WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 5, 2008

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ.2551 ราคา 10 บาท ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ยังสนับสนุนเหมือนเดิม และเราจะเพิ่มยอดจำหน่ายตามเสียงเรียกร้อง แต่วันนี้ ขอเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมกันประณาม 9 กบฏ ปลุกระดมให้ไทยฆ่าไทย ยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มกบฏ เพื่อหลบเข้าไปซุกใต้ผ้าถุงอาซิ้มอาซ้อ เมื่อศาลอาญาออกหมายจับ

00 ช็อกกันทั้งทำเนียบรัฐบาล ที่ 9 กบฏและบริวารยึดเป็นฐานที่มั่น เมื่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศผ่านสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ไม่ลาออก ยังไม่ยุบสภา เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย ต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ที่คิดจะนำลัทธิใหม่มาใช้แทนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

00 ตลอดทั้งคืนบรรดาแกนนำทั้งรุ่นแรกรุ่นสองสลับกันขึ้นไปพ่นน้ำลายบนเวที ให้ประชาชนอดใจรอนาทีประวัติศาสตร์ เช้าวันที่ 5 กันยายน นายกฯ สมัคร สุนทรเวช จะต้องประกาศลาออกแน่นอน ให้อดใจรอ เพราะขณะนี้ นายกฯ สมัคร ถูกทหารล็อกตัว ไว้เรียบร้อยแล้ว ลือกันหึ่งตลอดทั้งคืน ทำเอาคนนอกอย่าง เอกฉัตร พลอยอดนอนไปด้วย เมื่อพรรคพวกเพื่อนฝูงยกหูถามกันทั้งคืน

00 ถามมาตอบไป ถ้ายังขืนดูเคเบิลทีวีเอเอสทีวี สมองรับแต่ข่าวลือข่าวเท็จ ทหารในยุค พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นผู้บัญชาการทหารบก ไม่ทำอะไรโง่ๆ เหมือนทหารในอดีตที่ผ่านมาเร็วๆ นี้ แค่กลุ่ม 9 กบฏปฏิบัติการยึดทำเนียบรัฐบาล ก็ขายขี้หน้าชาวต่างชาติมากพอแล้ว ทหารยุคนี้คงไม่ซ้ำเติมประเทศไทยให้บอบช้ำสุดเยียวยาลงไปอีกแน่นอน

00 เหตุผลเข้าใจง่าย หาก นายกฯ สมัคร ลาออกวันนี้วันพรุ่ง สถานการณ์ที่กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยก่อขึ้นมา ไม่มีทางจะสงบเข้าสู่ภาวะปกติ อย่างที่บรรดาสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการลากตั้ง พยายามแสดงความคิดเห็นขี้เท่อให้ประชาชนเห็นคล้อยตาม

00 ประกาศออกมาอย่างชัดเจนจาก นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หนึ่งในเก้ากบฏ ยืนยันความต้องการของกบฏ ห้ามยุบสภา ต้องให้นายกฯ สมัครลาออก แล้วให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยห้ามพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนในวันนี้ร่วมรัฐบาลเด็ดขาด และให้ใช้การเมืองใหม่

00 คำยืนยันของ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข มองอย่างไงก็ไม่มีความเป็นไปได้ ในเมื่อวันนี้ในสภามีเพียงพรรคประชาธิปัตย์พรรคเดียวเท่านั้นที่เป็นฝ่ายค้าน เสียง ส.ส. ไม่พอที่จะตั้งรัฐบาล แล้วจะให้ตั้งรัฐบาลใหม่ได้อย่างไร หากไม่เอาพรรคร่วมรัฐบาลขณะนี้มาร่วม เห็นกันชัดแล้ว ข้อเสนอของเก้ากบฏ ไม่มีทางเป็นไปได้

00 ยิ่งข้อเสนอต้องการให้ เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นลัทธิการเมืองใหม่ ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย ที่ใช้สูตรราคาอ้อย 70-30 ให้ ส.ส.มาจากการลากตั้ง 70 เลือกตั้ง 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย เห็นชัดแล้วจากผลงานของ ส.ว. ที่มาจากการลากตั้งชุดนี้ สามารถป่วนรัฐบาลได้ตลอดเวลา

00 นอกจากนั้นในการที่กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย จะเอาลัทธิการเมืองใหม่มาปกครองประเทศไทย ก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องใช้เสียง ส.ส. และ ส.ว. ในสภาชุดปัจจุบัน ขณะนี้ที่ เก้ากบฏที่ยึดทำเนียบรัฐบาลอยู่เวลานี้ มีคนเป็น ส.ส.อยู่เพียงคนเดียวคือ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เห็นดีเห็นงามกับลัทธิใหม่ เสียงสนับสนุนก็ยังไม่พออยู่ดี แล้วไม่รู้จะเพ้อฝันไปถึงไหน เพราะงั้น เอกฉัตร เห็นด้วยกับคำยืนยันของ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ไม่ยอมลาออกตามกระแสเรียกร้องของคนหยิบมือเดียว

00 พูดอีกก็ถูกอีก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. บอกว่า สถานการณ์วิกฤติขณะนี้ ต้องแก้ด้วยระบบรัฐสภา แต่วันนี้สภาไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็ โถ...โถ...เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายกฯ สมัคร ขอเปิดประชุมร่วมสองสภา เพื่อให้ ส.ส. และ ส.ว. ช่วยกันแสดงความเห็นหาทางออกให้กับประเทศ แต่ผลที่ออกมา กลายเป็นรายการ พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ว.สายลากตั้ง ได้ตีตั๋วด่ารัฐบาลฟรี 12 ชั่วโมง ข้อเสนอที่ออกมาให้ นายกฯ สมัครลาออกหรือยุบสภา แล้วไม่รู้จะเปิดประชุมร่วมสองสภาทำไม

00 วังเวง อ่านว่า วังเวง เอกฉัตร มั่นใจว่าทุกปัญหามีทางออก แต่ถ้านั่งนึกไปไกลถึงอนาคตข้างหน้า ประเทศไทยจะอยู่กันอย่างไร เมื่อแต่ละคนอ้างสิทธิ์ของตัวเองในการชุมนุมขับไล่รัฐบาล ยกกำลังบุกยึดทำเนียบรัฐบาล โดยยอมฟังคำสั่งศาลแต่ไม่ปฏิบัติตาม ซ้ำร้ายกว่านั้นเมื่อ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช งัดพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน หวังจะให้กลุ่มเก้ากบฏยุติการชุมนุม เลิกยึดทำเนียบรัฐบาล ไม่ใช้สถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวีปลุกระดมประชาชนให้หลงเชื่อสร้างความแตกแยก แทนที่กลุ่มกบฏจะปฏิบัติตาม กลับทำสวนทาง ไม่ต่างจากรับฟังคำสั่งศาลแต่ไม่ปฏิบัติตาม กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย แล้วประเทศชาติจะอยู่กันอย่างไร

00 เอกฉัตร บอกตรงๆ เป็นงงกับถ้อยแถลงของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะ หัวหน้าผู้รับผิดชอบ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่รู้ว่าสุขุมนุ่มลึกหรือแทงกั๊ก ยืนยันจะใช้วิธีเจรจากับทุกฝ่าย แต่จะเน้นหนักไม่ให้ผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายปะทะกัน ก็รู้ทั้งรู้กลุ่มกบฏปฏิเสธการเจรจากับทุกกลุ่ม นอกจากนายกฯ สมัคร สุนทรเวช จะลาออกเท่านั้น แล้วยังจะใช้วิธีเจรจาทำไม

00 ข้อสำคัญไม่ให้ม็อบชนม็อบนั้น เพื่อไม่ให้คนไทยต้องฆ่ากัน ไม่ต้องออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรอกครับ ให้กรรมการสนามมวยราชดำเนิน ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกองบัญชาการกองทัพบก มาทำหน้าที่ก็ได้ งงจริงๆ พับผ่าเหอะ

เอกฉัตร

“ผู้นำ” ที่ประชาชนโหยหา!


คอลัมน์ : ละครชีวิต

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สื่อมวลชนไทยในวันนี้ทำให้ประเทศถอยหลัง และนำความเสื่อมเสียมาสู่ประเทศชาติมากที่สุด

เพราะไม่เคยมียุคไหนที่สื่อหันไปเข้าข้าง “เผด็จการ” ได้มากมายขนาดนี้!

ทำให้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยเกิดความท้อแท้ และเบื่อหน่ายต่อการเมืองที่ไร้กฎระเบียบ และเล่นนอกกติกาด้วยความ “หดหู่”

ประเทศไทยค่อนข้าง “โชคร้าย” ที่มี “สื่อมวลชน” และ “นักประท้วง” ที่ขยันเกินไป

เพราะเวลามีการนำเสนอโครงการดีๆ เป็นประโยชน์ต่อประเทศมหาศาล พวกนักประท้วง สื่อมวลชน จะร่วมกันคัดค้าน เขียนข่าวด่าสาดเสียเทเสีย เสี้ยมให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่มีใครยอมใคร เก่งหมดทุกคน

เมื่อสื่อมวลชนเป็นแบบนี้ ไม่สนประชาธิปไตย ก็ไม่รู้ว่าบ้านนี้เมืองนี้จะไปได้ไกลแค่นี้

เอาเป็นว่าใครที่อึดอัด ผมอยากให้หูตากว้างไกลกันหน่อย เพราะโลกเราวันนี้ไม่ใช่ยุคโบราณที่จะมาปิดหูปิดตาเหมือน “กบอยู่ในกะลา”

โลกอินเตอร์เน็ตมีข่าวคราวความเคลื่อนไหวให้ได้เรียนรู้กันมากมายว่า “การเมือง” หรือ “ผู้นำ” แบบนี้ ที่จะนำพาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า

ช่วงนี้ใครมีลูกมีหลาน เพื่อนฝูงก็แนะนำให้เลือกเสพสื่อกันหน่อย โดยเฉพาะสื่อต่างประเทศ ที่เวลานี้ดูเหมือนจะเป็นกลางมากที่สุด

อย่างเช่น นิวส์วีค นิตยสารชื่อดังของสหรัฐ ที่วางจำหน่ายทั่วโลก ฉบับล่าสุดขึ้นปก 4 ผู้นำในเอเชีย

หนึ่งในนั้นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ที่ให้ประชาชนทั้งชนชั้นรากหญ้าและชนชั้นกลาง คนทำงานทั่วไป ได้ลืมตาอ้าปาก และตาสว่างกับอะไรหลายๆ อย่าง และหวงแหนสิทธิของตัวเองมากขึ้น

นอกจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมี นายหม่า อิง จิ่ว ผู้นำของประเทศไต้หวัน นายลี เมียง บัก ประธานาธิบดีของประเทศเกาหลีใต้ และ นายอันวาร์ อิบราฮิม อดีตรองนายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซีย ซึ่งนำพรรคฝ่ายค้านผงาดขึ้นท้าทายพรรคอัมโนเป็นครั้งแรก

ประเด็นที่นิวส์วีคนำเสนอก็คือ The Politics of Practical Nostalgia หรือ “การเมืองแห่งการโหยหาอดีตที่ทำได้จริง”

การเลือกตั้งที่ผ่านมาของทั้ง 4 ประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า ในยามที่ปัญหาเศรษฐกิจกำลังบีบรัดทั้งในบ้านและนอกบ้าน

สิ่งที่ชาวเอเชียกำลังโหยหาก็คือ วันคืนเก่าๆ ที่เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านชาวเมืองมีการงานมั่นคง มีการเลื่อนชั้นทางสังคม และผู้นำที่สัญญาว่าจะนำ Good Old Days เหล่านั้นกลับมาก็คือ คนที่ประชาชนจะเทคะแนนให้

ในเอเชียเวลานี้ ดูเหมือนว่าการกำหนดนโยบายที่มองโลกในแง่ความเป็นจริง และมีการเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อผลลัพธ์ที่สร้างความพึงพอใจให้แก่ประชาชน กำลังอยู่เหนืออุดมการณ์และนโยบายที่ไม่ยืดหยุ่นของอำนาจเก่าในอดีต

ในช่วงทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจของเกาหลีใต้ และไต้หวัน เคยขยายตัวถึง 8-9% แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจของสองดินแดนนี้เติบโตเฉลี่ยแค่ 5% ล้าหลังอัตราเฉลี่ยของตลาดเกิดใหม่ซึ่งอยู่ที่ 6.5%

นายลี เมียง บัก ให้คำมั่นสัญญาแบบเห็นภาพเป็นตัวเลขด้วยแผน 747 ว่า เขาจะผลักดันให้เศรษฐกิจเกาหลีใต้ขยายตัว 7% ประชาชนมีรายได้ต่อหัว 40,000 ดอลลาร์ ภายในหนึ่งทศวรรษ และเศรษฐกิจเกาหลีจะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก

กล่าวกันถึงปฏิกิริยาในมาเลเซียและไทย ผู้เขียนบทความชิ้นนี้ของนิวส์วีค บอกว่า "ดราม่า" และเห็นได้ชัดกว่ากรณีของไต้หวันและเกาหลีใต้เสียอีก

ในมาเลเซีย พรรคฝ่ายค้าน 3 พรรคเล็กๆ เกือบจะโค่นพรรคพันธมิตรรัฐบาลที่ครองอำนาจมาตั้งแต่ครั้งประกาศเอกราชเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน ได้อย่างหวุดหวิด

ขณะที่ นายอันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งเคยงัดข้อกับอดีตนายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด ในหลายประเด็น รวมทั้งเรื่องการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ก็ผงาดขึ้นมาท้าทายรัฐบาลอีกครั้ง และนโยบายต่างๆ ที่เคยถูกมองว่าเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง อาทิ นโยบาย "ภูมิบุตร" ที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ประชาชนเชื้อสายมาเลย์ ก็กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาใหม่

ในประเทศไทย นิวส์วีค บอกว่า ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงได้ทำลายวงจรของการปฏิวัติที่ล้าหลัง

โดยในอดีตนั้น ผู้นำทหารจะอยู่ในอำนาจให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วค่อยตั้งรัฐบาลพลเรือนที่เป็นพรรคพวกกันขึ้นมาสืบทอดอำนาจ

แต่ในปัจจุบัน เพียงแค่ 14 เดือนหลังจากทำรัฐประหาร อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ฝ่ายผู้นำทหารก็ถูกกดดันโดยกระแสสังคมให้จัดการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งผลปรากฏว่า ชัยชนะเป็นของฝ่ายที่สนับสนุนอดีตนายกฯ ทักษิณ

บทความของนิวส์วีคอ้างคำกล่าวของ ธิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เปลี่ยนแปลงวิถีที่เคยเป็นในประเทศไทย ตอนนี้กระแสทั้งในประเทศและนอกประเทศ อยู่ข้างทักษิณ

บทความของนิวส์วีคยังบรรยายต่อว่า ความสำเร็จในการใช้นโยบายเศรษฐกิจเพื่อตอบรับกระแสโลกาภิวัตน์คือ ปัจจัยหลักที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นสู่อำนาจ และเป็นเครื่องอธิบายการกลับมาของเขา

ในช่วง 5 ปีภายใต้การบริหารของ พ.ต.ท.ทักษิณ เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว!

ชนบทเติบโตขึ้น และไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชีย ที่สามารถลดช่องว่างระหว่าง “คนจน” กับ “คนรวย” พรรคไทยรักไทยได้รับความนิยมจากการทุ่มงบประมาณด้านสาธารณูปโภคและการช่วยเหลือคนจน

เช่น การจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน และการประกันสุขภาพ แต่ขณะเดียวกันก็ยังเปิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน และส่งเสริมการค้าอย่างแข็งขัน

บทความของนิวส์วีคชิ้นนี้ ทำให้คนไทยเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้วใช่ไหมครับ!

ลวดหนาม

ไม่ออก-ไม่ยุบ


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้กำลังงวดเข้ามาทุกระยะ อันเนื่องจากการดำเนินการของกลุ่มพันธมารธิปไตย ที่ไม่ยึดมั่นในตัวบทกฎหมาย ซึ่งเป็นกติกาของสังคม ซึ่งทุกคน ทุกฝ่าย ต้องยึดมั่นและปฏิบัติ

หากคนในชาติไม่ยึดมั่นกฎหมาย ซึ่งเป็นเครื่องมือในการบังคับให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบ จะปล่อยให้คนกลุ่มหนึ่ง “ดื้อแพ่ง” และ ปลุกระดมประชาชนออกมาเป็นเครื่องมือในการผ่านสาขาพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคหนึ่ง จ้างกันมาหัวละ 200-300-500 บาท โดยใช้สื่อสารทางเดียวของตัวเอง โดยอ้างความเป็นเอกชน คงไม่ถูกต้องนัก

มีการผลิตวาทกรรมทางการเมืองใหม่ นั่นคือ กล่าวร้าย ว่า ปัญหาอยู่ที่คนคนเดียว จึงให้คนคนเดียว ลาออก จะง่ายกว่า ซึ่งเป็นสิ่งโง่เง่าเบาปัญญา เพราะคนคนเดียวที่ว่านี้ มิได้ทำผิดคิดชั่วอะไรแม้แต่นิดเดียว กระทำทุกอย่างถูกต้องตามครรลองของกฎหมายบ้านเมือง!!!

ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปยอมให้กับวิธีการ กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย อีกต่อไป

เราเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในค่ำคืนวันที่ 2 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมจึงจบลงที่การที่คนไทยต้องฆ่ากันเอง

ฝ่ายโจรกบฏ...บุกรุกสถานที่ราชการมาหลายวันโดยไม่มีเหตุผล จะเรียกร้องทำการเมืองใหม่ 70 : 30 คือ เลือกตั้ง 30 ลากตั้ง 70 ซึ่งเป็นทฤษฎีการเมืองล้าหลังที่ไม่มีใครเอาด้วย เพราะคนกลุ่มนี้คุ้นเคยได้ดิบได้ดีกับวิธีการ “ลากตั้ง” จนเคยตัว

ฝ่ายประชาธิปไตย...จะไปปกป้อง ไล่คนบุกรุกสถานที่ราชการ เพื่อ รักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รักษาอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย 63 ล้านคน ซึ่งมีที่มาถูกต้องตามครรลองในระบอบประชาธิปไตย โดยผ่านระบบการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย วันนี้มีคนคิดจะล้มล้าง “อำนาจอธิปไตย” เพียงเพราะฝ่ายตนพ่ายแพ้การเลือกตั้ง จึงทำใจไม่ได้

การเมืองในระบบรัฐสภาไม่สามารถเดินต่อไปได้จริงหรือ หากมีพรรคฝ่ายค้านซึ่งทำตัวเป็นพรรคภาคนิยม กลิ่นสะตอเหม็นหึ่ง ทำงานด้วยการเตะตัดขา เล่นนอกกติกา ไม่ลงพื้นที่ในภาคอีสาน ภาคเหนือ โอ้ประโลมแต่ภาคใต้แล้วจะได้รับชัยชนะเป็นรัฐบาลได้อย่างไร ยังมองไม่เห็น แต่พอแพ้เลือกตั้งกลับไม่ปรับปรุงตัว ต้องการจะประสบความสำเร็จโดยวิธีลัดเป็น “มะม่วงจำบ่ม” แบบนี้บ้านเมืองไม่มีวันสงบ

การเมืองในระบบต้องเล่นกันในระบบ

หากเล่นการเมืองนอกระบบ ใช้วิธีการนอกระบบ ไม่เคารพกฎ กติกา มารยาท สังคมไทยเป็นสังคมแห่งภูมิปัญญา ย่อมจะดูออกว่าอะไรเป็นอะไร

ใครคือฝ่ายผิด ใครคือฝ่ายถูก

ใครทำตามกติกา ใครทำนอกกติกา

ใครต้องการก่อความรุนแรง ใครต้องการรักษาความสงบ สันติ

ใครพกอาวุธปืนมาชุมนุม ใครพกยาเสพติดมาชุมนุม

วันนี้เราอย่าไปหวังพึ่งสื่อกระแสหลักที่ยังจงใจบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอยู่ เพราะ พิธีกร ผู้ประกาศข่าว ต่างปลูกฝังกับกลุ่มป่วนบ้านป่วนมืองรายงานข่าวด้วยความอคติ เข้าข้างฝ่ายกระทำผิดกฎหมายของบ้านเมือง ที่เรียกกันว่า “โจรกบฏ” อย่างหน้าด้านๆ ไม่ละอายในวิชาชีพที่ตนเองต้องปฏิบัติ ทั้งสถานีโทรทัศน์ และสถานีวิทยุ

วันนี้ ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ทำถูกต้องแล้วที่ไม่ลาออก ไม่ยุบสภา ไม่หักหลังประชาชน เพราะท่านไม่ได้ผิดอะไร ฝ่าย “ทุรชน” มากระทำย่ำยีบีฑาบ้านเมือง หวังให้เกิดความปั่นป่วน แล้วจะให้ทหารมาปฏิวัติรัฐประหาร เพื่อพวกพ้องวงศ์วานว่านเครือของตัวเองจะได้เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ดังที่ผ่านมา

เป็น...รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เป็น...รัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมาย

เป็น...รัฐบาลที่ประชาชนส่วนใหญ่ตัดสินให้ท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ท่านนายกฯ สมัคร สุนทรเวช จะตัดสินใจอย่างไร ในฐานะประชาชนตามวิถีทางประชาธิปไตยต้องเคารพดุลพินิจของท่าน แต่อยากให้ท่านนึกถึงพรที่ได้รับประทานจากฟ้า...“ขอให้เข้มแข็ง อดทน อย่าหวั่นไหว”

ตำรวจเชื่อ “มือที่ 3” ยิงกลุ่มนักศึกษารามฯ ป่วนสถานการณ์!


รอง ผบ.ตร.เชื่อมือที่ 3 ยิงใส่กลุ่มนักศึกษา ม.รามฯ ที่จะเดินทางไปประท้วงที่หน้าบ้านนายกรัฐมนตรี ขณะที่แนวทางการสอบสวนสืบสวน ตำรวจยังคงตั้งประเด็นไว้หลากหลายประเด็น ทั้งความไม่พอใจที่ นศ.ออกมาชุมนุมในกลางคืน การเมืองในมหาวิทยาลัย เรื่องส่วนตัว และมือที่ 3 สร้างสถานการณ์

พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. รักษาการ ผบช.น. กล่าวถึงกรณีคนร้ายยิงใส่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บ 2 คน ที่แฟลตคลองจั่น 11 ขณะเดินทางไปประท้วงและขับไล่ให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลาออก ที่หมู่บ้านโอฬาร เมื่อค่ำวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมาว่า น่าจะเป็นผู้ไม่พอใจที่มีการเดินขบวน หรืออาจเป็นมือที่ 3 ส่วนรายละเอียดเรื่องปูมหลังของนักศึกษาว่าเป็นใครมาจากไหนยังไม่ทราบ แต่จะพยายามดูแลเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เรื่องการเมือง เบื้องหลังอย่างไรก็คงยากที่จะไปดู เวลานี้เดือดร้อนมากมาย การที่ตำรวจจะจับคนสักคนไปดำเนินคดีไม่ใช่เรื่องง่าย มันวุ่นวายมากขึ้น

ขณะที่ พ.ต.อ.สมศักดิ์ บุญแสง ผกก.สน.ลาดพร้าว กล่าวว่า ขณะที่นักศึกษาเดินขบวนมีคนร้ายยิงใส่ 3 นัด บาดเจ็บ 2 คน ซึ่งตรวจสอบพบเป็นอาวุธปืนขนาด .22 โดยประเด็นยังตั้งเรื่องกว้างๆ น่าจะไม่พอใจที่กลุ่มนักศึกษาออกมาชุมนุมกันในช่วงกลางคืน การเมืองภายในมหาวิทยาลัย เรื่องส่วนตัว หรืออาจจะเป็นมือที่ 3 ส่วนเรื่องความขัดแย้งเรื่องกลุ่มการเมืองก็อาจมีส่วน อย่างไรก็ตาม ต้องหารายละเอียดเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพราะไม่มีใครสามารถจำรูปพรรณสัณฐานของคนร้ายได้เลยโดยหากมีการชุมนุมเดินขบวนอีกก็ต้องหาทางป้องกัน เพราะประชาชนใกล้เคียงอาจเดือดร้อนได้ เมื่อคืนที่ผ่านมาตำรวจก็จัดรถนำไปส่งที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เพราะไม่อยากให้เกิดความรุนแรงขึ้น


ตร.สน.สุทธิสาร ยื่นคำร้องฝากขังกลุ่มนักรบศรีวิชัยต่อเนื่อง

พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอฝากขังผู้ต้องหานับรบศรีวิชัย ทั้ง 82 รายอย่างต่อเนื่อง ระบุการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้นเกรงว่าหากปล่อยตัวอาจหลบหนีได้

พันตำรวจโทอรุณ อุ่นเมตตาอารี พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร เดินทางมายื่นคำร้องต่อศาลอาญาขอฝากขังผู้ต้องหานักรบศรีวิชัย ครั้งที่ 2 จำนวน 82 ราย ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าตามที่ได้ขอฝากขังผู้ต้องหานั้นมีกำหนดครบ 12 วันในวันที่ 6 กันยายนนี้ เนื่องจากคดีนี้พนักงานสอบสวนยังสอบสวนไม่เสร็จ โดยต้องสอบสวนพยานเพิ่มเติมอีกประมาณ 12 ปาก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT รวมทั้งเจ้าพนักงานตำรวจ

ทั้งนี้ ต้องรอผลการพิสูจณ์อาวุธปืนของกลางจากกองพิสูจณ์หลักฐานของสำนักงานตำรวตแห่งชาติ รวมทั้งรอผลการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาและต้องทำการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาทราบและสอบปากคำผู้ต้องหาเพิ่มเติม จึงจำเป็นต้องฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 82 ราย ต่อไปอีก จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น เพราะหากมีการปล่อยตัวชั่วคราวซึ่งผู้ต้องหามีพฤติกรรมและการกระทำที่อุจอาจจงใจฝ่าฝืนกฏหมายเกรงว่าอาจจะหลบหนีได้



หัวหน้าพรรคมัฌชิมาฯยืนยันร่วมรัฐบาลบริหารประเทศต่อไป


หัวหน้าพรรคมัฌชิมา ยืนยันร่วมกับรัฐบาลในการบริหารประเทศต่อไป เพราะหากถอนตัวในขณะนี้คงไม่ดี ส่วนกรณีทำประชามติ ควรคืนความคิดให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหัวหน้าพรรคมัฌชิมาธิปไตย เผยหลังจากเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ สวนสัตว์สัญจร สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี ว่า สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ ตนในฐานะหัวหน้าพรรคมัฌชิมาธิปไตย พร้อมที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคณะรัฐบาลที่บริหารประเทศอยู่ในขณะนี้ แต่หากพรรคจะถอนตัวในช่วงที่มีเหตุการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ คงไม่ดีเท่าไรนัก

“ทางพรรคมีจุดยืนเหมือนเดิม ตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งพรรคเห็นว่าใครก็ตามที่ร่วมมือในการทำงาน พรรคพร้อมให้ความสนับสนุนอย่างเต็มที่ และขณะนี้ก็ไม่เห็นมีพรรคใดกลุ่มใด เกิดความแตกแยกกัน ซึ่งหากทุกฝ่ายยอมรับในกฎกติกาและมีเหตุผล ปัญหาต่างๆก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะทุกๆคนเป็นคนไทยด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งสามารถจะพูดคุยและตกลงเจรจากันได้ปัญหาเหตุการณ์ต่างๆก็คงมีทางออกไปในทางที่ดีขึ้น “ นางอนงค์วรรณ กล่าว

นางอนงค์วรรณ กล่าวต่อถึงกรณีปัญหาคดียุบพรรค ซึ่งเรื่องนี้พรรคจะปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมาย หากไม่ยอมรับแล้วเรียกร้องกดดันต่อศาลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง โดยขณะนี้ต้องรอเพียงคำตัดสินของศาลว่าจะออกมาในรูปแบบใดเท่านั้น ซึ่งต้องคอยรับฟังต่อไป โดยหากจะออกมาในรูปแบบใดนั้นก็ต้องยอมรับ

ส่วนกรณีที่คณะรัฐมนตรี จะทำประชามติสอบถามความคิดเห็นจากประชาชน ถึงเหตุการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ว่าจะให้เป็นในรูปแบบใด ซึ่งเรื่องนี้ทางครม.ได้หารือกัน เพื่อเป็นการแก้ปัญหาให้ดีขึ้น เพราะในขณะนี้หลายๆฝ่ายต่างก็ไม่ยอมรับในปัญหาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงต้องทำประชามติ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทั้ง 2 ฝ่าย โดยคืนความคิดไปให้กับประชาชน เพื่อพิจารณาปัญหาดังกล่าวต่อไป ที่ผ่านมานักวิชาการมองว่าเป็นการยื้อเวลาในการบริหารประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ อยู่ใน 165 วันในการพิจารณา ซึ่งจะต้องหาทางออกในการแก้ไขปัญหา


“ณัฐวุฒิ” ชี้นายกฯไม่ได้ยึดอำนาจทหารหลังประกาศเพิ่ม 2 ฉบับ


“ณัฐวุฒิ” ชี้แจง“นายกฯ”ไม่ต้องการยึดอำนาจทหารมาจาก ผบ.ทบ.หลังออกประกาศเพิ่มอีก 2 ฉบับตาม พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ยันการทำประชามติของรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดการเลือกข้างของประชาชน เตือนแกนนำพันธมิตรฯให้คำนึงถึงสิทธิของประชาชนในการชุมนุมในทำเนียบ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีที่คณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ออกประกาศเพิ่มเติมอีก 2 ฉบับตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินว่า ยังมีสื่อบางฉบับเข้าใจผิดว่านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ต้องการยึดอำนาจจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) โดยใช้อำนาจผ่านประกาศฉบับที่ 2 ว่าด้วยการโอนอำนาจของคณะรัฐมนตรีหรือผู้รักษาการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับยับยั้งในสถานการณ์ฉุกเฉินให้โอนอำนาจเป็นของนายกรัฐมนตรีทั้งหมดนั้น ขอยืนยันว่าการสั่งการด้านทหารยังขึ้นตรงกับ ผบ.ทบ. และนายกรัฐมนตรีไม่มีความคิดที่จะยึดอำนาจคืนจาก ผบ.ทบ.

“จากการรายงานของสื่อบางฉบับ ทำให้มีการเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ซึ่งอำนาจนายกรัฐมนตรีที่มอบให้ ผบ.ทบ.จะเป็นผู้ใช้อำนาจตามประกาศนี้แทน เพราะฉะนั้นจะไม่มีการยึดอำนาจคืน หรือไม่มีความไม่สบายใจในท่าทีของ ผบ.ทบ.จนต้องยึดอำนาจคืน” นายณัฐวุฒิ กล่าว

สำหรับการลงประชามตินั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายหรือเป็นความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีที่จะเร่งรัดให้มีการดำเนินการจัดทำประชามติ แต่มองว่าเป็นช่องทางกฎหมายที่จะมีส่วนช่วยหาทางออกเกี่ยวกับวิกฤติบ้านเมือง ซึ่งขณะนี้ขึ้นอยู่กับวุฒิสภาที่จะใช้เวลาพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงการจัดทำประชามติ และขอยืนยันว่าการจัดทำประชามติของรัฐบาลไม่ได้ต้องการให้เกิดการเลือกข้างของประชาชน แต่ต้องการให้สอบถามความต้องการและเจตจำนงของประชาชนเกี่ยวกับทางออกของบ้านเมือง ส่วนระยะเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มองว่าอาจต้องใช้เวลานานถึง 7 เดือน เชื่อว่าเรื่องเวลาจะสามารถพิจารณากันได้ และแม้จะใช้เวลานาน 7 เดือน รัฐบาลก็ยังไม่มีมาตรการใดเพิ่มเติมออกมา

“ส่วนการสอบถามประชาชน เพื่อขอประชามติ ขณะนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดหัวข้อที่ชัดเจนใดๆ” นายณัฐวุฒิ ระบุ

นายณัฐวุฒิ ได้เตือนแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯให้คำนึงถึงสิทธิของประชาชนในการชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล เพราะได้รับรายงานทางการข่าวพบว่า ประชาชนที่จะเดินทางไปชุมนุมสามารถเข้าภายในทำเนียบรัฐบาลได้โดยสะดวก แต่ประชาชนที่จะเดินทางออกจากทำเนียบกลับถูกสะกัดกั้น ขัดขวาง โดยอ้างว่าแกนนำจะถูกจับตัวนั้นถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิประชาชน พร้อมเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศเป้าหมายของการชุมนุมให้ชัดเจนถึง และจะใช้เวลาในการชุมนุมไปอีกนานเท่าใด


ลามถึงเยาวชนแล้วม็อบชั่วปลุกระดมชวนเด็กหยุดเรียน


ม็อบโคตรชั่ว ทำบ้านเมืองฉิบหายพากันนัดหยุดงาน หวังสร้างความปั่นป่วนในบ้านเมืองยังไม่พอ ยังลามไปถึงเด็กนักเรียน ปลุกระดมชักชวนให้หยุดเรียนหนังสือกู้ชาติ โดยนัดกันวันนี้ อ้างมี 20 สถาบันแล้วที่เห็นด้วย แฉกลอุบายพันธมารดึงคนทุกกลุ่มเป็นเครื่องมือหวังสื่อเป็นสัญลักษณ์

การชุมนุมกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ไม่เพียงสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายในบ้านเมือง บุกรุกทำลายสถานที่ราชการและชักชวนพนักงานรัฐวิสาหกิจ ให้หยุดงาน แต่ล่าสุดยังล่อลวงนักเรียน นักศึกษา ให้ออกมาร่วมกิจกรรมการเมือง ด้วยการหยุดเรียนหนังสือ ซึ่งมีการอุปโลกน์เครือข่ายเยาวชนกู้ชาติขึ้นมา โดยมีผู้ใหญ่คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง

โดยในวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา เครือข่ายเยาวชนกู้ชาติ ได้ออกแถลงการณ์ประณามกลุ่มบุคคลที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดความรุนแรง กรณีการปะทะของกลุ่มต่อต้าน และกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีและ ส.ส. พรรคพลังประชาชนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ขอให้ลาออกจากตำแหน่งทางการเมือง

นายวสันต์ วานิชย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนกู้ชาติ กล่าวว่า ทางเครือข่ายจะประกาศหยุดเรียนทั่วประเทศภายในสัปดาห์นี้ โดยขณะนี้มีแนวร่วมแล้วจาก 20 สถาบัน และกำลังประสานให้ได้แนวร่วม 50 สถาบัน เพื่อประท้วง และกดดันให้รัฐบาลลาออก

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กลุ่มเครือข่ายเยาวชนกู้ชาติยังได้ประกาศเชิญชวนให้นักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศ ไปรวมตัวกันที่ลานหน้าห้างเซ็นทรัล เวิลด์ ในวันที่ 5 กันยายนนี้ เวลา 13.00 น. เพื่อขับไล่นายกฯ และรัฐบาลออกจากตำแหน่งให้ได้

ขณะเดียวกันกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา จากสถาบันต่างๆ ในนามโรงเรียนสาธิตมัฆวาน แห่งมหาวิทยาลัยราชดำเนิน ประมาณ 50 คน นำโดย นายแสงธรรม ชุนชฎาธาร นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยรังสิต ได้นำหรีดดำไปประท้วง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รมว.ศึกษาธิการ ที่ให้ห้ามนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง

พร้อมกับเรียกร้องให้นายสมชายขอโทษ และลาออก ซึ่งนายสมชายให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า ไม่ได้ห้ามนักเรียนนักศึกษามาชุมนุม เพียงแต่เตือนด้วยความหวังดี เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยเท่านั้น

ทั้งนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังขยายวงการเรียกร้องต่างๆ โดยพยายามสร้างความชอบธรรมว่ามีประชาชนทุกภาคส่วน ทุกภูมิภาคไม่พอใจรัฐบาล แม้ว่าบางกลุ่มจะมีเพียงไม่กี่คนก็ตาม ซึ่งเป็นการพยายามสร้างภาพและเป็นการสื่อในเชิงสัญลักษณ์ ให้ประชาชนทั่วไปหลงเชื่อและเห็นคล้อยตาม


Thursday, September 4, 2008

เอาไม่อยู่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงมีพระราชดำรัสว่า "ความสามัคคีปรองดองเป็นกำลังอย่างสูงสุดของชนชาวไทยทุก หมู่เหล่า ความรู้รักสามัคคีของคนในชาติจะทำให้ชาติบ้านเมืองผ่านพ้นอุปสรรค และทำให้สังคมไทยร่มเย็นเป็นสุข"

น่าเศร้าใจที่คนไทยไม่น้อมนำพระราช ดำรัสของพระองค์ท่านมาปฏิบัติ

บ้านเมืองของเราจึงเกิดวิปริต คนไทยเห็นคนไทยกันเองเป็นศัตรูต้องฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง

ล่าสุดก็ตายจริงไปแล้ว 1 ศพ

ถ้ายังดุเดือดเลือดพล่านกันอย่างนี้ก็อาจจะตายอีกหลายศพ??

“แม่ลูกจันทร์” เห็นสภาวะบ้านเมืองแล้วสลดหดหู่

โฆษกรัฐบาลจีนและโฆษกรัฐบางสิงคโปร์ ออกมาแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ในประเทศไทย และเรียกร้องให้คนไทยยุติความขัดแย้งเพื่อให้การเมืองไทยเกิดเสถียรภาพโดยเร็วที่สุด

ต่างชาติเรียกร้องให้คนไทยหยุดทะเลาะกัน อายเค้าบ้างมั้ยถามหน่อย??

ต้องยอมรับว่าประเทศชาติของเรากำลังป่วยหนัก ถึงจะใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นยารักษาโรค ก็ยังไม่ค่อยแน่ใจว่ายาขนานนี้ถูกโรคหรือเปล่า??

คือเชื้อโรคมันดื้อยาซะแล้วว่างั้นเถอะ

ข้อสำคัญ...ตัวยาบางตัวที่ผสมอยู่ใน พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินอาจจะเกิดโรคแทรก ซ้อนอีกตะหาก

ตรงนี้แหละที่หลายฝ่ายยังเป็นห่วง

แต่ “แม่ลูกจันทร์” ยังมั่นใจว่า “พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผบ.ทบ. ในฐานะผู้ใช้ อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะใช้ความพยายามสุดฝีมือเพื่อให้สถานการณ์วุ่นวายคลี่คลายไปได้ระดับหนึ่ง

ระดับหนึ่ง...คือไม่เลวร้ายยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

เพราะ “พล.อ.อนุพงษ์” เปิดอกยอมรับเองว่า สถานการณ์เผชิญหน้าระหว่างคนไทย 2 กลุ่ม เป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อน

ขนาดรัฐบาลเอาไม่อยู่ ศาลก็เอาไม่อยู่ สภาฯก็เอาไม่อยู่ ถ้าจะหวังให้ ผบ.ทบ. ต้องเอาให้อยู่ก็คงลำบาก!!

ฉะนั้น สิ่งที่น่าจะทำได้คือการป้องกันไม่ให้คนไทย 2 กลุ่มใช้กำลังปะทะกันอีก

ส่วนการที่จะทำให้ปัญหาขัดแย้งยุติ เพื่อให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบ ถ้าหากใช้มาตรการรุนแรงเกินไปก็อาจบานปลายมากกว่าเก่า

ในฐานะผู้ได้รับมอบหมายใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็จะเลือกวิธีเจรจาขอร้องในฐานะคนไทยด้วยกันก่อน

รวมทั้งการใช้กลไกทางกฎหมายตามกรอบกติกาที่มีอยู่

โดยกองทัพจะอยู่ตรงกลางไม่เอียงข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ขอให้ทุกฝ่ายมั่นใจได้ว่าทหารจะไม่ใช้ ความรุนแรงสลายการชุมนุมอย่างเด็ดขาด!!

สรุปว่า...การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ใช่ยาวิเศษ

ทำท่าจะเป็นยาหมดอายุไปซะฉิบ

มาตรการ 5 ข้อที่ประกาศใช้ตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ ก็ใช้บังคับไม่ได้ซักอย่าง

เอวังก็มีประการฉะนี้แหละ

ป.ล. หลังจากลุ้นเสียวมา 2 เดือนกว่า ในที่สุดที่ประชุมใหญ่ กกต.ก็ลงมติเป็น “เอกฉันท์” ให้ส่งคดียุบพรรคพลังประชาชนให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตามระเบียบ

พรรคพลังประชาชนของนายกฯ “สมัคร สุนทรเวช” จึงเป็นพรรคการเมืองที่ 3 ต่อจากพรรคมัชฌิมาฯ และพรรคชาติไทยที่โดนจองกฐินไปก่อน

โดยมีพรรคเพื่อแผ่นดินที่ติดกับดักรัฐธรรมนูญรอคิวโดนยุบพรรคเป็นพรรคที่ 4 ??

กัมมุนา วัตตะตีโลโก...สัตว์โลกทั้งหลายจงปลงซะเถิด.

แม่ลูกจันทร์

ส.ส.พปช.เตรียมยื่น อสส.พิจารณา ส.ว.ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ผิด ม.68

รัฐสภา 4 ก.ย.- ส.ส.พลังประชาชน เตรียมยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด พิจารณาการขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ของกลุ่ม ส.ว. ผิดรัฐธรรมนูญ ม.68 หรือไม่ หนุน “สมัคร” ทำถูกแล้วไม่ต้องลาออกหรือยุบสภา จี้ "พล.อ.อนุพงษ์" ไม่ทำตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อาจเจอข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน แถลงว่า ส.ส.พรรคพลังประชาชนรวม 17 คน ร่วมกันลงชื่อ เพื่อยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุด (อสส.) พร้อมแนบดีวีดีบันทึกภาพ ส.ว.ที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อค่ำวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้ อสส.พิจารณาว่า การขึ้นเวทีปราศรัยดังกล่าว ถือว่า ส.ว.กลุ่มนี้ร่วมกระทำความผิดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ในหมวดสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าบุคคลจะใช้สิทธิในการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ เนื่องจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ได้อ้างการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ที่ระบุว่า การชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ แต่กลับพบว่ามีอาวุธและสิ่งเสพติดในการชุมนุม และบุกรุกสถานที่ราชการ โดยมีเป้าหมายที่จะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเพื่อให้ได้ซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า มี ส.ว.บางคนระบุว่า ได้เป็น ส.ว.เพราะร่วมเวทีพันธมิตรฯ ถือเป็นการยอมรับว่า ร่วมกระทำความผิดข้อหากบฏต่อแผ่นดินเช่นเดียวกับกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งที่ ส.ว.ต้องวางตัวเป็นกลาง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่จะยื่นต่ออัยการสูงสุด วันนี้ (4 ก.ย.) จะไม่ระบุชื่อกลุ่ม ส.ว. เพราะภาพบันทึกในดีวีดีนี้มีการแนะนำตัวชัดเจน โดยระบุแค่ว่าเป็นกลุ่ม ส.ว.ที่ปรากฏในภาพข่าวบ่อย ๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ส.ส.ในพรรคพลังประชาชน มีความเห็นอย่างไรต่อกระแสเรียกร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ และนายกรัฐมนตรีไม่ควรลาออก เพราะเป็นความเห็นของคนเพียงกลุ่มเดียว หรือแม้แต่การยุบสภาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ การที่นายสมัครแสดงศักยภาพในการแก้ปัญหาวิกฤติการเมืองขณะนี้ สร้างความเชื่อมั่นต่อ ส.ส.ของพรรค ซึ่ง ส.ส.ภาคเหนือของพรรคยังยืนหยัดสนับสนุนนายสมัคร และจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม

ต่อข้อถามว่า หากนายสมัคร ถูกตัดสินว่ามีความผิดจากคดีความต่าง ๆ จนต้องหลุดจากตำแหน่ง จะยังเลือกนายสมัครกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกหรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ส.ส.ยังเชื่อมั่นในการดูแลปัญหาของนายสมัคร ซึ่งนายสมัครได้พิสูจน์ตัวเอง ส่วนสถานการณ์ในอนาคตต้องไปดูกันอีกครั้ง สำหรับข้อเสนอที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา เพื่อนำคนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น พรรคพลังประชาชนไม่เห็นด้วยแน่นอน เพราะขัดหลักประชาธิปไตย

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ส.ส.ส่วนใหญ่ในพรรคเห็นด้วยกับการหารือ เพื่อแก้วิกฤติการเมือง โดยการเปิดประชุมร่วม 2 สภาอีกครั้ง แต่ต้องการให้ไปดูเลยว่า ถ้ากฎหมายฉบับใดไม่สามารถบังคับใช้ได้ ก็ให้ฉีกทิ้งไป อย่างไรก็ตาม ถ้า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก มีท่าทีที่อ่อนต่อการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-04 13:53:01