WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 2, 2008

สื่อต่างชาติเผยคลิป พันธมิตรตีประชาชน

2 กันยายน 2551

รายงานข่าวจากสำนักข่าว France 24 เปิดเผยเหตุการณ์การรุมตีประชาชนโดยกลุ่มหัวรุนแรงภายใต้กองกำลังกบฏพันธมิตร สำนักข่าวดังกล่าวเปิดเผยด้วยว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว 1 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ท่านสามารถติดตามข่าวดังกล่าวได้จากเว็บไซต์
France 24

ยุทธการสุดท้าย ของพันธมิตร ทุ่มสรรพกำลังทุกอย่าง หากไม่ชนะก็ละลายทั้งกองทัพ


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

หากใครศึกษาตำราพิชัยสงคราม ของทั้งซุนหวู และเคล้าเชวิตซ์ ที่เป็นตำราพิชัยสงครามชั้นนำของโลก จะพบว่า สถานะการณ์ของ กลุ่มพันธมิตร ในขณะนี้เหมือนกับการ "ติดกับดักสงคราม" ถอยก็ไม่ได้ บุกไปข้างหน้าก็ไม่ได้ รอวันที่กองทัพจะค่อยๆ ถูกละลายไปทีละเล็กละน้อย โดยไม่ได้มีโอกาสรบกับศัตรูเลย

ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เคี่ยวกรำ จนนักรบที่ฮึกเหิมอย่างนักรบศรีวิชัย ค่อยๆ อ่อนกำลังลงไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีวี่แววข้าศึกออกมาให้รบแตกหักสักที ตั้งกระบวนรบรอคอย เมื่อได้ยินเสียงโห่ร้อง หรือกลองศึกจากกองทัพของศัตรู แต่ก็เปล่า ไม่มีศัตรูสักคนโผล่มาให้เห็น สภาพเช่นนี้ จะทำให้กองทัพที่ฮึกเหิม ค่อยๆ อ่อนล้าลงไปเรื่อยๆ เพราะไม่รู้ว่ากำลังรบกับใคร

จะรบแตกหัก ก็ไม่รู้จะรบกับใคร

นายสนธิ ลิ้มทองกุล เคยประกาศในสัปดาห์ที่แล้วว่า "หากพวกเราสามารถยื้อได้จนถึงวันอาทิตย์ พวกเราก็ชนะอย่างแน่นอน" แต่เมื่อถึงวันอาทิตย์ก็ไม่มีวี่แววว่าจะชนะ จนขณะนี้ขึ้นอาทิตย์ใหม่แล้ว ชัยชนะก็ยังมองไม่เห็น หรือมีวี่แววว่าจะมองเห็นเลย

ตอนนี้ทำเนียบรัฐบาล ที่ึิคิดว่าเป็น "ชัยภูมิเผด็จศึก" ก็กลายเป็น "ชัยภูมิมรณะ" ที่เข้าไปยึดแล้่วถอนออกมาไม่ได้ แกนนำ เหมือนกับโดนล่อให้ไปติดกับดัก ในพื้นที่แคบๆ แ้ล้วถูกขังอยู่ในนั้น ออกมาไม่ได้ เพราะโดนชะนักติดหลังเรื่องหมายศาล "ข้อหากบฎในราชอาณาจักร" ที่เป็นข้อหาร้ายแรง มีโทษถึงประหารชีวิต หนักกว่าข้อหาต่างๆ ที่พยายามโยนให้ทักษิณอีก คาดว่าแกนนำทั้งเก้าคนจะลำบากไปอีกหลายปี

ตอนนี้ผมจึงไม่คิดว่ารัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช จะเพลี้ยงพล้ำทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะไม่มีประเด็นใดที่รัฐบาลต้องยอมทำตามข้อเรียกร้องของพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นการลาออกจากตำแหน่งนายกฯ หรือ การยุบสภา

เมื่อทหารไม่ทำรัฐประหาร ทุกอย่างก็ไม่ใช่แรงกดดันต่อรัฐบาล

การยึดทำเนียบของพันธมิตร ไม่ได้สร้างแรงกดดันให้รัฐบาลจนทำงานไม่ได้ ต้องรีบสลายม็อบในทันที

การเปิดสภา เพื่อให้มีการอภิปรายกันเมื่อวานนี้ ก็ทำให้ประชาชนเห็นกันอย่างจะจะว่า ใครบ้างที่สนับสนุนพันธมิตร ให้ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง จนเกิดวิกฤตอยู่ในขณะนี้



ตอนนี้ผมว่า พันธมิตร เร่งระดมสรรพกำลังทุกอย่างเข้าเผด็จศึก ในรูปแบบการกระทำที่แทนจะเรียกได้ว่า ค่อนข้างเสียสติแล้ว การบัญชาการรบเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ สภาพเช่นนี้ เหมือนลูกธนูที่ปล่อยออกไปจนสุดกำลังแล้ว มีแต่จะตกลงไป เพราะหมดแรง การระดมกำลังรบอย่างแตกหักอย่างที่เห็นขณะนี้ เปรียบเสมือนว่าจะเป็น การรวบรวมเรี่ยวแรงครั้งสุดท้าย หากไม่ชนะ กองทัพก็ละลายไปเลย

การบุกยึดสนามบินภูเก็ตและหาดใหญ่ รวมทั้งการให้พนักงานรัฐวิสาหกิจ ตัดน้ำตัดไฟหรือหยุดงานประท้วงนับว่าเป็นการกระทำแบบสิ้นคิด ไม่ได้มีผลดีต่อการชักจูงมวลชนได้เลย

การกระทำเช่นนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่ยังไม่สุขงอม จะทำให้กระแสตีกลับทันที

เพราะคนที่เดือดร้อนจริงๆ นั้นคือ คนที่สนับสนุนพันธมิตรนั่นเอง

เราจะเห็นได้ว่าการบุกยึดสนามบิน หรือการปิดถนนนั้น พันธมิตรและผู้สนับสนุน ไม่สามารถทำในภาคอื่นได้ เช่น ภาคอีสาน หรือภาคเหนือ เพราะไม่มีฐานมวลชนสนับสนุน หากขืนไปทำ อาจโดนตอบโต้ แบบที่เคยเกิดขึ้นในจังหวัดอุดรธานี กลุ่มพันธมิตรก็เลยต้องระดมมวลชนในพื้นที่ที่สนับสนุนตนเอง เพื่อปิดสนามบิน หรือปิดถนน หรือแม้แต่การหยุดเดินรถไฟ

แต่พันธมิตรคงลืมไปว่า การทำอย่างนั้น คนที่เดือดร้อนส่วนใหญ่คือ ฐานเสียงที่สนับสนุนตัวเองนั่นเอง

การปิดสนามบินนั้นเท่ากับการทำลายการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักของภาคใต้โดยตรง คนที่เดือดร้อน ไม่ใช่มวลชนที่เป็นฐานเสียงของพรรคพลังประชาชน แต่เป็นฐานเสียงของกลุ่มพันธมิตร หากพูดตรงๆ ก็คือ ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ นั่นเอง

การประกาศเปิดตัว พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ที่คิดว่าจะเป็นไม้เด็ด ปลอบใจสมัครพรรคพวกว่า เราได้นักรบอันดับหนึ่ง เข้ามาเป็นพวกแล้ว ต้องสามารถโจมตีรัฐบาลให้แตกกระจายได้แน่

แต่พันธมิตรหาได้ตระหนักไม่ว่า พล.อ.พัลลภ นั้นขึ้นชื่อในการใช้การรบนอกแบบ ซึ่งเหมาะที่จะทำกับศัตรูของประเทศมากกว่า ที่จะมาใช้ในสงครามมวลชน

ดังนั้น หากมีการระเบิด หรือมีการเผาสถานที่ใด แทนที่คนจะโทษรัฐบาลคนก็จะหันไปมอง พล.อ.พัลลภแทน เพราะประชาชนย่อมมีภาพในใจของตนอยู่



หากเราวิเคราะห์ลึกลงไปถึงองค์ประกอบของม็อบพันธมิตรแ้ล้ว แทบทั้งหมดเป็นคนที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และม็อบส่วนใหญ่ เป็นคนใต้+ฐานเสียง สส.ปชป. ภาคอื่นๆ เล็กน้อย+สาวกสันติอโศก

พูดให้ตรงๆ ความวุ่นวายทางการเมืองครั้งนี้มาจาก "คนภาคใต้ที่สนับสนุนประชาธิปัตย์ทั้งนั้น" มวลชนที่เข้าร่วมส่วนใหญ่ก็เป็นพวกพรรคประชาธิปัตย์ คนเหล่านี้ "เชียร์พรรคการเมืองของตนเอง" เพื่อให้แย่งอำนาจบริหารประเทศมาให้ได้ แต่ไม่สามารถได้มาด้วยวิถีทางประชาธิปไตย เพราะเสียงของ ปชป. ในภาคใต้ไม่พอที่จะชนะเลือกตั้ง คนภาคอื่นก็ไม่เอา ปชป. ดังนั้น อนาคตทางการเมืองของ ปชป. จึงไม่มี เมื่อเกิดความคับข้องใจมากๆ เข้า ก็สร้างความวุ่นวายไปทั่ว

ตอนนี้ ผมว่า ความเดือดร้อนทั้งหลายที่ พันธมิตร ก่อขึ้นจะส่งผลกระทบต่อคนที่สนับสนุน พธม.โดยตรง

เศรษฐกิจ ตกต่ำ "คนชั้นกลางในเมืองหลวง" จะได้รับผลกระทบมากที่สุด" แน่นอนมีบางส่วนที่เป็นจำนวนมากที่ไม่ได้สนับสนุน พธม. แต่ต้องถือว่าคนชั้นกลางกลุ่มใหญ่ทีเดียวที่สนับสนุน พธม.

การปิด สนามบินภาคใต้ ของ พธม. เท่ากับเป็นการ "ทุบหม้อข้าว" ของฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์เอง เพราะได้รับผลกระทบจากการท่้องเที่ยวอย่างเต็มที่ คนใต้ที่อยู่ในภาคธุรกิจการท่องเที่ยวรับไปเต็มๆ และผลเสียจะเกิดขึ้นอย่างยาวนาน คนก็จะไม่กล้าไปเที่ยวภาคใต้

แต่จะขึ้นเชียงใหม่ หรือ อีสานที่สงบสุขแทน

ดัง นั้น ผมจึงคิดว่า "คนเหนือและคนอีสาน" จะต้องปกป้องแหล่งทำมาหากินของตนเอาไว้ ไม่ใ้ห้ พันธมิตรไปก่อกวนให้ได้ หากจำเป็น "อุดรโมเดล" ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น ไม่ต้องไปแคร์ฺอะไรกับคนชั้นกลาง และนักวิชาการที่สนับสนุน พันธมิตรทั้งสิ้น เมื่อโดนรุกราน ก็ต้องโจมตีตอบโต้

เศรษฐกิจในปีนี้ ผมคิดว่า "ราคาข้าว" ค่อนข้างดีพอสมควร ทำให้คนรากหญ้าส่วนใหญ่ไม่ได้รับความเืดือดร้อนมากมายนัก ยังพออยู่กันได้

คนยากจนใน กทม. เช่น มอร์เตอไซด์รับจ้างก็ปรับตัวได้ เช่น ไปรับส่งม็อบพันธมิตร ถือโอกาสรับทรัพย์ไป แปรวิกฤตให้เป็นโอกาส

ถึง อย่างไร ทหารก็ไม่ออกมาทำรัฐประหาร การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องเกิดขึ้นจากรััฐสภา ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ โดนล็อกไว้หมดแล้ว จะยุบสภาอย่างไรมันก็เหมือนเดิม

ทหาร ไม่ใช่ผู้เล่นหลักอีั่กต่อไป แต่เป็นแค่ "ตาอยู่" แบบบรรหาร ที่ใครชนะก็เข้าข้างนั้น ดังนั้น ทหารก็ประเมินได้แล้วว่า ถึงอย่างไร พวกอำมาตยาธิปไตยก็ไม่ชนะ ทหารนั่งเฉยๆ ดีกว่า

การโยกย้ายก็พอใจ แล้ว งบลับ งบซื้ออาวุธก็ได้แล้ว ไม่มีอะไรที่ทหารอยากได้มากกว่านี้ เพราะทำรัฐประหารมา ก็เป็นนายกฯ ไม่ได้ แถมต้องรับบทหนังหน้าไฟอีก รบกับฝ่ายประชาธิปไตย และชาวโลกทั้งหลายอีก

สู้อยู่เฉยๆ ปล่อยให้ตีกันไปดีกว่า

สรุป ตอนนี้ สมัคร แค่รักษาตัวให้รอดไปในช่วงนี้ "อึดเ้ข้าไว้" ก็จะผ่านความโกลาหลไปได้


ปล่อยให้ พธม. แพ้ภัยตัวเองไปดีกว่า

ผมว่าสิ่งที่ฝ่ายประชาธิปไตย ควรทำในขณะนี้ จึงไม่ใช่การเร่งให้รัฐบาลสลายม็อบพันธมิตร แต่ให้ปล่อยไว้อย่างนั้น จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม เพราะการสลายม็อบ ไม่เกิดประโยชน์ หากเงื่อนไขสงครามยังไม่หมด ม็อบก็ก่อตัวขึ้นมาได้เสมอ สู้ปล่อยให้ม็อบทำลายความชอบธรรมของตนจนหมดสิ้น ประชาชนไม่สนับสนุนดีกว่า เพราะจะทำให้ม็อบแพ้อย่างถาวร

ตอนนี้ผมว่าพวกเรา ชุมนุมกันเพื่อให้กำลังใจรัฐบาลดีกว่า เอาดอกไม้ ข้าวปลาอาหารไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือชุมนุมตามศาลากลางต่างๆ เพื่อให้กำลังใจรัฐบาล เพื่อให้สังคมโลกเห็นว่า ประชาชนที่สนับสนุนรัฐบาลนั้นมีมากกว่าม็อบพันธมิตรที่ยึดทำเนียบอยู่อย่างผิดกฎหมาย

นี่จึงเป็นการ รุกทางยุทธศาสตร์ต่อกองทัพที่เสียความชอบธรรมอย่างพันธมิตร อย่างแท้จริง

จาก thaifreenews

ประภัสร์ ประกาศคว้าชัยชนะสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

กรุงเทพฯ 2 ก.ย.- “ประภัสร์” พกความมั่นใจลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ได้หมายเลขประจำตัวเบอร์ 10 มั่นใจคว้าชัยชนะสนามเลือกตั้ง กทม. ไม่หนักใจผลโพลที่คู่แข่งมีคะแนนนิยมสูง ขณะที่ พปช.ตั้ง “สันติ-มิ่งขวัญ-วิชาญ” เป็นคณะทำงานรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

นายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เดินทางมายังศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อเตรียมสมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม.ก่อนเวลา 07.00 น. ทันทีที่พบกับสื่อมวลชน ให้สัมภาษณ์ว่า ความตั้งใจลงสมัครผู้ว่าฯ ครั้งนี้ เนื่องจากเป็นคนกรุงเทพฯ จึงมีความฝันที่อยากจะทำอะไรให้กรุงเทพฯ สำหรับตนไม่เคยอยู่ในแวดวงการเมือง จึงไม่ขอตอบในเรื่องการเมือง จะทุ่มเทหาเสียงในช่วง 30 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก แต่ไม่หนักใจ เพราะเชื่อว่าประสบการณ์ทำงานกว่า 20 ปี ก็จะพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นถึงการบริหารงานของตน

ต่อข้อถามว่าผลโพลระบุว่านายอภิรักษ์ โกษะโยธิน มีคำแนนนิยมสูงสุด นายประภัสร์ กล่าวว่า ไม่หนักใจกับผลโพล หากไม่มั่นใจก็คงไม่มาสมัคร ซึ่งการหาเสียงจะนำข้อมูลต่าง ๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ การลงสมัครครั้งนี้ตนใช้เวลาคิดนาน ส่วนนโยบายหาเสียงนั้น จะไม่เน้นที่การแก้ปัญหาจราจรอย่างเดียว แม้ว่าจะมีประสบการณ์เรื่องรถไฟฟ้า อยากเห็น กทม.เป็นเมืองที่อยู่สบาย ทันสมัย ระบบขนส่งดี สิ่งแวดล้อมดี และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ ซึ่งตนเคยมีประสบการณ์การทำงานกับต่างชาติ เชื่อว่าจะประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้ดี

ผู้สื่อข่าวถามถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปช.) หากมีโอกาสเข้ามาแก้สถานการณ์ในฐานะผู้ว่าฯ กทม.จะทำอย่างไร นายประภัสร์ กล่าวว่า ทุกอย่างในบ้านเมืองจะต้องมีกฎหมายเป็นหลักเกณฑ์ หากไม่เคารพกฎหมายก็วุ่นวาย สิ่งสำคัญต้องคำนึงถึงความเชื่อมั่นของต่างชาติด้วย เพราะกระทบต่อความเชื่อมั่นของชาวต่างชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เดินทางมาให้กำลังใจนายประภัสร์ พร้อมกล่าวว่า พรรคพลังประชาชน (พปช.) มีมติให้นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ของ พปช.ในครั้งนี้ และให้นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้อำนวยการนโยบายประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ของ พปช. ส่วนตนรับหน้าที่ฝ่ายประสานงานในพื้นที่ กทม. ซึ่งคณะทำงานทั้ง 3 คน จะดำเนินการเตรียมการรณรงค์เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. โดยชูจุดเด่นที่ตัวนายประภัสร์ เคยผ่านงานด้านระบบขนส่งมวลชน และมีประสบการณ์การทำงานใน กทม.มานาน รวมทั้งความรู้ความสามารถ และนายประภัสร์ เอง ก็เป็นคนติดดิน ไม่เคยมีปัญหาในองค์กร และไม่คาดหวังเรื่องคะแนนเสียง ขึ้นอยู่กับประชาชนที่จะเทคะแนนให้นายประภัสร์ หรือไม่ โดยจะใช้ความสามารถของนายประภัสร์ ให้ประชาชนตัดสินใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่า พปช.อาจเป็นรองในพื้นที่ กทม. นายวิชาญ กล่าวว่า ช่วงนี้เพิ่งเปิดตัวผู้สมัคร ยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์เบื้องต้นได้ว่าใครเป็นรอง ใครเป็นต่อ ผู้สมัครบางคนก็อาจมีผลงานมาก่อน แต่ผู้สมัครของ พปช. ก็มีประสบการณ์และผลงานในเรื่องการแก้ปัญหาจราจร

ด้านนายประภัสร์ ได้จับสลากหมายเลขประจำตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ได้หมายเลข 10 พร้อมกล่าวว่า มั่นใจที่จะเอาชนะคู่แข่งในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ได้ โดยคิดว่าเมื่อตัดสินใจมาลงแข่งแล้ว จะมีทางเอาชนะได้แน่นอน แต่ทั้งนี้ ไม่คิดจะแข่งขันกับใคร ให้ประชาชนตัดสิน ส่วนนโยบายในการบริหาร กทม.นั้น จะทำให้คนกรุงเทพฯ มีความสุข มีความน่าอยู่ ทั้งเรื่องการเดินทางสัญจร การขนส่ง การเดินทางต่อเชื่อมไปยังพื้นที่ต่าง ๆ และเน้นทำงานโครงการระยะยาว แต่ขึ้นอยู่กับประชาชนจะต้องการอะไร โดยนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ให้อิสระแก่ตนเองเต็มที่เกี่ยวกับนโยบายต่าง ๆ พร้อมกับกล่าวด้วยว่า การมาลงสมัครครั้งนี้ เป็นการสานฝันตนเองที่เป็นชาวกรุงเทพฯ อยากพัฒนากรุงเทพฯ และทำให้คนกรุงเทพฯ มีความสุข แต่สาเหตุเพิ่งลงสมัครเพราะรอจังหวะ ส่วนที่ไม่ได้มาเมื่อวานนี้ เพราะเป็นลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติให้เรียบร้อย จึงจะลงสมัครได้ ส่วนการหาเสียงยังไม่ได้สรุป เพราะต้องรอดูสถานการณ์บ้านเมือง หลังทราบหมายเลขกองเชียร์มารอที่หน้าศาลาว่าการ กทม. พร้อมทีมงานจากพรรคพลังประชาชนจำนวนมาก นั่งรถแห่พากันไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-02 10:34:48

สมัคร ให้กำลังใจเปิดตัว ประภัสร์ สมัครผู้ว่าฯ กทม.

กรุงเทพฯ 2 ก.ย.- “สมัคร” เดินทางให้กำลังใจและเปิดตัว “ประภัสร์” ลงสมัครชิงผู้ว่าฯ กทม.ชูเป็นคนหนุ่ม ทันสมัย กล้าหาญ มีประสบการณ์ เปิดโอกาสให้หาเสียงได้อย่างเสรี ส่วน พรก.ฉุกเฉินไม่กระทบต่อการหาเสียงของผู้สมัคร ระบุใช้ไม่นานต้องยกเลิก

เวลา 07.20 น.นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางมายังศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีนายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม. และข้าราช กทม.ให้การต้อนรับ จากนั้น นายสมัคร เดินเข้ามาภายในห้องต่าง ๆ ของศาลาว่าการ กทม. อย่างคุ้นเคย พร้อมเอ่ยปากว่าศาลาว่าการ กทม. มีความเปลี่ยนแปลงไปมาก สวยงามขึ้น

จากนั้น นายกรัฐมนตรี แถลงเปิดตัว นายประภัสร์ จงสงวน ว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่ห้องเจ้าพระยา โดยกล่าวว่า ไม่ว่าสถานการณ์วันนี้จะเป็นอย่างไร ตนรับปากกับนายประภัสร์ว่า จะมาให้กำลังใจ จึงเดินทางมา เมื่อวานนี้ (1 ก.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็เดินทางมาให้กำลังใจ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และให้สัมภาษณ์ทางสื่อต่าง ๆ ด้วย วันนี้ตนจึงต้องมาไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์อะไร โดยพรรคพลังประชาชนตกลงใจเลือกนายประภัสร์ เพราะเคยเห็นการทำงานและนายประภัสร์ เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตนมาก่อน อย่างไรก็ตาม วานนี้ตั้งใจจะมาสมัครตอนบ่ายเพื่อให้ได้หมายเลขประจำตัวผู้สมัครเป็นเบอร์ 9 แต่ทราบข่าวว่ามีผู้สมัครได้เบอร์ 9 ไปแล้ว จึงมาในวันนี้แทน

“นายประภัสร์เป็นคนหนุ่ม ทันสมัย กล้าหาญ ซึ่งพรรคจะให้เสรีภาพในการกำหนดนโยบายหาเสียงเต็มที่ พรรคจะไม่ไปกวดขัน ขี่คอ แต่จะมีคณะทำงานเข้าไปช่วยหาเสียง วันนี้เปิดตัวเฉพาะคนสมัครผู้ว่าฯ ส่วนรองผู้ว่าฯ 4 คนนั้น ถ้าจะเปิดตัวก็ต้องลาออกจากตำแหน่งเดิมก่อน สำหรับนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งของ พปช.เสนอผู้บริหารที่มีความสามารถ ส่วนรายละเอียดให้เป็นอิสระในการหาเสียง” นายสมัคร กล่าว

เผย พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินใช้ไม่นานยังหาเสียงได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ระยะเวลาหาเสียง 30 วันน้อยไปหรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่าเลือกตั้งในต่างประเทศให้เวลาหาเสียงเพียง 20 วันก็ยังหาเสียงกันไม่ใช่ปัญหา ต่อข้อถามว่าการประกาศพระราชกำหนดบริหารราชการแผ่นดินฉุกเฉิน (พรก.ฉุกเฉิน) จะกระทบกับการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ หรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า จะกระทบอย่างไร ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เรื่องการห้ามชุมนุมเกินกว่า 5 คน มีผลต่อการหาเสียงหรือไม่ นายสมัครกล่าวว่า เรื่องนั้นจะไปดูข้อกฎหมายจะเปิดช่องให้มีการหาเสียงได้ แต่ พรก.ฉุกเฉินอาจใช้ไม่กี่วัน ก็ต้องยกเลิก

ผู้สื่อข่าวถามถึงสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ว่าผลโพลระบุ พปช.อาจเป็นรอง ซึ่ง นายสมัคร ถามกลับผู้สื่อข่าวทันทีว่า รู้ได้อย่างไรว่าเป็นรอง แต่โพลของ พปช.ไม่เป็นรอง อย่างไรก็ตาม นายสมัคร ปฏิเสธให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการออก พรก.ฉุกเฉิน และกรณีการปะทะของกลุ่มผู้ชุมนุม 2 ฝ่ายเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา กล่าวเพียงว่าจะแถลงข่าวใน 2 เรื่องนี้ ที่กองบัญชาการกองทัพไทยเวลา 09.00 น.วันนี้

“สมัคร” อารมณ์ดี มีแซวเจ้าหน้าที่ กทม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจบการแถลงข่าวผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายสมัคร ว่าวันนี้นายกรัฐมนตรีดูท่าทางอารมณ์ดี นายสมัคร กล่าวว่า “ผมอารมณ์ไม่ดีตั้งแต่เมื่อไร ผมไม่ได้นอนเลยทั้งคืนและได้ทำหน้าที่ของผม” ทั้งนี้ ก่อนที่นายสมัคร จะเดินออกจากห้องเจ้าพระยา นายสมัคร ได้แวะไปที่มุมของว่าง พร้อมกับหยิบแซนด์วิส พายใส้กรอกใส่กล่อง โดยบอกว่าจะเอาไปทานบนรถ จากนั้นนายสมัคร เดินทางไปที่ห้องรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นห้องรับสมัครเลือกตั้ง และพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ กทม.โดยแซวถึงทรงผม และสีผม เจ้าหน้าที่รับสมัครผู้ว่าฯ ก่อนที่จะเดินทางกลับ โดยเปลี่ยนรถคันใหม่เดินทางออกจากศาลาว่าการ กทม.เวลา 07.50 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินทางมาสมัครเลือกตั้งผู้ว่าของนายประภัสร์ ได้นำ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ของ พปช.พร้อมกองเชียร์จำนวนหนึ่ง มาร่วมให้กำลังใจที่หน้าลานคนเมืองด้วย .-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-02 10:22:15


ปชช. เลือกข้างประชาธิปไตย !


คอลัมน์ : ละครชีวิต

ข่าวความวุ่นวายในเมืองไทยครั้งนี้แทนที่สื่อสารมวลชนในประเทศจะรายงานข่าวด้วยความเป็นกลางและเป็นธรรม แต่กลับหันไปสนับสนุนให้เหล่าอันธพาลประท้วงทำลายประเทศของตัวเอง

ผมเชื่อมั่นว่า ที่ผ่านมาประชาชนส่วนใหญ่ยังงงกับบทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนไทยว่ามีส่วนพัฒนาประเทศชาติหรือทำลายประเทศชาติกันแน่

ดังนั้นวิกฤติการเมืองไทยครั้งนี้คงพิสูจน์กันได้ว่า “สื่อมวลชนไทย” จริงใจต่อการพัฒนาประเทศชาติแค่ไหน

ในยามที่ประเทศชาติโดนครอบงำโดยเผด็จการแบบนี้ คนไทยผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตยคงต้องเลือกบริโภคสื่อสารมวลชน และใช้วิจารณญาณกันให้มากหน่อย

โดยเฉพาะสื่อที่ “อคติ” กับรัฐบาล และ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

เวลานี้สื่อสารมวลชนที่ไม่โดนครอบงำโดยเผด็จการต่างก็รายงานข่าวไปให้คนทั่วโลกได้รับรู้แล้วว่าความจริงในเมืองไทยเป็นอย่างไร

สำนักข่าว BBC เขียนถึงประเทศไทยว่าผู้ที่ประท้วงในกรุงเทพฯ เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มนักธุรกิจ และชนชั้นกลางในเมือง พวกเขาต้องการให้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง

พวกประท้วงเหล่านี้อ้างว่านายสมัครเป็น “หุ่นเชิด” ของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร!

สำนักข่าว BBC ยังระบุอีกว่า ในอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยอยู่ในตำแหน่งไม่นาน หรือมิฉะนั้นก็ไม่มีอำนาจมากนัก แต่แล้วเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นนายกฯ เขาได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบทางการเมือง

นโยบายประชานิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในชนบทจำนวนมาก

พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ และ ส.ส. ของเขาก็กุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

การมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ประเทศไทยเผชิญกับผู้นำแบบใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน ชนชั้นนำที่เคยมีอำนาจรู้สึกหวาดกลัว พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะฐานความนิยมและคะแนนเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ กว้างขวางมาก

พวกเขาจึงกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณว่า คอร์รัปชั่นและประพฤติไม่ชอบในหน้าที่ !

สำนักข่าว BBC ยังระบุอีกว่า ศัตรูทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ บางคน ยังกล่าวหาในเรื่องของความไม่จงรักภักดี ซึ่งเรื่องนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ปฏิเสธมาโดยตลอด

สังคมไทยแตกแยกกันโดยสิ้นเชิงและอย่างรุนแรงในเรื่องนี้ แต่คนจนในชนบทยังให้การสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเข้มแข็ง ทำให้พรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง

สำนักข่าว BBC บอกอีกว่า ถือเป็นเรื่องที่ “ยุติธรรม” ถ้าจะบอกว่าคนจำนวนมากได้ลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชนเพราะพวกเขาต้องการ พ.ต.ท.ทักษิณ และนโยบายประชานิยมกลับคืนมา

ที่ผมนำบทวิเคราะห์ของสำนักข่าวต่างประเทศมาให้อ่านนั้น เพราะผมเห็นว่าสื่อสารมวลชนไทย โดนครอบงำโดยอำนาจเผด็จการไปหมดแล้ว

ในโลกนี้ไม่มีประเทศไหนที่สื่อสารมวลชนหันไปสนับสนุนให้ม็อบออกมาสร้างความวุ่นวาย ยึดทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับชื่นชมว่าทำเพื่อชาติ

ในโลกนี้ไม่มีประเทศไหนที่สื่อสารมวลชน ด่าทอ ใส่ร้าย ป้ายสี รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเอาเป็นเอาตาย

รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช มาจากการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ แต่สื่อสารมวลชนกลับไปสนับสนุนฝั่งตรงข้าม

นอกนั้นยังไม่พอยังสนับสนุนให้ประชาชนเลือกข้างกลุ่มอันธพาลที่ออกมาเผาบ้านเผาเมือง อยากถามจริงๆ ว่า ทำแบบนี้ถูกต้องแล้วหรือครับ

อย่างไรก็ตาม 3 ปีที่ผ่านมา ที่เมืองไทยโดนอำนาจเผด็จการคุกคามก็พิสูจน์ได้เป็นอย่างดีแล้วว่า ประชาชนจะเลือกใคร

เพราะสุดท้ายประชาชนต้องเลือกอยู่เคียงข้าง “ประชาธิปไตย” ไม่มีใครโง่เลือกอำนาจเผด็จการหรอกครับ!

ลวดหนาม

ปชช. เลือกข้างประชาธิปไตย !

คอลัมน์ : ละครชีวิต

ข่าวความวุ่นวายในเมืองไทยครั้งนี้แทนที่สื่อสารมวลชนในประเทศจะรายงานข่าวด้วยความเป็นกลางและเป็นธรรม แต่กลับหันไปสนับสนุนให้เหล่าอันธพาลประท้วงทำลายประเทศของตัวเอง

ผมเชื่อมั่นว่า ที่ผ่านมาประชาชนส่วนใหญ่ยังงงกับบทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนไทยว่ามีส่วนพัฒนาประเทศชาติหรือทำลายประเทศชาติกันแน่

ดังนั้นวิกฤติการเมืองไทยครั้งนี้คงพิสูจน์กันได้ว่า “สื่อมวลชนไทย” จริงใจต่อการพัฒนาประเทศชาติแค่ไหน

ในยามที่ประเทศชาติโดนครอบงำโดยเผด็จการแบบนี้ คนไทยผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตยคงต้องเลือกบริโภคสื่อสารมวลชน และใช้วิจารณญาณกันให้มากหน่อย

โดยเฉพาะสื่อที่ “อคติ” กับรัฐบาล และ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

เวลานี้สื่อสารมวลชนที่ไม่โดนครอบงำโดยเผด็จการต่างก็รายงานข่าวไปให้คนทั่วโลกได้รับรู้แล้วว่าความจริงในเมืองไทยเป็นอย่างไร

สำนักข่าว BBC เขียนถึงประเทศไทยว่าผู้ที่ประท้วงในกรุงเทพฯ เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มนักธุรกิจ และชนชั้นกลางในเมือง พวกเขาต้องการให้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง

พวกประท้วงเหล่านี้อ้างว่านายสมัครเป็น “หุ่นเชิด” ของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร!

สำนักข่าว BBC ยังระบุอีกว่า ในอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยอยู่ในตำแหน่งไม่นาน หรือมิฉะนั้นก็ไม่มีอำนาจมากนัก แต่แล้วเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นนายกฯ เขาได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบทางการเมือง

นโยบายประชานิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในชนบทจำนวนมาก

พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ และ ส.ส. ของเขาก็กุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

การมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ประเทศไทยเผชิญกับผู้นำแบบใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน ชนชั้นนำที่เคยมีอำนาจรู้สึกหวาดกลัว พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะฐานความนิยมและคะแนนเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ กว้างขวางมาก

พวกเขาจึงกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณว่า คอร์รัปชั่นและประพฤติไม่ชอบในหน้าที่ !

สำนักข่าว BBC ยังระบุอีกว่า ศัตรูทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ บางคน ยังกล่าวหาในเรื่องของความไม่จงรักภักดี ซึ่งเรื่องนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ปฏิเสธมาโดยตลอด

สังคมไทยแตกแยกกันโดยสิ้นเชิงและอย่างรุนแรงในเรื่องนี้ แต่คนจนในชนบทยังให้การสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเข้มแข็ง ทำให้พรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง

สำนักข่าว BBC บอกอีกว่า ถือเป็นเรื่องที่ “ยุติธรรม” ถ้าจะบอกว่าคนจำนวนมากได้ลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชนเพราะพวกเขาต้องการ พ.ต.ท.ทักษิณ และนโยบายประชานิยมกลับคืนมา

ที่ผมนำบทวิเคราะห์ของสำนักข่าวต่างประเทศมาให้อ่านนั้น เพราะผมเห็นว่าสื่อสารมวลชนไทย โดนครอบงำโดยอำนาจเผด็จการไปหมดแล้ว

ในโลกนี้ไม่มีประเทศไหนที่สื่อสารมวลชนหันไปสนับสนุนให้ม็อบออกมาสร้างความวุ่นวาย ยึดทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับชื่นชมว่าทำเพื่อชาติ

ในโลกนี้ไม่มีประเทศไหนที่สื่อสารมวลชน ด่าทอ ใส่ร้าย ป้ายสี รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเอาเป็นเอาตาย

รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช มาจากการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ แต่สื่อสารมวลชนกลับไปสนับสนุนฝั่งตรงข้าม

นอกนั้นยังไม่พอยังสนับสนุนให้ประชาชนเลือกข้างกลุ่มอันธพาลที่ออกมาเผาบ้านเผาเมือง อยากถามจริงๆ ว่า ทำแบบนี้ถูกต้องแล้วหรือครับ

อย่างไรก็ตาม 3 ปีที่ผ่านมา ที่เมืองไทยโดนอำนาจเผด็จการคุกคามก็พิสูจน์ได้เป็นอย่างดีแล้วว่า ประชาชนจะเลือกใคร

เพราะสุดท้ายประชาชนต้องเลือกอยู่เคียงข้าง “ประชาธิปไตย” ไม่มีใครโง่เลือกอำนาจเผด็จการหรอกครับ!

ลวดหนาม

แก้ผ้าล่อนจ้อน

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

การประชุมรัฐสภา เมื่อวานนี้ เป็นการประชุมฉุกเฉินเพื่อแก้ไขปัญหา “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” สร้างความวุ่นวายภายในประเทศไทยของเรา โดยเป็นการประชุมร่วมระหว่าง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ สมาชิกวุฒิสภา

ความเห็นของการที่ประชาชนแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ อันสำคัญ
พรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปัตย์ และ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการลากตั้ง เห็นด้วยกับการกระทำของพันธมิตรฯ อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู โดยอ้างการเมืองภาคประชาชน งดเว้นที่จะพูดถึงการใช้ความรุนแรงในการบุกยึดสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที และบิดเบือนว่ามีอาวุธเพียงไม้ธรรมดาเท่านั้น โดยห้ามใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งที่รู้ว่าทำผิดกฎหมาย คนกลุ่มนี้เสนอให้ ยุบสภา ลาออก เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่

กลุ่มพรรคฝ่ายรัฐบาล อันประกอบไปด้วย พรรคพลังประชาชน ร่วมกับแกนนำกับ 5 พรรคร่วมรัฐบาล ที่แสดงจุดยืน ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ แต่คนกลุ่มนี้แยกเป็น 2 ความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหา คือ แก้ปัญหาด้วยสันติวิธี กับ การใช้ ความเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาซึ่งเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ประชาชน ฟังการอภิปรายแล้ว... งง ... !!! เป็นไก่ตาแตก

ทั้งนี้เพราะ รัฐสภา เป็นสถานที่ออกกฎหมายของประเทศชาติ เพื่อมาบังคับใช้กับประชาชนคนไทย 63 ล้านคน เพื่อเป็นกรอบกติกาในการทำให้ชาติบ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อยของคนในสังคม

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ... พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่พูดอยู่เสมอถึง “การบังคับใช้กฎหมาย” ของทุกคนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม กลับกลืนน้ำลาย ห้ามใช้กฎหมายปราบปรามคนป่วนบ้านป่วนเมืองเหล่านี้ โดยมีถ้อยคำที่เป็นวาทะกรรมทางการเมืองแปลกประหลาดว่า “คุ้มไหมกับการได้ถนนเส้นเดียว แต่จะเกิดความไม่สงบไปทั่วประเทศ”

การใช้ “หลักกู” โลไปเลมาแบบนี้ วันหนึ่งเป็นรัฐบาลบอกว่าจะต้องเคร่งครัดการบังคับใช้กฎหมาย เลยเอาหมา 4 ตัว มากัดกลุ่มผู้ชุมนุมคนเดียวที่ปีนข้ามทำเนียบรัฐบาล ตอนนั้นบอกต้องทำตามกฎหมาย ห้ามบุกรุกสถานที่ราชการ

วันนี้ ไม่ได้เป็นรัฐบาล เป็นฝ่ายค้าน กลับสนับสนุนคนทำผิดคิดชั่ว พกพาอาวุธ บุกสถานที่ราชการ คุกคามสื่อสารมวลชน พอเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการกับคนป่วนบ้านป่วนเมืองเหล่านี้กลับห้ามปราม

มีการแอบอ้างการเมืองภาคประชาชน ทั้งที่คนที่เข้ามาร่วมชุมนุมนั้นเป็นคนจากภาคใต้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ มีฐานมวลชนใหญ่ที่นั่น

100 วันพันธมิตรฯ

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย
อัพพะยาปัชฌา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นเทอญ

บทแผ่เมตตาที่พุทธศาสนิกชนคุ้นหูกันดี เมื่อเวลาชาวพุทธกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว รวมทั้งเจ้ากรรมนายเวร

วันนี้ผมจึงแผ่เมตตาย้อนหลังให้กับกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ซึ่งปลุกระดมให้สัมภเวสีมาร่วมชุมนุมกันครบ 100 วัน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม

เผื่อว่าผลของการตั้งจิตภาวนาแผ่เมตตาในวันนี้ จะดลใจของกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย สำนึกได้ว่า 100 วันที่ผ่านมานั้น ได้ทำให้ความสุขของคนไทยตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากการวิจัยของศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขประชาชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)

หลายคนเบื่อหน่ายกับการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย สร้างความแตกแยกให้กับสังคมไทยไม่สิ้นสุด ถึงกับไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ดูข่าวโทรทัศน์ ไม่ฟังข่าวทางวิทยุ แต่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะในชีวิตประจำวัน ไปทำงานก็มีหนังสือพิมพ์ให้อ่าน นั่งรถไปทำงานกลับจากทำงานก็ต้องฟังวิทยุในรถ กลับถึงบ้านก็ต้องดูโทรทัศน์ ถึงแม้จะไม่ดูข่าว ดูละครเพียงอย่างเดียวก็เถอะ

แต่ทุกวันนี้โทรทัศน์ทุกช่องจะมีข่าวด่วนที่น่าสนใจแทรกกลางระหว่างละครออกอากาศ จึงจำเป็นต้องรับรู้ข่าวไปโดยปริยาย

ดังนั้น วิธีการพยายามปิดหูปิดตาไม่รับทราบข่าวสารในห้วงเวลา 100 วันที่ผ่านมา ไม่สามารถจะทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

เพื่อความสบายใจ สถิติความสุขจะไม่ต้องลดลงทำลายสถิติเดิมที่ทำไว้ มีคนเสนอว่า ให้ทำใจให้ว่าง ใครจะพูดอย่างไรก็ให้เห็นคล้อยตาม โดยตอบว่า เออ...ใช่ เช่น

เหตุที่กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อและเหิมเกริมบุกยึดทำเนียบรัฐบาล เพราะมีพรรคประชาธิปัตย์คอยหนุนหลัง ให้การสนับสนุน เพราะแอบมีสัญญาใจกันอย่างลับๆ ว่า หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ผิดหวัง ไม่สามารถจะชนะเลือกตั้งได้ ทั้งๆ ที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. รุมช่วยกันทุกวิถีทาง ยังพ่ายแพ้ยับเยิน จึงต้องพึ่งพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย เพื่อให้มะม่วงบ่มแก๊สสุกสมใจ

เออ...ใช่
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หมดความชอบธรรมที่จะดำรงตำแหน่งอีกต่อไป เพราะไม่สามารถรักษากฎหมายไว้ได้ ปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยบุกยึดทำเนียบ

เออ...ใช่
จะไปโทษ นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ได้ ในเมื่อสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการลากตั้ง และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จ้องจะจับผิดว่ารัฐบาลมีความพยายามสลายม็อบ สั่งให้ตำรวจทำร้ายประชาชน ทำให้ 9 กบฏเหิมเกริม ยึดทำเนียบเป็นที่ขี้ที่เยี่ยว โดยไม่สนใจว่านี่คือหน้าตาของประเทศ

เออ...ใช่

ฝ่ายค้าน และ ส.ว. ที่มาจากการลากตั้ง ซึ่งได้เดินทางไปให้กำลังใจ 9 กบฏมาแล้ว น่าจะรู้ดีว่าตำรวจต้องใช้กำลังและต้องแหวกวงล้อมของกองโจรศรีวิชัย สมณะ สตรี และคนชรา ถึงจะเข้าไปจับกุม 9 กบฏได้ จึงไม่น่าจะด่าว่าตำรวจทำรุนแรง หากตำรวจต้องทำตามกฎหมาย

เออ...ใช่
การที่กลุ่มต่อต้านพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยออกมาชุมนุม ถือว่าเป็นการยั่วยุม็อบชนม็อบ รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

เออ...ใช่
แต่กลุ่มต่อต้านพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยที่รวมตัวกันนั้น รัฐบาลไม่ได้สั่งการใดๆ พวกเขามากันเพราะทนไม่ได้กับพวกที่ทำลายประชาธิปไตย เรียกร้องให้ทหารเข้ามายึดอำนาจอีกครั้ง เพื่อจะได้เสนอการเมืองใหม่ ให้ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบเผด็จการเต็มใบ

เออ...ใช่
นี่คือวิธีการที่ทำให้มีความสุขในภาวะที่สถานการณ์ของประเทศวิกฤติ อันเกิดจากการกระทำของกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย

เอกฉัตร



นายกฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกทม.

ด่วน!นายกฯประกาศใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร

สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย รายงานว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเขตกรุงเทพมหานคร เนื่องจาก มีกลุ่มบุคคลดำเนินการให้เกิดความวุ่นวาย กระทบความเรียบร้อยต่อประชาชนและความมั่นคงของรัฐ กระทบต่อการพัฒนาประชาธิปไตย จึงต้องแก้ไขปัญหาให้สิ้นสุดโดยเร็ว

พร้อมมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้ ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบตาม พ.ร.ก. และ ผบ.ตร. เป็นรองหัวหน้า จนกว่า
เหตุการณ์จะสงบ

นอกจากนี้ ยังห้ามชุมนุม ตั้งแต่ 5 คนเป็นต้นไป หรือ กระทำอันยุยงขัดต่อความสงบ ห้ามเผยแพร่ข้อความให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวจนกระทบความมั่นคงของรัฐ และ ความสงบทั่วราชอาณาจักร ห้ามใช้เส้นทางบคมนาคม ยานพานหะตามที่กำหนด ห้ามใช้อาคาร และให้อพยพประชาชน ออกจากอาคาร หรือ ให้ไปอยู่อาคารตามที่กำหนด



Monday, September 1, 2008

ถุย(ส์) “โจรศรีวิชัย” (คอลัมน์ : คัดท้าย)


คอลัมน์ : คัดท้าย

ถ่อย สถุล เถื่อน
ถ่อย หมายถึง ชั่ว,เลว,ทราม
สถุล หมายถึง หยาบ,ต่ำช้า,เลวทราม
เถื่อน หมายถึง ห่างไกลจากที่อยู่ของคน,ห่างไกลจากความเจริญ

ทั้งสามคำที่ผมหาคำแปลมาจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน คือ พฤติกรรมของกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นนักรบศรีวิชัย ซึ่งทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ตั้งอาณาจักรใหม่ขึ้นมาซ้อนกับราชอาณาจักรไทย เชิงสะพานมัฆวานฯ และเคยโชว์ตัวออกทีวีมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง เมื่อมีการเปิดยุทธการดาวกระจาย

แต่พฤติกรรมที่ปฏิบัติการเมื่อเช้าตรู่วันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา คนที่อ้างว่าเป็นนักรบศรีวิชัย ต่อไปนี้จะต้องเรียนขานกันใหม่ว่า “โจรศรีวิชัย”

เพราะการที่ใช้ผ้าโพกหัว ปิดหน้า ไม่ให้ใครจำหน้าได้ พกพาอาวุธครบมือบุกเข้าไปในสถานที่ราชการ จี้บังคับพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ ทุบกระจกบุกเข้าไปรื้อค้นทรัพย์สิน มันเป็นพะฤติกรรมของโจรชัดๆ ไม่ใช่นักรบตามที่เรียกขานกันมานานเกือบจะครบร้อยวันที่กลุ่มพันธมิตรพันธมารชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล

ต้องชมเชยช่างภาพสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ที่ใช่ประสบการณ์สามารถถ่ายภาพที่โจรศรีวิชัยบุกปล้นสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์และสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ไว้ได้อย่างละเอียด พอที่จะประนามคนเหล่านี้ได้ว่าเป็นโจรไม่ใช่นักรบแต่อย่างใด

หากไม่มีภาพให้ประชาชนได้เห็นกันชัดๆ คำบอกเล่าของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ แม้จะเป็นความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริง แต่ขบวนการแก๊งข้างถนนหัวหน้าโจร สามารถปฏิเสธได้

ขนาดเห็นภาพกันชัดแจ้งแดงแจ๋ หัวหน้าโจรศรีวิชัย คนหนี่งบอกว่าไม่ใช่ลูกน้องตัวเอง ทั้งที่มีผ้าโพกหัวสีเหลืองเขียนคำว่ากู้ชาติ ในขณะที่หัวหน้าโจรอีกคนบอกว่า ภาพที่ออกมาทางทีวีเป็นการจัดฉาก เพราะมีการฉายซ้ำแล้วซ้ำอีก

ผมได้ฟังหัวหน้าโจรศรีวิชัยทั้งสองคนปฏิเสธความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าตรู่วันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา ก้อได้ข้อสรุปว่า เลวทั้งหัวหน้าและลูกน้อง

คำว่า “ศรีวิชัย”ผมในฐานะคนปักษ์ใต้ตัวจริงเสียงจริง ปัจจุบันนี้ยังพูดทองแดงแหลงใต้ชัดเจน จะรู้จักดีถึงดีมาก เพราะเป็นนามสกุลนักร้องชื่อดังของปักษ์ใต้ที่คุ้นเคยนับถือกันเหมือนพี่น้องก้อคือ เอกชัย ศรีวิชัย ซึ่งเป็นนามสกุลจริงๆของ นายบุญรอบ ศรีวิชัย หรือ เอกชัย ศรีวิชัย เป็นคนอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเมืองหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัย มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ส่วนภาคใต้ตอนล่าง ขึ้นอยู่กับอาณาจักรลังกาสุกะ มีจังหวัดปัตตานีเป็นเมืองหลวง

แน่นอนทุกๆอาณาจักร เช่น อาณาจักรสุโขทัย อาณาจักรศรีวิชัย อาณาจักรลังกาสุกะ ต้องมีนักรบไว้ป้องกันอาณาจักรของตัวเอง

แต่คำว่า “นักรบศรีวิชัย” ผมได้ยินเมื่อไม่นานมานี้ ดูเหมือนจะเป็นช่วงที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ไปปราศรัยที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ ของจังหวัดนครศรีธรรมราชขึ้นอยู่กับอาณาจักรศรีวิชัย มีนักรบที่เข็มแข้งเป็นที่เกรงขามของอาณาจักรต่างๆ ทั้งที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นคนจังหวัดนครราชสีมา

คำว่า “นักรบศรีวิชัย” จึงเป็นคำที่เริ่มจะชินหูเมื่อมีการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยคนที่รับจ้างเป็นยามรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุมจะถูกเรียกขานให้ดูโก้ว่าเป็นนักรบศรีวิชัย ซึ่งพฤติกรรมที่ผ่านๆมา ยังอำพรางตัวเองไว้ได้ดี เพราะจะเปิดเผยความจริงเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ว่าเป็นแค่โจรถ่อยสถุลป่าเถื่อนเท่านั้นเอง

และ..เมื่อมีข่าวว่านอกจากตำรวจจะยึดอาวุธมีทั้งปืน มีดสปาต้า หนังสติ๊กได้แล้ว ยังยึดใบกระท่อมได้ด้วย ยิ่งทำให้หลักฐานมัดแน่นว่าคนพวกนี้เป็นโจรศรีวิชัย เพราะถ้าเป็นนักรบศรีวิชัย ในการออกรบแต่ละครั้ง ความฮึกเหิมเกิดขึ้นจากจากใจที่รักชาติรักแผ่นดินไม่ต้องพึ่งพายาเสพติดอย่างใบกระท่อม ซึ่งกินผสมกับเครื่องชูกำลัง ยาแก้ไอ หรือ กาแฟ ก้อจะเข้าสูตร 4 คูณ 100 ทำให้มึนเมาฮึกเหิมสามารถปิดบังความขลาดกลัวไว้ได้ในการปฏิบัติการปล้นตามคำสั่งของหัวหน้าโจร อย่างที่เกิดขึ้นในสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เป็นพฤติกรรมของคนทำลายชาติ ไม่ใช่กู้ชาติอย่างที่เขียนบนผ้าโพก
หัว....ถุยส์

พิธาน คลี่ขจาย