WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 3, 2008

พลังบริสุทธิ์

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

ดึกดื่นคืนหนึ่ง ขณะที่แทบทุกบ้านในประเทศนี้คงกำลังนั่งติดขอบจอ เฝ้าดูสถานการณ์กลางกรุงอย่างใจจดใจจ่อ ฉันได้เห็นน้ำตาลูกผู้ชายของเพื่อนคนหนึ่งที่นั่งตามข่าวอยู่ด้วยกัน คืนนั้นนอกจากโทรศัพท์และโทรทัศน์ ในอินเตอร์เน็ตก็ยังคุย “เอ็มเอสเอ็น” กันยกใหญ่

ทุกคนตกใจและกังวลใจกับสถานการณ์คืนนั้น ช่วงเย็นที่เหตุการณ์ยังปกติ เราหลายคนนัดกันว่าจะไปวันพรุ่งนี้ (คือวันอังคาร) ตั้งใจจะไปดูทั้งสองฝ่ายอย่างไม่คิดจะสอดแนมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ไปร่วมในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่อยากรับฟังเหตุผล และอยากเห็นทุกคนทุกฝ่าย “หันหน้าเข้าหากัน” (ประโยคที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่ารูปธรรมของการหันหน้าเข้าหากันมันเป็นยังไง (วะ))

ฉันกับเพื่อนมักได้เข้าร่วมการชุมนุมต่างๆ กันบ่อยๆ ไม่ใช่เพราะพวกเรานิยมความแตกแยกขัดแย้ง หากแต่มันเป็นสิ่งสะท้อนพัฒนาการการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอย่างเราๆ จะถูกจะผิดอย่างไรไว้ว่ากันทีหลัง แต่ในระดับสำนึกการมีส่วนร่วมมันสะท้อนผ่านม็อบได้…ฉันว่าอย่างนั้นนะ จะผิดหรือถูกทฤษฎีก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าทุกครั้งที่เราไปร่วมการชุมนุม เราก็จะได้ทึ่งระคนตื้นตันเสมอที่ได้เห็นภาพ “พลังบริสุทธิ์” ตั้งแต่เด็กยันคนชรา เห็นความกระตือรือร้น เห็นโรงเรียนการเมืองขนาดใหญ่กว่ามหาวิทยาลัย และเห็นน้ำใจของคนไทยด้วยกัน เช่น ชักชวนนั่งเสื่อผืนเดียวกัน เป็นต้น

ฉันกล้าพูดได้ว่าในทุกๆ ม็อบมีพลังบริสุทธิ์ และฉันนับถือหัวใจของคนพวกนั้น แม้ว่าจะคิดไม่ตรงกันไปเสียทุกอย่างก็ตามที ใครบางคนอาจเลือกโฟกัสไปที่ม็อบรับจ้าง แต่ฉันไม่สนใจ…จะมัวจับผิดไปทำไมหากยังมีคนอีกตั้งมากมายที่เขามาด้วยความเชื่อ ศรัทธา และความคิดมุ่งหวังปรารถนาดีส่วนตัวจริงๆ

เท่าที่เห็น ฉันว่าแกนนำม็อบ (บางคน) ควรเลิกอ้างว่า “เราไม่ต้องการทอดทิ้งมวลชน” ในการทำอะไรสุดโต่งหรือดันทุรังอีกแล้ว เพราะในทางกลับกัน ฉันว่าแกนนำต่างหากที่มีความปลอดภัยอย่างยิ่ง มีทั้งบอดี้การ์ดล้อมหน้าล้อมหลัง และเจ้าหน้าที่บ้านเมืองคุ้มกันให้ห่างๆ (เพราะถ้าแกนนำเป็นอะไรไป รัฐก็กลายเป็นจำเลยทันที) ต่างจากมวลชนที่ยืนบนพื้นดิน อยู่แนวหน้า เจออะไรก็เจอก่อน ในแง่นี้มวลชนต่างหากที่ควรตะโกนว่า “เราจะไม่ทิ้งคุณ (แกนนำ)” หรือไม่ก็แกนนำนั่นแหละที่ต้องตะโกน “มวลชนอย่าทิ้งเรา…”

ที่ผ่านมาเห็นแต่ภาพผู้หญิง เด็ก คนชรา นั่งล้อมหน้าล้อมหลังเป็นกำแพงมนุษย์เพื่อปกป้องแกนนำของเขาอย่างเปี่ยมไปด้วยความรักและศรัทธา ฝากถามแกนนำด้วยว่า ได้เคยจริงใจกับมวลชนของคุณหรือเปล่า เอาแค่ปราศรัยด้วยความจริงครึ่งหนึ่งของทั้งหมดที่พูดมาก็ยังดี

ปฏิญา ยอดเมฆ



ความจริงที่ “เมืองไทย”

คอลัมน์: ละครชีวิต

ยิ่งนานวัน ผมก็ยิ่งสงสาร “คนไทย” ในฐานะเจ้าของประเทศ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ถูกเอารัดเอาเปรียบมาโดยตลอด

ต้องยอมรับว่าคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่ทำนา เป็นลูกจ้าง ขายแรงงาน และส่วนใหญ่จะมีฐานะยากจน ทำมาหากินด้วยความยากลำบาก

ทั้งนี้ก็เพราะปัจจัยหลายอย่าง ดังนั้นปัญหาความยากจนจึงเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ซึ่งรัฐบาลในอดีตไม่มีรัฐบาลไหนเข้ามาเหลียวแลเลย

ที่บอกว่าไม่มีใครมาเหลียวแลนั้นไม่ได้พูดเกินเลยจากความเป็นจริง เพราะที่ผ่านมามีเพียงแค่ “รัฐบาลสร้างภาพ” ไม่มีผลงานเป็นรูปธรรม ที่ประชาชนสัมผัสได้

พอมาในยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ริเริ่มนโยบายช่วยเหลือคนจน ซึ่งเป็นคนไทยแท้ๆ

ผมขอย้ำว่า “คนไทยแท้ๆ” เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้สั่งการให้ทุกกระทรวง ทุกกรม ลงไปดูแลแก้ปัญหาอย่างจริงๆ

ช่วงนั้นทำให้ “คนจน” เริ่มมีความหวังขึ้นมา บางคนกู้เงินไปลงทุนทำมาค้าขายเล็กๆ น้อยๆ มีรายได้เลี้ยงครอบครัว

ส่วนบางคนนำไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายก็มีครับ ไม่ใช่ไม่มี แต่ก็เป็น “ส่วนน้อย”

วันนี้ผมอยากให้ประชาชนได้อ่านบทความของนักข่าวต่างประเทศอีกครั้งที่ระบุว่า ผู้ที่ประท้วงในกรุงเทพฯ เป็นสมาชิกของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นการรวมตัวกันหลวมๆ ของกลุ่มนักธุรกิจ และชนชั้นกลางในเมือง

พวกเขาต้องการให้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช ลาออก เพราะพวกเขาอ้างว่านายสมัครเป็นหุ่นเชิดของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร

กลุ่มพันธมิตรฯ ประณามทักษิณอย่างเกลียดชังว่า คอร์รัปชั่นและใช้อำนาจโดยไม่ชอบ คนกลุ่มนี้เองที่รวมตัวจัดการประท้วงตามท้องถนนในกรุงเทพฯ ก่อนที่จะนำไปสู่การรัฐประหารโดยทหารเมื่อปี 2006 ซึ่งส่งผลให้ทักษิณต้องลี้ภัยทางการเมือง

ทำไม ทักษิณถึงมีความสำคัญมากนัก?

นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จจนมีเงินหลายพันล้านดอลลาร์ ถูกห้ามเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในไทย และปัจจุบันนี้พำนักอยู่ที่อังกฤษ เขาเดินทางหนีออกจากไทยเมื่อเดือนสิงหาคมปีนี้ หลังจากที่ปรากฏชัดขึ้นว่าเขาอาจจะโดนตัดสินให้จำคุก

แม้ว่าข้อเท็จจริงก็คือ ทักษิณไม่ได้อยู่ในไทยแล้ว แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังยืนยันว่าเขายังคงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่จัดตั้งขึ้นมาจากการรวมตัวของสมาชิกของพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบ และเป็นพรรคที่ชนะการเลือกตั้งทั่วไป ที่มีขึ้นในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

กลุ่มพันธมิตรฯ อ้างว่าพรรคพลังประชาชนเป็นเพียงตัวแทนของความทะเยอทะยานทางการเมืองของ ทักษิณ ชินวัตร คนจำนวนมากเชื่อว่าทักษิณให้การสนับสนุนทางการเงินแก่พรรคนี้

กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่า นายสมัครเป็นเพียงหุ่นเชิด ซึ่งมีทักษิณเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ ยังเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรมาจากการแต่งตั้งมากกว่าครึ่ง และต้องการให้มีการยอมรับบทบาททางการเมืองของกองทัพอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อเข้ามาแก้ไขข้อพิพาททางการเมือง

ทำไมกลุ่มพันธมิตรฯ ถึงจงเกลียดจงชังทักษิณ?

ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีของไทยอยู่ในตำแหน่งไม่นาน หรือมิฉะนั้นก็ไม่มีอำนาจมากนัก แต่แล้วเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นนายกฯ เขาได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบทางการเมือง

นโยบายประชานิยมของเขาทำให้เขาได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในชนบทจำนวนมาก เขาเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ และ ส.ส. ของเขาก็กุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

การมาของทักษิณทำให้ประเทศไทยเผชิญกับผู้นำแบบใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน ชนชั้นนำที่เคยมีอำนาจรู้สึกหวาดกลัวทักษิณ เพราะฐานความนิยมและคะแนนเสียงของทักษิณกว้างขวางมาก พวกเขาจึงกล่าวหาทักษิณว่า คอร์รัปชั่นและประพฤติไม่ชอบในหน้าที่

กลุ่มพันธมิตรฯ ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนหรือไม่?

สังคมไทยแตกแยกกันโดยสิ้นเชิงและอย่างรุนแรงในเรื่องนี้ คนจนในชนบทยังให้การสนับสนุนทักษิณอย่างเข้มแข็ง ทำให้พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว

เป็นเรื่องที่ยุติธรรมถ้าจะบอกว่า คนจำนวนมากได้ลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชนเพราะพวกเขาต้องการทักษิณ และนโยบายประชานิยมของทักษิณ

แต่ทักษิณยังคงไม่ได้รับความนิยมจากบรรดาชนชั้นสูงในเมือง

อย่างไรก็ดี กระแสการประท้วงครั้งนี้เทียบไม่ได้กับเมื่อครั้งก่อน ที่มีการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 เพราะการประท้วงคราวนี้ มีขึ้นในเขตเล็กๆ ไม่กี่แห่งในกรุงเทพฯ เท่านั้น

นี่คือ ความจริงของเมืองไทยที่สื่อมวลชนไทยไม่ได้นำเสนอ!

ลวดหนาม



คอลัมน์: สามเหลี่ยมดินแดง


คอลัมน์: สามเหลี่ยมดินแดง

** กลับมารายงานตัวขุดคุ้ย คุยข่าว ณ พล ประจำการทำหน้าที่ บนหน้า 5 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์รายวัน ฉบับประจำวันที่ 3 กันยายน พุทธศักราช 2551 วันที่คนกรุงเทพฯ อยู่ท่ามกลางการประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ชุมนุมป่วนเมืองมาครบรอบ 101 วัน และสมใจ พวกมัน เพราะมีคนตายสังเวยความ บ้าเลือดไปแล้ว 1 ราย

** ณ พล ขอเชิญชวนยืนไว้อาลัยให้กับ ณรงค์ศักดิ์ กอบไธสง เหยื่อพวกโจรกบฏนอกกฎหมาย แม้จะไม่ใช่รายแรกที่ถูกอำนาจเถื่อนทำร้าย แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะถึงขั้นมุ่งหมายเอาชีวิตกันเช่นนี้ เป็นบทเรียนให้กลุ่มต่อต้านฯ และให้ประชาชนพินิจพิจารณา ว่าคำประกาศของม็อบชั่ว ที่อ้างการใช้สิทธิชุมนุมอย่างสงบโดยปราศจากอาวุธ ตาม ม.63 เป็นเรื่องโกหกตอแหลมาตั้งแต่ต้น

** ไม่เพียงแค่ไม้กอล์ฟจำนวนมหาศาล ไม้เบสบอล ท่อนไม้ หรือแม้แต่กระบองตอกตะปูเอาไว้โดยรอบ ที่ตำรวจบุกทลายคลังแสงสะพานมัฆวาน จนเกิดการกระทบกระทั่ง กลายเป็นเรื่องเอามาจุดชนวน ปลุกเร้าให้เกิดความโกลาหลเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นชัดๆ ว่ามีการพกอาวุธมีด อาวุธปืนเอาไว้พร้อมที่จะประจัญหน้ากับกลุ่มคนที่คิดเห็นแตกต่าง หรือแม้แต่การต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจหากจะมีการเข้าสลายการชุมนุม

** แม้ว่า สุริยะใส กตะศิลา จะกล้าออกมาแก้ต่างน้ำขุ่นๆ ว่าเป็นเรื่องของ พวก นปก. ที่ไล่ยิงกันเอง แต่ก็คงไม่ได้ช่วยให้ภาพลักษณ์ โจรกบฏ ดีขึ้นได้ เพราะแม้แต่ เด็กอมมือ ก็ยังรับไม่ได้กับวาทะของพวก ผู้ใหญ่อมตีน ที่กล้าโกหกหน้าด้านๆ เหมือนเมื่อคราวมีโจร 85 คน บุกปล้นสถานีโทรทัศน์ NBT ทำลายข้าวของทางราชการป่นปี้

** ทวนความจำกันอีกที คนหนึ่งชื่อ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ เป็นรองผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ส่วนอีกคนชื่อ นัสเซอร์ ยีหมะ เป็นแกนนำทีมการ์ด แต่ สุริยะใส เองก็ยังเคยอ้างว่าเป็นฝีมือของ นปก. ปฏิเสธว่าไม่มีความเกี่ยวข้อง แต่กลับส่ง นิติธร ล้ำเหลือ ทนายความพันธมิตรฯ ไปยื่นขอประกันตัวเฉพาะ 2 โจรที่ว่า ตามมาด้วยการเข้าไปดูแลผู้ต้องหาของ นิพิธ อินทรสมบัติ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่อ้างว่าเข้าไปดูแลในฐานะนักกฎหมาย

** ที่สำคัญทั้ง สุริยะใส-นิติรัตน์-นัสเซอร์ ยังผูกเชื่อมกันด้วยความเป็นศิษย์เก่า สนนท. แบบเดียวกับ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ออกมาพูดจาหน้าตาเฉยว่า การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นยาแรง แต่กลับไม่มองย้อนว่าสิ่งที่คนพวกนี้ก่อขึ้นมันเป็นโรคร้ายของชาติบ้านเมืองแค่ไหน ถ้าหาก อ.ปริญญา คิดจะวางตำแหน่งของตัวเองไว้ที่ความเป็นนักวิชาการ ก็คงจะต้องมองสถานการณ์บ้านเมืองด้วยพื้นฐานความเป็นจริงมากกว่านี้ และมากกว่าการทำตัวเป็นคอมเมนเตเตอร์ขาประจำสถานีไทยพีบีเอส โดยเฉพาะในช่วงของ กรุณา บัวคำศรี

** ในวันที่พันธมิตรฯ ออกมาชุมนุมป่วนเมือง ทำผิดกฎหมายสารพัด ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยอย่าง พ.ร.บ.จราจร ไปจนถึงหมิ่นประมาท หมิ่นสถาบันเบื้องสูง รวมทั้งข้อหากบฎ และขัดคำสั่งศาล กลับมีข้ออ้างสวยหรูว่าเป็น “อารยะขัดขืน” อ้างว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นชนวนให้เกิดการชุมนุม แต่พอถึงคราวกลุ่มต่อต้านฯ ออกมาเคลื่อนไหว เพราะไม่พอใจพฤติกรรม ดิบ-เถื่อน-ถ่อย กลับไม่หันไปพิจารณาตัวเอง แต่ก็ยังเที่ยวโทษคนโน้นคนนี้ไม่เลิกรา

** การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ท่ามกลางหมายจับในข้อหากบฎของ 9 แกนนำ พร้อมกับการทำผิดกฎหมายสารพัดเรื่องราวต่อเนื่องทุกวี่ทุกวัน และดูจะเหิมเกริมมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขนาดประกาศไม่เคารพกฎหมาย ไม่ฟังคำสั่งศาล ปลุกระดมให้เกิดการสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง เอาประชาชนเป็นตัวประกันด้วยการประกาศสร้างความเดือดร้อน เสียหายทุกรูปแบบ เพื่อต่อรองกับรัฐบาล ยังจะเชื่อได้อย่างไรว่าคนพวกนี้เป็นคนรักชาติ รักแผ่นดิน

** แม้ว่า ณ พล จะไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมาตั้งแต่ต้น เพราะคิดว่ายังมีกระบวนการอันเป็นที่พึ่งได้อีกหลายหนทาง แต่พ้นจากศาลมาถึงรัฐสภา ก็ยิ่งน่าผิดหวัง เพราะฝ่ายค้านหนึ่งเดียวอย่างพรรคประชาธิปัตย์ กับกลุ่ม สว.ลากตั้ง อันมีที่มาบอกยี่ห้อชัดเจน แถมด้วย รสนา โตสิตระกูล ส.ว. กทม. อีกคน กลับฉกฉวยโอกาสถล่มรัฐบาล กดดันนายกฯ และอุ้มชูกลุ่มพันธมิตรฯ และโทรทัศน์ถ่อย ราวกับเป็นวีรบุรุษ

** ฉะนี้ เมื่อสถานการณ์รุนแรงมากขึ้นทุกขณะ และทางออกหลายทางถูกปิดตาย ผิดตรงไหนที่รัฐบาลจะต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อยุติปัญหา เพราะหากรัฐบาลยังมัว หน้าบาง ปล่อยให้มีการชุมนุมปลุกระดม ข่มขู่ตัดน้ำ ตัดไฟ ต่อไปต่างหาก ที่จะยิ่งเป็นการทำร้ายคนทั้งชาติ...ขนาดโจรโขมยรถ พ่อค้ายาบ้า ที่ลุกขึ้นมาสู้กับตำรวจ ถูกวิสามัญฆาตกรรม ยังไม่เห็นมีใครว่า แล้วคนที่คิดทำร้ายบ้านเมือง ทำลายคนทั้งประเทศถึงขนาดนี้ หากมันจะต้องหัวร้างข้างแตกกันบ้างจากการเข้าปราบปรามตามกฎหมาย เพื่อให้บ้านเมืองเป็นสุข ณ พล ก็ไม่เห็นเสียหาย

** ฝากบอกพี่น้องประชาชนคนไทย ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะทุกมาตรการที่รัฐบาล มอบหมายให้ฝ่ายทหารเข้ารับผิดชอบ ไม่ได้มุ่งหวังให้พี่น้องได้รับความเดือดร้อนเหมือนอย่างพฤติกรรมของพวกมารป่วนเมือง และเชื่อว่าสถานการณ์กำลังจะคลี่คลายและเข้าสู่ภาวะปกติในที่สุด

** ย้ำกันอีกทีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มีสาระห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกันเกินกว่า 5 คนขึ้นไป หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย และ ห้ามการเสนอข่าวที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ รวมไปถึงประกาศที่อาจจะมีตามมาตามที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินเห็นสมควร

** แม้ว่าท่าทีของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่ได้รับมอบหมายให้เข้ามาเป็นหัวหน้าทีมกอบกู้สถานการณ์ จะชวนให้กังวล เพราะหลายคนคาดหวังจะเห็นความเฉียบขาด ฉับไว แต่ก็ยังน่าดีใจที่ ผบ.ทบ. ย้ำหลักการประชาธิปไตย และย้ำว่าจะยืนเคียงข้างประชาชน ซึ่งหมายถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่คนเพียงแค่หยิบมือที่ออกมาชุมนุมถามหา การเมืองใหม่ ซึ่งขัดกับหลักการประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง และยังเชื่อว่า ผบ.ทบ. จะยุติปัญหาได้โดยเร็ว ก่อนที่พันธมิตรฯ จะยิ่งกำเริบหนัก เพราะย่ามใจว่าอยู่เหนือทุกอำนาจใดๆ ในบ้านเมือง และถ้าเป็นอย่างนั้นก็น่ากลัวเหลือเกิน...ว่าประเทศชาติ จะลุกเป็นไฟ

ณ พล


ร่วมใจกำจัด “ประชาธิปไตย” จอมปลอม

คอลัมน์: ตะแกรงข่าว

ในที่สุดการปะทะกันระหว่างฝ่ายพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย กับ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งกลุ่มพลังประชาชนที่ไม่ยอมรับความเหิมเกริม ดื้อแพ่ง ไม่ยอมรับกฎหมายแม้แต่คำสั่งศาล จนต้องเสียเลือดเนื้อและชีวิตก็เกิดจนได้

ในกรุงเทพฯ พันธมิตรฯ บุกรุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ในต่างจังหวัดบุกรุกเข้ายึดศาลากลางจังหวัดภูเก็ต ได้เห็นถึงเจตนาของการก่อความวุ่นวายในครั้งนี้อย่างชัดเจนว่า ต้องการทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ ต้องการให้เกิดความเสียหาย ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ

เมื่อสถานการณ์ลุกลามขยายความรุนแรงขึ้น รัฐบาลจึงประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่ง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า ต้องการ “ดับชนวน” บ้านเมืองให้เกิดความเรียบร้อย

ต้องเลือกเอาความอยู่รอดของบ้านเมือง และเพื่อให้เหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด จึงมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์กับชาติบ้านเมือง

เป็นมาตรการที่เบาและนุ่มนวลที่สุดแล้ว เพื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้เข้าไปแก้ไขปัญหาบ้านเมือง

นายกรัฐมนตรีบอกอีกว่า การประกาศภาวะฉุกเฉินของรัฐบาล มีการปรึกษาหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านแล้ว และยืดอกพร้อมจะรับผิดชอบ ในฐานะที่เป็นผู้มีอำนาจสั่งการเป็นหัวหน้ารัฐบาล เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง

ขณะนี้ประเทศมีปัญหา ก็จะต้องรีบเข้าไปดูแลแก้ไข ก็เท่านั้นเองครับ ส่วนใครจะมีความเห็นอย่างไรนั้น ก็เป็นสิทธิ แต่ผมก็เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ เห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่รัฐบาลได้ทำลงไป ในการระงับเหตุและยุติปัญหาของบ้านเมือง

แม้จะประกาศภาวะฉุกเฉินแล้วก็ตาม พันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ก็ยังดื้อแพ่งจัดการชุมนุมภายในทำเนียบรัฐบาลกันต่อไป โดยอ้างว่าเป็นประกาศที่ไม่ชอบธรรม

และยังมีการปลุกระดมให้คนต่างจังหวัดมาร่วมชุมนุมกันให้มากที่สุด เพื่อกดดันรัฐบาลให้หนักขึ้น

รวมทั้งเรียกร้องให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจหยุดงาน เพื่อตอบโต้ทันที

แทนที่จะสำนึกได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควรหรือไม่อย่างไร กลับเหยียบย่ำซ้ำเติม ต้องการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่ นปช. ถอยกลับไปยังสนามหลวงในทันที เมื่อมีการประกาศภาวะฉุกเฉินขึ้น เพื่อให้เจ้าหน้าทำงานได้อย่างสะดวก ตามอำนาจหน้าที่

เป็นการยืนยันอีกครั้งว่า การเคลื่อนไหวของ พันธมิตรทำลายประชาธิปไตย มีนัยแอบแฝงแน่นอน เป็นเรื่องทางการเมืองล้วนๆ เพื่อให้ “การเมืองใหม่” เกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ให้ได้

ดังนั้น ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในบ้านเมือง และประชาชนผู้รักและหวงแหนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องเดินหน้าต่อไป ตามครรลองที่ควรจะเป็น และทำกฎหมายมีความน่าเชื่อถือ ถ้าทำได้ ทุกอย่างก็จะคลี่คลาย เพราะถ้ารัฐบาลหรือใครทำตัวเป็นไม้หลักปักขี้เลน เสนออย่างไรก็ทำตาม...ทุกอย่างที่ต้องการก็ไปไม่ได้

การทำให้สถานการณ์คืนสู่สภาวะปกติ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับได้

สถานการณ์วันนี้ โอกาสที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่แกนนำพันธมิตรฯ จะยกให้เป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาลมาบริหารประเทศชาตินั้น เป็นเรื่องที่ไกลเกินคว้าเสียแล้ว เพราะบทบาทพฤติกรรมที่ผ่านมา สร้างความสับสนในท่าทีของพรรคการเมืองพรรคนี้ ที่สอดรับกับการสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง

ข้อเสนอการจัดตั้งรัฐบาลแบบ 30:70 ถือเป็นประเด็นที่ผิดหลักรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถทำได้ในหลักของความเป็นจริง

จะได้เป็นนายกฯ มีช่องทางเดียวคือ การยุบสภา แต่คิดหรือว่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ต้องการประชาธิปไตย ไม่ใช่ “การเมืองใหม่” ที่เผด็จการออกแบบวางแผนไว้ให้

ผลพวงจากรัฐธรรมนูญของเผด็จการ จำกัดขัดขวางการทำงานของรัฐบาล

การที่รัฐธรรมนูญให้ความสำคัญ ให้บทบาทกับภาคประชาชนมากขึ้นนั้น วันนี้พิสูจน์แล้วว่า กลายเป็นดาบสองคม ถ้าได้การเมืองภาคประชาชนที่เข้าใจถึงเจตนารมณ์ของการเมืองการปกครองอย่างแท้จริง เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างมีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศ ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก

แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าการเมืองภาคประชาชนเกิดหลงทาง ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญอย่างมีนัยมีความไม่สุจริต อ้างการใช้สิทธิเพื่อผลประโยชน์แก่ตนเองด้วยการละเมิดสิทธิของคนอื่น อ้างรัฐธรรมนูญมาเป็นประโยชน์ สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายและเกิดเสียหายกับบ้านเมือง อย่างที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ก็ต้องทำความเข้าใจกันใหม่

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบและได้รับมอบอำนาจในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน บอกว่า คณะกรรมการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินฯ จะยึดถือหลักประชาธิปไตยเป็นกรอบ เป็นหลัก โดยการทำงานไม่ให้ประชาชน 2 ฝ่ายปะทะกัน ไม่ให้เกิดการสูญเสียเกิดขึ้น โดยใช้หลายๆ มาตรการรวมกัน เช่น

1.สร้างความเข้าใจของคนในชาติ ไม่ให้นำมาซึ่งความสูญเสีย ต้องมีแนวทางการเจรจาอื่นๆ ตามความเหมาะสม

2.สร้างความเข้าใจประชาชนในภูมิภาค ในการเคลื่อนย้ายเข้ามาในกรุงเทพฯ ซึ่งจะสร้างปัญหา ฝ่ายปกครอง และองค์กรเอกชน จะร่วมกันทำความเข้าใจชี้แจง มากกว่าสกัดกั้น ทำให้เกิดความดื้อดึง

3.มาตรการดูแลผู้ชุมนุม ไม่ให้เกิดการปะทะกัน ซึ่งมีกำลังจากตำรวจ และกองทัพบกดูแล สกัด ไม่ให้ 2 ฝ่ายมาปะทะกัน ไม่ใช้อาวุธ โดยจะใช้มาตรการทางการเมือง หรือมาตรการทางกฎหมายร่วมกัน

4.มาตรการพูดคุยทำความเข้าใจ ในทุกๆ สื่อ ขอความกรุณาสื่อทำความเข้าใจคนในชาติ และหาทางเจรจา โดยใช้แนวทางการเมือง โดยไม่ใช้กำลัง

ที่ผ่านมารัฐบาลได้ทำงานอย่างยากลำบาก แม้จะมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ และพัฒนาในด้านต่างๆ แต่ก็มีผลงานเกิดขึ้นให้ชื่นใจ

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการระดับกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ภาคการค้าและบริการ ประจำเดือนกรกฎาคม 2551 เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 38.5 จากระดับ 37.7 โดยการปรับเพิ่มขึ้นของกิจการภาคการค้าปลีก และภาคบริการอยู่ที่ 38.5 และ 39.0 จากระดับ 37.0และ 38.3

ขณะที่ภาคค้าส่ง ค่าดัชนีปรับตัวลดลงอยู่ที่ 37.0 จากระดับ 38.1 ส่วนความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจประเทศและธุรกิจตนเอง ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 33.4 และ 36.9 จากระดับ 29.7 และ 31.4 ตามลำดับ

สำหรับเหตุผลที่ดัชนีปรับตัวขึ้นนั้นมาจาก นโยบายกระตุ้น “6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อไทยทุกคน” เสริมความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ขณะเดียวกันต้นทุนในการประกอบกิจการของผู้ประกอบการในบางประเภทธุรกิจปรับตัวลดลง

ส่งผลให้ระดับความเชื่อมั่นในด้านต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นครับ

ไม่ทราบจริงๆ ว่าพันธมิตรฯ คิดอย่างไร

แต่ผมเชื่อว่าคนไทยที่รักความถูกต้อง คิดเหมือนกันว่า จะทำอย่างไรให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข

อย่าให้ใครหรือฝ่ายใดมาแอบอ้าง “ประชาธิปไตย” ไปสร้างความถูกต้องชอบธรรมให้กับ “เผด็จการ” อีกต่อไป

อัฐศิริ



“ฉุกเฉิน” เพื่อ “สมานฉันท์”


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

การปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ(นปก.) จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย

กระทั่งเป็นเหตุให้รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) สถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่รัฐบาลต้องทำงานหนัก เพราะภาพลักษณ์ประเทศชาติเสียหายย่อยยับ

ซึ่งหากปล่อยให้ยึดเยื้อ แกนนำพันธมารไม่ยอมมอบตัวกับตำรวจ และม็อบไม่ถอยออกมาจากทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญ ถือเป็นหน้าตาของประเทศ

ก็จะทำให้เมืองไทยดูแย่ลงไปอีก และถ้าทหารออกมาวุ่นวายก็จะทำให้เมืองไทยกลายเป็นประเทศด้อยพัฒนา

การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งนี้มีนักวิชาการออกมาเห็นด้วยมากมายว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำ

นายอุดม งามเมืองสกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ระบุว่า เนื่องจากสถานการณ์ค่อนข้าง “ตรึงเครียด” จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น

แม้ว่าการออกพระราชกำหนดจะกระทบกับ “ภาพลักษณ์” ของประเทศ ซึ่งหากมีทหารเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งต่างประเทศถือเป็นเรื่องใหญ่

อย่างไรก็ตามไม่อยากให้ประชาชนเกิดความตระหนก เพราะแม้รัฐบาลจะให้อำนาจผู้บัญชาการทหารบก

แต่ไม่ได้หมายถึงการใช้ความรุนแรงควบคุมสถานการณ์ เพียงแต่จะเป็นการใช้กฎหมาย ซึ่งชัดเจนมากขึ้น เช่น การห้ามชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะอยู่กันเกิน 5 คนไม่ได้

และสื่อมวลชนก็ไม่ต้องกังวล เพียงแค่ต้องระมัดระวังในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารมากขึ้น

แต่ไม่ได้ห้ามเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร

อย่างไรก็ตาม แม้การออกประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงและจะไม่ส่งผลดีต่อระบอบประชาธิปไตย

แต่เราต้องยอมรับว่า ในขณะนี้พันธมารกำลังก่อความวุ่นวายอย่างไม่เกรงกลัวกฏหมาย

พันธมารไม่ยอมเจรจา และ ปฏิบัติตามกฏหมาย ทำให้สถานการณ์เมืองไทยยิ่งตรึงเครียด

เท่านั้นยังไม่พอ พันธมารยังบีบบังคับให้รัฐบาลต้องลาออก

การชูประเด็นให้รัฐบาลลาออก ทำให้ประชาชนผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตยรับไม่ได้

จึงทำให้เห็นแนวร่วมประชาธิปไตยออกมาร่วมตัวกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะยิ่งทำให้สถานการณ์กำลังจะบานปลายไปใหญ่

อีกทั้งกลุ่มพันธมารกำลังเหิมเกริม ขู่ปิดสนามบิน รถไฟ หยุดเดินรถ และการประกาศว่าจะมีการตัดน้ำตัดไฟ

การกระทำที่ไม่เกรงกลัวกฏหมายครั้งนี้จะทำให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวได้รับความเดือนร้อน

ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้เศรษฐกิจทรุดไปด้วย !

ดังนั้นหลายฝ่ายจึงเชื่อว่าการที่รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินจะทำให้สถานการณ์โดยรวมดีขึ้น และจะทำให้เหตุการณ์ความวุ่นวายยุติลงโดยเร็ว

ทั้งหมดเป็นไปตามแนวทางความสมานฉันท์ ซึ่งรัฐบาลได้ปรารถนามาโดยตลอด เพราะไม่อยากให้คนไทยทะเลาะกัน

เพราะถ้าทุกฝ่ายมีความรักและความสมานฉันท์กัน

ปัญหาต่างๆ ที่จะนำไปสู่ “ความสูญเสีย”

อย่างเช่น การปะทะกัน การทำสงครามกันก็คงไม่เกิดขึ้น !

บิ๊กโบ๊ต

แด่...เสรีภาพไร้สติ


คอลัมน์: บทบรรณาธิการ

และแล้วรัฐบาลก็จำต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อคลี่คลายสถานการณ์บ้านเมือง ท่ามกลางการตีข่าวของสื่อทั่วโลก บางประเทศประกาศให้คนของตนยับยั้งการเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ธุรกิจการท่องเที่ยว การค้า การบริการ เสียหายยับเยิน ประเมินค่ามิได้

นี่...ย่อมเป็นผลพวงจากการกระทำที่เกินเลยของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างไม่อาจปฏิเสธความรับผิด

ในระบอบประชาธิปไตย เราไม่ปฏิเสธการประท้วงเรียกร้อง เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ต้องไม่เกินเลยสิทธิของผู้อื่น กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยอวดความอัปลักษณ์ไปทั่วโลก ด้วยการพาคนพังประตู ปีนรั้วเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาล ตั้งเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ขับไล่เจ้าหน้าที่รัฐออกจากทำเนียบ แม้แต่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรียังต้องย้ายสถานที่ทำงานไปที่อื่น

ถ้าเป็นการอ้างเสรีภาพอันพึงกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญ นั่นย่อมเป็นเสรีภาพที่ปราศจากการใคร่ครวญถึงผลร้ายที่จะบังเกิดขึ้นได้ เฉกเช่นวิญญูชนจะพึงเล็งเห็น

เว้นเสียแต่ว่า เป็นเป้าประสงค์ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายเสียหายแก่บ้านเมือง ลงมือกระทำไปดังกระบือบอด มองไม่เห็นประโยชน์ชาติ มุ่งความสะใจ สนองตัณหาภายในของตนเท่านั้น

ใช่จะพูดจาให้ร้ายโดยปราศจากหลักฐาน หากจดจำได้ว่า ทันทีที่มีการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน พ.ศ.2549 กลุ่มพันธมิตรฯ นอกจากไม่คัดค้านเผด็จการแล้ว ยังแสดงความยินดีปรีดา พร้อมกับสลายตัวเข้ารับใช้ทันที

พี่น้องประชาชนลองพิจารณาไตร่ตรองดูเถิดว่า การบุกรุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที บุกพังยึดทำเนียบรัฐบาล เป็นความถูกต้องตามสิทธิเสรีภาพ ที่สำคัญเราจะยอมรับประเพณีทางการเมืองแบบนี้หรือ

ประเพณีที่กลุ่มการเมืองออกมาไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามใจชอบ โดยอ้างว่าเป็นการเมืองภาคประชาชน หากได้รับการยอมรับในวันนี้ ในอนาคตจะเกิดลัทธิเอาอย่างตามมาอย่างต่อเนื่อง และอ้างเสรีภาพอย่างกลุ่มพันธมิตรฯ นั่นเอง บ้านเมืองเราจะเป็นเช่นไร คาดเดาได้ไม่ยาก

เมื่อคืนวันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา ประชาชนที่หวงแหนสิทธิและเสียงของพวกเขาที่ได้แสดงเจตจำนงเลือกผู้แทนฯ เข้ามาบริหารบ้านเมือง ต้องการออกมาปกป้องฝ่ายบริหารที่เขาเลือกมา แสดงออกเพื่อให้ฝ่ายพันธมิตรฯ รับฟังเขาบ้าง ในที่สุดเกิดการปะทะกัน มีผู้บาดเจ็บล้มตายดังที่ทราบกัน

หนึ่งชีวิต นายณรงค์ศักดิ์ กอบไธสง ที่ออกไปปกป้องเจตจำนงของตนในคราวหย่อนบัตรเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 จะไม่สูญเปล่า เพราะจะเป็นสัญลักษณ์ที่เรียกร้องให้พี่น้องประชาชนคนไทยหันกลับมาปกป้องทุกเสียง ทุกคะแนนที่แสดงเจตจำนงหย่อนบัตรเลือกตั้ง โดยไม่ยอมให้กุ๊ยแก๊งการเมืองหน้าไหนปล้นไปง่ายๆ อย่างเด็ดขาด

หลับให้สบายเถิด ณรงค์ศักดิ์ กอบไธสง คุณคือวีรบุรุษประชาธิปไตยตัวจริง เป็นแบบอย่างอันพึงยึดถือของระบอบประชาธิปไตย


Tuesday, September 2, 2008

ลุยสนาม ตามหาผู้ว่าฯ : กทม.ยังเดินหน้าจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ

กรุงเทพฯ 2 ก.ย.-นายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชนพานายประภัสร์ จงสงวน ไปลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรควันนี้ พร้อมจะหาทางเปิดช่อง พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่กระทบการหาเสียงของผู้สมัครหาเสียง แต่มีคำยืนยันจาก กกต.ท้องถิ่น กทม.ว่าหาเสียงได้แต่ต้องระวังไม่ให้ขัด พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-02 19:39:43

มติ กกต.ยุบ พปช.

กรุงเทพฯ 2 ก.ย.-ผลพวงจากคดีทุจริตเลือกตั้งที่จังหวัดเชียงราย ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ทำให้ กกต.มีมติส่งเรื่องให้มีการยุบพรรคพลังประชาชนแล้ว และขั้นตอนการพิจารณาเรื่องการยุบพรรคจะเป็นอย่างไร

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-09-02 19:38:23




เลิกถามหานักศึกษา นักวิชาการ ปัญญาชน ฯลฯ เสียที (1)

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

สถานการณ์การเมืองขณะนี้ จะติดตามหรือวิเคราะห์กันวันต่อวัน บางทีก็ยังอาจจะช้า…

ชั่วโมงต่อชั่วโมง หรือนาทีต่อนาที ก็ไม่แน่ด้วยซ้ำว่า จะทันกาลเสมอไป

สิ่งที่พอจะทำกันได้ ก็คือการ “พยากรณ์” กันล่วงหน้า โดยอาศัยความพยายามในการล้วงลึกเข้าไปในจิตใจตัวละครทางการเมืองทั้งหลายทั้งที่เล่นอยู่หน้าฉาก…

และที่ “หลบ” อยู่ “หลังฉาก”

อย่าว่าแต่การนัดประชุมกันแต่ละครั้งของเหล่านักการเมือง ตำรวจ ทหาร ฯลฯ จะเรียกความสนใจอย่างตื่นตัวสุดขีดจากนักข่าวได้มากเท่านั้น

แค่เดินหลบเข้าห้องน้ำ เดินผ่านสนามบิน หรือเฉียดตู้โทรศัพท์ ก็อาจนำไปสู่การตีความหาคำอธิบายสู่ทางออกของบ้านเมืองได้ทั้งสิ้น

ใครติดตามประวัติศาสตร์การเมืองมาโดยตลอดย่อมรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องเกินเลย พฤติกรรมที่ดูไม่เกี่ยวข้องหลายครั้งมีความหมาย และสิ่งที่เหมือนจะมีความหมายหลายครั้งก็กลับเป็นเพียงกลลวง ทุกจังหวะการก้าวย่างของทุกคนในขณะนี้ จึงล้วนมีความเป็นไปได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แต่อย่างน้อยที่สุด ในทางใดทางหนึ่งนั้น ก็คาดการณ์กันไว้ 3 ทาง

หนึ่ง นายกรัฐมนตรีประกาศลาออก

สอง นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา

และทางที่สาม ไม่ยุบ ไม่ออก ใช้คาถา “รัฐบาลของเสียงข้างมาก” คุ้มกระหม่อมกันต่อไปและทำงานกันไปตามสภาพ ศัพท์หมอก็ว่าได้แต่รักษาตามอาการ

จะทุลักทุเลในสายตาใครก็ช่าง ตราบใดยังกุมความชอบธรรม กุมศรัทธาของประชาชนส่วนใหญ่ รัฐบาลก็ยังไม่น่าจะทำร้ายหัวใจประชาชนส่วนนั้น

แต่หากว่ากันให้ถึงที่สุด ไม่ว่า นายกฯ สมัคร สุนทรเวช จะเลือกทางออกใด ก็ไม่มีวันถูกใจกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะไม่ว่าจะลาออก ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ค่อนข้างฟันธงได้ว่าประชาชนก็ยังจะเลือกขั้วอำนาจเดิมมาเป็นรัฐบาล แล้วพันธมิตรฯ ซึ่งไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งก็จะออกมาขับไล่ไม่มีที่สิ้นสุด

แต่จะยอมให้พันธมิตรฯ มีส่วนร่วมในการกำหนดหน้าตารัฐบาลเอง เลือกนายกรัฐมนตรีเองอย่างที่ประกาศไว้ ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะบ้านเมืองนี้หาได้เป็นของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่เพียงกลุ่มเดียว

โดยเฉพาะเมื่อวันนี้ ก็ยังมีประชาธิปไตยเป็นการปกครองระบอบใหญ่ จะให้ความพยายามในรูปแบบอนาธิปไตยหรือรูปแบบอื่นใดมาครอบงำหรือสั่งการ เห็นจะเป็นยิ่งกว่าเรื่องเพ้อฝัน

มองในแง่หลักการ รัฐบาลจึงได้เปรียบกลุ่มพันธมิตรฯ ชนิดกินขาด ทั้งในฐานะที่เป็นอำนาจรัฐที่มาอย่างถูกต้อง และในฐานะที่เลือกใช้คำสั่งศาลแพ่งในการสั่งการกับผู้ชุมนุม

แต่ในแง่อารมณ์ความรู้สึก โดยเฉพาะสำหรับประชาชนที่เฝ้าติดตามข่าวสารอยู่หน้าจอโทรทัศน์อย่างแทบไม่ให้คลาดสายตา

เหตุใดกระแสจึงเอียงไปข้างที่ว่า รัฐบาลไม่มีความชอบธรรม รัฐบาลต้องลาออก รัฐบาลต้องถอยและรัฐบาลทำเกินกว่าเหตุ…

เหตุใดรัฐบาลจึงไม่มีความชอบธรรมที่จะดำเนินการตามกฎหมายกับกลุ่มผู้ก่อความวุ่นวายด้วยการยึดสถานที่ราชการ ยึดที่ทำงานรัฐบาล ยึดสถานีโทรทัศน์และข่มขู่เจ้าหน้าที่ผู้สื่อข่าว พกพาอาวุธทั้งไม้ มีด อาวุธปืนซึ่งทำให้การชุมนุมกลายเป็นการอยู่นอกกรอบรัฐธรรมนูญทันที…

แทนที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะจัดการได้ เพื่อสวัสดิภาพความปลอดภัยและผลประโยชน์ของประชาชนอีกที่เหลือซึ่งไม่ได้ร่วมชุมนุมด้วย กลับกลายเป็นว่ารัฐบาลต้องท่องคำว่าประนีประนอมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ท่องคำว่าอดทนอดกลั้นอย่างไม่สามารถตอบได้ว่าจะทนไปถึงเมื่อไรและทำไมต้องทนกับการทำผิดกฎหมาย ต้องท่องคำว่าพวกเขาเหล่านั้นคือประชาชนผู้เสียภาษีโดยที่ไม่สามารถปกป้องประชาชนที่ก็ต้องเสียภาษีอีกหลายสิบล้านคนทั่วทั้งประเทศที่กำลังได้รับผลกระทบจากการกระทำของคนหลักหมื่นนี้ได้

หากติดตามความเคลื่อนไหว จะเห็นว่าผู้ร้ายจะกลายเป็นผู้ดีไม่ได้เลยหากไม่ได้รับการแก้ต่างให้จาก “คนกลุ่มหนึ่ง” กลุ่มคนที่กระโดดมาออกโรงปกป้องกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยประโยคคลาสสิกว่า “ไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำทั้งหมดของพันธมิตรฯ แต่…” กลุ่มคนกลุ่มนี้ได้ถูกวางสถานะทางสังคมไว้เหนือประชาชนส่วนใหญ่มาตลอดทุกยุคทุกสมัย เป็นกลุ่มคนที่ได้รับความสนใจสอบถามความคิดเห็นเสมอไม่ว่าบ้านเมืองจะเกิดเหตุการณ์วินาศสันตะโรไปทางใดก็ตามและแม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยเสนอทางออกเป็นรูปธรรมใดๆ เลยก็ตาม…

และพวกนี้นี่แหละที่ทำให้ “รัฐ” กลายเป็นผู้ร้ายและพันธมิตรฯ กลายเป็นพระเอกผู้ถูกกระทำเพียงชั่วข้ามคืน พวกนี้ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจมาจากไหน แต่สังคมต้องให้ความสนใจฟังเขา สื่อมวลชนก็ต้องตามหาตัวพวกเขาเพื่อสัมภาษณ์ออกรายการ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับต้องตามสัมภาษณ์หรือทำสกู๊ปเกี่ยวกับทัศนคติของคนพวกนี้

พวกที่เป็นนิสิต นักศึกษา นักวิชาการ หรือเรียกรวมๆ ว่าชนชั้น “ปัญญาชน” ของบ้านเมืองเรานั่นเอง…(อ่านต่อวันพรุ่งนี้)


คณะนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี แถลงประณามพันธมิตร


คอลัมน์ : ฮ๊อตสกู๊ป

พันธมิตรประชาชนเพื่อทำลายประชาธิปไตย ยังคงเคลื่อนไหวสร้างปัญหาให้กับบ้านเมืองไม่หยุดหย่อน คณะนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.) ซึ่งเป็นองค์กรของนักวิชาการที่มีจุดยืนปกป้องประชาธิปไตย และมีบทบาทในการขับเคลื่อนเพื่อท้วงติง วิพากษ์วิจารณ์ จับตาคัดค้านเผด็จการมาอย่างต่อเนื่อง ได้มีคำแถลงเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯที่ผ่านมาดังต่อไปนี้

คำแถลงคณะนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.)
“ข้อแนะนำต่อองค์กรภาคประชาชนเพื่อรักษาประชาธิปไตยและการหลีกเลี่ยงยุทธวิธีสงครามกลางเมืองแบบพันธมิตรฯ”
แถลง ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ
วันเสาร์ที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๑

ข้อเท็จจริงตั้งแต่การบุกยึดสถานที่ราชการและการบุกขัดขวางการทำงานของ NBT ตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา ส่อแสดงถึงเจตนาในการก่อการจลาจล ซึ่งขณะนี้มีแกนนำรัฐวิสาหกิจจำนวนหนึ่งเข้าร่วมในหลายจังหวัดร่วมกับเครือข่ายแกนนำพันธมิตรฯ ที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาล

สภาพการณ์ตั้งแต่เช้าวันนี้จนถึงปัจจุบันแสดงถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะล่อลวงกลุ่มประชาชนผู้บริสุทธิ์และกลุ่มองค์กรผู้คัดค้านพันธมิตรฯ ให้บันดาลโทสะ เคลื่อนไหวออกไปทำลายสถานที่ราชการและเข้าปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อเป็นข้ออ้างป้ายความผิดตั้งแต่ต้นให้แก่กลุ่มบุคคลที่พันธมิตรฯ เห็นว่าเป็นปฏิปักษ์ขัดขวางความพยายามยึดอำนาจของตนและพรรค/พวกที่หนุนหลัง

การชุมนุมโดยสงบของประชาชน เพื่อแสดงความเห็นสนับสนุนหรือคัดค้านการกระทำของพันธมิตรฯ อาจกระทำได้ตามกรอบกฎหมายแต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นการตอบโต้ต่อมวลชนกลุ่มอื่นหรือต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหากมีกลุ่มพลังมวลชนที่อ้างว่าตนเป็นฝ่ายประชาธิปไตยเข้ากระทำการรุนแรงต่อมวลชนฝ่ายพันธมิตรฯ จะถือได้ว่าตกเป็นผู้เสียรู้เสียทีต่อฝ่ายพันธมิตรฯ ที่ต้องการให้เกิดการจลาจล หรือการทำลายล้างต่อบุคคลและทรัพย์สินด้วยความรุนแรง

คณะนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี
คำแถลงคณะนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.)
“กรณีการบังคับคดีรื้อถอนเวทีพันธมิตรฯ สะพานมัฆวานรังสรรค์
เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๑ และการขัดขวางการรื้อถอน”
แถลง ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ
วันเสาร์ที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๑

นักวิชาการ คปส.ศึกษาภาพเหตุการณ์การบังคับรื้อถอนและการขัดขวางการรื้อถอนเวทีพันธมิตรฯ ข้างต้น โดยอาศัยเทปบันทึกภาพเหตุการณ์ ที่นายวัชระ เพชรทองนำไปให้สถานีโทรทัศน์ NBT แพร่ภาพในรายงานข่าวภาคดึกเมื่อคืนที่ผ่านมา นักวิชาการ คปส. ใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบวิธีวิจัยทางนิเทศศาสตร์ตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง ได้ข้อสรุปการวิเคราะห์ความจริงว่า

ภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏในบันทึกเทปข้างต้นยืนยันว่า รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ใช้อำนาจสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการบังคับคดีรื้อถอนโดยไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการใช้อาวุธหรือความรุนแรงนอกเหนือไปจากการใช้โล่กำบังผลักดันประชาชนให้ถอยร่น

ภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการ ๑ คน (จากจำนวนตำรวจชุดปฏิบัติการทั้งหมดประมาณ ๔๐๐ นาย) กระทำการแตกต่างไปจากเจ้าหน้าที่ตำรวจคนอื่นๆ ตามข้อ ๑ ข้างต้น ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้บังคับบัญชาควรสอบสวนข้อเท็จจริงแถลงต่อสาธารณชน เพื่อป้องกันการยุยงก่อความไม่สงบโดยกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อประชาชนต่อไป
ทั้งนี้ คปส. จะได้แถลงเหตุผลและข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ข้อสรุปข้างต้นในห้องแถลงข่าวต่อไป

รองศาสตราจารย์ ดร.วรพล พรหมิกบุตร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เสถียรวิพรมหา
คณะนักวิชาการฯ