WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 4, 2008

สื่อนอกชี้ “เตช บุนนาค” อ้างปัญหาสุขภาพภรรยา ก่อนยื่นใบลาออก


สำนักข่าวเอเอฟพี – ซีเอ็นเอ็น เผยเตชได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งแล้ว โดยอ้างเหตุผลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของภรรยา หลังการประกาศภาวะฉุกเฉินในเขตกรุงเทพฯ ได้เพียง 1 วัน

ผู้ช่วยคนหนึ่งของนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวกับเอเอฟพีว่า นายเตช บุนนาค ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศแล้ว โดยอ้างเหตุผลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของภรรยา อย่างไรก็ตามนายสมัครยังไม่ได้อนุมัติการลาออกในครั้งนี้แต่อย่างใด

ขณะที่ผู้ช่วยระดับสูงอีกคนหนึ่งของนายสมัคร กล่าวว่า นายสมัครรู้สึกประหลาดใจที่จนถึงขณะนี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ไม่ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินจัดการกับกลุ่มพันธมิตรฯ

เอเอฟพี รายงานว่า นายสมัครกำลังต่อสู้กับการรวบรวมเสียงสนับสนุน ขณะที่กำลังเผชิญกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหลายพันคนที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาล และเรียกร้องให้เขาลาออก

ทั้งนี้สถานการณ์ทวีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเมื่อคืนวันจันทร์ หลังเกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บ 44 คน ก่อนที่นายสมัครจะตัดสินใจประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพฯ ทันทีเมื่อช่วงเช้าวันอังคาร อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ยังไม่มีทีท่าว่าสถานการณ์ทางการเมืองของไทยจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ขณะที่สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) 43 แห่งออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลด้วยการประกาศตัดน้ำตัดไฟหน่วยงานราชการทั่วประเทศก่อนหน้านี้

ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งกล่าวหานายสมัครว่าเป็นหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งขณะนี้ลี้ภัยอยู่ในประเทศอังกฤษ ต้องการทำให้ฐานเสียงในชนบทของ พ.ต.ท.ทักษิณ และนายสมัคร อ่อนแอลงด้วยการเสนอให้ ส.ส.70 เปอร์เซ็นต์มาจากการแต่งตั้ง แทนการเลือกตั้ง ซึ่งสวนทางกับแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา


สื่อนอกประณามเล่ห์กลพันธมิตรล้มระบบเลือกตั้ง


สื่อนอกรุมประณามพันธมิตรฯ ตัวการสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง ชี้เหตุที่ไม่พอใจรัฐบาล “สมัคร” เพราะชนะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ผิดจากความตั้งใจของการยึดอำนาจ 19 ก.ย. ระบุกลุ่มม็อบต้องการเปลี่ยนการเมืองใหม่ ล้มล้างระบบการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตย หันมาใช้แนวทาง 70:30 ระบุบรรดาผู้อยู่เบื้องหลังเป็นพวกศักดินา เหยียดหยามประชาชนรากหญ้า

สถานการณ์ความวุ่นวายในประเทศไทย ได้ถูกตีแผ่ไปทั่วโลกผ่านสำนักข่าวของประเทศต่างๆ โดยรวมแล้วพุ่งเป้าไปที่กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับความวุ่นวายมาตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และสาเหตุสำคัญที่พันธมิตรฯ ไม่พอใจพรรคพลังประชาชน และนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เกิดจากการชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้นจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พร้อมทั้งแฉพันธมิตรฯ มุ่งทำลายระบบการเลือกตั้ง หลังเสนอแนวคิดการเมืองใหม่ 70:30 ที่ขัดหลักการประชาธิปไตยอย่างชัดเจน

แคนเบอร่าไทม์ ของออสเตรเลียระบุว่าแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ บางคนเป็นผู้ชักนำให้เกิดการรัฐประหารเมื่อเดือน ก.ย.2549 แต่การสนับสนุนให้เกิดรัฐบาลทหารถูกคัดค้านจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหล่านั้นก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขายังคงสนับสนุนนโยบายเดิมของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกล้มล้างไป ด้วยการลงคะแนนให้กับนโยบายเดิมอีกครั้ง นี่จึงเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จที่สุดในการต่อสู้ของพรรคการเมืองไทย

ความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียและไทยเจริญก้าวหน้าขึ้นมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การลงนามในข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เมื่อปี 2548 นำไปสู่การค้าในกรอบทวิภาคีที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนี้อยู่ในภาวะวิกฤติ ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆ สำหรับออสเตรเลีย อีกทั้งความเชื่อมโยงทางการศึกษาและวัฒนธรรมถือว่าเฟื่องฟูกว่าสมัยใด และไทยยังเป็นผู้นำด้านสถาปัตยกรรมของระบบความปลอดภัย (Security Architecture) ในภูมิภาคนี้ด้วย

ดังนั้น ออสเตรเลียต้องไตร่ตรองอย่างระมัดระวังว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อภาวะวิกฤติในขณะนี้ จริงอยู่ นายสมัคร จะกลายเป็นคนน่ารังเกียจ หากมีความรุนแรงเกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีเขาเป็นสาเหตุ สถานการณ์ย่อมเป็นไปในทางที่เลวร้าย แต่เราไม่ควรคล้อยตามคำหว่านล้อมของกลุ่มพันธมิตรฯ สาเหตุหลักที่ทำให้พวกเขาไม่พอใจเป็นเพราะ นายสมัคร ชนะการเลือกตั้งซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 9 เดือนก่อน ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น และพวกเขาก็ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งด้วย

กลยุทธ์ของพันธมิตรฯ ขณะนี้คือการกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงทางการเมือง โดยหวังว่าอาจจะเกิดการแตกหักขึ้น หรือบางทีก็อาจจะเป็นการเปิดทางให้กองทัพเข้ามาแทรกแซงอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม มันเป็นผลพวงจากการเลือกตั้งและกระบวนการทางรัฐสภา แต่ความไม่ดีและข้อเสียเปรียบทั้งหลายยังนำไปสู่ความหวังว่ากระบวนการพัฒนาการเมืองไทยจะดำเนินไปอย่างสงบและมีเสถียรภาพมากกว่านี้ ส่วนพันธมิตรฯ ไม่ได้ต้องการแค่เพียงเปลี่ยนรัฐบาลเท่านั้น พวกเขาต้องการล้มล้างระบบการเลือกตั้งด้วย

รอยเตอร์ส ระบุว่า พันธมิตรฯ เป็นมวลชนฝ่ายขวา ซึ่งเป็นนักธุรกิจและนักกิจกรรมทางสังคม ซึ่งเริ่มรณรงค์ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อปี 2549 และมีส่วนต่อการรัฐประหาร 19 กันยายน โดยกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหาว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันนั้นเป็นตัวแทนที่ไม่ชอบธรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ขณะเดียวกันพันธมิตรฯ ฉาบสีให้ตัวเองเป็นองครักษ์พิทักษ์พระมหากษัตริย์ ต่อต้านแนวทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะเปลี่ยนประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐ ทั้งนี้ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกปฏิเสธจากทั้งรัฐบาลของนายสมัครและจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ด้านสถานีโทรทัศน์ France24 ของฝรั่งเศส รายงานความสูญเสียจากการปะทะ โดยมีผู้เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 44 คน และอ้างคำสัมภาษณ์ของ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ว่า สถานการณ์จะยังคงสงบเรียบร้อยได้โดยอาศัยการเจรจา และให้คำมั่นว่า ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่ใช้ความรุนแรงไม่ว่าในกรณีใดๆ

อย่างไรก็ตาม France24 ระบุว่าฝ่ายผู้ชุมนุมที่เรียกตัวเองว่าพันธมิตรฯ กลับเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ โดยอ้างคำพูดของ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หนึ่งในแกนนำพันธมิตรว่า พันธมิตรจะไม่มีการเจรจาใดๆ กับใครทั้งสิ้น นายสมัครและรัฐบาลจะต้องออกไป

France 24 ระบุว่า ตลาดหุ้นของไทยนั้นปิดตัวโดยมีการซื้อขายต่ำลง 2.33 เปอร์เซ็นต์ในวันอังคารที่ผ่านมา ภายหลังเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนสว่างของวันเดียวกัน และโดยรวมแล้ว ตลาดหุ้นของไทยมีการซื้อขายต่ำลง 24 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่พันธมิตรฯ เริ่มรณรงค์ต่อต้านรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวชเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ทั้งยังระบุว่า พันธมิตรฯ เริ่มรณรงค์ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2006 ซึ่งขณะนี้ลี้ภัยอยู่ในประเทศอังกฤษหลังจากที่กลุ่มพันธมิตรฯ มีส่วนกระตุ้นให้เกิดการรัฐประหารขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นการรัฐประหารที่ปราศจากการนองเลือด โดยรักษาสถิติที่ไม่มีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้นอีกนับจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ซึ่งครั้งนั้น ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยได้เสียชีวิตไปกว่าร้อยคน บนถนนราชดำเนินซึ่งเป็นถนนเส้นเดียวกับที่พันธมิตรฯ ใช้ในการประท้วงต่อต้านรัฐบาล

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พันธมิตรฯ ได้ขยายการต่อต้านรัฐบาลไปทั่วประเทศและรวมไปถึงการนัดหยุดงาน ปิดสนามบิน หยุดการเดินรถไฟ และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ก็ยังออกมาเรียกร้องให้มีการหยุดจ่ายน้ำ และไฟฟ้า โดยยึดเอาวันพุธที่ 3 กันยายน เป็นวันดีเดย์

France24 ระบุว่า พันธมิตรฯ นั้นประกอบไปด้วยกลุ่มศักดินา และชนชั้นกลางบางส่วน แกนนำของพันธมิตรฯ นั้นได้แสดงออกอย่างเปิดเผยว่าดูถูกคุณค่าของคะแนนเสียงของคนจนที่เป็นฐานสนับสนุนรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ และนายสมัคร และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นฝ่ายเสนอว่า ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นควรมีเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ของที่นั่งในสภา และที่เหลือควรมาจากการแต่งตั้ง

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น มุ่งประเด็นไปที่ผลกระทบด้านการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้มหาศาลให้กับประเทศไทย โดยระบุว่า การประกาศจากทางการเกาหลีใต้และสิงคโปร์ เตือนนักท่องเที่ยวให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาประเทศไทยนั้นเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ส่อเค้าว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยจะต้องได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤติการเมืองในครั้งนี้ ซีเอ็นเอ็นย้ำว่า รายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยนั้นมีส่วนอย่างมากต่อจีดีพีของประเทศที่เติบโตอยู่ในระดับ 6.5 เปอร์เซ็นต์ และการเมืองที่ไม่สงบครั้งนี้ก็ท้าทายต่อสโลแกนของประเทศ ที่ว่า ‘สยามเมืองยิ้ม’

ซีเอ็นเอ็น อ้างการวิเคราะห์ของแอนดรูว์ วอล์กเกอร์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ออสเตรเลียว่า สื่อมวลชนของออสเตรเลียนั้นรายงานตอกย้ำความน่ากลัวที่เกิดจากเหตุการณ์ไม่สงบในประเทศไทย โดยเฉพาะการประท้วงปิดสนามบินสามแห่งในภาคใต้ซึ่งถูกแต่งเติมเรื่องราวจนดูน่ากลัวมากยิ่งขึ้นไปอีก ‘การปิดสนามบินสามแห่งในภาคใต้ และปล่อยให้มีข่าวรายงานออกมาในหน้าหนังสือพิมพ์นั้นไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่เคยเป็นเป้าหมายปลายทางที่เป็นมิตรสำหรับนักท่องเที่ยว’

พร้อมกันนี้ยังอ้างอิงการวิเคราะห์จาก นายกอบสิทธิ ศิลปชัย หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนของสถาบันวิจัยธนาคารกสิกรไทยว่า การประท้วงของพันธมิตรฯ นั้น เป็นผลร้ายต่อการตัดสินใจของนักลงทุน และส่งผลให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ไม่เป็นมิตรและไม่แน่นอนสำหรับการลงทุน นอกจากนี้ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็มีผลต่อการตัดสิใจของนักท่องเที่ยวเช่นกัน เพราะทำให้เกิดความไม่แน่ใจว่า เกิดอะไรขึ้นในประเทศไทยกันแน่ ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศไทย

ทั้งนี้ประเทศที่ประกาศเตือนประชาชนของตนเองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยขณะนี้ประกอบด้วย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ และสิงคโปร์

สำนักข่าวซินหัวของจีน รายงานว่า กองทัพได้เข้ามามีบทบาทในการควบคุมสถานการณ์ในไทยแล้ว และขณะนี้สถานการณ์ทั่วไปยังอยู่ในความเรียบร้อย โดยสำนักข่าวซินหัวอ้างอิงการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดาว่าทหารจะไม่ใช้ความรุนแรงไม่ว่าในรูปแบบใดๆ และจะพยายามเจรจากับทุกฝ่าย รวมถึงการเจรจากับฝ่ายพันธมิตรฯ ด้วย

อย่างไรก็ตาม รายงานของซินหัวอ้างคำพูดของ พล.ต.จำลอง ศรีเมืองที่ปราศรัยให้กำลังใจผู้ร่วมชุมนุมว่า รัฐบาลไม่สามารถจับกุมผู้ชุมนุมได้ เพราะคุกมีพื้นที่ไม่เพียงพอที่จะบรรจุผู้ชุมนุมทั้งหมด

เช่นเดียวกับรอยเตอร์ส ที่ยังคงรายงานข่าวอย่างเกาะติดสถานการณ์ โดยอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของนายสมัคร สุนทรเวชว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อจะใช้ความรุนแรง แต่เพื่อยุติความรุนแรง ขณะเดียวกันอ้างการปราศรัยของ พล.ต.จำลอง ศรีเมืองที่ปลุกเร้าผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่ให้กลัวหมายจับจากทางการ โดยระบุว่าคุกไม่มีที่ว่างพอสำหรับผู้ชุมนุม

สำหรับสื่อต่างประเทศอื่นๆ เช่น อัลจาซีราห์ เอ็นเอชเค และสเตรทไทม์ ยังคงติดตามรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ให้น้ำหนักไปที่การให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งยืนยันว่าจะไม่มีการรัฐประหารและคำปราศรัยจากเวทีพันธมิตรฯ ที่ยังคงเดินหน้าประท้วงเพื่อขับไล่รัฐบาลต่อไป

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการรายงานสถานการณ์แล้ว สิ่งที่สื่อต่างประเทศจับตามอง และรายงานอย่างต่อเนื่องก็คือภาวะเศรษฐกิจไทยที่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่ยังไม่มีความแน่นอนในขณะนี้


โพลชี้คนไทยหนุนประกาศภาวะฉุกเฉิน


“เอแบคโพล” ชี้ชัดผลสำรวจความเห็นคนไทย หนุนรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่กรุงเทพฯ เพราะความวุ่นวายจะได้ยุติโดยเร็ว ลดความรุนแรงของการปะทะ ไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงบานปลาย และเป็นเรื่องที่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ แต่ส่วนใหญ่คิดตรงกันไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจหรือทำปฏิวัติรัฐประหาร

ท่ามกลางสถานการณ์โกลาหลทางการเมือง และการก่อความวุ่นวายอย่างต่อเนื่องยาวนานของกลุ่มพันธมารทำลายประชาธิปไตย สำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะล่าสุดที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น

นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพล ระบุว่า เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ประชาชนของฝ่ายสนับสนุนและไม่สนับสนุนมีสัดส่วนแตกต่างกันไม่มาก จึงดูเหมือนว่าจะยังไม่มีทางออกสำหรับประชาชนทั้งประเทศ ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงทางการเมือง หลังจากมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากแต่ละฝ่ายมีฐานสนับสนุนพอๆ กัน และแต่ละฝ่ายก็มีความเชื่อว่า การเคลื่อนไหวของตนเองเป็นสิ่งที่จะทำให้ประเทศไทย รวมทั้งการปกครองระบอบประชาธิปไตยดีขึ้น

กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 50.8 เห็นด้วยกับการประกาศภาวะฉุกเฉิน เพราะเหตุการณ์ความวุ่นวายจะได้ยุติโดยเร็ว ลดความรุนแรงของการปะทะ ไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงบานปลาย ถึงเวลาที่ต้องทำ และเหมาะสมกับสถานการณ์ เป็นต้น ขณะที่ประชาชนร้อยละ 49.2 ระบุไม่เห็นด้วย เพราะรัฐบาลควรแสดงความรับผิดชอบ และเห็นว่า พ.ร.ก. ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหา มีความรุนแรงเกินไป จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำลงไปอีก เป็นต้น

ส่วนความเห็นเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของการยึดอำนาจนั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 67.2 เห็นว่าข้อเสียของการยึดอำนาจจะมากกว่าข้อดี ขณะที่ร้อยละ 32.8 คิดว่าข้อดีจะมากกว่า

"ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้มีการยึดอำนาจเกิดขึ้นอีกแล้ว ทางออกในการแก้ไขปัญหาวิกฤติต่างๆ ในระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถทำให้ทุกคนเห็นพ้องต้องกันได้"

ความเห็นที่ได้จากการสำรวจ เห็นว่าข้อดีของการยึดอำนาจ ได้แก่ บ้านเมืองจะได้สงบสุขโดยเร็ว ความวุ่นวายจะได้น้อยลง การชุมนุมประท้วงจะได้ยุติ ไม่ให้เกิดการปะทะกัน ไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงบานปลาย จะได้มีการเลือกตั้งใหม่ เปลี่ยนรัฐบาล จัดการทุกอย่างให้เป็นระเบียบมากขึ้น และประชาชนจะได้มีความปลอดภัยมากขึ้น

ด้านข้อเสีย ได้แก่ ประเทศชาติจะเสียหาย ต่างประเทศจะต่อต้านไทยและขาดความเชื่อมั่น เศรษฐกิจจะตกต่ำ เป็นการทำลายประชาธิปไตย เป็นเผด็จการ ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา ไม่สามารถยุติความวุ่นวายได้จริง อาจทำให้รุนแรงมากขึ้นอีก เป็นต้น

สำนักวิจัยเอแบคโพลเสนอทางออกเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ได้แก่ รณรงค์ให้ประชาชนแสดงออกถึงเอกลักษณ์ที่เป็นพฤติกรรมเชิงบวก ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีการรวมตัวกันเคลื่อนไหวที่เข้มแข็งมากขึ้น สื่อสารมวลชนเข้ามาช่วยบริหารจัดการอารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนให้ลดความร้อนแรงลง และลดกระแสยุยงก่อกวนที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ขณะเดียวกัน กลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ น่าจะอดทนอดกลั้น รอจังหวะเวลาที่กำลังเดินเข้าใกล้การคลี่คลายสถานการณ์การเมืองปัจจุบันให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

อนึ่ง เอแบคโพลได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการประกาศภาวะฉุกเฉิน และข้อดีข้อเสียของการยึดอำนาจ จากประชาชน 16 จังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 2-3 กันยายน ที่ผ่านมา


นักวิชาการตามจี้‘อนุพงษ์’สันติวิธีแต่ต้องยึดหลักก.ม.

“นักวิชาการ” ดาหน้าจี้ “อนุพงษ์” เร่งบังคับใช้กฎหมายจัดการปัญหาในบ้านเมือง ระบุเห็นด้วยกับแนวทางสันติวิธี แต่ต้องใช้หลักนิติรัฐและนิติธรรมควบคู่กันไป ขณะที่บางความเห็นยังเชื่อ ผบ.ทบ. จะสะสางปัญหา ผลักดันม็อบชั่วออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลได้ ฝากการบ้านอยากเห็นบ้านเมืองเป็นอย่างไรก็ทำอย่างนั้น แต่ต้องให้ความเป็นธรรมและเสมอภาคกับทุกฝ่าย

หลังจากรัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อยุติปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย อันสืบเนื่องมาจากการชุมนุมป่วนเมืองของกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย และยังคงมีความเป็นห่วงกันอยู่ว่าท่าทีของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าทีม ซึ่งออกมาแถลงข่าวระบุว่า เน้นการเจรจาทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย จะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแกนนำพันธมิตรฯ ได้ออกมาปิดประตูการเจรจาเอาไว้อย่างสิ้นเชิง นั้น

รศ.ดร.อรทัย ก๊กผล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ใช่เครื่องการันตีสถานการณ์บ้านเมืองว่าจะเป็นไปในทิศทางใดได้ เพราะหลังจากประกาศไปแล้วก็ยังไม่พบความรุนแรงอีก แต่คาดว่าการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้นเพื่อต้องการนำไปสู่การจัดการกับกลุ่มพันธมิตรฯ หากเกิดเหตุรุนแรงอีกครั้งและเชื่อว่าที่รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะนำไปสู่การจัดการเอาพันธมิตรฯ ออกจากทำเนียบได้

ด้านรศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงหน้าที่ของพล.อ.อนุพงษ์ ที่ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินว่า ในเมื่อความรับผิดชอบอยู่ในมือแล้ว ถ้าพล.อ.อนุพงษ์ ไม่ทำก็ไม่ได้ ส่วนมาตรการที่ออกมาถ้าทุกฝ่ายไม่ปฏิบัติตาม ก็ต้องมาถามต่อกันแล้วว่าต้องการให้บ้านเมืองเป็นอย่างไร จะปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านี้ดำเนินต่อไปหรือไม่

“ขึ้นอยู่กับสังคมจะออกมาแสดงท่าทีทั้งกดดันพล.อ.อนุพงษ์และผลักดันให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป อยากให้ประเทศอยู่ในสภาพอย่างนี้ต่อไปหรือเปล่า และก็ต้องขึ้นอยู่กับพล.อ.อนุพงษ์ด้วยว่าอยากให้เป็นอย่างไร ที่พล.อ.อนุพงษ์ยังไม่ทำอะไร ก็เพราะอาจจะรอดูให้มีกลุ่มผู้ชุมนุมจากทั่วประเทศมาชุมนุมกดดันก่อนแล้วจึงค่อยทำงาน” รศ.ดร.ไชยวัฒน์ กล่าว

ผศ.ดร.ตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ประกาศใช้ในพื้นที่กรุงเทพฯ ไม่ได้ฟ้องว่าเป็นการยุติปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ได้ประกาศเพื่อจบปัญหาความขัดแย้ง เพราะการขัดแย้งดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติอย่างเหตุการณ์ทางภาคใต้ แต่เป็นความขัดแย้งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา

ส่วนในสายตาของนักวิชาการด้านกฎหมายอย่าง รศ.ดร.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มองว่าต้องการให้พล.อ.อนุพงษ์ใช้หลักนิติรัฐและนิติธรรมควบคู่กันไป พ.ร.ก.ฉุกเฉินถือว่าเป็นยาแรงแต่คนที่นำมาใช้ไม่กล้าใช้ เพราะกลัวว่าประชาชนจะกล่าวหาหรือด่าว่าไปทำร้ายประชาชน ซึ่งจากนี้ต่อไปเชื่อได้ว่าจะส่งผลระยะยาวต่อ Rule of Law ของประเทศเสียหายต่อไปในอนาคต

ทาง รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชื่อว่าการดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะเป็นไปตามทิศทางที่ พล.อ.อนุพงษ์ แถลงเมื่อวันที่ 2 กันยายน อย่างแน่นอน และไม่เชื่อว่ามาตรการที่พล.อ.อนุพงษ์ แถลงจะอ่อนแอตามที่หลายฝ่ายกังวลกัน แต่เห็นว่าเป็นมาตรการที่เป็นกลางและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่ขัดแย้งกัน คือไม่ใช่ทั้งส่งสัญญาณว่าจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะใช้ความรุนแรงปราบปรามกลุ่มชุมนุม

“การดำเนินการต่างๆ ในขณะนี้เป็นไปอย่างสันติวิธี หากถามว่าทำไมการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มีกลุ่มผู้ต้องการแสดงความคิดต่อเรื่องดังกล่าวออกมา 2 ลักษณะ 1. กลุ่มที่ต้องการให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็มีทั้งนักวิชาการที่อ้างว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ กลุ่ม NGO กลุ่มประชาชนที่อ้างตัวเองว่าเป็นกลาง 2. มวลชนที่สนับสนุนให้มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่าง นปช. ก็ต้องการให้รัฐบาลจับกุม ปราบปรามโดยเร่งด่วน นั่นหมายความว่าต้องการให้ใช้อาวุธในการปราบชุมนุม”
อย่างไรก็ตาม ถ้านายกรัฐมนตรี ผบ.ทบ. ผบ.ตร. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอ่อนแอทั้งหมด ไม่ว่าจะดำเนินการยกเลิกหรือสั่งการให้ใช้กำลังเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมถือว่าอ่อนแอทันที เพราะโน้มเอียงและทำตามเสียงจากกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ขณะนี้ถือว่ายังเข้มแข็งอยู่ เพราะการดำเนินการที่ผ่านมาจนถึง ณ ขณะนี้ทำงานอย่างสันติวิธี ไม่ใช้กำลังเข้าแก้ไขสถานการณ์และไม่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

พร้อมกันนี้ รศ.ดร.วรพล ยังได้กล่าวถึงท่าทีที่แสดงออกมาขณะนี้ของ พล.อ.อนุพงษ์ ว่ามีลักษณะที่เหมาะสมและเข้มแข็ง คาดว่าจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้โดยการอดทน พร้อมกับชื่นชมในความรับผิดชอบตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ได้แถลงเมื่อวันที่ 2 กันยายน ว่าเป็นท่าทีที่ต้องสนับสนุนการทำงานในเรื่องดังกล่าว

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เห็นด้วยกับท่าทีของพล.อ.อนุพงษ์ ซึ่งออกมาประกาศจุดยืนและแนวทางที่แถลงต่อสื่อมวลชน ซึ่งได้สอดคล้องกับหลักเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรีและของรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี แต่สิ่งสำคัญที่ผบ.ทบจะลืมเสียไม่ได้คือ การที่ทางรัฐบาลตัดสินใจให้มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อต้องการแก้ไขสถานการณ์ที่กำลังทวีความรุนแรง และต้องการลดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดนอกจากแนวทางเจรจาโดยสันติ สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบอำนาจนั้นต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์หลักนั่นคือ การบังคับใช้กฎหมายอีกด้วย หากยังคงเพิกเฉยไม่ปฏิบัติหรือบังคับใช้กฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์แล้วนั้น เท่ากับเป็นการแสดงให้เห็นว่าบ้านเมืองมีปัญหากับหลักนิติธรรม เมื่อมีปัญหากับหลักนิติธรรมเท่ากับมีปัญหากับระบอบประชาธิปไตย

ซึ่งบ้านเมืองที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยนั้นคือ การที่ทุกคนอยู่ร่วมกันด้วยความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทุกฝ่าย โดยมีกฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญชิ้นหนึ่ง ในการทำหน้าที่ให้ประชาชนเท่าเทียมกัน

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน แกนนำกลุ่มมหาประชาชนพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวถึงการที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ปฏิบัติตามประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่มีการประกาศใช้ว่า เรื่องการดำเนินการกับพันธมิตรฯจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งในส่วนของกลุ่มนั้นจะไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น จะยึดทางสายกลาง เพราะยังเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาได้



มือปืนพันธมิตรกระหึ่มเว็บ


* BBC ประจานคลิปโหด-โพสต์ทั่วเว็บไซต์
คลิปวิดีโอและภาพนิ่งความป่าเถื่อนโหดร้ายของม็อบพันธมิตรฯ ที่ถ่ายไว้ได้โดยสำนักข่าว BBC ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก และขึ้นประจานไว้ตามเว็บไซต์ต่างๆ ให้เห็นภาพจะจะนาทีชีวิตที่ม็อบโหด กำลังชักปืนยิงใส่ฝ่ายต่อต้านฯ จนเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บอีกหลายคน ขณะที่นักเลงพันธมิตรฯ กลับไม่มีใครโดนลูกปืน เผยวางยุทธการแบบทหาร ส่อจงใจเอาชีวิต ชาวเว็บไซต์รุมสาปแช่ง จี้ตำรวจเอาคนผิดมาลงโทษ บช.น. สั่งเร่งรวบรวมหลักฐานสาวให้ถึงตัวคนร้ายเร็วที่สุด ส.ส.พลังประชาชน ออกแถลงการณ์ประณาม จี้บังคับใช้กฎหมายเคร่งครัด

+ ส.ส.พปช.ประณามพันธมิตรฆ่าคนไทย
จากเหตุการณ์เมื่อเวลาประมาณ 00.30 น. วันที่ 2 กันยายน 2551 ที่กลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ ปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ปะทะม็อบพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ได้มีภาพถ่ายและคลิปเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง แสดงให้เห็นชัดเจนว่าแก๊งพันธมิตรฯ ติดอาวุธครบมือ และกระทำการอย่างโหดร้ายป่าเถื่อน

นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่ากลุ่มการ์ดพันธมิตรฯ ถูกฝึกมาอย่างดี ซึ่งพบว่าจากชั้นเชิงการเคลื่อนไหวเข้าบุกยั่วยุล่อให้กลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ เข้าตอบโต้ จากนั้นจึงให้คนที่ซุ่มอยู่ตามซอยยิงปืนขึ้นมาจำนวนหลายนัด เป็นยุทธวิธีแบบเดียวกับทหาร

มีการระดมยิงด้วยกระสุนลูกแก้วและนอตควงหรือแม้กระทั่งยิงกระสุนปืนจริง ใส่กลุ่มต่าน และกลุ่มพันธมิตรฯ ที่อยู่แนวหน้าก็กรูเข้ารุมทำร้ายอย่างป่าเถื่อน

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายออกมาประณามการกระทำครั้งนี้เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุและเกินขอบเขตของกฎหมาย และทำให้สังคมเห็นธาตุแท้ของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าที่แท้คือ “ฆาตกร”

ในเว็บไซต์พันทิปได้มีผู้แสดงความคิดเห็นมากมายตลอดทั้งวัน โดย คุณ saipin แสดงความเห็นว่า

“เห็นภาพแบบนี้แล้ว...น้ำตามันจะไหล ไม่อยากเห็น ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากดูเลย สงสาร สงสารจัง ผู้ชายเลือดอาบใส่เสื้อสีแดงคนนั้น เขาไม่ใช่ผู้ร้าย เขาไม่ใช่คนชั่วสักหน่อย แต่เขากลับโดนทำร้ายร่างกายแบบนั้น อุดมการณ์ ความมุ่งมั่น และใจที่คิดว่าประชาชนคนหนึ่ง ควรทำอะไรให้รู้บ้างว่า ประชาชนหรือพลังเงียบเขาคิดอย่างไร ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาทำไป การที่เขาเดินหน้าออกมาปกป้อง ความชอบธรรม ออกมาปกป้องรัฐบาลและนายกฯ ด้วยมือเปล่า จนเขาเจ็บตัว เลือดชะโลมกายซะขนาดนั้น มีใคร เห็นคุณค่า เห็นความหมายของสิ่งที่เขากระทำลงไปบ้างไหม อย่างน้อย ก็ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่บ้านเมือง จับตัวฆาตกรใจโหด มาลงโทษให้ได้

โดย คุณ BenzThunder แสดงความคิดเห็นว่า “หลักฐานมีแล้ว ตำรวจจับเข้าคุก พวก พธม. พวกคุณทำกันเกินไปหรือเปล่า อย่าลืมสิ พวกคนที่คุณฆ่าเขา ทำร้ายเขา เขาเป็นคนไทยที่รักชาติเหมือนคุณ ลืมตาให้กว้างๆ สิ อย่าให้ใครเขามาใช้พวกคุณเป็นเครื่องมือ”

คุณตริวิกรมเสน แสดงความคิดเห็นว่า “ชายไทย สูง 170-175 หนัก 70-75 อายุ 40-45 ใส่เสื้อ XL ปล่อยชาย กระเป๋าสะพายพกซ่อน มีอาวุธ 9 มม.ในครอบครอง การยิงค่อนข้างแม่นยำ พฤติกรรมน่าจะยังคงวนเวียนแถวเวทีมัฆวานอีก น่าจะมีคนรู้จักหรือจำได้ เพราะคงเคยมาแล้วหลายครั้ง มีการคิดและตระเตรียมเหตุการณ์ล่วงหน้า”

คุณ BenzThunder แสดงความคิดเห็นว่า “มีหมวกกันน็อก และยิงเข้าใส่พวก นปก. ก็แน่ชัดอยู่แล้วว่าต้องเป็นฝ่ายพันธมิตร เพราะฝ่ายพันธมิตรจะมีหมวกกันน็อกที่ตำรวจแจกให้ไปและบุคคลผู้นี้เล็งปืนเข้าใส่ผู้ร่วมชุมนุมที่มามือเปล่าจากฝ่าย นปก.ด้วย อยากให้ตำรวจสอบสวนด้วยว่าลูกกระสุนปืนที่หายไป ตรงกับลูกกระสุนปืนและปืนของตำรวจที่หายไปหรือไม่ และตรงกับอาวุธบางส่วนที่ยึดได้จาก กบฏพันธมิตรหรือไม่ นอกจากดูภาพข่าวจากทีวี ดูพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ แล้วควรสอบสวนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ และร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย

ด้าน พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 กล่าวว่า ได้สั่งการไปยังพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ให้เร่งรวบรวมพยานหลักฐานในวันเกิดเหตุให้ได้มากที่สุดพร้อมสอบปากคำผู้บาดเจ็บและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทุกรายให้ได้ข้อเท็จจริงพร้อมให้ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่หาข่าวติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้ได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการประสานสื่อมวลชนนำหลักฐานภาพที่บันทึกได้ชัดเจนถึงการกระทำผิดกฎหมายที่เกิดขึ้นมาตรวจสอบ

พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ตนฝากประชาสัมพันธ์ไปยังแกนนำผู้ชุมนุมทั้ง 2 ฝ่าย ผู้ชุมนุมและประชาชนที่เห็นเหตุการณ์ให้เข้าให้ข้อมูลเบาะแสกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเร่งด่วนเพื่อให้การสืบสวนสอบสวนเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ทั้งนี้คาดว่าคงต้องอาศัยเวลาอีกระยะหนึ่งเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเนื่องจากจุดเกิดเหตุเป็นที่มืดและแสงสว่างมีน้อย

โรงพยาบาลวชิรพยาบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ป่วยรักษาตัวอยู่จำนวน 5 ราย มีอาการดีขึ้นมาก แพทย์ได้ติดตามอาการใกล้ชิด และมีญาติติดต่อเข้ามาขอเยี่ยมและดูอาการ ทำให้กำลังใจผู้ป่วยดีขึ้น

ส่วนอาการของ นายเอกชัย อาจสาคร ที่ถูกยิงบริเวณทรวงอก หลังผ่าตัดอาการดีขึ้นแล้ว ขณะนี้เตรียมถอดท่อระบายเลือดออก ส่วน นายณรงค์ศักดิ์ กอบไธสง ผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะกัน ทราบว่าขณะนี้มีญาติติดต่อขอรับศพแล้ว

ด้าน น.ส.อนัญญา พลเยี่ยม อายุ 40 ปี อาชีพแม่ค้า ตัวแทนกลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเพื่อนของนายณรงค์ศักดิ์ กอบไธสง ผู้ตายเดินทางมาเพื่อมอบเงินบริจาคจำนวนหนึ่งให้กับญาติของนายณรงค์ศักดิ์

น.ส.อนัญญา กล่าวว่า กลุ่มของตนดูอาจจะไม่มากนักแต่ได้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อต้องการให้ประชาธิปไตยเต็มใบ ทางกลุ่มจึงไปร่วมกับ กลุ่ม นปช.โดยมีจุดยืนเพื่อต้องการให้กลุ่มพันธมิตรฯออกจากทำเนียบรัฐบาล เพราะเท่าที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรฯทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย

สำหรับคนตายก็รู้จักกันมานานโดยเป็นเพื่อนที่ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน ซึ่งเห็นผู้ตายประมาณปี 2549ในช่วงที่ นปช.ตั้งเวทีเพื่อที่จะขับไล่พันธมิตร ณ ท้องสนามหลวง ตนก็ได้เจอกับผู้ตายทุกเย็นมีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ส่วนตอนเช้าผู้ตายจะไปทำงาน ซึ่งการเข้ามาในกลุ่ม นปช.ตนยืนยันได้ว่าไม่มีการรับเงินแม้แต่บาทเดียว

น.ส.อนัญญา ยังกล่าวต่อว่า สำหรับเหตุการณ์วันเกิดเหตุ ตนยืนยันได้ว่ากลุ่ม นปช.ไม่ได้มีเจตนาไปหาเรื่องพันธมิตรฯ แต่ที่ไปนั้นแค่ต้องการไปแสดงจุดยืนว่า ที่กลุ่มพันธมิตรฯไปอยู่ที่ทำเนียบนั้นไม่ถูกต้อง โดยวันนั้นผู้ตายได้เดินนำอยู่ด้านหน้า ตนได้ขี่รถจักรยานยนต์ตามด้านหลัง ในคืนนั้นกลุ่มพันธมิตรวิ่งเข้ามาทำร้ายร่างกายผู้ตายโดยมีชายฉกรรจ์วิ่งเข้ามาตีด้วยไม้ตอกตะปูจนไม้หัก

หลังจากเห็นเช่นนั้นก็เกรงจะได้รับอันตรายจึงขี่รถจักรยานยนต์เพื่อจะหนี จึงทำให้รถตนเองเสียหลักชนกับรถเพื่อนที่มาด้วยกัน และได้หันหลังไปมองผู้ตายเห็นกลุ่มพันธมิตรฯกำลังรุมทำร้ายซึ่งตอนนั้นไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยต่างคนต่างหนีเพื่อเอาตัวรอด ตอนนั้นรู้สึกตกใจมาก ทุกวันนี้เวลานอนยังเห็นภาพที่นายณรงค์นอนเสียชีวิตยังคาตาอยู่ตลอดเวลา มันเป็นภาพที่โหดร้ายมาก

ด้าน นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ประธานที่ปรึกษากลุ่มคนรักทักษิณ ปราศรัยโจมตีการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ ภายในทำเนียบรัฐบาล บนเวทีหน้าโรงแรมแกรนด์วโรรส ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ว่าเป็นต้นเหตุสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศชาติ พร้อมกับเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม

ทั้งนี้ กลุ่มคนรักทักษิณได้ตั้งโต๊ะรับเงินบริจาค เพื่อนำไปช่วย นายณรงค์ศักดิ์ กอบไธสง ที่เสียชีวิต พร้อมแจกผ้าสีแดงให้กับผู้ที่ขับรถไปมา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ ส่วนสมาชิกกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ จ.เชียงราย มีความเห็นร่วมกันว่า ไม่ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ ที่กรุงเทพมหานคร แต่จะคงกำลังอยู่ในพื้นที่ เพื่อป้องกันที่กลุ่มพันธมิตรฯ อาจจะปิดสถานที่ราชการและสนามบิน

อนึ่ง คลิปโหดนาทีชีวิตที่กลุ่มต่อต้าน ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ โหดยิงปืนเข้าใส่ได้ถูกถ่ายไว้ได้โดยสำนักข่าว BBC และมีการนำเสนอบนเว็บไซต์ให้เข้าไปชมความโหดร้ายป่าเถื่อนได้ และยังมีการนำรูปภาพดังกล่าวเผยแพร่ไปในหลายเว็บไซต์ พร้อมกับการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง

ซึ่งภาพที่ปรากฏดังกล่าวได้ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับข้ออ้างของแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ระบุว่าชุมนุมอย่างสงบ โดยปราศจากอาวุธ รวมไปถึงคำให้ต่างข้างๆ คูๆ ของ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานกลุ่มพันธมิตรฯ ที่อ้างว่า ผู้ต้อต้านอาจจะยิงกันเอง

โดยพบว่าในจำนวนผู้บาดเจ็บมีกลุ่มผู้ต่อต้านถูกยิงหลายราย ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ กลับไม่มีใครถูกยิง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ส.ส. พรรคพลังประชาชน กว่า 20 คน นำโดยนายอำนวย คลังผา ส.ส. ลพบุรี ระบุว่าได้หารือ กับส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล

และร่วมกันออกแถลงการณ์เปิดผนึกในนามของผู้แทนปวงชนชาวไทย ฉบับที่ 1 โดยระบุว่า การที่บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายอยู่ในขณะนี้จนกระทั่งไปสู่การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา จากการหารือแล้วมีมติขอเสนอและข้อร้องเรียน 4 ข้อคือ

1.ขอประณามการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ฆ่าคนไทยด้วยกัน

2.ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายโดยด่วน

3.เรียกร้องให้แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมืองโดยการยอมรับคำสั่งศาลในข้อหากบฏ และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

4. ขอเรียกร้องให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ปฏิบัติตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการห้ามชุมนุมเกิน 5 คนในทางการเมือง และการนำเสนอข่าวที่ก่อให้เกิดการบิดเบือนจนอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพื่อให้เกิดความสงบสุข

ทั้งนี้นายอำนวยยืนยันว่า การออกแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวไม่ได้เป็นการกดดันการทำงานของ พล.อ.อนุพงษ์ แต่อย่างใด โดยทางกลุ่มยังคงเห็นด้วยกับแนวทางการเจรจาของหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่จะปฏิบัติต่อผู้ชุมนุม แต่อยากจะให้มีการเร่งรัดระยะเวลาเพื่อให้สถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว เพราะขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ฟังและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล


Wednesday, September 3, 2008

คำต่อคำ...สมัคร สุนทรเวชประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน


คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

ที่กองบัญชาการกองทัพไทย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แถลงถึงกรณีการเกิดเหตุปะทะระหว่างกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในคืนวันที่ 2 กันยายน 2551 อันเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จนรัฐบาลต้องประกาศภาวะฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในช่วงเช้าวันเดียวกัน โดยมีถ้อยคำสำคัญดังต่อไปนี้

“…เมื่อคืนกลางดึกได้เกิดกรณีที่เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ขอยืนยันว่าผมไม่เคยปรารถนาที่จะให้เรื่องอย่างนี้เกิด ขึ้นความตั้งใจของผมนั้นคิดว่าค่อยๆ ดำเนินการไป จะใช้เวลาตามสมควร สัญญากับคนทั้งบ้านทั้งเมืองว่าจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น อดทนรอเหตุที่เกิดที่สะพานมัฆวานฯ ก็ช้ำใจพออยู่แล้ว

แต่ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นอีก ผมได้รับรายงาน ยังไม่ได้นอน ผมก็ออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ผมได้ดูทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว และจะได้สอบสวนกันอย่างถี่ถ้วน เพราะว่าเห็นด้วยกับสัญชาตญาณของคนธรรมดา พอถ่ายอีกด้านหนึ่งก็ได้ภาพอีกด้านหนึ่ง ถ่ายออกมาแต่ละด้านมีภาพออกมาไม่เหมือนกัน คณะกรรมการสอบสวนจะเป็นคนดูแลเรื่องนี้ และอย่ามาหาว่าผมอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลัง ในเมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้ผมก็สุดจะเลือกทางอื่น ผมได้เลือกทางที่เบาที่สุดคือ ประกาศภาวะฉุกเฉินเฉพาะกรุงเทพมหานคร เพื่อจะจัดการปัญหาเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดโดยตัวบทกฎหมาย และได้เลือกใช้ข้อความต่างๆ เพียงแต่จะให้ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือทหารดำเนินการแก้ปัญหาได้

ขอยืนยันสิ่งที่ผมทำ เป็นการทำเพื่อแก้ปัญหาของบ้านเมือง ใครจะออกความคิดความเห็นก็ไม่เป็นปัญหา ในสภาผมเองก็ได้ไปนั่งฟัง ส่วนนอกสภาใครจะออกความเห็นอย่างไรก็สุดแล้วแต่ ผมก็ได้แต่วิงวอนขอร้อง อันนี้เป็นเรื่องของบ้านเมือง อย่าได้นำตัวของผมเพียงคนเดียว อย่าเอาความชิงชังในตัวผมซึ่งไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ไปรวบรวมกันมาแล้วยืนยัน โดยที่ไม่ได้ไปแตะต้องคนที่ก่อให้เกิดปัญหาเลย ผมจะเก็บความขมขื่นอันนี้ไว้ในใจของผม ผมจะเอาไว้ศึกษาในวันข้างหน้าว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองนี้ ที่คนทำงานให้บ้านเมืองจะมาถูกสังคมเคียดแค้นชิงชัง เหมือนกับผมเป็นคนเลวทรามต่ำช้าเสียเต็มประดา

ในขณะที่คนที่ก่อเหตุปัญหาให้กับบ้านเมือง บรรดาผู้ที่ออกความเห็นไม่พูดถึงเลย เป็นเรื่องที่น่าเสียใจจริงๆ สำหรับคนที่เป็นนักการเมือง คนที่ทำงานให้กับบ้านเมืองอย่างตั้งใจ พยายามจะแก้ไขปัญหาบ้านเมือง แต่ว่าไม่เป็นปัญหา วันนี้ผมอดทนได้ เมื่อเหตุเกิดเมื่อคืนผมจึงต้องตัดสินใจ ผมทำอย่างรอบคอบ ไม่ได้คิดคนเดียว เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้หารือกันประมาณ 2 ชั่วโมง ดูเอกสารดูตัวบทกฎหมายให้รอบคอบ เสร็จเรียบร้อยแล้วให้ประกาศไปอย่างที่ประกาศต่อกรมประชาสัมพันธ์ตอน 7 โมงเช้า ผมทำเรื่องนี้เพื่อจะดับชนวนบ้านเมืองให้สำเร็จเรียบร้อย จบเมื่อไรทุกอย่างจะกลับสู่สถานะเดิม ที่เลือกใช้แต่ละข้อก็จะไม่กระทบกระเทือน เพราะได้แลเห็นแล้วว่าการดำเนินชีวิตของแต่ละคนนั้นยังดำเนินอยู่อย่างปกติสุข

จนกระทั่งเมื่อคืนก่อนเกิดเหตุ ชีวิตของผู้คนยังเป็นปกติสุข คือเขาไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ว่าเมื่อเกิดเหตุอย่างนี้แล้ว ผมยังดับชนวนอย่างอื่นไม่ได้ ผมจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีอยู่ ขอย้ำว่าจะเป็นการกระทำในระยะเวลาที่เร็วพอสมควร จะกระทบกระทั่งไปบ้างก็ขอให้อดทนหน่อย กรณีที่มีการเลือกตั้งกันอยู่นั้นถ้าหากไปกระทบกระเทือนก็ขออย่าเพิ่งหาเสียง พอเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยหาเสียงได้เหมือนเดิม และเป็นหน้าที่ของผมที่จะให้ กทม. พูดจากับ กกต. เพื่อยืดวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ออกไป เพื่อชดเชยวันที่เสียหายไป แล้วก็ไม่มีอะไรอื่น

นอกจากประเด็นนี้ที่มีการเลือกตั้งอาจจะช้าไปหน่อย ให้อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย กกต. จะช่วยอนุเคราะห์ดูแลให้ ทั้งหมดก็มีเท่านี้แหละครับ ผมจึงออกมาแถลงขอความเห็นใจว่าผมมีหน้าที่จะต้องรักษาความสงบของบ้านเมืองนี้ และทุกมือทุกฝ่ายที่มีหน้าที่เขาก็ได้ลงมือช่วยเหลือ แล้วผมก็อยากจะวิงวอนให้พี่น้องทั้งหลายให้ความร่วมมือด้วย

ผมขอวิงวอนเลยครับ เจ้าหน้าที่คงดำเนินการที่มีการปลุกระดมเรียกร้องกันจะให้เกิดความปั่นป่วน จะให้คนเข้าใจผิดกันอีกนั้นคงเป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะว่าที่ประกาศภาวะฉุกเฉินนั้นเจ้าหน้าที่ที่มีความรับผิดชอบเขาจะดำเนินการดับชนวน ก็จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ทั้งหมดนี้คิดว่าในบ้านเมืองของเราถ้าเราอยู่ด้วยความมีเหตุผลเราก็คงอยู่ดีมีสุขกันได้ แต่ว่าด้วยความไม่มีเหตุผล อันนี้ผมขอย้ำเลยว่า ไม่แตะต้องต่อคนที่ก่อให้เกิดเหตุยุ่งยากต่อบ้านเมืองเลย แต่มารุกล้ำย้ำเอากับคนที่ทำงานแก้ปัญหาบ้านเมือง ผมรับหน้าที่นี้อยู่ครับ ผมจึงต้องเลือกเอาวิธีที่จะทำให้บ้านเมืองกลับสู่สถานการณ์ปกติโดยเร็ว ส่วนเรื่องที่ใครจะคิดอะไรไม่ดีอย่างไรเป็นสิทธิเสรีภาพของท่านที่จะแสดงได้

ผมยืนยันว่าเป็นการร่วมมือกันอย่างที่มันหาอะไรที่สนับสนุนได้ยากเต็มที คือบรรดาสหภาพทั้งกว่า 40 แห่ง ที่ต้องการให้เกิดความปั่นป่วนกับบ้านเมือง โดยอยากจะร้องถามท่านเท่านั้นว่ามันอะไรกันนักหนา คนชื่อ สมัคร สุนทรเวช มันเลวอย่างไร ถึงจะร่วมมือกันเหยียบให้มันจมลงไป และถ้าท่านทำอย่างนั้นและถ้ามันหายไป เสร็จแล้วบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร มันจะมีใครมาทำหน้าที่แทน มันจะมีวิธีการเข้าออกอย่างไร ใครจะมาเป็นรัฐบาล มันไม่ได้ทั้งนั้น มันไม่จบ คนที่ก่อการอยู่เขาก็บอกว่าอย่างนี้ก็ไม่ได้หรอก ลาออกก็ไม่จบ เลือกตั้งใหม่ก็ไม่ได้ เลือกตั้งไม่พอใจเขาก็จะออกมาอีก เขาประกาศกันเสร็จเรียบร้อยแล้วว่าจะเอาระบอบการปกครองใหม่เข้ามา เขาต้องการล้มล้างระบอบการปกครองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ทำไมผู้คนในบ้านเมืองไม่เข้าใจว่าเขาแสดงทุกอย่างหมด เราจึงส่งไปให้ศาลท่านดู ศาลท่านจึงออกหมายมาได้ ก็คิดว่าจะยุติและสู้กันด้วยกระบวนการทางกฎหมาย ไม่คิดอะไรอื่นเลยคิดว่าต้องได้ประกันได้ต่อสู้ แต่ปรากฏว่ามันไม่เป็นไปในลักษณะอย่างนั้น”

* พันธมิตรฯ ยืนยัน ไม่ออกจากทำเนียบ นายกฯ จะขีดเส้นตายอะไรหรือไม่

“ผมไม่ขีดหรอก เพราะเจ้าหน้าที่เขาดูเรื่องนี้อยู่ ส่วนจะใช้เวลาเท่าไรในเรื่องนี้ทางคณะกรรมการที่ดูแลจะเป็นคนกำหนดเอง ซึ่งขณะนี้กรรมการชุดนี้มีประธาน รองประธาน เป็นคนดำเนินการ”

* การห้ามชุมนุมเกิน 5 คน จะมีผลต่อม็อบ นปช. และม็อบพันธมิตรฯ หรือไม่
“มันต้องมี ใครทำอย่างนั้นก็ต้องมีผล ผมต้องการให้เลิกเร็ว เพราะไม่อยากให้ชุมนุมนานเกินไปเดี๋ยวจะมาตีความกันอีก”

* จะใช้วิธีการใดที่จะให้ผู้ชุมนุมเลิกโดยเร็ว

“ผมอธิบายหยกๆ ว่า มีคณะกรรมการดูแลเรื่องนี้ กรรมการเป็นคนจัดการ ส่วนจะมีการใช้กำลังเข้าสลายหรือไม่ก็ต้องไปถามทางคณะกรรมการ”

* ส.ส. พรรคพลังประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมกับ นปช. หรือไม่

“อันนี้ก็เป็นข่าว ก็ไปหาข่าวกันมาดู ก็ไม่ได้เป็นปัญหา มันไม่มีปัญหาอะไร เขาจะหน้าที่อย่างไรก็มีคณะกรรมการดูแล รวมทั้งการสอบสวนในการเกิดเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมาด้วย”

* เรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่บอกว่าให้สื่อเสนอข่าวให้เป็นกลาง ไม่สร้างความแตกแยก คืออย่างไร
“เรื่องนี้เป็นวิจารณญาณของสื่อเอง ก็มีวิจารณญาณแค่เสนอข่าวตามปกติ ก็ไม่มีปัญหาอะไร คณะกรรมการเขาก็คนดูแล”

* หลังจากใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วยืนยันได้หรือไม่ว่าจะไม่มีการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ
“ผมจะยืนยันได้อย่างไร ใครจะไปเกิด ตาย ที่ไหนอย่างไร ผมยืนยันไม่ได้หรอก แต่ผมยืนยันได้ว่าเราจะไม่เป็นคนก่อให้เกิดเหตุ เราจะป้องกันทุกวิถีทางที่จะไม่ให้มีเรื่องอย่างที่เกิดขึ้น ก็จะไม่ให้เกิดขึ้นอีก”

* มีการชี้แจงกับทางต่างประเทศหรือไม่
“ต่างชาติก็ดูอยู่ เมื่อวานไปที่สถานทูตได้คุยกับทูต แต่ผมไม่จำเป็นต้องบอกว่าคุยอะไรกัน และเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศที่จะดำเนินการเอง ในการชี้แจงกับทางทูตต่างประเทศ”

* เป็นทางที่ชอบแล้ว?
“ผมทำเพื่อบ้านเมือง ไม่ได้ทำเพื่อตัวผม ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะรับผิดชอบแน่นอน ผมประกาศชัดเจนทั้งในสภาและนอกสภา ทั้งหมดอยู่ในความรับผิดชอบของผม”

* เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน (2 ก.ย.) ใครจะรับผิดชอบ และรัฐบาลจะมีการเข้าไปดูแลคนที่ได้รับบาดเจ็บเรื่องนี้อย่างไรหรือไม่
“ก็ตั้งกรรมการสอบมาดู ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าเป็นอย่างไร ก็เคราะห์ดีที่ได้ถ่ายไว้ทั้ง 2 ด้าน ทางข้างหน้า ตรงกลาง ข้างหลัง ดูแล้วง่าย ส่วนการดูแลเขามีวิธีการเยียวยาแน่นอน ขณะนี้กำลังพิสูจน์ว่าใครเป็นใคร ตรงนี้ผมพยายามตะแคงหูฟังว่าคนทั้งหมดที่บาดเจ็บกับคนที่ตายไปหนึ่งคนเป็นใคร อย่างไร กรรมการกำลังจะชี้ว่าเป็นพวกไหน อย่างไร”

* ในพรรคร่วมรัฐบาลมีการพูดคุยถึงการเคลื่อนไหวของ นปช. หรือไม่
“ได้มีการพูดกันเมื่อวาน ซึ่งสมาชิกพรรคออกความเห็นตรงกันหมด ผมก็เลยบอกว่าถ้าเกิดว่าหัวหน้าพรรครัฐบาลยังอยู่จะต้องช่วยสนับสนุนกันให้ดี ถ้าไม่ช่วยกันสนับสนุนก็จะเดินไปไม่ได้ ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผมก็ต้องแสวงหาความรู้สึกอันนี้ต่อ ผมได้รับคำตอบมาแปลว่าทุกอย่างเดินหน้าต่อไปได้ ในสภาก็พูดจาในแบบที่เรามองเขาในสภาได้ แต่ว่าส่วนของ ส.ว. แนะนำอย่างนี้ พรรคประชาธิปัตย์แนะนำอย่างนี้ เราต้องรู้ว่าเขาคิดอย่างไร ดังนั้นที่ไปพูดกันเขาก็เป็นหัวหน้าของพวกนั้นทั้งหมด และฟังความคิดเขายืนยันว่าทุกอย่างเป็นอย่างที่เขาแสดงความคิดเห็นมา”

* แสดงว่ารัฐบาลอยู่เบื้องหลัง นปช.
“จะไปอยู่ได้อย่างไร ผมอยู่ของผมตรงนี้ เมื่อเกิดเหตุก็ต้องแก้ไข และทำไม นปช. อยากรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง และที่ยึดทำเนียบกันอยู่นั้นไม่เห็นมีใครอยู่เบื้องหลัง ไม่เห็นสื่อไปตามซักตามล้วงเลยว่ามีใครอยู่เบื้องหลัง ทำไมพอเกิดเหตุเมื่อคืนจึงอยากรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง ทำไมความรู้สึกไม่เหมือนกัน”

* ในฐานะที่เป็น รมว.กลาโหม สามารถจัดการแก้ปัญหาเองได้ ทำไมถึงต้องมอบหมายให้กับคณะกรรมการ

“คุณไม่รู้จักวิธีการสั่งการหรืออย่างไร คนที่เป็นหัวหน้าเขาไม่ลงไปลุยเองหรอก เขามีเบอร์สองคือแม่ทัพ ถ้าจะรบเองต้องถึงขั้นสุดท้ายแล้ว ก่อนอื่นจะต้องมีการดำเนินการเป็นขั้นตอน”


ช็อก!“โรบินโญ่”เซ็นเรือใบผีซิวเบอร์บา-หงส์ได้ริเอรา

ปิดตลาดซื้อขายนักเตะรอบแรกไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับข่าวที่ถือว่าช็อกแฟนบอลทั่วโลกก็คงจะหนีไม่พ้นข่าว แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กระชาก โรบินโญ่ กองหน้าจอมพลิ้วจาก รีล มาดริด มาร่วมทัพด้วยค่าตัว 32.5 ล้านปอนด์ เป็นสถิติใหม่ที่แพงที่สุดของวงการลูกหนังเมืองผู้ดี

ในขณะที่ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ศูนย์หน้าระดับพระกาฬของ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ก็ลงเอยที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนได้ ที่ราคา 30.75 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,999.75 ล้านบาท)

ตลาดซื้อขายนักเตะได้ลุ้นกันมัน(ส์)จนหยดสุดท้ายเมื่อ "ทีมเรือใบ" พลิกความคาดหมายสุดๆ หลังเสียท่าเบอร์บาตอฟให้ยูไนเต็ดในช่วงโค้งสุดท้าย แต่มาเรียกเสียงฮือฮาในช่วงหนึ่งชั่วโมงครึ่งก่อนตลาดวาย หลังยื่นข้อเสนอ 32.5 ล้านปอนด์ เพื่อขอซื้อโรบินโญ่ ซึ่งได้รับไฟเขียวจากทาง "ราชันชุดขาว"

โดยรายงานจากสื่อหลายสำนักในอังกฤษระบุว่า ทีมดังย่านอีสต์แลนด์สที่เพิ่งได้กลุ่มทุน อาบูดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์ จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เข้ามาซื้อกิจการด้วยมูลค่า 150 ล้านปอนด์ (ประมาณ 9,750 ล้านบาท) เสนอค่าตัว โรบินโญ่ ให้ รีล มาดริด สูงถึง 32.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,112 ล้านบาท) ก่อนที่จะบรรลุข้อตกลงย้ายทีมแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

ขณะที่ “เรดเดวิลส์” สามารถตกลงกับ “ไก่เดือยทอง” ได้ด้วยเงื่อนไขให้ยืมตัว เฟรเซอร์ แคมป์เบลล์ หัวหอกซึ่งเติบโตมาจากทีมเยาวชน 1 ปีเต็ม เป็นส่วนหนึ่งของการโยกย้ายครั้งนี้ ซึ่งตีเป็นตัวเลขได้ที่ 30.75 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,999.75 ล้านบาท)

ทางด้าน เบอร์บาตอฟ ภายหลังเซ็นสัญญา 4 ปี แข้งหนุ่มวัย 27 ปี ได้กล่าวเปิดตัวผ่านทางเว็บไซต์ของแมนฯ ยูไนเต็ด ว่า “การได้ร่วมงานกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เหมือนฝันที่เป็นจริง ตอนนี้ผมเฝ้ารอคอยที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งในการพาทีมก้าวไปสู่ความสำเร็จ”

ส่วน “ไก่เดือยทอง” นอกจากได้ เฟรเซอร์ แคมป์เบลล์ จากแมนยูฯ มาใช้งานแบบยืมตัว 1 ฤดูกาล แล้วยังเปิดตัว เวดราน ชอร์ลูก้า แบ็กทีมชาติโครเอเชียมาจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ย้ายมาโดยไม่มีการเปิดเผยค่าตัว แต่สื่อผู้ดีเชื่อว่าสเปอร์สซื้อมาร่วมทีมด้วยค่าตัว 8.5 ล้านปอนด์ ในสัญญา 6 ปี

ด้าน ลิเวอร์พูล สามารถเสริมทัพตัวริมเส้นทันก่อนปิดตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์ ด้วยการคว้าตัว อัลเบิร์ต ริเอรา จากเอสปันญ่อล มาร่วมทัพอย่างเป็นทางการแล้ว โดยเซ็นสัญญาเวลา 4 ปี ด้วยค่าตัวราว 8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 520 ล้านบาท)

ขณะเดียวกัน อังเดร โวโรนิน กองหน้าทีมชาติยูเครน ก็บรรลุข้อตกลงย้ายกลับคืนสู่เวทีบุนเดสลีกา เยอรมนี ไปเล่นให้กับ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน เป็นเวลา 1 ปีแล้ว หลังไม่ประสบความสำเร็จกับการยึดตำแหน่ง 11 คนแรกในถิ่นแอนฟิลด์

สรุปการซื้อขายที่น่าสนใจ
ซาฮา จากแมนยูฯ ไปเอฟเวอร์ตัน, ฟินแนน จากลิเวอร์พูล ไปเอสปันญ่อล, ควาเรสม่า จากปอร์โต้ ไปอินเตอร์, ซิสโก้ จากลา คอรุนญ่า ไปนิวคาสเซิล, แม็คคาร์ทนีย์ จากเวสต์แฮม ไปซันเดอร์แลนด์, ฮิงกินบอมแธม จากซันเดอร์แลนด์ ไปสโต๊ค, แนช จากวีแกน ไปเอฟเวอร์ตัน, มิลิโต้ ซาราโกซ่า ไปเจนัว, แซร์จิโอ การ์เซีย เอสปันญ่อล ไปเบติส, นาโน่ จากเบติส ไปบายาโดลิด, ซาเยตเต้ จากยัง บอยส์ ไปฮัลล์, เคาซิน จากเรนเจอร์ส ไปฮัลล์

หลังชนฝา...หมดเวลาตามใจโจร


คอลัมน์: รายงานพิเศษ

ถ้าเช้าวันที่ 2 กันยายน รัฐบาลยังไม่ยอมประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร

เสียงโห่ร้องจาก “ประชาชน” คงดังอึงมี่เกินกว่าจะทำให้เงียบลงได้

ปฏิเสธยากเสียแล้วว่า นาทีนี้ “รัฐบาล” จะตัดสินใจกระทำ หรือไม่กระทำการใดๆ ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เสียๆ หายๆ ไปเสียทุกทาง

ดังนั้นเมื่อทุกทางถูกด่า ก็ควรเลือกทางที่จะทำให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด

แต่ที่ผ่านมา รัฐก็ยอมอะลุ้มอล่วยให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งที่ความรุนแรงอย่างเด่นชัดเกิดขึ้นตั้งแต่วินาทีที่กลุ่มนักรบศรีวิชัยพกพาอาวุธยกกำลังเข้าบุกรุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ต่อเนื่องถึงการบุกยึดสถานที่ราชการ โดยมีทำเนียบรัฐบาลเป็นเป้าหมายใหญ่ ซึ่งทำให้จนป่านนี้เจ้าหน้าที่กว่า 3,000 คนก็ยังเป็นเจ้าไร้ศาล

ถ้ารัฐตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่ตอนนั้น ไม่ใจเย็นเป็นน้ำแข็งเท่าที่เห็นอยู่ เหตุการณ์ก็อาจไม่บานปลาย แต่เพราะพ่ายแพ้แก่แรงกดดันจากสังคม โดยเฉพาะจากบรรดานักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน จึงเลือกท่อง “ขันติ” มากกว่ายึดตามหลักกฎหมาย

ไม่มีการกระทำใดที่จะทำให้ถูกใจคนทุกคนได้ในเวลาเดียวกัน การที่รัฐบาลพยายามประนีประนอมปฏิบัติให้ถูกใจทุกฝ่ายทุกคน จึงเป็นเรื่องผิดพลาดอย่างมหันต์

ยังดีที่ไม่บ้าจี้ “ลาออก” ตามแรงยุยงของฝ่ายค้านและนักวิชาการจริตอ่อนไหว เพราะคงวิเคราะห์กันแล้วว่า ไม่ว่าจะลาออกหรือยุบสภาไป ก็มีแต่ทางตัน นายกฯ คนใหม่ที่จะมาจากขั้วเดิมจะยังถูกพันธมิตรฯ ขับไล่ หรือให้ฝ่ายค้านที่มีเสียงเพียง 160 เสียงบวกพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดก็มากกว่าพรรคพลังประชาชนเพียง 7 เสียง ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในการบริหารประเทศที่รัฐบาลและฝ่ายค้านมีเสียงแตกต่างกันแค่นี้

แต่นาทีนี้ เพียงยืนกรานไม่ลาออก แล้วปล่อยให้ “ม็อบยึดเมือง” ก็เห็นแล้วว่าเป็นเรื่องที่พลาดเสียแล้ว เมื่อประชาชนอีกฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลและถูกกดดันมาโดยตลอด ทั้งจากข่าวสาร ทั้งข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายที่ให้รัฐบาลออก ทั้งการถูกขู่ตัดน้ำ ตัดไฟ ฯลฯ

แม้รู้เต็มอกว่าการเผชิญหน้ากันอาจนำไปสู่ทางออกที่ไม่สวย แต่หัวอกประชาชนที่ถูกเหยียบย่ำจากกลุ่มพันธมิตรฯ มาโดยตลอด ก็เป็นเรื่องที่ใครยากจะกล่อมหรือห้ามได้

ประเหมาะเคราะห์ร้าย คืนนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่งได้รับคำสั่งปลดอาวุธ (ซึ่งก็เป็นเพียงกระบอง) เหลือเพียงโล่ป้องกัน การเผชิญหน้าจึงเกิดขึ้นอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

ความสูญเสียชีวิต นำมาด้วย “ศึกชิงศพ” หวังใช้ร่างผู้เคราะห์ร้ายเป็นเครื่องมือป้ายสีความรุนแรงให้แก่อีกกลุ่ม

หรือคำพูดของ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ที่ให้สัมภาษณ์สดแก่รายการโทรทัศน์ ตั้งข้อสงสัยป้ายขี้ให้ฝ่ายรัฐทันทีว่า นี่เป็นแผนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ของรัฐบาล ของ นายสมัคร สุนทรเวช ที่นำม็อบประชาชนมาเข่นฆ่าประชาชนของพันธมิตรฯ

วิกฤติเกิดตรงหน้า มวลชนของตัวเองก็อาวุธครบมือ แต่ยังอุตส่าห์หัวไวใส่สีได้ขนาดนี้ มันต้องยกนิ้วให้จริงๆ แต่จะนิ้วมือหรือนิ้วไหน ก็ว่ากันอีกเรื่อง

แต่งานนี้ นอกจากรัฐบาลที่ใช้ความอดกลั้น ต้อง “กราบ” เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยงามๆ หลายหน เพราะไม่มีตำรวจประเทศใดในโลกที่ต้องควบคุมฝูงชนโดยมีอาวุธเพียง “โล่” อันเดียวในมือ

สุดท้าย ทหารจึงต้องเข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจตรึงกำลังเป็นคำตอบ (เกือบ) สุดท้าย และรัฐบาลที่เพิ่งได้สติ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

มีเพียงแกนนำบางคนของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ยังพูดออกมาได้ว่า รัฐบาลทำเกินกว่าเหตุ

แต่ประชาชนอีกทั้งประเทศกลับหวังว่าประกาศเช่นนี้แล้ว จะทำให้สถานการณ์ทั้งหลายกลับเข้าสู่ความปกติได้เร็วๆ สักที


คอลัมน์: “สามดาว” กระทบไหล่ฯ

คอลัมน์: “สามดาว” กระทบไหล่ฯ

กระทบไหล่ คนในเครื่องแบบ ประจำวันพุธที่ 3 กันยายน 2551...“สามดาว” ให้กำลังใจเพื่อนตำรวจที่ออกมาอดตาหลับขับตานอน เฝ้ายามให้พวกคิดร้ายต่อชาติ ต่อประชาชน ด้วยความหนักแน่นและเหนื่อยยาก...ลำบากกาย ไม่เท่าลำบากใจ...ขอให้กำลังใจครับผม!...

๐๐๐ ยืนอยู่หลังแถวเด็กๆ ตำรวจตลอดมา...ก็ “นาย” ทั้งใหญ่น้อย เรียงตัวดูได้ตั้งแต่ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯ รมว.มหาดไทย ควบคุมกำลังพลเตรียมพร้อมรักษาความสงบสุข ไม่ให้พวก “ม็อบ” มาร อยู่เหนืออำนาจรัฐ...พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ก็อยู่หัวแถวตำรวจ...กับอีกนับร้อยนาย ที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบ...ก็เข้าใจและเห็นใจกับทุกท่าน...

๐๐๐ แต่...เหตุใดท่านทั้งหลายเหล่านั้น ไม่แสดงความกล้าเป็น “ผู้นำ” ยืนอยู่ข้างหน้ากันบ้าง...เด็กๆ มันจะได้ดูเป็นแบบอย่าง...และฝ่ายตรงข้ามจะได้เกรงขาม...หรือ ขาสั่นยังไม่เลิก!!...

๐๐๐ เด้งไปให้พ้น...ดีแล้ว...“สามดาว” เตือนแล้วหลายครั้ง พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. ในอดีต รักพวกพันธมิตรฯ มากกว่ารักลูกน้องของตนเอง...มีแต่ขยายความมั่นคงให้กับฝ่ายทำลายอำนาจรัฐ...ความลับสุดยอดก็เก็บกันไม่อยู่...ดูเหมือนมีลางบอกเหตุว่า “ไส้ศึก” ในสนามรบ อยู่ระดับหัวหน้าหน่วย...รบไปก็มีแต่ความพ่ายแพ้ตลอดกาล...

๐๐๐ งานนี้...ต้องเติมให้เต็ม เก่งทั้งศาสตร์และศิลป์...ถ้าตำรวจตามไม่ทันความคิดของฝ่ายตรงข้าม เหมือนเดินไล่หลังโจร...ยิงกระสุนเข้าใส่ก็ไร้เป้าหมาย ไม่ต่างกับจับโจรด้วยมือเปล่า...ได้แค่ความว่างเปล่า??...

๐๐๐ ได้...พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. ก็พอสมน้ำสมเนื้อกับหัวหน้าม็อบ...ต่อไปนี้ ท่านต้องกล้าได้กล้าเสี่ยงเพื่อชาติ!!...ทำได้คำว่า “วีรบุรุษ” อยู่ข้างหน้า

๐๐๐ อย่าทำงานแค่ยืนอยู่หลังลูกน้อง...เดินหน้าเข้าไปให้ถึงรังได้เมื่อใด...เมื่อนั้นแหละ จะเห็นธาตุแท้ของกลุ่มมาร...แค่หมาเห่าใบตองแห้ง...ที่เก่งอยู่ได้นาน ก็เพราะมีแต่ตำรวจขี้ขึ้นสมอง อาศัยแถวตำรวจแอบดูอยู่ข้างหลัง...ใช้ไม่ได้หรอกครับ!!...

๐๐๐ ความพร้อม...หาใช่แค่อาวุธครบมือ หรือกำลังใจมอบให้กับคนในเครื่องแบบ...กองทัพต้องเดินด้วยท้อง...เบี้ยเลี้ยงทุกบาททุกสตางค์ อย่าให้ตกหล่นและเชื่องช้านัก...ทุกคนทำงานเพื่อดูแลครอบครัวอยู่เบื้องหลังทั้งนั้น!!...

๐๐๐ ผิดกับ...ฝ่ายพันธมารมีเสบียงอาหารพร้อม...พร้อมด้วยขวัญและกำลังใจ ปลุกด้วยหลักจิตวิทยาขั้นสูง...เอาตำรวจมาลอยหน้าลอยตาตอบโต้อยู่แค่จอทีวี ไม่มีประโยชน์หรอกครับผม...คิดใหม่ ทำใหม่ ทำเป็นทีม ตั้งแต่บัดนี้ เพราะศึกครั้งนี้ยืดยาวและใหญ่หลวงนัก...อาจจะถึงขั้น “สงครามประชาชน” ก็ย่อมได้...ทีมงานของท่าน พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ อย่ามองข้ามเป็นอันขาด!!...

๐๐๐ เตรียมกันไว้ให้พร้อม...ไม่เกินอาทิตย์หน้า พื้นที่ กทม. ในหลายจุด ตำรวจนครบาลที่ยังไม่มีนายควบคุมชัดเจนขณะนี้...“ท่าน รอง ผบช.น.” ออกมาฝึกงานไว้ได้เลย...มัวแต่หาวเป็นเงินเป็นทองไม่ได้แล้วครับ!!...๐๐๐



“อำนาจในมือโจร”...คิดไปเขียนไป (3)


คอลัมน์: ภัยแผ่นดิน

ยิ่งมองหาทางออกทางการเมือง ก็ยิ่งเห็นแต่...ทางตัน...อยากจะร้องไห้ตามท่านนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ที่ถูก “อำนาจในมือโจร” รุมล้อมไว้ทุกด้าน

ต้นทุนของท่านในทางการเมือง มองไม่เห็นจริงๆ ว่า จะนำมาเสริมเป็นค่าใช้จ่าย แก้ปัญหาเหล่านั้นได้จากส่วนไหนบ้าง?

เพื่อนสมาชิกที่ยืนอยู่กับซีกรัฐบาล...พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันมา ก็หันไปตั้งหลักมองอนาคตทางการเมือง ข้ามหัวท่านไปบ้างแล้ว

“ระดับหัวหน้า” พรรคร่วมรัฐบาล ขาสั่นกันส่วนใหญ่...ต่างนิ่งดูเชิง ขั้นตอนไหนได้เปรียบเสียเปรียบ แล้วค่อยออกมาปากกล้าขาแข็งต่อ

ท่านนายกฯ ทำหน้าที่เดียวดายในสายการเมืองก็ว่าได้...ก็ได้อาศัยความเป็นมืออาชีพทางการเมือง จากประสบการณ์รู้เท่าทัน ก็แค่...คิดไปพูดไป ผ่านพ้นข้ามวัน ก็นับว่าเก่งที่สุดในโลกแล้ว

ท่านนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ในยามนี้ เปรียบเสมือน...เดินไปบ่นไปตามลำพัง ซึ่งคงอีกไม่นานนักคงจะพบกับความมืดมิด ไม่อาจจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างที่คิด

คงไม่ต้องพูดถึง...พรรคฝ่ายค้านของผู้นำ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะหาทางออกได้ทางไหน เพื่อนำพาชาติบ้านเมืองให้พ้นวิกฤติ

นอกจากปากสั่นกับคำว่า “ยุบสภา” หรือ “ลาออก” นอกนั้นพูดได้ไม่ถนัดปาก

ทั้งๆ ที่มีทางออก...ช่วยชาติให้หลุดพ้นจาก “ภัย” ในแผ่นดิน...เขาก็มิได้มีใจช่วยชาติด้วยความจริงใจ...ใจของฝ่ายค้านไปรวมกันอยู่กับ “อำนาจในมือโจร” หมดสิ้น!

นี่แหละการเมือง...มรดกตกทอดกันมาจาก “อำนาจ” และ “ผลประโยชน์” เป็นที่ตั้ง...ทางใดได้ประโยชน์ และมีอำนาจทางการเมืองก็เลือกทางนั้น

มันดูเหมือนช่างวังเวงเหลือเกิน...

เฉกเช่นเหล่านักการเมืองส่วนใหญ่...ตัวสั่นกับคำว่า “ยุบสภา” ก็หมดแรงคิดเรื่องอื่นไปหมด...คิดได้อีกครั้ง ก็หันหน้าไปหาพ่อแม่พี่น้องประชาชน

ช่วยให้พวกเขารอดตายด้วยเถิด

ชาติจะล่มจม...ใครจะเป็นจะตายก็ช่างหัวมัน

ผมบ่นกับท่านผู้ฟังรายการทางสถานีวิทยุทุกวัน...ก็พอจะสะท้อนออกมาได้ว่า ประชาชนคนรากหญ้า ชาวบ้านตามบ้านนอกบ้านนา เขาพร้อมที่จะช่วยรัฐบาล

พร้อมที่จะรวมพลังอันยิ่งใหญ่...ช่วยท่านนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ในทุกสถานการณ์ที่ล่อแหลมขนาดไหนก็ไม่มีใครกลัวตาย

ประชาชนกำลังเคลื่อนไหว...พร้อมใจมุ่งหน้าเข้ามากดดัน พวกโจรที่มีอำนาจในมือ...เป็นทางเลือกของพี่น้องทั้งหลายต่อจากนี้ไป

เขามองไม่เห็นทางอื่น...มองไม่เห็นทางออก ที่สว่างไสวกว่าที่ได้เห็นอยู่เวลานี้

ความมืดไม่ได้มาปิดหูปิดตาพวกเขาหรอก...แต่แสงสว่างส่องให้คนเดินอยู่สายเดียวอย่างสะดวกได้อย่างไร?

ทั้งๆ ที่มันเป็น...โจรปล้นประชาธิปไตย

ต้องเร่งมือไล่มันออกไป...ก่อนบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟมากกว่านี้

หลายคนคิดเลยเถิด...เมื่อบ้านเมืองถึงทางตัน ไม่มีทางออกอื่น เพราะมีโจรไปปิดกั้นไว้หมด

อำนาจรัฐเกรงอำนาจเถื่อน อำนาจตุลาการถูกเลือกนำไปปฏิบัติ ตามความต้องการของมวลชนผู้ฝ่าฝืนได้

แล้วเราจะเหลืออะไรไว้เป็นบรรทัดฐาน

จะทนกันได้นานสักกี่วัน...

กับความอดทนอดกลั้นของพี่น้องประชาชนคนนอกเมือง...บุกเข้ามายึดอำนาจโจรเมื่อใด ลุกเป็นไฟแน่

ชัยอารีย์