WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 2, 2008

ปชช. เลือกข้างประชาธิปไตย !


คอลัมน์ : ละครชีวิต

ข่าวความวุ่นวายในเมืองไทยครั้งนี้แทนที่สื่อสารมวลชนในประเทศจะรายงานข่าวด้วยความเป็นกลางและเป็นธรรม แต่กลับหันไปสนับสนุนให้เหล่าอันธพาลประท้วงทำลายประเทศของตัวเอง

ผมเชื่อมั่นว่า ที่ผ่านมาประชาชนส่วนใหญ่ยังงงกับบทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนไทยว่ามีส่วนพัฒนาประเทศชาติหรือทำลายประเทศชาติกันแน่

ดังนั้นวิกฤติการเมืองไทยครั้งนี้คงพิสูจน์กันได้ว่า “สื่อมวลชนไทย” จริงใจต่อการพัฒนาประเทศชาติแค่ไหน

ในยามที่ประเทศชาติโดนครอบงำโดยเผด็จการแบบนี้ คนไทยผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตยคงต้องเลือกบริโภคสื่อสารมวลชน และใช้วิจารณญาณกันให้มากหน่อย

โดยเฉพาะสื่อที่ “อคติ” กับรัฐบาล และ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

เวลานี้สื่อสารมวลชนที่ไม่โดนครอบงำโดยเผด็จการต่างก็รายงานข่าวไปให้คนทั่วโลกได้รับรู้แล้วว่าความจริงในเมืองไทยเป็นอย่างไร

สำนักข่าว BBC เขียนถึงประเทศไทยว่าผู้ที่ประท้วงในกรุงเทพฯ เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มนักธุรกิจ และชนชั้นกลางในเมือง พวกเขาต้องการให้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง

พวกประท้วงเหล่านี้อ้างว่านายสมัครเป็น “หุ่นเชิด” ของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร!

สำนักข่าว BBC ยังระบุอีกว่า ในอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยอยู่ในตำแหน่งไม่นาน หรือมิฉะนั้นก็ไม่มีอำนาจมากนัก แต่แล้วเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นนายกฯ เขาได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบทางการเมือง

นโยบายประชานิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในชนบทจำนวนมาก

พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ และ ส.ส. ของเขาก็กุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

การมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ประเทศไทยเผชิญกับผู้นำแบบใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน ชนชั้นนำที่เคยมีอำนาจรู้สึกหวาดกลัว พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะฐานความนิยมและคะแนนเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ กว้างขวางมาก

พวกเขาจึงกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณว่า คอร์รัปชั่นและประพฤติไม่ชอบในหน้าที่ !

สำนักข่าว BBC ยังระบุอีกว่า ศัตรูทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ บางคน ยังกล่าวหาในเรื่องของความไม่จงรักภักดี ซึ่งเรื่องนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ปฏิเสธมาโดยตลอด

สังคมไทยแตกแยกกันโดยสิ้นเชิงและอย่างรุนแรงในเรื่องนี้ แต่คนจนในชนบทยังให้การสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเข้มแข็ง ทำให้พรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง

สำนักข่าว BBC บอกอีกว่า ถือเป็นเรื่องที่ “ยุติธรรม” ถ้าจะบอกว่าคนจำนวนมากได้ลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชนเพราะพวกเขาต้องการ พ.ต.ท.ทักษิณ และนโยบายประชานิยมกลับคืนมา

ที่ผมนำบทวิเคราะห์ของสำนักข่าวต่างประเทศมาให้อ่านนั้น เพราะผมเห็นว่าสื่อสารมวลชนไทย โดนครอบงำโดยอำนาจเผด็จการไปหมดแล้ว

ในโลกนี้ไม่มีประเทศไหนที่สื่อสารมวลชนหันไปสนับสนุนให้ม็อบออกมาสร้างความวุ่นวาย ยึดทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับชื่นชมว่าทำเพื่อชาติ

ในโลกนี้ไม่มีประเทศไหนที่สื่อสารมวลชน ด่าทอ ใส่ร้าย ป้ายสี รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเอาเป็นเอาตาย

รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช มาจากการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ แต่สื่อสารมวลชนกลับไปสนับสนุนฝั่งตรงข้าม

นอกนั้นยังไม่พอยังสนับสนุนให้ประชาชนเลือกข้างกลุ่มอันธพาลที่ออกมาเผาบ้านเผาเมือง อยากถามจริงๆ ว่า ทำแบบนี้ถูกต้องแล้วหรือครับ

อย่างไรก็ตาม 3 ปีที่ผ่านมา ที่เมืองไทยโดนอำนาจเผด็จการคุกคามก็พิสูจน์ได้เป็นอย่างดีแล้วว่า ประชาชนจะเลือกใคร

เพราะสุดท้ายประชาชนต้องเลือกอยู่เคียงข้าง “ประชาธิปไตย” ไม่มีใครโง่เลือกอำนาจเผด็จการหรอกครับ!

ลวดหนาม

ปชช. เลือกข้างประชาธิปไตย !

คอลัมน์ : ละครชีวิต

ข่าวความวุ่นวายในเมืองไทยครั้งนี้แทนที่สื่อสารมวลชนในประเทศจะรายงานข่าวด้วยความเป็นกลางและเป็นธรรม แต่กลับหันไปสนับสนุนให้เหล่าอันธพาลประท้วงทำลายประเทศของตัวเอง

ผมเชื่อมั่นว่า ที่ผ่านมาประชาชนส่วนใหญ่ยังงงกับบทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนไทยว่ามีส่วนพัฒนาประเทศชาติหรือทำลายประเทศชาติกันแน่

ดังนั้นวิกฤติการเมืองไทยครั้งนี้คงพิสูจน์กันได้ว่า “สื่อมวลชนไทย” จริงใจต่อการพัฒนาประเทศชาติแค่ไหน

ในยามที่ประเทศชาติโดนครอบงำโดยเผด็จการแบบนี้ คนไทยผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตยคงต้องเลือกบริโภคสื่อสารมวลชน และใช้วิจารณญาณกันให้มากหน่อย

โดยเฉพาะสื่อที่ “อคติ” กับรัฐบาล และ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

เวลานี้สื่อสารมวลชนที่ไม่โดนครอบงำโดยเผด็จการต่างก็รายงานข่าวไปให้คนทั่วโลกได้รับรู้แล้วว่าความจริงในเมืองไทยเป็นอย่างไร

สำนักข่าว BBC เขียนถึงประเทศไทยว่าผู้ที่ประท้วงในกรุงเทพฯ เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มนักธุรกิจ และชนชั้นกลางในเมือง พวกเขาต้องการให้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง

พวกประท้วงเหล่านี้อ้างว่านายสมัครเป็น “หุ่นเชิด” ของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร!

สำนักข่าว BBC ยังระบุอีกว่า ในอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยอยู่ในตำแหน่งไม่นาน หรือมิฉะนั้นก็ไม่มีอำนาจมากนัก แต่แล้วเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นนายกฯ เขาได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบทางการเมือง

นโยบายประชานิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในชนบทจำนวนมาก

พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ และ ส.ส. ของเขาก็กุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

การมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ประเทศไทยเผชิญกับผู้นำแบบใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน ชนชั้นนำที่เคยมีอำนาจรู้สึกหวาดกลัว พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะฐานความนิยมและคะแนนเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ กว้างขวางมาก

พวกเขาจึงกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณว่า คอร์รัปชั่นและประพฤติไม่ชอบในหน้าที่ !

สำนักข่าว BBC ยังระบุอีกว่า ศัตรูทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ บางคน ยังกล่าวหาในเรื่องของความไม่จงรักภักดี ซึ่งเรื่องนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ปฏิเสธมาโดยตลอด

สังคมไทยแตกแยกกันโดยสิ้นเชิงและอย่างรุนแรงในเรื่องนี้ แต่คนจนในชนบทยังให้การสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเข้มแข็ง ทำให้พรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง

สำนักข่าว BBC บอกอีกว่า ถือเป็นเรื่องที่ “ยุติธรรม” ถ้าจะบอกว่าคนจำนวนมากได้ลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชนเพราะพวกเขาต้องการ พ.ต.ท.ทักษิณ และนโยบายประชานิยมกลับคืนมา

ที่ผมนำบทวิเคราะห์ของสำนักข่าวต่างประเทศมาให้อ่านนั้น เพราะผมเห็นว่าสื่อสารมวลชนไทย โดนครอบงำโดยอำนาจเผด็จการไปหมดแล้ว

ในโลกนี้ไม่มีประเทศไหนที่สื่อสารมวลชนหันไปสนับสนุนให้ม็อบออกมาสร้างความวุ่นวาย ยึดทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับชื่นชมว่าทำเพื่อชาติ

ในโลกนี้ไม่มีประเทศไหนที่สื่อสารมวลชน ด่าทอ ใส่ร้าย ป้ายสี รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเอาเป็นเอาตาย

รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช มาจากการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ แต่สื่อสารมวลชนกลับไปสนับสนุนฝั่งตรงข้าม

นอกนั้นยังไม่พอยังสนับสนุนให้ประชาชนเลือกข้างกลุ่มอันธพาลที่ออกมาเผาบ้านเผาเมือง อยากถามจริงๆ ว่า ทำแบบนี้ถูกต้องแล้วหรือครับ

อย่างไรก็ตาม 3 ปีที่ผ่านมา ที่เมืองไทยโดนอำนาจเผด็จการคุกคามก็พิสูจน์ได้เป็นอย่างดีแล้วว่า ประชาชนจะเลือกใคร

เพราะสุดท้ายประชาชนต้องเลือกอยู่เคียงข้าง “ประชาธิปไตย” ไม่มีใครโง่เลือกอำนาจเผด็จการหรอกครับ!

ลวดหนาม

แก้ผ้าล่อนจ้อน

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

การประชุมรัฐสภา เมื่อวานนี้ เป็นการประชุมฉุกเฉินเพื่อแก้ไขปัญหา “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” สร้างความวุ่นวายภายในประเทศไทยของเรา โดยเป็นการประชุมร่วมระหว่าง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ สมาชิกวุฒิสภา

ความเห็นของการที่ประชาชนแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ อันสำคัญ
พรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปัตย์ และ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการลากตั้ง เห็นด้วยกับการกระทำของพันธมิตรฯ อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู โดยอ้างการเมืองภาคประชาชน งดเว้นที่จะพูดถึงการใช้ความรุนแรงในการบุกยึดสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที และบิดเบือนว่ามีอาวุธเพียงไม้ธรรมดาเท่านั้น โดยห้ามใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งที่รู้ว่าทำผิดกฎหมาย คนกลุ่มนี้เสนอให้ ยุบสภา ลาออก เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่

กลุ่มพรรคฝ่ายรัฐบาล อันประกอบไปด้วย พรรคพลังประชาชน ร่วมกับแกนนำกับ 5 พรรคร่วมรัฐบาล ที่แสดงจุดยืน ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ แต่คนกลุ่มนี้แยกเป็น 2 ความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหา คือ แก้ปัญหาด้วยสันติวิธี กับ การใช้ ความเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาซึ่งเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ประชาชน ฟังการอภิปรายแล้ว... งง ... !!! เป็นไก่ตาแตก

ทั้งนี้เพราะ รัฐสภา เป็นสถานที่ออกกฎหมายของประเทศชาติ เพื่อมาบังคับใช้กับประชาชนคนไทย 63 ล้านคน เพื่อเป็นกรอบกติกาในการทำให้ชาติบ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อยของคนในสังคม

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ... พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่พูดอยู่เสมอถึง “การบังคับใช้กฎหมาย” ของทุกคนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม กลับกลืนน้ำลาย ห้ามใช้กฎหมายปราบปรามคนป่วนบ้านป่วนเมืองเหล่านี้ โดยมีถ้อยคำที่เป็นวาทะกรรมทางการเมืองแปลกประหลาดว่า “คุ้มไหมกับการได้ถนนเส้นเดียว แต่จะเกิดความไม่สงบไปทั่วประเทศ”

การใช้ “หลักกู” โลไปเลมาแบบนี้ วันหนึ่งเป็นรัฐบาลบอกว่าจะต้องเคร่งครัดการบังคับใช้กฎหมาย เลยเอาหมา 4 ตัว มากัดกลุ่มผู้ชุมนุมคนเดียวที่ปีนข้ามทำเนียบรัฐบาล ตอนนั้นบอกต้องทำตามกฎหมาย ห้ามบุกรุกสถานที่ราชการ

วันนี้ ไม่ได้เป็นรัฐบาล เป็นฝ่ายค้าน กลับสนับสนุนคนทำผิดคิดชั่ว พกพาอาวุธ บุกสถานที่ราชการ คุกคามสื่อสารมวลชน พอเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการกับคนป่วนบ้านป่วนเมืองเหล่านี้กลับห้ามปราม

มีการแอบอ้างการเมืองภาคประชาชน ทั้งที่คนที่เข้ามาร่วมชุมนุมนั้นเป็นคนจากภาคใต้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ มีฐานมวลชนใหญ่ที่นั่น

100 วันพันธมิตรฯ

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย
อัพพะยาปัชฌา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นเทอญ

บทแผ่เมตตาที่พุทธศาสนิกชนคุ้นหูกันดี เมื่อเวลาชาวพุทธกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว รวมทั้งเจ้ากรรมนายเวร

วันนี้ผมจึงแผ่เมตตาย้อนหลังให้กับกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ซึ่งปลุกระดมให้สัมภเวสีมาร่วมชุมนุมกันครบ 100 วัน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม

เผื่อว่าผลของการตั้งจิตภาวนาแผ่เมตตาในวันนี้ จะดลใจของกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย สำนึกได้ว่า 100 วันที่ผ่านมานั้น ได้ทำให้ความสุขของคนไทยตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากการวิจัยของศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขประชาชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)

หลายคนเบื่อหน่ายกับการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย สร้างความแตกแยกให้กับสังคมไทยไม่สิ้นสุด ถึงกับไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ดูข่าวโทรทัศน์ ไม่ฟังข่าวทางวิทยุ แต่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะในชีวิตประจำวัน ไปทำงานก็มีหนังสือพิมพ์ให้อ่าน นั่งรถไปทำงานกลับจากทำงานก็ต้องฟังวิทยุในรถ กลับถึงบ้านก็ต้องดูโทรทัศน์ ถึงแม้จะไม่ดูข่าว ดูละครเพียงอย่างเดียวก็เถอะ

แต่ทุกวันนี้โทรทัศน์ทุกช่องจะมีข่าวด่วนที่น่าสนใจแทรกกลางระหว่างละครออกอากาศ จึงจำเป็นต้องรับรู้ข่าวไปโดยปริยาย

ดังนั้น วิธีการพยายามปิดหูปิดตาไม่รับทราบข่าวสารในห้วงเวลา 100 วันที่ผ่านมา ไม่สามารถจะทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

เพื่อความสบายใจ สถิติความสุขจะไม่ต้องลดลงทำลายสถิติเดิมที่ทำไว้ มีคนเสนอว่า ให้ทำใจให้ว่าง ใครจะพูดอย่างไรก็ให้เห็นคล้อยตาม โดยตอบว่า เออ...ใช่ เช่น

เหตุที่กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อและเหิมเกริมบุกยึดทำเนียบรัฐบาล เพราะมีพรรคประชาธิปัตย์คอยหนุนหลัง ให้การสนับสนุน เพราะแอบมีสัญญาใจกันอย่างลับๆ ว่า หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ผิดหวัง ไม่สามารถจะชนะเลือกตั้งได้ ทั้งๆ ที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. รุมช่วยกันทุกวิถีทาง ยังพ่ายแพ้ยับเยิน จึงต้องพึ่งพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย เพื่อให้มะม่วงบ่มแก๊สสุกสมใจ

เออ...ใช่
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หมดความชอบธรรมที่จะดำรงตำแหน่งอีกต่อไป เพราะไม่สามารถรักษากฎหมายไว้ได้ ปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยบุกยึดทำเนียบ

เออ...ใช่
จะไปโทษ นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ได้ ในเมื่อสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการลากตั้ง และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จ้องจะจับผิดว่ารัฐบาลมีความพยายามสลายม็อบ สั่งให้ตำรวจทำร้ายประชาชน ทำให้ 9 กบฏเหิมเกริม ยึดทำเนียบเป็นที่ขี้ที่เยี่ยว โดยไม่สนใจว่านี่คือหน้าตาของประเทศ

เออ...ใช่

ฝ่ายค้าน และ ส.ว. ที่มาจากการลากตั้ง ซึ่งได้เดินทางไปให้กำลังใจ 9 กบฏมาแล้ว น่าจะรู้ดีว่าตำรวจต้องใช้กำลังและต้องแหวกวงล้อมของกองโจรศรีวิชัย สมณะ สตรี และคนชรา ถึงจะเข้าไปจับกุม 9 กบฏได้ จึงไม่น่าจะด่าว่าตำรวจทำรุนแรง หากตำรวจต้องทำตามกฎหมาย

เออ...ใช่
การที่กลุ่มต่อต้านพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยออกมาชุมนุม ถือว่าเป็นการยั่วยุม็อบชนม็อบ รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

เออ...ใช่
แต่กลุ่มต่อต้านพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยที่รวมตัวกันนั้น รัฐบาลไม่ได้สั่งการใดๆ พวกเขามากันเพราะทนไม่ได้กับพวกที่ทำลายประชาธิปไตย เรียกร้องให้ทหารเข้ามายึดอำนาจอีกครั้ง เพื่อจะได้เสนอการเมืองใหม่ ให้ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบเผด็จการเต็มใบ

เออ...ใช่
นี่คือวิธีการที่ทำให้มีความสุขในภาวะที่สถานการณ์ของประเทศวิกฤติ อันเกิดจากการกระทำของกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย

เอกฉัตร



นายกฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกทม.

ด่วน!นายกฯประกาศใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร

สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย รายงานว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเขตกรุงเทพมหานคร เนื่องจาก มีกลุ่มบุคคลดำเนินการให้เกิดความวุ่นวาย กระทบความเรียบร้อยต่อประชาชนและความมั่นคงของรัฐ กระทบต่อการพัฒนาประชาธิปไตย จึงต้องแก้ไขปัญหาให้สิ้นสุดโดยเร็ว

พร้อมมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้ ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบตาม พ.ร.ก. และ ผบ.ตร. เป็นรองหัวหน้า จนกว่า
เหตุการณ์จะสงบ

นอกจากนี้ ยังห้ามชุมนุม ตั้งแต่ 5 คนเป็นต้นไป หรือ กระทำอันยุยงขัดต่อความสงบ ห้ามเผยแพร่ข้อความให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวจนกระทบความมั่นคงของรัฐ และ ความสงบทั่วราชอาณาจักร ห้ามใช้เส้นทางบคมนาคม ยานพานหะตามที่กำหนด ห้ามใช้อาคาร และให้อพยพประชาชน ออกจากอาคาร หรือ ให้ไปอยู่อาคารตามที่กำหนด



Monday, September 1, 2008

ถุย(ส์) “โจรศรีวิชัย” (คอลัมน์ : คัดท้าย)


คอลัมน์ : คัดท้าย

ถ่อย สถุล เถื่อน
ถ่อย หมายถึง ชั่ว,เลว,ทราม
สถุล หมายถึง หยาบ,ต่ำช้า,เลวทราม
เถื่อน หมายถึง ห่างไกลจากที่อยู่ของคน,ห่างไกลจากความเจริญ

ทั้งสามคำที่ผมหาคำแปลมาจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน คือ พฤติกรรมของกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นนักรบศรีวิชัย ซึ่งทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ตั้งอาณาจักรใหม่ขึ้นมาซ้อนกับราชอาณาจักรไทย เชิงสะพานมัฆวานฯ และเคยโชว์ตัวออกทีวีมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง เมื่อมีการเปิดยุทธการดาวกระจาย

แต่พฤติกรรมที่ปฏิบัติการเมื่อเช้าตรู่วันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา คนที่อ้างว่าเป็นนักรบศรีวิชัย ต่อไปนี้จะต้องเรียนขานกันใหม่ว่า “โจรศรีวิชัย”

เพราะการที่ใช้ผ้าโพกหัว ปิดหน้า ไม่ให้ใครจำหน้าได้ พกพาอาวุธครบมือบุกเข้าไปในสถานที่ราชการ จี้บังคับพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ ทุบกระจกบุกเข้าไปรื้อค้นทรัพย์สิน มันเป็นพะฤติกรรมของโจรชัดๆ ไม่ใช่นักรบตามที่เรียกขานกันมานานเกือบจะครบร้อยวันที่กลุ่มพันธมิตรพันธมารชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล

ต้องชมเชยช่างภาพสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ที่ใช่ประสบการณ์สามารถถ่ายภาพที่โจรศรีวิชัยบุกปล้นสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์และสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ไว้ได้อย่างละเอียด พอที่จะประนามคนเหล่านี้ได้ว่าเป็นโจรไม่ใช่นักรบแต่อย่างใด

หากไม่มีภาพให้ประชาชนได้เห็นกันชัดๆ คำบอกเล่าของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ แม้จะเป็นความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริง แต่ขบวนการแก๊งข้างถนนหัวหน้าโจร สามารถปฏิเสธได้

ขนาดเห็นภาพกันชัดแจ้งแดงแจ๋ หัวหน้าโจรศรีวิชัย คนหนี่งบอกว่าไม่ใช่ลูกน้องตัวเอง ทั้งที่มีผ้าโพกหัวสีเหลืองเขียนคำว่ากู้ชาติ ในขณะที่หัวหน้าโจรอีกคนบอกว่า ภาพที่ออกมาทางทีวีเป็นการจัดฉาก เพราะมีการฉายซ้ำแล้วซ้ำอีก

ผมได้ฟังหัวหน้าโจรศรีวิชัยทั้งสองคนปฏิเสธความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าตรู่วันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา ก้อได้ข้อสรุปว่า เลวทั้งหัวหน้าและลูกน้อง

คำว่า “ศรีวิชัย”ผมในฐานะคนปักษ์ใต้ตัวจริงเสียงจริง ปัจจุบันนี้ยังพูดทองแดงแหลงใต้ชัดเจน จะรู้จักดีถึงดีมาก เพราะเป็นนามสกุลนักร้องชื่อดังของปักษ์ใต้ที่คุ้นเคยนับถือกันเหมือนพี่น้องก้อคือ เอกชัย ศรีวิชัย ซึ่งเป็นนามสกุลจริงๆของ นายบุญรอบ ศรีวิชัย หรือ เอกชัย ศรีวิชัย เป็นคนอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเมืองหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัย มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ส่วนภาคใต้ตอนล่าง ขึ้นอยู่กับอาณาจักรลังกาสุกะ มีจังหวัดปัตตานีเป็นเมืองหลวง

แน่นอนทุกๆอาณาจักร เช่น อาณาจักรสุโขทัย อาณาจักรศรีวิชัย อาณาจักรลังกาสุกะ ต้องมีนักรบไว้ป้องกันอาณาจักรของตัวเอง

แต่คำว่า “นักรบศรีวิชัย” ผมได้ยินเมื่อไม่นานมานี้ ดูเหมือนจะเป็นช่วงที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ไปปราศรัยที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ ของจังหวัดนครศรีธรรมราชขึ้นอยู่กับอาณาจักรศรีวิชัย มีนักรบที่เข็มแข้งเป็นที่เกรงขามของอาณาจักรต่างๆ ทั้งที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นคนจังหวัดนครราชสีมา

คำว่า “นักรบศรีวิชัย” จึงเป็นคำที่เริ่มจะชินหูเมื่อมีการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยคนที่รับจ้างเป็นยามรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุมจะถูกเรียกขานให้ดูโก้ว่าเป็นนักรบศรีวิชัย ซึ่งพฤติกรรมที่ผ่านๆมา ยังอำพรางตัวเองไว้ได้ดี เพราะจะเปิดเผยความจริงเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ว่าเป็นแค่โจรถ่อยสถุลป่าเถื่อนเท่านั้นเอง

และ..เมื่อมีข่าวว่านอกจากตำรวจจะยึดอาวุธมีทั้งปืน มีดสปาต้า หนังสติ๊กได้แล้ว ยังยึดใบกระท่อมได้ด้วย ยิ่งทำให้หลักฐานมัดแน่นว่าคนพวกนี้เป็นโจรศรีวิชัย เพราะถ้าเป็นนักรบศรีวิชัย ในการออกรบแต่ละครั้ง ความฮึกเหิมเกิดขึ้นจากจากใจที่รักชาติรักแผ่นดินไม่ต้องพึ่งพายาเสพติดอย่างใบกระท่อม ซึ่งกินผสมกับเครื่องชูกำลัง ยาแก้ไอ หรือ กาแฟ ก้อจะเข้าสูตร 4 คูณ 100 ทำให้มึนเมาฮึกเหิมสามารถปิดบังความขลาดกลัวไว้ได้ในการปฏิบัติการปล้นตามคำสั่งของหัวหน้าโจร อย่างที่เกิดขึ้นในสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เป็นพฤติกรรมของคนทำลายชาติ ไม่ใช่กู้ชาติอย่างที่เขียนบนผ้าโพก
หัว....ถุยส์

พิธาน คลี่ขจาย


“เอาพันธมิตรออกไป เอาประชาธิปไตยคืนมา” (คอลัมน์: สะกิดกระบวนการยุติธรรม)

คอลัมน์: สะกิดกระบวนการยุติธรรม

ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อครับ กับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน กรณีเหตุการณ์กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใช้แผนยุทธการดาวกระจาย บุกเข้าไปยึดสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT รวมถึงทำเนียบรัฐบาล

ที่สำคัญ ภาพเหตุการณ์กลุ่มชายฉกรรจ์ที่บุกเข้าไปทำลายทรัพย์สินภายในสถานีวิทยุโทรทัศน์ NBT ตามที่ปรากฏออกมา บ่งบอกถึงความถ่อย และความอัปยศที่ไม่เชื่อว่า จะเป็นคนของกลุ่มพันธมิตรฯที่อ้างตัวมาโดยตลอดว่า ยึดถือวิถีทางประชาธิปไตย แต่พฤติกรรมที่ปรากฏไปทั่วโลกกลับกลายเป็น กลุ่มโจรมากกว่า เพราะการบุกรุกเข้าไปในสถานที่ราชการ ยามวิกาล พร้อมอาวุธครบมือไม่ว่าจะเป็นมีดดาบ ปืน และอุปกรณ์ที่ใช้เป็นอาวุธสาระพัด คงยากจะบรรยายว่า นี่หรือ คือกลุ่มคนที่ อ้างตัวว่า ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาโดยตลอด

ผมคนหนึ่งล่ะครับที่หมดศรัทธา ทั้งต่อตัวคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ถือว่าเป็นคนมีวิสัยทัศน์คนหนึ่งทางสังคม หรือแม้แต่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่เป็นถึงประธานโรงเรียนผู้นำ ที่แม้แต่คนใหญ่คนโตในสังคม เคยให้การยอมรับนับถือ และเข้าไปฝึกอบรมผู้นำ ที่จังหวัดกาญจนบุรี จนเป็นที่รู้จัก แต่ขณะนี้ไม่หลงเหลือความน่าเชื่อถือ และความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ของบ้านเมืองอีกต่อไปแล้ว

สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรใช้แผนยุทธการดาวกระจายขั้นแตกหัก ครั้งนี้ เป้าหมายคงไม่ต้องตีความอย่างอื่น นอกเสียจาก เพื่อต้องการให้เกิดการนองเลือด และให้ทหารเข้าไปทำการปฏิวัติรัฐประหาร นี่หรือ คนที่อ้างตัวมาตลอดว่า เป็นผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย นี่หรือ อุดมการณ์ของผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคยเป็นที่นับถือ เสียดายตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ต้องมาทิ้งอุดมการณ์ที่ท่านเหล่านี้สั่งสมมา และเคยพร่ำสอนเด็ก ๆ และผู้นำหลายคนให้ยึดถือปฏิบัติ แต่วันนี้ท่านกลับทำลายความน่าเชื่อถือของตัวท่านเองจนหมดสิ้น

ผมดีใจกับคำพูดของ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะเบอร์หนึ่งของ 3 เหล่าทัพ ที่ออกมาพูดชัด ฟังชัด ไม่ต้องตีความว่า

“เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลอยู่แล้ เวลานี้ทหารยังไม่ต้องเตรียมอะไร รอดูสถานการณ์เท่านั้น ส่วนการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น ถ้านายกรัฐมนตรีถามคงต้องช่วยกันคิด ส่วนตัวแล้วคิดว่า ยังไม่จำเป็นต้องประกาศใช้ ถ้าประกาศแล้วจะยุ่ง”

ขณะเดียวกัน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ท่านได้ออกมายืนยันนอนยังอีกครั้งว่า จะไม่มีการทำปฏิวัติอย่างแน่นอน ทำให้หลายฝ่ายสบายใจ

พล.อ.อนุพงษ์ ท่านบอกว่า “กองทัพจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการดูแลสถานการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง ตอนนี้ยังไม่มีการประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอให้ประชาชนใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ อย่าตื่นตระหนกกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น”

สำทับด้วยเสียงดังฟังชัดจากนายทหารที่คุมกำลังหลักในพื้นที่กรุงเทพมหานคน พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ที่คุมกำลังรบหลักในเมืองหลวงยืนยัน จะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น โดยเชื่อมั่นว่า ยังไม่ถึงจุดที่จะประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและทหารจะต้องออกมาในขณะนี้ เนื่องจากเชื่อมั่นว่า ตำรวจสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น กลับมีแนวโน้มที่รุนแรง โดยกลุ่มแกนนำพันธมิตร ใช้ยุทธวิธีจู่โจมพร้อมกันทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยไม่ให้ฝ่ายรัฐตั้งตัวเริ่มตั้งแต่บุกยึด สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เอฟ.เอ็ม.97 พร้อมกับปิดล้อมกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล หน่วยงานราชการสำคัญ ๆ โดยขยายวงเชื่อมกับแนวร่วมพันธมิตรในต่างจังหวัด

มีการปิดถนนมิตรภาพที่จังหวัดนครราชสีมา ขวางถนนเพชรเกษมช่วงจังหวัดชุมพร กั้นเส้นทางสายเหนือที่จังหวัดพิจิตร

สถานการณ์ที่กลุ่มพันธมิตรกระทำการอุกอาจท้าทายอำนาจกฎหมายบ้านเมือง โดยไม่แยแสเสมือนเป็นผู้อยู่เหนือกฎหมาย ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ หรือกบถอย่างชัดเจน ดังนั้นรัฐบาลต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด อย่าปล่อยให้คนนอกรีด นอกกฎหมายมากระทำการเย้ยฟ้าท้าดิน โดยไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้น ต่อไปประเทศชาติจะอยู่กันอย่างไร เพราะเวลานี้ภาพข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา ถูกตีแผ่ผ่านทางสำนักข่าวยักษ์ใหญ่ต่างประเทศ ทั้งเอพี รอยเตอร์ เอเอฟพี อัลจาซีร่า รายงานไปทั่วโลก เห็นกันจะจะปรากฎการณ์ม็อบเถื่อน ๆ ตามระบอบประชาธิปไตยแบบฉบับไทย ๆ แต่รัฐบาลยังไม่สามารถทำอะไรได้ หรือใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ออกมาสยบกลุ่มม็อบนอกรีดเหล่านี้ได้เลย

หากยังเป็นเช่นนี้ ต่อไปเรื่อย ๆ ผมเชื่อว่า อันตรายครับ เพราะภาพที่เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในประเทศในด้านภาพลักษณ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตราบใดที่รัฐบาลยังปล่อยโอกาสให้ฝ่ายกลุ่มพันธมิตรรุกไล่ฝ่ายเดียว โดยใช้เกมปิดถนนเดินขบวน จนจราจรอัมพาตไปทั่วบ้านทั่วเมือง แถมยังบุกเข้าไปตามสถานที่ราชการต่าง ๆ ทุบทำลายทรัพย์สินเสียหายมหาศาล ลักทรัพย์ และข่มขู่กรรโชกเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ เหมือนโจรไม่ผิดเพี้ยน แต่กลับหนีจ้อยลอยนวลไปได้ เมื่อนั้นผมว่า รัฐบาลคงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก และจะขาดความเชื่อมั่นจากประชาชนครับ ฉะนั้นอย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวลเลยครับ เร่งรีบเบ็ดเสร็จตีเหล็กแต่ยังร้อน ถอนรากถอนโคน กลุ่มกบถให้สิ้นเสียแต่วันนี้ ผมว่า ประชาชนเสียงข้างมากที่เลือกท่านเข้ามาบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย ยังรอปรบมือให้กำลังใจครั้งใหญ่อยู่นะครับ

โดย พ.วิพากษ์



ปารากวัยไล่ทหาร (คอลัมน์: วิเทศทรรศน์)

คอลัมน์: วิเทศทรรศน์

เอ่ยถึงปารากวัย คงจะหาคนที่รู้จักและติดตามความเคลื่อนไหวของประเทศนี้ได้ยากเต็มที เพราะนอกจากจะเป็นเพียงประเทศเล็กๆ ในอเมริกาใต้แล้ว ยังแทบไม่มีบทบาทอะไรเกี่ยวกับโลกเลย แต่เล็กพริกขี้หนูเม็ดนี้ล่ะครับที่น่าสนใจนัก เพราะเขาเพิ่งจะใช้น้ำดีของระบอบประชาธิปไตยล้างคราบสกปรกของเผด็จการทหารออกได้อย่างหมดจด ด้วยการเลือกตั้งประธานาธิบดีจากฝ่ายประชาชน ไม่ใช่นอมินีของพญามารในเครื่องแบบทหารที่ดูดเลือดของชาวปารากวัยมานานถึง 61 ปี

เผด็จการปารากวัยเกิดขึ้นคล้ายๆ กับจุดกำเนิดเผด็จการของทวีปอเมริกาใต้ นั่นคือเมื่อปลดแอกตนเองจากเจ้าอาณานิคมทั้งหลายโดยเฉพาะสเปนแล้ว ก็กลับแตกแยกกันในประเทศ เปิดโอกาสให้คนถืออาวุธและสวมเครื่องแบบทหารเข้ามาสวมอำนาจที่ควรเป็นของประชาชน ซึ่งเป็นทางออกง่ายๆ ของสังคมที่สิ้นคิด

ปรากฏการณ์เผด็จการทหารที่คณะนี้เข้ามาโค่นคณะโน้น ตัวละครมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาเข้ามาเกี่ยวข้องแทรกแซงในจุดที่ตนได้รับประโยชน์ และท้ายที่สุดคือประชาชนเดือดร้อนถูกเข่นฆ่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ นานา กลายเป็นภาพที่ชาชินของภูมิภาคนี้เป็นเวลาที่ยาวนานหลายสิบปี

ผู้เผด็จการตัวใหญ่ที่สุดของปารากวัยคือ นายพลอัลเฟรโด สเตริสเนอร์ ที่ถูกขับไล่จนตกเก้าอี้ในปี พ.ศ.2532 แต่มาตายจากไปในปี พ.ศ.2549 ระหว่างถูกเนรเทศ

แต่เราต้องเข้าใจว่าระบอบเผด็จการมักไม่สิ้นฤทธิ์ไปตามตัวผู้เผด็จการ เพราะมักมีพรรคพวกที่วางไว้ในตำแหน่งแห่งอำนาจ ทั้งในระดับการเมืองและราชการประจำมากมาย โดยเฉพาะกองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จะเดินเกมรวมศูนย์ผลประโยชน์และสกัดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนกันต่อไป อันเป็นแบบฉบับของระบอบอำมาตยาธิปไตย ในปารากวัยจึงปรากฏว่า กว่าอิทธิพลของนายพลสเตริสเนอร์จะหมดสิ้นไปอย่างแท้จริง การเมืองปารากวัยก็แบ่งออกเป็นหลายขั้ว รองประธานาธิบดีถูกลอบสังหารไปหนึ่ง ประธานาธิบดีลาออกจากตำแหน่งไปอีกหนึ่ง และมีความพยายามก่อรัฐประหารกันอีก

ทั้งหมดนี้เกี่ยวกับพรรคการเมืองแนวขวาจัด-อนุรักษนิยมที่สเตริสเนอร์ตั้งขึ้น นั่นคือเนชั่นแนล รีพับลิกัน แอสโซซิเอชั่น-โคโลราโด ที่เมื่อตัวผู้เผด็จการพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็ยังอยู่ คอยทำหน้าที่ทิ่มแทงให้สังคมเกิดความระส่ำระสายไปทั่ว

การทำให้สังคมแตกแยกแตกร้าวเพื่อจะได้ปกครองง่าย เป็นสูตรสำเร็จที่ผู้เผด็จการตัวจริงในหลายประเทศเขายังใช้กันอยู่

ปารากวัยเป็นสังคมเกษตรกรรม เพราะมีทรัพยากรธรรมชาติน้อยกว่าเขา ประชากร 6 ล้านคนเศษเป็นชาวพื้นเมืองผสมเลือดสเปนคือเมสติโซ (Mestizos) เป็นส่วนใหญ่ ภาษาที่พูดก็คือกัวรานี อันเป็นภาษาพื้นเมือง บางส่วนเท่านั้นที่พูดสเปนได้หรือพูดได้ทั้งสองภาษา อัตราความยากจนถึง 60% ของประชากรทั้งหมด คนญี่ปุ่นที่มาตกค้างอยู่ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองก็ยังรวมตัวกันเป็นประชาคมใหญ่ สภาพเศรษฐกิจทั่วไปเป็นแบบเกษตรกรรมล้าหลัง ส่งผลให้การเมืองแบบอุปถัมภ์เฟื่องฟูรุ่งโรจน์ แต่วิกฤติเศรษฐกิจแห่ง พ.ศ.2540 ที่กระหน่ำไปที่อาร์เจนตินามีผลต่อเนื่องอย่างแรงถึงปารากวัยถึงขั้นต้องสละเอกราชทางการเงินและการคลังให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศเหมือนทาสทั้งหลายในเอเชีย

ปัญหาที่เราได้ยินจนเจนหู ก็มาหนักอยู่ที่ปารากวัย ธุรกิจขนาดใหญ่เข้าครอบงำการเกษตร ป่าไม้ถูกทำลายในอัตราเร่ง และประชากรเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปากท้องที่ต้องเลี้ยงดูกันทั้งนั้น ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดครอบครัวเกษตรกรรมที่ขาดที่ทำกินอยู่ทั่วประเทศและทำให้ยากจนหนักหน่วงลงไปอีก การอพยพเข้าเมืองจนเกิดเป็นสลัมเมือง ในขณะที่ชนบทก็อยู่กันแบบเพิงหมาแหงน กลายเป็นภาพอันประจำ

การทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นวิถีปกติเรื่อยมา เหมือนสังคมของคนกินเนื้อคน แถมปารากวัยยังกลายเป็นศูนย์กลางลับลอบนำเข้าและส่งออกสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะยาเสพติด ธุรกิจฟอกเงิน และองค์กรอาชญากรรม ซึ่งล้วนทำให้คนธรรมดาที่เดินดินกินข้าวแกงต้องเดือดร้อนด้วยปัญหาที่ติดตามมาอีกมาก ที่ต้องอึดกันตลอดมานั้นก็เพราะไม่เห็นความสว่างใดๆ ที่ปลายอุโมงค์

แต่แล้วฝ่ายประชาธิปไตยก็งอกงามขึ้นมาได้ในความมืดมิด เมื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ได้กระชากชัยชนะออกจากมือของระบอบเผด็จการคณะเดิม เพราะประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้อย่างแท้จริงในขณะที่เผด็จการอำมาตยาธิปไตยอ่อนแรงลงตามวงจรธรรมชาติ

เขาผู้นี้มีชื่อว่า เฟอร์นานโด ลูโก อาชีพเดิมเป็นพระ คือเป็นบาทหลวงในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก ความสนใจทางการเมืองจึงเริ่มต้นอย่างเชื่องช้า เขาบวชเป็นพระเมื่อมีอายุได้ 26 ปี ธุดงค์ไปเผยแพร่ศาสนาอยู่ในเอกวาดอร์นาน 5 ปี จนได้เป็นระดับสังฆราชาในหลายสิบปีต่อมา ผลงานหลักอยู่ที่การช่วยเหลือสงเคราะห์คนจน โดยเฉพาะที่ซานเปโดรที่มีคนจนอยู่มาก ขนานนามเขาว่า “บาทหลวงของคนจน” เลยทีเดียว

จนถึงปี พ.ศ.2549 นั่นเองที่เขาเห็นว่าการเมืองเท่านั้นที่จะปรับเปลี่ยนประเทศได้โดยตรง เขาก็เข้ามาช่วยพรรคการเมืองฝ่ายค้านรณรงค์หาเสียงในนครหลวงอาซันซิโอน

ครั้นจะลาสึกเพื่อมาลงการเมืองเต็มตัวก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในตอนแรกสำนักวาติกันไม่ยอมรับใบลาออกของเขา อ้างว่าความเป็นพระคือภารกิจชั่วชีวิตที่จะลาออกมิได้ ในที่สุดเมื่อเดือนกรกฎาคมนี่เอง สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิคที่ 16 ก็ตัดสินพระทัย “ยกเว้น” ให้เป็นกรณีพิเศษ ลูโกจึงพ้นจากความเป็นพระ และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของปารากวัยได้ทันที

เขาได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงเกือบกึ่งหนึ่ง แต่ด้วยความที่รัฐธรรมนูญของปารากวัยไม่ได้ยืนยันกว่าเสียงต้องเกินกึ่งหนึ่ง ชัยชนะของเขาเหนือผู้สมัครของพรรครัฐบาล บลังกา โอวิลาร์ จึงถือเป็นชัยชนะอย่างเด็ดขาด

งานแรกของประธานาธิบดีเฟอร์นันโด ลูโกคือการปลดผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกจากตำแหน่ง และตั้งคนใหม่ที่เป็นนายทหารหัวใจประชาธิปไตยเข้าไปแทน
เพื่อให้อำนาจที่ใช้ทำลายประชาธิปไตยมาตลอดประวัติศาสตร์กลับคืนมาเป็นของประชาชนโดยแท้จริง

เขาไม่รอเวลา ไม่ประนีประนอม และไม่สมานฉันท์

และนี่คือบทแรกเท่านั้น

จักรภพ เพ็ญแข



คอลัมน์: แถลงการณ์ร่วมของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย


คอลัมน์: แถลงการณ์ร่วมของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

แถลงการณ์ร่วมของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
เรื่อง การคุกคามเสรีภาพและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน

จากกรณีกลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมด้วยอาวุธที่อ้างตัวว่า เป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้บุกรุกเข้าไปในสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBTเมื่อช่วงเช้ามืดของวันอังคารที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมาโดยบังคับให้พนักงานของของสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวยุติการทำหน้าที่และได้ตัดสัญญาณการออกอากาศเพื่อปิดกั้นไม่ให้มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชนโดยให้เหตุผลว่าสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลนั้น

จากพฤติกรรมของกลุ่มดังกล่าว ไม่ว่าเป็นการกระทำของฝ่ายใดก็ตาม ถือว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างรุนแรงและอุกอาจที่สุดครั้งหนึ่งเพราะมีการคุกคาม ข่มขู่และขัดขวางการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

ดังนั้นองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วยสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จึงขอประณามการกระทำดังกล่าวและถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้บุกเข้าไปภายในสถานีโทรทัศน์ NBT และบังคับให้ทางสถานียุติการออกอากาศ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมกล่าวหาว่าสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือของรัฐบาลหรือเสนอข่าวอย่างลำเอียงซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนอย่างรุนแรงเช่นกัน

ถ้ากลุ่มพันธมิตรฯเห็นว่า ทางรัฐบาลใช้สถานีโทรทัศน์ NBT เป็นกระบอกเสียงอย่างผิดกฎหมายก็ควรใช้ช่องทางกฎหมายและบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญดำเนินการไม่ควรใช้กำลังบุกรุกเข้าตัดสัญญาณการออกอากาศ ของสถานีโทรทัศน์ NBTเช่นที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เพราะในพื้นที่บริเวณดังกล่าวไม่ได้เป็นหน่วยงานราชการทั่วไปแต่เป็นสถานที่ทำงานขององค์กรสื่อมวลชนด้วย ซึ่งควรได้รับการเคารพในสิทธิของผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน

นอกจากนี้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาพบว่า มีการปิดล้อมรถถ่ายทอดสดของสถานีโทรทัศน์หลายสถานี ในหลายๆพื้นที่ องค์กรวิชาชีพสื่อขอเรียกร้องให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวยุติการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนทุกประเภท ทั้งนี้สมาคมวิชาชีพสื่อมวลชนทั้งสามองค์กร เคารพในสิทธิการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่เห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมย่อมต้องเคารพในสิทธิและเสรีภาพการทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน

พร้อมกันนี้องค์กรวิชาชีพสื่อทั้งสามองค์กรขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกแขนงปฏิบัติหน้าที่นำเสนอข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา มีความอดทนในการทำหน้าที่ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงหรือมีส่วนทำให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติที่กำลังตกอยู่ในภาวะความขัดแย้งและอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้

สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
www.ctj.in.th
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
www.tja.or.th
สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย
www.thaibja.org
26 สิงหาคม 2551


แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

คอลัมน์: แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เรื่อง ขอประณามการเคลื่อนไหวที่นำสังคมไทยไปสู่หายนะ

แม้การเคลื่อนไหวเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมืองจะเป็นสิทธิพื้นฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในสังคมประชาธิปไตย ซึ่งกลุ่มคนต่างๆ สามารถกระทำได้ แต่ก็ต้องเป็นการกระทำที่ดำเนินไปภายใต้หลักการพื้นฐาน ซึ่งต้องเคารพสิทธิของบุคคลอื่น ไม่ใช้ความรุนแรง รวมทั้งต้องไม่เป็นการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่การทำลายระบอบประชาธิปไตยโดยรวม

ณ บัดนี้ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ก้าวข้ามพ้นจากสิ่งที่เรียกว่า “อารยะขัดขืน” ไปสู่การกระทำที่เป็น “อนารยะขัดขืน” อย่างชัดเจน ถือเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยปราศจากความชอบธรรม และไม่เคารพสิทธิของสังคมโดยรวม ด้วยการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์อันเป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร และทางเลือกการรับรู้ของสังคมไทย ด้วยการใช้กำลังและความรุนแรง

รวมถึงการเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นด้วยการใช้กำลังและจำนวนของมวลชน เช่น การบุกเข้ายึดสถานที่ราชการ การใช้กำลังคุกคามเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อปกป้องผู้กระทำความผิด ทั้งหมดเป็นการกระทำที่จะนำพาสังคมไทยไปสู่ความหายนะอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนมีความเห็นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้

ข้อแรก ขอประณามการกระทำของพันธมิตรฯ ที่ใช้ความรุนแรงในการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ อันเป็นการทำลายหลักการเสรีภาพในการสื่อสารมวลชน และทำลายสิทธิในการสื่อสารของฝ่ายต่างๆ ในสังคม

ข้อสอง ขอเรียกร้องกับสังคมไทยให้ไตร่ตรอง และใช้สติกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ เนื่องจากเป็นการกระทำที่มุ่งนำไปสู่การสร้างความรุนแรง และอาจนำพาสังคมไทยไปสู่ความหายนะมากขึ้น

ข้อสาม ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของประชาชน เพื่อมิให้บ้านเมืองตกอยู่ในสภาวะไร้ขื่อแป และอาจนำไปสู่การจลาจลในหมู่ประชาชน

ข้อสี่ การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ไม่อาจแก้ได้ด้วยการใช้กำลัง การรัฐประหาร หรือการใช้วิธีการอื่นใดที่ไม่ใช่วิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย ดังที่สังคมไทยได้เคยประสบมาจากเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 แล้ว

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน