WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 2, 2008

100 วันพันธมิตรฯ

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย
อัพพะยาปัชฌา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นเทอญ

บทแผ่เมตตาที่พุทธศาสนิกชนคุ้นหูกันดี เมื่อเวลาชาวพุทธกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว รวมทั้งเจ้ากรรมนายเวร

วันนี้ผมจึงแผ่เมตตาย้อนหลังให้กับกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ซึ่งปลุกระดมให้สัมภเวสีมาร่วมชุมนุมกันครบ 100 วัน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม

เผื่อว่าผลของการตั้งจิตภาวนาแผ่เมตตาในวันนี้ จะดลใจของกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย สำนึกได้ว่า 100 วันที่ผ่านมานั้น ได้ทำให้ความสุขของคนไทยตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากการวิจัยของศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขประชาชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)

หลายคนเบื่อหน่ายกับการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย สร้างความแตกแยกให้กับสังคมไทยไม่สิ้นสุด ถึงกับไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ดูข่าวโทรทัศน์ ไม่ฟังข่าวทางวิทยุ แต่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะในชีวิตประจำวัน ไปทำงานก็มีหนังสือพิมพ์ให้อ่าน นั่งรถไปทำงานกลับจากทำงานก็ต้องฟังวิทยุในรถ กลับถึงบ้านก็ต้องดูโทรทัศน์ ถึงแม้จะไม่ดูข่าว ดูละครเพียงอย่างเดียวก็เถอะ

แต่ทุกวันนี้โทรทัศน์ทุกช่องจะมีข่าวด่วนที่น่าสนใจแทรกกลางระหว่างละครออกอากาศ จึงจำเป็นต้องรับรู้ข่าวไปโดยปริยาย

ดังนั้น วิธีการพยายามปิดหูปิดตาไม่รับทราบข่าวสารในห้วงเวลา 100 วันที่ผ่านมา ไม่สามารถจะทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

เพื่อความสบายใจ สถิติความสุขจะไม่ต้องลดลงทำลายสถิติเดิมที่ทำไว้ มีคนเสนอว่า ให้ทำใจให้ว่าง ใครจะพูดอย่างไรก็ให้เห็นคล้อยตาม โดยตอบว่า เออ...ใช่ เช่น

เหตุที่กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อและเหิมเกริมบุกยึดทำเนียบรัฐบาล เพราะมีพรรคประชาธิปัตย์คอยหนุนหลัง ให้การสนับสนุน เพราะแอบมีสัญญาใจกันอย่างลับๆ ว่า หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ผิดหวัง ไม่สามารถจะชนะเลือกตั้งได้ ทั้งๆ ที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. รุมช่วยกันทุกวิถีทาง ยังพ่ายแพ้ยับเยิน จึงต้องพึ่งพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย เพื่อให้มะม่วงบ่มแก๊สสุกสมใจ

เออ...ใช่
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หมดความชอบธรรมที่จะดำรงตำแหน่งอีกต่อไป เพราะไม่สามารถรักษากฎหมายไว้ได้ ปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยบุกยึดทำเนียบ

เออ...ใช่
จะไปโทษ นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ได้ ในเมื่อสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการลากตั้ง และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จ้องจะจับผิดว่ารัฐบาลมีความพยายามสลายม็อบ สั่งให้ตำรวจทำร้ายประชาชน ทำให้ 9 กบฏเหิมเกริม ยึดทำเนียบเป็นที่ขี้ที่เยี่ยว โดยไม่สนใจว่านี่คือหน้าตาของประเทศ

เออ...ใช่

ฝ่ายค้าน และ ส.ว. ที่มาจากการลากตั้ง ซึ่งได้เดินทางไปให้กำลังใจ 9 กบฏมาแล้ว น่าจะรู้ดีว่าตำรวจต้องใช้กำลังและต้องแหวกวงล้อมของกองโจรศรีวิชัย สมณะ สตรี และคนชรา ถึงจะเข้าไปจับกุม 9 กบฏได้ จึงไม่น่าจะด่าว่าตำรวจทำรุนแรง หากตำรวจต้องทำตามกฎหมาย

เออ...ใช่
การที่กลุ่มต่อต้านพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยออกมาชุมนุม ถือว่าเป็นการยั่วยุม็อบชนม็อบ รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

เออ...ใช่
แต่กลุ่มต่อต้านพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยที่รวมตัวกันนั้น รัฐบาลไม่ได้สั่งการใดๆ พวกเขามากันเพราะทนไม่ได้กับพวกที่ทำลายประชาธิปไตย เรียกร้องให้ทหารเข้ามายึดอำนาจอีกครั้ง เพื่อจะได้เสนอการเมืองใหม่ ให้ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบเผด็จการเต็มใบ

เออ...ใช่
นี่คือวิธีการที่ทำให้มีความสุขในภาวะที่สถานการณ์ของประเทศวิกฤติ อันเกิดจากการกระทำของกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย

เอกฉัตร



นายกฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกทม.

ด่วน!นายกฯประกาศใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร

สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย รายงานว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเขตกรุงเทพมหานคร เนื่องจาก มีกลุ่มบุคคลดำเนินการให้เกิดความวุ่นวาย กระทบความเรียบร้อยต่อประชาชนและความมั่นคงของรัฐ กระทบต่อการพัฒนาประชาธิปไตย จึงต้องแก้ไขปัญหาให้สิ้นสุดโดยเร็ว

พร้อมมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้ ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบตาม พ.ร.ก. และ ผบ.ตร. เป็นรองหัวหน้า จนกว่า
เหตุการณ์จะสงบ

นอกจากนี้ ยังห้ามชุมนุม ตั้งแต่ 5 คนเป็นต้นไป หรือ กระทำอันยุยงขัดต่อความสงบ ห้ามเผยแพร่ข้อความให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวจนกระทบความมั่นคงของรัฐ และ ความสงบทั่วราชอาณาจักร ห้ามใช้เส้นทางบคมนาคม ยานพานหะตามที่กำหนด ห้ามใช้อาคาร และให้อพยพประชาชน ออกจากอาคาร หรือ ให้ไปอยู่อาคารตามที่กำหนด



Monday, September 1, 2008

ถุย(ส์) “โจรศรีวิชัย” (คอลัมน์ : คัดท้าย)


คอลัมน์ : คัดท้าย

ถ่อย สถุล เถื่อน
ถ่อย หมายถึง ชั่ว,เลว,ทราม
สถุล หมายถึง หยาบ,ต่ำช้า,เลวทราม
เถื่อน หมายถึง ห่างไกลจากที่อยู่ของคน,ห่างไกลจากความเจริญ

ทั้งสามคำที่ผมหาคำแปลมาจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน คือ พฤติกรรมของกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นนักรบศรีวิชัย ซึ่งทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ตั้งอาณาจักรใหม่ขึ้นมาซ้อนกับราชอาณาจักรไทย เชิงสะพานมัฆวานฯ และเคยโชว์ตัวออกทีวีมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง เมื่อมีการเปิดยุทธการดาวกระจาย

แต่พฤติกรรมที่ปฏิบัติการเมื่อเช้าตรู่วันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา คนที่อ้างว่าเป็นนักรบศรีวิชัย ต่อไปนี้จะต้องเรียนขานกันใหม่ว่า “โจรศรีวิชัย”

เพราะการที่ใช้ผ้าโพกหัว ปิดหน้า ไม่ให้ใครจำหน้าได้ พกพาอาวุธครบมือบุกเข้าไปในสถานที่ราชการ จี้บังคับพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ ทุบกระจกบุกเข้าไปรื้อค้นทรัพย์สิน มันเป็นพะฤติกรรมของโจรชัดๆ ไม่ใช่นักรบตามที่เรียกขานกันมานานเกือบจะครบร้อยวันที่กลุ่มพันธมิตรพันธมารชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล

ต้องชมเชยช่างภาพสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ที่ใช่ประสบการณ์สามารถถ่ายภาพที่โจรศรีวิชัยบุกปล้นสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์และสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ไว้ได้อย่างละเอียด พอที่จะประนามคนเหล่านี้ได้ว่าเป็นโจรไม่ใช่นักรบแต่อย่างใด

หากไม่มีภาพให้ประชาชนได้เห็นกันชัดๆ คำบอกเล่าของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ แม้จะเป็นความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริง แต่ขบวนการแก๊งข้างถนนหัวหน้าโจร สามารถปฏิเสธได้

ขนาดเห็นภาพกันชัดแจ้งแดงแจ๋ หัวหน้าโจรศรีวิชัย คนหนี่งบอกว่าไม่ใช่ลูกน้องตัวเอง ทั้งที่มีผ้าโพกหัวสีเหลืองเขียนคำว่ากู้ชาติ ในขณะที่หัวหน้าโจรอีกคนบอกว่า ภาพที่ออกมาทางทีวีเป็นการจัดฉาก เพราะมีการฉายซ้ำแล้วซ้ำอีก

ผมได้ฟังหัวหน้าโจรศรีวิชัยทั้งสองคนปฏิเสธความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าตรู่วันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา ก้อได้ข้อสรุปว่า เลวทั้งหัวหน้าและลูกน้อง

คำว่า “ศรีวิชัย”ผมในฐานะคนปักษ์ใต้ตัวจริงเสียงจริง ปัจจุบันนี้ยังพูดทองแดงแหลงใต้ชัดเจน จะรู้จักดีถึงดีมาก เพราะเป็นนามสกุลนักร้องชื่อดังของปักษ์ใต้ที่คุ้นเคยนับถือกันเหมือนพี่น้องก้อคือ เอกชัย ศรีวิชัย ซึ่งเป็นนามสกุลจริงๆของ นายบุญรอบ ศรีวิชัย หรือ เอกชัย ศรีวิชัย เป็นคนอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเมืองหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัย มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ส่วนภาคใต้ตอนล่าง ขึ้นอยู่กับอาณาจักรลังกาสุกะ มีจังหวัดปัตตานีเป็นเมืองหลวง

แน่นอนทุกๆอาณาจักร เช่น อาณาจักรสุโขทัย อาณาจักรศรีวิชัย อาณาจักรลังกาสุกะ ต้องมีนักรบไว้ป้องกันอาณาจักรของตัวเอง

แต่คำว่า “นักรบศรีวิชัย” ผมได้ยินเมื่อไม่นานมานี้ ดูเหมือนจะเป็นช่วงที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ไปปราศรัยที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ ของจังหวัดนครศรีธรรมราชขึ้นอยู่กับอาณาจักรศรีวิชัย มีนักรบที่เข็มแข้งเป็นที่เกรงขามของอาณาจักรต่างๆ ทั้งที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นคนจังหวัดนครราชสีมา

คำว่า “นักรบศรีวิชัย” จึงเป็นคำที่เริ่มจะชินหูเมื่อมีการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยคนที่รับจ้างเป็นยามรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุมจะถูกเรียกขานให้ดูโก้ว่าเป็นนักรบศรีวิชัย ซึ่งพฤติกรรมที่ผ่านๆมา ยังอำพรางตัวเองไว้ได้ดี เพราะจะเปิดเผยความจริงเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ว่าเป็นแค่โจรถ่อยสถุลป่าเถื่อนเท่านั้นเอง

และ..เมื่อมีข่าวว่านอกจากตำรวจจะยึดอาวุธมีทั้งปืน มีดสปาต้า หนังสติ๊กได้แล้ว ยังยึดใบกระท่อมได้ด้วย ยิ่งทำให้หลักฐานมัดแน่นว่าคนพวกนี้เป็นโจรศรีวิชัย เพราะถ้าเป็นนักรบศรีวิชัย ในการออกรบแต่ละครั้ง ความฮึกเหิมเกิดขึ้นจากจากใจที่รักชาติรักแผ่นดินไม่ต้องพึ่งพายาเสพติดอย่างใบกระท่อม ซึ่งกินผสมกับเครื่องชูกำลัง ยาแก้ไอ หรือ กาแฟ ก้อจะเข้าสูตร 4 คูณ 100 ทำให้มึนเมาฮึกเหิมสามารถปิดบังความขลาดกลัวไว้ได้ในการปฏิบัติการปล้นตามคำสั่งของหัวหน้าโจร อย่างที่เกิดขึ้นในสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เป็นพฤติกรรมของคนทำลายชาติ ไม่ใช่กู้ชาติอย่างที่เขียนบนผ้าโพก
หัว....ถุยส์

พิธาน คลี่ขจาย


“เอาพันธมิตรออกไป เอาประชาธิปไตยคืนมา” (คอลัมน์: สะกิดกระบวนการยุติธรรม)

คอลัมน์: สะกิดกระบวนการยุติธรรม

ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อครับ กับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน กรณีเหตุการณ์กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใช้แผนยุทธการดาวกระจาย บุกเข้าไปยึดสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT รวมถึงทำเนียบรัฐบาล

ที่สำคัญ ภาพเหตุการณ์กลุ่มชายฉกรรจ์ที่บุกเข้าไปทำลายทรัพย์สินภายในสถานีวิทยุโทรทัศน์ NBT ตามที่ปรากฏออกมา บ่งบอกถึงความถ่อย และความอัปยศที่ไม่เชื่อว่า จะเป็นคนของกลุ่มพันธมิตรฯที่อ้างตัวมาโดยตลอดว่า ยึดถือวิถีทางประชาธิปไตย แต่พฤติกรรมที่ปรากฏไปทั่วโลกกลับกลายเป็น กลุ่มโจรมากกว่า เพราะการบุกรุกเข้าไปในสถานที่ราชการ ยามวิกาล พร้อมอาวุธครบมือไม่ว่าจะเป็นมีดดาบ ปืน และอุปกรณ์ที่ใช้เป็นอาวุธสาระพัด คงยากจะบรรยายว่า นี่หรือ คือกลุ่มคนที่ อ้างตัวว่า ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาโดยตลอด

ผมคนหนึ่งล่ะครับที่หมดศรัทธา ทั้งต่อตัวคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ถือว่าเป็นคนมีวิสัยทัศน์คนหนึ่งทางสังคม หรือแม้แต่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่เป็นถึงประธานโรงเรียนผู้นำ ที่แม้แต่คนใหญ่คนโตในสังคม เคยให้การยอมรับนับถือ และเข้าไปฝึกอบรมผู้นำ ที่จังหวัดกาญจนบุรี จนเป็นที่รู้จัก แต่ขณะนี้ไม่หลงเหลือความน่าเชื่อถือ และความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ของบ้านเมืองอีกต่อไปแล้ว

สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรใช้แผนยุทธการดาวกระจายขั้นแตกหัก ครั้งนี้ เป้าหมายคงไม่ต้องตีความอย่างอื่น นอกเสียจาก เพื่อต้องการให้เกิดการนองเลือด และให้ทหารเข้าไปทำการปฏิวัติรัฐประหาร นี่หรือ คนที่อ้างตัวมาตลอดว่า เป็นผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย นี่หรือ อุดมการณ์ของผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคยเป็นที่นับถือ เสียดายตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ต้องมาทิ้งอุดมการณ์ที่ท่านเหล่านี้สั่งสมมา และเคยพร่ำสอนเด็ก ๆ และผู้นำหลายคนให้ยึดถือปฏิบัติ แต่วันนี้ท่านกลับทำลายความน่าเชื่อถือของตัวท่านเองจนหมดสิ้น

ผมดีใจกับคำพูดของ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะเบอร์หนึ่งของ 3 เหล่าทัพ ที่ออกมาพูดชัด ฟังชัด ไม่ต้องตีความว่า

“เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลอยู่แล้ เวลานี้ทหารยังไม่ต้องเตรียมอะไร รอดูสถานการณ์เท่านั้น ส่วนการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น ถ้านายกรัฐมนตรีถามคงต้องช่วยกันคิด ส่วนตัวแล้วคิดว่า ยังไม่จำเป็นต้องประกาศใช้ ถ้าประกาศแล้วจะยุ่ง”

ขณะเดียวกัน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ท่านได้ออกมายืนยันนอนยังอีกครั้งว่า จะไม่มีการทำปฏิวัติอย่างแน่นอน ทำให้หลายฝ่ายสบายใจ

พล.อ.อนุพงษ์ ท่านบอกว่า “กองทัพจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการดูแลสถานการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง ตอนนี้ยังไม่มีการประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอให้ประชาชนใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ อย่าตื่นตระหนกกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น”

สำทับด้วยเสียงดังฟังชัดจากนายทหารที่คุมกำลังหลักในพื้นที่กรุงเทพมหานคน พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ที่คุมกำลังรบหลักในเมืองหลวงยืนยัน จะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น โดยเชื่อมั่นว่า ยังไม่ถึงจุดที่จะประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและทหารจะต้องออกมาในขณะนี้ เนื่องจากเชื่อมั่นว่า ตำรวจสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น กลับมีแนวโน้มที่รุนแรง โดยกลุ่มแกนนำพันธมิตร ใช้ยุทธวิธีจู่โจมพร้อมกันทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยไม่ให้ฝ่ายรัฐตั้งตัวเริ่มตั้งแต่บุกยึด สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เอฟ.เอ็ม.97 พร้อมกับปิดล้อมกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล หน่วยงานราชการสำคัญ ๆ โดยขยายวงเชื่อมกับแนวร่วมพันธมิตรในต่างจังหวัด

มีการปิดถนนมิตรภาพที่จังหวัดนครราชสีมา ขวางถนนเพชรเกษมช่วงจังหวัดชุมพร กั้นเส้นทางสายเหนือที่จังหวัดพิจิตร

สถานการณ์ที่กลุ่มพันธมิตรกระทำการอุกอาจท้าทายอำนาจกฎหมายบ้านเมือง โดยไม่แยแสเสมือนเป็นผู้อยู่เหนือกฎหมาย ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ หรือกบถอย่างชัดเจน ดังนั้นรัฐบาลต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด อย่าปล่อยให้คนนอกรีด นอกกฎหมายมากระทำการเย้ยฟ้าท้าดิน โดยไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้น ต่อไปประเทศชาติจะอยู่กันอย่างไร เพราะเวลานี้ภาพข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา ถูกตีแผ่ผ่านทางสำนักข่าวยักษ์ใหญ่ต่างประเทศ ทั้งเอพี รอยเตอร์ เอเอฟพี อัลจาซีร่า รายงานไปทั่วโลก เห็นกันจะจะปรากฎการณ์ม็อบเถื่อน ๆ ตามระบอบประชาธิปไตยแบบฉบับไทย ๆ แต่รัฐบาลยังไม่สามารถทำอะไรได้ หรือใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ออกมาสยบกลุ่มม็อบนอกรีดเหล่านี้ได้เลย

หากยังเป็นเช่นนี้ ต่อไปเรื่อย ๆ ผมเชื่อว่า อันตรายครับ เพราะภาพที่เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในประเทศในด้านภาพลักษณ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตราบใดที่รัฐบาลยังปล่อยโอกาสให้ฝ่ายกลุ่มพันธมิตรรุกไล่ฝ่ายเดียว โดยใช้เกมปิดถนนเดินขบวน จนจราจรอัมพาตไปทั่วบ้านทั่วเมือง แถมยังบุกเข้าไปตามสถานที่ราชการต่าง ๆ ทุบทำลายทรัพย์สินเสียหายมหาศาล ลักทรัพย์ และข่มขู่กรรโชกเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ เหมือนโจรไม่ผิดเพี้ยน แต่กลับหนีจ้อยลอยนวลไปได้ เมื่อนั้นผมว่า รัฐบาลคงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก และจะขาดความเชื่อมั่นจากประชาชนครับ ฉะนั้นอย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวลเลยครับ เร่งรีบเบ็ดเสร็จตีเหล็กแต่ยังร้อน ถอนรากถอนโคน กลุ่มกบถให้สิ้นเสียแต่วันนี้ ผมว่า ประชาชนเสียงข้างมากที่เลือกท่านเข้ามาบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย ยังรอปรบมือให้กำลังใจครั้งใหญ่อยู่นะครับ

โดย พ.วิพากษ์



ปารากวัยไล่ทหาร (คอลัมน์: วิเทศทรรศน์)

คอลัมน์: วิเทศทรรศน์

เอ่ยถึงปารากวัย คงจะหาคนที่รู้จักและติดตามความเคลื่อนไหวของประเทศนี้ได้ยากเต็มที เพราะนอกจากจะเป็นเพียงประเทศเล็กๆ ในอเมริกาใต้แล้ว ยังแทบไม่มีบทบาทอะไรเกี่ยวกับโลกเลย แต่เล็กพริกขี้หนูเม็ดนี้ล่ะครับที่น่าสนใจนัก เพราะเขาเพิ่งจะใช้น้ำดีของระบอบประชาธิปไตยล้างคราบสกปรกของเผด็จการทหารออกได้อย่างหมดจด ด้วยการเลือกตั้งประธานาธิบดีจากฝ่ายประชาชน ไม่ใช่นอมินีของพญามารในเครื่องแบบทหารที่ดูดเลือดของชาวปารากวัยมานานถึง 61 ปี

เผด็จการปารากวัยเกิดขึ้นคล้ายๆ กับจุดกำเนิดเผด็จการของทวีปอเมริกาใต้ นั่นคือเมื่อปลดแอกตนเองจากเจ้าอาณานิคมทั้งหลายโดยเฉพาะสเปนแล้ว ก็กลับแตกแยกกันในประเทศ เปิดโอกาสให้คนถืออาวุธและสวมเครื่องแบบทหารเข้ามาสวมอำนาจที่ควรเป็นของประชาชน ซึ่งเป็นทางออกง่ายๆ ของสังคมที่สิ้นคิด

ปรากฏการณ์เผด็จการทหารที่คณะนี้เข้ามาโค่นคณะโน้น ตัวละครมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาเข้ามาเกี่ยวข้องแทรกแซงในจุดที่ตนได้รับประโยชน์ และท้ายที่สุดคือประชาชนเดือดร้อนถูกเข่นฆ่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ นานา กลายเป็นภาพที่ชาชินของภูมิภาคนี้เป็นเวลาที่ยาวนานหลายสิบปี

ผู้เผด็จการตัวใหญ่ที่สุดของปารากวัยคือ นายพลอัลเฟรโด สเตริสเนอร์ ที่ถูกขับไล่จนตกเก้าอี้ในปี พ.ศ.2532 แต่มาตายจากไปในปี พ.ศ.2549 ระหว่างถูกเนรเทศ

แต่เราต้องเข้าใจว่าระบอบเผด็จการมักไม่สิ้นฤทธิ์ไปตามตัวผู้เผด็จการ เพราะมักมีพรรคพวกที่วางไว้ในตำแหน่งแห่งอำนาจ ทั้งในระดับการเมืองและราชการประจำมากมาย โดยเฉพาะกองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จะเดินเกมรวมศูนย์ผลประโยชน์และสกัดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนกันต่อไป อันเป็นแบบฉบับของระบอบอำมาตยาธิปไตย ในปารากวัยจึงปรากฏว่า กว่าอิทธิพลของนายพลสเตริสเนอร์จะหมดสิ้นไปอย่างแท้จริง การเมืองปารากวัยก็แบ่งออกเป็นหลายขั้ว รองประธานาธิบดีถูกลอบสังหารไปหนึ่ง ประธานาธิบดีลาออกจากตำแหน่งไปอีกหนึ่ง และมีความพยายามก่อรัฐประหารกันอีก

ทั้งหมดนี้เกี่ยวกับพรรคการเมืองแนวขวาจัด-อนุรักษนิยมที่สเตริสเนอร์ตั้งขึ้น นั่นคือเนชั่นแนล รีพับลิกัน แอสโซซิเอชั่น-โคโลราโด ที่เมื่อตัวผู้เผด็จการพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็ยังอยู่ คอยทำหน้าที่ทิ่มแทงให้สังคมเกิดความระส่ำระสายไปทั่ว

การทำให้สังคมแตกแยกแตกร้าวเพื่อจะได้ปกครองง่าย เป็นสูตรสำเร็จที่ผู้เผด็จการตัวจริงในหลายประเทศเขายังใช้กันอยู่

ปารากวัยเป็นสังคมเกษตรกรรม เพราะมีทรัพยากรธรรมชาติน้อยกว่าเขา ประชากร 6 ล้านคนเศษเป็นชาวพื้นเมืองผสมเลือดสเปนคือเมสติโซ (Mestizos) เป็นส่วนใหญ่ ภาษาที่พูดก็คือกัวรานี อันเป็นภาษาพื้นเมือง บางส่วนเท่านั้นที่พูดสเปนได้หรือพูดได้ทั้งสองภาษา อัตราความยากจนถึง 60% ของประชากรทั้งหมด คนญี่ปุ่นที่มาตกค้างอยู่ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองก็ยังรวมตัวกันเป็นประชาคมใหญ่ สภาพเศรษฐกิจทั่วไปเป็นแบบเกษตรกรรมล้าหลัง ส่งผลให้การเมืองแบบอุปถัมภ์เฟื่องฟูรุ่งโรจน์ แต่วิกฤติเศรษฐกิจแห่ง พ.ศ.2540 ที่กระหน่ำไปที่อาร์เจนตินามีผลต่อเนื่องอย่างแรงถึงปารากวัยถึงขั้นต้องสละเอกราชทางการเงินและการคลังให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศเหมือนทาสทั้งหลายในเอเชีย

ปัญหาที่เราได้ยินจนเจนหู ก็มาหนักอยู่ที่ปารากวัย ธุรกิจขนาดใหญ่เข้าครอบงำการเกษตร ป่าไม้ถูกทำลายในอัตราเร่ง และประชากรเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปากท้องที่ต้องเลี้ยงดูกันทั้งนั้น ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดครอบครัวเกษตรกรรมที่ขาดที่ทำกินอยู่ทั่วประเทศและทำให้ยากจนหนักหน่วงลงไปอีก การอพยพเข้าเมืองจนเกิดเป็นสลัมเมือง ในขณะที่ชนบทก็อยู่กันแบบเพิงหมาแหงน กลายเป็นภาพอันประจำ

การทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นวิถีปกติเรื่อยมา เหมือนสังคมของคนกินเนื้อคน แถมปารากวัยยังกลายเป็นศูนย์กลางลับลอบนำเข้าและส่งออกสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะยาเสพติด ธุรกิจฟอกเงิน และองค์กรอาชญากรรม ซึ่งล้วนทำให้คนธรรมดาที่เดินดินกินข้าวแกงต้องเดือดร้อนด้วยปัญหาที่ติดตามมาอีกมาก ที่ต้องอึดกันตลอดมานั้นก็เพราะไม่เห็นความสว่างใดๆ ที่ปลายอุโมงค์

แต่แล้วฝ่ายประชาธิปไตยก็งอกงามขึ้นมาได้ในความมืดมิด เมื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ได้กระชากชัยชนะออกจากมือของระบอบเผด็จการคณะเดิม เพราะประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้อย่างแท้จริงในขณะที่เผด็จการอำมาตยาธิปไตยอ่อนแรงลงตามวงจรธรรมชาติ

เขาผู้นี้มีชื่อว่า เฟอร์นานโด ลูโก อาชีพเดิมเป็นพระ คือเป็นบาทหลวงในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก ความสนใจทางการเมืองจึงเริ่มต้นอย่างเชื่องช้า เขาบวชเป็นพระเมื่อมีอายุได้ 26 ปี ธุดงค์ไปเผยแพร่ศาสนาอยู่ในเอกวาดอร์นาน 5 ปี จนได้เป็นระดับสังฆราชาในหลายสิบปีต่อมา ผลงานหลักอยู่ที่การช่วยเหลือสงเคราะห์คนจน โดยเฉพาะที่ซานเปโดรที่มีคนจนอยู่มาก ขนานนามเขาว่า “บาทหลวงของคนจน” เลยทีเดียว

จนถึงปี พ.ศ.2549 นั่นเองที่เขาเห็นว่าการเมืองเท่านั้นที่จะปรับเปลี่ยนประเทศได้โดยตรง เขาก็เข้ามาช่วยพรรคการเมืองฝ่ายค้านรณรงค์หาเสียงในนครหลวงอาซันซิโอน

ครั้นจะลาสึกเพื่อมาลงการเมืองเต็มตัวก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในตอนแรกสำนักวาติกันไม่ยอมรับใบลาออกของเขา อ้างว่าความเป็นพระคือภารกิจชั่วชีวิตที่จะลาออกมิได้ ในที่สุดเมื่อเดือนกรกฎาคมนี่เอง สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิคที่ 16 ก็ตัดสินพระทัย “ยกเว้น” ให้เป็นกรณีพิเศษ ลูโกจึงพ้นจากความเป็นพระ และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของปารากวัยได้ทันที

เขาได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงเกือบกึ่งหนึ่ง แต่ด้วยความที่รัฐธรรมนูญของปารากวัยไม่ได้ยืนยันกว่าเสียงต้องเกินกึ่งหนึ่ง ชัยชนะของเขาเหนือผู้สมัครของพรรครัฐบาล บลังกา โอวิลาร์ จึงถือเป็นชัยชนะอย่างเด็ดขาด

งานแรกของประธานาธิบดีเฟอร์นันโด ลูโกคือการปลดผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกจากตำแหน่ง และตั้งคนใหม่ที่เป็นนายทหารหัวใจประชาธิปไตยเข้าไปแทน
เพื่อให้อำนาจที่ใช้ทำลายประชาธิปไตยมาตลอดประวัติศาสตร์กลับคืนมาเป็นของประชาชนโดยแท้จริง

เขาไม่รอเวลา ไม่ประนีประนอม และไม่สมานฉันท์

และนี่คือบทแรกเท่านั้น

จักรภพ เพ็ญแข



คอลัมน์: แถลงการณ์ร่วมของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย


คอลัมน์: แถลงการณ์ร่วมของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

แถลงการณ์ร่วมของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
เรื่อง การคุกคามเสรีภาพและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน

จากกรณีกลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมด้วยอาวุธที่อ้างตัวว่า เป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้บุกรุกเข้าไปในสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBTเมื่อช่วงเช้ามืดของวันอังคารที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมาโดยบังคับให้พนักงานของของสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวยุติการทำหน้าที่และได้ตัดสัญญาณการออกอากาศเพื่อปิดกั้นไม่ให้มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชนโดยให้เหตุผลว่าสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลนั้น

จากพฤติกรรมของกลุ่มดังกล่าว ไม่ว่าเป็นการกระทำของฝ่ายใดก็ตาม ถือว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างรุนแรงและอุกอาจที่สุดครั้งหนึ่งเพราะมีการคุกคาม ข่มขู่และขัดขวางการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

ดังนั้นองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วยสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จึงขอประณามการกระทำดังกล่าวและถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้บุกเข้าไปภายในสถานีโทรทัศน์ NBT และบังคับให้ทางสถานียุติการออกอากาศ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมกล่าวหาว่าสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือของรัฐบาลหรือเสนอข่าวอย่างลำเอียงซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนอย่างรุนแรงเช่นกัน

ถ้ากลุ่มพันธมิตรฯเห็นว่า ทางรัฐบาลใช้สถานีโทรทัศน์ NBT เป็นกระบอกเสียงอย่างผิดกฎหมายก็ควรใช้ช่องทางกฎหมายและบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญดำเนินการไม่ควรใช้กำลังบุกรุกเข้าตัดสัญญาณการออกอากาศ ของสถานีโทรทัศน์ NBTเช่นที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เพราะในพื้นที่บริเวณดังกล่าวไม่ได้เป็นหน่วยงานราชการทั่วไปแต่เป็นสถานที่ทำงานขององค์กรสื่อมวลชนด้วย ซึ่งควรได้รับการเคารพในสิทธิของผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน

นอกจากนี้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาพบว่า มีการปิดล้อมรถถ่ายทอดสดของสถานีโทรทัศน์หลายสถานี ในหลายๆพื้นที่ องค์กรวิชาชีพสื่อขอเรียกร้องให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวยุติการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนทุกประเภท ทั้งนี้สมาคมวิชาชีพสื่อมวลชนทั้งสามองค์กร เคารพในสิทธิการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่เห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมย่อมต้องเคารพในสิทธิและเสรีภาพการทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน

พร้อมกันนี้องค์กรวิชาชีพสื่อทั้งสามองค์กรขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกแขนงปฏิบัติหน้าที่นำเสนอข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา มีความอดทนในการทำหน้าที่ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงหรือมีส่วนทำให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติที่กำลังตกอยู่ในภาวะความขัดแย้งและอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้

สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
www.ctj.in.th
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
www.tja.or.th
สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย
www.thaibja.org
26 สิงหาคม 2551


แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

คอลัมน์: แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เรื่อง ขอประณามการเคลื่อนไหวที่นำสังคมไทยไปสู่หายนะ

แม้การเคลื่อนไหวเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมืองจะเป็นสิทธิพื้นฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในสังคมประชาธิปไตย ซึ่งกลุ่มคนต่างๆ สามารถกระทำได้ แต่ก็ต้องเป็นการกระทำที่ดำเนินไปภายใต้หลักการพื้นฐาน ซึ่งต้องเคารพสิทธิของบุคคลอื่น ไม่ใช้ความรุนแรง รวมทั้งต้องไม่เป็นการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่การทำลายระบอบประชาธิปไตยโดยรวม

ณ บัดนี้ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ก้าวข้ามพ้นจากสิ่งที่เรียกว่า “อารยะขัดขืน” ไปสู่การกระทำที่เป็น “อนารยะขัดขืน” อย่างชัดเจน ถือเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยปราศจากความชอบธรรม และไม่เคารพสิทธิของสังคมโดยรวม ด้วยการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์อันเป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร และทางเลือกการรับรู้ของสังคมไทย ด้วยการใช้กำลังและความรุนแรง

รวมถึงการเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นด้วยการใช้กำลังและจำนวนของมวลชน เช่น การบุกเข้ายึดสถานที่ราชการ การใช้กำลังคุกคามเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อปกป้องผู้กระทำความผิด ทั้งหมดเป็นการกระทำที่จะนำพาสังคมไทยไปสู่ความหายนะอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนมีความเห็นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้

ข้อแรก ขอประณามการกระทำของพันธมิตรฯ ที่ใช้ความรุนแรงในการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ อันเป็นการทำลายหลักการเสรีภาพในการสื่อสารมวลชน และทำลายสิทธิในการสื่อสารของฝ่ายต่างๆ ในสังคม

ข้อสอง ขอเรียกร้องกับสังคมไทยให้ไตร่ตรอง และใช้สติกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ เนื่องจากเป็นการกระทำที่มุ่งนำไปสู่การสร้างความรุนแรง และอาจนำพาสังคมไทยไปสู่ความหายนะมากขึ้น

ข้อสาม ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของประชาชน เพื่อมิให้บ้านเมืองตกอยู่ในสภาวะไร้ขื่อแป และอาจนำไปสู่การจลาจลในหมู่ประชาชน

ข้อสี่ การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ไม่อาจแก้ได้ด้วยการใช้กำลัง การรัฐประหาร หรือการใช้วิธีการอื่นใดที่ไม่ใช่วิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย ดังที่สังคมไทยได้เคยประสบมาจากเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 แล้ว

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน



นาทีชีวิต“สปาร์ต้าจี้คอ” นักรบใบกระท่อม’ ยึด NBTถ่อย! มีดจี้คอ ‘สุคนธ์ ชัยอารีย์’

คอลัมน์ : Cover story

“สุคนธ์ ชัยอารีย์” นักจัดรายการวิทยุคลื่น 97.0 เมกะเฮิร์ตซ์ เผยนาทีต่อนาทีที่ถูก “นักรบใบกระท่อม” พกอาวุธขึ้นไปบุกถึงห้องจัดรายการ แล้วใช้มีดจี้คอขณะปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน สั่งงดการกระจายเสียง แม้จะแหลงใต้...พันพรือ!!! ยังไม่ยอม แถมโทร.รายงานว่ายึดสถานีได้สำเร็จ ชนะแล้ว!!! เจอตำรวจล้อมจับแล้วจึงวิ่งหนีกันอุตลุด ก่อนถูกรวบพาตัวเข้าคุก เรียกร้องให้รัฐบาลใช้ความเด็ดขาดในการจัดการ “พันธมารธิปไตย” ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองไม่มีวันสงบสุข

***ก่อนอื่นต้องถามก่อนว่า คุณสุคนธ์ ชัยอารีย์ เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่กลุ่มพันธมิตรฯ บุกเข้าสถานีวิทยุสถานีโทรทัศน์ NBT แล้วถูกเอามีดจี้ อยากให้เล่าเหตุการณ์ ณ เวลานั้นให้ฟัง
ผมเริ่มจัดรายการที่คลื่นเอฟเอ็ม 97 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมานี้เอง ชื่อรายการ “คุยข่าว 97.0” ดำเนินการตั้งแต่ตี 5 ถึง 7 โมงเช้า เป็นรายการเปิดสายพูดคุยข่าวสารตามปกติ จนมาถึงเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2551 มีคนในพันธมิตรฯ โทรศัพท์มาบอกผมว่า พี่ๆ พรุ่งนี้ไม่ต้องไปจัดรายการที่สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย คลื่น 97.0 นะ เขาบอกว่า ระวังนะพี่ พรุ่งนี้อาจจะมีปฏิวัติก็ได้ จะมีเรื่องแล้ว พี่อาจจะโดนไปกับเขาด้วย ระวังตัวนะ ผมบอกกับเขาไปว่า ผมไม่กลัวอะไรแล้วล่ะ อายุขนาดนี้แล้วจะไปกลัวอะไรอีก ไม่เป็นไรหรอก ขอบคุณมาก จากนั้นก็มีอีกคนโทรศัพท์เข้ามาบอกว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ ให้ระวัง

เสร็จแล้วประมาณตี 4 ตื่นแล้วออกไปจัดรายการที่สถานีตามปกติ เจอตำรวจเดินขึ้นอาคารของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เข้าไปจัดรายการตามปกติ พูดกับท่านผู้ฟังว่า วันนี้อาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ พอถึงเบรกที่ 2 ประมาณตี 5 ครึ่ง กำลังอ่านข่าวท่านนายกฯ สมัคร พูดถึงพันธมิตรฯ จู่ๆ มีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 4-5 คน กรูกันเข้ามา สั่งให้ปิดโน่นปิดนี่ ทุกคนพูดภาษาใต้ บอกให้หยุดออกอากาศทันที ผมถามกลับไปว่าเป็นใคร มาทำอะไรกัน เขาตอบกลับมาว่าไม่ต้องถาม ออกไป ออกไป จากนั้นเอามีดสปาร์ต้าออกมาจี้ แต่ละคนปิดหน้าปิดตา ดูแล้วเหมือนโจรเข้ามาปล้น

พวกมันเดินเข้าไปค้นทุกห้อง ทุกชั้น เดินกันมั่วไปหมด พอผมออกมาคุยกับพวกมันเป็นภาษาใต้ บอกว่ามีอะไรค่อยๆ คุยกัน เราคนใต้เหมือนกัน มีอะไรคุยกันได้ มันบอกว่า “คนใต้ขายชาติ” ผมตอบกลับไปว่า อ้าว...ทำไมพูดอย่างนี้ล่ะ หมายความว่าอย่างไรขายชาติ ผมตอบกลับไปว่าผมมาทำหน้าที่สื่อสารมวลชน มันบอกอีกว่าทำงานรับใช้ทักษิณ ผมตอบไปว่าผมไม่ได้ทำงานรับใช้ใคร ผมทำงานตามหน้าที่ จากนั้นอีกคนหนึ่งเข้ามาบอกว่าไม่ต้องทะเลาะกัน บังคับให้ผมเดินเข้าไปในห้องอีกห้องหนึ่ง ล็อกห้องเอาไว้ หวังเอาเป็นตัวประกัน ตลอดเวลาที่ปฏิบัติการมีคนโทร.เข้ามาหาพวกมันตลอดเวลา มันตะโกนบอกกันว่า “ชนะแล้ว” ยึดได้แล้ว

พอดีตอนนั้นกำลังตำรวจเข้ามา ผมบอกมันว่าตำรวจมาแล้ว พวกมันรีบออกไปดันประตูไว้ พวกมันไปล็อกประตูไว้ไม่ให้ตำรวจเข้ามา ตำรวจสั่งให้เปิดเดี๋ยวนี้ กลุ่มคนพวกนั้นสับสนไม่รู้ว่าจะทำอะไร วิ่งพล่านไปหมดเลย จะวิ่งออกข้างหน้าไปไหนไม่ได้ เพราะว่าไม่รู้ทางตำรวจประมาณ 10 นาย สามารถเข้ามาได้ แล้วล็อกคอจับกุมกลุ่มคนที่เข้ามายึดได้อาวุธครบมือเพียบ มีทั้งมีดสปาร์ต้า กระบอง ใบกระท่อม

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจับกุมได้ มีกลุ่มคนที่มาบุกยึดได้ปลอมตัวเป็นช่างภาพเพื่อหลบหนีการจับกุม แต่ผมจำหน้าได้ เลยบอกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปจับกุมด้วย หลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมคนที่เข้ามายึดสถานีแล้ว ผมเข้าไปจัดรายการต่อประมาณ 6 โมงเช้า มีประชาชนโทร.เข้ามาเป็นจำนวนมาก ผมบอกไปตามตรงว่า ตอนนี้ผมถูกควบคุมตัวอยู่ มีคนเป็นห่วงเป็นจำนวนมาก และให้กำลังใจ มีแต่คนด่าคนกลุ่มนี้ ตอนนี้ประเทศบอบช้ำมากพอแล้ว

***สถานการณ์ตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้างครับ หลังจากที่มีการบุกเข้ามาในสถานีแล้ว มีการดำเนินการอย่างไรจากเจ้าหน้าที่บ้าง
สถานการณ์เริ่มตึงเครียด ทำให้ผมมองว่าประสิทธิภาพการดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีเลย ใช้ไม่ได้ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของทางสถานี 3-4 นาย ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ เราเองไปจัดรายการ ก่อนจะขึ้นไปห้องส่งเขายังถามเลย แล้วนี่หน้าเหมือนโจรทั้งนั้น มีผ้าคลุมหน้า ปล่อยขึ้นมาได้อย่างไร ตำรวจล้มเหลวในการทำงาน บอกตรงๆ ทุกฝ่าย ตำรวจเล่นละคร ตอนที่มีการพังประตูเข้าไปอีกครั้งหนึ่ง ตำรวจปล่อยให้เขาเข้ามาเฉย แล้วอย่างนี้คนที่นั่งอยู่ข้างในจะทำอย่างไร

ตอนที่ผมจัดรายการ ได้พูดคุยกับพี่น้องประชาชนว่าให้ทำใจ เพราะว่าตอนนี้สถานการณ์วุ่นวายไปหมด เราต้องรักษาความปลอดภัยของเรา เราไม่เชื่อว่าตำรวจจะคุ้มครองเราได้ เพราะเราเห็นกับตาแล้ว

***คนที่บุกเข้ามาใช่พันธมิตรฯ หรือเปล่า และมีการพกพาอาวุธ ยาเสพติด เข้ามาจริงหรือไม่
จะไม่ใช่ได้อย่างไร ติดป้าย “นักรบศรีวิชัย” ทั้งนั้น เท่าที่ผมฟังสำเนียงดูเป็นคนสุราษฎร์ธานี กับคนนครศรีธรรมราช และมีอาการเมาใบกระท่อมอย่างเห็นได้ชัด พวกนี้เวลาเสพเข้าไปแล้วจิตใจมันจะฮึกเหิม แต่ถ้าเจอฝนตายเลย เจอแดดยิ่งคึกใหญ่ และการที่แกนนำพันธมิตรฯ ออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่พวกเขา แล้ว พล.ต.จำลอง (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง) จะมาเรียกร้องให้ปล่อยตัวทำไมถ้าไม่ใช่คนของพันธมิตรฯ แต่ละคนมีอาวุธครบมือ ปิดหน้าคลุมผ้าขนาดนั้นทุกอย่าง อย่ามาโกหกตอแหลกันจะดีกว่า แล้วผมรู้ด้วยว่าเด็กปักษ์ใต้พวกนี้มาจากไหน จ้างมาจากพวก ส.ส. สอบตกก็มี อย่าต้องให้ผมเอ่ยชื่อเลย

พวกที่มาเป็นแกนนำนั่นแหละหนุนหลังร้อยเปอร์เซ็นต์ คนพวกนี้หาไม่ยากหรอก หน้าราม (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) เยอะแยะ พวกที่ยังเรียนไม่จบ พวกนี้ไม่ได้มาด้วยอุดมการณ์นะ เป็นเพียงแค่ทางผ่าน เป็นการท้าทายเท่านั้นเอง ตรงนี้กลายเป็นจุดสำคัญที่พรรคการเมืองใช้คนกลุ่มนี้เป็นหัวคะแนนบ้าง อะไรบ้าง ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

***การที่พันธมิตรฯ บุกเข้ามาปิดสถานีโทรทัศน์ NBT ในฐานะสื่อสารมวลชนคนหนึ่ง มองว่ามันเป็นการคุกคามสื่อหรือไม่
การที่เขาบุกเข้ามา ผมไม่ได้มองว่าเป็นการบุกรุกสื่อนะ ผมมองว่ามันเป็น “โจร” มาปล้นผม เกินกว่า 3 คนที่เข้ามาอย่างนี้เรียกปล้นหรือเปล่า แล้วมีคนเข้ามาแย่งโทรศัพท์น้องผู้หญิงคนหนึ่ง แต่น้องเขาไม่ยอมก็ตามมาเอาจนได้ ส่วนเรื่องที่การเข้ายึดสถานที่ราชการนั้น ผมมองว่ารัฐบาลขาดประสิทธิภาพ อย่าไปมองว่าเป็นกบฏ เพราะเจ้าหน้าที่ต้องเป็นผู้คุ้มครอง เราจะไปกล่าวหาไม่ได้ แต่วิธีที่เขาปฏิบัติไม่มีใครเขาทำกัน อย่างนี้เขาเรียกว่า “กองโจร” มันไม่ใช่ธรรมดา เพราะการเข้ายึดสถานที่ราชการมันผิดไม่รู้กี่ข้อหา ทำไมตำรวจไม่ทำอะไร รัฐบาลเฉยจนเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้นมา เราต้องถามว่าทำไม

ผมศรัทธาท่านนายกฯ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ผมมองว่าไม่น่าเชื่อถือแล้วว่าผมจะอยู่อย่างปลอดภัย ทางรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีแผนในการรองรับในเรื่องดังกล่าว ไม่มีความน่าเชื่อถือ ที่ผมทำอาชีพเป็นนักข่าวมาในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ผมเสี่ยงมาเยอะ ตอนที่ผมเป็นนักข่าวของสยามรัฐ ตอนนั้นเรียกว่ากลุ่มนักศึกษารุ่นนั้นได้มาฝึกงานกับเรา พวกท่าน ดร.ชลิต รู้จักกัน เป็นความรู้สึกร่วมของคนทั้งประเทศ มันแตกต่างกัน เรามองศัตรูข้างหน้าที่ถืออาวุธซึ่งคือทหาร ที่เรามองว่าเป็นเผด็จการ

ช่วง 6 ตุลาคม 2519 เหมือนกันในช่วงของระบอบเผด็จการ เป็นช่วงที่เรารู้สึกหดหู่ แต่เราเป็นนักข่าวมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเป็นนักข่าวต้องการรู้รายละเอียดให้ลึก ให้มาก ในชีวิตของผมที่เป็นนักข่าวโดนปล้นมาแล้วที่ถนนปักษ์ใต้ทั้งสาย ผมไม่เชื่อ อยากรู้ว่าปล้นจริงหรือเปล่า นั่งรถทัวร์ไปโดนปล้นจริงๆ เอาปืนเรานั่นแหละมาชี้ แล้วเอาทรัพย์เราไป ตอนนั้นผมเป็นนักข่าวและช่างภาพระดับรองหัวหน้าข่าวที่ นสพ.เดลินิวส์ พูดถึงความเสี่ยงนั้นในขบวนการนักศึกษาในช่วงนั้นมีอำนาจมาก นายธีรยุทธ บุญมี เขาใหญ่มาก ทำให้ประชาชนไม่ชอบ และรู้สึกไม่ดีกับกลุ่มนักศึกษา

มีช่วงหนึ่งที่ผมแทบจะไม่มีแผ่นดินอยู่ เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เผาศาลากลางจังหวัด หาว่าร่วมมือกับสุรชัย (นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) วางกับระเบิด เป็นเรื่องที่โกหกทั้งนั้น ว่าพี่น้องผมที่สุราษฎร์ธานีเป็นคอมมิวนิสต์หมด เป็นเรื่องที่ผมยังจำไม่เคยลืม

***หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้แล้ว มองว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ไป
ผมมองว่าสถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้คงจะสงบได้ยาก เพราะว่าตอนนี้ไม่รู้ว่าใครที่มีอำนาจในบ้านเมือง เป็นท่านนายกฯ ผบ.เหล่าทัพ หรือเปล่า อยู่ที่ใคร อยู่ที่ สนธิ ลิ้มทองกุล หรือ ตอนนี้เขาทำอะไรก็ได้ น่ากลัวนะ เขาปลุกอะไรก็ขึ้น เพราะอะไรรู้ไหม เพราะประชาชนไม่มีใครที่เป็นนักต่อสู้ที่แท้จริง ขี้ขลาดทั้งนั้น ใจไม่ถึง พวกนี้ก็เหิมเกริม มันรู้จุดอ่อนของรัฐบาล ประชาชนตอนนี้อ่อนแอ ใครพูดอะไรก็เชื่อ ให้ทำอะไรก็ทำ เป็นบรรยากาศที่ไม่ดี เพราะคนที่มีการศึกษาสูงที่เข้ามามีบทบาทขาดความเป็นไทย เด็กรุ่นใหม่ ปลูกฝัง พูดไม่รู้เรื่อง อุดมการณ์ไม่มี ผมว่ามันต้องเห็นเลือด

***ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ มีการนำเสนอไปทั่วโลก จะกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศมากน้อยแค่ไหน
เหตุการณ์ในวันนี้เราอย่าไปมองเลยว่าต่างชาติเขาจะคิดอย่างไร หรือรู้สึกอย่างไร เพราะว่าวัฒนธรรมมันต่างกัน แต่เราคนไทยมองผมว่ามันเศร้ามาก ไม่ไหวแล้ว มันกำลังเข้าสู่กลียุคแล้ว อีกนิดเดียวถ้าหากว่ารัฐบาลยังนิ่งเฉยและอ่อนแอ ถ้าเราดูในมาตรา 28 ในเรื่องของอำนาจหน้าที่ในการปราบปราม ตำรวจต้องได้รับคำสั่ง ตำรวจกลัวตายกันหมด นายไม่สั่ง...ไม่ทำ นายคือใคร คือนายกฯ ลองสั่งดูสิว่าจะทำไหม เวลาไปหากินกันไม่เห็นมีใครสั่ง ทำไมทำได้ ต้องเอากันหนักหน่อย เพราะว่าเราไม่รู้จะพึ่งใครแล้ว ให้เราไปพึ่งเทวดาหรือ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเหตุการณ์ที่รุนแรง แต่เป็นความโหดร้ายของจิตใจมนุษย์ เพราะถ้าเหตุการณ์รุนแรงต้องมีการเผาบ้านเผาเมืองแล้ว พวกนี้มีความคิดที่ชั่วร้าย เอาพระราชดำรัสของพระองค์ท่านมาแปลงเป็นความรู้สึกความคิดของตนเอง ในรุ่นของผมไม่มีการทำอย่างนี้หรอก มันทำไม่ได้

การเกิดขึ้นที่เป็นอยู่ไม่ใช่เป็นการกระทำที่มาจากความรู้สึกนึกคิด แต่เป็นในเรื่องของการปลุกระดม คนนั้นพูดก็เชื่อ ต่างคนต่างเชื่อก็มาทะเลาะกัน แบบนี้อันตราย

***ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชน และผ่านการปฏิวัติมาหลายครั้ง ครั้งนี้มองว่าจุดแตกหักถึงขั้นที่ทหารต้องออกมายึดอำนาจไหม

ผมมองว่าสถานการณ์ในตอนนี้ประเมินว่าถ้าไม่มีการปฏิวัติก็ประกาศภาวะฉุกเฉิน ภายในวันนี้ถ้ารัฐบาล หรือนายกฯ ยังแก้ปัญหาไม่ได้ สมควรลาออกแล้วยกสมบัติให้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ไปให้หมด ให้เขามาปกครองบ้านเมือง

"ผมโดนเต็มๆ มี 3 หมัด”
นาทีชีวิต “กิตติ สิงหาปัด” ผ่าดงม็อบ!!! คำต่อคำจากผู้ดำเนินรายการข่าวสามมิติ ที่ออกอากาศทางช่อง 3 เผยนาทีชีวิตกับเสี้ยววินาทีผ่าดงมอบพันธมิตรฯ "ผมโดนเต็มๆ มี 3 หมัด ไม่ได้เจ็บมาก เพราะการ์ดกันอยู่"

ทุกวันอังคารจะไม่มีรายการ "ข่าวสามมิติ" จึงไม่ต้องเตรียมตัวประชุมข่าว ทำให้มีเวลาว่าง และเห็นข่าวพันธมิตรฯ บุกเข้าไปยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที จึงแต่งตัวออกจากบ้านไปสังเกตการณ์ เพราะบ้านอยู่ไม่ไกลกับสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีมากนัก

ระหว่างที่ดูอยู่นั้น มีผู้หญิง 2-3 คนในม็อบจำผมได้ ก็มาขอจับไม้จับมือ คล้องแขน และขอถ่ายรูป คนอื่นๆ เห็นก็มาขอถ่ายรูปด้วย วงเริ่มกว้างขึ้น จาก 2-3 คน กลายเป็น 7-8 คน คนที่อยู่ข้างนอกคงสงสัยว่าวงที่เรากำลังถ่ายรูปกันนั้นมีอะไรเกิดขึ้น อาจจะคิดว่ามีใครเข้ามาป่วนในม็อบ เพราะวงใหญ่เขาเริ่มส่งเสียงโห่แล้วหันมาทางเรา ตอนนั้นการ์ดของพันธมิตรฯ คงจะเห็นท่าไม่ดี เลยคล้องแขนกันเข้ามากันเราออกไป ยิ่งทำให้คนในม็อบคิดว่าการ์ดจะทำร้ายเรา เขาเลยกรูเข้ามา มีหลายคนพยายามต่อยผ่านวงล้อมของการ์ด โดนบ้างไม่โดนบ้าง แต่ที่โดนเต็มๆ มี 3 หมัด ไม่ได้เจ็บมาก เพราะการ์ดกันอยู่

ผมพยายามตะโกนบอก "ปอง" (น.ส.อัญชลี ไพรีลักษณ์) ที่อยู่บนเวทีว่า อย่าทำอะไรผม ปองก็พยายามตะโกนห้าม แต่ห้ามไม่ได้ เพราะนาทีนั้นไม่มีใครฟังใครแล้ว พอดีพี่คนหนึ่งในพันธมิตรฯ เรียกรถแท็กซี่ให้ ผมเลยรีบขึ้นรถทันที แต่ยังมีบางคนที่ไม่เข้าใจกรูกันเข้ามาทุบรถจนกระจกรถข้างซ้ายแตก แต่รถก็ขับนำผมออกมาจากพื้นที่ตรงนั้นได้อย่างปลอดภัย

ผมจำหน้าคนชกไม่ได้ เพราะชุลมุนวุ่นวายไปหมด ไม่คิดว่าจะเจอเรื่องแบบนี้ในชีวิตการทำข่าว

“เขาโห่ไล่ ด่าว่าขายชาติ”
น.ส.ตวงพร อัศววิไล ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เปิดเผยนาทีวิกฤติที่สุดในชีวิติการทำหน้าที่สื่อมวลชน ท่ามกลางวงล้อมของกลุ่มชายฉกรรจ์ที่อ้างตัวว่าเป็น “นักรบศรีวิชัย”

ทราบข่าวตั้งแต่เวลา 06.00 น. วันที่ 26 สิงหาคม ว่ามีกลุ่มชายฉกรรจ์บุกเข้ามาที่สถานี จึงรีบออกจากบ้านไปสถานี แต่ไม่สามารถเข้าทางประตูหน้าได้ ต้องมุดป่าเข้าไป พอก่อน 07.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาเคลียร์สถานการณ์ไว้ คือกลุ่มที่บุกเข้ามาพร้อมอาวุธปืน ใบกระท่อม พอมาถึงเราเห็นเหมือนกัน ก็เตรียมการออกข่าวปกติถึง 08.00 น. เตรียมตัวเข้าไปแต่งหน้ารายงานข่าวเกาะติดสถานการณ์

พอถึงตอนนั้นเหตุการณ์ตึงเครียดมาก เพราะกลุ่มพันธมิตรฯ มาปิดทางเข้าออกที่สถานี มีแกนนำมาคือ นายอมร อมรรัตนานนท์ ทางด้านหน้า และ นายวัชระ เพชรทอง ปิดทางออกด้านหลัง และปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียงโจมตีสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีว่า จะบุกเข้ามาสถานีเมื่อพร้อม นอกจากนี้ยังพูดกันว่าจะมาต่อเชื่อมสัญญาณเอเอสทีวีออกอากาศ

ทางตำรวจนำกำลังมาเพื่อรักษาความปลอดภัย พอเวลา 08.30 น. ทางกลุ่มพันธมิตรฯ บุกเข้ามา ด้าน คุณสุริยงค์ หุณฑสาร ผู้อำนวยการเอ็นบีที ได้ออกมาบอกให้พนักงานทุกคนออกอากาศจนนาทีสุดท้าย

แต่ไม่นานนักมีการตัดไฟทั้งตึก เป็นเหตุให้เอ็นบีทีจอมืดไปช่วงหนึ่ง ต่อมามีกลุ่มชายฉกรรจ์ปิดหน้าปิดตาทุบกระจกเข้ามา ตำรวจให้ช่างภาพสถานีถ่ายไว้เป็นหลักฐาน ดิฉันอยู่ตรงห้องแต่งหน้า มีกลุ่มพันธมิตรฯ เข้ามา มีการโห่ไล่ ด่าว่าขายชาติ แต่ยังดีที่เจ้าหน้าที่พันธมิตรฯ ที่เปิดเผยหน้าตา ช่วยกันคนออกไป แล้วพาไปอยู่กับตำรวจ

พอไปถึงก็ถูกล้อมกรอบโดยกลุ่มพันธมิตรฯ ที่อยู่ด้านหลัง โดนขว้างปาด้วยขวดน้ำ และโดนน้ำสาด ดีที่ นายวัชระ เพชรทอง ออกมาทำความเข้าใจว่าเราเป็นสื่อมวลชน เราทำหน้าที่ของเรา แล้วเป็นคนไทยด้วยกัน ต้องขอบคุณตรงนี้มากๆ ดิฉันต้องปีนรั้วออกไปเพราะออกทางประตูหลังไม่ได้ จากเหตุการณ์นี้มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 1 ราย คือ นายดุสิต ชมทา ช่างภาพเอ็นบีทีซึ่งถูกดึงลงมาจากกำแพงขณะถ่ายภาพจากมุมสูง

หลังจากนั้น ไปออกอากาศรายงานสถานการณ์ร่วมกับ คุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ จากสถานที่ออกอากาศชั่วคราว แต่ออกได้ประมาณ 45 นาที ก็ได้รับรายงานข่าวว่ากลุ่มพันธมิตรฯ กำลังเดินทางมาปิดล้อม จึงถอนตัวออกไปเพราะไม่อยากให้เจ้าของสถานที่ได้รับความเดือดร้อน

เผยรายชื่อ “นักรบใบกระท่อม” บุก NBT
เผยรายชื่อผู้ต้องหา 85 ราย ตามรายงานตามบันทึกการจับกุมของกองบังคับการตำรวจตะเวนชายแดนภาค 1 ต.คลองเจ้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ที่ใช้กำลังอาวุธเข้าบุกยึกสถานีโทรทัศน์ NBT ถูกตั้งข้อกล่าวหาฐานร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน โดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยมีอาวุธ ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด หรือไม่กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง

โดยมีอาวุธ โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว โดยไม่เหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ โดยมีพฤติกรรมในการจับกุม คือ ตามวันเวลาที่เกิดเหตุผู้ต้องหาตามรายชื่อดังกล่าวข้างต้นได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) และข่มขืนใจเจ้าหน้าที่ของสถานีให้หยุดทำงาน ให้หยุดการส่งสัญญาณการออกรายการทางสถานี และให้ออกไปจากสถานที่ดังกล่าว ประกอบไปด้วย
1.นายธเนศร์ คำชุม อายุ 43 ปี
2.นายชนินทร์ อินทร์พรหม อายุ 42 ปี
3.นายสุธรรม จันทวงศ์ อายุ 39 ปี
4.นายสัญญา สุขเกื้อ อายุ 22 ปี
5.นายจำแลง คุ้มสังข์ อายุ 46 ปี
6.นายปัญญาเดช เอกภาณุพัตร์ อายุ 53 ปี
7.นายมนตรี แซ่ลิ้ม อายุ 37 ปี
8.นายสมถวิล แซ่เอี้ย อายุ 46 ปี
9.นายวุฒิชัย ช่วยบุญชู อยุ 35 ปี
10.นายมนัส สีสายหูด อายุ 24 ปี
11.นายยุทธนา โอชาพงศ์ อายุ 23 ปี
12.นายธนพัฒน์ วิไลภรณ์ อายุ 32 ปี
13.นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ อายุ 36 ปี
14.นายนัสเซอร์ ยีหมะ อายุ 35 ปี
15.นายสุรชัย สุทธิวรานนท์ อายุ 40 ปี
16.นายชัชวาล จันชนะพล อายุ 23 ปี
17.นายวรานนท์ สุวรรณชาตรี อายุ 15 ปี
18.นายสัมพันธ์ อ่อนช่วย อายุ 27 ปี
19.นายสหัส ทองวิจิตร อายุ 32 ปี
20.นายบัญชา ศรีบรรจง อายุ 25 ปี
21.นายเฉลิม โลกภิบาล อายุ 31 ปี
22.นายวิชาญ หยะอัด อายุ 41 ปี
23นายทรงวุฒิ จุลษร อายุ 34 ปี
24.นายกิติกร ขุนศรี อายุ 27 ปี
25.นายเมธี อู่ทอง อายุ 24 ปี
26.นายธีรพร ชูเมือง อายุ 29 ปี
27.นายสมเกียรติ รัตนพันธ์ อายุ 37 ปี
28.นายนภดล เอี่ยมอุดม อายุ 27 ปี
29.นายศุภชัย สมทอง อายุ 20 ปี
30.นายบุญฤทธิ์ เชิญทอง อายุ 30 ปี
31.นายคฑาวุธ ชูศรี อายุ 19 ปี
32.นายจิรวัฒน์ คงหนู อายุ 33 ปี
33.นายพิเชษฐ์ ด้วงช่วย อายุ 36 ปี
34.นายวิเชียร เขียวเล็ก อายุ 44 ปี
35.นายสุรินทร์ แก้วหัวไทร อายุ 34 ปี
36.น.ส.อนัญชญา เพ็ญพลกรัง อายุ 20 ปี
37.นายวิธวัช สืบกระพันธ์ อายุ 17 ปี
38.นายสุรสิทธ์ แย้มประชา อายุ 20 ปี
39.นายประเสริฐ ด้วงทิพย์ อายุ 57 ปี
40.นายดำรงศักดิ์ จันทพันธ์ อายุ 32 ปี
41.นายจรัส วีระพันธ์ อายุ 32 ปี
42.นายอำนวย เพชรเส้ง อายุ 42 ปี
43.นายจรัญ หนูสังข์ อายุ 36 ปี
44.นายมานิต อรรถรัฐ อายุ 28 ปี
45.นายสมโชค จันทร์แก้ว อายุ 32 ปี
46.นายประสงค์ ตรัยรัตน์ อายุ 38 ปี
47.น.ส.แก้วกาญ แพสุวรรณ์ อายุ 25 ปี
48.นายกฤษฏา มณีพรหม อายุ 46 ปี
49.นายศตวรรษ จอนทอง อายุ 18 ปีเศษ
50.นายอัมรินทร์ ยี่เฮง อายุ 24 ปี
51.นายสุรเดช วราภรณ์ อายุ 55 ปี
52.นายสาโรจน์ ดุลยคง อายุ 50 ปี
53.นายพิชัย ทองนวล อายุ 36 ปี
54.นายปราโมทย์ พุทธขาว อายุ 36 ปี
55.นายประจิตร์ นุ่นหอม อายุ 22 ปี
56.น.ส.สายใจ มณีอุปถัมภ์ อายุ 39 ปี
57.นายอดิลักษณ์ อนุชาติ อายุ 34 ปี
58.นายคำรณย์ อู้สกุลวัฒนา อายุ 22 ปี
59.นายธัชชัย ทองจิตร อายุ 40 ปี
60.นายนพดล ขาวเรือง อายุ 30 ปี
61.นายวีระศักดิ์ บรรจงช่วย อายุ 43 ปี
62.นายรอย บุญนิล อายุ 67 ปี
63.นายสุนทร รักษายศ อายุ 42 ปี
64.นายประสิทธิ์ มากแก้ว อายุ 40 ปี
65.นายพรชัย บรรจงช่วย อายุ 40 ปี
66.นายคมชิต พุฒดำ อายุ 35 ปี
67.นายสมพงศ์ สารมาศ อายุ 45 ปี
68.นายณรงค์ บัวใหญ่ อายุ 28 ปี
69.นายเดโช มะลิลา อายุ 34 ปี
70.นายกะวี ยิ้มละไม อายุ 40 ปี
71.น.ส.วรรณวิมล แพสุวรรณ์ อายุ 23 ปี
72.นายประดิษฐ์ คงช่วย อายุ 40 ปี
73.นายวุฒธิไกร สังข์แก้ว อายุ 30 ปี
74.นายวิเชษฐ์ คงจันทร์ อายุ 33 ปี
75.นายอำไพ สิริชยานนท์ อายุ 46 ปี
76.นายสมเกียรติ ดวงมณี อายุ 18 ปี
77.นายสุริยา สกุณา อายุ 36 ปี
78.นายสุนทร สุวรรณ อายุ 32 ปี
79.นายสุเทพ สุวรรณ อายุ 38 ปี
80.นายวิชัย อินทร์พรหม อายุ 38 ปี
81.นายวันชัย รักษายศ อายุ 24 ปี
82.นายไพศาล สุขแก้ว อายุ 37 ปี
83.นายธนพล แก้วเชิด อายุ 38 ปี
84.นายสุธี จันทวงศ์ อายุ 19 ปี
85.นายสมเกียรติ หนูใหญ่ อายุ 32 ปี



งัด ม.14 อนุ 5 ใน ICCRตั้งศาลเดี่ยวตัดสินคดีไม่ได้


คอลัมน์: 1 ปีรัฐธรรมนูญ 50 (2)

อ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน “กฎหมายระหว่างประเทศ” งัดสนธิสัญญา ICCR มาตรา 14 อนุ 5 ระบุชัดเจน ศาลการเมืองเป็นศาลเดี่ยวไม่ได้ เนื้อหา รธน. ส่อขัดกันเอง นำหนังสือวิชาการชำแหละ ม.190 ปราสาทเขาพระวิหาร เทียบกับอีก 19 ประเทศ ไม่เป็นแบบของไทย ชี้ให้จัดการ ม.309 ซากเดนเผด็จการ เครื่องมือต่อยอดกระทำความผิด

ตอนนี้ผมเริ่มเบื่อทางการเมือง ตอนนี้เหมือนสังคมไทยไม่ค่อยยึดหลักกฎหมาย ไม่ค่อยมีเหตุผล ไม่ค่อยยึดหลักการ ดูจะมีอารมณ์และเอากระแสมาตัดสิน เพราะฉะนั้นในวันนี้ผมจะอธิบายในตัวบทกฎหมายเป็นสำคัญ จะเป็นที่พอใจหรือไม่พอใจ อยู่เหนือความรับผิดชอบของผม แต่ผมจะว่าไปตามหลักการ ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า ประเด็นที่มีการพูดถึงนี้ ถ้าจำได้ว่าตอนที่เปิดให้มีการลงประชามติว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่เนี่ย ผมกับคณาจารย์ทั้ง 5 ท่าน ได้ออกแถลงการณ์

ซึ่งได้พูดเรื่องเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้แหละครับ คือการต่อท่ออำนาจ เรื่องคนเดียวใช้อำนาจ คตง. ทั้งหมด ซึ่งหากมองในแถลงการณ์ผมนึกถึงประเด็นพวกนี้มาทั้งหมดแล้ว แต่ว่าตอนที่ผมบอกเหตุผล หลายคนยังไม่เห็นผลร้ายของต้นไม้ต้นนี้ พอท้ายสุดมันออกดอกออกผล อย่างมาตรา 130 ผมอธิบายไปแล้วว่ามันต้องมีปัญหา และมีปัญหาจริงๆ คือ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ เล่นมาตรา 190 ไปแล้วเรียบร้อย

ฉะนั้นที่ผมจะอธิบายและขอให้ทุกท่านคิดตามคือ ประเด็นการสรรหา และอำนาจของ ส.ว. คือในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีการแบ่ง ส.ว. ออกเป็น 2 ประเภท ซึ่งพวกท่านคงรู้ดี แต่ประเด็นที่ผมจะพูดคือ องค์คณะในการสรรหา ส.ว. ที่มาจากการสรรหา ซึ่งในองค์คณะ 7 คนเอามาจากศาลถึง 3 ท่าน คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองสูงสุด และก็ศาลฎีกา ประเด็นก็คือว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะเอาตัวผู้พิพากษา หรือตุลาการ มาเป็นตัวสรรหา ส.ว. ถามว่าทำไม เพราะว่า ส.ว. เป็นองค์กรทางการเมือง ใช้อำนาจทางการเมือง ในขณะที่ผู้พิพากษาใช้อำนาจตุลาการ เป็นการดึงเอาผู้พิพากษามาเกี่ยวข้องทางการเมือง แล้วสุดท้ายในกระบวนการพิจารณาสรรหาไม่เป็นรูปธรรม ซึ่งหากท่านดูในการสรรหา ส.ว. จะใช้ลอยๆ ว่าเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ แต่อย่างไรล่ะครับถึงจะบอกว่าเป็นคนดีมีประสบการณ์ในการทำงาน

ถ้าท่านจำได้ เคยมีสื่อมวลชนเสนอข่าวว่า อดีต ส.ว. ท่านหนึ่งเคยเป็น สนช. และมีปัญหาเกี่ยวกับทางแพ่ง แต่สุดท้ายก็ได้รับเป็น ส.ว. สรรหา ถามว่าตรงนี้ประชาชนทั่วไปสามารถร้องขัดขวางดุลพินิจของ ส.ว. ได้หรือเปล่า คำตอบคือว่า ไม่ได้...ประชาชนคนธรรมดาไม่มีอำนาจที่จะร้องขอว่าดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ทั้ง 7 คนนี้มิชอบ เขาไม่เปิดโอกาส แต่เขาจะให้เฉพาะผู้สมัครท่านอื่น พูดง่ายๆ ว่า ระบบการสรรหา ส.ว. มันตัดขาดจากอำนาจของประชาชนไปเลย และการสรรหาถือเป็นที่สุด คือจะไปตรวจสอบการสรรหามิได้

ส่วนประเด็นหนึ่งคือ อำนาจของ กกต. อำนาจ กกต. เป็นอำนาจค่อนข้างจะเบ็ดเสร็จ คืออำนาจการออกระเบียบ หรือนิติบัญญัติ อำนาจในการบริหารในการจัดการการเลือกตั้ง คือในอำนาจของฝ่ายบริหาร และอำนาจในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ คือการให้ใบเหลือง และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง หรือการให้ใบแดง อันนี้เป็นอำนาจกึ่งตุลาการ พูดง่ายๆ ว่า องค์กร กกต. เป็นองค์กรเบ็ดเสร็จที่รวบ 3 อำนาจไว้ด้วยกัน แล้วกรณีการแจกใบแดง รัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า คำวินิจฉัยของ กกต. ถือเป็นที่สุด คือถูกทบทวนแก้ไขไม่ได้ คือยุติตามนั้น ตรงนี้ผมคิดว่าต้องแก้ไขหรือเปล่า และทำไมถึงให้ กกต. มีอำนาจค่อนข้างมาก

ประเด็นต่อไป อาจจะดูร้ายนิดหนึ่ง ที่มีข่าวออกมา แต่ว่าไปตามหลักการ คือประเด็นการวินิจฉัยพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประเด็นนี้ค่อนข้างที่จะอ่อนไหว คือ รัฐธรรมนูญ มาตรา 278 วรรคสอง เขาบอกว่า คำวินิจฉัยของศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือเป็นที่สุด คือศาลเดียว แต่ว่าวรรคต่อไปบอกว่า ถ้ามีการค้นพบข้อเท็จจริงใหม่เนี่ยก็จะให้มีการพิจารณาคดีใหม่ได้ แต่เงื่อนไขในการพิจารณาคดีใหม่ ต้องมีข้อเท็จจริงใหม่ ซึ่งมีสาระสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพิจารณาคดี แต่ประเด็นก็คือว่า ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 เกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศ มาตรา 82 เขาบอกว่า รัฐบาลต้องทำตามสนธิสัญญาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ปรากฏว่า ประเทศไทยเป็นภาคี กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ผมเรียกย่อๆ ว่า ICCR ในมาตรา 14 อนุมาตรา 5 บอกว่า คนทุกคนที่ต้องพิพากษาลงโทษในความผิดคดีอาญา ย่อมมีสิทธิที่จะให้คณะตุลาการระดับเหนือขึ้นไป พิจารณาทบทวนการลงโทษ และคำพิพากษา โดยเป็นไปตามกฎหมาย

ที่ยกตัวอย่าง 3 มาตรามาประกอบกัน คือ มาตรา 82 ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 14 ของ ICCR และมาตรา 237 ในรัฐธรรมนูญไทย ทีนี้รัฐธรรมนูญของไทยเกี่ยวกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญา เช่น คดีที่ดินรัชดาฯ หรือคดีของท่านวัฒนา (นายวัฒนา อัศวเหม) ตามรัฐธรรมนูญบอกว่า ศาลฎีกาเป็นศาลเดียว ไม่มีอุทธรณ์ฎีกา มาตรา 14 ของ ICCR ในอนุที่ 5 บุคคลมีสิทธิที่ต้องได้รับการพิจารณาอุทธรณ์ฎีกาจากศาลที่สูงศักดิ์ ประเด็นของผมคือว่า รัฐธรรมนูญของไทยเนี่ย ขัดหรือแย้งกับ ICCR หรือไม่ และสิทธิในการพิจารณาคดีใหม่ เมื่อค้นพบข้อเท็จจริงใหม่ เป็นคนละสิทธิกัน เป็นคนละอย่าง ที่ผมพูดหมายความว่า แม้ไม่มีข้อเท็จจริงใหม่ จำเลยมีสิทธิได้รับการอุทธรณ์ฎีกาจากศาลที่สูงกว่า เพราะชัดเจนว่า ถ้าพิจารณาคดีเกิน 3 เดือนอาจมีข้อผิดพลาดได้ อาจจะเกิดจากข้อเท็จจริง หรือข้อกฎหมาย ข้อ 14 ของ ICCR เป็นหลักประกันได้ว่า จำเลยมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีจากศาลที่สูงกว่า เพื่อที่จะมาคุ้มครองในประเด็นข้อกฎหมาย หากนักการเมืองกระทำความผิดจริง อาจมีการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง

แต่ประเด็นของผมคือว่า ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งกำหนดว่า กรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรคการเมือง นอกจากจะถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองแล้ว ยังต้องดำเนินคดีอาญาด้วยนะครับ หมายความว่า ให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้นี้ แต่พอตอนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่มีคำว่าผู้นั้น นั่นคือเพิกถอนทั้งหมด

คือคนที่ถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งเนี่ย ตามมาตรา 103 บอกว่า ให้เพิกถอนสิทธิทางการเมืองพรรคนั้น และยังต้องดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร หรือหัวหน้าพรรคการเมือง หรือคณะกรรมการบริหารพรรคผู้นั้นด้วย ที่กระทำความผิดหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด เป็นความผิดเฉพาะตัว แต่กลับเพิกถอนทั้งพรรค นี่...มันถือว่าเป็นการขัดต่อหลักการสัดส่วนหรือเปล่า ปรากฏว่าพอผมไปตรวจสอบดู ศาลรัฐธรรมนูญตุรกีเคยยุบพรรคการเมือง เคยเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง แต่เพิกถอนเฉพาะผู้ที่มีส่วนในการกระทำความผิด คือมีการเพิกถอนไป 4-5 ท่าน และปล่อยคนอื่นๆ อีกกว่า 100 ท่าน เพราะคนเหล่านี้ไม่เกี่ยว ประเด็นนี้ผมว่าน่าจะมีการศึกษาพูดคุยกันในทางวิชาการว่า โทษอย่างนี้มีความเหมาะสมหรือไม่ คือจะยุบพรรคยุบไป จะเพิกถอนทำไป แต่ต้องไม่เหมารวมกับคนที่ไม่มีส่วนในการกระทำความผิด

ส่วนอีกหนึ่งประเด็นเรื่อง การทำหนังสือสัญญา ในมาตรา 190 ที่เกิดปัญหาอยู่ ที่อยู่ในมือ ของผมคือหนังสือเกี่ยวกับมาตรา 190 เป็นหนังสือเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ 19 ประเทศ เกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญา ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.2005 ผมเทียบมาตรา 190 กับรัฐธรรมนูญของ 19 ประเทศแล้วเนี่ย ไม่พบข้อความที่บัญญัติไว้ในเหมือน 190 ของเราเลย ไม่มี ฉะนั้นการที่ไปควบคุมมาตรา 190 อย่างมากเนี่ย ผู้ร่างอาจจะมีเจตนาดีที่เปิดโอกาสในการมีส่วนร่วม แต่ประเด็นของผมคือว่า มาตรา 190 วรรคสาม บอกว่า ก่อนที่คณะรัฐมนตรีเรื่องประสาทเขาพระวิหารเนี่ย จะทำการตกลงใดๆ ก็ตามในวรรคสอง จะต้องชี้แจงต่อสภา และเสนอกรอบการเจรจาให้กับสภา

ประเด็นของผมคือว่า ตามกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญาเวียนนาเนี่ย ให้อำนาจฝ่ายบริหารเพื่อทำข้อตกลงระหว่างประเทศได้โดยไม่ต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจ พูดง่ายๆ ว่า อำนาจการทำสนธิสัญญาเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร แต่กฎหมายมาตรา 190 เขียนอำนาจการบริหารไว้แค่นี้ ผมพูดมาแล้วว่า ถ้าไม่แก้ 190 การทำหนังสือระหว่างประเทศของฝ่ายบริหารจะเป็นอัมพาต คือรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจะไม่เซ็นอะไรเลย เพราะกลัวว่าจะเข้ามาตรา 190 ทั้งหมด ผมว่ารายละเอียดของมาตรา 190 ควรนำไปใส่ในบทพระราชบัญญัติ

ประเด็นสุดท้าย มาตรา 309 ซึ่งเป็นบทกฎหมายนิรโทษกรรม หลักกฎหมายนิรโทษกรรม โดยส่วนใหญ่แล้วจะนิรโทษกรรมเหตุการณ์ในอดีต ที่มันเกิดขึ้น และสิ้นสุดไปแล้ว นี่คือวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของกฎหมายนิรโทษกรรม แต่ว่าหลังจากที่กฎหมายนิรโทษกรรมมีผลใช้บังคับแล้ว การนิรโทษกรรมจะสิ้นสุด จะไม่ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น สมมติเมื่อมีรัฐธรรมนูญชั่วคราว มีการรัฐประหาร ก็จะมีข้อความแบบนี้ คล้ายมาตรา 309 หมายความว่า บรรดาการกระทำทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 19 กันยายน ที่มีการตระเตรียมดำเนินการ มีการนิรโทษกรรม วันที่มีการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 นิรโทษกรรมเรื่อยมาจนกระทั่งหลังจากวันทำรัฐประหาร ได้รับการนิรโทษกรรมทันทีที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวได้ประกาศใช้

หลังจากที่รัฐธรรมนูญอันนี้ประกาศใช้เนี่ย บรรดาการกระทำหลังจากนี้จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรม มันสิ้นสุดแค่ตรงนั้น แต่ศาลสูงบอกว่า ก่อนการทำรัฐประหาร เรื่อยมาจนถึงวันทำรัฐประหาร เรื่อยมาจนถึงหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้เมื่อเดือนสิงหาคม เรื่อยมาจนถึงวันนี้ และจะสืบทอดไปเรื่อยๆ จนถึงอนาคต ยังไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ตรงนี้ผมมองว่ามันเป็นการบิดเบือนหลักกฎหมายนิรโทษกรรม แล้วขอบเขตของมันไม่มีใครทราบว่าจะใช้กับอะไร

ผมจำได้ตอนที่มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สสร. อธิบายว่า ความจำเป็นที่ต้องมีมาตรา 309 เพื่อปกป้องการทำงานของ คตส. จำได้ใช่ไหมครับ แต่พอหลังจากที่มีเอกสารลับ คมช. ที่คุณหมอเหวงพูดถึง มีการหยิบยกมาตรา 309 มาป้องกัน ประเด็นของผมคือว่า 309 นี้...ใช้กับใคร และเรื่องอะไรแน่ หรือว่าใช้กับทุกเรื่อง ทุกองค์กรหรือเปล่า หรือองค์กรทั้งหลายที่ คมช. แต่งตั้ง ขอบเขตอยู่ตรงไหน และคุ้มครองใครบ้าง สืบเนื่องเวลาแค่ไหน ถึงจะยุติในการคุ้มครอง

1 ปี สืบทอดอำนาจ“อำมาตยาธิปไตย”


คอลัมน์: 1 ปีรัฐธรรมนูญ 50 (1)

นพ.เหวง โตจิราการ กรรมการสมาพันธ์ประชาธิปไตย วิพากษ์ 1 ปี แห่งการสืบทอดอำนาจ “อำมาตยาธิปไตย” ผ่านช่องทางของ รธน.50 ระบุชัด!!! แผนชั่ว คมช. บันได 5 ขั้นยังไม่จบ ยกคดีเทียบ จับเงิน 1.3 ล้านที่ จ.เพชรบูรณ์ ได้ใบเหลือง พิมพ์บัตรเลือกตั้งเกิน 44 ล้านใบ เอกสารลับ คมช. ไม่ผิดเลย ย้ำต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำชาติไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง

ผมอยากจะกราบเรียนว่า ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า การเมืองเดินหน้าหรือถอยหลังในกรอบของรัฐธรรมนูญ 2550 คือ มันมีคำตอบชัดมาตั้งแต่ต้นแล้วนะครับว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่สามารถทำให้การเมืองก้าวไปข้างหน้าได้ มีแต่ทำให้การเมืองถอยหลัง ก้าวหน้าไม่ได้เลยครับ ผมอยากจะเรียนให้ท่านผู้ฟังทราบว่า ถ้าเราเปรียบเทียบ ผมยังไม่แน่ใจว่าการเมืองของเรามันก้าวหน้าไปกว่า 2 ปีที่แล้ว ที่มีคณะยึดอำนาจหรือเปล่า ผมเองชักไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะว่ามีปัจจัยอื่นๆ เยอะเหลือเกิน ซึ่งในจุดนี้เราคงไม่ตำหนิรัฐบาล

เพราะอย่างนี้ครับ ผมต้องย้อนไปนิดหนึ่งคือ การรัฐประหารครั้งที่แล้ว เราต้องทำความเข้าใจนะครับว่า เป้าหมายเราอย่าไปมองแคบๆ ว่านายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ออกไปเท่านั้น อันนั้นเป็นเป้าหมายหนึ่ง และเป็นเป้าหมายเบื้องต้น แต่เป้าหมายที่แท้จริง เขาต้องการโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยลงไป แล้วสร้างระบอบอำมาตยาธิปไตยขึ้นมา ครั้งที่แล้วเราเห็นอย่างชัดเจนเมื่อช่วง 19 กันยายน จนถึงวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่ได้มีการเลือกตั้งใหม่ ในช่วงปีกว่าเขาเร่งสร้างโครงการต่างๆ ที่จำเป็นจะต้องเป็นกลไกในการเผด็จอำนาจของระบอบประชาธิปไตยให้ปรากฏขึ้นมาก่อน ให้องค์กรต่างๆ ปรากฏขึ้น ไม่ว่าจะเป็น กกต. ป.ป.ช. สตง. ที่ล่วงอำนาจ ผู้ว่าการ สตง. ไปล่วงอำนาจ คตง.

ตรงนี้เป็นส่วนที่เขาเร่งสร้างองค์กรต่างๆ ให้แล้วเสร็จ หลังจากที่ได้จัดตั้งองค์กรต่างๆ แล้วเสร็จในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว เขายังให้ประจักษ์องค์กรต่างๆ ที่เขาจัดตั้งขึ้น ยกเว้นโครงสร้างถาวรของประเทศไทยที่ยังไม่กล่าวถึง โครงสร้างถาวรของประเทศไทยคือ กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการทหารไม่กล่าวถึง กระทั่งในช่วงที่เขารัฐประหาร ยังเอา เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ที่รับใช้พวกเขาอย่างเต็มจิตเต็มใจ ขึ้นมาเป็น ผบ.ตร. เห็นไหมครับว่า เสรีพิศุทธ์มารับใช้คำสั่งเขาจริงๆ เพราะคำสั่งที่บ้านป๋า เป็นคำสั่งของเขา ให้ลงมาทุบตีประชาชน

เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า ช่วงรัฐประหารเขาไม่ได้ตั้งใจจะล้มแค่อดีตนายกฯ ทักษิณ นี่เป็นโจทย์เพียงครึ่งเดียว หรือเป็นเพียงช่วงแรกเท่านั้นเอง สำหรับผมเป็นโจทย์เล็กๆ เท่านั้นเอง แต่ จุดมุ่งหมายที่สำคัญของเขาคือ ต้องการจะล้มระบอบประชาธิปไตย และต้องการสร้าง อำมาตยาธิปไตย คณาธิปไตย และเผด็จการอำนาจนิยม ขึ้นมา ถ้าเราเข้าใจชัดๆ อย่างนี้แล้ว 1 ปีที่ผ่านมา เป็น 1 ปีที่สำแดงฤทธิ์เดชของอำมาตยาธิปไตย คณาธิปไตย และเผด็จการอำนาจนิยม

แต่ว่าพวกนี้เขาฉลาด นอกจากจะสร้างองค์กรต่างๆ ก็ยังสร้างกฎกติกา ให้องค์กรของเขาดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไปได้ เห็นไหมครับ ถ้าเรามาเชื่อมโยงอย่างนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เป็นอย่างดี แล้วผมจะค่อยๆ อธิบายให้ท่านฟัง ที่จริงยังมีองค์กรที่เขาตั้งด้วยความลุกลี้ลุกลน โดยที่เขาไม่ได้ดูให้ครบถ้วน หลายสิ่งหลายอย่างไม่ได้เป็นไปตามใจเขา มีอยู่หลายองค์กรที่วันนี้ได้ถามถึงความชอบธรรม เช่น ป.ป.ช. ได้มีปัญหาเรื่องความชอบธรรม กระทั่ง 309 ยังไม่คุ้มครอง 299 ก็ไม่คุ้มครอง ป.ป.ช. ชุดนี้

รัฐประหารได้มีประกาศฉบับที่ 19 บอกว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. ยังคงใช้งานต่อไปได้ ยกเว้นกระบวนการสรรหา เมื่อเป็นเช่นนี้ ป.ป.ช. ต้องเคารพ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 6 มาตรา 12 พูดชัดเจนว่าต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม เนื่องจากจากวันนั้นถึงวันนี้ไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ดังนั้นพวกคุณไม่ถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมายของพวกรัฐประหารเอง

เพราะฉะนั้น กฎหมายของพวกรัฐประหารเองพวกคุณยังไม่ถูกต้องตามประกาศฉบับที่ 19 แล้วต่อมายังมีประกาศฉบับที่ 31 อีก คณะรัฐประการเขาร่างรัฐธรรมนูญ 2549 ขึ้นมา ป.ป.ช. ไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ 2549 เพราะว่าพวกเขาไม่ทำตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. 2542 แล้วตามมาตราที่ 88 ตามประกาศฉบับที่ 19 และฉบับที่ 31 บอกว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. 2542 ยังบังคับใช้ได้อยู่ต่อไป เพราะฉะนั้นคุณต้องตอบว่า คุณทำตามกฎหมายฉบับนี้ ดังนั้นเมื่อคุณไม่ทำตามกฎหมายฉบับนี้ แสดงว่าคุณผิดกฎหมายใช่ไหมครับ เมื่อคุณไม่ทำตามกฎหมาย คุณไม่ได้รับการคุ้มครอง รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้คุ้มครองพวกคุณอีกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ป.ป.ช. ชุดนี้ไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายฉบับใดเลย

ผมขอเตือนด้วยความเคารพนะครับว่า ป.ป.ช. ควรตระหนักในเรื่องนี้ และออกไปดีกว่า เหมือนอย่างที่ คุณวีระ มุสิกพงศ์ บอก ออกไปเลย เพราะว่าคุณไม่มีกฎหมายใดคุ้มครอง เพราะฉะนั้นผมอยากกราบเรียนว่า คณะรัฐประหารที่ได้ตั้งองค์กรและกลไกต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ท่านดูนะครับว่า ตัวอันตรายที่สุดและได้ผล บางเรื่องของเขามีปัญหา และบางเรื่องของเขาได้ผล บางเรื่องของเขาที่ได้ผลกำลังทิ่มแทงกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศไทยให้สั่นคลอน ทำให้มีปัญหาเกิดขึ้น ทิ่มแทงอย่างไรครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ มาตรา 309 ครับ

ท่านคิดดูนะครับว่า รัฐธรรมนูญทั่วโลกจะไม่มีปรากฏ หรือย้อนกลับไปในประชาธิปไตยสมัยกรีก ประชาธิปไตยสมัยกรีก เป็นประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่เป็นประชาธิปไตยของเจ้าทาสหรือนายทาส หรือถ้าเป็นนายทาสที่ร่ำรวย เขาก็จะได้สิทธิในเรื่องของประชาธิปไตยไปเลย แต่ถ้าเป็นทาสหรือเป็นคนที่ยากจน ไม่มีสิทธิในประชาธิปไตย ก็เรียกกันว่าประชาธิปไตยเจ้าทาส รัฐธรรมนูญหรือประชาธิปไตยเจ้าทาสก็ไม่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่า การรัฐประหารเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไอ้ 309 มันถอยหลังไปยิ่งกว่าสมัยกรีกอีก เพราะว่าใน 309 เขียนไว้ชัดเจนว่า การรัฐประหารถูกต้องชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ซึ่งถูกต้องชอบธรรมก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาประกาศใช้ก่อนวันที่ 24 สิงหาคม พอหลังจากที่ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ โดยไม่มีการกำหนดวันที่แน่นอน ที่พวกเขาเขียนว่า ถูกต้องชอบธรรมตั้งแต่ก่อนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และไม่บอกว่าสิ้นสุด! แสดงว่าใช้ได้จนกว่าสุริยจักรวาลจะหายไป แล้วมันใช้ได้หรือเปล่าครับ มันใช้ไม่ได้ครับ เขียนรัฐธรรมนูญอย่างนี้ใช้ไม่ได้ ลำพังแค่มาตรา 309 อย่างเดียวเราต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของกระบวนการสรรหา ส.ว. ที่ให้คนภายใน 7 คน และใช้ระบบออกเสียง 4 คนใน 7 คนได้รับการคัดเลือกแล้ว เราอย่าไปเรียกเขาว่า ส.ว. จากกระบวนการสรรหา เพราะว่ามันเพราะเกินไป ส.ว. แต่งตั้ง หรือ ส.ว. ลากตั้ง ที่เรียกว่าลากตั้งเพราะว่าไปเอาคนที่มีจิตวิญญาณของการทำรัฐประหารมาทำลาย หรือคนที่มีจิตวิญญาณเผด็จการนิยมมาทำลายระบอบประชาธิปไตย เพราะว่าโลกในขณะนี้นับมาจนถึงทุกวันนี้ เราไม่ถอยหลังแล้วตั้งแต่มีมนุษย์ขึ้นมา

เอาเป็นว่าในโลกปัจจุบันมี 2 ทางเลือกคือ ประชาธิปไตย หรือไม่ใช่ประชาธิปไตย แล้วพวกเราจะเลือกอะไรครับ เราเลือกประชาธิปไตยสิครับ แล้วไอ้พวกที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มีชื่อเล่นว่า คณาธิปไตย อำมาตยาธิปไตย เผด็จการอำนาจนิยม ไอ้เรื่อง 70:30 ที่เขาตั้ง พวกมัฆวานฯ เราต้องเรียกว่าพวก “ลัทธิมัฆวาน” มันเป็นลัทธิแล้วครับ แล้วต่อไปนี้อย่าเรียกลัทธิสันติอโศก ต้องเรียกว่า “ลัทธิมัฆวาน สาขาสันติอโศก” เพราะว่าเขาออกมาประกาศว่าจะสนับสนุนการเมืองของพวกนั้น สำนักสันติอโศกจะไม่ใช่สำนักธรรมอีกต่อไป แต่เป็นสำนักทางการเมือง

ต่อไปนี้รัฐบาลต้องปฏิบัติกับสำนักสันติอโศกให้ถูกต้องนะครับ อย่าปฏิบัติกับเขาเหมือนกับสำนักของศาสนา เพราะว่าประกาศตนออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า เป็นการเมืองใหม่ เป็นลัทธิที่ต่อสู้ทางการเมือง เป็น “ลัทธิมัฆวาน” ดูสิครับพวกเขาดูถูกประชาชนมากเลย ให้ประชาธิปไตยประชาชนแค่ 30% เลือกตั้งมาแค่ 30% แล้วพวกเขาเลือกมา 70% ต้องการจะเอามาหลอกคนให้เห็นว่าเป็นประชาธิปไตยแค่ 30%

นอกจากความผิดที่กฎหมายอาญาบัญญัติไว้ชัดเจน เช่น การหมิ่นหรือการโค่นล้มสถาบัน การทำลายประชาธิปไตยของแผ่นดิน กฎหมายอาญาเป็นเล่มเลยครับบอกว่ามีความผิด ไม่ต้องมาเรียกร้องทหารให้มาทำรัฐประหาร แต่ “ลัทธิมัฆวาน” บอกทหารมาทำรัฐประหารได้ใน 4 ข้อ วันนี้ถามคนไทยทั้งประเทศว่า จะเลือก “ลัทธิมัฆวาน” หรือเลือกประชาธิปไตยกันแน่

ผมเชื่อนะครับในสิ่งที่นายสนธิ (นายสนธิ ลิ้มทองกุล) หรือนายจำลอง (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง) พูด จากคนที่ไปนั่งฟังเขาพูดนั้น ผมเชื่อว่าเขาต้องเลือกประชาธิปไตยมากกว่า เขาไม่เลือก “ลัทธิมัฆวาน” หรอกครับพวกนี้เป็น 30% แล้วเราจะยอมให้พวกเขามาตั้ง 70% เหรอ

เพราะฉะนั้นในวันนี้ เราต้องจำกัดวงให้แคบ หัวโจกของ “ลัทธิมัฆวาน” แค่ 6 คนเขาจะบอกให้ประชาชน 63 ล้านคนได้รู้ว่า หัวโจก 6 คน กำลังสาธยาย “ลัทธิมัฆวาน” ที่ทำลายประชาธิปไตยอย่างไร ผมเชื่อว่าคน 63 ล้านคนไม่เอา “ลัทธิมัฆวาน” คอยดูแล้วกันวันที่ 26 (26 ส.ค. 2551) นี้จะมีคนเข้าร่วมสักกี่คน

นอกจากนี้ยังได้มีการสร้างความมั่นคงให้กับระบอบอำมาตยาธิปไตยด้วย คืออะไรครับ คือระบบ ส.ว. ลากตั้ง ชิมไปบ่นไป ใครเป็นคนมาทิ่มแทงนายกฯ สมัคร (นายสมัคร สุนทรเวช) ส.ว. ลากตั้งนั่นแหละครับ แล้วมาตรา 190 ที่ไปยื่นต่อศาลก็ดี แล้วก็ไปยื่นต่อศาลปกครองก็ดี ใครทำครับ ส.ว. ลากตั้งครับ ท่านเห็นหรือยังการที่เขาตั้งใจจะมี ส.ว. ลากตั้งมาทำลาย กัดกร่อน ขัดขวางการพัฒนาและการสร้างกระแสความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย

เพราะฉะนั้นไม่ต้องถามเลยว่า 1 ปีที่ผ่านมา การเมืองไทยก้าวหน้าหรือถอยหลัง เพราะว่ามันเป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการอำนาจนิยมอยู่แล้ว จุดมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญนี้คือ ต้านกระแสความมั่นคงให้กับระบอบเผด็จการอำนาจนิยม คนพวกนี้พยายามจะตั้งข้อโต้แย้งว่า พวกคุณปฏิเสธรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วผ่านมาจากการเลือกตั้งทำไม มีรัฐบาลทำไม ก็เพราะว่าเราต้องการโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิแสดงออกทางการเมืองของเขา เราจึงต้องให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น แม้ว่าจะมาจากรัฐธรรมนูญเผด็จการอำนาจนิยม แล้ววันที่ 23 ธันวาคม 2550 แสดงให้เห็นแล้วว่า ประชาชนทั่วทั้งประเทศได้แสดงเจตนารมณ์ที่พี่น้องทั้งประเทศแสดงให้เห็นแล้วว่า พี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศคัดค้านเผด็จการ และต้องการประชาธิปไตย ถึงเลือกพรรคพลังประชาชน

ผมท้าทายพรรคประชาธิปัตย์เลยนะครับ และวันนี้ยังท้าทายอยู่ วันนี้พี่น้องจำได้ไหมครับที่ประชาธิปัตย์ไปปราศรัยหาเสียง เขาปราศรัยว่า จะแก้สิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เป็นประชาธิปไตย ผมท้าพรรคประชาธิปัตย์เลยนะว่า ถ้ามีการเลือกตั้งครั้งต่อไป จัดแถลงไว้เลยว่า รักษามาตรา 309 ตลอดชีวิต ขอให้ท่านทั้งหลายไปบอกประชาธิปัตย์ และบอก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยนะครับว่า ถ้าคุณแน่ใจ แถลงนโยบายไปเลยนะครับว่าพวกคุณจะรักษามาตรา 309 ไว้ เพราะว่าส่วนหนึ่งที่ได้ความรักและความศรัทธาจากการเลือกตั้ง ที่พรรคประชาธิปัตย์จะมาเข้าร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้ววันนี้เขามากล่าวหาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อ หนีตาย หนีการถูกยุบพรรค และหนีการถูกลงโทษ สิ่งที่เขาพูดออกมามันบิดเบือนทั้งหมด

ส.ว. ลากตั้งเป็นปัญหามากเลย ถ้าเรายังปล่อยให้มี ส.ว. ลากตั้งต่อไปอย่างที่ คุณคณิน (นายคณิน บุญสุวรรณ) พูดในบทเฉพาะกาล ผมว่าระบอบประชาธิปไตยไม่มีความหวังครับ เพราะฉะนั้นเราจะมี ส.ว. ลากตั้งไม่ได้ครับ เพราะว่า ส.ว. ต้องมาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว และการเลือก ส.ว. ต้องเอาประเทศเป็นเขตอย่างที่เราเคยทำกัน คือเอาจำนวนพี่น้องทั้งประเทศเป็นตัวตั้ง แล้วเอาจำนวน ส.ว. ไปหาร ไม่ใช่อย่างที่เขาทำ แบบนั้นเป็นการโกงระบอบประชาธิปไตยอย่างแนบเนียน เพราะว่าการเลือก ส.ว. จังหวัดละคนเป็นเรื่องที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย เพราะว่าคนเราทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจน ก็มีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงเหมือนกัน

ผมอยากสรุปให้ฟังว่า 1 ปีที่ผ่านมามันเป็นฤทธิ์เดชของพวกเผด็จการอำนาจนิยมของระบอบคณาธิปไตย แล้วยังมาส่งผลและกัดกร่อนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และตอนนี้ประชาชนยังทำอะไรไม่ได้ เพราะดูคณะกรรมการ กกต. ชุดนี้สิครับ จะมาแก้ปัญหาเรื่องใบแดง ใบเหลือง เป็นเรื่องที่ยาก ผมไม่เข้าใจ ที่เพชรบูรณ์ 1,300,000 บาท โดนใบเหลือง แต่โคราชกับบุรีรัมย์เงินแค่ 200 บาท โดนใบแดง ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใจ และท่านก็ไม่ออกมาแถลง เรื่องนี้มันชัดเจนอยู่แล้วว่า 1,300,000 ไปซื้อเสียงทำไมให้ใบเหลือง ผมไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องที่ผิด แต่ผมไม่เข้าใจ

ผมอยากตั้งคำถามถึงกรรมการชุดนี้ องค์กรต่างๆ ล้วนแต่ส่งผลทั้งนั้น อย่างเรื่อง การซื้อเสียงในโรงหนัง ที่มีหลักฐานชัดเจน กกต. ตัดสินออกมาไม่โดนอะไรเลย การปราศรัยหาเสียงในโรงหนัง แต่ไม่โดนอะไรเลย พี่น้องจำได้ไหมครับช่วงที่ คณะยึดอำนาจมีอำนาจอยู่มันมีเอกสารลับออกมา 5 ชิ้น แล้วก็บงการว่าให้ไปเลือกพรรคที่สนับสนุนรัฐประหารชัดเจน แล้วจากนั้นก็ออกมาโต้แย้งด้วยเอกสารเท็จ เราไปทำการยื่นเรื่องให้ กกต. ทางเขาก็ตั้งอนุกรรมการมา 7 คน มี 4 คนที่บอกว่าเข้าข่ายมาตรา 309 คุ้มครอง ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ได้เห็นด้วยกับการลงโทษ แปลว่าเขาเห็นด้วยกับการลงโทษ เพราะบอกว่าได้รับการคุ้มครองจากมาตรา 309 แล้ว 4 เสียงชนะไป เมื่อยื่นเรื่องให้ กกต. กลาง ปรากฏว่าเรื่องนี้ยกคำร้อง โละทิ้งมันไป วันนี้ผมยังไม่เข้าใจ และอยากโต้แย้งไปยัง กกต. ว่านี่คืออะไร แปลว่าอะไร

แล้วยังมีเรื่องบัตรเลือกตั้ง 44 ล้านใบ เพราะว่า มีการพิมพ์บัตรเลือกตั้งออกมามากกว่าจำนวนประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเป็นอย่างมาก แล้วตามหลักสากลอนุญาตให้พิมพ์เกิน 7% พิมพ์เพิ่มได้จริง 3 ล้านใบ ตรงนี้ก็ยังตอบไม่ได้ว่าทำไมพิมพ์เพิ่มมากขนาดนี้ ลองเอา 2 ยอดรวมกัน เป็น 108 ล้าน แต่เอามาใช้จริง 32 ล้าน เอา 2 คูณ ใช้บัตรจริงๆ 64 ล้านใบ ในการเลือกตั้ง แล้วบัตรที่เหลือไปไหนครับ มันอยู่ที่ไหน 44 ล้านใบ กกต. ต้องตอบ ผมไม่ได้ออกมากล่าวหาท่านนะครับ แต่เราต้องการให้ท่านตอบ

วันนี้ผมจึงอยากเตือนทุกท่านว่า อย่าไปนอนคู้ ไม่รู้ไม่เห็นว่ามีการเลือกตั้งแล้ว มีรัฐบาลแล้ว จะมีประชาธิปไตยเต็มใบ แต่ความเป็นเผด็จการยังคงทะลุทะลวงคอยทำลายระบอบประชาธิปไตย พูดถึงมัฆวานฯ ท่านนายกฯ สมัคร ยังไม่รู้จะทำอย่างไร และนั่นก็เป็นกองกำลังหนึ่งของพวกที่จะมาทำลายระบอบประชาธิปไตยเหมือนกัน ผมพูดชัดๆ เลยว่า 70:30 ไม่เป็นประชาธิปไตย

ประชาชนเราใช้สิทธิตามมาตรา 291 เพราะฉะนั้น มัฆวานฯ จะมาว่าเราไม่ได้ พี่น้องทั้งหลายก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราไม่ใช้คำว่าฉีกรัฐธรรมนูญไปเลย เพราะว่าเราจะเผยจุดอ่อนของเราให้ศัตรูเห็นไม่ได้เป็นอันขาด เราไปบอกว่าฉีกรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะว่าจะติดคุกเลย เราต้องกำชับและทำตามสิ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดไว้ ถึงเราจะไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่เราต้องเคารพ เพราะบ้านเมืองต้องมีกฎกติกา เพราะมาตรา 291 อนุญาตให้ประชาชนเข้าชื่อเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แล้วเราก็ได้มากว่า 200,000 รายชื่อ แล้วนำไปยื่นถูกต้องกว่า 70,000 รายชื่อ เพราะฉะนั้นเราทำถูกต้องตามมาตรา 291 ประตูที่ 3 ส่วนเรื่องที่มีการร่วมรายชื่อของ ส.ส. และ ส.ว. 194 รายชื่อ พอเห็นพันธมารรีบไปถอนชื่อกันออกมาเลย ไม่เข้าใจเลยว่าคุณกลัวอะไรหนักหนา ไปกลัวมันทำไม มันจะทำอะไรครับ

แล้วในวันจันทร์นี้พวกเราจะไปตรวจร่างฉบับสุดท้าย ตรงนี้ผมอยากให้พี่น้องประชาชนช่วย ไปพูดกรอกหู ส.ส. ทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยกันยกมือให้ผ่านวาระที่ 1 ได้ไหมครับ ไม่ต้องมีม็อบนะครับ เจอที่ไหนพูดที่นั่น

อันนี้เป็นข่าวดีของเรา ถ้าร่างที่แก้ไขโดยประชาชนมากกว่า 50,000 รายชื่อเข้าไปสู่รัฐสภาแล้ว ถ้าเราคิดในแง่ดี พวก ส.ส. ก็มีสำนึกประชาธิปไตย แล้วเขาก็จะยกมือให้ผ่านวาระที่ 1 และเป็นโอกาสที่เราจะไปชำระสะสางพวกโสโครกทั้งหลายที่เขาทำไว้