ความรู้สึกรับผิดชอบเหล่านี้มิได้เกิดจากสมาชิกอันเป็นพื้นฐานของทั้งสองสภา หากเรื่องนี้เกิดมาจากความคิดเห็นของผู้นำ พรรคชาติไทย คือ คุณบรรหาร ศิลปอาชา กับแกนนำบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลาย ซึ่งต้องขอแสดงความยินดี และแสดงความนับถือในวุฒิภาวะและในความเป็นผู้นำของพรรคการเมืองเหล่านั้น

คุณบรรหาร ศิลปอาชา นั้นในยามหน้าสิ่วหน้าขวานของระบอบประชาธิปไตย เราเคยได้เห็นท่านแสดงความเป็นผู้นำมาแล้ว โดยการรับเป็นเจ้าภาพแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดช่องให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ซึ่งผลก็คือเราได้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และได้ใช้มาจนถึงวันที่ 19 กันยายน 2549

ในคราวนี้ คุณบรรหาร ซึ่งเป็น ส.ส. คนหนึ่ง และนั่งอยู่นอกคณะรัฐมนตรี ได้เสนอให้ลองใช้สถาบันรัฐสภาประชุมปรึกษาเพื่อหาทางแก้ปัญหากันดู เพราะเรื่องใหญ่ๆ ขนาดนี้ไม่ค่อยมีใครมองมาที่รัฐสภา จะด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ใช่ที่พึ่ง หรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็เหลือเดา

จุดยืนของคุณบรรหารเหมือนจะบอกเราว่าหาก คุณสมัคร สุนทรเวช พลาดพลั้งเป็นอะไรไป คนมีประสบการณ์และมีวุฒิภาวะอย่างนี้พอจะทำหน้าที่แทนได้

ข้าพเจ้าเองเมื่อเริ่มต้นวิกฤตการณ์ในปี 2548 ได้นั่งอยู่ในสภาในฐานะ ส.ส. คนหนึ่ง ได้เคยเสนอเรื่องปรึกษาหารือประธานสภาว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับคณะ ได้ชุมนุมปลุกระดมประชาชนโจมตีรัฐบาลและรัฐสภาที่สวนลุมพินี ว่าไม่อาจเป็นที่พึ่งของประชาชนได้โดยสิ้นเชิง

ข้าพเจ้ามองว่า การปลุกระดมกันเช่นนี้นานวันเข้าถ้าไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาเป็นปัญหาปรึกษากันอย่างจริงจัง จะกลายเป็นว่าเรื่องมีมูลความจริง

เข้าทางม็อบที่จะทำลายประชาธิปไตย

ข้าพเจ้าจึงเสนอให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมสมาชิกเพื่อปรึกษาหารือกันอย่างไม่เป็นทางการก่อน หากมีข้อสรุปทางหนึ่งทางใดพอเป็นแนวทาง ค่อยเรียกประชุมรัฐสภาอย่างเป็นทางการ

ความประสงค์ของข้าพเจ้าคือ ต้องการให้องค์กรรัฐสภาเป็นที่แก้ไขปัญหาของประเทศ หรืออย่างน้อยหากแก้ปัญหาไม่ได้ เป็นเพียงแต่การแสดงออกถึงความรู้ร้อนรู้หนาวบ้าง แทนที่จะอยู่อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว หรืออยู่เป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศชาติอย่างที่ม็อบกล่าวหา

แต่ข้อเสนอของข้าพเจ้าได้รับการตอบสนองจากรองประธานสภาผู้แทนราษฎร - คุณลลิตา ฤกษ์สำราญ คนเดียวเท่านั้น นอกนั้นก็พากันนิ่งเฉยจนพังกันไปทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล

ขอประทานโทษที่ต้องเอาเรื่องเก่าของตัวเองมาเล่าใหม่

ต้นฉบับนี้เขียนขึ้นก่อนที่จะมีการประชุมรัฐสภา จึงไม่มีโอกาสจะรู้ว่าวุฒิสมาชิกคนใด และพรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปัตย์ คนใด จะถูกเปลื้องผ้าล่อนจ้อนให้คนทั้งเมืองเห็นกัน

ได้ดูแต่รายการที่นายกรัฐมนตรีออกโทรทัศน์พบประชาชนตามปกติในเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งเท่ากับเป็นการกราวหน้าพาทย์ที่ค่อนข้างจะดุเดือดอยู่มิใช่น้อย เพราะท่านนายกฯ เห็นว่าสมาชิกพรรคฝ่ายค้านบางคนไปปรากฏตัวบนเวทีม็อบพันธมิตรฯ ในทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งสมาชิกวุฒิสภาบางคนก็ไปป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น อ้างว่าเพื่อไปให้กำลังใจม็อบ แถมยังวิจารณ์เสียอีกด้วยว่าข้อกล่าวหาแกนนำม็อบว่าเป็นกบฏ เป็นข้อหาที่รุนแรงเกินไป

เชื่อเหลือเกินว่า การพูดจากันในที่ประชุมรัฐสภาจะมีความชัดเจนจนเห็นตัวตนที่แท้จริงของทุกฝ่าย

ใครเป็นนักประชาธิปไตย ใครเป็นพวกอนาธิปไตย ใครเป็นเผด็จการหรือลูกสมุนเผด็จการ ใครเป็นพวกกระสันจะเป็นรัฐบาลจนตัวสั่น

แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ แต่ได้เห็นสันดานคนชัดเจนก็คุ้มแล้วครับ

วีระ มุสิกพงศ์



กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

นายสนธิ ลิ้มทองกุล
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
นายพิภพ ธงไชย
นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
นายสุริยะใส กตะศิลา
นายเทิดภูมิ ใจดี
นายอมร อมรรัตนานนท์
นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์

นี่คือรายชื่อแกนนำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 9 คน แต่นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ จะเรียกว่า กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ตามที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เรียกขานในรายการสนทนาประสาสมัคร ซึ่งถือว่าเป็นการตั้งชื่อได้ตรงกับพฤติกรรมที่ทำไว้ตั้งแต่ก่อตั้งกลุ่มขึ้นมา

รายชื่อคนทั้ง 9 คนนี้ จะต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่จะบันทึกไว้ที่ใด เช่น บนหน้ากระดาษ หรือหนังหมา ก็แล้วแต่ความสะดวก แต่ให้บันทึกไว้ว่า คนทั้ง 9 คน ได้ถูกศาลอาญาออกหมายจับข้อหาร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธเพื่อเป็นกบฏ (ม.114 ปอ.) กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวิธีอื่นใด อันมิใช่ในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ

นั่นคือเป็นผู้ต้องหากบฏอย่างสมบูรณ์แบบ แต่มีความสามารถขัดคำสั่งศาล ขัดขืนการจับกุมโดยการปลุกระดมพาประชาชนเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาล อันเป็นศูนย์กลางอำนาจของประเทศไทย

เมื่อศาลแพ่งได้ให้การคุ้มครองชั่วคราวให้ 9 กบฏออกจากทำเนียบรัฐบาล ตามที่ข้าราชการทำเนียบรัฐบาลไปร้องต่อศาลแพ่ง

แต่เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีนำหมายศาลไปปิดเพื่อให้กลุ่ม 9 กบฏปฏิบัติตามคำสั่งศาล กลับถูกกองโจรศรีวิชัยป้องกันขัดขวางทุกวิถีทาง จึงเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ร่วมเดินทางไปกับเจ้าหน้าที่บังคับคดีตามคำร้องขอ

การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับโล่มนุษย์ที่ 9 กบฏได้จัดตั้งไว้ เมื่อภาพข่าวแพร่กระจายออกไป จึงเป็นเหยื่ออันโอชะให้ 9 กบฏประกาศฟ้องร้องกับประชาชนที่ได้รับรู้ข่าวสารจากภาพข่าวทางสถานีโทรทัศน์

ในที่สุดศาลแพ่งได้มีคำสั่งตามที่ทนายความของกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยอุทธรณ์ ให้ 9 กบฏและสมุนยึดทำเนียบรัฐบาลได้ต่อไป

ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาความปลอดภัยอยู่ในทำเนียบรัฐบาลต้องยกขบวนกลับที่ตั้ง เป็นเหตุให้ตึกสันติไมตรี ตึกไทยคู่ฟ้า ถูกงัดประตู

เมื่อ 9 กบฏยึดทำเนียบรัฐบาลได้เบ็ดเสร็จตั้งแต่สนามหญ้าจนบริเวณภายในตึกสันติไมตรี และตึกไทยคู่ฟ้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรัฐมนตรีเงา นำสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไปตรวจเยี่ยมการยึดทำเนียบรัฐบาลของ 9 กบฏ สมทบกับสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งที่เดินทางไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม จนถึงวันวาน ทำให้ผมได้ข้อสรุปให้กับตัวเอง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่เราได้ใช้กันมาตั้งแต่ปี 2475 นั้น ถึงเวลาแล้วที่จะต้องยกเลิก แล้วหันไปใช้การปกครองแบบการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย

โดยให้ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งมี 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ ส.ส. ที่มาจากการแต่งตั้ง 70 เปอร์เซ็นต์ และต้องระบุไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนว่า จะต้องให้พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากไม่เป็นตามนี้ กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยจะต้องชุมนุมประท้วงกันไม่มีที่สิ้นสุด โดยจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ให้กับ 9 กบฏตามความต้องการ

และ...เพื่อเป็นการตอบแทนกองทัพธรรมของสันติอโศกที่ปักหลักประท้วงร่วมกับกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยมาตั้งแต่ต้น ให้บรรจุลัทธิสันติอโศกเป็นลัทธิประจำชาติ

นี่คือข้อสรุปที่ผมฉุกคิดขึ้นมาก่อนนอนหลับสนิท โดยไม่รับรู้ข่าวสารใดๆ เมื่อคืนวันที่ 9 กบฏสามารถยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นที่ตั้งได้อย่างถูกต้อง และสามารถตั้งเวทีปราศรัยให้มีการถ่ายทอดสดปลุกระดมด้วยคำหยาบคายได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เอกฉัตร


อนาถธิปไตย


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

หลายคนบอกว่า บ้านเมืองทุกวันนี้กำลังจะกลายเป็นระบอบอนาธิปไตย อันหมายถึงการที่คนจำนวนหนึ่งที่ต้องการให้เกิดสภาวะที่ไร้อำนาจรัฐ ยกเลิก ปฏิเสธอำนาจรัฐ ไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ กติกาของประเทศ โดยไม่ฟังเหตุฟังผลอันใด...

ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นปัญหาให้กับคนไทยทั้งชาติในขณะนี้

ปัญหาของวิกฤตการณ์ “พันธมารธิปไตย” ใช้มาตรการ “ป่วนเมือง” ได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาจากรัฐบาลในแนวทางละมุนละม่อมมาโดยลำดับ ผ่อนหนักผ่อนเบา เพราะฝ่ายหนึ่งต้องการสร้างปัญหาให้มีการปะทะสูญเสียเลือดเนื้อ จากคนไทยด้วยกันเอง

เจตนาของเขาระบุชัดแจ้งในการดำเนินการแนวทางอันไร้อารยะในการแก้ไขปัญหา เช่น การปีนรั้วทำเนียบรัฐบาล และส่วนราชการอื่นๆ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม และที่สำคัญคือการคุกคามสื่อสารมวลชน คือสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที นอกจากนี้สื่อสารมวลชนหลายสำนักได้ถูกดำเนินการคุกคามสื่ออย่างหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็น อสมท. ไทยพีบีเอส ไทยรัฐ มติชน ข่าวสด เรียกได้ว่า โดนกันทั่วหน้า

อาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ใช้การปลุกระดมประชาชนด้วยถ้อยคำสำราก ความถ่อย ความสถุล ไร้สกุลรุนชาติ ต่ำช้าสามานย์ บนเวทีพันธมารมาหลายครั้งหลายหน ยังหันมา พูดจาในลักษณะสำรากถ้อยคำถ่อย สถุล กับสื่อสารมวลชนทำเนียบรัฐบาล

นักวิชาการหลายคนอาจจะพยายามหาความชอบธรรมให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ โดยมักจะออกมาการันตีให้กับอาชญากรสำคัญของชาติบ้านเมืองที่โดนข้อหา “กบฏ” และมีการกระทำการขัดคำสั่งศาลหลายครั้งหลายหน โดยไม่คำนึงถึงหลักวิชาการในการยึดความถูกต้องตามหลักการบังคับใช้กฎหมาย

ประเทศชาติ ในขณะนี้อยู่ในสภาพ “ไร้ขื่อแป” หากเป็นสมัยโบราณย่อมใช้คำว่า “แผ่นดิน” เป็น “ทุรยศ” จากน้ำมือของพันธมารธิปไตยเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ขณะที่อำนาจรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆ ได้

ขณะที่อำนาจฝ่ายตุลาการได้ถูกท้าทายครั้งใหญ่ ตัดสินคดีความภายใต้พระปรมาภิไธย แต่กลับมีคนในสังคมไม่เชื่อถือเชื่อฟัง

เท่านั้นยังไม่พอ ยังก่อหวอดให้รัฐวิสาหกิจนัดหยุดงาน เพียงเพื่อจะเอาความเดือดร้อนของประชาชน ผู้คนในประเทศไทย เป็นตัวประกันเท่านั้นเอง

จากจะใช้ถ้อยคำว่า “อนาธิปไตย” ภายใต้คำแก้ตัวว่า เป็นการชุมนุมแบบ สงบ สันติ อหิงสา คงจะสวยหรูเกินไปสำหรับกลุ่มคนพวกนี้เสียแล้ว

วันนี้ประเทศไทยจะต้องเดินหน้า ทั้งด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ไม่ใช่จะให้การเมืองถอยหลัง ไปสู่ยุคป่าเถื่อน ไปสู่ยุคไร้เหตุผล ไปสู่ยุคที่มนุษย์จะเป็นคนไร้ความคิด ใช้แต่พละกำลังห้ำหั่นกันเอง แตกต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน

กลุ่มพันธมารธิปไตยสำคัญตัวผิดว่าเป็นตัวแปรทางการเมือง เพียงเพราะใช้ปฏิบัติการทางการเมืองที่รุนแรง ไม่ต่างอะไรกับสถานะของโจรกบฏปล้นชาติปล้นแผ่นดิน

ทั้งที่ยังบัญญัติและดำรงความคิดเรื่อง การเมืองใหม่ ที่จะให้ ส.ส. มาจากการลากตั้ง 70% และมาจากการเลือกตั้งเพียง 30% ซึ่งถือเป็นการท้าทายอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยอย่างมาก

เป็นการเมืองที่สมควรจะเรียกชื่อเสียงเรียงนามเสียใหม่ว่า “อนาถธิปไตย” เพราะการกระทำที่คิดในลักษณะสำคัญตนผิดว่าเป็นตัวแปรทางการเมือง เป็นความคิดที่น่าอเนจอนาถของคนสิ้นคิดเสียจริงๆ


พันธมิตรฯ เหิมเกริม ปลุกระดมเด็กป่วน ม. ธรรมศาสตร์

พันธมิตรฯ ป่วนหนัก ปลุกระดม นิสิต-นักศึกษาจากจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ เกษตรฯ รังสิต หลายร้อยคน เตรียมเคลื่อนขบวนดาวกระจายไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เวลา 16.00 น.

ตัวแทนนิสิต-นักศึกษาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีตัวแทนจากหลายมหาวิทยาลัย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ขึ้นประกาศบนเวทีพันธมิตรฯ ณ ทำเนียบรัฐบาลเพื่อประกาศยุทธศาสตร์ วันนี้กลุ่มนิสิต-นักศึกษาจะเริ่มยุทธศาสตร์ดาวกระจายเพื่อปลุกกระแสความสนใจในสถานการณ์บ้านเมืองในหมู่นิสิต-นักศึกษา

ทั้งนี้ นายวสันต์ วานิชย์ ผู้ประสานงานของกลุ่มนิสิต-นักศึกษา อ้างว่า การดาวกระจายครั้งนี้ของกลุ่มนิสิต-นักศึกษาจะใช้ชื่อยุทธศาสตร์ว่า “ล้อม-ยึด-จุด” กล่าวคือ การล้อมด้วยปัญญา ยึดความถูกต้อง และจุดประกายทางปัญญา โดยในวันนี้มีจุดหมายอยู่ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยสถานที่ในการดาวกระจายจะอยู่ที่กองกิจกรรมนักศึกษา ตึกใหม่

“การนัดรวมพลในวันนี้มี นิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 100 คน นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรังสิต เกือบ 100 คนเข้าร่วมแล้ว โดยเราจะรวมตัวกันประมาณ 14.30 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่จะเดินทางไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตไม่เกินเวลา 16.00 น.” กลุ่มนิสิต-นักศึกษากล่าว

สำหรับเนื้อหาในการปราศรัยในช่วงดาวกระจายนั้น กลุ่มนิสิต-นักศึกษา กล่าวอ้างว่าใช้ ความนุ่มนวล อหิงสา สันติ โดยจะเน้นเนื้อหาทางด้านวิชาการ โดยเนื้อหาหลักๆ คือ จะเน้นสนับสนุนการงดใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นสะท้อนสิ่งที่นายกรัฐมนตรีกล่าวคำยั่วยุ รวมถึงการสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเข้าทำร้ายกลุ่มพันธมิตรฯ และทำลายเวที และทรัพย์สินของกลุ่มพันธมิตรฯ ณ บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนินด้วย

อดีต ทรท.ปลุกพลังเงียบต้าน พธม.

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 กล่าวถึงสถานการณ์ ความวุ่นวายจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ขณะนี้ลุกลามขยายวงไปทั่วประเทศ ในขณะนี้ ว่า สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯ ทำอยู่ขณะนี้ ไม่เคารพกติกาของบ้านเมืองกระทบต่อคนส่วนใหญ่มากมาย โดยเฉพาะเรื่องปากท้อง นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศต่างหนีหมด เม็ดเงินที่ลงทุนไปแล้วก็สูญเปล่า นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาช่วงปลายปี และนำรายได้ลงไปสู่ประชาชนทุกระดับจะหายไปเป็นหมื่นๆล้าน ขอถามว่าคนไทยทั้งประเทศที่เป็นเจ้าของประเทศจริงๆ จะยอมให้พวกที่ทำอะไรก็ได้ตามใจเป็นพวกคณาธิปไตยทำเช่นนี้ได้หรือ คนไทยจะยอมอยู่ในประเทศที่เป็นอย่างนี้หรือ ขอเรียกร้องให้คนส่วนใหญ่ของประเทศออกมาบอกถึงความต้องการของท่านว่าต้องการอะไร ต้องการจะให้รัฐบาลจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร รัฐบาลจะได้มีความชอบธรรมในการแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ โดยอาจจะแสดงออกโดยการแสดงความเห็นผ่านเอสเอ็มเอส หรือลงคะแนนโหวตในเวทีที่มีการโหวตในประเด็นที่พวกท่านเดือดร้อนและต้องการ หรือจะรวมตัวตั้งกลุ่มขึ้นมาเปิดโต๊ะเปิดลงรายชื่อประชาชนบอกให้ พธม.เลิกเสียที หยุดเสียทีที่ทำความเดือดร้อนให้คนทั้งประเทศ

จวกตั้งกติกาบ้าบอดึง ปชต.ถอยหลัง

นายพงศ์เทพกล่าวว่า ทั้งนี้ตนไม่ได้ติดต่อกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แต่เชื่อว่าท่านคงติดตามสถานการณ์จากข่าวที่ออกไปทั่วโลกด้วยความห่วงใยในฐานะคนไทยคนหนึ่งสำหรับการเรียกร้องของ กลุ่มพันธมิตรฯที่ต้องการขับไล่นายกฯและรัฐบาลออกไปนั้นไม่มีความชอบธรรมอยู่แล้ว และโดยวิธีการที่ใช้ก็รุนแรงและผิดกฎหมาย ต้องตั้งคำถามว่าคนไทยทั้งประเทศจะฝากอนาคตเอาไว้กับกลุ่ม พธม.ไม่กี่คนที่แต่ละคนล้วนมีปูมหลังได้อย่างไร และต้องถามว่าถ้าเรายอมปล่อยให้คนเหล่านี้ซึ่งเป็นคนกลุ่มเล็กๆเที่ยวไล่บีบให้รัฐบาลออก ทำแบบนี้ได้อีกหน่อยคนอื่นก็ทำอย่างนี้ได้เหมือนกัน แล้วเราจะมีการเลือกตั้งทำไม จะมีรัฐบาลชุดไหนที่อยู่ได้ภายใต้กติกาบ้าๆบอๆอย่างนี้ เท่าที่ดูพฤติกรรมของ พธม. คนเหล่านี้พยายามดึงการปกครองของไทยให้ถอยหลังไปไกลจากระบอบประชาธิปไตยไกลมากขึ้น ยิ่งมาเสนอรูปแบบการเมืองใหม่ เลือกตั้ง 30 แต่งตั้ง 70 มันจวนจะแย่กว่าปี พ.ศ.2475 อยู่แล้ว

กลุ่มหนุน รบ.ก่อหวอดพิทักษ์ ปชต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ส.ค. มีรายงานจากหน่วยข่าวด้านความมั่นคง เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เริ่มมีกระแสความไม่พอใจกลุ่มพันธมิตรฯเริ่มเคลื่อนไหวก่อตัวออกมาเรื่อยๆ โดยใน กทม.นั้น ทางกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปช.) ที่ได้นัดรวมพลเป็นวันแรก ตั้งแต่ช่วงบ่ายที่ท้องสนามหลวง โดยในเบื้องต้นคาดว่าการชุมนุมของ นปช.ในวันแรกอาจจะมีคนออกมาชุมนุมไม่มากนักประมาณ 2,000-3,000 คน แต่หลังจากนั้นไปคงจะมีกลุ่มมวลชนอื่นๆที่ไม่พอใจกลุ่ม พธม.เช่นกันทยอยออกมาร่วมชุมนุมเพิ่มมากขึ้นอีก รายงานข่าวแจ้งว่าขณะที่ในพื้นที่ต่างจังหวัดที่เป็นจังหวัดซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคพลังประชาชน ทั้งในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง กว่า 20 จังหวัด ก็เริ่มมีการเตรียมเคลื่อนไหวของกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลจะออกมาจัดการชุมนุมอยู่ในพื้นที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด เพื่อเรียกร้องการรักษาระบอบประชาธิปไตยและสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในเบื้องต้นคาดว่าจะมีมวลชน ร่วมชุมนุมจังหวัดละ 5,000 คน โดยจะมีการจัดกิจกรรมต่อต้านการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของกลุ่ม พธม. และจัดเตรียมกำลังเพื่อออกไปปกป้องสถานีวิทยุกระจายเสียงสนามบิน หรือสถานที่สำคัญๆ ที่คาดว่ากลุ่ม พธม.ในแต่ละจังหวัดจะบุกเข้าไปยึดอีกด้วย

นปช.ผุดเวทีสนามหลวง-หมอชิต 2

ด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มต้านพันธมิตรฯ ซึ่ง มีการประกาศนัดชุมนุมในวันที่ 30 ส.ค. เช่นกันนั้น ปรากฏ ว่า ที่ฝั่งท้องสนามหลวง ฝั่งสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งมีนายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายชิณวัตร หาบุญพาด นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท เป็นแกนนำ ได้เปิดเวทีปราศรัยขนาดใหญ่ ประกาศตัวต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตั้งแต่เวลา 16.00 น. โดยเนื้อหาปราศรัยส่วนใหญ่โจมตีการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ว่ามีเจตนาก่อกบฏล้มล้างรัฐบาลที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์มีอำนาจ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางประชาชน ที่ให้การสนับสนุนใส่เสื้อสีแดง และเสื้อสีฟ้านับพันคน ทยอยเดินทางมาร่วมชุมนุม และร่วมลงชื่อแสดงความคิด เห็นไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯ บุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล และสนับสนุนการทำงานของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี บริหารประเทศกันอย่างคึกคัก ขณะเดียวกันที่ริมรั้วด้านนอกประตูทางออก สถานีขนส่งหมอชิต 2 ถนน กำแพงเพชร2 ในเวลา 17.00 น. ก็มีกลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นวิทยุชุมชน คลื่นวิทยุ 94.75 เมกะเฮิรตซ์ ประมาณ 10 คน มาตั้งเวทีชั่วคราวขนาดย่อมขึ้นปราศรัยเชียร์นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และสนับสนุนรัฐบาล พร้อมกับกล่าวโจมตีกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน โดยมีวินมอเตอร์ไซค์และประชาชนให้ความสนใจนั่งฟังประมาณ 50 คน มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางซื่อ 10 นายคอยดูแลความเรียบร้อย

นัดรวมพลร่วมจับ 9 พธม.

ต่อมาเวลา 20.00 น. นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้นำ นปก.1 ได้ขึ้นเวทีต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวกับผู้มาฟังการปราศรัยที่ท้องสนามหลวง ถึงแนวทางต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ ว่ากำลังหารือกับผู้นำองค์กรและเครือข่าย นปก. ผู้รักประชาธิปไตย กว่า 40 องค์กร ว่าจะร่วมกันดำเนินการเคลื่อนไหวในนาม นปช. หรือแยกกัน เคลื่อนไหวใช้กลยุทธ์ดาวกระจาย เพื่อจับแกนนำกบฏต่อประชาธิปไตยทั้ง 9 คน มานำดำเนินคดีตามกฎหมาย ปกป้องระบอบประชาธิปไตยของประเทศ และคาดว่าจะเปิดเวทีต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 19 ก.ย. ซึ่งจะมีการจัดงานรำลึก 2 ปีรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 จากนั้น นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข หนึ่งในแกนนำ นปก.2 ได้ขึ้นเวทีประกาศเชิญชวนประชาชนไปร่วมให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และปกป้องสถาบันนิติบัญญัติด้วยสองมือเปล่าที่บริเวณหน้ารัฐสภา ร่วมกับกลุ่มพี่น้องประชาชนจากภาคเหนือและภาคอีสาน ตั้งแต่เวลา 07.00 น. วันที่ 31 ส.ค. โดยขอให้ทุกคนที่จะไปร่วมชุมนุมอดทนและอดกลั้นต่อการยั่วยุของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างถึงที่สุด

ธรรมยาตราบุกบ้านนายกฯ

อย่างไรก็ดี มีรายงานว่า ที่บริเวณปากซอยนวมินทร์ 83 ถนนนวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม. ทางเข้าบ้านนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม เมื่อเวลา 21.00 น. กลุ่มธรรมยาตราประมาณ 10 คน นำโดยนายสมาน ศรีงาม ประธานคณะธรรมยาตรากอบกู้ผืนแผ่นดินไทยในกรณีเขาพระวิหาร-มณฑลบูรพา พร้อมพระสงฆ์ 1 รูป เดินทางไปยื่นหนังสือผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลาดพร้าว ที่รักษาการณ์อยู่บริเวณปากซอย เพื่อมอบให้แก่นายสมัคร โดยนายสมานกล่าวว่า เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองเข้าสู่มิคสัญญี แผ่นดินลุกเป็นไฟ กำลังพัฒนาไปสู่สงครามกลางเมือง เพื่อยุติปัญหาดังกล่าว พวกตนจึงขอเรียกร้องนายกฯ ถวายคืนอำนาจแด่ในหลวง หลังจากนั้นทั้งหมดนั่งลงสวดมนต์ใช้เวลาประมาณ 15 นาที จึงเดินทางกลับ

สั่งยำ ตร.แฝงตัวอุ้มแกนนำ

ด้านเวทีพันธมิตรฯนั้น นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ขึ้นประกาศบนเวทีด้วยความดุดันว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ได้ส่งตำรวจสันติบาล 9 ชุดมาแฝงตัวในกลุ่มผู้ชุมนุม และวางแผนให้ นปก.คอยป่วนสถานการณ์ ให้พวกเราเผลอเพื่อฉวยโอกาสเข้าอุ้มแกนนำพันธมิตรฯ ดังนั้น เราต้องระวังให้ดี หากมีคนจำนวนมากไปห้อมล้อมและฉุดยื้อแกนนำ ให้เข้าไปถล่มแบบไม่ต้องยั้ง เพราะหลังจากนั้นก็จับมือใครดมไม่ได้ ขอให้สันติบาลทั้ง 9 ชุดออกจากพื้นที่ชุมนุมเพราะเราจะส่งอดีตนายตำรวจสันติบาลเข้าไปตรวจ หากจับได้จะโดนรุมสกรัมมากหนักกว่าแน่ และเมื่อวันที่ 29 ส.ค. เวลา 21.00 น. พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุวรรณเภสัช และ พล.ต.ท.ชัชจ์ กุลดิลก ได้ไปประชุมวางแผนจับกุมแกนนำและสลายการชุมนุมที่ บก.ตชด.1 คลอง 6 จ.ปทุมธานี ซึ่งเรารู้ดี

นปช.ชี้ 9 แกนนำ พธม.กลัวถูกจับ

เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่บริเวณหน้ารัฐสภาและที่ท้องสนามหลวงในช่วงเย็น ซึ่งกลุ่ม นปช.ยังปักหลักชุมนุมปราศรัยให้กำลังใจรัฐบาลและโจมตี 9 แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์อย่างต่อเนื่องและดุเดือด โดยมีการให้เวลา 7 วัน กลุ่มพันธมิตรฯต้องยุติการชุมนุมยึดสถานที่ราชการ และสนามบินทั่วประเทศ มิฉะนั้นจะต้องไปหาแผ่นดินใหม่อยู่ ขณะที่ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ก็กล่าวท้าทายให้ 9 แกนนำพันธมิตรฯ ออกมาดีเบตกันผ่านสถานีโทรทัศน์ แต่เชื่อว่าทั้งหมดจะไม่กล้าออกมาเพราะกลัวถูกจับตามหมายจับ พร้อมกันนี้ก็ได้เรียกร้องกลุ่มพลังเงียบทั่วประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาแสดงพลังถือป้ายประณามกลุ่ม พันธมิตรฯ และสนับสนุนรัฐบาลอย่างน้อยวันละ 1 ชม. เป็นประจำทุกวัน

พลังอีสานจี้ ตร.จัดการคนทำผิด

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในหลายจังหวัดภาคอีสาน อาทิ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี นครราชสีมา ร้อยเอ็ด ฯลฯ ก็มีประชาชนจากอำเภอต่างๆจำนวนมาก นำโดยผู้นำชุมชนและนักการเมืองพรรครัฐบาล ออกมาชุมนุมถือป้ายให้การสนับสนุนนายสมัคร สุนทรเวช ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อไป และเรียกร้องให้รัฐบาล ใช้กฎหมายดำเนินการกับกลุ่มบุคคลที่ละเมิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด รวมถึงให้กำลังใจตำรวจให้ปฏิบัติหน้าที่รักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อความสงบของประเทศ ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯยุติการชุมนุมเช่นกัน หากไม่หยุดก็จะเดินทางเข้ากรุงมาขับไล่


นายกรัฐมนตรีไม่ยอมให้สัมภาษณ์สื่อตลอดช่วงเช้าวันนี้


ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี วันนี้ (1 ก.ย.) ว่า ช่วงเช้า นายสมัครเดินทางไปยังอาคารชาลเลนเจอร์ เมืองทองธานี เพื่อเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในงาน ITU TELECOM ASIA 2008 ซึ่งเป็นการแสดงมหกรรมเทคโนโลยีสื่อสารระดับแนวหน้า ท่ามกลางการเกาะติดจากสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด แต่นายกรัฐมนตรีไม่ยอมให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน

ต่อมาเวลา 13.15 น. นายกรัฐมนตรีได้เดินทางออกจากเมืองทองธานี ขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าไปยังสะพานซังฮี้ โดยขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนไม่ให้ติดตาม เพราะจะไปทำธุระส่วนตัว แต่มีรายงานข่าวว่านายกรัฐมนตรีไปรับประทานอาหารกลางวัน จากนั้นอาจเข้ามาประชุมร่วม 2 สภาเพื่อพิจารณาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นการลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากร จาก 10 ประเทศ ที่รัฐสภา. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-01 14:48:56