WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 3, 2008

ร่วมใจกำจัด “ประชาธิปไตย” จอมปลอม

คอลัมน์: ตะแกรงข่าว

ในที่สุดการปะทะกันระหว่างฝ่ายพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย กับ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งกลุ่มพลังประชาชนที่ไม่ยอมรับความเหิมเกริม ดื้อแพ่ง ไม่ยอมรับกฎหมายแม้แต่คำสั่งศาล จนต้องเสียเลือดเนื้อและชีวิตก็เกิดจนได้

ในกรุงเทพฯ พันธมิตรฯ บุกรุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ในต่างจังหวัดบุกรุกเข้ายึดศาลากลางจังหวัดภูเก็ต ได้เห็นถึงเจตนาของการก่อความวุ่นวายในครั้งนี้อย่างชัดเจนว่า ต้องการทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ ต้องการให้เกิดความเสียหาย ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ

เมื่อสถานการณ์ลุกลามขยายความรุนแรงขึ้น รัฐบาลจึงประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่ง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า ต้องการ “ดับชนวน” บ้านเมืองให้เกิดความเรียบร้อย

ต้องเลือกเอาความอยู่รอดของบ้านเมือง และเพื่อให้เหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด จึงมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์กับชาติบ้านเมือง

เป็นมาตรการที่เบาและนุ่มนวลที่สุดแล้ว เพื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้เข้าไปแก้ไขปัญหาบ้านเมือง

นายกรัฐมนตรีบอกอีกว่า การประกาศภาวะฉุกเฉินของรัฐบาล มีการปรึกษาหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านแล้ว และยืดอกพร้อมจะรับผิดชอบ ในฐานะที่เป็นผู้มีอำนาจสั่งการเป็นหัวหน้ารัฐบาล เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง

ขณะนี้ประเทศมีปัญหา ก็จะต้องรีบเข้าไปดูแลแก้ไข ก็เท่านั้นเองครับ ส่วนใครจะมีความเห็นอย่างไรนั้น ก็เป็นสิทธิ แต่ผมก็เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ เห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่รัฐบาลได้ทำลงไป ในการระงับเหตุและยุติปัญหาของบ้านเมือง

แม้จะประกาศภาวะฉุกเฉินแล้วก็ตาม พันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ก็ยังดื้อแพ่งจัดการชุมนุมภายในทำเนียบรัฐบาลกันต่อไป โดยอ้างว่าเป็นประกาศที่ไม่ชอบธรรม

และยังมีการปลุกระดมให้คนต่างจังหวัดมาร่วมชุมนุมกันให้มากที่สุด เพื่อกดดันรัฐบาลให้หนักขึ้น

รวมทั้งเรียกร้องให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจหยุดงาน เพื่อตอบโต้ทันที

แทนที่จะสำนึกได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควรหรือไม่อย่างไร กลับเหยียบย่ำซ้ำเติม ต้องการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่ นปช. ถอยกลับไปยังสนามหลวงในทันที เมื่อมีการประกาศภาวะฉุกเฉินขึ้น เพื่อให้เจ้าหน้าทำงานได้อย่างสะดวก ตามอำนาจหน้าที่

เป็นการยืนยันอีกครั้งว่า การเคลื่อนไหวของ พันธมิตรทำลายประชาธิปไตย มีนัยแอบแฝงแน่นอน เป็นเรื่องทางการเมืองล้วนๆ เพื่อให้ “การเมืองใหม่” เกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ให้ได้

ดังนั้น ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในบ้านเมือง และประชาชนผู้รักและหวงแหนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องเดินหน้าต่อไป ตามครรลองที่ควรจะเป็น และทำกฎหมายมีความน่าเชื่อถือ ถ้าทำได้ ทุกอย่างก็จะคลี่คลาย เพราะถ้ารัฐบาลหรือใครทำตัวเป็นไม้หลักปักขี้เลน เสนออย่างไรก็ทำตาม...ทุกอย่างที่ต้องการก็ไปไม่ได้

การทำให้สถานการณ์คืนสู่สภาวะปกติ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับได้

สถานการณ์วันนี้ โอกาสที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่แกนนำพันธมิตรฯ จะยกให้เป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาลมาบริหารประเทศชาตินั้น เป็นเรื่องที่ไกลเกินคว้าเสียแล้ว เพราะบทบาทพฤติกรรมที่ผ่านมา สร้างความสับสนในท่าทีของพรรคการเมืองพรรคนี้ ที่สอดรับกับการสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง

ข้อเสนอการจัดตั้งรัฐบาลแบบ 30:70 ถือเป็นประเด็นที่ผิดหลักรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถทำได้ในหลักของความเป็นจริง

จะได้เป็นนายกฯ มีช่องทางเดียวคือ การยุบสภา แต่คิดหรือว่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ต้องการประชาธิปไตย ไม่ใช่ “การเมืองใหม่” ที่เผด็จการออกแบบวางแผนไว้ให้

ผลพวงจากรัฐธรรมนูญของเผด็จการ จำกัดขัดขวางการทำงานของรัฐบาล

การที่รัฐธรรมนูญให้ความสำคัญ ให้บทบาทกับภาคประชาชนมากขึ้นนั้น วันนี้พิสูจน์แล้วว่า กลายเป็นดาบสองคม ถ้าได้การเมืองภาคประชาชนที่เข้าใจถึงเจตนารมณ์ของการเมืองการปกครองอย่างแท้จริง เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างมีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศ ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก

แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าการเมืองภาคประชาชนเกิดหลงทาง ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญอย่างมีนัยมีความไม่สุจริต อ้างการใช้สิทธิเพื่อผลประโยชน์แก่ตนเองด้วยการละเมิดสิทธิของคนอื่น อ้างรัฐธรรมนูญมาเป็นประโยชน์ สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายและเกิดเสียหายกับบ้านเมือง อย่างที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ก็ต้องทำความเข้าใจกันใหม่

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบและได้รับมอบอำนาจในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน บอกว่า คณะกรรมการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินฯ จะยึดถือหลักประชาธิปไตยเป็นกรอบ เป็นหลัก โดยการทำงานไม่ให้ประชาชน 2 ฝ่ายปะทะกัน ไม่ให้เกิดการสูญเสียเกิดขึ้น โดยใช้หลายๆ มาตรการรวมกัน เช่น

1.สร้างความเข้าใจของคนในชาติ ไม่ให้นำมาซึ่งความสูญเสีย ต้องมีแนวทางการเจรจาอื่นๆ ตามความเหมาะสม

2.สร้างความเข้าใจประชาชนในภูมิภาค ในการเคลื่อนย้ายเข้ามาในกรุงเทพฯ ซึ่งจะสร้างปัญหา ฝ่ายปกครอง และองค์กรเอกชน จะร่วมกันทำความเข้าใจชี้แจง มากกว่าสกัดกั้น ทำให้เกิดความดื้อดึง

3.มาตรการดูแลผู้ชุมนุม ไม่ให้เกิดการปะทะกัน ซึ่งมีกำลังจากตำรวจ และกองทัพบกดูแล สกัด ไม่ให้ 2 ฝ่ายมาปะทะกัน ไม่ใช้อาวุธ โดยจะใช้มาตรการทางการเมือง หรือมาตรการทางกฎหมายร่วมกัน

4.มาตรการพูดคุยทำความเข้าใจ ในทุกๆ สื่อ ขอความกรุณาสื่อทำความเข้าใจคนในชาติ และหาทางเจรจา โดยใช้แนวทางการเมือง โดยไม่ใช้กำลัง

ที่ผ่านมารัฐบาลได้ทำงานอย่างยากลำบาก แม้จะมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ และพัฒนาในด้านต่างๆ แต่ก็มีผลงานเกิดขึ้นให้ชื่นใจ

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการระดับกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ภาคการค้าและบริการ ประจำเดือนกรกฎาคม 2551 เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 38.5 จากระดับ 37.7 โดยการปรับเพิ่มขึ้นของกิจการภาคการค้าปลีก และภาคบริการอยู่ที่ 38.5 และ 39.0 จากระดับ 37.0และ 38.3

ขณะที่ภาคค้าส่ง ค่าดัชนีปรับตัวลดลงอยู่ที่ 37.0 จากระดับ 38.1 ส่วนความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจประเทศและธุรกิจตนเอง ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 33.4 และ 36.9 จากระดับ 29.7 และ 31.4 ตามลำดับ

สำหรับเหตุผลที่ดัชนีปรับตัวขึ้นนั้นมาจาก นโยบายกระตุ้น “6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อไทยทุกคน” เสริมความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ขณะเดียวกันต้นทุนในการประกอบกิจการของผู้ประกอบการในบางประเภทธุรกิจปรับตัวลดลง

ส่งผลให้ระดับความเชื่อมั่นในด้านต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นครับ

ไม่ทราบจริงๆ ว่าพันธมิตรฯ คิดอย่างไร

แต่ผมเชื่อว่าคนไทยที่รักความถูกต้อง คิดเหมือนกันว่า จะทำอย่างไรให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข

อย่าให้ใครหรือฝ่ายใดมาแอบอ้าง “ประชาธิปไตย” ไปสร้างความถูกต้องชอบธรรมให้กับ “เผด็จการ” อีกต่อไป

อัฐศิริ



“ฉุกเฉิน” เพื่อ “สมานฉันท์”


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

การปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ(นปก.) จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย

กระทั่งเป็นเหตุให้รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) สถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่รัฐบาลต้องทำงานหนัก เพราะภาพลักษณ์ประเทศชาติเสียหายย่อยยับ

ซึ่งหากปล่อยให้ยึดเยื้อ แกนนำพันธมารไม่ยอมมอบตัวกับตำรวจ และม็อบไม่ถอยออกมาจากทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญ ถือเป็นหน้าตาของประเทศ

ก็จะทำให้เมืองไทยดูแย่ลงไปอีก และถ้าทหารออกมาวุ่นวายก็จะทำให้เมืองไทยกลายเป็นประเทศด้อยพัฒนา

การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งนี้มีนักวิชาการออกมาเห็นด้วยมากมายว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำ

นายอุดม งามเมืองสกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ระบุว่า เนื่องจากสถานการณ์ค่อนข้าง “ตรึงเครียด” จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น

แม้ว่าการออกพระราชกำหนดจะกระทบกับ “ภาพลักษณ์” ของประเทศ ซึ่งหากมีทหารเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งต่างประเทศถือเป็นเรื่องใหญ่

อย่างไรก็ตามไม่อยากให้ประชาชนเกิดความตระหนก เพราะแม้รัฐบาลจะให้อำนาจผู้บัญชาการทหารบก

แต่ไม่ได้หมายถึงการใช้ความรุนแรงควบคุมสถานการณ์ เพียงแต่จะเป็นการใช้กฎหมาย ซึ่งชัดเจนมากขึ้น เช่น การห้ามชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะอยู่กันเกิน 5 คนไม่ได้

และสื่อมวลชนก็ไม่ต้องกังวล เพียงแค่ต้องระมัดระวังในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารมากขึ้น

แต่ไม่ได้ห้ามเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร

อย่างไรก็ตาม แม้การออกประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงและจะไม่ส่งผลดีต่อระบอบประชาธิปไตย

แต่เราต้องยอมรับว่า ในขณะนี้พันธมารกำลังก่อความวุ่นวายอย่างไม่เกรงกลัวกฏหมาย

พันธมารไม่ยอมเจรจา และ ปฏิบัติตามกฏหมาย ทำให้สถานการณ์เมืองไทยยิ่งตรึงเครียด

เท่านั้นยังไม่พอ พันธมารยังบีบบังคับให้รัฐบาลต้องลาออก

การชูประเด็นให้รัฐบาลลาออก ทำให้ประชาชนผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตยรับไม่ได้

จึงทำให้เห็นแนวร่วมประชาธิปไตยออกมาร่วมตัวกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะยิ่งทำให้สถานการณ์กำลังจะบานปลายไปใหญ่

อีกทั้งกลุ่มพันธมารกำลังเหิมเกริม ขู่ปิดสนามบิน รถไฟ หยุดเดินรถ และการประกาศว่าจะมีการตัดน้ำตัดไฟ

การกระทำที่ไม่เกรงกลัวกฏหมายครั้งนี้จะทำให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวได้รับความเดือนร้อน

ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้เศรษฐกิจทรุดไปด้วย !

ดังนั้นหลายฝ่ายจึงเชื่อว่าการที่รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินจะทำให้สถานการณ์โดยรวมดีขึ้น และจะทำให้เหตุการณ์ความวุ่นวายยุติลงโดยเร็ว

ทั้งหมดเป็นไปตามแนวทางความสมานฉันท์ ซึ่งรัฐบาลได้ปรารถนามาโดยตลอด เพราะไม่อยากให้คนไทยทะเลาะกัน

เพราะถ้าทุกฝ่ายมีความรักและความสมานฉันท์กัน

ปัญหาต่างๆ ที่จะนำไปสู่ “ความสูญเสีย”

อย่างเช่น การปะทะกัน การทำสงครามกันก็คงไม่เกิดขึ้น !

บิ๊กโบ๊ต

แด่...เสรีภาพไร้สติ


คอลัมน์: บทบรรณาธิการ

และแล้วรัฐบาลก็จำต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อคลี่คลายสถานการณ์บ้านเมือง ท่ามกลางการตีข่าวของสื่อทั่วโลก บางประเทศประกาศให้คนของตนยับยั้งการเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ธุรกิจการท่องเที่ยว การค้า การบริการ เสียหายยับเยิน ประเมินค่ามิได้

นี่...ย่อมเป็นผลพวงจากการกระทำที่เกินเลยของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างไม่อาจปฏิเสธความรับผิด

ในระบอบประชาธิปไตย เราไม่ปฏิเสธการประท้วงเรียกร้อง เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ต้องไม่เกินเลยสิทธิของผู้อื่น กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยอวดความอัปลักษณ์ไปทั่วโลก ด้วยการพาคนพังประตู ปีนรั้วเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาล ตั้งเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ขับไล่เจ้าหน้าที่รัฐออกจากทำเนียบ แม้แต่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรียังต้องย้ายสถานที่ทำงานไปที่อื่น

ถ้าเป็นการอ้างเสรีภาพอันพึงกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญ นั่นย่อมเป็นเสรีภาพที่ปราศจากการใคร่ครวญถึงผลร้ายที่จะบังเกิดขึ้นได้ เฉกเช่นวิญญูชนจะพึงเล็งเห็น

เว้นเสียแต่ว่า เป็นเป้าประสงค์ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายเสียหายแก่บ้านเมือง ลงมือกระทำไปดังกระบือบอด มองไม่เห็นประโยชน์ชาติ มุ่งความสะใจ สนองตัณหาภายในของตนเท่านั้น

ใช่จะพูดจาให้ร้ายโดยปราศจากหลักฐาน หากจดจำได้ว่า ทันทีที่มีการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน พ.ศ.2549 กลุ่มพันธมิตรฯ นอกจากไม่คัดค้านเผด็จการแล้ว ยังแสดงความยินดีปรีดา พร้อมกับสลายตัวเข้ารับใช้ทันที

พี่น้องประชาชนลองพิจารณาไตร่ตรองดูเถิดว่า การบุกรุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที บุกพังยึดทำเนียบรัฐบาล เป็นความถูกต้องตามสิทธิเสรีภาพ ที่สำคัญเราจะยอมรับประเพณีทางการเมืองแบบนี้หรือ

ประเพณีที่กลุ่มการเมืองออกมาไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามใจชอบ โดยอ้างว่าเป็นการเมืองภาคประชาชน หากได้รับการยอมรับในวันนี้ ในอนาคตจะเกิดลัทธิเอาอย่างตามมาอย่างต่อเนื่อง และอ้างเสรีภาพอย่างกลุ่มพันธมิตรฯ นั่นเอง บ้านเมืองเราจะเป็นเช่นไร คาดเดาได้ไม่ยาก

เมื่อคืนวันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา ประชาชนที่หวงแหนสิทธิและเสียงของพวกเขาที่ได้แสดงเจตจำนงเลือกผู้แทนฯ เข้ามาบริหารบ้านเมือง ต้องการออกมาปกป้องฝ่ายบริหารที่เขาเลือกมา แสดงออกเพื่อให้ฝ่ายพันธมิตรฯ รับฟังเขาบ้าง ในที่สุดเกิดการปะทะกัน มีผู้บาดเจ็บล้มตายดังที่ทราบกัน

หนึ่งชีวิต นายณรงค์ศักดิ์ กอบไธสง ที่ออกไปปกป้องเจตจำนงของตนในคราวหย่อนบัตรเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 จะไม่สูญเปล่า เพราะจะเป็นสัญลักษณ์ที่เรียกร้องให้พี่น้องประชาชนคนไทยหันกลับมาปกป้องทุกเสียง ทุกคะแนนที่แสดงเจตจำนงหย่อนบัตรเลือกตั้ง โดยไม่ยอมให้กุ๊ยแก๊งการเมืองหน้าไหนปล้นไปง่ายๆ อย่างเด็ดขาด

หลับให้สบายเถิด ณรงค์ศักดิ์ กอบไธสง คุณคือวีรบุรุษประชาธิปไตยตัวจริง เป็นแบบอย่างอันพึงยึดถือของระบอบประชาธิปไตย


Tuesday, September 2, 2008

ลุยสนาม ตามหาผู้ว่าฯ : กทม.ยังเดินหน้าจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ

กรุงเทพฯ 2 ก.ย.-นายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชนพานายประภัสร์ จงสงวน ไปลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรควันนี้ พร้อมจะหาทางเปิดช่อง พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่กระทบการหาเสียงของผู้สมัครหาเสียง แต่มีคำยืนยันจาก กกต.ท้องถิ่น กทม.ว่าหาเสียงได้แต่ต้องระวังไม่ให้ขัด พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-02 19:39:43

มติ กกต.ยุบ พปช.

กรุงเทพฯ 2 ก.ย.-ผลพวงจากคดีทุจริตเลือกตั้งที่จังหวัดเชียงราย ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ทำให้ กกต.มีมติส่งเรื่องให้มีการยุบพรรคพลังประชาชนแล้ว และขั้นตอนการพิจารณาเรื่องการยุบพรรคจะเป็นอย่างไร

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-09-02 19:38:23




เลิกถามหานักศึกษา นักวิชาการ ปัญญาชน ฯลฯ เสียที (1)

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

สถานการณ์การเมืองขณะนี้ จะติดตามหรือวิเคราะห์กันวันต่อวัน บางทีก็ยังอาจจะช้า…

ชั่วโมงต่อชั่วโมง หรือนาทีต่อนาที ก็ไม่แน่ด้วยซ้ำว่า จะทันกาลเสมอไป

สิ่งที่พอจะทำกันได้ ก็คือการ “พยากรณ์” กันล่วงหน้า โดยอาศัยความพยายามในการล้วงลึกเข้าไปในจิตใจตัวละครทางการเมืองทั้งหลายทั้งที่เล่นอยู่หน้าฉาก…

และที่ “หลบ” อยู่ “หลังฉาก”

อย่าว่าแต่การนัดประชุมกันแต่ละครั้งของเหล่านักการเมือง ตำรวจ ทหาร ฯลฯ จะเรียกความสนใจอย่างตื่นตัวสุดขีดจากนักข่าวได้มากเท่านั้น

แค่เดินหลบเข้าห้องน้ำ เดินผ่านสนามบิน หรือเฉียดตู้โทรศัพท์ ก็อาจนำไปสู่การตีความหาคำอธิบายสู่ทางออกของบ้านเมืองได้ทั้งสิ้น

ใครติดตามประวัติศาสตร์การเมืองมาโดยตลอดย่อมรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องเกินเลย พฤติกรรมที่ดูไม่เกี่ยวข้องหลายครั้งมีความหมาย และสิ่งที่เหมือนจะมีความหมายหลายครั้งก็กลับเป็นเพียงกลลวง ทุกจังหวะการก้าวย่างของทุกคนในขณะนี้ จึงล้วนมีความเป็นไปได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แต่อย่างน้อยที่สุด ในทางใดทางหนึ่งนั้น ก็คาดการณ์กันไว้ 3 ทาง

หนึ่ง นายกรัฐมนตรีประกาศลาออก

สอง นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา

และทางที่สาม ไม่ยุบ ไม่ออก ใช้คาถา “รัฐบาลของเสียงข้างมาก” คุ้มกระหม่อมกันต่อไปและทำงานกันไปตามสภาพ ศัพท์หมอก็ว่าได้แต่รักษาตามอาการ

จะทุลักทุเลในสายตาใครก็ช่าง ตราบใดยังกุมความชอบธรรม กุมศรัทธาของประชาชนส่วนใหญ่ รัฐบาลก็ยังไม่น่าจะทำร้ายหัวใจประชาชนส่วนนั้น

แต่หากว่ากันให้ถึงที่สุด ไม่ว่า นายกฯ สมัคร สุนทรเวช จะเลือกทางออกใด ก็ไม่มีวันถูกใจกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะไม่ว่าจะลาออก ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ค่อนข้างฟันธงได้ว่าประชาชนก็ยังจะเลือกขั้วอำนาจเดิมมาเป็นรัฐบาล แล้วพันธมิตรฯ ซึ่งไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งก็จะออกมาขับไล่ไม่มีที่สิ้นสุด

แต่จะยอมให้พันธมิตรฯ มีส่วนร่วมในการกำหนดหน้าตารัฐบาลเอง เลือกนายกรัฐมนตรีเองอย่างที่ประกาศไว้ ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะบ้านเมืองนี้หาได้เป็นของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่เพียงกลุ่มเดียว

โดยเฉพาะเมื่อวันนี้ ก็ยังมีประชาธิปไตยเป็นการปกครองระบอบใหญ่ จะให้ความพยายามในรูปแบบอนาธิปไตยหรือรูปแบบอื่นใดมาครอบงำหรือสั่งการ เห็นจะเป็นยิ่งกว่าเรื่องเพ้อฝัน

มองในแง่หลักการ รัฐบาลจึงได้เปรียบกลุ่มพันธมิตรฯ ชนิดกินขาด ทั้งในฐานะที่เป็นอำนาจรัฐที่มาอย่างถูกต้อง และในฐานะที่เลือกใช้คำสั่งศาลแพ่งในการสั่งการกับผู้ชุมนุม

แต่ในแง่อารมณ์ความรู้สึก โดยเฉพาะสำหรับประชาชนที่เฝ้าติดตามข่าวสารอยู่หน้าจอโทรทัศน์อย่างแทบไม่ให้คลาดสายตา

เหตุใดกระแสจึงเอียงไปข้างที่ว่า รัฐบาลไม่มีความชอบธรรม รัฐบาลต้องลาออก รัฐบาลต้องถอยและรัฐบาลทำเกินกว่าเหตุ…

เหตุใดรัฐบาลจึงไม่มีความชอบธรรมที่จะดำเนินการตามกฎหมายกับกลุ่มผู้ก่อความวุ่นวายด้วยการยึดสถานที่ราชการ ยึดที่ทำงานรัฐบาล ยึดสถานีโทรทัศน์และข่มขู่เจ้าหน้าที่ผู้สื่อข่าว พกพาอาวุธทั้งไม้ มีด อาวุธปืนซึ่งทำให้การชุมนุมกลายเป็นการอยู่นอกกรอบรัฐธรรมนูญทันที…

แทนที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะจัดการได้ เพื่อสวัสดิภาพความปลอดภัยและผลประโยชน์ของประชาชนอีกที่เหลือซึ่งไม่ได้ร่วมชุมนุมด้วย กลับกลายเป็นว่ารัฐบาลต้องท่องคำว่าประนีประนอมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ท่องคำว่าอดทนอดกลั้นอย่างไม่สามารถตอบได้ว่าจะทนไปถึงเมื่อไรและทำไมต้องทนกับการทำผิดกฎหมาย ต้องท่องคำว่าพวกเขาเหล่านั้นคือประชาชนผู้เสียภาษีโดยที่ไม่สามารถปกป้องประชาชนที่ก็ต้องเสียภาษีอีกหลายสิบล้านคนทั่วทั้งประเทศที่กำลังได้รับผลกระทบจากการกระทำของคนหลักหมื่นนี้ได้

หากติดตามความเคลื่อนไหว จะเห็นว่าผู้ร้ายจะกลายเป็นผู้ดีไม่ได้เลยหากไม่ได้รับการแก้ต่างให้จาก “คนกลุ่มหนึ่ง” กลุ่มคนที่กระโดดมาออกโรงปกป้องกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยประโยคคลาสสิกว่า “ไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำทั้งหมดของพันธมิตรฯ แต่…” กลุ่มคนกลุ่มนี้ได้ถูกวางสถานะทางสังคมไว้เหนือประชาชนส่วนใหญ่มาตลอดทุกยุคทุกสมัย เป็นกลุ่มคนที่ได้รับความสนใจสอบถามความคิดเห็นเสมอไม่ว่าบ้านเมืองจะเกิดเหตุการณ์วินาศสันตะโรไปทางใดก็ตามและแม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยเสนอทางออกเป็นรูปธรรมใดๆ เลยก็ตาม…

และพวกนี้นี่แหละที่ทำให้ “รัฐ” กลายเป็นผู้ร้ายและพันธมิตรฯ กลายเป็นพระเอกผู้ถูกกระทำเพียงชั่วข้ามคืน พวกนี้ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจมาจากไหน แต่สังคมต้องให้ความสนใจฟังเขา สื่อมวลชนก็ต้องตามหาตัวพวกเขาเพื่อสัมภาษณ์ออกรายการ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับต้องตามสัมภาษณ์หรือทำสกู๊ปเกี่ยวกับทัศนคติของคนพวกนี้

พวกที่เป็นนิสิต นักศึกษา นักวิชาการ หรือเรียกรวมๆ ว่าชนชั้น “ปัญญาชน” ของบ้านเมืองเรานั่นเอง…(อ่านต่อวันพรุ่งนี้)


คณะนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี แถลงประณามพันธมิตร


คอลัมน์ : ฮ๊อตสกู๊ป

พันธมิตรประชาชนเพื่อทำลายประชาธิปไตย ยังคงเคลื่อนไหวสร้างปัญหาให้กับบ้านเมืองไม่หยุดหย่อน คณะนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.) ซึ่งเป็นองค์กรของนักวิชาการที่มีจุดยืนปกป้องประชาธิปไตย และมีบทบาทในการขับเคลื่อนเพื่อท้วงติง วิพากษ์วิจารณ์ จับตาคัดค้านเผด็จการมาอย่างต่อเนื่อง ได้มีคำแถลงเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯที่ผ่านมาดังต่อไปนี้

คำแถลงคณะนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.)
“ข้อแนะนำต่อองค์กรภาคประชาชนเพื่อรักษาประชาธิปไตยและการหลีกเลี่ยงยุทธวิธีสงครามกลางเมืองแบบพันธมิตรฯ”
แถลง ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ
วันเสาร์ที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๑

ข้อเท็จจริงตั้งแต่การบุกยึดสถานที่ราชการและการบุกขัดขวางการทำงานของ NBT ตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา ส่อแสดงถึงเจตนาในการก่อการจลาจล ซึ่งขณะนี้มีแกนนำรัฐวิสาหกิจจำนวนหนึ่งเข้าร่วมในหลายจังหวัดร่วมกับเครือข่ายแกนนำพันธมิตรฯ ที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาล

สภาพการณ์ตั้งแต่เช้าวันนี้จนถึงปัจจุบันแสดงถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะล่อลวงกลุ่มประชาชนผู้บริสุทธิ์และกลุ่มองค์กรผู้คัดค้านพันธมิตรฯ ให้บันดาลโทสะ เคลื่อนไหวออกไปทำลายสถานที่ราชการและเข้าปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อเป็นข้ออ้างป้ายความผิดตั้งแต่ต้นให้แก่กลุ่มบุคคลที่พันธมิตรฯ เห็นว่าเป็นปฏิปักษ์ขัดขวางความพยายามยึดอำนาจของตนและพรรค/พวกที่หนุนหลัง

การชุมนุมโดยสงบของประชาชน เพื่อแสดงความเห็นสนับสนุนหรือคัดค้านการกระทำของพันธมิตรฯ อาจกระทำได้ตามกรอบกฎหมายแต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นการตอบโต้ต่อมวลชนกลุ่มอื่นหรือต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหากมีกลุ่มพลังมวลชนที่อ้างว่าตนเป็นฝ่ายประชาธิปไตยเข้ากระทำการรุนแรงต่อมวลชนฝ่ายพันธมิตรฯ จะถือได้ว่าตกเป็นผู้เสียรู้เสียทีต่อฝ่ายพันธมิตรฯ ที่ต้องการให้เกิดการจลาจล หรือการทำลายล้างต่อบุคคลและทรัพย์สินด้วยความรุนแรง

คณะนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี
คำแถลงคณะนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.)
“กรณีการบังคับคดีรื้อถอนเวทีพันธมิตรฯ สะพานมัฆวานรังสรรค์
เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๑ และการขัดขวางการรื้อถอน”
แถลง ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ
วันเสาร์ที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๑

นักวิชาการ คปส.ศึกษาภาพเหตุการณ์การบังคับรื้อถอนและการขัดขวางการรื้อถอนเวทีพันธมิตรฯ ข้างต้น โดยอาศัยเทปบันทึกภาพเหตุการณ์ ที่นายวัชระ เพชรทองนำไปให้สถานีโทรทัศน์ NBT แพร่ภาพในรายงานข่าวภาคดึกเมื่อคืนที่ผ่านมา นักวิชาการ คปส. ใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบวิธีวิจัยทางนิเทศศาสตร์ตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง ได้ข้อสรุปการวิเคราะห์ความจริงว่า

ภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏในบันทึกเทปข้างต้นยืนยันว่า รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ใช้อำนาจสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการบังคับคดีรื้อถอนโดยไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการใช้อาวุธหรือความรุนแรงนอกเหนือไปจากการใช้โล่กำบังผลักดันประชาชนให้ถอยร่น

ภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการ ๑ คน (จากจำนวนตำรวจชุดปฏิบัติการทั้งหมดประมาณ ๔๐๐ นาย) กระทำการแตกต่างไปจากเจ้าหน้าที่ตำรวจคนอื่นๆ ตามข้อ ๑ ข้างต้น ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้บังคับบัญชาควรสอบสวนข้อเท็จจริงแถลงต่อสาธารณชน เพื่อป้องกันการยุยงก่อความไม่สงบโดยกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อประชาชนต่อไป
ทั้งนี้ คปส. จะได้แถลงเหตุผลและข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ข้อสรุปข้างต้นในห้องแถลงข่าวต่อไป

รองศาสตราจารย์ ดร.วรพล พรหมิกบุตร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เสถียรวิพรมหา
คณะนักวิชาการฯ


ธาตุแท้...พันธมิตร

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

การกระทำของพันธมิตรฯ นับตั้งแต่เข้ายึดบริเวณทำเนียบรัฐบาลได้สำเร็จ ได้สร้างความวุ่นวายให้ชาติบ้านเมืองอย่างหนักหนาสากรรจ์ ไหนจะประกาศให้เปลี่ยนระบบการเมืองใหม่ เพื่อจะเลือกผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีเอง จนทำให้มีบุคคลหลายกลุ่มแสดงความคิดเห็นต่างๆ นานา โดยเฉพาะบนเว็บไซต์ต่างๆ ได้มีการแสดงความคิดความเห็นอย่างกว้างขวาง

พันธมิตรฯ ประกาศแล้ว ขอเลือกนายกฯ เอง

นึกเอาไว้แล้วไม่มีผิด เคยบอกแล้วว่าให้ดูดีๆ ตีโจทย์ให้แตก ใช้สติในการไตร่ตรองข้อเท็จจริง พันธมิตรฯ มีเหตุผลอะไร ทำไมถึงต้องสร้างความลำบากให้ประเทศชาติขนาดนี้ ทำให้นักเรียนไม่ได้ไปเรียน ทำลายชื่อเสียงในสายตาคนต่างชาติ ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ไม่มีรถกลับบ้าน ทำให้เครื่องบินลงจอดไม่ได้ ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ฟังศาล พยายามยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ไม่แคร์ว่าใครจะเดือดร้อนแค่ไหน ไม่สนใจ คะแนนเสียงที่ประชาชนจริงๆ เลือกตั้งเข้ามาก็ไม่สนใจทุกอย่างที่ทำ

วันนี้ ธาตุแท้พันธมิตรฯ...เผยแล้ว ทุกอย่างที่ทำเพื่อต้องการล้มรัฐบาล เพื่อปูทางสู่เส้นทางอำนาจของตน อยากเป็นนายกฯ ต้องการปกครองบริหารประเทศ โดยจัดเตรียมพวกพ้องของตนเองเพื่อให้เขามาบริหารประเทศ วันนี้ข้อยืนหยัดคำพูดเหล่านี้คือ ข้อเรียกร้องเรื่อง 70 : 30 คนที่จะมาก็จะเป็นพวกมันทั้งนั้น จะได้ถอนทุนคืนง่ายหน่อย จัดเตรียมทุกอย่างแล้ว วางแผนไว้แล้ว

ลองมาดูว่า บนเว็บไซต์เขาประณามและมีความเห็นต่อกลุ่มโจรก๊วนนี้อย่างไรกันบ้าง

“ถ้าพวกนี้ได้ตามที่ต้องการอะไรจะเกิดขึ้น เราจะมีสิทธิมีเสียงไหม เราจะมีสิทธิ์พูดอะไรหรือเปล่า พูดไปจะโดนกองทัพใบกระท่อมกระทืบหรือเปล่า ในเมื่อทุกวันนี้ยังอยู่เหนือกฎหมายขนาดนี้ ถ้าสมปรารถนามีอำนาจในมือมันจะขนาดไหน ถ้าพรรคพวกมันขึ้นมาเราจะทำอะไรได้ เราจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน ช่วยคิดด้วย บอกไว้เลย คุณทักษิณน่ะไม่น่ากลัวเท่าพวกนี้หรอก พวกนี้น่ากลัวกว่าเยอะ น่ากลัวจริงๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า” (เผยตัว)

“ถ้าพวกพาลทะมารมีสมองสักนิดหนึ่ง คงไม่ก่อความเดือดร้อนให้บ้านเมืองหรอก พนักงานบริษัทในโรงงานต่างๆ เขาอยากไปขับไล่พวกพาลทะมารนะ แต่เขาก็มีสมองคิดได้เขาก็เลยไม่ไป แต่ถ้าหากหมดความอดทนจริงๆ ก็ไม่แน่นะ คนทำงานส่วนมากเขาเป็นคนจนมาจากบ้านนอก การศึกษาต่ำ แต่น่าแปลกที่ว่าเขามีสมองกว่าคนร่ำรวยที่เรียนกันสูงๆ ที่เห็นแก่เงินจ้าง ที่เสียผลประโยชน์ ก็เลยออกมาประท้วงเอา คิดเอาเถอะ ถ้าพวกนี้เก่งจริงฉลาดจริง คงได้เป็นนายกฯ ไปแล้วล่ะ ไม่ใช่จะมางอแงเอาเหมือนเด็ก” (sodick)

“กบฏชัดๆ คิดว่าตัวเองเป็นใคร บุกกรมตำรวจ บุกทำเนียบ ทำลายของหลวง มันใช้สมองรึใช้อะไรคิดถึงกล้าทำอย่างนั้น คงคิดว่าตัวเองทำถูกแล้วสินะ คนรักประเทศเขาทำกันอย่างนี้หรอ รักแต่ปาก ปากดีจริงๆ แต่ดูการกระทำของมันสิ พวกที่สมควรถูกขับไล่น่าจะเป็นพวกพันธมิตรฯ มากกว่านะ” (nongcraft)

“แล้ว 30 : 70 ล่ะ แกนนำพูดเองนะ ประเทศไทยอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้หรอก ตอนนี้เป้าหมายมันเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนแล้ว เมื่อก่อนนะยอมรับว่าสนับสนุน” (อนาถ)

หรือจะเป็นบางกระทู้ก็มีการตั้งปุจฉา และเสวนาให้ความรู้กันอย่างน่าสนใจ

“สนับสนุนพันธมิตรฯ...แล้วจะต้องมาเสียใจภายหลัง 70 : 30 ลัทธิลิ้มลองจอมเผด็จการ ลิ้มลองผู้แสวงหาอำนาจทางลัด นิยม “เลนิน” ถ้าเชื่อสนธิลิ้ม ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร?

“เลนิน” นั้นเป็นหนึ่งในนามแฝงที่ใช้ในการปฏิวัติ เดิมมีชื่อสกุลว่าอูเลียนอฟ (Ulyanov) ได้รับการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยคาซาน และเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เลนินถูกจำคุกระหว่าง พ.ศ.2438-2440 และในปีต่อมาถูกเนรเทศไปไซบีเรียจนถึง พ.ศ.2443 เนื่องจากเข้าขบวนการปฏิวัติใต้ดิน หลังการปฏิวัติเลนินได้เป็นหัวหน้าพรรค “บอลเชวิค” (Bolshevik) ที่ทำการปฏิวัติล้มล้างระบบกษัตริย์ของรัสเซีย ในปี พ.ศ.2460 และตั้งตนเป็นผู้นำประเทศ และรีบทำการเจรจาสงบศึกกับฝ่ายเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อทุ่มกำลังปราบปรามฝ่ายต่อต้านในสงครามกลางเมืองของรัสเซีย ที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ.2461-2464

เลนินมีความเชื่อมั่นในระบอบสังคมนิยม จึงรวบอำนาจมารวมไว้ในพรรคคอมมิวนิสต์ และเริ่มปรับเปลี่ยนระบบควบคุมจากส่วนกลางที่เข้มงวดและเหี้ยมโหดของพวกบอลเชวิค มาทุ่มเทการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในแนวใหม่ที่เรียกว่า “นโยบายเศรษฐกิจแนวใหม่” (New Economic Policy) อย่างเต็มที่ เพื่อล้มระบอบทุนนิยม นี่มันคือการล่มชาติ...ไม่ใช่กู้ชาติ” (DOT106)

“ผมเห็นอำนาจบางอย่างจากเหตุการณ์นี้ คงมีคนเพียงบางกลุ่มรู้ว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นั้นจะทำให้สังคมไทยสูญเสียคุณงามความดีที่บรรพบุรุษไทยทุกรุ่นได้รักษามา สิ่งที่ผมแสดงความเห็นนี้ ผมเพียงต้องการให้คนไทยตรองให้ถี่ถ้วน ความเป็นอยู่อย่างไทย อยู่อย่างพอเพียง และอยู่อย่างเพียงพอนั้นเป็นส่วนประกอบของชีวิตที่สำคัญส่วนหนึ่ง วันนี้ขาดไปเพราะคนบางกลุ่มที่เห็นแก่เงิน เห็นแก่อำนาจ ใช้ปัญญากับคนที่ด้อยกว่าสร้างความชอบธรรมและบรรทัดฐานที่ซ่อนเร้นไปด้วยแผนการที่แยบยลกับคนที่โอกาสน้อยกว่า และท้ายที่สุดคนเหล่านั้นกลับกลายเป็นเครื่องมือและการ์ดคุ้มครองให้กับพวกของตน

ทำไม ทำไม ทำไม คนกลุ่มที่มีอำนาจถึงเห็นแก่ตัวเช่นนี้ ไทยเป็นเมืองพุทธแท้ๆ แต่คนกลุ่มหนึ่งกลับเห็นแก่ผลประโยชน์ หรือจะว่าเห็นแก่ตัวก็ไม่ผิด

จากบทพิสูจน์นี้ ท่านผู้ใดที่เคยได้รับรู้และฟังธรรมเรื่องคำทำนายของพระพุทธเจ้าว่า หลังจากพุทธศักราช 2500 จะเป็นยุคที่เสื่อมลง วันนี้เริ่มเห็นชัดมากขึ้น ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนไทยทั้งหลาย ประเทศไทยของเราจะเสื่อมเร็วหรือเสื่อมช้านั้น จะขึ้นอยู่กับคนไทยทุกคน

ทุกวันนี้เนื้อแท้ของปัญหาคือเงิน คนส่วนใหญ่ของประเทศเอาเงินเป็นใหญ่ พร้อมกับใช้ปัญญาเอาจุดด้อยของคนในสังคมมาสร้างความชอบธรรมให้กลุ่มก้อนของตน ความสุขที่แท้จริงอยู่ภายใน คือ จิตสงบ ลองสิครับ สร้างความพอเพียงให้กับชีวิตของทุกคน ผมเชื่อ แล้วคุณจะพบความสุขที่ประเสริฐสำหรับชีวิต และเห็นสีแต่และสีได้อย่างชัดเจน เพราะคุณเองจะได้ธรรมเป็นเครื่องรู้เฉพาะตน”

หรือจะเป็น...กระทู้นี้

“เลือกผู้ว่าฯ กทม. ทำไมล่ะ อ้ายโง่ เอ๊ย!!! ไปถามเลยสิครับว่าท่านหัวหน้าแกนนำพันทะมิด จะให้เอาใครมาเป็น ผู้ว่าฯ กทม. แค่เนี่ยจบ ไม่ต้องเปลืองงบประมาณด้วย ตอนแรกเราก็เห็นว่า ปชป. จะเป็นแค่อีแอบ วันนี้โผล่ไปช่วยพันทะมิด ตอนแรกเราก็ว่าพี่ธิจะโดน ปชป. หลอกตูดบานแบบประชัย ทำไปทำมา อ้ายธิมันฉลาดว้อย!!!...

คราวนี้ปัญหาหนักและใหญ่หลวงมาตกที่ ปชป. เข้าจังเบ้อเริ่ม...ประชาชนส่วนใหญ่จะไม่ไว้ใจนักการเมือง ปชป. เพราะชอบเล่นกฎหมู่ ง่ายๆ คือการจะเป็นรัฐบาลได้ต้องอาศัยกิจกรรมเคลื่อนไหวมวลชน แล้วไงต่อล่ะ อ้ายระบบการเลือกตั้งตามระบอบที่นานาประเทศเขาใช้ เราไม่เอาแล้ว หมายความว่ารัฐจะดำเนินนโยบายการเมืองแบบใด มีวิธีการบริหารแบบใด นั่นไม่ไช่เรื่องสำคัญ เพราะความสำคัญมันอยู่ที่ 5 แกนนำพันทะมิดจะชี้อนาคตของประเทศไปทางไหน เอาล่ะ

เมื่อเสร็จศึกฆ่าขุนทัพทิ้ง อันนั่นมันตลกไปแล้ว ทุกคนอ่านสามก๊กกันปรุ เข้าใจการเป็นผู้นำและผู้ตามแบบฉบับซุนวูกันแจ่มแจ้ง ปชป. คุณตกกับดักตัวเองเข้าให้แล้ว ก้าวต่อไม่ได้ ถอยลงกลับที่เดิมก็ไม่ได้ จำใจต้องบริหารบ้านเมืองจากผู้ถือสายจูงให้มันเกิด แต่มามีผู้จูงคุณ คุณกลับมาสู่ระบบรัฐสภา ก็จะเจอนักการเมืองตรงข้ามเล่นงานเอาว่าไม่ได้เข้ามาบริหารด้วยความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย คุณถอยลงไปก็จะเจอแรงกดดันจากประชาชนส่วนใหญ่ อ้ายธิมันรอด และไม่รอดธรรมดา แต่กลับกลายเป็นหมาล่าเนื้อ (แทะเนื้อเถือหนังเอากับท่าน เข้าทำนอง บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ) ฆ่ามันทิ้งก็ไม่ได้ เพราะความผิดไม่มีวันปิดมิด มันจะส่งกลิ่นเหม็นอบอวลอยู่ตลอด พี่ธิไม่ไช่หอกข้างแคร่ พี่ธิไม่ไช่หลงจู๊นั่งดีดลูกคิด แต่พี่ธิจะกลายเป็นนักปกครองไร้เงา ที่ ปชป. ต้องจดจำไปอีกนาน จะทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่อสำนักพระราชวัง ประชาชน และคนทั้งโลกเห็นการร่วมมือของนักการเมือง และนักเคลื่อนไหวมวลชนไปแล้ว ต้องคิดครับ ท่านสุทธิชัย หยุ่น ท่านคนเดียวในเมืองไทยที่เคยชนะพี่แม้ว (เรื่องไอทีวีเริ่มแรก)

เห็นครั้งที่แล้วบอกว่าเป็นพระ เพิ่งบวชยังสึกไม่ได้ เพราะติดเข้าพรรษา แล้วตอนนี้คุณเป็นอะไรครับ แพะหรืออย่างไร หรือแหกพรรษาออกมาแล้ว แสดงว่าคุณเนี่ยไม่ได้บวชในร่มกาสาวพัสตร์แน่ๆ คุณอาจจะแค่บวชกันคนบ้าสันติอโศกกระมัง คุณจะมัวมานั่งจมปลักรำพึงรำพันคิดกันเป็นหรือท่องจำกันเพียงแต่ซื้อเสียงขายเสียง

แต่ไม่เคยเรียบเรียงความคิดในสมองใหม่ ว่าทำอย่างไรเลยถึงจะให้ประชาชนเข้าใจ คิดได้ก็แต่เพียงสำเนียงของแกนนำลัทธิอุบาทว์ ประกาศกรอกหูไปวันๆ ว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ ต้องเป็นอย่างนั้น มันถึงจะเลอเลิศประเสริฐศรี ทั้งๆ ที่มีความคิดแบบสุดโต่ง โยงไม่ถึงกับลัทธินิยมคอมมิวนิสต์

คิดได้แค่เพียงอยากจะตั้งคนโน้น คนนี้ มานั่งตรงนี้ ตรงนั้น ตามแต่ใจตน คิดจะล้มล้างรัฐบาล โดยล้างผลาญกับทำความลำบากให้คนที่ไม่เห็นด้วย ประชาชนคนที่บริสุทธิ์ทำไมต้องมาสุดซวยไปกับความระยามของพวกท่าน หยุดการเดินรถไฟ สร้างความฉิบหายให้แก่รากหญ้า เพื่อเป็นการล้างแค้น ตอบแทนคนจนที่ไม่ยอมเลือกพวกนอมินี ปชป. ของพันธมิตรฯ...แถมยังคิดปิดสนามบินทุกแห่งหนเพื่อให้ผู้คนอลหม่าน

นี่หรือคือผลงานและสันดานดิบของคนพันธมิตรฯ แล้วยังมีหน้ามาคิดที่จะตัดน้ำ ตัดไฟ ให้ประชาชนคนทั้งประเทศเขาเดือดร้อน...ทำไมถึงคิดได้แต่สร้างความฉิบหาย เพียงเพราะอยากจะให้ ปชป. ได้เข้ามา...พันธมิตรฯ หรือ พันธของหมา ท่านอยากเป็นผู้กล้า หรืออยากเป็นแค่หมาบ้ากวนเมือง สร้างแต่เรื่องให้ประชาชนเขาเดือดร้อน และเมื่อถึงตอนนั้น ตอนที่เราๆ ท่านๆ มันจะนั่งทนให้ทำกันไม่ไหว หากหัวใจมันเดือด เลือดบนกระบาลของพันธมิตรฯ ทุกชีวิตที่จิตใจต่ำทราม อาจจะต้องเอามาล้างทาทั่วพื้นแผ่นดินไทย” (คนผ่านมา)

ไม่เอา...พันธมี๊ด... (jjj)

“หน้าตัวเมียครับพวกนี้ ขว้างระเบิดเอง โดนพวกกันเอง ดูภาพจาก NBT เมื่อคืนจากมุมสูง พวกมันขว้างใส่พวกกันเอง คิดดู ขนาดพวกเดียวกันมันยังเอาเป็นสถานการณ์เพื่อเป็นบันไดให้พวกมันชนะ คนเลวกว่านี้มีอีกไหม มีแต่พวกสถุนอ่ะ เวลาไปก็พูดแต่คำหยาบ นึกว่าพวกตำรวจจะเอาจริงซะแล้ว กำลังจะดีใจ เซงไปเลย

คนพวกนี้หรือที่เป็นผู้นำ ใช้เด็ก คนแก่ ผู้หญิง เป็นโล่ อ้างว่าไปเอง แต่ผู้ชายก็มีเยอะ ทำไมไม่บอกให้ผู้ชายตัวใหญ่ๆ ทำกัน

คนพวกนี้หรือที่เป็นผู้นำ เก่งแต่ปาก พอจะเข้าไปจับไปนั่งทำไมกลางวง

คนพวกนี้หรือที่เป็นผู้นำ ชวนให้เครือข่ายของตัวเองหยุดงาน สร้างความเดือดร้อนแก่ประเทศ (ถ้าพวกมันได้เป็น รมต. จะเกิดอะไรขึ้น ไม่พอใจก็ปิดประเทศไปเลยสินะ)

เชื่อคำในหลวงไม่ดีกว่าหรือ กู้เพื่ออะไรในเมื่อชาติไม่มีอะไรให้กู้ ได้รับคำชัยชนะบนซากปรักหักพัง ภูมิใจแล้วหรือยัง
พวกที่ประท้วงตลอดเวลา 3 เดือนนี้ อยากรู้ว่าไม่ต้องทำงานแล้วเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายกัน หรือว่าทุกคนที่มารวยกันอยู่แล้วเลยไม่ต้องทำงาน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการประท้วงและก่อกวนใครเป็นคนจ่าย เพราะดูแล้วต้องใช้เงินเยอะมาก และพวกที่บุกยึด NBT มาจากหน่วยไหน ใครส่งมาร่วม

ถ้าล้มรัฐบาลนี้แล้วใครจะมาบริหาร ปชป. คงไม่เหมาะสม เพราะมาขับไล่นอกสภาเพื่อจะเป็นรัฐบาล หากว่าได้เป็น จะเกิดอะไรขึ้นลองคิดดู เช่น ต้องมีผู้มาประท้วงอีก เกิดการถอนทุนเพราะไม่ได้เป็นรัฐบาลมานาน สรุปใครมาบริหารก็เหมือนกัน เอาแต่พรรคพวกตัวเองทั้งนั้น” (ปลงตกแล้ว)

“พวกพันธมิตรฯ เมื่อไรพวกคุณจะหยุดสักที บ้านเมืองไม่น่าอยู่ก็เพราะพวกคุณนี่แหละ รัฐบาลเขาเพิ่งได้รับการเลือกตั้งมา ทำไมไม่ให้เขาทำงานก่อน อะไรๆ ก็จะออกมาประท้วง ที่ต้องการประท้วงนี้ไม่ทราบว่าพวกคุณต้องการอะไร
อย่ามาอ้างว่าทำเพื่อประชาชนนะ เพราะฉันก็เป็นประชาชนซึ่งไม่เห็นด้วย และยังรู้สึกว่าไม่เห็นจะได้อะไรเลย แถมสร้างความรำคาญอีกด้วย ทำให้ประเทศชาติวุ่นวาย ทำให้เศรษฐกิจแย่ ทุกวันนี้ บ้านเมืองรวมถึงเศรษฐกิจโลกก็เกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยังจะมาทำให้วุ่นวายเข้าไปกันใหญ่โต รู้จักพอเพียงบ้างนะ เป็นกำลังใจให้นายกฯ สมัคร สู้ๆ อย่ายอมแพ้พวกอันธพาล

ชั่วจริงๆ เลย พวกกบฏ ทำลายชาติ พวกนี้มันมีพรรค ปชป. ให้การสนับสนุน แล้วก็มีพ่อค้ายาเสพติด เจ้ามือหวย สื่อที่ไร้จรรยาบรรณ ข้าราชการ ทหารนอกรีต ให้การสนับสนุน มันทำกันเป็นขบวนการ” (ทหาร)

“พันธมิตรฯ ออกไป เราไม่ต้องการ เราเลือกรัฐบาลแล้ว พวกคุณไม่มีสิทธิ์” (กกา)

“เมื่อก่อนไม่ได้ชอบพันธมิตรฯ ไม่ได้เกลียดรัฐบาล ไม่เกลียดฝ่ายค้าน ถือว่าพันธมิตรฯ มีสิทธิ์ที่จะไม่ชอบใครๆ เหมือนคนทุกคน และมีสิทธิ์พูดคำหยาบคายด่าคนอื่นข้างถนนไปวันๆ

แต่วันนี้ความเป็นอันธพาลมันเกิดขึ้น ถามว่าถ้าเราไปทุบป้อมตำรวจ เราถูกจับไหม เราถูกจับ แต่พันธมิตรฯ ไม่ถูกจับ โปรดสังเกตกันดีๆ ว่าวันนี้มันเกินเส้นประชาธิปไตยหรือยัง หรือว่าหน้าที่ประชาชนนอกจากเลือกตั้งแล้วยังต้องไปชุมนุมเพื่อร่วมประท้วงกับเขาด้วย เพื่อแสดงว่าเราเป็นประชาธิปไตย ฟังข่าวพันธมิตรฯ บอกว่าถ้านายกฯ สมัคร ลาออก ก็จะขอหยุดชุมนุมชั่วคราว

แล้วถ้าเกิดไม่ชอบนายกฯ คนใหม่ ก็จะลุกขึ้นมาทำอย่างนี้อีกใช่ไหม แล้วเมื่อไรมันจะจบ สงสารในหลวง” (lovelylk)
“พวกคุณคิดบ้างไหม ทำให้ประชาชนเดือดร้อนแค่ไหน ก็ทำอะไรช่วยมีความคิดหน่อยนะคะ ถ้าแกนนำไม่มีผลประโยชน์เขาคงไม่มาประท้วงหรอกค่ะ แล้วที่ด่าคนอื่นไม่ดี แล้วคุณเชื่อก็เพราะคุณเปิดดูเเต่ ASTV แล้วเขาก็คงไม่บอกคุณหรอกว่าเขาได้ประโยชน์อะไร บอกแต่ทำตามกฎหมาย แต่พอศาลออกหมายมาก็ไม่ทำตาม

พอตำรวจบุกเข้าไปก็ฟ้องร้อง แล้วทีพวกคุณบุกยึด NBT ทำร้ายพนักงาน ไม่เห็นมีแกนนำตัวไหนออกมารับผิดชอบ แล้วที่พวกคุณเห็นแต่ตำรวจทำร้ายประชาชน แล้วคุณเห็นภาพที่พวก พธม. ทำร้ายตำรวจบ้างไหม” (ความคิด)

“ที่แท้ก็เป็นแผนของ ปชป. นั่นเองครับพี่น้อง...ตอนที่พรรค ปชป. ไปดูอาการของพวกพันธมิตรฯ ที่ได้รับบาดเจ็บ พวกคุณคิดว่าทำถูกแล้วหรือ...แล้วพวกตำรวจที่ปกป้องบ้านเมืองล่ะ ไม่เห็นสงสารพวกตำรวจบ้างเลย...ที่จริงเป็นแผนของพรรค ปชป. ทั้งนั้น...แล้วพวกคุณ พวกพันธมิตรฯ จะทำลายชาติไปถึงไหน...ไม่รู้หรือว่าตอนนี้บ้านเมืองกำลังแย่แล้ว...พวกนี้เกิดชาติหน้าไม่ต้องมีบ้านเมืองได้อยู่...ชาตินี้มีบ้านเมืองอยู่ยังทำลายกันได้...อย่าพูดว่า...รักชาติและกู้ชาติเลย พวกมารจริงๆ อายพวกหมาบ้างสิ...ไม่รู้ว่าจะเปรียบกับสัตว์แบบไหนดี...สัตว์มันยังรักเจ้านายเลย...สงสารบ้านเมืองมากๆๆๆ...รักพ่อหลวงกันแบบไหนไม่เข้าใจ...พวก 9 กบฏไม่มีสัจจะในตัวเอง” (เกลียดพันธมิตรฯ จนเกิน...)

“พวก 9 กบฏ ธาตุแท้ก็ออกมาจริงๆ ขนาดศาลสั่งแล้วยังไม่ฟัง อย่างนี้เขาจะเรียกว่าเป็นคนอยู่หรือเปล่า รักชาติหรือเปล่า หรือรักอำนาจกันแน่” (i)

“แล้วถ้าในอนาคตพันธมิตรฯ ไม่พอใจอะไรขึ้นมาอีก...ก็คงจะลุกขึ้นมาประท้วงอีกใช่มั้ย!!!...” (ไม่เอ่ยนาม)

“เมื่อก่อนพอไหว เดี๋ยวนี้มันชักจะเกินไป ยิ่งใหญ่คับฟ้ากันจริง หาญกล้า จะตั้งนายกฯ เอง โดยไม่ฟังเสียงคนส่วนใหญ่ หรือเมืองไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลง” (*0*)

พันธมิตรฯ...ฟังเอาไว้ เพราะเหล่านี้ก็เสียงประชาชนเหมือนกัน ที่สำคัญเป็นเสียงบริสุทธิ์ที่ไม่ได้ผูกโยงกับผลประโยชน์ ไม่ได้ทำงานรับใช้ถวายหัวให้ใคร ไม่ได้จ้องทำลายใคร ไม่ได้อยากยิ่งใหญ่ ไม่บ้าเลือด ไม่กระหายอำนาจ และพอจะสัมผัสได้ว่ายังมีความรักชาติ ห่วงใยชาติ มากกว่าใครบางคนที่ปากว่าตาขยิบ

รัชฎาภรณ์ ม่วงทำ



อนุพงษ์ ยันใช้มาตรการเจรจา ไม่ให้สองฝ่ายปะทะกัน

อนุพงษ์ ยืนยัน กองทัพบกมีกรอบหน้าที่รับผิดชอบที่มีต่อรัฐบาล ส่วนปัญหาความขัดแย้งของรัฐบาล กองทัพบก ไม่มีหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาของรัฐบาลเอง

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) แถลงข่าว หลังการประชุมประเมินสถานการณ์เหตุปะทะรุนแรงระหว่างกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ(นปก.) กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ข้อสรุปว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร(กทม.) จะเนินการตามกรอบกฎหมาย และดำเนินภารกิจไม่ไม่ให้เกิดความสูญเสีย การแก้ปัญหาจะใช้หลายๆ มาตรการ เริ่มจากการที่จะสร้างความเข้าใจให้กับคนในชาติ เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ยังมีหนทางที่จะแก้ปัญหาโดยใช้แนวทางเจรจาพูดคุยหรือใช้มาตรการที่เหมาะสม

ส่วนมาตรการในการดูแลเรื่องที่มีคนบางกลุ่มเข้ามาในพื้นที่กทม.และเกิดการปะทะกัน ในส่วนกองทัพภาคที่ 1 ดูแลได้โดยใช้มาตรการไม่ให้ทั้งสองฝ่ายมาปะทะกัน โดยจะปฎิบัติการด้วยการไม่



ตำรวจเตรียมดำเนินคดี “จิตตนาถ ลิ้มทองกุล” ลูกเจ๊กกบฏ

เลขานุการ รมว.มหาดไทย ชี้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจหากผละงานร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ มีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เผยเจรจาเรียบร้อยแล้วไม่มีการตัดน้ำตัดไฟ พร้อมดำเนินคดี “จิตตนาถ ลิ้มทองกุล” และแกนนำพันธมิตรฯ รุ่น 2 อีกกว่า 30 คนในข้อหากบฏ ปลุกระดม มีโทษถึงประหารชีวิต

นายศุภชัย ใจสมุทร เลขานุการ รมว.มหาดไทย โฆษกกระทรวงมหาดไทย แถลงถึงกรณีที่สหภาพแรงงงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ จะดำเนินการตัดน้ำตัดไฟหน่วยงานราชการนั้น ทาง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รมว.มหาดไทย ได้กำชับไปยังผู้ว่าการรัฐวิสาหกิจทั้ง 4 แห่งในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ให้ไปดำเนินการเจรจากับกรรมการสหภาพแรงรัฐวิสาหกิจทั้ง 4 แห่ง ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้ว่าการรัฐวิสาหกิจทั้งหมดดังกล่าวว่า สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจจะไม่ดำเนินการตัดน้ำตัดไฟ หรือผละงาน ขณะเดียวกัน พนักงานรัฐวิสาหกิจทั้ง 4 แห่ง ยังยืนยันด้วยว่าจะไม่ไปร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ และจะไม่ดำเนินการใดๆ ที่ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ในวันนี้ยังยืนยันว่า 4 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจดังกล่าวจะไม่กระทำการใดๆ ให้เกิดความเดือนร้อนต่อประชาชน อย่างไรก็ตาม ทางผู้ว่าการรัฐวิสาหกิจดังกล่าวทั้ง 4 แห่งได้มีการเตรียมแผนไว้รองรับหากเกิดกรณีผิดพลาด โดยสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจไม่ทำตามข้อตกลงหากมีการผละงานเกิดขึ้น ได้มีการเตรียมพนักงานของแต่ละรัฐวิสาหกิจ ไปรับช่วงต่อดำเนินการได้ทันทีแล้ว พร้อมกันนี้ขอประชาสัมพันธ์ไปยังพนักงานที่เกษียณไปแล้ว และประสงค์ที่จะช่วยงานราชการ ให้แจ้งความประสงค์ไปยังต้นสังกัดเดิมเพื่อหากกรณีจำเป็นเกิดขึ้นก็สามารถเรียกตัวเข้ามาดำเนินการได้ทันที

“รมว.มหาดไทย ยังได้กำชับไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้ประสานงานกับผู้การจังหวัดในการป้องกันไม่ให้เกิดความเดือดรอนร้อนกับประชาชน ผมขอวิงวอนไปยังสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ อย่าดำเนินการใดๆ ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน รัฐวิสาหกิจก็เหมือนเป็นเพื่อนร่วมงานกับรัฐบาล ซึ่งขณะนี้มีการประกาศ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินไปแล้ว หากสหภาพฯ ใดดำเนินการก็จะมีความผิด และจะถูกดำเนินการตามกฏหมาย ซึ่งการออกมาเตือนครั้งนี้ เป็นการเจรจาแบบสันติวิธี” นายศุภชัยกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเจรจากับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจในครั้งนี้ ทางรัฐบาลมีเงื่อนไขพิเศษอะไรหรือไม่ นายศุภชัยตอบว่า ไม่มีเงื่อนไขอะไร มีเพียงเงื่อนไขเดียวคือเพื่อบ้านเมือง

เลขานุการ รมว.มหาดไทย ยังกล่าวถึงสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีด้วยว่า ขณะนี้ทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ได้ออกประกาศในทำนองว่า ผู้ที่เข้ามาร่วมชุมนุมแม้จะขัดต่อ พ.ร.ก.ก็จะมีโทษเพียงจำคุก 2 ปีเท่านั้น ซึ่งกรณีดังกล่าวประกาศโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และพล.ต.จำลอง ได้ปลุกระดมในลักษณะเช่นนี้มาโดยตลอด ซึ่งเป็นการพูดความจริง 1 ใน 4 เท่านั้น ไม่ถึงครึ่ง เพราะความจริงการเข้าไปชุมนุมในสถานที่ราชการ นอกจากจะผิดต่อ พ.ร.ก.แล้ว ยังจะผิดในข้อหาบุกรุก และหากมีการฆ่าคนตายก็จะถูกดำเนินคดีฆ่าคนตายด้วย ซึ่ง พล.ต.จำลองเองก็ถูกออกหมายจับในข้อหากบฏ มีโทษถึงประหารชีวิต เมื่อซักว่ากรณีดังกล่าวรัฐบาลจะดำเนินการตัดสัญญาณเอเอสทีวีหรือไม่ นายศุภชัย ตอบว่า การดำเนินการดังกล่วเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นตาม พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินไปแล้ว

“ขณะนี้พนักงานสอบสวนกำลังพิจารณาเพื่อดำเนินคดีต่อนายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอเอสทีวี บุตรชายนายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ และแกนนำรุ่น 2 คนอื่นๆ อีกกว่า 30 คนในข้อหากบฏ และบุกรุกสถานที่ราชการด้วย” นายศุภชัยกล่าว