WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 4, 2008

สมัคร ประกาศไม่ลาออก ยันอยู่รักษาประชาธิปไตย

กรุงเทพฯ 4 ก.ย. - "สมัคร สุนทรเวช" แจงผ่านวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ประกาศไม่ลาออก เพราะต้องอยู่เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยของประเทศ ยืนยันไม่ได้ทำอะไรผิด ส่วนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อต้องการดับชนวน ยุติความรุนแรง.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-09-04 08:05:59




สมชาย ระบุ เตช บุนนาค ลาออกไม่กระทบเสถียรภาพของรัฐบาล

เมืองทองธานี 4 ก.ย.- “สมชาย” หนุนการออกชี้แจงทิศทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีทางวิทยุฯ เป็นสิ่งที่เหมาะสม ส่วนการลาออกของ รมว.ต่างประเทศ ไม่กระทบต่อเสถียรภาพและการทำงานของรัฐบาล มั่นใจนายกฯ จะสรรหาผู้เหมาะสมแทนได้

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันว่า การที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงกับประชาชนทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ถึงทิศทางทางการเมืองและทางออก พร้อมยืนยันจะไม่ลาออกและยุบสภาว่า เป็นสิ่งที่เหมาะสม

ส่วนกรณีที่ นายเตช บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งนั้น นายสมชาย ยืนยันว่า ไม่กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ที่ผ่านมามีรัฐมนตรีหลายคนลาออก ซึ่งนายกรัฐมนตรีสามารถคัดสรรผู้เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งได้เสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน การลาออกของนายเตชมาจากครอบครัว ซึ่งเชื่อว่าจะไม่มีปัญหา โดยส่วนตัวเห็นว่านายเตชเป็นคนดี มีความสามารถ การสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งแทน เชื่อว่าครั้งนี้จัดหาได้ไม่ยาก ไม่เห็นว่าจะมีผลต่อการทำงานและภาพลักษณ์ของรัฐบาลแต่อย่างใด

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าพรรคพลังประชาชนมีความขัดแย้งกันและอาจจะมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารพรรคนั้น นายสมชาย กล่าวว่า ขณะนี้นายกรัฐมนตรียังคงเป็นหัวหน้าพรรคเหมือนเดิม มีสถานภาพที่มั่นคงเหมือนเดิม.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-04 11:21:22


เดิมพันประชาธิปไตย!


คอลัมน์ : ละครชีวิต

ช่วงนี้ประชาชนบ่นกันมากมายว่า เบื่อหน่ายการเมืองเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย

บรรดานักวิชาการ และ “นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” รวมทั้งสื่อมวลชน หันไปสนับสนุนม็อบอันธพาลให้ออกมาสร้างความวุ่นวาย

ทั้งๆ ที่แกนนำม็อบอันธพาลโดนหมายจับข้อหา “กบฏ” ก็ออกมาปกป้องกันราวกับเป็น “ฮีโร่”!
ม็อบอันธพาล ไม่เคารพกฎหมาย ไม่สนใจเสียงข้างมาก อยู่เหนือกฎหมาย ทำลายประเทศชาติ

ทำให้อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า “ระบอบประชาธิปไตย” เมืองไทย ต่อไปนี้จะเป็นอย่างไร ถ้าคนส่วนใหญ่ยอมให้คนพวกนี้ยึดประเทศ

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นพร้อมกับเป็นห่วง “ระบอบประชาธิปไตย”

เพราะขณะนี้ประชาธิปไตยของเรากำลังถูกท้าทายจากม็อบอันธพาล!

ม็อบไม่ยอมรับอำนาจศาล และไม่ยอมรับอะไรเลย รวมทั้งข้อเสนอของม็อบเปลี่ยนไปตลอดเวลา

โดยเฉพาะการเมืองใหม่ที่เป็นการเมือง 30 : 70 ซึ่งเท่ากับเป็นการท้าทายว่า ระบอบประชาธิปไตยของเราจะต้องถอยหลังกลับไป 20-30 ปีหรือไม่

การยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน ทำลายความเชื่อมั่นของทุกคนต่อการพัฒนาประเทศ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนมากกว่า เพราะตอนที่มีการยึดอำนาจนั้น คมช. ประกาศโดยเร็วว่าจะคืนอำนาจให้กับประชาชนใน 1 ปี

แต่วันนี้เราไม่รู้ว่าม็อบอันธพาลจะได้ดำเนินการทางการเมืองอย่างนี้ และจะทำให้ประเทศชาติกลับสู่ภาวะปกติเมื่อไร ไม่มีใครรู้ว่าม็อบอันธพาลต้องการอะไร

สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลัง เดิมพันระบอบประชาธิปไตย

รัฐบาลต้องการรักษาระบอบประชาธิปไตย แต่มีคนเพียงกลุ่มเดียวที่กำลังทำลายประชาธิปไตย
เพราะข้อเสนอที่ให้ตั้งคนกลางขึ้นมาเป็นรัฐบาลแห่งชาติ ก็ถือว่าไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย

ไม่มีประเทศไหนในโลกที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แล้วแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีขึ้นมาตามใจชอบ โดยไม่ได้ถามประชาชนส่วนใหญ่

ดังนั้น ทางออกของการแก้ปัญหา การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อจัดการม็อบอันธพาลไม่ให้มีการชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล

และต้องจับตัว 5 แกนนำเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ที่สำคัญคือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

หลายคนดูการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวแล้วบอกตามตรงว่า ผิดหวังมาก

เพราะหน้าที่ของ พล.อ.อนุพงษ์ ต้องทำตามคำสั่งของรัฐบาล

เพราะเมื่อรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้ว กองทัพมีหน้าที่ต้องทำตามกฎหมาย

ดังนั้นตอนนี้ ทหารจึงต้องหาทางที่จะทำให้ประชาชนที่ละเมิดกฎหมาย กลับมาอยู่ภายใต้กฎหมายให้ได้

แต่ถ้า พล.อ.อนุพงษ์ ยังจัดการกับม็อบอันธพาลไม่ได้ ก็ต้องพิจารณาตัวเอง

เพราะนั่นหมายความว่า กฎหมายประเทศไทยไม่ได้มีความศักดิ์สิทธิ์อะไรเลย

แล้วประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจะอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อทหาร ตำรวจ ต่างกลัวม็อบอันธพาลขนาดนี้

ศึกครั้งนี้จึงถือเป็นการเดิมพันประชาธิปไตยว่าจะอยู่หรือไป!

ลวดหนาม

"ม็อบพันธมิตร...ม็อบสังคัง!!!?"


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

“วาทตะวัน สุพรรณเภษัช” ฝากขอบคุณบรรดาแฟนๆ ที่แห่กันเข้าไปจองหนังสือ “เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย” และ “รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ” ใน
www.vattavan.com จนเว็บแทบพัง!

“นักเขียน-มิลเลี่ยนคลิก” คนนี้ แย้มให้ฟังว่า จะเข็นหนังสือที่แค่ปกผู้คนก็ซูดส์ปากด้วยความสะใจ เพราะชื่อหนังสือคือ “ประชาธิปัตย์-พรรคดักดาน” ออกมาให้ท่านผู้อ่านได้ฮาแตก-ฮาแตนกันอีกในไม่ช้า...

เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่นี้ เห็นทีจะต้องรัวระฆังแล้วร้องป่าวให้แฟนๆ ของ“วาทตะวัน” วิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “ม็อบ” ที่กำลังอวดศักดาด้วยการยึดทำเนียบรัฐบาลอยู่ในเวลานี้กันสักหน่อย

การเข้ายึดสถานที่ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหารราชการของชาติ ด้วยการใช้จำนวนผู้คนเป็นอาวุธ กรูกันเข้าไปได้สำเร็จ ประกอบกับความที่รัฐบาลใจดี เกรงว่าผู้คนที่หลงเข้ามาร่วมในการยึดสถานที่ราชการต้องได้รับบาดเจ็บ

ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ศูนย์กลางของบริหารของบ้านเมือง ต้องตกอยู่ในความยึดครองภายใต้แกนนำพันธมิตรฯ จำนวนไม่กี่คนเท่านั้น

ไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยมีกองทัพ ซึ่งมีขุนทหารมากมาย แทบจะเหยียบกันตายในสนามกอล์ฟด้วยซ้ำ แต่กลับนั่งดูชาติอันเป็นที่รักของเราต้องตกอยู่ในกำมือของคณะผู้ก่อการ ซึ่งมีจำนวนไม่เกินนิ้วมือสองข้างรวมกัน

คนพวกนี้ได้นำเอา “ความคิดทางการเมือง” ตามแนวทางของตัว ไปยัดใส่หัวกบาลชาวบ้านที่ติดตามรายการจากสื่อนอกระบบอย่าง ASTV ได้สำเร็จ

นายทหารตัวเด่นๆ ทั้งหลาย ไม่รู้สึกเจ็บปวด รู้สึกรู้สากันบ้างหรืออย่างไร?

แม้คนมีหน้าที่ป้องกันชาติบ้านเมืองนั่งเฉยๆ ไม่ช่วยกันทำหน้าที่ของตัวเองก็ตาม แต่ยังดีที่พระสยามเทวาธิราชท่านไม่อู้หรือหลีกเลี่ยงภารกิจ ยังคงทำหน้าที่คุ้มครอง ปกปักรักษาเมืองไทยตามหน้าที่ของท่าน จึงดลบันดาลให้

หางของพันธมิตรฯ โผล่แดงโร่ออกมาทันเหตุการณ์พอดิบพอดี!

นั่นคือ...

ภาพกองกำลังที่เรียกยกยอพวกตัวเองว่า "นักรบศรีวิชัย" เป็นแนวหน้าถืออาวุธโห่ร้องแบบโจรห้าร้อย ละลาย ทะลุทะลวงรั้วกั้น แล้วกรูกันเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์ ข่มขู่เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ด้วยกิริยาท่าทีสุดถ่อย พ่นถ้อยคำที่หยาบชั่วเป็นภาษาถิ่นใต้ออกมาให้ได้ยินกันชัดเจน

พวกนี้นอกจากคนใต้ที่ข่าวบอกว่าจ้างกันมาแล้ว ยังมีเด็กหน้ารามปนอีกหลายตัว!

บางส่วนก็บังอาจบุกรุกเข้าห้องส่วนพระองค์ของ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ จนกระทั่งถูกจับกุมไปเกือบ 100 คน

ประชาชนชาวไทยเกือบทั้งประเทศ พูดกันอื้ออึงไปว่า “รับไม่ได้เด็ดขาด” กับการกระทำของ “กองโจร-ไฟว์ฮันเดรด” จึงขนานนามใหม่ให้เป็น

"นักรบศรีธัญญา"

...ฮากันไปเลย

บ้างก็เรียกว่า ไอ้พวกนี้ไม่ใช่นักรบ แต่เป็น

“ไอ้โจรอัปรีย์...กาลีบ้านกาลีเมือง!"

ภาพของ "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" พลอยเสียหายยับเยินไปด้วย
จะเห็นได้ว่า มีผู้วิเคราะห์ด้วยว่า ม็อบพันธมิตรฯ ครั้งนี้ คนกรุงเทพไม่ใช่แค่ "ไม่เอาด้วย" แต่ยังได้แสดงความชิงชังที่พวกตะไลห้าร้อยเหล่านี้ สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวกรุง ทั้งเด็กนักเรียนและผู้ใหญ่ ที่ต้องเดินทางกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

บ้างก็ต้องพึ่งบารมีศาล แต่ทุกคนต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากขึ้น

ชาวบ้านที่จำเป็นต้องขับรถผ่านกลุ่มม็อบ หลายคนก็ตะโกนด่าทอด้วยความคั่งแค้นอยู่หลังพวงมาลัย
แต่คนที่เลือกความสะดวก ก็ถุยน้ำลายในใจ หรือไม่ก็...

ยก "นิ้วกลาง" ให้...รู้แล้วรู้แรด กันไปเลย!

ดังนั้น ผู้ร่วมม็อบส่วนใหญ่คงมีแต่คนต่างจังหวัดเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ เพราะแรงจ้างบ้าง แรงเงินบ้าง
อย่างไรก็ตาม มีบางส่วนที่พวกนักจิตวิทยาเขาเรียกว่าเป็นพวก “จิตอ่อน” ได้ยินการโฆษณาชวนเชื่อจากสื่อนอกระบบอย่าง ASTV ที่ใช้ถ้อยคำหยาบคายกรอกหูทุกวัน จนซึมซับเอนเอียงไปข้างพวกปลุกปั่น ถึงกับลงทุนควักเงินตัวเองเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มา

...อย่างนั้นก็มี

ความเหิมเกริม อวดศักดา ท้าทายกฎหมายบ้านเมืองมาโดยตลอด แต่ก็ตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ เมื่อนักรบศรีธัญญาที่เมาใบกระท่อมปรุงแต่ง เป็นยาสูตร 4 x 100 ที่นิยมเสพกันอย่างแพร่หลายในแดนสะตอ ซึ่งปรุงง่ายๆ แค่ต้มน้ำใบกระท่อมกับยากันยุงและ

สารฟลูออเรสเซน์ในหลอดนีออน ยาแก้ไอ (ต่อมาเมื่อมีการตรวจค้นก็พบของเหล่านี้จากพวกนักรบใบกระท่อม) เท่านั้นเอง

เสพเข้าไปแล้วทำให้ไม่กลัวตาย สูตรเดียวกับพวกโจรก่อการร้ายภาคใต้ใช้เสพก่อนปฏิบัติการนั่นแหละ!

พวกนี้มันจึงตาขวางด้วยฤทธิ์ยา บุกเข้า “ปล้น!” สถานีโทรทัศน์ของรัฐอย่างอุกอาจเป็นที่สุด!!

แต่พระสยามเทวาธิราชสำแดงอิทธิฤทธิ์ ตีโต้กลับทันท่วงที บรรดาผู้บุกรุกกลับตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรงของตำรวจ ถูกจับกุมไปคุมขังที่เรือนจำ โดยศาลท่านไม่อนุญาตให้มีการประกันตัว

ส่วนแกนนำก็มี “หมายจับ” ข้อหากบฏ ซึ่งแม้ทนายผู้ต้องหาจะดิ้นขอประกันตัว ศาลท่านก็ยืนยันแข็งแรงว่า

เรื่องเข้ากระบวนการแล้ว ต้องมีการสอบสวน ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ และถ้าอัยการสั่งฟ้อง แกนนำก็ต้องไปแก้คดีตามระเบียบ

การที่มีข้อกฎหมายผูกเป็นเงื่อนไว้ที่คอบรรดาแกนนำ มันถอดออกยาก ถ้าถอดผิดเงื่อน ปมมันก็มัดคอตัวเองแน่นจนตายไปเอง!

เรื่องง่ายอย่างนี้ คอการเมืองแถวร้านกาแฟออน ล็อก หยุ่น ถึงกับทำนายว่า...

แกนนำทั้ง 5 บวก 4 ต้องดิ้นสุดชีวิต เพราะหากไม่ชนะ ก็จะไม่หลุดข้อหากบฏ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกยาวนานในเรือนจำ

แต่อยากจะบอกให้ท่านผู้อ่านทราบว่า

ยิ่งเผด็จศึกรัฐบาลไม่ได้ และฝ่ายรัฐสามารถยื้อเวลาได้สำเร็จ จนจัดการเรื่องสำคัญๆ ที่ค้างอยู่ อย่างโผทหารเรียบร้อยไปแล้ว อีกทั้งผู้คนฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งส่วนที่ไม่เห็นด้วยบวกกับแนวร่วมมุมกลับที่ไม่เห็นด้วย

ผนึกกำลังต่อต้านได้เข้มแข็งได้เมื่อใด...

จะมีคนฝ่ายตรงข้ามออกมาแฉหลักฐานเบื้องหลัง ที่เป็น “ความลับ-ความร้าย” ทั้งหลายทั้งปวง ก็จะค่อยๆ เปิดเผยออกมาทีละเล็กละน้อย แต่ก็จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน เพราะหูตาของผู้ที่หลงใหลได้ปลื้มกับฝ่ายพันธมิตรฯ

ตาจะได้สว่าง หูจะได้ไสว ขึ้นมากันเสียที

ที่น่าสงสารมากที่สุดคือบรรดาพวกนักรบศรีธัญญาที่ถูกจับกุมชุดแรก ซึ่งหลายคนได้รับการว่าจ้าง แลกกับเบี้ยรายวัน ซึ่งต้องถูกจับกุมคุมขัง

แต่คนอย่าง “บักใส” นักเคลื่อนไหวอาชีพ กลับปฏิเสธว่า เขาเหล่านี้ไม่ใช่พวกพันธมิตรฯ แต่ “บักลอง” ก็ยอมรับแต่โดยดีว่า

“ตำรวจจับ ‘พวกเรา’ ไป!”

ผู้คนในหมู่พันธมิตรฯ เองถึงกับพูดว่า

“ไอ้ “บักใส” นี่มันช่างขี้ขลาดเสียจริง!”

ไม่ต่างจากพวกสหายแกนนำที่ถูกหัวเราะเยาะ เย้ยหยัน จากประชาชน และสื่อมวลชนทั้งหลายว่า เป็นพวก “ซุกใต้ผ้าถุง” เมื่อมีข่าวว่า ตำรวจจะเข้าจู่โจม

สิ่งที่พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนกรุงเทพ มองดูว่าการกระทำของแกนนำพันธมิตรฯ นั้น เป็นการทำร้ายประเทศชาติของเราอย่างหนักหนาสาหัสก็ตามที แต่ถ้าเราชำเลืองดูเบื้องหลังของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็จะเห็นได้ว่า

ฝ่ายค้านอย่าง "พรรคประชาธิปัตย์" มีส่วนเกี่ยวข้องมาโดยตลอด!

ไม่ว่าจะมีสมาชิกพรรคเข้าไปเป็นแกนนำ การสนับสนุนจากคนสำคัญในพรรค ไปให้กำลังใจติดขอบเวที และข่าวว่าสนับสนุนปัจจัยเงินทองเข้าไปอีก

ส่วนจะสนับสนุนกันแค่ไหน ลองถาม คุณหญิงกัลยา (ฮัว) อดีตผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคนนั้น กันเอาเองแล้วกัน เพราะไปยืนติดขอบเวทีให้ถ่ายภาพฟ้องออกมาทางหน้าหนังสือพิมพ์

ใช่แต่แค่นั้นนะ

รายงานจากหน่วยข่าวของทางราชการยังระบุว่า

พรรคเก่าแก่นี้ สนับสนุนการขนคนเข้ามาร่วมกับพันธมิตรฯ หลายจังหวัดถูกบันทึกภาพเอาไว้โดยละเอียด บางจังหวัดก็ถูกนำมาเสนอทางสื่อโทรทัศน์ ซึ่งหลักฐานเหล่านี้ อาจเป็นเหตุให้พรรคฝ่ายค้านดักดานนี้ ประสบกับความยุ่งยาก ที่ปล่อยให้ ส.ส. ในพรรค มาร่วมก่อการกบฏ แถมคนสำคัญในพรรคก็ยังไปร่วมสนับสนุนด้วย

ยิ่งเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา การอภิปรายทั่วไปในสภา เดอะมาร์คและคณะ ก็แก้ผ้าล่อนจ้อน บอกตัวตนเสร็จสรรพว่า พรรคเก่าแก่ของแกเป็นแค่...

“ลูกแหง่...ของพันธมิตรฯ”

อยากเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า

เรื่องของฝ่ายค้านดักดานพรรคนี้ ขอให้ติดตามคอลัมน์นี้ดีๆ อย่ากะพริบตา เพราะอาจพลาดข้อมูลเด็ดๆ ไป จะเสียดายกันทีหลัง!

ขณะนี้...เรายังไม่ทราบว่า

ความวุ่นวายจากม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะสงบลงไปนานแค่ไหน แต่ผู้คนก็หวังว่า

ความสงบจะยืนยาวไปยาวนานสักหน่อย อย่างน้อยก็ขอให้ผู้คนได้ยิ้มแย้มแจ่มใสได้เหมือนกับคนลาว และคนเขมร ประเทศไทยที่รักของเราจะได้ก้าวหน้าไปในทางดีงาม พบกับความสุขสงบเหมือนเพื่อนบ้านเขาบ้าง

อย่างไรก็ตาม แม้ม็อบพันธมิตรฯ จะสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คน ทำให้ประเทศไทยของเราตกต่ำลงในทุกๆ มิติ แต่หากมีใครถามว่า

สิ่งใดที่น่าจดจำมากที่สุดเกี่ยวกับม็อบพันธมิตรฯ?

สำหรับ “วาทตะวัน” แล้ว สิ่งที่น่าจดจำมากที่สุดก็คือ คำให้สัมภาษณ์ของ นายอมร อมรรัตนานนท์ ซึ่งถูกออกหมายจับข้อหากบฏ ได้ให้สัมภาษณ์ ไทยรัฐ ฉบับวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2551 ซึ่งรายงานข่าวว่า

"... นอกจากนี้ยังมีการนำเสื้อใน กางเกงในผู้หญิง และผู้ชาย มาแจกจ่ายให้ผู้ชุมนุมที่ปักหลักพักค้างแรมมาหลายวัน ซึ่งต้องตากแดดตากฝน แต่ไม่มีสถานที่ซักเสื้อผ้าตากแดด เคยมีผู้ชุมนุมหญิงบางคนไปเล่าให้ นายอมร อมรรัตนานนท์ หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ฟังว่า เพิ่งจะเคยเป็น ‘โรคสังคัง’ เป็นครั้งแรกในชีวิต จากการต้องสวมเสื้อผ้าอับชื้น..."

อืมมมมมมม์...ขนาดผู้หญิง...ยังเป็นสังคัง!

ชักไม่อยากเรียกการชุมนุมครั้งนี้ว่าเป็น "ม็อบพันธมิตรฯ" แต่อยากขอเรียกกลุ่มผู้ชุมนุมที่ร่วมกันสร้างความคันในหัวใจให้กับประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศมายาวนานหลายเดือนว่า เป็น...

"ม็อบ...สังคัง!!!"

ทีแรกนึกว่า ซีม่าโลชั่น ตรา "บังคับคดี" จะใช้แก้คันได้ดี แต่ไม่ยักได้ผลตามคาด

เพราะ...เชื้อมันแรง!

เห็นทีจะต้องรอยาแก้สังคังยี่ห้อ “หมายจับ” ปรุงให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน แล้วกระมัง!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช


“สมัคร”เตือนปชช.ฉุกคิดต่อต้านรัฐบาล ย้ำรับการเมืองใหม่ได้หรือไม่


นายกรัฐมนตรี ตั้งคำถามนักวิชาการรับการเมืองใหม่ได้หรือไม่ วอนประชาชนฉุกคิดร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาลแล้วได้อะไร แนะแกนนำพันธมิตรสู้คดีในชั้นศาล

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศจะใช้แนวคิดการเมืองใหม่ที่ให้มีการเลือกตั้งส.ส. ร้อยละ 30 และสรรหาอีกร้อยละ 70 โดยตั้งคำถามไปถึงนักวิชาการทั้งประเทศว่า ยอมรับแนวคิดดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะหากจะมีการใช้แนวคิดนี้จริงต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติที่กลุ่มพันธมิตรฯไม่สามารถสั่งให้ได้ทั้งหมด พร้อมทั้งวอนประชาชนให้ใช้วิจารณญานว่าการร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาลจะส่งผลต่อประเทศชาติอย่างไร สิ่งที่ได้มาคุ้มกับสิ่งที่เสียไปหรือไม่ และแกนนำพันธมิตรฯจะตอบแทนประชาชนอย่างไรเมื่อได้รับชัยชนะ

นายกรัฐมนตรี ยังยืนยันว่า จะไม่มีการใช้กำลังสลายการชุมนุมโดยเห็นด้วยกับแนวทางการแก้ปัญหาแบบละมุนละม่อมของผู้บัญชาการทหารบก และมีการปรึกษากันอย่างใกล้ชิด โดยแนะให้แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้ง 9 คนที่ถูกออกหมายจับต่อสู้คดีในชั้นศาลเพื่อให้เรื่องต่าง ๆ จบลงอย่างเรียบร้อย ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีจะให้สัมภาษณ์อีกครั้งในเวลาประมาณ 14.00 น. ที่สถานีวิทยุคลื่น 101 โดยมีนายวีระ ธีรภัทร เป็นผู้ดำเนินรายการ

"สมัคร" ยืนยันผ่านรายการวิทยุคลื่น 92.5 ไม่ยุบสภา ไม่ลาออก


นายกฯ สมัคร ยืนยันผ่านรายการวิทยุคลื่น 92.5 ไม่ยุบสภา ไม่ลาออก ชี้รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจบได้เร็วๆ นี้ เผย "เตช บุนนาค" ระบุถูกบีบบังคับจากหลายฝ่ายให้ลาออกจากรมว.ต่างประเทศ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯและรมว.กระทรวงกลาโหมได้เดินทางมาถึงสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์เมื่อมาถึงนายกฯอารมณดีและสีหน้ายิ้มแย้มมีนายเผชิญ ขำโพธิ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และมีผู้บริหารให้การต้อนรับ และเมื่อมาถึงได้บอกกับอธิบดีกรมประชาฯว่ามาช้าไป 15 นาทีเพราะรถติด

จากนั้นนายเดินเข้าไปยังตัวอาคารเพื่อออกอากาศวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศ กรมประชาสัมพันธ์ คลื่น 92.5 ชี้แจงถึงสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ซึ่งนายกรัฐมนตรี ระบุ รัฐบาลต้องการที่จะใช้มาตราการที่นุ่มนวลเพื่อยุติการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาล แต่ทางพันธมิตรฯที่เป็นฝ่ายไม่เคารพกติกาที่มีอยู่ในสังคม จึงเป็นเหตุให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา พร้อมทั้งยืนยันว่า จะยังไม่ลาออก ตามกระแสข่าวที่ปรากฏตามสื่อก่อนหน้านี้

นายสมัครกล่าวถึง กรณี นาย เตช บุนนาค ขอลาออกจาก ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่า นายเตชได้เขียนจดหมายขอลาออกส่งให้ พร้อมให้เหตุผลว่า ถูกบีบบังคับจากสังคมและภรรยา ที่ทนไม่ได้ที่นายเตชไปรับตำแหน่งในรัฐบาลจนถูกสังคมประณามหยามเหยียดและดูถูก จึงต้องขอลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวตำหนิ สื่อมวลชน นักวิชาการ รวมทั้งกลุ่มต่างๆที่ทำให้บ้านเมืองต้องเกิดความวุ่นวาย พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ช่วยเจรจากลุ่มคนปิดสนามบิน ทำให้ปัญหาได้คลี่คลายได้ส่วนหนึ่ง


ลูกพรรคเพื่อแผ่นดินหนุนร่วมรัฐบาล “สุวิทย์” หน้าแหก ขอไขก๊อก

ลูกพรรคเพื่อแผ่นดิน ยืนยันร่วมรัฐบาลต่อไป ส่วนนายสุวิทย์ ประกาศถอนตัว เป็นแค่จุดยืนส่วนตัว พร้อมให้กำลังใจนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

นายสุวิทย์ คุณกิตติ ได้ตัดสินใจลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินแล้ว หลังที่ประชุมพรรคไม่ยอมถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ทั้งนี้ก่อนการประชุม สส. รัฐมนตรี และกรรมการบริหารพรรคเพื่อแผ่นดิน นายสุวิทย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ถึงเวลาแล้วที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจ เพราะอยู่ไปท่านก็ไม่ได้รักษาระบอบประชาธิปไตย เพราะผลกระทบวันนี้รุนแรงมาก บ้านเมืองก็เสียหาย

ภายหลังการประชุมพรรค นายไชยยศ จิรเมธากร โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน แถลงว่า มติของพรรคขณะนี้ยังคงยืนยันร่วมรัฐบาล ต่อไป ส่วนที่นายสุวิทย์ ประกาศถอนตัว เป็นเพียงจุดยืนส่วนตัว และการลาออกเป็นเอกสิทธิ์ของนายกฯ และคิดว่านายกฯ คงมีวิจารณญาณเอง ส่วนนายสุวิทย์จะเป็นหัวหน้าต่อไปได้หรือไม่นั้น นายไชยยศ กล่าวว่า การประชุมในวันนี้ไม่ได้คุยในเรื่องนี้ แต่ยืนยันยังร่วมรัฐบาลต่อไป



สื่อนอกชี้ “เตช บุนนาค” อ้างปัญหาสุขภาพภรรยา ก่อนยื่นใบลาออก


สำนักข่าวเอเอฟพี – ซีเอ็นเอ็น เผยเตชได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งแล้ว โดยอ้างเหตุผลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของภรรยา หลังการประกาศภาวะฉุกเฉินในเขตกรุงเทพฯ ได้เพียง 1 วัน

ผู้ช่วยคนหนึ่งของนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวกับเอเอฟพีว่า นายเตช บุนนาค ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศแล้ว โดยอ้างเหตุผลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของภรรยา อย่างไรก็ตามนายสมัครยังไม่ได้อนุมัติการลาออกในครั้งนี้แต่อย่างใด

ขณะที่ผู้ช่วยระดับสูงอีกคนหนึ่งของนายสมัคร กล่าวว่า นายสมัครรู้สึกประหลาดใจที่จนถึงขณะนี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ไม่ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินจัดการกับกลุ่มพันธมิตรฯ

เอเอฟพี รายงานว่า นายสมัครกำลังต่อสู้กับการรวบรวมเสียงสนับสนุน ขณะที่กำลังเผชิญกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหลายพันคนที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาล และเรียกร้องให้เขาลาออก

ทั้งนี้สถานการณ์ทวีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเมื่อคืนวันจันทร์ หลังเกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บ 44 คน ก่อนที่นายสมัครจะตัดสินใจประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพฯ ทันทีเมื่อช่วงเช้าวันอังคาร อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ยังไม่มีทีท่าว่าสถานการณ์ทางการเมืองของไทยจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ขณะที่สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) 43 แห่งออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลด้วยการประกาศตัดน้ำตัดไฟหน่วยงานราชการทั่วประเทศก่อนหน้านี้

ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งกล่าวหานายสมัครว่าเป็นหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งขณะนี้ลี้ภัยอยู่ในประเทศอังกฤษ ต้องการทำให้ฐานเสียงในชนบทของ พ.ต.ท.ทักษิณ และนายสมัคร อ่อนแอลงด้วยการเสนอให้ ส.ส.70 เปอร์เซ็นต์มาจากการแต่งตั้ง แทนการเลือกตั้ง ซึ่งสวนทางกับแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา


สื่อนอกประณามเล่ห์กลพันธมิตรล้มระบบเลือกตั้ง


สื่อนอกรุมประณามพันธมิตรฯ ตัวการสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง ชี้เหตุที่ไม่พอใจรัฐบาล “สมัคร” เพราะชนะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ผิดจากความตั้งใจของการยึดอำนาจ 19 ก.ย. ระบุกลุ่มม็อบต้องการเปลี่ยนการเมืองใหม่ ล้มล้างระบบการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตย หันมาใช้แนวทาง 70:30 ระบุบรรดาผู้อยู่เบื้องหลังเป็นพวกศักดินา เหยียดหยามประชาชนรากหญ้า

สถานการณ์ความวุ่นวายในประเทศไทย ได้ถูกตีแผ่ไปทั่วโลกผ่านสำนักข่าวของประเทศต่างๆ โดยรวมแล้วพุ่งเป้าไปที่กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับความวุ่นวายมาตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และสาเหตุสำคัญที่พันธมิตรฯ ไม่พอใจพรรคพลังประชาชน และนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เกิดจากการชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้นจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พร้อมทั้งแฉพันธมิตรฯ มุ่งทำลายระบบการเลือกตั้ง หลังเสนอแนวคิดการเมืองใหม่ 70:30 ที่ขัดหลักการประชาธิปไตยอย่างชัดเจน

แคนเบอร่าไทม์ ของออสเตรเลียระบุว่าแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ บางคนเป็นผู้ชักนำให้เกิดการรัฐประหารเมื่อเดือน ก.ย.2549 แต่การสนับสนุนให้เกิดรัฐบาลทหารถูกคัดค้านจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหล่านั้นก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขายังคงสนับสนุนนโยบายเดิมของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกล้มล้างไป ด้วยการลงคะแนนให้กับนโยบายเดิมอีกครั้ง นี่จึงเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จที่สุดในการต่อสู้ของพรรคการเมืองไทย

ความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียและไทยเจริญก้าวหน้าขึ้นมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การลงนามในข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เมื่อปี 2548 นำไปสู่การค้าในกรอบทวิภาคีที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนี้อยู่ในภาวะวิกฤติ ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆ สำหรับออสเตรเลีย อีกทั้งความเชื่อมโยงทางการศึกษาและวัฒนธรรมถือว่าเฟื่องฟูกว่าสมัยใด และไทยยังเป็นผู้นำด้านสถาปัตยกรรมของระบบความปลอดภัย (Security Architecture) ในภูมิภาคนี้ด้วย

ดังนั้น ออสเตรเลียต้องไตร่ตรองอย่างระมัดระวังว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อภาวะวิกฤติในขณะนี้ จริงอยู่ นายสมัคร จะกลายเป็นคนน่ารังเกียจ หากมีความรุนแรงเกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีเขาเป็นสาเหตุ สถานการณ์ย่อมเป็นไปในทางที่เลวร้าย แต่เราไม่ควรคล้อยตามคำหว่านล้อมของกลุ่มพันธมิตรฯ สาเหตุหลักที่ทำให้พวกเขาไม่พอใจเป็นเพราะ นายสมัคร ชนะการเลือกตั้งซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 9 เดือนก่อน ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น และพวกเขาก็ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งด้วย

กลยุทธ์ของพันธมิตรฯ ขณะนี้คือการกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงทางการเมือง โดยหวังว่าอาจจะเกิดการแตกหักขึ้น หรือบางทีก็อาจจะเป็นการเปิดทางให้กองทัพเข้ามาแทรกแซงอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม มันเป็นผลพวงจากการเลือกตั้งและกระบวนการทางรัฐสภา แต่ความไม่ดีและข้อเสียเปรียบทั้งหลายยังนำไปสู่ความหวังว่ากระบวนการพัฒนาการเมืองไทยจะดำเนินไปอย่างสงบและมีเสถียรภาพมากกว่านี้ ส่วนพันธมิตรฯ ไม่ได้ต้องการแค่เพียงเปลี่ยนรัฐบาลเท่านั้น พวกเขาต้องการล้มล้างระบบการเลือกตั้งด้วย

รอยเตอร์ส ระบุว่า พันธมิตรฯ เป็นมวลชนฝ่ายขวา ซึ่งเป็นนักธุรกิจและนักกิจกรรมทางสังคม ซึ่งเริ่มรณรงค์ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อปี 2549 และมีส่วนต่อการรัฐประหาร 19 กันยายน โดยกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหาว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันนั้นเป็นตัวแทนที่ไม่ชอบธรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ขณะเดียวกันพันธมิตรฯ ฉาบสีให้ตัวเองเป็นองครักษ์พิทักษ์พระมหากษัตริย์ ต่อต้านแนวทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะเปลี่ยนประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐ ทั้งนี้ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกปฏิเสธจากทั้งรัฐบาลของนายสมัครและจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ด้านสถานีโทรทัศน์ France24 ของฝรั่งเศส รายงานความสูญเสียจากการปะทะ โดยมีผู้เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 44 คน และอ้างคำสัมภาษณ์ของ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ว่า สถานการณ์จะยังคงสงบเรียบร้อยได้โดยอาศัยการเจรจา และให้คำมั่นว่า ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่ใช้ความรุนแรงไม่ว่าในกรณีใดๆ

อย่างไรก็ตาม France24 ระบุว่าฝ่ายผู้ชุมนุมที่เรียกตัวเองว่าพันธมิตรฯ กลับเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ โดยอ้างคำพูดของ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หนึ่งในแกนนำพันธมิตรว่า พันธมิตรจะไม่มีการเจรจาใดๆ กับใครทั้งสิ้น นายสมัครและรัฐบาลจะต้องออกไป

France 24 ระบุว่า ตลาดหุ้นของไทยนั้นปิดตัวโดยมีการซื้อขายต่ำลง 2.33 เปอร์เซ็นต์ในวันอังคารที่ผ่านมา ภายหลังเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนสว่างของวันเดียวกัน และโดยรวมแล้ว ตลาดหุ้นของไทยมีการซื้อขายต่ำลง 24 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่พันธมิตรฯ เริ่มรณรงค์ต่อต้านรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวชเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ทั้งยังระบุว่า พันธมิตรฯ เริ่มรณรงค์ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2006 ซึ่งขณะนี้ลี้ภัยอยู่ในประเทศอังกฤษหลังจากที่กลุ่มพันธมิตรฯ มีส่วนกระตุ้นให้เกิดการรัฐประหารขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นการรัฐประหารที่ปราศจากการนองเลือด โดยรักษาสถิติที่ไม่มีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้นอีกนับจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ซึ่งครั้งนั้น ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยได้เสียชีวิตไปกว่าร้อยคน บนถนนราชดำเนินซึ่งเป็นถนนเส้นเดียวกับที่พันธมิตรฯ ใช้ในการประท้วงต่อต้านรัฐบาล

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พันธมิตรฯ ได้ขยายการต่อต้านรัฐบาลไปทั่วประเทศและรวมไปถึงการนัดหยุดงาน ปิดสนามบิน หยุดการเดินรถไฟ และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ก็ยังออกมาเรียกร้องให้มีการหยุดจ่ายน้ำ และไฟฟ้า โดยยึดเอาวันพุธที่ 3 กันยายน เป็นวันดีเดย์

France24 ระบุว่า พันธมิตรฯ นั้นประกอบไปด้วยกลุ่มศักดินา และชนชั้นกลางบางส่วน แกนนำของพันธมิตรฯ นั้นได้แสดงออกอย่างเปิดเผยว่าดูถูกคุณค่าของคะแนนเสียงของคนจนที่เป็นฐานสนับสนุนรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ และนายสมัคร และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นฝ่ายเสนอว่า ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นควรมีเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ของที่นั่งในสภา และที่เหลือควรมาจากการแต่งตั้ง

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น มุ่งประเด็นไปที่ผลกระทบด้านการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้มหาศาลให้กับประเทศไทย โดยระบุว่า การประกาศจากทางการเกาหลีใต้และสิงคโปร์ เตือนนักท่องเที่ยวให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาประเทศไทยนั้นเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ส่อเค้าว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยจะต้องได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤติการเมืองในครั้งนี้ ซีเอ็นเอ็นย้ำว่า รายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยนั้นมีส่วนอย่างมากต่อจีดีพีของประเทศที่เติบโตอยู่ในระดับ 6.5 เปอร์เซ็นต์ และการเมืองที่ไม่สงบครั้งนี้ก็ท้าทายต่อสโลแกนของประเทศ ที่ว่า ‘สยามเมืองยิ้ม’

ซีเอ็นเอ็น อ้างการวิเคราะห์ของแอนดรูว์ วอล์กเกอร์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ออสเตรเลียว่า สื่อมวลชนของออสเตรเลียนั้นรายงานตอกย้ำความน่ากลัวที่เกิดจากเหตุการณ์ไม่สงบในประเทศไทย โดยเฉพาะการประท้วงปิดสนามบินสามแห่งในภาคใต้ซึ่งถูกแต่งเติมเรื่องราวจนดูน่ากลัวมากยิ่งขึ้นไปอีก ‘การปิดสนามบินสามแห่งในภาคใต้ และปล่อยให้มีข่าวรายงานออกมาในหน้าหนังสือพิมพ์นั้นไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่เคยเป็นเป้าหมายปลายทางที่เป็นมิตรสำหรับนักท่องเที่ยว’

พร้อมกันนี้ยังอ้างอิงการวิเคราะห์จาก นายกอบสิทธิ ศิลปชัย หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนของสถาบันวิจัยธนาคารกสิกรไทยว่า การประท้วงของพันธมิตรฯ นั้น เป็นผลร้ายต่อการตัดสินใจของนักลงทุน และส่งผลให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ไม่เป็นมิตรและไม่แน่นอนสำหรับการลงทุน นอกจากนี้ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็มีผลต่อการตัดสิใจของนักท่องเที่ยวเช่นกัน เพราะทำให้เกิดความไม่แน่ใจว่า เกิดอะไรขึ้นในประเทศไทยกันแน่ ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศไทย

ทั้งนี้ประเทศที่ประกาศเตือนประชาชนของตนเองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยขณะนี้ประกอบด้วย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ และสิงคโปร์

สำนักข่าวซินหัวของจีน รายงานว่า กองทัพได้เข้ามามีบทบาทในการควบคุมสถานการณ์ในไทยแล้ว และขณะนี้สถานการณ์ทั่วไปยังอยู่ในความเรียบร้อย โดยสำนักข่าวซินหัวอ้างอิงการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดาว่าทหารจะไม่ใช้ความรุนแรงไม่ว่าในรูปแบบใดๆ และจะพยายามเจรจากับทุกฝ่าย รวมถึงการเจรจากับฝ่ายพันธมิตรฯ ด้วย

อย่างไรก็ตาม รายงานของซินหัวอ้างคำพูดของ พล.ต.จำลอง ศรีเมืองที่ปราศรัยให้กำลังใจผู้ร่วมชุมนุมว่า รัฐบาลไม่สามารถจับกุมผู้ชุมนุมได้ เพราะคุกมีพื้นที่ไม่เพียงพอที่จะบรรจุผู้ชุมนุมทั้งหมด

เช่นเดียวกับรอยเตอร์ส ที่ยังคงรายงานข่าวอย่างเกาะติดสถานการณ์ โดยอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของนายสมัคร สุนทรเวชว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อจะใช้ความรุนแรง แต่เพื่อยุติความรุนแรง ขณะเดียวกันอ้างการปราศรัยของ พล.ต.จำลอง ศรีเมืองที่ปลุกเร้าผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่ให้กลัวหมายจับจากทางการ โดยระบุว่าคุกไม่มีที่ว่างพอสำหรับผู้ชุมนุม

สำหรับสื่อต่างประเทศอื่นๆ เช่น อัลจาซีราห์ เอ็นเอชเค และสเตรทไทม์ ยังคงติดตามรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ให้น้ำหนักไปที่การให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งยืนยันว่าจะไม่มีการรัฐประหารและคำปราศรัยจากเวทีพันธมิตรฯ ที่ยังคงเดินหน้าประท้วงเพื่อขับไล่รัฐบาลต่อไป

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการรายงานสถานการณ์แล้ว สิ่งที่สื่อต่างประเทศจับตามอง และรายงานอย่างต่อเนื่องก็คือภาวะเศรษฐกิจไทยที่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่ยังไม่มีความแน่นอนในขณะนี้


โพลชี้คนไทยหนุนประกาศภาวะฉุกเฉิน


“เอแบคโพล” ชี้ชัดผลสำรวจความเห็นคนไทย หนุนรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่กรุงเทพฯ เพราะความวุ่นวายจะได้ยุติโดยเร็ว ลดความรุนแรงของการปะทะ ไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงบานปลาย และเป็นเรื่องที่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ แต่ส่วนใหญ่คิดตรงกันไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจหรือทำปฏิวัติรัฐประหาร

ท่ามกลางสถานการณ์โกลาหลทางการเมือง และการก่อความวุ่นวายอย่างต่อเนื่องยาวนานของกลุ่มพันธมารทำลายประชาธิปไตย สำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะล่าสุดที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น

นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพล ระบุว่า เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ประชาชนของฝ่ายสนับสนุนและไม่สนับสนุนมีสัดส่วนแตกต่างกันไม่มาก จึงดูเหมือนว่าจะยังไม่มีทางออกสำหรับประชาชนทั้งประเทศ ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงทางการเมือง หลังจากมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากแต่ละฝ่ายมีฐานสนับสนุนพอๆ กัน และแต่ละฝ่ายก็มีความเชื่อว่า การเคลื่อนไหวของตนเองเป็นสิ่งที่จะทำให้ประเทศไทย รวมทั้งการปกครองระบอบประชาธิปไตยดีขึ้น

กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 50.8 เห็นด้วยกับการประกาศภาวะฉุกเฉิน เพราะเหตุการณ์ความวุ่นวายจะได้ยุติโดยเร็ว ลดความรุนแรงของการปะทะ ไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงบานปลาย ถึงเวลาที่ต้องทำ และเหมาะสมกับสถานการณ์ เป็นต้น ขณะที่ประชาชนร้อยละ 49.2 ระบุไม่เห็นด้วย เพราะรัฐบาลควรแสดงความรับผิดชอบ และเห็นว่า พ.ร.ก. ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหา มีความรุนแรงเกินไป จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำลงไปอีก เป็นต้น

ส่วนความเห็นเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของการยึดอำนาจนั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 67.2 เห็นว่าข้อเสียของการยึดอำนาจจะมากกว่าข้อดี ขณะที่ร้อยละ 32.8 คิดว่าข้อดีจะมากกว่า

"ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้มีการยึดอำนาจเกิดขึ้นอีกแล้ว ทางออกในการแก้ไขปัญหาวิกฤติต่างๆ ในระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถทำให้ทุกคนเห็นพ้องต้องกันได้"

ความเห็นที่ได้จากการสำรวจ เห็นว่าข้อดีของการยึดอำนาจ ได้แก่ บ้านเมืองจะได้สงบสุขโดยเร็ว ความวุ่นวายจะได้น้อยลง การชุมนุมประท้วงจะได้ยุติ ไม่ให้เกิดการปะทะกัน ไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงบานปลาย จะได้มีการเลือกตั้งใหม่ เปลี่ยนรัฐบาล จัดการทุกอย่างให้เป็นระเบียบมากขึ้น และประชาชนจะได้มีความปลอดภัยมากขึ้น

ด้านข้อเสีย ได้แก่ ประเทศชาติจะเสียหาย ต่างประเทศจะต่อต้านไทยและขาดความเชื่อมั่น เศรษฐกิจจะตกต่ำ เป็นการทำลายประชาธิปไตย เป็นเผด็จการ ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา ไม่สามารถยุติความวุ่นวายได้จริง อาจทำให้รุนแรงมากขึ้นอีก เป็นต้น

สำนักวิจัยเอแบคโพลเสนอทางออกเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ได้แก่ รณรงค์ให้ประชาชนแสดงออกถึงเอกลักษณ์ที่เป็นพฤติกรรมเชิงบวก ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีการรวมตัวกันเคลื่อนไหวที่เข้มแข็งมากขึ้น สื่อสารมวลชนเข้ามาช่วยบริหารจัดการอารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนให้ลดความร้อนแรงลง และลดกระแสยุยงก่อกวนที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ขณะเดียวกัน กลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ น่าจะอดทนอดกลั้น รอจังหวะเวลาที่กำลังเดินเข้าใกล้การคลี่คลายสถานการณ์การเมืองปัจจุบันให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

อนึ่ง เอแบคโพลได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการประกาศภาวะฉุกเฉิน และข้อดีข้อเสียของการยึดอำนาจ จากประชาชน 16 จังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 2-3 กันยายน ที่ผ่านมา