WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 1, 2008

นาทีชีวิต“สปาร์ต้าจี้คอ” นักรบใบกระท่อม’ ยึด NBTถ่อย! มีดจี้คอ ‘สุคนธ์ ชัยอารีย์’

คอลัมน์ : Cover story

“สุคนธ์ ชัยอารีย์” นักจัดรายการวิทยุคลื่น 97.0 เมกะเฮิร์ตซ์ เผยนาทีต่อนาทีที่ถูก “นักรบใบกระท่อม” พกอาวุธขึ้นไปบุกถึงห้องจัดรายการ แล้วใช้มีดจี้คอขณะปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน สั่งงดการกระจายเสียง แม้จะแหลงใต้...พันพรือ!!! ยังไม่ยอม แถมโทร.รายงานว่ายึดสถานีได้สำเร็จ ชนะแล้ว!!! เจอตำรวจล้อมจับแล้วจึงวิ่งหนีกันอุตลุด ก่อนถูกรวบพาตัวเข้าคุก เรียกร้องให้รัฐบาลใช้ความเด็ดขาดในการจัดการ “พันธมารธิปไตย” ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองไม่มีวันสงบสุข

***ก่อนอื่นต้องถามก่อนว่า คุณสุคนธ์ ชัยอารีย์ เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่กลุ่มพันธมิตรฯ บุกเข้าสถานีวิทยุสถานีโทรทัศน์ NBT แล้วถูกเอามีดจี้ อยากให้เล่าเหตุการณ์ ณ เวลานั้นให้ฟัง
ผมเริ่มจัดรายการที่คลื่นเอฟเอ็ม 97 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมานี้เอง ชื่อรายการ “คุยข่าว 97.0” ดำเนินการตั้งแต่ตี 5 ถึง 7 โมงเช้า เป็นรายการเปิดสายพูดคุยข่าวสารตามปกติ จนมาถึงเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2551 มีคนในพันธมิตรฯ โทรศัพท์มาบอกผมว่า พี่ๆ พรุ่งนี้ไม่ต้องไปจัดรายการที่สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย คลื่น 97.0 นะ เขาบอกว่า ระวังนะพี่ พรุ่งนี้อาจจะมีปฏิวัติก็ได้ จะมีเรื่องแล้ว พี่อาจจะโดนไปกับเขาด้วย ระวังตัวนะ ผมบอกกับเขาไปว่า ผมไม่กลัวอะไรแล้วล่ะ อายุขนาดนี้แล้วจะไปกลัวอะไรอีก ไม่เป็นไรหรอก ขอบคุณมาก จากนั้นก็มีอีกคนโทรศัพท์เข้ามาบอกว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ ให้ระวัง

เสร็จแล้วประมาณตี 4 ตื่นแล้วออกไปจัดรายการที่สถานีตามปกติ เจอตำรวจเดินขึ้นอาคารของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เข้าไปจัดรายการตามปกติ พูดกับท่านผู้ฟังว่า วันนี้อาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ พอถึงเบรกที่ 2 ประมาณตี 5 ครึ่ง กำลังอ่านข่าวท่านนายกฯ สมัคร พูดถึงพันธมิตรฯ จู่ๆ มีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 4-5 คน กรูกันเข้ามา สั่งให้ปิดโน่นปิดนี่ ทุกคนพูดภาษาใต้ บอกให้หยุดออกอากาศทันที ผมถามกลับไปว่าเป็นใคร มาทำอะไรกัน เขาตอบกลับมาว่าไม่ต้องถาม ออกไป ออกไป จากนั้นเอามีดสปาร์ต้าออกมาจี้ แต่ละคนปิดหน้าปิดตา ดูแล้วเหมือนโจรเข้ามาปล้น

พวกมันเดินเข้าไปค้นทุกห้อง ทุกชั้น เดินกันมั่วไปหมด พอผมออกมาคุยกับพวกมันเป็นภาษาใต้ บอกว่ามีอะไรค่อยๆ คุยกัน เราคนใต้เหมือนกัน มีอะไรคุยกันได้ มันบอกว่า “คนใต้ขายชาติ” ผมตอบกลับไปว่า อ้าว...ทำไมพูดอย่างนี้ล่ะ หมายความว่าอย่างไรขายชาติ ผมตอบกลับไปว่าผมมาทำหน้าที่สื่อสารมวลชน มันบอกอีกว่าทำงานรับใช้ทักษิณ ผมตอบไปว่าผมไม่ได้ทำงานรับใช้ใคร ผมทำงานตามหน้าที่ จากนั้นอีกคนหนึ่งเข้ามาบอกว่าไม่ต้องทะเลาะกัน บังคับให้ผมเดินเข้าไปในห้องอีกห้องหนึ่ง ล็อกห้องเอาไว้ หวังเอาเป็นตัวประกัน ตลอดเวลาที่ปฏิบัติการมีคนโทร.เข้ามาหาพวกมันตลอดเวลา มันตะโกนบอกกันว่า “ชนะแล้ว” ยึดได้แล้ว

พอดีตอนนั้นกำลังตำรวจเข้ามา ผมบอกมันว่าตำรวจมาแล้ว พวกมันรีบออกไปดันประตูไว้ พวกมันไปล็อกประตูไว้ไม่ให้ตำรวจเข้ามา ตำรวจสั่งให้เปิดเดี๋ยวนี้ กลุ่มคนพวกนั้นสับสนไม่รู้ว่าจะทำอะไร วิ่งพล่านไปหมดเลย จะวิ่งออกข้างหน้าไปไหนไม่ได้ เพราะว่าไม่รู้ทางตำรวจประมาณ 10 นาย สามารถเข้ามาได้ แล้วล็อกคอจับกุมกลุ่มคนที่เข้ามายึดได้อาวุธครบมือเพียบ มีทั้งมีดสปาร์ต้า กระบอง ใบกระท่อม

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจับกุมได้ มีกลุ่มคนที่มาบุกยึดได้ปลอมตัวเป็นช่างภาพเพื่อหลบหนีการจับกุม แต่ผมจำหน้าได้ เลยบอกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปจับกุมด้วย หลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมคนที่เข้ามายึดสถานีแล้ว ผมเข้าไปจัดรายการต่อประมาณ 6 โมงเช้า มีประชาชนโทร.เข้ามาเป็นจำนวนมาก ผมบอกไปตามตรงว่า ตอนนี้ผมถูกควบคุมตัวอยู่ มีคนเป็นห่วงเป็นจำนวนมาก และให้กำลังใจ มีแต่คนด่าคนกลุ่มนี้ ตอนนี้ประเทศบอบช้ำมากพอแล้ว

***สถานการณ์ตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้างครับ หลังจากที่มีการบุกเข้ามาในสถานีแล้ว มีการดำเนินการอย่างไรจากเจ้าหน้าที่บ้าง
สถานการณ์เริ่มตึงเครียด ทำให้ผมมองว่าประสิทธิภาพการดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีเลย ใช้ไม่ได้ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของทางสถานี 3-4 นาย ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ เราเองไปจัดรายการ ก่อนจะขึ้นไปห้องส่งเขายังถามเลย แล้วนี่หน้าเหมือนโจรทั้งนั้น มีผ้าคลุมหน้า ปล่อยขึ้นมาได้อย่างไร ตำรวจล้มเหลวในการทำงาน บอกตรงๆ ทุกฝ่าย ตำรวจเล่นละคร ตอนที่มีการพังประตูเข้าไปอีกครั้งหนึ่ง ตำรวจปล่อยให้เขาเข้ามาเฉย แล้วอย่างนี้คนที่นั่งอยู่ข้างในจะทำอย่างไร

ตอนที่ผมจัดรายการ ได้พูดคุยกับพี่น้องประชาชนว่าให้ทำใจ เพราะว่าตอนนี้สถานการณ์วุ่นวายไปหมด เราต้องรักษาความปลอดภัยของเรา เราไม่เชื่อว่าตำรวจจะคุ้มครองเราได้ เพราะเราเห็นกับตาแล้ว

***คนที่บุกเข้ามาใช่พันธมิตรฯ หรือเปล่า และมีการพกพาอาวุธ ยาเสพติด เข้ามาจริงหรือไม่
จะไม่ใช่ได้อย่างไร ติดป้าย “นักรบศรีวิชัย” ทั้งนั้น เท่าที่ผมฟังสำเนียงดูเป็นคนสุราษฎร์ธานี กับคนนครศรีธรรมราช และมีอาการเมาใบกระท่อมอย่างเห็นได้ชัด พวกนี้เวลาเสพเข้าไปแล้วจิตใจมันจะฮึกเหิม แต่ถ้าเจอฝนตายเลย เจอแดดยิ่งคึกใหญ่ และการที่แกนนำพันธมิตรฯ ออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่พวกเขา แล้ว พล.ต.จำลอง (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง) จะมาเรียกร้องให้ปล่อยตัวทำไมถ้าไม่ใช่คนของพันธมิตรฯ แต่ละคนมีอาวุธครบมือ ปิดหน้าคลุมผ้าขนาดนั้นทุกอย่าง อย่ามาโกหกตอแหลกันจะดีกว่า แล้วผมรู้ด้วยว่าเด็กปักษ์ใต้พวกนี้มาจากไหน จ้างมาจากพวก ส.ส. สอบตกก็มี อย่าต้องให้ผมเอ่ยชื่อเลย

พวกที่มาเป็นแกนนำนั่นแหละหนุนหลังร้อยเปอร์เซ็นต์ คนพวกนี้หาไม่ยากหรอก หน้าราม (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) เยอะแยะ พวกที่ยังเรียนไม่จบ พวกนี้ไม่ได้มาด้วยอุดมการณ์นะ เป็นเพียงแค่ทางผ่าน เป็นการท้าทายเท่านั้นเอง ตรงนี้กลายเป็นจุดสำคัญที่พรรคการเมืองใช้คนกลุ่มนี้เป็นหัวคะแนนบ้าง อะไรบ้าง ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

***การที่พันธมิตรฯ บุกเข้ามาปิดสถานีโทรทัศน์ NBT ในฐานะสื่อสารมวลชนคนหนึ่ง มองว่ามันเป็นการคุกคามสื่อหรือไม่
การที่เขาบุกเข้ามา ผมไม่ได้มองว่าเป็นการบุกรุกสื่อนะ ผมมองว่ามันเป็น “โจร” มาปล้นผม เกินกว่า 3 คนที่เข้ามาอย่างนี้เรียกปล้นหรือเปล่า แล้วมีคนเข้ามาแย่งโทรศัพท์น้องผู้หญิงคนหนึ่ง แต่น้องเขาไม่ยอมก็ตามมาเอาจนได้ ส่วนเรื่องที่การเข้ายึดสถานที่ราชการนั้น ผมมองว่ารัฐบาลขาดประสิทธิภาพ อย่าไปมองว่าเป็นกบฏ เพราะเจ้าหน้าที่ต้องเป็นผู้คุ้มครอง เราจะไปกล่าวหาไม่ได้ แต่วิธีที่เขาปฏิบัติไม่มีใครเขาทำกัน อย่างนี้เขาเรียกว่า “กองโจร” มันไม่ใช่ธรรมดา เพราะการเข้ายึดสถานที่ราชการมันผิดไม่รู้กี่ข้อหา ทำไมตำรวจไม่ทำอะไร รัฐบาลเฉยจนเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้นมา เราต้องถามว่าทำไม

ผมศรัทธาท่านนายกฯ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ผมมองว่าไม่น่าเชื่อถือแล้วว่าผมจะอยู่อย่างปลอดภัย ทางรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีแผนในการรองรับในเรื่องดังกล่าว ไม่มีความน่าเชื่อถือ ที่ผมทำอาชีพเป็นนักข่าวมาในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ผมเสี่ยงมาเยอะ ตอนที่ผมเป็นนักข่าวของสยามรัฐ ตอนนั้นเรียกว่ากลุ่มนักศึกษารุ่นนั้นได้มาฝึกงานกับเรา พวกท่าน ดร.ชลิต รู้จักกัน เป็นความรู้สึกร่วมของคนทั้งประเทศ มันแตกต่างกัน เรามองศัตรูข้างหน้าที่ถืออาวุธซึ่งคือทหาร ที่เรามองว่าเป็นเผด็จการ

ช่วง 6 ตุลาคม 2519 เหมือนกันในช่วงของระบอบเผด็จการ เป็นช่วงที่เรารู้สึกหดหู่ แต่เราเป็นนักข่าวมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเป็นนักข่าวต้องการรู้รายละเอียดให้ลึก ให้มาก ในชีวิตของผมที่เป็นนักข่าวโดนปล้นมาแล้วที่ถนนปักษ์ใต้ทั้งสาย ผมไม่เชื่อ อยากรู้ว่าปล้นจริงหรือเปล่า นั่งรถทัวร์ไปโดนปล้นจริงๆ เอาปืนเรานั่นแหละมาชี้ แล้วเอาทรัพย์เราไป ตอนนั้นผมเป็นนักข่าวและช่างภาพระดับรองหัวหน้าข่าวที่ นสพ.เดลินิวส์ พูดถึงความเสี่ยงนั้นในขบวนการนักศึกษาในช่วงนั้นมีอำนาจมาก นายธีรยุทธ บุญมี เขาใหญ่มาก ทำให้ประชาชนไม่ชอบ และรู้สึกไม่ดีกับกลุ่มนักศึกษา

มีช่วงหนึ่งที่ผมแทบจะไม่มีแผ่นดินอยู่ เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เผาศาลากลางจังหวัด หาว่าร่วมมือกับสุรชัย (นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) วางกับระเบิด เป็นเรื่องที่โกหกทั้งนั้น ว่าพี่น้องผมที่สุราษฎร์ธานีเป็นคอมมิวนิสต์หมด เป็นเรื่องที่ผมยังจำไม่เคยลืม

***หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้แล้ว มองว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ไป
ผมมองว่าสถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้คงจะสงบได้ยาก เพราะว่าตอนนี้ไม่รู้ว่าใครที่มีอำนาจในบ้านเมือง เป็นท่านนายกฯ ผบ.เหล่าทัพ หรือเปล่า อยู่ที่ใคร อยู่ที่ สนธิ ลิ้มทองกุล หรือ ตอนนี้เขาทำอะไรก็ได้ น่ากลัวนะ เขาปลุกอะไรก็ขึ้น เพราะอะไรรู้ไหม เพราะประชาชนไม่มีใครที่เป็นนักต่อสู้ที่แท้จริง ขี้ขลาดทั้งนั้น ใจไม่ถึง พวกนี้ก็เหิมเกริม มันรู้จุดอ่อนของรัฐบาล ประชาชนตอนนี้อ่อนแอ ใครพูดอะไรก็เชื่อ ให้ทำอะไรก็ทำ เป็นบรรยากาศที่ไม่ดี เพราะคนที่มีการศึกษาสูงที่เข้ามามีบทบาทขาดความเป็นไทย เด็กรุ่นใหม่ ปลูกฝัง พูดไม่รู้เรื่อง อุดมการณ์ไม่มี ผมว่ามันต้องเห็นเลือด

***ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ มีการนำเสนอไปทั่วโลก จะกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศมากน้อยแค่ไหน
เหตุการณ์ในวันนี้เราอย่าไปมองเลยว่าต่างชาติเขาจะคิดอย่างไร หรือรู้สึกอย่างไร เพราะว่าวัฒนธรรมมันต่างกัน แต่เราคนไทยมองผมว่ามันเศร้ามาก ไม่ไหวแล้ว มันกำลังเข้าสู่กลียุคแล้ว อีกนิดเดียวถ้าหากว่ารัฐบาลยังนิ่งเฉยและอ่อนแอ ถ้าเราดูในมาตรา 28 ในเรื่องของอำนาจหน้าที่ในการปราบปราม ตำรวจต้องได้รับคำสั่ง ตำรวจกลัวตายกันหมด นายไม่สั่ง...ไม่ทำ นายคือใคร คือนายกฯ ลองสั่งดูสิว่าจะทำไหม เวลาไปหากินกันไม่เห็นมีใครสั่ง ทำไมทำได้ ต้องเอากันหนักหน่อย เพราะว่าเราไม่รู้จะพึ่งใครแล้ว ให้เราไปพึ่งเทวดาหรือ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเหตุการณ์ที่รุนแรง แต่เป็นความโหดร้ายของจิตใจมนุษย์ เพราะถ้าเหตุการณ์รุนแรงต้องมีการเผาบ้านเผาเมืองแล้ว พวกนี้มีความคิดที่ชั่วร้าย เอาพระราชดำรัสของพระองค์ท่านมาแปลงเป็นความรู้สึกความคิดของตนเอง ในรุ่นของผมไม่มีการทำอย่างนี้หรอก มันทำไม่ได้

การเกิดขึ้นที่เป็นอยู่ไม่ใช่เป็นการกระทำที่มาจากความรู้สึกนึกคิด แต่เป็นในเรื่องของการปลุกระดม คนนั้นพูดก็เชื่อ ต่างคนต่างเชื่อก็มาทะเลาะกัน แบบนี้อันตราย

***ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชน และผ่านการปฏิวัติมาหลายครั้ง ครั้งนี้มองว่าจุดแตกหักถึงขั้นที่ทหารต้องออกมายึดอำนาจไหม

ผมมองว่าสถานการณ์ในตอนนี้ประเมินว่าถ้าไม่มีการปฏิวัติก็ประกาศภาวะฉุกเฉิน ภายในวันนี้ถ้ารัฐบาล หรือนายกฯ ยังแก้ปัญหาไม่ได้ สมควรลาออกแล้วยกสมบัติให้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ไปให้หมด ให้เขามาปกครองบ้านเมือง

"ผมโดนเต็มๆ มี 3 หมัด”
นาทีชีวิต “กิตติ สิงหาปัด” ผ่าดงม็อบ!!! คำต่อคำจากผู้ดำเนินรายการข่าวสามมิติ ที่ออกอากาศทางช่อง 3 เผยนาทีชีวิตกับเสี้ยววินาทีผ่าดงมอบพันธมิตรฯ "ผมโดนเต็มๆ มี 3 หมัด ไม่ได้เจ็บมาก เพราะการ์ดกันอยู่"

ทุกวันอังคารจะไม่มีรายการ "ข่าวสามมิติ" จึงไม่ต้องเตรียมตัวประชุมข่าว ทำให้มีเวลาว่าง และเห็นข่าวพันธมิตรฯ บุกเข้าไปยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที จึงแต่งตัวออกจากบ้านไปสังเกตการณ์ เพราะบ้านอยู่ไม่ไกลกับสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีมากนัก

ระหว่างที่ดูอยู่นั้น มีผู้หญิง 2-3 คนในม็อบจำผมได้ ก็มาขอจับไม้จับมือ คล้องแขน และขอถ่ายรูป คนอื่นๆ เห็นก็มาขอถ่ายรูปด้วย วงเริ่มกว้างขึ้น จาก 2-3 คน กลายเป็น 7-8 คน คนที่อยู่ข้างนอกคงสงสัยว่าวงที่เรากำลังถ่ายรูปกันนั้นมีอะไรเกิดขึ้น อาจจะคิดว่ามีใครเข้ามาป่วนในม็อบ เพราะวงใหญ่เขาเริ่มส่งเสียงโห่แล้วหันมาทางเรา ตอนนั้นการ์ดของพันธมิตรฯ คงจะเห็นท่าไม่ดี เลยคล้องแขนกันเข้ามากันเราออกไป ยิ่งทำให้คนในม็อบคิดว่าการ์ดจะทำร้ายเรา เขาเลยกรูเข้ามา มีหลายคนพยายามต่อยผ่านวงล้อมของการ์ด โดนบ้างไม่โดนบ้าง แต่ที่โดนเต็มๆ มี 3 หมัด ไม่ได้เจ็บมาก เพราะการ์ดกันอยู่

ผมพยายามตะโกนบอก "ปอง" (น.ส.อัญชลี ไพรีลักษณ์) ที่อยู่บนเวทีว่า อย่าทำอะไรผม ปองก็พยายามตะโกนห้าม แต่ห้ามไม่ได้ เพราะนาทีนั้นไม่มีใครฟังใครแล้ว พอดีพี่คนหนึ่งในพันธมิตรฯ เรียกรถแท็กซี่ให้ ผมเลยรีบขึ้นรถทันที แต่ยังมีบางคนที่ไม่เข้าใจกรูกันเข้ามาทุบรถจนกระจกรถข้างซ้ายแตก แต่รถก็ขับนำผมออกมาจากพื้นที่ตรงนั้นได้อย่างปลอดภัย

ผมจำหน้าคนชกไม่ได้ เพราะชุลมุนวุ่นวายไปหมด ไม่คิดว่าจะเจอเรื่องแบบนี้ในชีวิตการทำข่าว

“เขาโห่ไล่ ด่าว่าขายชาติ”
น.ส.ตวงพร อัศววิไล ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เปิดเผยนาทีวิกฤติที่สุดในชีวิติการทำหน้าที่สื่อมวลชน ท่ามกลางวงล้อมของกลุ่มชายฉกรรจ์ที่อ้างตัวว่าเป็น “นักรบศรีวิชัย”

ทราบข่าวตั้งแต่เวลา 06.00 น. วันที่ 26 สิงหาคม ว่ามีกลุ่มชายฉกรรจ์บุกเข้ามาที่สถานี จึงรีบออกจากบ้านไปสถานี แต่ไม่สามารถเข้าทางประตูหน้าได้ ต้องมุดป่าเข้าไป พอก่อน 07.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาเคลียร์สถานการณ์ไว้ คือกลุ่มที่บุกเข้ามาพร้อมอาวุธปืน ใบกระท่อม พอมาถึงเราเห็นเหมือนกัน ก็เตรียมการออกข่าวปกติถึง 08.00 น. เตรียมตัวเข้าไปแต่งหน้ารายงานข่าวเกาะติดสถานการณ์

พอถึงตอนนั้นเหตุการณ์ตึงเครียดมาก เพราะกลุ่มพันธมิตรฯ มาปิดทางเข้าออกที่สถานี มีแกนนำมาคือ นายอมร อมรรัตนานนท์ ทางด้านหน้า และ นายวัชระ เพชรทอง ปิดทางออกด้านหลัง และปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียงโจมตีสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีว่า จะบุกเข้ามาสถานีเมื่อพร้อม นอกจากนี้ยังพูดกันว่าจะมาต่อเชื่อมสัญญาณเอเอสทีวีออกอากาศ

ทางตำรวจนำกำลังมาเพื่อรักษาความปลอดภัย พอเวลา 08.30 น. ทางกลุ่มพันธมิตรฯ บุกเข้ามา ด้าน คุณสุริยงค์ หุณฑสาร ผู้อำนวยการเอ็นบีที ได้ออกมาบอกให้พนักงานทุกคนออกอากาศจนนาทีสุดท้าย

แต่ไม่นานนักมีการตัดไฟทั้งตึก เป็นเหตุให้เอ็นบีทีจอมืดไปช่วงหนึ่ง ต่อมามีกลุ่มชายฉกรรจ์ปิดหน้าปิดตาทุบกระจกเข้ามา ตำรวจให้ช่างภาพสถานีถ่ายไว้เป็นหลักฐาน ดิฉันอยู่ตรงห้องแต่งหน้า มีกลุ่มพันธมิตรฯ เข้ามา มีการโห่ไล่ ด่าว่าขายชาติ แต่ยังดีที่เจ้าหน้าที่พันธมิตรฯ ที่เปิดเผยหน้าตา ช่วยกันคนออกไป แล้วพาไปอยู่กับตำรวจ

พอไปถึงก็ถูกล้อมกรอบโดยกลุ่มพันธมิตรฯ ที่อยู่ด้านหลัง โดนขว้างปาด้วยขวดน้ำ และโดนน้ำสาด ดีที่ นายวัชระ เพชรทอง ออกมาทำความเข้าใจว่าเราเป็นสื่อมวลชน เราทำหน้าที่ของเรา แล้วเป็นคนไทยด้วยกัน ต้องขอบคุณตรงนี้มากๆ ดิฉันต้องปีนรั้วออกไปเพราะออกทางประตูหลังไม่ได้ จากเหตุการณ์นี้มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 1 ราย คือ นายดุสิต ชมทา ช่างภาพเอ็นบีทีซึ่งถูกดึงลงมาจากกำแพงขณะถ่ายภาพจากมุมสูง

หลังจากนั้น ไปออกอากาศรายงานสถานการณ์ร่วมกับ คุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ จากสถานที่ออกอากาศชั่วคราว แต่ออกได้ประมาณ 45 นาที ก็ได้รับรายงานข่าวว่ากลุ่มพันธมิตรฯ กำลังเดินทางมาปิดล้อม จึงถอนตัวออกไปเพราะไม่อยากให้เจ้าของสถานที่ได้รับความเดือดร้อน

เผยรายชื่อ “นักรบใบกระท่อม” บุก NBT
เผยรายชื่อผู้ต้องหา 85 ราย ตามรายงานตามบันทึกการจับกุมของกองบังคับการตำรวจตะเวนชายแดนภาค 1 ต.คลองเจ้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ที่ใช้กำลังอาวุธเข้าบุกยึกสถานีโทรทัศน์ NBT ถูกตั้งข้อกล่าวหาฐานร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน โดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยมีอาวุธ ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด หรือไม่กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง

โดยมีอาวุธ โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว โดยไม่เหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ โดยมีพฤติกรรมในการจับกุม คือ ตามวันเวลาที่เกิดเหตุผู้ต้องหาตามรายชื่อดังกล่าวข้างต้นได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) และข่มขืนใจเจ้าหน้าที่ของสถานีให้หยุดทำงาน ให้หยุดการส่งสัญญาณการออกรายการทางสถานี และให้ออกไปจากสถานที่ดังกล่าว ประกอบไปด้วย
1.นายธเนศร์ คำชุม อายุ 43 ปี
2.นายชนินทร์ อินทร์พรหม อายุ 42 ปี
3.นายสุธรรม จันทวงศ์ อายุ 39 ปี
4.นายสัญญา สุขเกื้อ อายุ 22 ปี
5.นายจำแลง คุ้มสังข์ อายุ 46 ปี
6.นายปัญญาเดช เอกภาณุพัตร์ อายุ 53 ปี
7.นายมนตรี แซ่ลิ้ม อายุ 37 ปี
8.นายสมถวิล แซ่เอี้ย อายุ 46 ปี
9.นายวุฒิชัย ช่วยบุญชู อยุ 35 ปี
10.นายมนัส สีสายหูด อายุ 24 ปี
11.นายยุทธนา โอชาพงศ์ อายุ 23 ปี
12.นายธนพัฒน์ วิไลภรณ์ อายุ 32 ปี
13.นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ อายุ 36 ปี
14.นายนัสเซอร์ ยีหมะ อายุ 35 ปี
15.นายสุรชัย สุทธิวรานนท์ อายุ 40 ปี
16.นายชัชวาล จันชนะพล อายุ 23 ปี
17.นายวรานนท์ สุวรรณชาตรี อายุ 15 ปี
18.นายสัมพันธ์ อ่อนช่วย อายุ 27 ปี
19.นายสหัส ทองวิจิตร อายุ 32 ปี
20.นายบัญชา ศรีบรรจง อายุ 25 ปี
21.นายเฉลิม โลกภิบาล อายุ 31 ปี
22.นายวิชาญ หยะอัด อายุ 41 ปี
23นายทรงวุฒิ จุลษร อายุ 34 ปี
24.นายกิติกร ขุนศรี อายุ 27 ปี
25.นายเมธี อู่ทอง อายุ 24 ปี
26.นายธีรพร ชูเมือง อายุ 29 ปี
27.นายสมเกียรติ รัตนพันธ์ อายุ 37 ปี
28.นายนภดล เอี่ยมอุดม อายุ 27 ปี
29.นายศุภชัย สมทอง อายุ 20 ปี
30.นายบุญฤทธิ์ เชิญทอง อายุ 30 ปี
31.นายคฑาวุธ ชูศรี อายุ 19 ปี
32.นายจิรวัฒน์ คงหนู อายุ 33 ปี
33.นายพิเชษฐ์ ด้วงช่วย อายุ 36 ปี
34.นายวิเชียร เขียวเล็ก อายุ 44 ปี
35.นายสุรินทร์ แก้วหัวไทร อายุ 34 ปี
36.น.ส.อนัญชญา เพ็ญพลกรัง อายุ 20 ปี
37.นายวิธวัช สืบกระพันธ์ อายุ 17 ปี
38.นายสุรสิทธ์ แย้มประชา อายุ 20 ปี
39.นายประเสริฐ ด้วงทิพย์ อายุ 57 ปี
40.นายดำรงศักดิ์ จันทพันธ์ อายุ 32 ปี
41.นายจรัส วีระพันธ์ อายุ 32 ปี
42.นายอำนวย เพชรเส้ง อายุ 42 ปี
43.นายจรัญ หนูสังข์ อายุ 36 ปี
44.นายมานิต อรรถรัฐ อายุ 28 ปี
45.นายสมโชค จันทร์แก้ว อายุ 32 ปี
46.นายประสงค์ ตรัยรัตน์ อายุ 38 ปี
47.น.ส.แก้วกาญ แพสุวรรณ์ อายุ 25 ปี
48.นายกฤษฏา มณีพรหม อายุ 46 ปี
49.นายศตวรรษ จอนทอง อายุ 18 ปีเศษ
50.นายอัมรินทร์ ยี่เฮง อายุ 24 ปี
51.นายสุรเดช วราภรณ์ อายุ 55 ปี
52.นายสาโรจน์ ดุลยคง อายุ 50 ปี
53.นายพิชัย ทองนวล อายุ 36 ปี
54.นายปราโมทย์ พุทธขาว อายุ 36 ปี
55.นายประจิตร์ นุ่นหอม อายุ 22 ปี
56.น.ส.สายใจ มณีอุปถัมภ์ อายุ 39 ปี
57.นายอดิลักษณ์ อนุชาติ อายุ 34 ปี
58.นายคำรณย์ อู้สกุลวัฒนา อายุ 22 ปี
59.นายธัชชัย ทองจิตร อายุ 40 ปี
60.นายนพดล ขาวเรือง อายุ 30 ปี
61.นายวีระศักดิ์ บรรจงช่วย อายุ 43 ปี
62.นายรอย บุญนิล อายุ 67 ปี
63.นายสุนทร รักษายศ อายุ 42 ปี
64.นายประสิทธิ์ มากแก้ว อายุ 40 ปี
65.นายพรชัย บรรจงช่วย อายุ 40 ปี
66.นายคมชิต พุฒดำ อายุ 35 ปี
67.นายสมพงศ์ สารมาศ อายุ 45 ปี
68.นายณรงค์ บัวใหญ่ อายุ 28 ปี
69.นายเดโช มะลิลา อายุ 34 ปี
70.นายกะวี ยิ้มละไม อายุ 40 ปี
71.น.ส.วรรณวิมล แพสุวรรณ์ อายุ 23 ปี
72.นายประดิษฐ์ คงช่วย อายุ 40 ปี
73.นายวุฒธิไกร สังข์แก้ว อายุ 30 ปี
74.นายวิเชษฐ์ คงจันทร์ อายุ 33 ปี
75.นายอำไพ สิริชยานนท์ อายุ 46 ปี
76.นายสมเกียรติ ดวงมณี อายุ 18 ปี
77.นายสุริยา สกุณา อายุ 36 ปี
78.นายสุนทร สุวรรณ อายุ 32 ปี
79.นายสุเทพ สุวรรณ อายุ 38 ปี
80.นายวิชัย อินทร์พรหม อายุ 38 ปี
81.นายวันชัย รักษายศ อายุ 24 ปี
82.นายไพศาล สุขแก้ว อายุ 37 ปี
83.นายธนพล แก้วเชิด อายุ 38 ปี
84.นายสุธี จันทวงศ์ อายุ 19 ปี
85.นายสมเกียรติ หนูใหญ่ อายุ 32 ปี



งัด ม.14 อนุ 5 ใน ICCRตั้งศาลเดี่ยวตัดสินคดีไม่ได้


คอลัมน์: 1 ปีรัฐธรรมนูญ 50 (2)

อ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน “กฎหมายระหว่างประเทศ” งัดสนธิสัญญา ICCR มาตรา 14 อนุ 5 ระบุชัดเจน ศาลการเมืองเป็นศาลเดี่ยวไม่ได้ เนื้อหา รธน. ส่อขัดกันเอง นำหนังสือวิชาการชำแหละ ม.190 ปราสาทเขาพระวิหาร เทียบกับอีก 19 ประเทศ ไม่เป็นแบบของไทย ชี้ให้จัดการ ม.309 ซากเดนเผด็จการ เครื่องมือต่อยอดกระทำความผิด

ตอนนี้ผมเริ่มเบื่อทางการเมือง ตอนนี้เหมือนสังคมไทยไม่ค่อยยึดหลักกฎหมาย ไม่ค่อยมีเหตุผล ไม่ค่อยยึดหลักการ ดูจะมีอารมณ์และเอากระแสมาตัดสิน เพราะฉะนั้นในวันนี้ผมจะอธิบายในตัวบทกฎหมายเป็นสำคัญ จะเป็นที่พอใจหรือไม่พอใจ อยู่เหนือความรับผิดชอบของผม แต่ผมจะว่าไปตามหลักการ ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า ประเด็นที่มีการพูดถึงนี้ ถ้าจำได้ว่าตอนที่เปิดให้มีการลงประชามติว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่เนี่ย ผมกับคณาจารย์ทั้ง 5 ท่าน ได้ออกแถลงการณ์

ซึ่งได้พูดเรื่องเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้แหละครับ คือการต่อท่ออำนาจ เรื่องคนเดียวใช้อำนาจ คตง. ทั้งหมด ซึ่งหากมองในแถลงการณ์ผมนึกถึงประเด็นพวกนี้มาทั้งหมดแล้ว แต่ว่าตอนที่ผมบอกเหตุผล หลายคนยังไม่เห็นผลร้ายของต้นไม้ต้นนี้ พอท้ายสุดมันออกดอกออกผล อย่างมาตรา 130 ผมอธิบายไปแล้วว่ามันต้องมีปัญหา และมีปัญหาจริงๆ คือ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ เล่นมาตรา 190 ไปแล้วเรียบร้อย

ฉะนั้นที่ผมจะอธิบายและขอให้ทุกท่านคิดตามคือ ประเด็นการสรรหา และอำนาจของ ส.ว. คือในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีการแบ่ง ส.ว. ออกเป็น 2 ประเภท ซึ่งพวกท่านคงรู้ดี แต่ประเด็นที่ผมจะพูดคือ องค์คณะในการสรรหา ส.ว. ที่มาจากการสรรหา ซึ่งในองค์คณะ 7 คนเอามาจากศาลถึง 3 ท่าน คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองสูงสุด และก็ศาลฎีกา ประเด็นก็คือว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะเอาตัวผู้พิพากษา หรือตุลาการ มาเป็นตัวสรรหา ส.ว. ถามว่าทำไม เพราะว่า ส.ว. เป็นองค์กรทางการเมือง ใช้อำนาจทางการเมือง ในขณะที่ผู้พิพากษาใช้อำนาจตุลาการ เป็นการดึงเอาผู้พิพากษามาเกี่ยวข้องทางการเมือง แล้วสุดท้ายในกระบวนการพิจารณาสรรหาไม่เป็นรูปธรรม ซึ่งหากท่านดูในการสรรหา ส.ว. จะใช้ลอยๆ ว่าเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ แต่อย่างไรล่ะครับถึงจะบอกว่าเป็นคนดีมีประสบการณ์ในการทำงาน

ถ้าท่านจำได้ เคยมีสื่อมวลชนเสนอข่าวว่า อดีต ส.ว. ท่านหนึ่งเคยเป็น สนช. และมีปัญหาเกี่ยวกับทางแพ่ง แต่สุดท้ายก็ได้รับเป็น ส.ว. สรรหา ถามว่าตรงนี้ประชาชนทั่วไปสามารถร้องขัดขวางดุลพินิจของ ส.ว. ได้หรือเปล่า คำตอบคือว่า ไม่ได้...ประชาชนคนธรรมดาไม่มีอำนาจที่จะร้องขอว่าดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ทั้ง 7 คนนี้มิชอบ เขาไม่เปิดโอกาส แต่เขาจะให้เฉพาะผู้สมัครท่านอื่น พูดง่ายๆ ว่า ระบบการสรรหา ส.ว. มันตัดขาดจากอำนาจของประชาชนไปเลย และการสรรหาถือเป็นที่สุด คือจะไปตรวจสอบการสรรหามิได้

ส่วนประเด็นหนึ่งคือ อำนาจของ กกต. อำนาจ กกต. เป็นอำนาจค่อนข้างจะเบ็ดเสร็จ คืออำนาจการออกระเบียบ หรือนิติบัญญัติ อำนาจในการบริหารในการจัดการการเลือกตั้ง คือในอำนาจของฝ่ายบริหาร และอำนาจในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ คือการให้ใบเหลือง และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง หรือการให้ใบแดง อันนี้เป็นอำนาจกึ่งตุลาการ พูดง่ายๆ ว่า องค์กร กกต. เป็นองค์กรเบ็ดเสร็จที่รวบ 3 อำนาจไว้ด้วยกัน แล้วกรณีการแจกใบแดง รัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า คำวินิจฉัยของ กกต. ถือเป็นที่สุด คือถูกทบทวนแก้ไขไม่ได้ คือยุติตามนั้น ตรงนี้ผมคิดว่าต้องแก้ไขหรือเปล่า และทำไมถึงให้ กกต. มีอำนาจค่อนข้างมาก

ประเด็นต่อไป อาจจะดูร้ายนิดหนึ่ง ที่มีข่าวออกมา แต่ว่าไปตามหลักการ คือประเด็นการวินิจฉัยพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประเด็นนี้ค่อนข้างที่จะอ่อนไหว คือ รัฐธรรมนูญ มาตรา 278 วรรคสอง เขาบอกว่า คำวินิจฉัยของศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือเป็นที่สุด คือศาลเดียว แต่ว่าวรรคต่อไปบอกว่า ถ้ามีการค้นพบข้อเท็จจริงใหม่เนี่ยก็จะให้มีการพิจารณาคดีใหม่ได้ แต่เงื่อนไขในการพิจารณาคดีใหม่ ต้องมีข้อเท็จจริงใหม่ ซึ่งมีสาระสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพิจารณาคดี แต่ประเด็นก็คือว่า ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 เกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศ มาตรา 82 เขาบอกว่า รัฐบาลต้องทำตามสนธิสัญญาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ปรากฏว่า ประเทศไทยเป็นภาคี กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ผมเรียกย่อๆ ว่า ICCR ในมาตรา 14 อนุมาตรา 5 บอกว่า คนทุกคนที่ต้องพิพากษาลงโทษในความผิดคดีอาญา ย่อมมีสิทธิที่จะให้คณะตุลาการระดับเหนือขึ้นไป พิจารณาทบทวนการลงโทษ และคำพิพากษา โดยเป็นไปตามกฎหมาย

ที่ยกตัวอย่าง 3 มาตรามาประกอบกัน คือ มาตรา 82 ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 14 ของ ICCR และมาตรา 237 ในรัฐธรรมนูญไทย ทีนี้รัฐธรรมนูญของไทยเกี่ยวกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญา เช่น คดีที่ดินรัชดาฯ หรือคดีของท่านวัฒนา (นายวัฒนา อัศวเหม) ตามรัฐธรรมนูญบอกว่า ศาลฎีกาเป็นศาลเดียว ไม่มีอุทธรณ์ฎีกา มาตรา 14 ของ ICCR ในอนุที่ 5 บุคคลมีสิทธิที่ต้องได้รับการพิจารณาอุทธรณ์ฎีกาจากศาลที่สูงศักดิ์ ประเด็นของผมคือว่า รัฐธรรมนูญของไทยเนี่ย ขัดหรือแย้งกับ ICCR หรือไม่ และสิทธิในการพิจารณาคดีใหม่ เมื่อค้นพบข้อเท็จจริงใหม่ เป็นคนละสิทธิกัน เป็นคนละอย่าง ที่ผมพูดหมายความว่า แม้ไม่มีข้อเท็จจริงใหม่ จำเลยมีสิทธิได้รับการอุทธรณ์ฎีกาจากศาลที่สูงกว่า เพราะชัดเจนว่า ถ้าพิจารณาคดีเกิน 3 เดือนอาจมีข้อผิดพลาดได้ อาจจะเกิดจากข้อเท็จจริง หรือข้อกฎหมาย ข้อ 14 ของ ICCR เป็นหลักประกันได้ว่า จำเลยมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีจากศาลที่สูงกว่า เพื่อที่จะมาคุ้มครองในประเด็นข้อกฎหมาย หากนักการเมืองกระทำความผิดจริง อาจมีการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง

แต่ประเด็นของผมคือว่า ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งกำหนดว่า กรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรคการเมือง นอกจากจะถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองแล้ว ยังต้องดำเนินคดีอาญาด้วยนะครับ หมายความว่า ให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้นี้ แต่พอตอนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่มีคำว่าผู้นั้น นั่นคือเพิกถอนทั้งหมด

คือคนที่ถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งเนี่ย ตามมาตรา 103 บอกว่า ให้เพิกถอนสิทธิทางการเมืองพรรคนั้น และยังต้องดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร หรือหัวหน้าพรรคการเมือง หรือคณะกรรมการบริหารพรรคผู้นั้นด้วย ที่กระทำความผิดหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด เป็นความผิดเฉพาะตัว แต่กลับเพิกถอนทั้งพรรค นี่...มันถือว่าเป็นการขัดต่อหลักการสัดส่วนหรือเปล่า ปรากฏว่าพอผมไปตรวจสอบดู ศาลรัฐธรรมนูญตุรกีเคยยุบพรรคการเมือง เคยเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง แต่เพิกถอนเฉพาะผู้ที่มีส่วนในการกระทำความผิด คือมีการเพิกถอนไป 4-5 ท่าน และปล่อยคนอื่นๆ อีกกว่า 100 ท่าน เพราะคนเหล่านี้ไม่เกี่ยว ประเด็นนี้ผมว่าน่าจะมีการศึกษาพูดคุยกันในทางวิชาการว่า โทษอย่างนี้มีความเหมาะสมหรือไม่ คือจะยุบพรรคยุบไป จะเพิกถอนทำไป แต่ต้องไม่เหมารวมกับคนที่ไม่มีส่วนในการกระทำความผิด

ส่วนอีกหนึ่งประเด็นเรื่อง การทำหนังสือสัญญา ในมาตรา 190 ที่เกิดปัญหาอยู่ ที่อยู่ในมือ ของผมคือหนังสือเกี่ยวกับมาตรา 190 เป็นหนังสือเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ 19 ประเทศ เกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญา ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.2005 ผมเทียบมาตรา 190 กับรัฐธรรมนูญของ 19 ประเทศแล้วเนี่ย ไม่พบข้อความที่บัญญัติไว้ในเหมือน 190 ของเราเลย ไม่มี ฉะนั้นการที่ไปควบคุมมาตรา 190 อย่างมากเนี่ย ผู้ร่างอาจจะมีเจตนาดีที่เปิดโอกาสในการมีส่วนร่วม แต่ประเด็นของผมคือว่า มาตรา 190 วรรคสาม บอกว่า ก่อนที่คณะรัฐมนตรีเรื่องประสาทเขาพระวิหารเนี่ย จะทำการตกลงใดๆ ก็ตามในวรรคสอง จะต้องชี้แจงต่อสภา และเสนอกรอบการเจรจาให้กับสภา

ประเด็นของผมคือว่า ตามกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญาเวียนนาเนี่ย ให้อำนาจฝ่ายบริหารเพื่อทำข้อตกลงระหว่างประเทศได้โดยไม่ต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจ พูดง่ายๆ ว่า อำนาจการทำสนธิสัญญาเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร แต่กฎหมายมาตรา 190 เขียนอำนาจการบริหารไว้แค่นี้ ผมพูดมาแล้วว่า ถ้าไม่แก้ 190 การทำหนังสือระหว่างประเทศของฝ่ายบริหารจะเป็นอัมพาต คือรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจะไม่เซ็นอะไรเลย เพราะกลัวว่าจะเข้ามาตรา 190 ทั้งหมด ผมว่ารายละเอียดของมาตรา 190 ควรนำไปใส่ในบทพระราชบัญญัติ

ประเด็นสุดท้าย มาตรา 309 ซึ่งเป็นบทกฎหมายนิรโทษกรรม หลักกฎหมายนิรโทษกรรม โดยส่วนใหญ่แล้วจะนิรโทษกรรมเหตุการณ์ในอดีต ที่มันเกิดขึ้น และสิ้นสุดไปแล้ว นี่คือวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของกฎหมายนิรโทษกรรม แต่ว่าหลังจากที่กฎหมายนิรโทษกรรมมีผลใช้บังคับแล้ว การนิรโทษกรรมจะสิ้นสุด จะไม่ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น สมมติเมื่อมีรัฐธรรมนูญชั่วคราว มีการรัฐประหาร ก็จะมีข้อความแบบนี้ คล้ายมาตรา 309 หมายความว่า บรรดาการกระทำทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 19 กันยายน ที่มีการตระเตรียมดำเนินการ มีการนิรโทษกรรม วันที่มีการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 นิรโทษกรรมเรื่อยมาจนกระทั่งหลังจากวันทำรัฐประหาร ได้รับการนิรโทษกรรมทันทีที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวได้ประกาศใช้

หลังจากที่รัฐธรรมนูญอันนี้ประกาศใช้เนี่ย บรรดาการกระทำหลังจากนี้จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรม มันสิ้นสุดแค่ตรงนั้น แต่ศาลสูงบอกว่า ก่อนการทำรัฐประหาร เรื่อยมาจนถึงวันทำรัฐประหาร เรื่อยมาจนถึงหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้เมื่อเดือนสิงหาคม เรื่อยมาจนถึงวันนี้ และจะสืบทอดไปเรื่อยๆ จนถึงอนาคต ยังไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ตรงนี้ผมมองว่ามันเป็นการบิดเบือนหลักกฎหมายนิรโทษกรรม แล้วขอบเขตของมันไม่มีใครทราบว่าจะใช้กับอะไร

ผมจำได้ตอนที่มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สสร. อธิบายว่า ความจำเป็นที่ต้องมีมาตรา 309 เพื่อปกป้องการทำงานของ คตส. จำได้ใช่ไหมครับ แต่พอหลังจากที่มีเอกสารลับ คมช. ที่คุณหมอเหวงพูดถึง มีการหยิบยกมาตรา 309 มาป้องกัน ประเด็นของผมคือว่า 309 นี้...ใช้กับใคร และเรื่องอะไรแน่ หรือว่าใช้กับทุกเรื่อง ทุกองค์กรหรือเปล่า หรือองค์กรทั้งหลายที่ คมช. แต่งตั้ง ขอบเขตอยู่ตรงไหน และคุ้มครองใครบ้าง สืบเนื่องเวลาแค่ไหน ถึงจะยุติในการคุ้มครอง

1 ปี สืบทอดอำนาจ“อำมาตยาธิปไตย”


คอลัมน์: 1 ปีรัฐธรรมนูญ 50 (1)

นพ.เหวง โตจิราการ กรรมการสมาพันธ์ประชาธิปไตย วิพากษ์ 1 ปี แห่งการสืบทอดอำนาจ “อำมาตยาธิปไตย” ผ่านช่องทางของ รธน.50 ระบุชัด!!! แผนชั่ว คมช. บันได 5 ขั้นยังไม่จบ ยกคดีเทียบ จับเงิน 1.3 ล้านที่ จ.เพชรบูรณ์ ได้ใบเหลือง พิมพ์บัตรเลือกตั้งเกิน 44 ล้านใบ เอกสารลับ คมช. ไม่ผิดเลย ย้ำต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำชาติไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง

ผมอยากจะกราบเรียนว่า ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า การเมืองเดินหน้าหรือถอยหลังในกรอบของรัฐธรรมนูญ 2550 คือ มันมีคำตอบชัดมาตั้งแต่ต้นแล้วนะครับว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่สามารถทำให้การเมืองก้าวไปข้างหน้าได้ มีแต่ทำให้การเมืองถอยหลัง ก้าวหน้าไม่ได้เลยครับ ผมอยากจะเรียนให้ท่านผู้ฟังทราบว่า ถ้าเราเปรียบเทียบ ผมยังไม่แน่ใจว่าการเมืองของเรามันก้าวหน้าไปกว่า 2 ปีที่แล้ว ที่มีคณะยึดอำนาจหรือเปล่า ผมเองชักไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะว่ามีปัจจัยอื่นๆ เยอะเหลือเกิน ซึ่งในจุดนี้เราคงไม่ตำหนิรัฐบาล

เพราะอย่างนี้ครับ ผมต้องย้อนไปนิดหนึ่งคือ การรัฐประหารครั้งที่แล้ว เราต้องทำความเข้าใจนะครับว่า เป้าหมายเราอย่าไปมองแคบๆ ว่านายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ออกไปเท่านั้น อันนั้นเป็นเป้าหมายหนึ่ง และเป็นเป้าหมายเบื้องต้น แต่เป้าหมายที่แท้จริง เขาต้องการโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยลงไป แล้วสร้างระบอบอำมาตยาธิปไตยขึ้นมา ครั้งที่แล้วเราเห็นอย่างชัดเจนเมื่อช่วง 19 กันยายน จนถึงวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่ได้มีการเลือกตั้งใหม่ ในช่วงปีกว่าเขาเร่งสร้างโครงการต่างๆ ที่จำเป็นจะต้องเป็นกลไกในการเผด็จอำนาจของระบอบประชาธิปไตยให้ปรากฏขึ้นมาก่อน ให้องค์กรต่างๆ ปรากฏขึ้น ไม่ว่าจะเป็น กกต. ป.ป.ช. สตง. ที่ล่วงอำนาจ ผู้ว่าการ สตง. ไปล่วงอำนาจ คตง.

ตรงนี้เป็นส่วนที่เขาเร่งสร้างองค์กรต่างๆ ให้แล้วเสร็จ หลังจากที่ได้จัดตั้งองค์กรต่างๆ แล้วเสร็จในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว เขายังให้ประจักษ์องค์กรต่างๆ ที่เขาจัดตั้งขึ้น ยกเว้นโครงสร้างถาวรของประเทศไทยที่ยังไม่กล่าวถึง โครงสร้างถาวรของประเทศไทยคือ กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการทหารไม่กล่าวถึง กระทั่งในช่วงที่เขารัฐประหาร ยังเอา เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ที่รับใช้พวกเขาอย่างเต็มจิตเต็มใจ ขึ้นมาเป็น ผบ.ตร. เห็นไหมครับว่า เสรีพิศุทธ์มารับใช้คำสั่งเขาจริงๆ เพราะคำสั่งที่บ้านป๋า เป็นคำสั่งของเขา ให้ลงมาทุบตีประชาชน

เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า ช่วงรัฐประหารเขาไม่ได้ตั้งใจจะล้มแค่อดีตนายกฯ ทักษิณ นี่เป็นโจทย์เพียงครึ่งเดียว หรือเป็นเพียงช่วงแรกเท่านั้นเอง สำหรับผมเป็นโจทย์เล็กๆ เท่านั้นเอง แต่ จุดมุ่งหมายที่สำคัญของเขาคือ ต้องการจะล้มระบอบประชาธิปไตย และต้องการสร้าง อำมาตยาธิปไตย คณาธิปไตย และเผด็จการอำนาจนิยม ขึ้นมา ถ้าเราเข้าใจชัดๆ อย่างนี้แล้ว 1 ปีที่ผ่านมา เป็น 1 ปีที่สำแดงฤทธิ์เดชของอำมาตยาธิปไตย คณาธิปไตย และเผด็จการอำนาจนิยม

แต่ว่าพวกนี้เขาฉลาด นอกจากจะสร้างองค์กรต่างๆ ก็ยังสร้างกฎกติกา ให้องค์กรของเขาดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไปได้ เห็นไหมครับ ถ้าเรามาเชื่อมโยงอย่างนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เป็นอย่างดี แล้วผมจะค่อยๆ อธิบายให้ท่านฟัง ที่จริงยังมีองค์กรที่เขาตั้งด้วยความลุกลี้ลุกลน โดยที่เขาไม่ได้ดูให้ครบถ้วน หลายสิ่งหลายอย่างไม่ได้เป็นไปตามใจเขา มีอยู่หลายองค์กรที่วันนี้ได้ถามถึงความชอบธรรม เช่น ป.ป.ช. ได้มีปัญหาเรื่องความชอบธรรม กระทั่ง 309 ยังไม่คุ้มครอง 299 ก็ไม่คุ้มครอง ป.ป.ช. ชุดนี้

รัฐประหารได้มีประกาศฉบับที่ 19 บอกว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. ยังคงใช้งานต่อไปได้ ยกเว้นกระบวนการสรรหา เมื่อเป็นเช่นนี้ ป.ป.ช. ต้องเคารพ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 6 มาตรา 12 พูดชัดเจนว่าต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม เนื่องจากจากวันนั้นถึงวันนี้ไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ดังนั้นพวกคุณไม่ถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมายของพวกรัฐประหารเอง

เพราะฉะนั้น กฎหมายของพวกรัฐประหารเองพวกคุณยังไม่ถูกต้องตามประกาศฉบับที่ 19 แล้วต่อมายังมีประกาศฉบับที่ 31 อีก คณะรัฐประการเขาร่างรัฐธรรมนูญ 2549 ขึ้นมา ป.ป.ช. ไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ 2549 เพราะว่าพวกเขาไม่ทำตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. 2542 แล้วตามมาตราที่ 88 ตามประกาศฉบับที่ 19 และฉบับที่ 31 บอกว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. 2542 ยังบังคับใช้ได้อยู่ต่อไป เพราะฉะนั้นคุณต้องตอบว่า คุณทำตามกฎหมายฉบับนี้ ดังนั้นเมื่อคุณไม่ทำตามกฎหมายฉบับนี้ แสดงว่าคุณผิดกฎหมายใช่ไหมครับ เมื่อคุณไม่ทำตามกฎหมาย คุณไม่ได้รับการคุ้มครอง รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้คุ้มครองพวกคุณอีกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ป.ป.ช. ชุดนี้ไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายฉบับใดเลย

ผมขอเตือนด้วยความเคารพนะครับว่า ป.ป.ช. ควรตระหนักในเรื่องนี้ และออกไปดีกว่า เหมือนอย่างที่ คุณวีระ มุสิกพงศ์ บอก ออกไปเลย เพราะว่าคุณไม่มีกฎหมายใดคุ้มครอง เพราะฉะนั้นผมอยากกราบเรียนว่า คณะรัฐประหารที่ได้ตั้งองค์กรและกลไกต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ท่านดูนะครับว่า ตัวอันตรายที่สุดและได้ผล บางเรื่องของเขามีปัญหา และบางเรื่องของเขาได้ผล บางเรื่องของเขาที่ได้ผลกำลังทิ่มแทงกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศไทยให้สั่นคลอน ทำให้มีปัญหาเกิดขึ้น ทิ่มแทงอย่างไรครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ มาตรา 309 ครับ

ท่านคิดดูนะครับว่า รัฐธรรมนูญทั่วโลกจะไม่มีปรากฏ หรือย้อนกลับไปในประชาธิปไตยสมัยกรีก ประชาธิปไตยสมัยกรีก เป็นประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่เป็นประชาธิปไตยของเจ้าทาสหรือนายทาส หรือถ้าเป็นนายทาสที่ร่ำรวย เขาก็จะได้สิทธิในเรื่องของประชาธิปไตยไปเลย แต่ถ้าเป็นทาสหรือเป็นคนที่ยากจน ไม่มีสิทธิในประชาธิปไตย ก็เรียกกันว่าประชาธิปไตยเจ้าทาส รัฐธรรมนูญหรือประชาธิปไตยเจ้าทาสก็ไม่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่า การรัฐประหารเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไอ้ 309 มันถอยหลังไปยิ่งกว่าสมัยกรีกอีก เพราะว่าใน 309 เขียนไว้ชัดเจนว่า การรัฐประหารถูกต้องชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ซึ่งถูกต้องชอบธรรมก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาประกาศใช้ก่อนวันที่ 24 สิงหาคม พอหลังจากที่ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ โดยไม่มีการกำหนดวันที่แน่นอน ที่พวกเขาเขียนว่า ถูกต้องชอบธรรมตั้งแต่ก่อนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และไม่บอกว่าสิ้นสุด! แสดงว่าใช้ได้จนกว่าสุริยจักรวาลจะหายไป แล้วมันใช้ได้หรือเปล่าครับ มันใช้ไม่ได้ครับ เขียนรัฐธรรมนูญอย่างนี้ใช้ไม่ได้ ลำพังแค่มาตรา 309 อย่างเดียวเราต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของกระบวนการสรรหา ส.ว. ที่ให้คนภายใน 7 คน และใช้ระบบออกเสียง 4 คนใน 7 คนได้รับการคัดเลือกแล้ว เราอย่าไปเรียกเขาว่า ส.ว. จากกระบวนการสรรหา เพราะว่ามันเพราะเกินไป ส.ว. แต่งตั้ง หรือ ส.ว. ลากตั้ง ที่เรียกว่าลากตั้งเพราะว่าไปเอาคนที่มีจิตวิญญาณของการทำรัฐประหารมาทำลาย หรือคนที่มีจิตวิญญาณเผด็จการนิยมมาทำลายระบอบประชาธิปไตย เพราะว่าโลกในขณะนี้นับมาจนถึงทุกวันนี้ เราไม่ถอยหลังแล้วตั้งแต่มีมนุษย์ขึ้นมา

เอาเป็นว่าในโลกปัจจุบันมี 2 ทางเลือกคือ ประชาธิปไตย หรือไม่ใช่ประชาธิปไตย แล้วพวกเราจะเลือกอะไรครับ เราเลือกประชาธิปไตยสิครับ แล้วไอ้พวกที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มีชื่อเล่นว่า คณาธิปไตย อำมาตยาธิปไตย เผด็จการอำนาจนิยม ไอ้เรื่อง 70:30 ที่เขาตั้ง พวกมัฆวานฯ เราต้องเรียกว่าพวก “ลัทธิมัฆวาน” มันเป็นลัทธิแล้วครับ แล้วต่อไปนี้อย่าเรียกลัทธิสันติอโศก ต้องเรียกว่า “ลัทธิมัฆวาน สาขาสันติอโศก” เพราะว่าเขาออกมาประกาศว่าจะสนับสนุนการเมืองของพวกนั้น สำนักสันติอโศกจะไม่ใช่สำนักธรรมอีกต่อไป แต่เป็นสำนักทางการเมือง

ต่อไปนี้รัฐบาลต้องปฏิบัติกับสำนักสันติอโศกให้ถูกต้องนะครับ อย่าปฏิบัติกับเขาเหมือนกับสำนักของศาสนา เพราะว่าประกาศตนออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า เป็นการเมืองใหม่ เป็นลัทธิที่ต่อสู้ทางการเมือง เป็น “ลัทธิมัฆวาน” ดูสิครับพวกเขาดูถูกประชาชนมากเลย ให้ประชาธิปไตยประชาชนแค่ 30% เลือกตั้งมาแค่ 30% แล้วพวกเขาเลือกมา 70% ต้องการจะเอามาหลอกคนให้เห็นว่าเป็นประชาธิปไตยแค่ 30%

นอกจากความผิดที่กฎหมายอาญาบัญญัติไว้ชัดเจน เช่น การหมิ่นหรือการโค่นล้มสถาบัน การทำลายประชาธิปไตยของแผ่นดิน กฎหมายอาญาเป็นเล่มเลยครับบอกว่ามีความผิด ไม่ต้องมาเรียกร้องทหารให้มาทำรัฐประหาร แต่ “ลัทธิมัฆวาน” บอกทหารมาทำรัฐประหารได้ใน 4 ข้อ วันนี้ถามคนไทยทั้งประเทศว่า จะเลือก “ลัทธิมัฆวาน” หรือเลือกประชาธิปไตยกันแน่

ผมเชื่อนะครับในสิ่งที่นายสนธิ (นายสนธิ ลิ้มทองกุล) หรือนายจำลอง (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง) พูด จากคนที่ไปนั่งฟังเขาพูดนั้น ผมเชื่อว่าเขาต้องเลือกประชาธิปไตยมากกว่า เขาไม่เลือก “ลัทธิมัฆวาน” หรอกครับพวกนี้เป็น 30% แล้วเราจะยอมให้พวกเขามาตั้ง 70% เหรอ

เพราะฉะนั้นในวันนี้ เราต้องจำกัดวงให้แคบ หัวโจกของ “ลัทธิมัฆวาน” แค่ 6 คนเขาจะบอกให้ประชาชน 63 ล้านคนได้รู้ว่า หัวโจก 6 คน กำลังสาธยาย “ลัทธิมัฆวาน” ที่ทำลายประชาธิปไตยอย่างไร ผมเชื่อว่าคน 63 ล้านคนไม่เอา “ลัทธิมัฆวาน” คอยดูแล้วกันวันที่ 26 (26 ส.ค. 2551) นี้จะมีคนเข้าร่วมสักกี่คน

นอกจากนี้ยังได้มีการสร้างความมั่นคงให้กับระบอบอำมาตยาธิปไตยด้วย คืออะไรครับ คือระบบ ส.ว. ลากตั้ง ชิมไปบ่นไป ใครเป็นคนมาทิ่มแทงนายกฯ สมัคร (นายสมัคร สุนทรเวช) ส.ว. ลากตั้งนั่นแหละครับ แล้วมาตรา 190 ที่ไปยื่นต่อศาลก็ดี แล้วก็ไปยื่นต่อศาลปกครองก็ดี ใครทำครับ ส.ว. ลากตั้งครับ ท่านเห็นหรือยังการที่เขาตั้งใจจะมี ส.ว. ลากตั้งมาทำลาย กัดกร่อน ขัดขวางการพัฒนาและการสร้างกระแสความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย

เพราะฉะนั้นไม่ต้องถามเลยว่า 1 ปีที่ผ่านมา การเมืองไทยก้าวหน้าหรือถอยหลัง เพราะว่ามันเป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการอำนาจนิยมอยู่แล้ว จุดมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญนี้คือ ต้านกระแสความมั่นคงให้กับระบอบเผด็จการอำนาจนิยม คนพวกนี้พยายามจะตั้งข้อโต้แย้งว่า พวกคุณปฏิเสธรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วผ่านมาจากการเลือกตั้งทำไม มีรัฐบาลทำไม ก็เพราะว่าเราต้องการโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิแสดงออกทางการเมืองของเขา เราจึงต้องให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น แม้ว่าจะมาจากรัฐธรรมนูญเผด็จการอำนาจนิยม แล้ววันที่ 23 ธันวาคม 2550 แสดงให้เห็นแล้วว่า ประชาชนทั่วทั้งประเทศได้แสดงเจตนารมณ์ที่พี่น้องทั้งประเทศแสดงให้เห็นแล้วว่า พี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศคัดค้านเผด็จการ และต้องการประชาธิปไตย ถึงเลือกพรรคพลังประชาชน

ผมท้าทายพรรคประชาธิปัตย์เลยนะครับ และวันนี้ยังท้าทายอยู่ วันนี้พี่น้องจำได้ไหมครับที่ประชาธิปัตย์ไปปราศรัยหาเสียง เขาปราศรัยว่า จะแก้สิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เป็นประชาธิปไตย ผมท้าพรรคประชาธิปัตย์เลยนะว่า ถ้ามีการเลือกตั้งครั้งต่อไป จัดแถลงไว้เลยว่า รักษามาตรา 309 ตลอดชีวิต ขอให้ท่านทั้งหลายไปบอกประชาธิปัตย์ และบอก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยนะครับว่า ถ้าคุณแน่ใจ แถลงนโยบายไปเลยนะครับว่าพวกคุณจะรักษามาตรา 309 ไว้ เพราะว่าส่วนหนึ่งที่ได้ความรักและความศรัทธาจากการเลือกตั้ง ที่พรรคประชาธิปัตย์จะมาเข้าร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้ววันนี้เขามากล่าวหาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อ หนีตาย หนีการถูกยุบพรรค และหนีการถูกลงโทษ สิ่งที่เขาพูดออกมามันบิดเบือนทั้งหมด

ส.ว. ลากตั้งเป็นปัญหามากเลย ถ้าเรายังปล่อยให้มี ส.ว. ลากตั้งต่อไปอย่างที่ คุณคณิน (นายคณิน บุญสุวรรณ) พูดในบทเฉพาะกาล ผมว่าระบอบประชาธิปไตยไม่มีความหวังครับ เพราะฉะนั้นเราจะมี ส.ว. ลากตั้งไม่ได้ครับ เพราะว่า ส.ว. ต้องมาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว และการเลือก ส.ว. ต้องเอาประเทศเป็นเขตอย่างที่เราเคยทำกัน คือเอาจำนวนพี่น้องทั้งประเทศเป็นตัวตั้ง แล้วเอาจำนวน ส.ว. ไปหาร ไม่ใช่อย่างที่เขาทำ แบบนั้นเป็นการโกงระบอบประชาธิปไตยอย่างแนบเนียน เพราะว่าการเลือก ส.ว. จังหวัดละคนเป็นเรื่องที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย เพราะว่าคนเราทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจน ก็มีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงเหมือนกัน

ผมอยากสรุปให้ฟังว่า 1 ปีที่ผ่านมามันเป็นฤทธิ์เดชของพวกเผด็จการอำนาจนิยมของระบอบคณาธิปไตย แล้วยังมาส่งผลและกัดกร่อนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และตอนนี้ประชาชนยังทำอะไรไม่ได้ เพราะดูคณะกรรมการ กกต. ชุดนี้สิครับ จะมาแก้ปัญหาเรื่องใบแดง ใบเหลือง เป็นเรื่องที่ยาก ผมไม่เข้าใจ ที่เพชรบูรณ์ 1,300,000 บาท โดนใบเหลือง แต่โคราชกับบุรีรัมย์เงินแค่ 200 บาท โดนใบแดง ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใจ และท่านก็ไม่ออกมาแถลง เรื่องนี้มันชัดเจนอยู่แล้วว่า 1,300,000 ไปซื้อเสียงทำไมให้ใบเหลือง ผมไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องที่ผิด แต่ผมไม่เข้าใจ

ผมอยากตั้งคำถามถึงกรรมการชุดนี้ องค์กรต่างๆ ล้วนแต่ส่งผลทั้งนั้น อย่างเรื่อง การซื้อเสียงในโรงหนัง ที่มีหลักฐานชัดเจน กกต. ตัดสินออกมาไม่โดนอะไรเลย การปราศรัยหาเสียงในโรงหนัง แต่ไม่โดนอะไรเลย พี่น้องจำได้ไหมครับช่วงที่ คณะยึดอำนาจมีอำนาจอยู่มันมีเอกสารลับออกมา 5 ชิ้น แล้วก็บงการว่าให้ไปเลือกพรรคที่สนับสนุนรัฐประหารชัดเจน แล้วจากนั้นก็ออกมาโต้แย้งด้วยเอกสารเท็จ เราไปทำการยื่นเรื่องให้ กกต. ทางเขาก็ตั้งอนุกรรมการมา 7 คน มี 4 คนที่บอกว่าเข้าข่ายมาตรา 309 คุ้มครอง ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ได้เห็นด้วยกับการลงโทษ แปลว่าเขาเห็นด้วยกับการลงโทษ เพราะบอกว่าได้รับการคุ้มครองจากมาตรา 309 แล้ว 4 เสียงชนะไป เมื่อยื่นเรื่องให้ กกต. กลาง ปรากฏว่าเรื่องนี้ยกคำร้อง โละทิ้งมันไป วันนี้ผมยังไม่เข้าใจ และอยากโต้แย้งไปยัง กกต. ว่านี่คืออะไร แปลว่าอะไร

แล้วยังมีเรื่องบัตรเลือกตั้ง 44 ล้านใบ เพราะว่า มีการพิมพ์บัตรเลือกตั้งออกมามากกว่าจำนวนประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเป็นอย่างมาก แล้วตามหลักสากลอนุญาตให้พิมพ์เกิน 7% พิมพ์เพิ่มได้จริง 3 ล้านใบ ตรงนี้ก็ยังตอบไม่ได้ว่าทำไมพิมพ์เพิ่มมากขนาดนี้ ลองเอา 2 ยอดรวมกัน เป็น 108 ล้าน แต่เอามาใช้จริง 32 ล้าน เอา 2 คูณ ใช้บัตรจริงๆ 64 ล้านใบ ในการเลือกตั้ง แล้วบัตรที่เหลือไปไหนครับ มันอยู่ที่ไหน 44 ล้านใบ กกต. ต้องตอบ ผมไม่ได้ออกมากล่าวหาท่านนะครับ แต่เราต้องการให้ท่านตอบ

วันนี้ผมจึงอยากเตือนทุกท่านว่า อย่าไปนอนคู้ ไม่รู้ไม่เห็นว่ามีการเลือกตั้งแล้ว มีรัฐบาลแล้ว จะมีประชาธิปไตยเต็มใบ แต่ความเป็นเผด็จการยังคงทะลุทะลวงคอยทำลายระบอบประชาธิปไตย พูดถึงมัฆวานฯ ท่านนายกฯ สมัคร ยังไม่รู้จะทำอย่างไร และนั่นก็เป็นกองกำลังหนึ่งของพวกที่จะมาทำลายระบอบประชาธิปไตยเหมือนกัน ผมพูดชัดๆ เลยว่า 70:30 ไม่เป็นประชาธิปไตย

ประชาชนเราใช้สิทธิตามมาตรา 291 เพราะฉะนั้น มัฆวานฯ จะมาว่าเราไม่ได้ พี่น้องทั้งหลายก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราไม่ใช้คำว่าฉีกรัฐธรรมนูญไปเลย เพราะว่าเราจะเผยจุดอ่อนของเราให้ศัตรูเห็นไม่ได้เป็นอันขาด เราไปบอกว่าฉีกรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะว่าจะติดคุกเลย เราต้องกำชับและทำตามสิ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดไว้ ถึงเราจะไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่เราต้องเคารพ เพราะบ้านเมืองต้องมีกฎกติกา เพราะมาตรา 291 อนุญาตให้ประชาชนเข้าชื่อเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แล้วเราก็ได้มากว่า 200,000 รายชื่อ แล้วนำไปยื่นถูกต้องกว่า 70,000 รายชื่อ เพราะฉะนั้นเราทำถูกต้องตามมาตรา 291 ประตูที่ 3 ส่วนเรื่องที่มีการร่วมรายชื่อของ ส.ส. และ ส.ว. 194 รายชื่อ พอเห็นพันธมารรีบไปถอนชื่อกันออกมาเลย ไม่เข้าใจเลยว่าคุณกลัวอะไรหนักหนา ไปกลัวมันทำไม มันจะทำอะไรครับ

แล้วในวันจันทร์นี้พวกเราจะไปตรวจร่างฉบับสุดท้าย ตรงนี้ผมอยากให้พี่น้องประชาชนช่วย ไปพูดกรอกหู ส.ส. ทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยกันยกมือให้ผ่านวาระที่ 1 ได้ไหมครับ ไม่ต้องมีม็อบนะครับ เจอที่ไหนพูดที่นั่น

อันนี้เป็นข่าวดีของเรา ถ้าร่างที่แก้ไขโดยประชาชนมากกว่า 50,000 รายชื่อเข้าไปสู่รัฐสภาแล้ว ถ้าเราคิดในแง่ดี พวก ส.ส. ก็มีสำนึกประชาธิปไตย แล้วเขาก็จะยกมือให้ผ่านวาระที่ 1 และเป็นโอกาสที่เราจะไปชำระสะสางพวกโสโครกทั้งหลายที่เขาทำไว้

รธน.50 แค่ชิมอาหารก็ผิด!ประเทศถอยหลัง พ.ศ.2490


คอลัมน์: 1 ปีรัฐธรรมนูญ 50 (3)

จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ตอกย้ำรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นฉบับที่ทำให้การเมืองไทยถอยหลังไปยิ่งกว่าปี 2490 เสียอีก รัฐบาลอ่อนแอ พรรคการเมืองอ่อนแอ สังคมอ่อนแอ ยันต้องแก้ไขด่วนก่อนที่บ้านเมืองจะพังไปมากกว่านี้ พ้อกระบวนการยุติธรรมชอบใช้คำว่า...เชื่อว่า...ทั้งที่ควรจะพิสูจน์ข้อเท็จจริง และบางกรณีมี 2 มาตรฐาน เช่น จับเงิน แต่โดนใบเหลือง ย้ำ 309 นิรโทษกรรมให้กับสถานการณ์ล่วงหน้าไม่ได้

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 พวกเขาพาประเทศย้อนหลังกลับไปประมาณปี 2400 กว่าๆ แต่กว่าเท่าไรนั้นกะไม่ถูก แล้วที่มันเกิดรัฐธรรมนูญ 2550 นั้นเพราะว่า โลกนี้มันบังคับว่าจะประเทศไทยจะปกครองโดยที่ขาดรัฐธรรมนูญไม่ได้ เขาเลยต้องมีรัฐธรรมนูญ ต้องมีเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นต้องถือว่าก้าวหน้ากว่าเมื่อตอน 19 กันยายน 2549 แต่ว่ามันไม่ได้ก้าวหน้าขึ้นมาเป็นปี 2550 นะ แต่มันยังคงเป็นปี 2400 กว่าๆ อยู่ดี

นับจาก 19 สิงหาคม วันที่มีรัฐธรรมนูญ 2550 แต่ละวันๆ มันถอยหลังไปเรื่อยๆ การเมืองไทยนั้นถอยหลังไปเรื่อยๆ ประเทศไทยเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องแปลก คือประเทศอื่นพอพรุ่งนี้มันก้าวหน้าไปอีกขั้น แต่ของเรานั้นพอวันนี้อยู่ตรงนี้ พรุ่งนี้ถอยหลังกลับไปอีกแล้ว เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 เขาบัญญัติไว้อย่างนั้น คือต้องการให้บ้านเมืองมันถอยหลัง ความเป็นประชาธิปไตยมันจะต้องลดน้อยลงเรื่อยๆ อันนี้คือสาระของรัฐธรรมนูญที่หลายๆ คนพยายามพูดกันตลอด

ทำไมผมพูดอย่างนั้น คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาเขียนไว้เพื่อให้อำนาจจะต้องไม่อยู่ในมือของคนที่มาจากการเลือกตั้ง อำนาจที่ได้รับรากมาจากประชาชน จะต้องไม่มีอยู่จริง แต่อำนาจจะต้องไปอยู่กับผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งมาจากข้าราชการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น ฝ่ายตุลาการ ทั้งในรูปที่เป็นองค์กรที่สรรหากันมา ทั้งในรูปที่เป็น ส.ว. ที่สรรหากันมา ซึ่งเชื่อมโยงกันระหว่างข้าราชการที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ฝ่ายตุลาการบางส่วน กับผู้ที่มาจากการสรรหา แล้วให้ผลัดกัน สรรหากันไปสรรหากันมา คืออำนาจอยู่ในมือของกลุ่มคนเหล่านี้ เสร็จแล้วมามีอำนาจในการกำหนดบทบาทในความเป็นมาเป็นไปของบ้านเมือง ผ่านกติกาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และผ่านกลไกที่ถูกรัฐธรรมนูญสร้างขึ้น

องค์กรที่ไม่อิสระหลายองค์กร เกิดขึ้นยังคงทำหน้าที่ด้วยความไม่เป็นอิสระอย่างเข้มแข็งต่อเนื่องมา อันนี้คือสิ่งที่บอกว่าถอยหลัง เพราะว่าองค์กรที่เกิดขึ้นมันไม่มีความเป็นอิสระ คือถ้าอิสระต้องอิสระในความหมายว่า ไม่ใช่ข้าราชการตั้ง ไม่ใช่กองทัพตั้ง ไม่ใช่องค์กรใดองค์กรหนึ่งที่เป็นข้าราชการตั้ง แต่จะต้องมีกระบวนการสรรหามีที่มา แต่ของเรานั้นองค์กรอย่างบางองค์กรที่หยุดทำหน้าที่ไปแล้ว อย่าง คตส. ถึงแม้จะเลิกไปแล้วแต่ก็ยังโอนคดีไปให้ ป.ป.ช. ซึ่ง
ป.ป.ช. มาจากพวกยึดอำนาจเลือกไว้โดยเฉพาะ คัดเลือกเอาไว้เฉพาะคนที่เห็นตรงกับตัวเอง คือต้องการโค่นล้มทำลายกลุ่มการเมืองหนึ่ง เข้ามาเป็น ป.ป.ช. เสร็จแล้วพอถึงเวลาที่จะต้องสรรหาตามรัฐธรรมนูญ เขาไปเขียนบทเฉพาะกาลว่า พวกนี้เป็นต่อไปได้อีกจนกว่าจะครบวาระ บางองค์กร 7 ปี บางองค์กร 9 ปี

เช่น กกต. บอกว่าสรรหามาก่อนแล้ว ง่ายๆ ถ้าองค์กรไหนไม่ลงรอยกับ คมช. เลิกไป องค์กรไหนบุคคลไหนที่เข้ากันได้ ประสานกันดีเป็นมา เสร็จแล้วให้เป็นต่อกันอีก 7 ปี 9 ปี ทำให้องค์กรเหล่านี้หลายองค์กร จริงๆ แล้วไม่ใช่องค์กรอิสระ ในความหมายที่พยายามจะพูดกันว่าต้องมีองค์กรอิสระ ที่เข้ามาตรวจสอบรัฐบาล มันหนักหนากว่าเมื่อตอนที่มีรัฐธรรมนูญปี 2540 มากมายหลายเท่า ที่บอกว่าองค์กรต่างๆ ถูกแทรกแซง แต่ ศาลฎีกาตัดสินให้พระราชกฤษฎีกาของรัฐบาลทักษิณฉบับ 1 ล้มไป สั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับผลการเลือกตั้ง ที่พรรคไทยรักไทยกำลังชนะอยู่ ศาลรัฐธรรมนูญที่บอกว่าถูกแทรกแซง สั่งให้การเลือกตั้งที่พรรคไทยรักไทยชนะเป็นโมฆะ แล้วมาบอกว่าถูกแทรกแซง แต่ตอนนี้มาตั้ง องค์กรประเภทที่ว่า อีกมือหนึ่งถือปืน อีกมือหนึ่งถือปากกาเขียนตั้งกันเลย

ทุกวันนี้ รัฐธรรมนูญ 2550 เดินหน้า กลไกของเขาเดินหน้ามาเรื่อยๆ คตส. ที่ตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะ ทำงานกันไปโดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎหมายพิจารณาคดีความอาญา เช่น ผมไปให้การในฐานะพยาน ผมให้การเสร็จแล้ว ผมจะกลายเป็นผู้ต้องหาได้หรือไม่ เขาบอกว่าได้ แล้วผมถามว่า อ้าว...ถ้าได้แล้วทำไมไม่ให้ผมมีทนาย เขาตอบไม่ได้ แต่ว่าเขาให้มีเจ้าหน้าที่ที่เป็นฝ่ายเลขาฯ ในขณะที่ผมเป็นรองนายกฯ เข้าไปนั่งด้วย เพื่อจะให้ข้อมูล แต่ผมไม่ได้กลัวอะไร เพราะทั้งหมดผมไม่ได้มีปัญหา ผมบอกเขาว่า ผมไม่ได้มีปัญหา คุณถามอะไรมาผมตอบได้ แต่ผมสงสัย ผมถามและขอบันทึกไว้ เพื่อคนอื่นเขามาแล้วเขาอยากมีทนาย แต่คุณไม่ให้มีทนาย แล้วสุดท้ายกลายเป็นผู้ต้องหา ซึ่งตามหลักจะต้องให้มีทนายได้ อย่างนี้เป็นต้น

ยังมีอีกหลายอย่าง เช่น ข้าราชการที่ไปให้การอาจจะถูกบอกว่า คุณต้องให้ความร่วมมือ มิเช่นนั้นจะต้องถูกให้ออกจากข้าราชการ ถูกให้ออก อย่างที่เขาสั่งไปได้ ไอ้เรื่องทำนองนี้คือ ผมพูดนี้พูดในฐานะผู้เสียหาย ผมจะต้องตกไปเป็นจำเลยแล้ว คดีหวยบนดิน เพราะว่าทั้ง ครม. ถูกดำเนินคดี ทั้งๆ ที่สรุปแล้วว่าเงินนั้นไม่ได้มีการเอาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์แม้แต่บาทเดียว แต่จะดำเนินคดี พูดในฐานะผู้เสียหาย เพราะว่าที่คุณสอบกันแบบนี้ผมจะไปร้องกับใครได้ มาไล่ดูแล้ว เป็นอย่างที่ อ.ประสิทธิ์ พูดว่าไปร้องศาลไหน นี่ไม่ได้ว่า คตส. ตรวจสอบโดยผิดหลักกฎหมายวิธีพิจารณาคดีความอาญา เพราะว่าได้รับการคุ้มครองล่วงหน้าไว้โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 309

คือ จะทำผิดกฎหมายอะไรคุ้มครองหมด นี่คือการนิรโทษกรรมล่วงหน้า แล้วมันรวมถึงเรื่องผิดกฎหมายด้วย เวลานี้กลายเป็นว่า คนที่ถูกดำเนินคดีโดย คตส. ไม่รู้ว่าจะไปร้องกับใคร ร้องไม่ได้เพราะว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 309 คุ้มครองล่วงหน้าไว้ เรื่องนี้ก็แปลก ประเทศไทยนี้ย้อนหลังไปลงโทษคนได้ อย่างที่พวกผมโดนมาแล้ว

เสร็จแล้ว พวกที่เชื่อมโยงกับเผด็จการ กลับล่วงหน้าไปคุ้มครอง แต่กับพวกผมย้อนกลับไปลงโทษ แต่พวกเดียวกันนิรโทษกรรมให้ แถมตามไปคุ้มครองให้อีกเรื่อยๆ เลย แบบว่าทำไปเรื่อยๆ เลยตามใจชอบ อันนี้คือรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ผมบอกว่า แต่ละวันการเมืองไทยมันยิ่งถอยหลังลงไปทุกวัน

การยุบพรรคกำลังจะเกิดขึ้น อันนี้มันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่เขาเขียนไว้แล้ว เขาต้องการให้เกิดอย่างนี้ เขายุบพรรคตอนไทยรักไทย ใครๆ ดูจะรู้ว่ามันจะถูกยุบ เขาบอกว่าถ้าไม่ยุบจะยึดอำนาจทำไม กว่าจะยุบได้ต้องสาธยายยาวมาก ใช้เวลาครึ่งวัน ว่า มีนายคนหนึ่ง ที่อ้างว่าเป็น พยานกับคนคนหนึ่งข้างที่ทำการพรรค แล้วพยานคนนั้นบอกว่า หลังจากนั้นขึ้นมาที่ทำการพรรค ไม่มีหลักฐานว่ามาพบใคร แต่เชื่อว่าต้องมาพบแน่ ไม่อย่างนั้นจะมากินข้าวที่ข้างพรรคทำไม

ไปที่กระทรวงกลาโหม เขาเอาวิดีโอมาดูกัน ดูแล้วไม่พบเวลาที่นายคนนั้น คือ พยานที่บอกว่าไปรับเงินจากรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ไม่มีภาพ ไม่มีหลักฐาน แต่เชื่อว่าเนื่องจากไปอยู่นาน ไปนั่งอยู่ที่นั่นนาน ย่อมมีเวลาพอที่จะพบกัน ถามกลับไปอีกว่า ในระหว่างนั้นรัฐมนตรีที่เขาไปพบได้พบกับใครบ้าง เขาก็บอกว่าพบหลายเรื่อง เรื่องงานด้วย แล้วก็มีรอง ผวจ. ทางอีสานคนหนึ่งมาพบ เพื่อจะเชิญไปงานประจำปีอะไรสักอย่าง ตุลาการบอกว่า การมาพบเพื่อจะเชิญไปงานประจำปีนั้น พบกันไม่กี่นาทีก็พอแล้ว ย่อมมีเวลาเหลือที่จะไปพบกับนายคนนั้นอีก อันนี้ก็คือ “เชื่อได้ว่า...”

เสร็จแล้วก็มีนายทหารคนหนึ่งไปให้เงินกรรมการพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ก็บอกว่าทหารนั้นไม่ใช่นักการเมือง ไม่มีวัตถุประสงค์อะไรเพื่อการเมือง ย่อมจะทำเพื่อนายตัวเองที่เป็นนักการเมือง แม้ไม่มีหลักฐานคำสั่ง แต่เชื่อว่ารัฐมนตรีคนนี้เป็นคนสั่ง แล้วรัฐมนตรีคนนี้ใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค เชื่อว่าหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีจะต้องเกี่ยวข้องด้วย อันนี้โยงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งบอกว่า เป็นอันเชื่อได้ว่าพรรคนี้ได้ประโยชน์ เลยสั่งให้ยุบพรรค

คือ ผมเคยอภิปรายในสภามาหลายรอบ เป็นทั้งฝ่ายค้าน ทั้งรัฐบาล แต่คำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญในวันนั้น ถ้าให้พวกผมได้พูดบ้างสัก 2 ชั่วโมง ผมเชื่อว่าประชาชนทั้งประเทศจะเชื่อฝ่ายผม ตอนนั้น ไม่ได้พูด พูดแค่ 10 นาที โทรทัศน์ทุกช่องตัดออกหมดเลย แต่มีบางช่องหลุดมาหน่อยหนึ่ง แต่พอวันหลังจะมาพูดมันไม่ได้แล้ว ที่พูดวันนี้จริงๆ ไม่ได้ต้องการจะรื้อฟื้นเรื่องเก่า แต่พูดเพื่อที่จะเปรียบเทียบให้ฟังว่า อันนั้นต้องชักแม่น้ำทั้ง 5 ใครตามไม่ทัน ฟังจนเคลิ้มไป แต่มาวันนี้ไม่ต้องแล้วครับ ไม่ต้องไปไล่ดูว่าเชื่อว่าอย่างนั้น

อันนี้เชื่อว่าอย่างนี้ ไม่ต้อง แค่บอกว่ากรรมการบริหารคนใดคนหนึ่ง รู้เห็นเป็นใจ หรือปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในการเลือกตั้ง ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นทุจริตการเลือกตั้ง ให้ยุบพรรคการเมืองนั้นเสีย เสร็จแล้วก็บอกว่า ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครอง โดยไม่ใช่วิถีทางแห่งประชาธิปไตยตามที่ได้บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 แล้วก็บอกว่า ในกรณีที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น แล้วให้ตัดสิทธิหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหาร ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมือง 5 ปี นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งยุบพรรคการเมือง

ตอนนี้เลยมีบางท่านออกมาบอกว่า อาจจะเป็นไปได้ที่พรรคถูกยุบ แต่กรรมการอาจจะไม่ถูกเพิกถอนสิทธิ ตอนนี้นักการเมืองหลายคนก็มีความฝันบ้างแล้ว แต่มันเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ ทั้งนั้น ผมเคยพูดมานานแล้วว่า อ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 แล้วเนี่ย ไม่ว่าเอาใครไปเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ต้องยุบพรรคที่ได้ใบแดง และตัดสิทธิการเมืองหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค 5 ปี ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้

อันนี้ไม่ได้พูดว่าอยากให้เป็นแบบนี้ แต่รัฐธรรมนูญมันเขียนแบบนี้ คนบอกว่าพรรคพลังประชาชนยุบไหม ถูกเพิกถอนสิทธิไหม ผมบอกเลยว่า ถูกถอนสิทธิล้านเปอร์เซ็นต์ ส่วนพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาฯ ไม่ถึงล้านเปอร์เซ็นต์ เพราะรัฐธรรมนูญมันเขียนไว้แบบนี้

มีอยู่คนหนึ่ง รองหัวหน้าพรรค พรรคการเมืองหนึ่ง ไปโดนใบแดง อีกคนหนึ่งกรรมการพรรค อีกพรรคการเมืองหนึ่ง ถูกเอาไปโยงกับแม่ค้า ซึ่งบอกว่ามีการไปซื้อเสียง ไปเป็นหัวคะแนนให้ มีเงินกว่าหมื่นบาท แต่ในวันที่ใกล้ๆ กันมีบางพรรคถูกจับได้ว่าไปใช้เงินกว่า 1 ล้านบาท ได้แค่ใบเหลือง แต่แม่ค้าคนที่ว่าอยู่ชัยนาท ถูกจับหมื่นกว่า กรรมการบริหารพรรคคนนั้นได้ใบแดง มันไม่มีหลักเกณฑ์เรื่องความหนักเบา มันอยู่ที่ว่าจะได้เสียง 4 เสียงจาก กกต. หรือเปล่า เอาง่ายๆ แค่ 500 บาทก็โดนใบแดงได้ ถ้า กกต. ลงมติ 4 ใน 5 เสียง

แล้วเมื่อแดงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ก็ยุบพรรค พอยุบพรรคเสร็จเกิดอะไรขึ้น จากคน 3 คน ส่งผลทำให้นายกรัฐมนตรีที่ประชาชนเลือกตั้งมากว่า 10 ล้านคน ต้องพ้นจากการเป็นนายกฯ คณะรัฐมนตรีต้องออกตามไปด้วย เสร็จแล้วนายกฯ และรัฐมนตรีส่วนใหญ่ถูกเพิกถอนสิทธิเป็นเวลา 5 ปี เกิดการเลือกตั้งซ่อมอีกหลาย 10 เขต ระหว่างนั้นต้องเลือกนายกฯ ใหม่ เลือกนายกฯ ในตอนนั้นจะรอเลือกตั้งซ่อมหรือไม่ ไม่มีใครรู้ รัฐธรรมนูญไม่ได้ว่าไว้ เพราะตอนร่างต่างฝ่ายต่างเขียน ฝ่ายหนึ่งดูเรื่องยุบพรรค อีกฝ่ายหนึ่งดูเรื่องตั้งนายกฯ ไม่ได้มาเกี่ยวข้องกันเลย ทีนี้พอเลือกนายกฯ ในสภา ได้นายกฯ แล้ว ปรากฏว่าพอหลังเลือกตั้งซ่อมเสร็จ เสียงเกิดเปลี่ยนไป นายกฯ กลายเป็นนายกฯ เสียงข้างน้อย ไม่มีเสถียรภาพอย่างยิ่ง

การเมืองไทยวันนี้ ใครมองเข้ามาเขาก็รู้ว่ามันวุ่นวายไปหมด นายกฯ จะไป ครม. จะไม่รอด ใครจะมาเป็นอีกไม่รู้ มาเป็นแล้วเลือกตั้งกลับเข้ามาใหม่ ยุบพรรคอีก เรื่องมันทำง่าย แค่หาทีมตำรวจไม่กี่คน ตำรวจไปหาผู้ต้องหายาเสพติดมาสักคน แล้วมาต่อรองว่า ให้การว่ากรรมการพรรคสักคนหนึ่งมาซื้อเสียง 500 บาท เท่านั้นได้เสียง กกต. 4 ต่อ 1 ยุบพรรคอีกรอบหนึ่ง

ล่าสุดนี้เห็นข่าวว่า พรรคบางพรรคจะไม่ถูกยุบแล้ว ทำไมถึงไม่ถูกยุบ ทำไมถึงไม่ได้ใบแดง เหตุผลเดียวกับพรรคไทยรักไทย ตอนยุบไทยรักไทยบอกว่า ถ้าไม่ยุบไทยรักไทยแล้วจะปฏิวัติไปทำไม ยึดอำนาจมาเสียแรงเปล่า อันนี้เหมือนกัน อันนี้ต้องไม่ยุบพรรคที่กำลังโดนตรวจสอบอยู่ เพราะถ้ายุบพรรคนี้ เขายึดอำนาจมาเสียแรงเปล่าสิ เหตุผลเดียวกัน

การเมืองไทยต่อไปจะเป็นอย่างนี้ รัฐบาลไทยจะอ่อนแอไปเรื่อยๆ รัฐมนตรีแต่ละคนโดนไปคนละเรื่องสองเรื่อง เมื่อก่อนเราบอกว่า รัฐบาลนี้เอาไว้ไม่ได้ กินอิฐ กินหิน กินปูน เอาไว้ไม่ได้ แต่ เดี๋ยวนี้แค่ชิมก็ไปแล้ว ไม่ได้กินของหลวงนะ แค่ ชิมอาหารเขาเตรียมมาเอง มันถอยหลังแค่ไหนล่ะท่านคิดดูเอาเอง

ผมชอบร้องเพลง “เพลงมนต์การเมือง” ที่เขาร้องว่า กินอิฐ กินหิน กินปูน กินทราย นั่นเมื่อปี 2490 กว่าๆ อันนี้มันย้อนไปไกลกว่านั้นอีก เพราะว่าแค่ชิมก็ไปแล้ว รัฐบาลง่อยเปลี้ยเสียขาไปด้วย เรื่องการต่างประเทศ ทำอะไรไม่ได้อย่างที่ อ.ประสิทธิ์ ว่าไว้ เจรจาอะไรก็ไม่ได้ ต้องมาเข้าสภาก่อน แล้วต่อไปนี้เขาเชิญไปเซ็นเรื่องการป้องกันการก่อการร้าย เรื่องเร่งด่วนมาก กำลังมีผู้ก่อการร้ายบุกเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้รีบเจรจา ปรากฏว่ามีประเทศไทยประเทศเดียวที่ไม่ร่วมเซ็น เพราะว่าเซ็นไม่ได้

ถ้าเซ็นกลับมาถูกถอดถอนทั้ง ครม. ถูกถอดถอนโดยใครล่ะ โดย ส.ว. แค่ขยับเท่านั้น ส.ว. ลงชื่อกันกว่า 100 คนแล้วครับ เพราะว่ามียืนพื้นแล้ว 74 หาอีกไม่กี่คนครบ 100 คน 90 คนถอดถอนได้แล้ว นี่มันแสดงให้เห็นว่า อำนาจมันไม่ได้อยู่ที่ประชาชนเลย เขาเลือกตั้งมากันทั่วทั้งประเทศ สุดท้าย ส.ว. สรรหา 74 คน ซึ่งเขาต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแน่ เพราะว่าการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตย จะต้องยกเลิก ส.ว. ที่มาจากการสรรหา 74 คน เขาต้องยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามอยู่แล้ว หาพวกอีกไม่กี่คน ถอดถอนรัฐบาลได้ โดยไม่ต้องไปดูรายละเอียดอะไร เสียงข้างมากอีกนั่นแหละ ได้ 90 เสียงถอดถอนได้ นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น

ทั้งหมดนี้มันไม่ใช่เป็นอุบัติเหตุอะไรเลยนะครับ แต่มันเป็นเรื่องที่เขาออกแบบมาโดยเฉพาะ ต้องการให้เกิดอย่างนี้ ต้องการให้มีรัฐบาลอ่อนแอ พรรคการเมืองอ่อนแอ ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ ผู้มาจากการเลือกตั้งทั้งหลาย ทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติ ทำอะไรไม่ได้ อยู่ในอุ้งมือของผู้ที่มาจากการสรรหาแต่งตั้ง เป็นคนกำหนดได้หมด ใครจะอยู่ ใครจะไป ใครจะเป็นรัฐบาลต่อไปได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนพวกนี้หมด อันนี้ถึงได้บอกว่ามันถอยหลังไปเมื่อปี 2400 กว่าๆ พรุ่งนี้ถอยหลังกว่าวันนี้ ทีนี้เราจะทำอย่างไร มันไม่มีทางออกอื่น เมืองไทยถ้าจะพัฒนาต่อไปได้ ไม่ใช่ถอยหลังไปเรื่อยๆ ก็คือ จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่แก้ไม่ได้ ไม่แก้จะถอยหลังไปเรื่อยๆ เสียหายไปเรื่อยๆ ยับเยินไปเรื่อยๆ

ทีนี้เขาบอกว่า แก้เมื่อไรเกิดเรื่อง แต่นี่ยังไม่ทันแก้ เขาเป่านกหวีดแล้ว บอกว่า 7 วัน คนกลางๆ ที่เขาไม่อยากเห็นความรุนแรงเขาจะบอกว่า ถ้าอย่างนั้นถอยจะดีกว่าไหม อย่าไปแก้เลยเพื่อเห็นแก่ความสงบของบ้านเมือง ความจริงพูดก็พูดเถอะครับ เข้าใจผิดในข้อเท็จจริง พวกพันธมิตรฯ เขาไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเดียว เดิมทีเข้าบอกว่าเพื่อเล่นงานทักษิณ พอทักษิณออกไปนอกประเทศ เขาประกาศว่าไม่เกี่ยวกับทักษิณ แต่เขาต้องการล้มรัฐบาล ต้องการให้นายสมัครลาออกเสีย เพราะฉะนั้นแก้ไม่แก้เขาเคลื่อนไหวอยู่ดี จนกว่า จนกว่าอะไร จนกว่าพรรคในดวงใจเขาจะมาเป็นรัฐบาล

ถ้าเราไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ข้อเสียที่เห็นชัดๆ ก็คือ 1.บ้านเมืองจะเสียหายไปเรื่อยๆ และในที่สุดวันข้างหน้าสังคมไทย ประชาชนจะเดือดร้อนมาก แล้ววันนั้นทุกคนจะเข้าใจว่าทำไมต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงวันนั้นก็จะเกิดความขัดแย้งในสังคมยิ่งกว่าทุกวันนี้

อีกข้อหนึ่งคือ ถ้าเราไม่แก้ด้วยเหตุผลที่ว่า กลัวว่าพันธมิตรฯ จะมาชุมนุม แล้วจะเกิดความรุนแรง แล้วเราต้องยอมพันธมิตรฯ เท่ากับว่าเราได้ยกประเทศให้กับพันธมิตรฯ ไปแล้ว จะมากำหนดอะไรได้หมด ตกลงประเทศไทยจะปกครองโดยใครกันแน่ เพราะฉะนั้นถ้าเรายังยืนยันในหลักการว่า อำนาจจะต้องอยู่ที่ประชาชน บ้านเมืองต้องเป็นประชาธิปไตย ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ว่าจะแก้อย่างไรที่จะไม่ไห้เกิดความรุนแรง อันนี้ต้องช่วยกันคิดนะครับ


เรื่องน่าร้องไห้ของรัฐบาล ปชต.

คอลัมน์: สนทนาประสาสมัคร

รายการ “สนทนาประสาสมัคร”โดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2551 เวลา 08.30-09.30 น.

ความตอนหนึ่งว่า...ช่วงบ่ายวันนี้สภาจะประชุมร่วมกันเพื่อหาทางออก เป็นอีกหนทางหนึ่งที่น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดหลังจากที่มีการแก้ไขปัญหาผ่านทางอำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการแล้ว ซึ่งจะได้เห็นชัดเจนว่า ส.ส.และ ส.ว. แต่ละคนมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ต้องขอบคุณ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่เสนอแนวทางการประชุม 2 สภาขึ้น ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีเช่นกัน ส่วนสมาชิกกลุ่มพันธมิตรฯ 82 คนที่ถูกขัง เป็นตัวอย่างของการดำเนินการกับผู้กระทำผิดกฎหมาย

เมื่อวานนี้ ไม่เคยนัดแถลงข่าวหลังการเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าสอยู่หัว ที่พระตำหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา ผมไม่เคยนัดแถลงข่าวใดๆทั้งสิ้น และได้บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า จะต้องมีภารกิจไปทำอย่างอื่นต่อ ไม่ใช่ว่าไปเฝ้าฯ แล้วต้องกลับมาแถลง ไม่มีเหตุผล และไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติมาก่อน ตั้งแต่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้เข้าเฝ้าฯ 10 ครั้ง และไม่เคยมีครั้งไหนที่เข้าเฝ้าฯ แล้วจะต้องมาแถลงสื่อมวลชน

กลางคืนก็เหมือนกัน ผมไปถึงหัวหิน เขาจะประชุมกัน ท่าน คุณหมอสุรพงษ์ กับคุณสมชาย จะเป็นตัวแทน ทุกคนเขารู้หมดทั้ง 6 พรรค เขารู้ เขาจะกินข้าวกัน เขาจะปรึกษาหารือกันว่ายังไง ในรายการเขาไม่ได้คิดว่าผมจะไปเลย ไม่ได้นึกว่าผมจะไป แล้วทำยังไงครับ แล้วผมกลับเข้ามาเนี่ย บอกมีคนไปปิดหน้าประตูบ้าน หน้ารั้ว ไปสวดมนต์ปิดซอยเข้าบ้าน ชาวบ้านก็ด่าผมพึมไปเลย แต่ยังมีข่าวอีก จะยกขบวน จะไปล้อมบ้านผม จะไปกดดันที่บ้านผม พอเขาส่งข่าวมาผมก็บอก แล้วยังไง จะกดดัน จะกดที่ประตู หรือกดที่หลังคา จะกดดันผมน่ะ จะเอาไป ก็ เรื่องนั้นไม่ทราบ กำลังหนึ่งมีอะไรเปลี่ยนแปลงไม่ทราบก็เลยตกลงไม่ไป

ผมจะเล่าให้ฟังนะ สมัยผมหนุ่มๆ ผมเป็นประธานปาฐกถาโต้วาที ที่ปรึกษาผมที่เป็นประธานจริงก็คือท่านอาจารย์จินตนา ยศสุนทร ผมเป็นประธานโต้วาที 3 ปีติดต่อกันนะ ปี 04 ปี 05 ปี 06 ผมทำหน้าที่ของผม เรียบร้อยนะครับ แต่ว่าที่จะเล่าให้ฟังก็คือว่า โต้กันไปไอ้โน่นไม่ดี บ้านนอกดีกว่าในกรุง ไอ้โน่นดีกว่าๆ จนเบื่อ ผมก็ตั้งญัตติใหม่ ญัตติทันสมัยครับ แล้วมีคนเถียงกัน เช่นว่า โต้วาทีเรื่อง “ความสวยเป็นภัย” เอ้อ จริง ไม่จริง ความสวยเป็นภัย อ๊ะ เถียงกันสนุกเลยครับ ความสวยเป็นภัย ต่อมาผมก็ตั้ง “ความกลัวทำให้เสื่อม” ความกลัวทำให้เสื่อม นี่ล่ะครับวันนี้ที่จะต้องพูดกันวันนี้ละครับ เรื่องของความกลัวนี่ล่ะครับที่ทำให้บ้านเมืองเกิดความเสียหายกันเนี่ย

ซึ่งการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ได้รับการฝึกถึงขั้นป้องกันการก่อการร้าย แต่กลับปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรฯ บุกเข้าไปยึดสนามบิน จนส่งผลให้เครื่องบินขึ้น-ลงไม่ได้ รวมทั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจที่นัดหยุดงาน คนหยิบมือไปยึดสนามบินภูเก็ต อาวุธไม่มี ผมจะถามว่า รปภ.จ้างไว้ทำไม ปล่อยให้คนพวกนี้ไปปิดสนามบิน

จากที่กลุ่มพันธมิตรฯ เคยประกาศว่าจะใช้ยุทธวิธีอหิงสา ได้เปลี่ยนมาเป็นการใช้ความรุนแรงในปัจจุบัน จนมีผู้ถูกจับกุมเพราะบุกรุกเข้าไปในสถานีโทรทัศน์ โดยก่อนหน้านี้ มีผู้โทรศัพท์มาต่อว่า อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กรณีที่แพร่ภาพกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้าไปบุกปิดล้อมสถานีเอ็นบีที โดยเหตุการณ์ทั้งหมดช่างภาพได้ถ่ายเอาไว้ เพื่อเอาไปเป็นหลักฐานส่งสถานีตำรวจ เพื่อให้ศาลพิจารณาคดีและดำเนินการฝากขังผู้กระทำความผิด ทั้ง 82 คน ทั้งหมดคือสิ่งที่ทำตามตัวบทกฎหมาย เพราะการกระทำเหล่านั้นกระทำเกินกว่าที่คนปกติจะกระทำได้ เป็นเรื่องร้ายกาจอย่างยิ่ง ส่วนเหตุปะทะกันที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล และมีภาพข่าวโดยระบุว่า ตำรวจใช้แก๊สน้ำตากับกลุ่มผู้ชุมนุมว่า ตำรวจได้ยืนยันแล้วไม่ได้เป็นคนลงมือ จึงอาจเป็นมือที่สาม ซึ่งเรื่องยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่สื่อมวลชนกลับเสนอข่าวไปแล้ว ทั้งที่กรุงเทพฯ เพิ่งได้รับการโหวตว่าเป็นเมืองที่น่าเที่ยวที่สุดในโลก ถามว่าวิจารณญาณอยู่ที่ไหน

นอกจากนี้ผมยังรู้สึกเจ็บช้ำ ที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจออกมาร่วมกับพันธมิตรฯ หยุดการทำงานจนทำให้ประชาชนเดือดร้อน

ผมมีสิทธิที่จะแสดงความเห็นว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ การที่สื่อรายงานข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 2 ฝ่ายอย่างเท่าๆกันก็ทำให้บ้านเมืองเสียหายแล้ว เอ็นบีทีถูกด่าว่าเสนอข่าวย้ำทั้งวัน แต่ทีซีเอ็นเอ็นเสนอข่าวย้ำไม่เห็นมีใครด่า ถ้าท่านเป็นเอ็นทีบีจะรู้สึกอย่างไร มีคนปิดหน้าเข้ามาจัดการข่มขู่ สุดท้ายก็บุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลประกาศว่าได้รับชัยชนะแล้ว

โอโห เมื่อคืนนี้ฟัง จส.100 แหมรายงานกันอย่างสนุกสนานเลย จส.100 ผมออกชื่อให้ด้วย ผู้หญิงน่ะ 2 คนคุยกัน พันธมิตรได้บุกทลายประตูเข้าไปแล้ว เปิดประตูเข้าไปอย่างง่ายดาย ตึกสันติไมตรีที่เคยรับแขกบ้านแขกเมืองก็ถือว่า ประชาชนเป็นเจ้าของจะต้องเปิดเข้าไปชมเข้าไปได้ข้างใน ตึกไทยคู่ฟ้าเปิดแล้วให้เข้าไปข้างใน แต่ว่าห้องต่างๆนั้นจะรักษาไว้ให้ 5 เสือนั่นเข้ามาประชุมกัน ไหวไหมครับอย่างนี้

นี่หรือครับอารยะขัดขืน นี่หรือครับมาตรา 63 จุดหมายปลายทางของคนที่ก่อให้เกิดเหตุอยู่ที่ไหน แสดงอำนาจบาตรใหญ่ ส่งคนไปตามไปที่โน่นที่นี่ พันธมิตรทำลายประชาธิปไตยสิครับถูกต้องตรงไปตรงมา บ้านป่าเมืองเถื่อน ไม่มีกฎบัตรกฎหมาย จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ ในที่สุดก็เผยไต๋ว่าอยากให้พรรคการเมืองฝ่ายค้านขึ้นมาเป็นรัฐบาลแทน

แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นใครจึงออกมาประกาศล้มล้างรัฐบาล ตั้งเงื่อนไขจะไม่ยอมยุติการชุมนุมจนกว่านายกรัฐมาตรีจะลาออกจากตำแหน่ง ขณะที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวสารออกไปโดยขาดวิจารณญาณส่งผลให้เกิดความเสียหาย ทั้งที่บางเรื่องไม่เป็นความจริง เช่น ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีไม่ยอมแถลงข่าวตามที่นัดหมายไว้ ผมไม่ได้กลัวกลุ่มพันธมิตรฯ แต่เกรงว่าบ้านเมืองจะเสียหาย

ผมไม่ได้เรียกร้องให้สื่อมาเข้าข้างรัฐบาล แต่ผมบอกเลยว่าถ้ารายงานตรงไปตรงมา ครึ่งที่รายงานครึ่งโน้นก็ทำให้บ้านเมืองเสียหายแล้ว

และแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีสถานะอะไรที่จะมาเรียกร้องให้ผมลาออก แต่เอาความเกลียดชังมาเป็นเหตุ โดยหยิบยกเรื่องต่างๆ มากล่าวหาโดยไม่มีเหตุผล

ผมเป็นรัฐบาลที่มาถูกต้องตามกฎหมาย บริหารบ้านเมืองมา 7 เดือน ผมไม่ได้ทำความผิดเรื่องที่มากล่าวหาว่าทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง ก็ตามตรวจสอบดูสิครับ จะผิดจะถูกยังไงก็เอาสิครับ

เมื่อตอนเขาพระวิหารก็ทีแล้วนะครับ กำลังตึงเครียดเขาพระวิหาร แหม ไปพนมเปญ ไปสัมภาษณ์ สัมภาษณ์ทหาร สัมภาษณ์พลเรือน สัมภาษณ์ให้คนเขมรด่าคนไทย นี่ล่ะครับไอ้ช่อง 6 นี่ล่ะครับ นั่นล่ะเอาปีละ 2 พันล้านนั่นล่ะครับ แล้วงานนี้เป็นไงครับ โอ้โห รายงานทำไม่รู้ไม่ชี้ รายงานกันถี่ยิบ ให้คนรู้ว่าอะไรเป็นอะไรยังไง เห็นไหมครับ เห็นไหมไอ้รายการสัมภาษณ์ ตอบโจทย์ตอบอะไรนั่นน่ะ โอ้โห ใครจะพูดดี ถ้าเข้าข้างทางรัฐบาลปั๊บเลิกทันที แต่ว่าถ้าเผื่อว่าพูดจาด่าก็ไปได้ยาวหน่อย ทำไมจะดูไม่ออกครับ

นั่นล่ะครับไอ้ปากแคบกับปากกว้าง 2 คนนั่นน่ะ โอ้โห พูดจาทำหน้าทำตา หน้าแหกตาแหก เข้าเลย ทางสำนวนใหม่เขาเรียกว่า “อิน” อินเต็มที่เลย เหมือนมีส่วนได้เสียเลยเชียวครับ ผมต้องวิจารณ์ครับอย่างนี้ แล้วเป็นไง NBT ถูกด่า บอกว่าฉายแต่ไอ้ข่าวที่เกิด อ้าว แล้วไอ้คนที่ยังไม่ได้ดูล่ะ ไอ้ CNN ออกยันทั้งวัน 24 ชั่วโมง ไม่มีใครด่า CNN เลย พอ NBT ออกบ้าง โดนด่า หาว่าเอาข่าวย้ำ แล้วถ้าท่านเป็น NBT จะรู้สึกยังไงไหมครับเนี่ย มีคนปิดหน้า เอาปืน เอามีด เข้ามาจัดการ ข่มขู่กันทุกทาง ถามสิครับนักข่าวที่นั่น ถามตวงพร อัศววิไล ถามสร้อยฟ้า โอสุคนธ์ทิพย์ ถามสิ ปากสร้อยปากสั่น เขาโดนน่ะครับ แล้วถามกิตติ สิงหาปัด สิครับเป็นไงไหม เข้าไปดูเหตุการณ์ถ่ายรูปดีๆ ก็ไปนั่งตัวสั่นในรถแท็กซี่ เขย่ารถแท็กซี่ ทำอะไรกันอย่างนี้ครับ เดินถือไม้ถือตะบองกัน หน้าตาถมึงทึงจัดการ สุดท้ายก็บุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล เข้าไปเลยก็ประกาศชัยชนะแล้ว

แล้วเวลานี้ทำเนียบรัฐบาลเป็นยังไงครับ สกปรกเลอะเทอะ โอ๊ย นายกรัฐมนตรีจะมาเอาแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เรื่องสกปรกเลอะเทอะ เรื่องใหญ่บ้านเมืองไม่จัดการ จัดการครับ แต่ว่าผมจัดการผมต้องไม่แถลง มันเป็นเรื่องของภายในดำเนินการ แต่ผมต้องพูดในสิ่งที่เมื่อวานนี้ประกาศแล้วนี่ครับ จะเปิดกันแล้ว ไขประแจ 15 นาทีเปิดได้แล้ว จะพาพวกนั้นเข้าไปชมในตึกทั้งหมดเลย ในห้องรับแขกเมืองก็จะพาเข้าไป ทุกคนเราเป็นเจ้าของบ้านเมืองจะต้องเข้าไปชม เข้าไปหมดเลย แล้วก็ทั้งหมด ห้องสีม่วง ห้องสีงาช้าง จะต้องเก็บเอาไว้ให้ 5 คน มาประชุมกันเท่านั้น

นายพลเอกคนหนึ่งทำหนังสือกราบบังคมทูล เรื่องนี้เป็นเรื่องภายใน ทางไหนจะยังไงก็ตามแต่ คนเขียนจดหมายที่เป็นพลเอกเก่า เคยดูไหมครับว่ารูปร่างที่เขาจะให้กว่า 200 ที่นั่นรูปร่างเป็นยังไง ท่านเคยเห็นรูปแผนที่อเมริกาใต้ไหมครับ ที่เป็นขาเนื้อวัวน่ะ ปลายเล็กทางนั้นใหญ่นะ โคนมันอยู่ติด ถ.ติวานนท์ ปลายเนี่ย 140 เมตร ติดแม่น้ำเจ้าพระยา เหมือนทวีปแอฟริกาใต้นะ แล้วตัดไอ้ตรงแหลมฮอร์นออก ริมน้ำ อยู่ปากเกร็ด นนทบุรี ตรงนี้ซึ่งสมาคมสถาปนิกสยาม บอกชิ้นนี้เป็นชิ้นที่ดีที่สุด ทีแรกประมาณไว้ 119 จริงๆ แล้วได้ 130 เป็นชิ้นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขยายถนน ถอยตรงนั้นให้กว้างขึ้นมาอีกหน่อย ถนนทางขวามือนั้นกว้าง 6 เลน จะมีสะพานข้ามแม่น้ำจากฟากกระโน้นซึ่งมีโครงการอยู่แล้ว แล้วก็จะเป็นรัฐสภาซึ่งอยู่ริมน้ำ อยู่ไม่ไกลจากศูนย์กลางอะไรต่างๆ เขาลงมติอย่างนั้น ทุกอย่างเขาก็ทำของเขาเตรียมการ โอย ไปๆ มาๆ หยิบเอาประเด็นชิ้นนี้เอามากล่าวหา

ถัดไปก็กล่าวหาว่าไม่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ มีการจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปกล่าวหาคนอื่นยังไง จะใส่ไคล้เขาจนเขาจะตาย แต่ผมยืนยันว่าไม่ได้หรอกครับ คุณไม่มีสิทธิ์มาทำอย่างนี้กับผม แล้วผมไม่มีวันยอมให้ใครมาชี้หน้าผมทำอย่างนี้เลย ผู้คนที่อยู่ในแวดวงด้วย 35 คนที่เป็นรัฐมนตรีร่วมคณะ ผมทำให้มันเกิดเหตุในนั้นยังไม่ได้หรอกครับ คนหนึ่งไม่ได้ ผมต้องดูทั้งหมดทุกคน นโยบายทั้งหมด นอกจากไม่ได้เป็นอย่างกล่าวหา ผมยังเคารพเทิดทูนป้องกันยิ่งกว่าคนอื่นๆ ทำด้วย แล้วมานั่งกล่าวหาผมว่าจะล้มล้างสถาบัน หลับหูหลับตาพูดนะ

แล้วราษฎรตาดำๆ อย่างผมจะรู้สึกยังไงครับ เมื่อเวลา ASTV ขอร้องศาลปกครอง ขอคุ้มครองที่จะออกอากาศ ศาลปกครองให้ความคุ้มครอง เวลานี้ผมร้องศาลปกครอง ศาลปกครองบอกสั่งเอกชนไม่ได้ เห็นไหมครับเอกชนมีปัญหา รัฐบาลจัดการ บอกคุณเถื่อน คุณผิดกฎหมาย เขาขอคุ้มครองว่าขอคุ้มครองชั่วคราว ศาลปกครองให้ความคุ้มครองชั่วคราวครับ บัดนี้จะไปร้องศาลปกครอง จะขอร้องว่าขอให้ปิดคุ้มครอง ให้ปิดชั่วคราว เพราะว่านัดหมายผู้คนมาก่อให้เกิดความจลาจลในบ้านเมือง ยังไม่ได้เป็นทางการนะครับ เพราะยังไงยื่นไปก็รู้แล้ว เพราะรู้แล้วว่าคำอธิบายคือศาลปกครองไปสั่งข้างเอกชนไม่ได้ อ๋อ สั่งให้เขาออกอากาศได้นะครับ แต่สั่งให้หยุดออกอากาศไม่ได้ครับ มันน่าร้องไห้ไหมครับอย่างนี้

ถ้าเป็นประชาชนคนธรรมดา ถ้าเป็นหัวหน้ารัฐบาลน่าร้องไห้ไหมครับ ปลุกระดมมาเนี่ย ปลุกระดมคนทั้งบ้านทั้งเมือง นัดหมายกันมา จนกระทั่งคนเข้าใจผิดหมด แล้วก็เรียกระดมกันเข้ามาๆ กันนะ ศาลคุ้มครองให้ทำได้ครับ แต่เราจะยื่นเข้าไป บอกว่าไปสั่งให้เอกชนหยุดน่ะ ศาลปกครองสั่งเอกชนไม่ได้ ไหวไหมครับอย่างนี้

นี่ผมบอกตรงๆ ผมพูดตรงๆ เพราะผมมีหน้าที่รับผิดชอบกับบ้านเมืองนี้ คนพวกนี้เป็นใครจากไหนผมไม่ต้องนึกถึง แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้น กลัวกันหมดนี่ครับ เกรงกันหมด ทั้งกลัวทั้งเกรง หมดแล้วครับ นักการเมืองยังตัดสินใจไปขึ้นเวทีเลยครับ แปลว่าคนฟากโน้นมีโอกาสจะชนะถูกไหมครับ มีโอกาสจะยึดบ้านเมืองนี้ได้ใช่ไหมครับ ไม่ได้หรอกครับ เพราะทางฝ่ายทหารเขาบอกแล้วว่าเขาไม่ยั่น ผมต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือจะใช้เต็มที่ ปัดโธ่ ไอ้บ้า เป็นรัฐมนตรีกลาโหม เป็นนายกรัฐมนตรี ผมบอกผมทำอย่างนั้นผมก็เสียคนตามแผนเขาเลยครับ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเมื่อวานนี้ ต้องออกชื่อ คนเขียนการ์ตูน ชัย ราชวัตร น่ะไม่มีวันละเลย ไม่มีวันเลยเชียวครับ ต้องกระทบกระแทกแดกดัน ไปเปิดดูสิครับไอ้หน้าเมื่อวานนี้ เหมือนกับว่าเหตุที่เกิดเนี่ยเพราะโทรทัศน์รายการนายสมัคร โทรทัศน์รายการความจริงวันนี้ ถ้าไม่เอาความจริงวันนี้มาพูด แล้วคนจะเข้าใจไหมว่าอะไรเป็นอะไรครับ ไปออก PTV ถ่ายทอดไปที่ไหนก็ไม่ได้ จึงได้เอาเข้ามา เขาก็จัดการ ผมก็ปฏิเสธว่าผมไม่ต้อง เขาจัดการ มีช่องทางเรียบร้อย แต่เขาพูดเรียบร้อยไหมครับ เขาพูดคนเข้าใจไหมครับ ก็ใครจะ ฟ้องศาลเลยสิครับ เอาไปดำเนินคดี นี่ไม่ดำเนินคดีแต่มากดดัน บอกเนี่ย เป็นเพราะสาเหตุอย่างนี้ เขียนการ์ตูนเลย เป็นช่องโทรทัศน์ เหมือน NBT นี่น้ำเน่า

จากสถานการณ์บ้านเมืองวุ่นวายขณะนี้ผมจึงไม่มั่นใจว่า วันที่ 25-26 กันยายน นี้ จะเข้าร่วมการประชุมประจำปีสมัชชาสหประชาชาติ ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้หรือไม่ เพราะวันที่ 25 กันยายนนี้ ศาลอุทธรณ์ ศาลอาญากรุงเทพใต้ จะนัดอ่านคำพิพากษาคดีที่ผมเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งอาจจะต้องขอศาลเลื่อนการนัดอ่านคำพิพากษาออกไปอีก 7 วัน ซึ่งหากศาลอุทธรณ์ ยืนคำพิพากษาตามศาลชั้นต้นคือตัดสินจำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา ผมก็จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาต่อไป ขณะเดียวกันวันที่ 8 กันยายนนี้ จะเข้าชี้แจงกรณีเป็นพิธีกรรายการชิมไปบ่นไปต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผมยืนยันจะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อไปแม้ต้องประสบปัญหาบ้านเมืองและคดีความ

นปก.รวมพลสนามหลวง แสดงพลังเงียบต้านพันธมิตร!


คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

วันที่ 30 สิงหาคม 2551 ที่สนามหลวง เวลาประมาณ 15.00 น. มีการตั้งเวทีปราศรัยของกลุ่มชมรมคนแท็กซี่ และหลังจากนั้นในเวลาประมาณ 18.00 น. มีการตั้งเวทีใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ซึ่งนับเป็นการจัดการชุมนุมครั้งแรกของกลุ่มนี้หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยมีประชาชนเข้าร่วมชุมนุม ฟังการปราศรัยหลายพันคน แกนนำหลักที่จัดการชุมนุมและขึ้นปราศรัยประกอบด้วย นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายสุชาติ นาคบางไทร นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายวีระ มุสิกพงศ์ เป็นต้น

นายชินวัฒน์ หาบุญพาด กล่าวถึงที่มาในการจัดเวทีครั้งนี้ว่า หลังจากเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาระยะหนึ่งและเริ่มเห็นแนวทางที่รุนแรงมากขึ้นโดยรัฐบาลไม่สามารถคุมสถานการณ์ได้ อีกทั้งยังดูจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำหลังเหตุการณ์วานนี้ (29 ส.ค.) จึงต้องการแสดงพลังมวลชนส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของพันธมิตรฯ ซึ่งไม่ได้ใช้แนวทางอหิงสา ไม่เป็นไปตาม มาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญดังที่กล่าวอ้าง เพื่อเป็นการให้กำลังใจกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และสนับสนุนให้รัฐบาลใช้กฎหมายในการจัดการกับการเคลื่อนไหวของแกนนำพันธมิตรฯ อย่างจริงจัง ไม่ได้มีวัตถุประสงค์จัดตั้งมวลชนขึ้นมาปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่อย่างใด

นายจรัล กล่าวว่า การจัดเวทีครั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างพื้นที่ให้กับคนที่รู้สึกอึดอัดกับ “ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า” ของพันธมิตรฯ ให้ได้มีที่ระบายและแสดงออก ซึ่งเป็นไปตามเสียงเรียกร้องของประชาชนที่เคยร่วมชุมนุมที่สนามหลวงด้วย หลังจากที่สถานการณ์ความได้เปรียบของรัฐบาลเริ่มเปลี่ยนไปสู่การเสียเปรียบเมื่อวานนี้ (29 ส.ค.) และอาจนำมาซึ่งความพ่ายแพ้ของฝ่ายประชาธิปไตย โดยไม่ได้มุ่งหวังผลทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะไม่คิดว่าการชุมนุมนี้จะไปสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เนื่องจากผู้ร่วมชุมนุมไม่ได้มีจำนวนมากมายนักอีกทั้งสื่อมวลชนก็คงไม่สนใจการเคลื่อนไหวของมวลชนประชาธิปไตยดังที่เคยเป็นมา แต่สิ่งสำคัญคือ เวทีนี้จะเป็นการให้ข้อมูล ความรู้ หลักวิเคราะห์ ต่อเหตุการณ์บ้านเมืองที่อาจลงเอยในรูปแบบต่างๆ เพื่อประชาชนจะได้มีหลักในการคิด วิเคราะห์ ตลอดจนกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวของตนเอง

เมื่อถามถึงแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปก. รวมทั้งความเสี่ยงต่อความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ชินวัฒน์ ยืนยันว่า เป็นการชุมนุมเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตามสิทธิของพลเมืองซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะชุมนุมถึงเมื่อไร และยังไม่คิดจะเคลื่อนขบวนไปที่ไหน แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นกับสถานการณ์ข้างหน้าด้วย ขณะที่จรัลระบุว่า การชุมนุมครั้งนี้เป็นการใช้สิทธิแสดงออกทางการเมืองตามปกติเพื่อให้เกิดการต่อสู้ทางความคิด เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และหากจะเกิดการปะทะกันก็จะไม่ใช่เพราะทางสนามหลวงเคลื่อนขบวนไปหาพันธมิตรฯ อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม คิดว่าทางพันธมิตรฯ เองก็คงไม่เคลื่อนขบวนมาที่นี่เช่นกัน

“เรากำลังต่อสู้กับความคิดที่นิยมอำนาจ เผด็จการ ไม่ใช่สู้กับพันธมิตรฯ เฉยๆ ตอนนี้พันธมิตรฯ กลายเป็นกลุ่มอุดมการณ์แล้ว และเพื่อบรรลุเป้าหมายเขาต้องทำทุกอย่าง พันธมิตรฯ มีลักษณะเป็นขบวนการของประชาชนที่พยายามยึดอำนาจรัฐ เหมือนที่เคยเกิดในยุโรปในอดีต เน้นวิธีการแบบการปฏิวัติแบบถอนรากถอนโคนอย่างฉับพลัน ปัญหาคือว่าเวลาพูดถึงปฏิวัติ ต้องดูเนื้อหาว่าปฏิวัติเพื่ออะไร เพื่อให้การเมืองถอยหลังไม่ใช่ทางที่ถูก” จรัลกล่าว

นายอำนาจ สายจันดี ผู้จัดรายการคลื่นวิทยุ 92.75 กล่าวว่า ผู้ที่มาชุมนุมในวันนี้ส่วนหนึ่งเป็นแนวร่วม นปก. เดิม อีกส่วนเป็นผู้ที่ทราบข่าวจากการประชาสัมพันธ์ผ่านคลื่นวิทยุคนรักแท็กซี่ เอฟเอ็ม 92.75 MHz ซึ่งขณะนี้สถานีวิทยุชุมชนในอุดรธานี อุบลราชธานี และสกลนคร ได้เชื่อมสัญญาณวิทยุด้วยแล้ว จึงคาดว่าคนน่าจะมาเยอะกว่านี้ในวันพรุ่งนี้ (31 ส.ค.)

นายวิชัย จันทร์เจริญ อาชีพรับจ้างทั่วไปและก่อสร้าง กล่าวว่า มาชุมนุมเป็นครั้งแรกและมาเพราะไม่ชอบการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ โดยเฉพาะการปิดข่าวและนำเสนอด้านเดียวจึงโมโหและมาแสดงพลังให้รู้ เพราะการขับไล่รัฐบาลครั้งนี้ไม่ยุติธรรม เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือน มีไร่อยู่ไร่หนึ่งแต่อยู่ดีๆ เขาก็มาไล่ไม่ให้ทำไร่ โดยไม่มีเหตุผล

ขณะที่ประชาชนสวมเสื้อแดงไม่ประสงค์ออกนามคนหนึ่งกล่าวว่า มาเพื่อฟังข้อมูลต่างๆ ทางฝ่ายพันธมิตรฯ เขาก็ไปฟัง เพื่อที่จะได้รู้ว่าใครพูดอะไรทั้ง 2 ด้าน แต่ก็ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไหนเป็นพิเศษ และชอบมาฟังเรื่อยๆ

ที่มา : ประชาไท


คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์

คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์

“...น่าเสียดายที่ความรู้สึกรับผิดชอบเหล่านี้มิได้เกิดจากสมาชิกอันเป็นพื้นฐานของทั้งสองสภา หากเรื่องนี้เกิดมาจากความคิดเห็นของผู้นำพรรคชาติไทยคือ คุณบรรหาร ศิลปอาชา กับแกนนำบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลาย ซึ่งต้องขอแสดงความยินดีและแสดงความนับถือในวุฒิภาวะ และในความเป็นผู้นำของพรรคการเมืองเหล่านั้น...”

การเคลื่อนไหวการเมืองภาคประชาชน ที่ใช้วิธีการชุมนุมบนสะพานมัฆวานฯ ถนนราชดำเนิน ที่เรียกขานกันโดยทั่วไปว่า ม็อบพันธมิตรฯ นั้นกำลังก่อให้เกิดความแตกแยกทางการเมืองอย่างใหญ่หลวง

จากม็อบส่วนตัวของคนไม่ปกติทางจิตบางคน นานวันเข้ากลายเป็นวิกฤติขึ้นมาได้จริงๆ

ทั้งนี้ นอกจากความด้อยสมรรถนะในการจำแนกเหตุผลของคนไทยบางกลุ่มบางพวก ซึ่งขาดไร้การศึกษา ยังบวกด้วยการเสพสื่อด้านเดียวเป็นเวลายาวนานติดต่อกัน ซึ่งก็เป็นเหตุเดียวกับวิกฤตการณ์ในปี พ.ศ.2549 นั่นเอง

เรียกว่าประวัติศาสตร์ย้อนกลับมาซ้ำรอยเร็วเกินคาด

ความเป็นจริง ถ้ามวลชนกลุ่มนี้จะได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของแกนนำพันธมิตรฯ ตามที่สื่อบางแขนง เช่น รายการความจริงวันนี้ ของ NBT นำเสนอ ก็จะเห็นชัดว่า ไม่ใช่เรื่องส่วนรวมอะไรเลย

เรื่องส่วนรวมเป็นแต่เพียงข้ออ้างพอให้ฟังดูไม่ขัดเขินเท่านั้นเอง!

อย่างไรก็ตาม เมื่อม็อบกำเริบใจถึงขั้นกระทำการละเมิดกฎหมายหลายบท หลายมาตรา จนส่วนหนึ่งถูกจับเป็นผู้ต้องหา และแกนนำ 9 คนก็ถูกออกหมายจับ เรื่องมันก็เลยบานปลาย กลายเป็นการปิดสนามบินทางภาคใต้หลายจังหวัด มีการหยุดเดินรถไฟหลายขบวนในหลายภาค เป็นการกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติโดยตรง

ก็เป็นธรรมดาอยู่เอง เมื่อมวลชนส่วนหนึ่งทำลายความหมายความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ แล้วยังท้าทายอำนาจตุลาการ ซึ่งหมายถึงการเป็นกบฏอย่างเปิดเผยโจ่งแจ้ง โดยที่ฝ่ายบ้านเมืองยังหาทางออกไม่ได้ วิกฤตการณ์ย่อมขยายวงออกไปไม่มีที่สิ้นสุด

เวลานี้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและต้องการปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็เหลืออดเหลือทน ได้ประกาศรวมตัวกันแล้วที่ท้องสนามหลวง ดินแดนที่พวกเขาเคยรวมตัวกันต่อต้านเผด็จการ คมช. ตลอดปี พ.ศ.2550

มวลมหาประชาชนกลุ่มนี้ชุมนุมกันโดยสันติและปราศจากอาวุธ

เป็นการใช้สิทธิ เสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ ตรงไปตรงมา ไม่บิดเบี้ยว เพราะไม่ได้มีเจตนาโค่นล้มใคร หากต้องการรักษาประชาธิปไตยอันเป็นระบอบการปกครองที่เขาหวงแหนเท่านั้น

เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเคลื่อนไหวมาถึงตรงนี้ ก็ถึงเวลาที่รัฐสภาจะได้กระดิกกระเดี้ยตัวเองขึ้นมาวิเคราะห์สถานการณ์และผลกระทบอย่างเป็นทางการเสียที คือ มีการประชุมกันตั้งแต่บ่ายวันอาทิตย์ คือวานนี้

น่าเสียดายที่ความรู้สึกรับผิดชอบเหล่านี้มิได้เกิดจากสมาชิกอันเป็นพื้นฐานของทั้งสองสภา หากเรื่องนี้เกิดมาจากความคิดเห็นของผู้นำ พรรคชาติไทย คือ คุณบรรหาร ศิลปอาชา กับแกนนำบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลาย ซึ่งต้องขอแสดงความยินดี และแสดงความนับถือในวุฒิภาวะและในความเป็นผู้นำของพรรคการเมืองเหล่านั้น

คุณบรรหาร ศิลปอาชา นั้นในยามหน้าสิ่วหน้าขวานของระบอบประชาธิปไตย เราเคยได้เห็นท่านแสดงความเป็นผู้นำมาแล้ว โดยการรับเป็นเจ้าภาพแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดช่องให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ซึ่งผลก็คือเราได้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และได้ใช้มาจนถึงวันที่ 19 กันยายน 2549

ในคราวนี้ คุณบรรหาร ซึ่งเป็น ส.ส. คนหนึ่ง และนั่งอยู่นอกคณะรัฐมนตรี ได้เสนอให้ลองใช้สถาบันรัฐสภาประชุมปรึกษาเพื่อหาทางแก้ปัญหากันดู เพราะเรื่องใหญ่ๆ ขนาดนี้ไม่ค่อยมีใครมองมาที่รัฐสภา จะด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ใช่ที่พึ่ง หรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็เหลือเดา

จุดยืนของคุณบรรหารเหมือนจะบอกเราว่าหาก คุณสมัคร สุนทรเวช พลาดพลั้งเป็นอะไรไป คนมีประสบการณ์และมีวุฒิภาวะอย่างนี้พอจะทำหน้าที่แทนได้

ข้าพเจ้าเองเมื่อเริ่มต้นวิกฤตการณ์ในปี 2548 ได้นั่งอยู่ในสภาในฐานะ ส.ส. คนหนึ่ง ได้เคยเสนอเรื่องปรึกษาหารือประธานสภาว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับคณะ ได้ชุมนุมปลุกระดมประชาชนโจมตีรัฐบาลและรัฐสภาที่สวนลุมพินี ว่าไม่อาจเป็นที่พึ่งของประชาชนได้โดยสิ้นเชิง

ข้าพเจ้ามองว่า การปลุกระดมกันเช่นนี้นานวันเข้าถ้าไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาเป็นปัญหาปรึกษากันอย่างจริงจัง จะกลายเป็นว่าเรื่องมีมูลความจริง

เข้าทางม็อบที่จะทำลายประชาธิปไตย

ข้าพเจ้าจึงเสนอให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมสมาชิกเพื่อปรึกษาหารือกันอย่างไม่เป็นทางการก่อน หากมีข้อสรุปทางหนึ่งทางใดพอเป็นแนวทาง ค่อยเรียกประชุมรัฐสภาอย่างเป็นทางการ

ความประสงค์ของข้าพเจ้าคือ ต้องการให้องค์กรรัฐสภาเป็นที่แก้ไขปัญหาของประเทศ หรืออย่างน้อยหากแก้ปัญหาไม่ได้ เป็นเพียงแต่การแสดงออกถึงความรู้ร้อนรู้หนาวบ้าง แทนที่จะอยู่อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว หรืออยู่เป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศชาติอย่างที่ม็อบกล่าวหา

แต่ข้อเสนอของข้าพเจ้าได้รับการตอบสนองจากรองประธานสภาผู้แทนราษฎร - คุณลลิตา ฤกษ์สำราญ คนเดียวเท่านั้น นอกนั้นก็พากันนิ่งเฉยจนพังกันไปทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล

ขอประทานโทษที่ต้องเอาเรื่องเก่าของตัวเองมาเล่าใหม่

ต้นฉบับนี้เขียนขึ้นก่อนที่จะมีการประชุมรัฐสภา จึงไม่มีโอกาสจะรู้ว่าวุฒิสมาชิกคนใด และพรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปัตย์ คนใด จะถูกเปลื้องผ้าล่อนจ้อนให้คนทั้งเมืองเห็นกัน

ได้ดูแต่รายการที่นายกรัฐมนตรีออกโทรทัศน์พบประชาชนตามปกติในเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งเท่ากับเป็นการกราวหน้าพาทย์ที่ค่อนข้างจะดุเดือดอยู่มิใช่น้อย เพราะท่านนายกฯ เห็นว่าสมาชิกพรรคฝ่ายค้านบางคนไปปรากฏตัวบนเวทีม็อบพันธมิตรฯ ในทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งสมาชิกวุฒิสภาบางคนก็ไปป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น อ้างว่าเพื่อไปให้กำลังใจม็อบ แถมยังวิจารณ์เสียอีกด้วยว่าข้อกล่าวหาแกนนำม็อบว่าเป็นกบฏ เป็นข้อหาที่รุนแรงเกินไป

เชื่อเหลือเกินว่า การพูดจากันในที่ประชุมรัฐสภาจะมีความชัดเจนจนเห็นตัวตนที่แท้จริงของทุกฝ่าย

ใครเป็นนักประชาธิปไตย ใครเป็นพวกอนาธิปไตย ใครเป็นเผด็จการหรือลูกสมุนเผด็จการ ใครเป็นพวกกระสันจะเป็นรัฐบาลจนตัวสั่น

แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ แต่ได้เห็นสันดานคนชัดเจนก็คุ้มแล้วครับ

วีระ มุสิกพงศ์



กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

นายสนธิ ลิ้มทองกุล
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
นายพิภพ ธงไชย
นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
นายสุริยะใส กตะศิลา
นายเทิดภูมิ ใจดี
นายอมร อมรรัตนานนท์
นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์

นี่คือรายชื่อแกนนำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 9 คน แต่นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ จะเรียกว่า กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ตามที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เรียกขานในรายการสนทนาประสาสมัคร ซึ่งถือว่าเป็นการตั้งชื่อได้ตรงกับพฤติกรรมที่ทำไว้ตั้งแต่ก่อตั้งกลุ่มขึ้นมา

รายชื่อคนทั้ง 9 คนนี้ จะต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่จะบันทึกไว้ที่ใด เช่น บนหน้ากระดาษ หรือหนังหมา ก็แล้วแต่ความสะดวก แต่ให้บันทึกไว้ว่า คนทั้ง 9 คน ได้ถูกศาลอาญาออกหมายจับข้อหาร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธเพื่อเป็นกบฏ (ม.114 ปอ.) กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวิธีอื่นใด อันมิใช่ในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ

นั่นคือเป็นผู้ต้องหากบฏอย่างสมบูรณ์แบบ แต่มีความสามารถขัดคำสั่งศาล ขัดขืนการจับกุมโดยการปลุกระดมพาประชาชนเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาล อันเป็นศูนย์กลางอำนาจของประเทศไทย

เมื่อศาลแพ่งได้ให้การคุ้มครองชั่วคราวให้ 9 กบฏออกจากทำเนียบรัฐบาล ตามที่ข้าราชการทำเนียบรัฐบาลไปร้องต่อศาลแพ่ง

แต่เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีนำหมายศาลไปปิดเพื่อให้กลุ่ม 9 กบฏปฏิบัติตามคำสั่งศาล กลับถูกกองโจรศรีวิชัยป้องกันขัดขวางทุกวิถีทาง จึงเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ร่วมเดินทางไปกับเจ้าหน้าที่บังคับคดีตามคำร้องขอ

การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับโล่มนุษย์ที่ 9 กบฏได้จัดตั้งไว้ เมื่อภาพข่าวแพร่กระจายออกไป จึงเป็นเหยื่ออันโอชะให้ 9 กบฏประกาศฟ้องร้องกับประชาชนที่ได้รับรู้ข่าวสารจากภาพข่าวทางสถานีโทรทัศน์

ในที่สุดศาลแพ่งได้มีคำสั่งตามที่ทนายความของกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยอุทธรณ์ ให้ 9 กบฏและสมุนยึดทำเนียบรัฐบาลได้ต่อไป

ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาความปลอดภัยอยู่ในทำเนียบรัฐบาลต้องยกขบวนกลับที่ตั้ง เป็นเหตุให้ตึกสันติไมตรี ตึกไทยคู่ฟ้า ถูกงัดประตู

เมื่อ 9 กบฏยึดทำเนียบรัฐบาลได้เบ็ดเสร็จตั้งแต่สนามหญ้าจนบริเวณภายในตึกสันติไมตรี และตึกไทยคู่ฟ้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรัฐมนตรีเงา นำสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไปตรวจเยี่ยมการยึดทำเนียบรัฐบาลของ 9 กบฏ สมทบกับสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งที่เดินทางไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม จนถึงวันวาน ทำให้ผมได้ข้อสรุปให้กับตัวเอง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่เราได้ใช้กันมาตั้งแต่ปี 2475 นั้น ถึงเวลาแล้วที่จะต้องยกเลิก แล้วหันไปใช้การปกครองแบบการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย

โดยให้ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งมี 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ ส.ส. ที่มาจากการแต่งตั้ง 70 เปอร์เซ็นต์ และต้องระบุไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนว่า จะต้องให้พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากไม่เป็นตามนี้ กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยจะต้องชุมนุมประท้วงกันไม่มีที่สิ้นสุด โดยจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ให้กับ 9 กบฏตามความต้องการ

และ...เพื่อเป็นการตอบแทนกองทัพธรรมของสันติอโศกที่ปักหลักประท้วงร่วมกับกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยมาตั้งแต่ต้น ให้บรรจุลัทธิสันติอโศกเป็นลัทธิประจำชาติ

นี่คือข้อสรุปที่ผมฉุกคิดขึ้นมาก่อนนอนหลับสนิท โดยไม่รับรู้ข่าวสารใดๆ เมื่อคืนวันที่ 9 กบฏสามารถยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นที่ตั้งได้อย่างถูกต้อง และสามารถตั้งเวทีปราศรัยให้มีการถ่ายทอดสดปลุกระดมด้วยคำหยาบคายได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เอกฉัตร


อนาถธิปไตย


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

หลายคนบอกว่า บ้านเมืองทุกวันนี้กำลังจะกลายเป็นระบอบอนาธิปไตย อันหมายถึงการที่คนจำนวนหนึ่งที่ต้องการให้เกิดสภาวะที่ไร้อำนาจรัฐ ยกเลิก ปฏิเสธอำนาจรัฐ ไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ กติกาของประเทศ โดยไม่ฟังเหตุฟังผลอันใด...

ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นปัญหาให้กับคนไทยทั้งชาติในขณะนี้

ปัญหาของวิกฤตการณ์ “พันธมารธิปไตย” ใช้มาตรการ “ป่วนเมือง” ได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาจากรัฐบาลในแนวทางละมุนละม่อมมาโดยลำดับ ผ่อนหนักผ่อนเบา เพราะฝ่ายหนึ่งต้องการสร้างปัญหาให้มีการปะทะสูญเสียเลือดเนื้อ จากคนไทยด้วยกันเอง

เจตนาของเขาระบุชัดแจ้งในการดำเนินการแนวทางอันไร้อารยะในการแก้ไขปัญหา เช่น การปีนรั้วทำเนียบรัฐบาล และส่วนราชการอื่นๆ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม และที่สำคัญคือการคุกคามสื่อสารมวลชน คือสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที นอกจากนี้สื่อสารมวลชนหลายสำนักได้ถูกดำเนินการคุกคามสื่ออย่างหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็น อสมท. ไทยพีบีเอส ไทยรัฐ มติชน ข่าวสด เรียกได้ว่า โดนกันทั่วหน้า

อาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ใช้การปลุกระดมประชาชนด้วยถ้อยคำสำราก ความถ่อย ความสถุล ไร้สกุลรุนชาติ ต่ำช้าสามานย์ บนเวทีพันธมารมาหลายครั้งหลายหน ยังหันมา พูดจาในลักษณะสำรากถ้อยคำถ่อย สถุล กับสื่อสารมวลชนทำเนียบรัฐบาล

นักวิชาการหลายคนอาจจะพยายามหาความชอบธรรมให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ โดยมักจะออกมาการันตีให้กับอาชญากรสำคัญของชาติบ้านเมืองที่โดนข้อหา “กบฏ” และมีการกระทำการขัดคำสั่งศาลหลายครั้งหลายหน โดยไม่คำนึงถึงหลักวิชาการในการยึดความถูกต้องตามหลักการบังคับใช้กฎหมาย

ประเทศชาติ ในขณะนี้อยู่ในสภาพ “ไร้ขื่อแป” หากเป็นสมัยโบราณย่อมใช้คำว่า “แผ่นดิน” เป็น “ทุรยศ” จากน้ำมือของพันธมารธิปไตยเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ขณะที่อำนาจรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆ ได้

ขณะที่อำนาจฝ่ายตุลาการได้ถูกท้าทายครั้งใหญ่ ตัดสินคดีความภายใต้พระปรมาภิไธย แต่กลับมีคนในสังคมไม่เชื่อถือเชื่อฟัง

เท่านั้นยังไม่พอ ยังก่อหวอดให้รัฐวิสาหกิจนัดหยุดงาน เพียงเพื่อจะเอาความเดือดร้อนของประชาชน ผู้คนในประเทศไทย เป็นตัวประกันเท่านั้นเอง

จากจะใช้ถ้อยคำว่า “อนาธิปไตย” ภายใต้คำแก้ตัวว่า เป็นการชุมนุมแบบ สงบ สันติ อหิงสา คงจะสวยหรูเกินไปสำหรับกลุ่มคนพวกนี้เสียแล้ว

วันนี้ประเทศไทยจะต้องเดินหน้า ทั้งด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ไม่ใช่จะให้การเมืองถอยหลัง ไปสู่ยุคป่าเถื่อน ไปสู่ยุคไร้เหตุผล ไปสู่ยุคที่มนุษย์จะเป็นคนไร้ความคิด ใช้แต่พละกำลังห้ำหั่นกันเอง แตกต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน

กลุ่มพันธมารธิปไตยสำคัญตัวผิดว่าเป็นตัวแปรทางการเมือง เพียงเพราะใช้ปฏิบัติการทางการเมืองที่รุนแรง ไม่ต่างอะไรกับสถานะของโจรกบฏปล้นชาติปล้นแผ่นดิน

ทั้งที่ยังบัญญัติและดำรงความคิดเรื่อง การเมืองใหม่ ที่จะให้ ส.ส. มาจากการลากตั้ง 70% และมาจากการเลือกตั้งเพียง 30% ซึ่งถือเป็นการท้าทายอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยอย่างมาก

เป็นการเมืองที่สมควรจะเรียกชื่อเสียงเรียงนามเสียใหม่ว่า “อนาถธิปไตย” เพราะการกระทำที่คิดในลักษณะสำคัญตนผิดว่าเป็นตัวแปรทางการเมือง เป็นความคิดที่น่าอเนจอนาถของคนสิ้นคิดเสียจริงๆ


พันธมิตรฯ เหิมเกริม ปลุกระดมเด็กป่วน ม. ธรรมศาสตร์

พันธมิตรฯ ป่วนหนัก ปลุกระดม นิสิต-นักศึกษาจากจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ เกษตรฯ รังสิต หลายร้อยคน เตรียมเคลื่อนขบวนดาวกระจายไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เวลา 16.00 น.

ตัวแทนนิสิต-นักศึกษาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีตัวแทนจากหลายมหาวิทยาลัย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ขึ้นประกาศบนเวทีพันธมิตรฯ ณ ทำเนียบรัฐบาลเพื่อประกาศยุทธศาสตร์ วันนี้กลุ่มนิสิต-นักศึกษาจะเริ่มยุทธศาสตร์ดาวกระจายเพื่อปลุกกระแสความสนใจในสถานการณ์บ้านเมืองในหมู่นิสิต-นักศึกษา

ทั้งนี้ นายวสันต์ วานิชย์ ผู้ประสานงานของกลุ่มนิสิต-นักศึกษา อ้างว่า การดาวกระจายครั้งนี้ของกลุ่มนิสิต-นักศึกษาจะใช้ชื่อยุทธศาสตร์ว่า “ล้อม-ยึด-จุด” กล่าวคือ การล้อมด้วยปัญญา ยึดความถูกต้อง และจุดประกายทางปัญญา โดยในวันนี้มีจุดหมายอยู่ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยสถานที่ในการดาวกระจายจะอยู่ที่กองกิจกรรมนักศึกษา ตึกใหม่

“การนัดรวมพลในวันนี้มี นิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 100 คน นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรังสิต เกือบ 100 คนเข้าร่วมแล้ว โดยเราจะรวมตัวกันประมาณ 14.30 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่จะเดินทางไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตไม่เกินเวลา 16.00 น.” กลุ่มนิสิต-นักศึกษากล่าว

สำหรับเนื้อหาในการปราศรัยในช่วงดาวกระจายนั้น กลุ่มนิสิต-นักศึกษา กล่าวอ้างว่าใช้ ความนุ่มนวล อหิงสา สันติ โดยจะเน้นเนื้อหาทางด้านวิชาการ โดยเนื้อหาหลักๆ คือ จะเน้นสนับสนุนการงดใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นสะท้อนสิ่งที่นายกรัฐมนตรีกล่าวคำยั่วยุ รวมถึงการสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเข้าทำร้ายกลุ่มพันธมิตรฯ และทำลายเวที และทรัพย์สินของกลุ่มพันธมิตรฯ ณ บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนินด้วย