WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 5, 2008

สงครามครั้งสุดท้าย

คอลัมน์ : ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

“...ประชาชนที่ให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ว่าการเข้าร่วมชุมนุม เงินหรือสิ่งของ การก่อความวุ่นวาย ทำผิดกฎหมายโดยปิดถนน ปิดสนามบิน หรือแม้กระทั่งสนับสนุนอยู่กับบ้าน โดยการรับฟังผ่านสื่อที่ปลุกระดมอยู่นั้น ได้ฉุกคิดหรือไม่ว่า กำลังให้การสนับสนุนกลุ่มคนที่มีเจตนาล้มล้างอำนาจอธิปไตยของประเทศนี้...”

ผมเริ่มต้นเขียนบทความนี้ด้วยความยากลำบาก มิใช่เพราะไม่มีอะไรจะเขียน หรือไม่มีข้อมูลหรือเรื่องราวที่จะนำมาบอกเล่าให้กับท่านผู้อ่านได้รับรู้

หากแต่เป็นเพราะจิตใจที่รู้สึกสลดหดหู่กับสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ในห้วง 2-3 วันที่ผ่านมา

เป็นความรู้สึกที่ผมมั่นใจว่าคงจะเหมือน และไม่แตกต่างจากพี่น้องชาวไทยจำนวนมาก ที่เห็นว่าขณะนี้บ้านเมืองต้องประสบกับความเลวร้ายรุนแรง และสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะกลุ่มคนบางกลุ่มได้สร้างความวุ่นวายอย่างยืดเยื้อยาวนาน ที่ล่วงละเมิดต่อกฎหมาย โดยเริ่มต้นจากการทำผิดกฎหมายที่มีโทษไม่รุนแรง จนถึงขนาดกระทำผิดต่อความมั่นคงของรัฐ เป็นกบฏ แต่ทว่าจนถึงวันนี้กลับยังคงลอยนวลอยู่ และกฎหมายก็ยังทำอะไรไม่ได้กับกลุ่มคนเหล่านี้

มิหนำซ้ำยังเหิมเกริม ท้าทายอำนาจรัฐอยู่ โดยมิยำเกรง และคงจะกล่าวได้ว่า อำนาจอธิปไตยทั้งสามได้ถูกกระทำย่ำยีจนหมดความหมายไปแล้ว จากกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

การแสดงการไม่ยอมรับต่ออำนาจนิติบัญญัติ หรืออำนาจบริหาร เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ เพราะกลุ่มดังกล่าวได้แสดงท่าทีชัดเจนว่า ไม่รับรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเป็นผู้นำ และไม่ยอมรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วมรัฐบาล

แต่การปฏิเสธไม่ยอมรับต่อหมายของศาล ไม่ว่าศาลอาญา หรือศาลแพ่ง เป็นเรื่องยากยิ่งที่กลุ่มคนดังกล่าวจะอธิบายให้ผู้คนทั้งประเทศเข้าใจ เพราะในขณะที่กลุ่มคนดังกล่าวพยายามเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับคนอื่นๆ แต่ตัวเองกลับปฏิเสธอำนาจศาล ซึ่งเป็นอำนาจอธิปไตยสำคัญที่อยู่เป็นหลักคู่บ้านเมือง และเป็นที่ยอมรับของประชาชนคนไทยทั่วประเทศว่า เป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน

การกระทำเช่นว่านี้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากการสำแดงให้เห็นถึงการปฏิเสธต่ออำนาจรัฐ ซึ่งหมายรวมถึงอำนาจอธิปไตยทั้งสามอำนาจ ตามกระบวนการปกครองของประเทศนี้ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้สำแดงให้เห็นว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปฏิเสธระบอบประชาธิปไตย เพราะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือ อนาธิปไตย

มิเพียงเท่านั้น ยังปลุกปั่นยุยงประชาชนเพื่อให้ออกมาต่อต้านรัฐ โดยการสร้างความปั่นป่วน ก่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง ซึ่งเป้าหมายก็คือ การล้มอำนาจรัฐ อันหมายถึงอำนาจอธิปไตยทั้งสาม ซึ่งภายใต้รัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจผ่านคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล

เวลานี้ กลุ่มประชาชนที่ให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ว่าการสนับสนุนโดยการเข้าร่วมชุมนุม เงินหรือสิ่งของ การก่อความวุ่นวาย ทำผิดกฎหมายโดยปิดถนน ปิดสนามบิน หรือแม้กระทั่งสนับสนุนอยู่กับบ้านโดยการรับฟังผ่านสื่อที่ปลุกระดมอยู่นั้น ได้หันมาฉุกคิดหรือไม่ว่า ท่านกำลังให้การสนับสนุนกับกลุ่มคนที่มีเจตนาเป้าหมายเพื่อล้มล้างอำนาจอธิปไตยของประเทศนี้

บรรดานักวิชาการ ปัญญาชน และกลุ่มชนชั้นนำของสังคม ได้หันมาพิจารณาทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด นับจากจุดเริ่มต้นบ้างหรือไม่ว่า แท้จริงแล้ว เป้าหมายของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีอะไรซ่อนเร้นอยู่ และการที่ท่านได้เผลอตัวเผลอใจให้การสนับสนุน

ไม่ว่าการแสดงความคิดเห็นที่อ้างว่าเป็นความคิดเห็นทางวิชาการนั้น จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญต่อประเทศนี้อย่างไร และการที่นักวิชาการอย่างท่านทั้งหลายมิได้แสดงให้เห็นว่าท่านปฏิเสธ หรือไม่เห็นด้วยกับกลุ่มคนที่ล่วงละเมิดต่อกฎหมายอย่างร้ายแรงนั้น คือการสร้างจุดด่างให้กับแวดวงวิชาการของท่านแล้ว หรือท่านตัดสินใจเลือกข้างเพราะอคติ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ท่านได้โปรดอย่าได้อ้างความเป็นนักวิชาการต่อไปเลย เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว ท่านก็คงไม่ต่างกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ต่อต้านและล้มล้างอำนาจรัฐ และท่านยอมรับอนาธิปไตย

คนไทยทุกคนควรจะใช้เวลาตรึกตรองถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือยังว่า นับแต่นี้ต่อไป ประเทศไทยจะเดินต่อไปอย่างไร หากรัฐบาลลาออกหรือมีการยุบสภาตามความเห็นของใครหลายคนแล้ว จะทำให้ปัญหาทั้งหลายหมดไปจริงหรือ

หรือวันนี้เราต้องยินยอมพร้อมใจให้กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นผู้ตัดสินอนาคตของเราทุกคน เพราะเราทุกคนเห็นว่า ระบอบการปกครองของเราที่เป็นอยู่ล้มเหลว และไม่อาจจะใช้ได้อีกต่อไป ตามแนวคิดของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ใครจะยอมศิโรราบต่อกลุ่มอำนาจเถื่อนนี้ ผมคงไม่ว่าอะไรหรอกครับ แต่ผมคนหนึ่งที่ขอปฏิเสธ และจะไม่ขอสลดหดหู่จมปลักกับสถานการณ์นี้ จนไม่คิดจะทำอะไรหรอกครับ

แต่ผมจะยืนสู้กับกลุ่มนี้อย่างไม่เกรงกลัว และขอเรียกร้องให้ประชาชนทุกคนได้ลุกขึ้นสู้ร่วมกับผม

เรามาร่วมกันลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจเถื่อนนี้กันเถอะครับ มาร่วมกันแสดงพลังให้เห็นว่า เราจะปกป้องอำนาจอธิปไตย ปกป้องการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขกัน

เป็นการลุกขึ้นสู้ชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน เพื่อให้ “สงครามครั้งสุดท้าย” ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นสงครามแห่งความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ

ศุภชัย ใจสมุทร



ขอเป็น (นิ้ว) กลาง

คอลัมน์: คิดในมุมกลับ

“พี่…สงสารรัฐบาลด้วยหรือ”

รุ่นน้องคนหนึ่งถามอย่างซื่อๆ เมื่อได้ยินฉันรำพึงว่าสงสารรัฐบาล…จะไม่ให้สงสารได้อย่างไร อุตส่าห์ลงสมัครรับเลือกตั้ง เดินหาเสียงปราศรัยกันแทบตาย พอได้เข้ามาทำงานสมความตั้งใจ ก็กลับถูกคนแพ้รวมกลุ่มขับไล่เหมือนหมูเหมือนหมาซะงั้น

ที่น่าสงสารมากกว่ารัฐบาลคือ ชาวบ้านตาดำๆ ที่เลือกรัฐบาลเข้าไปทำงาน…1 เสียงเท่ากัน แต่เสียงดังไม่เคยเท่ากัน

รุ่นน้องของฉันคนนี้ สุดท้ายก็อาจคิดเหมือนอีกหลายๆ คน คือ สิ่งเดียวที่เรา (ปัญญาชน) จะสงสารเขา (ชาวบ้าน) ได้ คือสงสารที่เขาไม่รู้ข้อมูล ยากจน จึงจ้องขายเสียง รับเงินไปกากบาทให้รัฐบาลนี้ (และรัฐบาลอื่นๆ)

ฉันไม่อยู่ในอารมณ์จะเถียงกับใคร จึงไม่ได้ถามต่อว่า ชาวบ้านที่เลือกรัฐบาลนี่ไม่ใช่ “ประชาชน” ใช่มั้ย (เพราะถ้าใช่ คงไม่มีใครพูดว่ารัฐบาลต้องลาออกเพื่อเห็นแก่ประชาชน!!!) แล้วคนที่เลือกรัฐบาล ก็ต้องเป็นเพราะมันโง่ มันรับเงิน มันขายเสียงเท่านั้นด้วยใช่ไหม…

เพราะไม่อยู่ในอารมณ์จะทะเลาะกับใครโดยเฉพาะรุ่นน้อง ฉันจึงไม่ได้บอกกลับไปว่า ต้องเป็นปัญญาชน (นักศึกษา นักวิชาการ ชนชั้นกลาง) อย่างพวกมึง (และกู) เท่านั้นใช่ไหมจึงจะเป็น “ประชาชน” ได้ จึงจะมีสิทธิไล่ใครออกจากการเป็นรัฐบาลก็ได้ แม้ว่าใครอีกหลายล้านคนจะเป็นผู้เลือกเข้ามาก็ตาม

ไม่รู้ว่าน้องมันจะเข้าใจหรือเปล่าว่าทำไมฉันจึงสงสารรัฐบาล รุ่นน้องอีกคนที่นั่งไม่ห่างกันก็ประกาศออกมาว่า “เราต้องเป็นกลาง ยิ่งเกิดความรุนแรงเราต้องไม่เข้าข้างฝ่ายใด” อันที่จริงรุ่นน้องคนนี้ยังพูดอีกมากกว่านั้น แต่มันทำร้ายจิตใจเกินไป ฉันจึงไม่ขอนำมาถ่ายทอด

ฉันสงสัยเพียงแค่ว่า หากเราเป็นกลางกันจริงๆ เราจำเป็นแค่ไหนที่ต้องประกาศมันออกมา (รุ่นน้องคนนี้ ภายหลังเขาและเพื่อนๆ ออกแถลงการณ์เพื่อประกาศ ‘ความเป็นกลาง’) ในความเป็นกลางที่มีเพียงหลักการพื้นๆ จำพวกไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง ฯลฯ สุดท้ายแน่ใจหรือว่ามันจะไม่เป็นการเข้าข้างใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง…

หรือเพราะที่จริง ก็อยากจะประกาศเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใจจะขาด แต่กลัวดูไม่สะอาด กลัวดูไม่ดี ไม่เป็นปัญญาชน จึงต้องทำกั๊กไม่อาจเข้าข้างใคร

หรือเป็นกลางเพราะแท้จริงในสมองก็ไม่มีข้อมูลอะไร ว่างเปล่า แต่กลัวไม่เป็นข่าว กลัวตกกระแส จึงต้องออกมาเกาะกระแสประกาศจุดยืนแบบกลางๆ กับเขาด้วยคน

ไม่รู้ ไม่ได้ถาม จึงได้แต่กลับมาสำลักความเป็นกลางของคนรอบข้างอยู่จนนาทีนี้นี่แหละ

ปฏิญา ยอดเมฆ



ทางออกธรรมดาๆ ที่ตรงไปตรงมา


คอลัมน์: ประชาทรรศน์วิชาการ

ระหว่างวันที่ 1-2 กันยายน 2551 มีแถลงการณ์จากกลุ่มบุคคลใหญ่น้อยสารพัด พยายามเสนอทางออกต่อสถานการณ์ขณะนี้รวม 17 ฉบับ ผมได้รับร่างที่ส่งผ่านกันมาให้พิจารณาอีก 2 ฉบับ รวมเป็น 19 ฉบับ

ในจำนวนนี้ 11 ฉบับ เสนอให้นายกรัฐมนตรีลาออก อีก 3 ฉบับ เสนอให้ยุบสภา อีก 2 ฉบับ เสนอว่ายุบสภาก็ได้ นายกฯ ลาออกก็ได้ อีก 3 ฉบับ ไม่เสนออะไรเลย ข้อเสนอเหล่านี้ให้เหตุผลไปต่างๆ กัน ผู้สนใจการเมืองคงคิดคำนวณข้อดีข้อเสียของแต่ละทางออกด้วยความลำเอียง เลือกข้างตามจริตของตน

น่าดีใจที่ไม่มีใครเสนอทางออก ซึ่งอาจอยู่ในใจบางคน แต่ไม่กล้าพูดออกมา นั่นคือรัฐประหาร อย่างน้อยก็ยังมีความละอายใจกันอยู่บ้าง

น่าดีใจที่ไม่มีใครเสนอทางออกอีกอย่างซึ่งอาจอยู่ในใจหลายคน แต่มิอาจเอื้อมเสนอ อย่างน้อยก็ยังมีความยับยั้งชั่งใจกันอยู่บ้าง

แต่น่าตกใจที่มีไม่กี่คนที่เสนอทางออกอีกอย่าง ซึ่งอาจจะง่ายที่สุดและถูกต้อง ชอบธรรมที่สุด (เกษียร เตชะพีระ เสนอความคิดนี้ในบทความของเขา แต่โดนปัญญาชนพันธมิตรฯ โจมตีราวเป็นศัตรู นักวิชาการจำนวนหนึ่งก็เสนอในการประชุมเร็วๆ นี้ที่จุฬาฯ ก่อนการปะทะกัน) นั่นคือ

ผู้นำพันธมิตรฯ ควรมอบตัวแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจตามหมายศาล เพื่อให้เผชิญกับกระบวนการยุติธรรมตามปกติ ส่วนการชุมนุมประท้วงรัฐบาลยังคงดำเนินต่อไปได้ในที่อื่น ที่เหมาะสมกับการแสดงออกตามสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย (ที่ไม่ใช่เพื่อยึดอำนาจรัฐ)

ทางออกนี้ต้องการความกล้าหาญและความรับผิดชอบของผู้นำพันธมิตรฯ เมื่อกล้าก่อปัญหา กล้าขัดขืน ก็สมควรกล้าเผชิญหน้ากับกฎหมายอย่างมีอารยะ ต้องทำเช่นนี้ต่างหาก การประท้วงของพันธมิตรฯ จึงจะนับเป็นอารยะขัดขืน

หากไม่ทำเช่นนี้ การกระทำของพันธมิตรฯ ย่อมนับเป็นการกระทำของอันธพาลการเมืองที่วางอำนาจบาตรใหญ่อยู่เหนือกฎหมาย ถึงจะใหญ่โตแค่ไหนก็เป็นแค่กุ๊ยการเมืองระดับชาติที่น่ารังเกียจ

ในสังคมไทย แม้แต่พระมหากษัตริย์ยังอยู่ใต้กฎหมาย ผู้นำพันธมิตรฯ เป็นใครยิ่งใหญ่มาจากไหนกัน จึงวางอำนาจบาตรใหญ่เหนือกฎหมายได้

เกลียดทักษิณก็อย่าทำตัวอย่างเดียวกับที่ตนกล่าวหาทักษิณ

ผมอยากเห็นท่าน ผบ.ทบ. หรือคนระดับนั้นไปเชิญตัวผู้นำพันธมิตรฯ ถึงที่ชุมนุม ไปมือเปล่าๆ ขอให้ผู้ชุมนุมเปิดทางให้มีการมอบตัวกันแต่โดยดี จากนั้นเป็นเรื่องของศาล

ผู้นำพันธมิตรฯ ควรกล้าหาญรับผิดชอบความบกพร่องของตน (หรือใครคิดว่าพวกเขาไม่มีความบกพร่อง?) อย่าเอาชีวิตเลือดเนื้อของมวลชนผู้สนับสนุนตน เข้าเสี่ยงตายแทนตัวเองเลย

ความกล้าหาญอาจช่วยให้ผู้นำพันธมิตรฯ กลายเป็นวีรบุรุษในฉับพลันอีกด้วย

อาจมีข้อโต้แย้งว่าเป็นไปได้ยาก เพราะผู้นำพันธมิตรฯ คงไม่ยอม เหตุผลนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะทางออกอื่นก็ไม่ง่ายสักข้อ และก็คงมีคนอื่นไม่ยอมเช่นกัน ผู้นำพันธมิตรฯ เป็นใครยิ่งใหญ่มาจากไหนกันที่เราต้องคอยเอาใจ

อาจมีข้อโต้แย้งว่า ทางออกนี้ไม่ยุติความขัดแย้งในปัจจุบันอย่างถึงราก เหตุผลนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะทางออกอื่น ไม่ว่ายุบสภาหรือลาออก ก็ไม่ยุติความขัดแย้งพื้นฐานแต่อย่างใด เรากำลังหาทางเพียงแค่ลดการประจันหน้า และลดอุณหภูมิทางการเมืองลง ทุกทางออกหวังผลแค่ต่อสถานการณ์เฉพาะหน้าด้วยกันทั้งนั้น

อาจมีข้อโต้แย้งว่า มวลชนของพันธมิตรฯ คงยอมไม่ได้ เหตุผลข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะขึ้นอยู่กับผู้นำพันธมิตรฯ จะกล้าหาญทำความเข้าใจกับคนของตนหรือไม่ต่างหาก มวลชนของพันธมิตรฯ เป็นคนมีการศึกษาและโตๆ กันแล้วทั้งนั้น

ทั้งทางออกอื่นก็คงมีมวลชนของฝ่ายตรงข้ามพันธมิตรฯ ไม่ยอมรับเช่นกัน ไม่เห็นมีปัญญาชนนักวิชาการคิดถึงเขาบ้างเลย

ทางออกที่เสนอนี้ยังเป็นการรักษาระบอบประชาธิปไตย และไม่ทำลายความน่าเชื่อถือของศาลอีกด้วย ในทางกลับกัน การทำตัวอยู่เหนือกฎหมายของพันธมิตรฯ เป็นการทำร้ายอำนาจตุลาการที่ตนยกย่องเชิดชู

อยากจะสร้างการเมืองใหม่ ก็กรุณาอดทนจนกว่าประชาชนจะเห็นด้วย มิใช่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ บังคับขู่เข็ญ ยัดเยียดให้คนครึ่งค่อนประเทศจำต้องยอมรับ

ทางออกง่ายๆ ตรงๆ และถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมายข้อนี้ถูกมองข้ามเสียสิ้น เพราะความลำเอียงที่แผ่ซ่านจนน่ากลัว จนไม่ฟังกันอีกต่อไป

น่าตกใจที่ปัญญาชน นักวิชาการ สื่อมวลชน นักกฎหมาย ทนายความ และนักสิทธิมนุษยชน ทิ้งหลักการ หลักวิชาชีพ กลายเป็นนักเคลื่อนไหวมวลชนที่มุ่งเอาชนะกันไปหมด ต่างลำเอียงกระเท่เร่ให้ท้ายการวางอำนาจบาตรใหญ่อยู่เหนือกฎหมาย ลำเอียงจนขาดความยั้งคิด เอาแต่ได้ เลือกปฏิบัติ ขาดหลักการ เกลียดชังทักษิณจนขาดสติ ทำลายทุกอย่างและใครก็ตามที่ขวางหน้า

พวกตนข่มขู่คุกคามคนอื่นก็ถือเป็นความรักชาติ ใช้ความรุนแรงก็ถือเป็นการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ พกอาวุธก็ถือเป็นสันติวิธี รวมกันแล้วก็ถือเป็น “ข้ออ่อนที่มีอยู่บ้าง” พอรับได้ หากฝ่ายตรงข้ามตนทำผิดก็เรียกร้องเอาผิดราวจะกินเลือดกินเนื้อ

คนมากมายไม่กล้าทักท้วงทัดทาน เพราะไม่อยากโดนก่นด่าทำลาย เสียเพื่อน เปลืองตัว

ประชาชนหลายสิบล้านที่กำลังเฝ้าดูพันธมิตรฯ และปัญญาชนชาวกรุง จะให้พวกเขาเข้าใจว่าประชาธิปไตยคืออะไรกัน พวกเขาย่อมคิดว่าประเทศชาติไม่ใช่ของเขา แต่เป็นของเทวดาชาวกรุงที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง แถมยังมีนิสัยเด็กๆ คือ เอาแต่ได้แต่ไม่กล้ารับผิดชอบ

พวกเขากำลังอัดอั้นตันใจจนกำลังจะระเบิดสักวันว่า พวกเขาเป็นแค่ไพร่ทาส เป็นพลเมืองชั้นต่ำกว่าพันธมิตรฯ และปัญญาชนชาวกรุงหรืออย่างไร

ทางออกที่ถูกมองข้ามนี้ เป็นวิถีปฏิบัติปกติที่ใช้กันอยู่เป็นประจำในนานาอารยประเทศที่ถือกฎหมายเป็นใหญ่ เพื่อไม่ให้การประท้วงลามปามกลายเป็นการนองเลือด เป็นทางออกอย่างแรกๆ ที่ใครๆ ก็นึกได้จนเป็นสามัญสำนึก

ประเทศไทยประหลาดกว่าใครอื่นขนาดไหนกัน จึงมองข้ามทางออกธรรมดาๆ และตรงไปตรงมาข้อนี้กันหมด หรือประเทศไทยมีระดับอารยธรรมสูงต่ำผิดปกติกว่าคนอื่น จึงถือกฎหมายเป็นของเล่น ที่จะใช้เมื่อไรก็ได้ ทิ้งเมื่อไรก็ได้ตามใจชอบ

หรือปัญญาชนประเทศไทยมีระดับสติปัญญา ความเที่ยงตรง และความยึดมั่นในหลักการ อยู่ในระดับสูงต่ำผิดปกติต่างจากที่อื่นๆ ในโลก จึงนึกไม่ถึงทางออกอย่างแรกๆ ที่น่าจะเป็นสามัญสำนึก

ผมพบว่า มีหลายคนยอมรับว่าตนลำเอียง และเห็นว่าการเลือกปฏิบัติและเลือกใช้กฎหมายตามแต่ประโยชน์ของฝ่ายตนเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเขาเห็นว่ามีภารกิจที่สำคัญกว่ากฎหมายซึ่งต้องเอาชนะให้ได้

พวกเขาจึงจงใจมองข้ามทางออกธรรมดาๆ และตรงไปตรงมาข้อนี้ เพราะเขาหวังบรรลุชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่าการเคารพกฎหมาย

ความขัดแย้งทางการเมือง 2-3 ปีที่ผ่านมา วนเวียนอยู่กับหายนะก็เพราะความคิดสั้นพรรค์นี้แหละ

สรุป ยุบสภา? ลาออก? หรือมอบตัวแล้วเชิญชุมนุมกันต่อไปในสถานที่อื่นที่เหมาะสม?

ขอความกรุณาพิจารณาอย่างมีสติ อย่าเอาแต่ได้ อย่าคิดแต่จะเอาชนะกันจนทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า อย่าเกลียดกลัวจนถูกอวิชชาครอบงำ

ขณะนี้สายไปแล้วสำหรับทางออกที่สมบูรณ์ มีแต่ทางออกที่ก่อความเสียหายมากกว่ากับน้อยกว่า รักษาระบบสถาบันหลักต่างๆ มากกว่ากับน้อยกว่า และเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกัน

ผมเบื่อแถลงการณ์ทั้งหลายเต็มทน แต่หากมีใครเสนอทางออกนี้ ผมจะขอกราบขอบพระคุณอย่างสูง และขอจองลงชื่อล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่ทันร่างไว้เลย

ธงชัย วินิจจะกูล
ที่มาประชาไท


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ.2551 ราคา 10 บาท ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ยังสนับสนุนเหมือนเดิม และเราจะเพิ่มยอดจำหน่ายตามเสียงเรียกร้อง แต่วันนี้ ขอเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมกันประณาม 9 กบฏ ปลุกระดมให้ไทยฆ่าไทย ยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มกบฏ เพื่อหลบเข้าไปซุกใต้ผ้าถุงอาซิ้มอาซ้อ เมื่อศาลอาญาออกหมายจับ

00 ช็อกกันทั้งทำเนียบรัฐบาล ที่ 9 กบฏและบริวารยึดเป็นฐานที่มั่น เมื่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศผ่านสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ไม่ลาออก ยังไม่ยุบสภา เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย ต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ที่คิดจะนำลัทธิใหม่มาใช้แทนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

00 ตลอดทั้งคืนบรรดาแกนนำทั้งรุ่นแรกรุ่นสองสลับกันขึ้นไปพ่นน้ำลายบนเวที ให้ประชาชนอดใจรอนาทีประวัติศาสตร์ เช้าวันที่ 5 กันยายน นายกฯ สมัคร สุนทรเวช จะต้องประกาศลาออกแน่นอน ให้อดใจรอ เพราะขณะนี้ นายกฯ สมัคร ถูกทหารล็อกตัว ไว้เรียบร้อยแล้ว ลือกันหึ่งตลอดทั้งคืน ทำเอาคนนอกอย่าง เอกฉัตร พลอยอดนอนไปด้วย เมื่อพรรคพวกเพื่อนฝูงยกหูถามกันทั้งคืน

00 ถามมาตอบไป ถ้ายังขืนดูเคเบิลทีวีเอเอสทีวี สมองรับแต่ข่าวลือข่าวเท็จ ทหารในยุค พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นผู้บัญชาการทหารบก ไม่ทำอะไรโง่ๆ เหมือนทหารในอดีตที่ผ่านมาเร็วๆ นี้ แค่กลุ่ม 9 กบฏปฏิบัติการยึดทำเนียบรัฐบาล ก็ขายขี้หน้าชาวต่างชาติมากพอแล้ว ทหารยุคนี้คงไม่ซ้ำเติมประเทศไทยให้บอบช้ำสุดเยียวยาลงไปอีกแน่นอน

00 เหตุผลเข้าใจง่าย หาก นายกฯ สมัคร ลาออกวันนี้วันพรุ่ง สถานการณ์ที่กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยก่อขึ้นมา ไม่มีทางจะสงบเข้าสู่ภาวะปกติ อย่างที่บรรดาสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการลากตั้ง พยายามแสดงความคิดเห็นขี้เท่อให้ประชาชนเห็นคล้อยตาม

00 ประกาศออกมาอย่างชัดเจนจาก นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หนึ่งในเก้ากบฏ ยืนยันความต้องการของกบฏ ห้ามยุบสภา ต้องให้นายกฯ สมัครลาออก แล้วให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยห้ามพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนในวันนี้ร่วมรัฐบาลเด็ดขาด และให้ใช้การเมืองใหม่

00 คำยืนยันของ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข มองอย่างไงก็ไม่มีความเป็นไปได้ ในเมื่อวันนี้ในสภามีเพียงพรรคประชาธิปัตย์พรรคเดียวเท่านั้นที่เป็นฝ่ายค้าน เสียง ส.ส. ไม่พอที่จะตั้งรัฐบาล แล้วจะให้ตั้งรัฐบาลใหม่ได้อย่างไร หากไม่เอาพรรคร่วมรัฐบาลขณะนี้มาร่วม เห็นกันชัดแล้ว ข้อเสนอของเก้ากบฏ ไม่มีทางเป็นไปได้

00 ยิ่งข้อเสนอต้องการให้ เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นลัทธิการเมืองใหม่ ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย ที่ใช้สูตรราคาอ้อย 70-30 ให้ ส.ส.มาจากการลากตั้ง 70 เลือกตั้ง 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย เห็นชัดแล้วจากผลงานของ ส.ว. ที่มาจากการลากตั้งชุดนี้ สามารถป่วนรัฐบาลได้ตลอดเวลา

00 นอกจากนั้นในการที่กลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย จะเอาลัทธิการเมืองใหม่มาปกครองประเทศไทย ก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องใช้เสียง ส.ส. และ ส.ว. ในสภาชุดปัจจุบัน ขณะนี้ที่ เก้ากบฏที่ยึดทำเนียบรัฐบาลอยู่เวลานี้ มีคนเป็น ส.ส.อยู่เพียงคนเดียวคือ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เห็นดีเห็นงามกับลัทธิใหม่ เสียงสนับสนุนก็ยังไม่พออยู่ดี แล้วไม่รู้จะเพ้อฝันไปถึงไหน เพราะงั้น เอกฉัตร เห็นด้วยกับคำยืนยันของ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ไม่ยอมลาออกตามกระแสเรียกร้องของคนหยิบมือเดียว

00 พูดอีกก็ถูกอีก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. บอกว่า สถานการณ์วิกฤติขณะนี้ ต้องแก้ด้วยระบบรัฐสภา แต่วันนี้สภาไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็ โถ...โถ...เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายกฯ สมัคร ขอเปิดประชุมร่วมสองสภา เพื่อให้ ส.ส. และ ส.ว. ช่วยกันแสดงความเห็นหาทางออกให้กับประเทศ แต่ผลที่ออกมา กลายเป็นรายการ พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ว.สายลากตั้ง ได้ตีตั๋วด่ารัฐบาลฟรี 12 ชั่วโมง ข้อเสนอที่ออกมาให้ นายกฯ สมัครลาออกหรือยุบสภา แล้วไม่รู้จะเปิดประชุมร่วมสองสภาทำไม

00 วังเวง อ่านว่า วังเวง เอกฉัตร มั่นใจว่าทุกปัญหามีทางออก แต่ถ้านั่งนึกไปไกลถึงอนาคตข้างหน้า ประเทศไทยจะอยู่กันอย่างไร เมื่อแต่ละคนอ้างสิทธิ์ของตัวเองในการชุมนุมขับไล่รัฐบาล ยกกำลังบุกยึดทำเนียบรัฐบาล โดยยอมฟังคำสั่งศาลแต่ไม่ปฏิบัติตาม ซ้ำร้ายกว่านั้นเมื่อ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช งัดพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน หวังจะให้กลุ่มเก้ากบฏยุติการชุมนุม เลิกยึดทำเนียบรัฐบาล ไม่ใช้สถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวีปลุกระดมประชาชนให้หลงเชื่อสร้างความแตกแยก แทนที่กลุ่มกบฏจะปฏิบัติตาม กลับทำสวนทาง ไม่ต่างจากรับฟังคำสั่งศาลแต่ไม่ปฏิบัติตาม กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย แล้วประเทศชาติจะอยู่กันอย่างไร

00 เอกฉัตร บอกตรงๆ เป็นงงกับถ้อยแถลงของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะ หัวหน้าผู้รับผิดชอบ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่รู้ว่าสุขุมนุ่มลึกหรือแทงกั๊ก ยืนยันจะใช้วิธีเจรจากับทุกฝ่าย แต่จะเน้นหนักไม่ให้ผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายปะทะกัน ก็รู้ทั้งรู้กลุ่มกบฏปฏิเสธการเจรจากับทุกกลุ่ม นอกจากนายกฯ สมัคร สุนทรเวช จะลาออกเท่านั้น แล้วยังจะใช้วิธีเจรจาทำไม

00 ข้อสำคัญไม่ให้ม็อบชนม็อบนั้น เพื่อไม่ให้คนไทยต้องฆ่ากัน ไม่ต้องออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรอกครับ ให้กรรมการสนามมวยราชดำเนิน ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกองบัญชาการกองทัพบก มาทำหน้าที่ก็ได้ งงจริงๆ พับผ่าเหอะ

เอกฉัตร

“ผู้นำ” ที่ประชาชนโหยหา!


คอลัมน์ : ละครชีวิต

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สื่อมวลชนไทยในวันนี้ทำให้ประเทศถอยหลัง และนำความเสื่อมเสียมาสู่ประเทศชาติมากที่สุด

เพราะไม่เคยมียุคไหนที่สื่อหันไปเข้าข้าง “เผด็จการ” ได้มากมายขนาดนี้!

ทำให้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยเกิดความท้อแท้ และเบื่อหน่ายต่อการเมืองที่ไร้กฎระเบียบ และเล่นนอกกติกาด้วยความ “หดหู่”

ประเทศไทยค่อนข้าง “โชคร้าย” ที่มี “สื่อมวลชน” และ “นักประท้วง” ที่ขยันเกินไป

เพราะเวลามีการนำเสนอโครงการดีๆ เป็นประโยชน์ต่อประเทศมหาศาล พวกนักประท้วง สื่อมวลชน จะร่วมกันคัดค้าน เขียนข่าวด่าสาดเสียเทเสีย เสี้ยมให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่มีใครยอมใคร เก่งหมดทุกคน

เมื่อสื่อมวลชนเป็นแบบนี้ ไม่สนประชาธิปไตย ก็ไม่รู้ว่าบ้านนี้เมืองนี้จะไปได้ไกลแค่นี้

เอาเป็นว่าใครที่อึดอัด ผมอยากให้หูตากว้างไกลกันหน่อย เพราะโลกเราวันนี้ไม่ใช่ยุคโบราณที่จะมาปิดหูปิดตาเหมือน “กบอยู่ในกะลา”

โลกอินเตอร์เน็ตมีข่าวคราวความเคลื่อนไหวให้ได้เรียนรู้กันมากมายว่า “การเมือง” หรือ “ผู้นำ” แบบนี้ ที่จะนำพาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า

ช่วงนี้ใครมีลูกมีหลาน เพื่อนฝูงก็แนะนำให้เลือกเสพสื่อกันหน่อย โดยเฉพาะสื่อต่างประเทศ ที่เวลานี้ดูเหมือนจะเป็นกลางมากที่สุด

อย่างเช่น นิวส์วีค นิตยสารชื่อดังของสหรัฐ ที่วางจำหน่ายทั่วโลก ฉบับล่าสุดขึ้นปก 4 ผู้นำในเอเชีย

หนึ่งในนั้นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ที่ให้ประชาชนทั้งชนชั้นรากหญ้าและชนชั้นกลาง คนทำงานทั่วไป ได้ลืมตาอ้าปาก และตาสว่างกับอะไรหลายๆ อย่าง และหวงแหนสิทธิของตัวเองมากขึ้น

นอกจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมี นายหม่า อิง จิ่ว ผู้นำของประเทศไต้หวัน นายลี เมียง บัก ประธานาธิบดีของประเทศเกาหลีใต้ และ นายอันวาร์ อิบราฮิม อดีตรองนายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซีย ซึ่งนำพรรคฝ่ายค้านผงาดขึ้นท้าทายพรรคอัมโนเป็นครั้งแรก

ประเด็นที่นิวส์วีคนำเสนอก็คือ The Politics of Practical Nostalgia หรือ “การเมืองแห่งการโหยหาอดีตที่ทำได้จริง”

การเลือกตั้งที่ผ่านมาของทั้ง 4 ประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า ในยามที่ปัญหาเศรษฐกิจกำลังบีบรัดทั้งในบ้านและนอกบ้าน

สิ่งที่ชาวเอเชียกำลังโหยหาก็คือ วันคืนเก่าๆ ที่เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านชาวเมืองมีการงานมั่นคง มีการเลื่อนชั้นทางสังคม และผู้นำที่สัญญาว่าจะนำ Good Old Days เหล่านั้นกลับมาก็คือ คนที่ประชาชนจะเทคะแนนให้

ในเอเชียเวลานี้ ดูเหมือนว่าการกำหนดนโยบายที่มองโลกในแง่ความเป็นจริง และมีการเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อผลลัพธ์ที่สร้างความพึงพอใจให้แก่ประชาชน กำลังอยู่เหนืออุดมการณ์และนโยบายที่ไม่ยืดหยุ่นของอำนาจเก่าในอดีต

ในช่วงทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจของเกาหลีใต้ และไต้หวัน เคยขยายตัวถึง 8-9% แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจของสองดินแดนนี้เติบโตเฉลี่ยแค่ 5% ล้าหลังอัตราเฉลี่ยของตลาดเกิดใหม่ซึ่งอยู่ที่ 6.5%

นายลี เมียง บัก ให้คำมั่นสัญญาแบบเห็นภาพเป็นตัวเลขด้วยแผน 747 ว่า เขาจะผลักดันให้เศรษฐกิจเกาหลีใต้ขยายตัว 7% ประชาชนมีรายได้ต่อหัว 40,000 ดอลลาร์ ภายในหนึ่งทศวรรษ และเศรษฐกิจเกาหลีจะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก

กล่าวกันถึงปฏิกิริยาในมาเลเซียและไทย ผู้เขียนบทความชิ้นนี้ของนิวส์วีค บอกว่า "ดราม่า" และเห็นได้ชัดกว่ากรณีของไต้หวันและเกาหลีใต้เสียอีก

ในมาเลเซีย พรรคฝ่ายค้าน 3 พรรคเล็กๆ เกือบจะโค่นพรรคพันธมิตรรัฐบาลที่ครองอำนาจมาตั้งแต่ครั้งประกาศเอกราชเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน ได้อย่างหวุดหวิด

ขณะที่ นายอันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งเคยงัดข้อกับอดีตนายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด ในหลายประเด็น รวมทั้งเรื่องการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ก็ผงาดขึ้นมาท้าทายรัฐบาลอีกครั้ง และนโยบายต่างๆ ที่เคยถูกมองว่าเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง อาทิ นโยบาย "ภูมิบุตร" ที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ประชาชนเชื้อสายมาเลย์ ก็กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาใหม่

ในประเทศไทย นิวส์วีค บอกว่า ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงได้ทำลายวงจรของการปฏิวัติที่ล้าหลัง

โดยในอดีตนั้น ผู้นำทหารจะอยู่ในอำนาจให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วค่อยตั้งรัฐบาลพลเรือนที่เป็นพรรคพวกกันขึ้นมาสืบทอดอำนาจ

แต่ในปัจจุบัน เพียงแค่ 14 เดือนหลังจากทำรัฐประหาร อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ฝ่ายผู้นำทหารก็ถูกกดดันโดยกระแสสังคมให้จัดการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งผลปรากฏว่า ชัยชนะเป็นของฝ่ายที่สนับสนุนอดีตนายกฯ ทักษิณ

บทความของนิวส์วีคอ้างคำกล่าวของ ธิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เปลี่ยนแปลงวิถีที่เคยเป็นในประเทศไทย ตอนนี้กระแสทั้งในประเทศและนอกประเทศ อยู่ข้างทักษิณ

บทความของนิวส์วีคยังบรรยายต่อว่า ความสำเร็จในการใช้นโยบายเศรษฐกิจเพื่อตอบรับกระแสโลกาภิวัตน์คือ ปัจจัยหลักที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นสู่อำนาจ และเป็นเครื่องอธิบายการกลับมาของเขา

ในช่วง 5 ปีภายใต้การบริหารของ พ.ต.ท.ทักษิณ เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว!

ชนบทเติบโตขึ้น และไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชีย ที่สามารถลดช่องว่างระหว่าง “คนจน” กับ “คนรวย” พรรคไทยรักไทยได้รับความนิยมจากการทุ่มงบประมาณด้านสาธารณูปโภคและการช่วยเหลือคนจน

เช่น การจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน และการประกันสุขภาพ แต่ขณะเดียวกันก็ยังเปิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน และส่งเสริมการค้าอย่างแข็งขัน

บทความของนิวส์วีคชิ้นนี้ ทำให้คนไทยเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้วใช่ไหมครับ!

ลวดหนาม

ไม่ออก-ไม่ยุบ


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้กำลังงวดเข้ามาทุกระยะ อันเนื่องจากการดำเนินการของกลุ่มพันธมารธิปไตย ที่ไม่ยึดมั่นในตัวบทกฎหมาย ซึ่งเป็นกติกาของสังคม ซึ่งทุกคน ทุกฝ่าย ต้องยึดมั่นและปฏิบัติ

หากคนในชาติไม่ยึดมั่นกฎหมาย ซึ่งเป็นเครื่องมือในการบังคับให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบ จะปล่อยให้คนกลุ่มหนึ่ง “ดื้อแพ่ง” และ ปลุกระดมประชาชนออกมาเป็นเครื่องมือในการผ่านสาขาพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคหนึ่ง จ้างกันมาหัวละ 200-300-500 บาท โดยใช้สื่อสารทางเดียวของตัวเอง โดยอ้างความเป็นเอกชน คงไม่ถูกต้องนัก

มีการผลิตวาทกรรมทางการเมืองใหม่ นั่นคือ กล่าวร้าย ว่า ปัญหาอยู่ที่คนคนเดียว จึงให้คนคนเดียว ลาออก จะง่ายกว่า ซึ่งเป็นสิ่งโง่เง่าเบาปัญญา เพราะคนคนเดียวที่ว่านี้ มิได้ทำผิดคิดชั่วอะไรแม้แต่นิดเดียว กระทำทุกอย่างถูกต้องตามครรลองของกฎหมายบ้านเมือง!!!

ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปยอมให้กับวิธีการ กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย อีกต่อไป

เราเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในค่ำคืนวันที่ 2 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมจึงจบลงที่การที่คนไทยต้องฆ่ากันเอง

ฝ่ายโจรกบฏ...บุกรุกสถานที่ราชการมาหลายวันโดยไม่มีเหตุผล จะเรียกร้องทำการเมืองใหม่ 70 : 30 คือ เลือกตั้ง 30 ลากตั้ง 70 ซึ่งเป็นทฤษฎีการเมืองล้าหลังที่ไม่มีใครเอาด้วย เพราะคนกลุ่มนี้คุ้นเคยได้ดิบได้ดีกับวิธีการ “ลากตั้ง” จนเคยตัว

ฝ่ายประชาธิปไตย...จะไปปกป้อง ไล่คนบุกรุกสถานที่ราชการ เพื่อ รักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รักษาอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย 63 ล้านคน ซึ่งมีที่มาถูกต้องตามครรลองในระบอบประชาธิปไตย โดยผ่านระบบการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย วันนี้มีคนคิดจะล้มล้าง “อำนาจอธิปไตย” เพียงเพราะฝ่ายตนพ่ายแพ้การเลือกตั้ง จึงทำใจไม่ได้

การเมืองในระบบรัฐสภาไม่สามารถเดินต่อไปได้จริงหรือ หากมีพรรคฝ่ายค้านซึ่งทำตัวเป็นพรรคภาคนิยม กลิ่นสะตอเหม็นหึ่ง ทำงานด้วยการเตะตัดขา เล่นนอกกติกา ไม่ลงพื้นที่ในภาคอีสาน ภาคเหนือ โอ้ประโลมแต่ภาคใต้แล้วจะได้รับชัยชนะเป็นรัฐบาลได้อย่างไร ยังมองไม่เห็น แต่พอแพ้เลือกตั้งกลับไม่ปรับปรุงตัว ต้องการจะประสบความสำเร็จโดยวิธีลัดเป็น “มะม่วงจำบ่ม” แบบนี้บ้านเมืองไม่มีวันสงบ

การเมืองในระบบต้องเล่นกันในระบบ

หากเล่นการเมืองนอกระบบ ใช้วิธีการนอกระบบ ไม่เคารพกฎ กติกา มารยาท สังคมไทยเป็นสังคมแห่งภูมิปัญญา ย่อมจะดูออกว่าอะไรเป็นอะไร

ใครคือฝ่ายผิด ใครคือฝ่ายถูก

ใครทำตามกติกา ใครทำนอกกติกา

ใครต้องการก่อความรุนแรง ใครต้องการรักษาความสงบ สันติ

ใครพกอาวุธปืนมาชุมนุม ใครพกยาเสพติดมาชุมนุม

วันนี้เราอย่าไปหวังพึ่งสื่อกระแสหลักที่ยังจงใจบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอยู่ เพราะ พิธีกร ผู้ประกาศข่าว ต่างปลูกฝังกับกลุ่มป่วนบ้านป่วนมืองรายงานข่าวด้วยความอคติ เข้าข้างฝ่ายกระทำผิดกฎหมายของบ้านเมือง ที่เรียกกันว่า “โจรกบฏ” อย่างหน้าด้านๆ ไม่ละอายในวิชาชีพที่ตนเองต้องปฏิบัติ ทั้งสถานีโทรทัศน์ และสถานีวิทยุ

วันนี้ ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ทำถูกต้องแล้วที่ไม่ลาออก ไม่ยุบสภา ไม่หักหลังประชาชน เพราะท่านไม่ได้ผิดอะไร ฝ่าย “ทุรชน” มากระทำย่ำยีบีฑาบ้านเมือง หวังให้เกิดความปั่นป่วน แล้วจะให้ทหารมาปฏิวัติรัฐประหาร เพื่อพวกพ้องวงศ์วานว่านเครือของตัวเองจะได้เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ดังที่ผ่านมา

เป็น...รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เป็น...รัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมาย

เป็น...รัฐบาลที่ประชาชนส่วนใหญ่ตัดสินให้ท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ท่านนายกฯ สมัคร สุนทรเวช จะตัดสินใจอย่างไร ในฐานะประชาชนตามวิถีทางประชาธิปไตยต้องเคารพดุลพินิจของท่าน แต่อยากให้ท่านนึกถึงพรที่ได้รับประทานจากฟ้า...“ขอให้เข้มแข็ง อดทน อย่าหวั่นไหว”

ตำรวจเชื่อ “มือที่ 3” ยิงกลุ่มนักศึกษารามฯ ป่วนสถานการณ์!


รอง ผบ.ตร.เชื่อมือที่ 3 ยิงใส่กลุ่มนักศึกษา ม.รามฯ ที่จะเดินทางไปประท้วงที่หน้าบ้านนายกรัฐมนตรี ขณะที่แนวทางการสอบสวนสืบสวน ตำรวจยังคงตั้งประเด็นไว้หลากหลายประเด็น ทั้งความไม่พอใจที่ นศ.ออกมาชุมนุมในกลางคืน การเมืองในมหาวิทยาลัย เรื่องส่วนตัว และมือที่ 3 สร้างสถานการณ์

พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. รักษาการ ผบช.น. กล่าวถึงกรณีคนร้ายยิงใส่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บ 2 คน ที่แฟลตคลองจั่น 11 ขณะเดินทางไปประท้วงและขับไล่ให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลาออก ที่หมู่บ้านโอฬาร เมื่อค่ำวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมาว่า น่าจะเป็นผู้ไม่พอใจที่มีการเดินขบวน หรืออาจเป็นมือที่ 3 ส่วนรายละเอียดเรื่องปูมหลังของนักศึกษาว่าเป็นใครมาจากไหนยังไม่ทราบ แต่จะพยายามดูแลเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เรื่องการเมือง เบื้องหลังอย่างไรก็คงยากที่จะไปดู เวลานี้เดือดร้อนมากมาย การที่ตำรวจจะจับคนสักคนไปดำเนินคดีไม่ใช่เรื่องง่าย มันวุ่นวายมากขึ้น

ขณะที่ พ.ต.อ.สมศักดิ์ บุญแสง ผกก.สน.ลาดพร้าว กล่าวว่า ขณะที่นักศึกษาเดินขบวนมีคนร้ายยิงใส่ 3 นัด บาดเจ็บ 2 คน ซึ่งตรวจสอบพบเป็นอาวุธปืนขนาด .22 โดยประเด็นยังตั้งเรื่องกว้างๆ น่าจะไม่พอใจที่กลุ่มนักศึกษาออกมาชุมนุมกันในช่วงกลางคืน การเมืองภายในมหาวิทยาลัย เรื่องส่วนตัว หรืออาจจะเป็นมือที่ 3 ส่วนเรื่องความขัดแย้งเรื่องกลุ่มการเมืองก็อาจมีส่วน อย่างไรก็ตาม ต้องหารายละเอียดเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพราะไม่มีใครสามารถจำรูปพรรณสัณฐานของคนร้ายได้เลยโดยหากมีการชุมนุมเดินขบวนอีกก็ต้องหาทางป้องกัน เพราะประชาชนใกล้เคียงอาจเดือดร้อนได้ เมื่อคืนที่ผ่านมาตำรวจก็จัดรถนำไปส่งที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เพราะไม่อยากให้เกิดความรุนแรงขึ้น


ตร.สน.สุทธิสาร ยื่นคำร้องฝากขังกลุ่มนักรบศรีวิชัยต่อเนื่อง

พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอฝากขังผู้ต้องหานับรบศรีวิชัย ทั้ง 82 รายอย่างต่อเนื่อง ระบุการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้นเกรงว่าหากปล่อยตัวอาจหลบหนีได้

พันตำรวจโทอรุณ อุ่นเมตตาอารี พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร เดินทางมายื่นคำร้องต่อศาลอาญาขอฝากขังผู้ต้องหานักรบศรีวิชัย ครั้งที่ 2 จำนวน 82 ราย ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าตามที่ได้ขอฝากขังผู้ต้องหานั้นมีกำหนดครบ 12 วันในวันที่ 6 กันยายนนี้ เนื่องจากคดีนี้พนักงานสอบสวนยังสอบสวนไม่เสร็จ โดยต้องสอบสวนพยานเพิ่มเติมอีกประมาณ 12 ปาก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT รวมทั้งเจ้าพนักงานตำรวจ

ทั้งนี้ ต้องรอผลการพิสูจณ์อาวุธปืนของกลางจากกองพิสูจณ์หลักฐานของสำนักงานตำรวตแห่งชาติ รวมทั้งรอผลการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาและต้องทำการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาทราบและสอบปากคำผู้ต้องหาเพิ่มเติม จึงจำเป็นต้องฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 82 ราย ต่อไปอีก จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น เพราะหากมีการปล่อยตัวชั่วคราวซึ่งผู้ต้องหามีพฤติกรรมและการกระทำที่อุจอาจจงใจฝ่าฝืนกฏหมายเกรงว่าอาจจะหลบหนีได้



หัวหน้าพรรคมัฌชิมาฯยืนยันร่วมรัฐบาลบริหารประเทศต่อไป


หัวหน้าพรรคมัฌชิมา ยืนยันร่วมกับรัฐบาลในการบริหารประเทศต่อไป เพราะหากถอนตัวในขณะนี้คงไม่ดี ส่วนกรณีทำประชามติ ควรคืนความคิดให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหัวหน้าพรรคมัฌชิมาธิปไตย เผยหลังจากเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ สวนสัตว์สัญจร สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี ว่า สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ ตนในฐานะหัวหน้าพรรคมัฌชิมาธิปไตย พร้อมที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคณะรัฐบาลที่บริหารประเทศอยู่ในขณะนี้ แต่หากพรรคจะถอนตัวในช่วงที่มีเหตุการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ คงไม่ดีเท่าไรนัก

“ทางพรรคมีจุดยืนเหมือนเดิม ตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งพรรคเห็นว่าใครก็ตามที่ร่วมมือในการทำงาน พรรคพร้อมให้ความสนับสนุนอย่างเต็มที่ และขณะนี้ก็ไม่เห็นมีพรรคใดกลุ่มใด เกิดความแตกแยกกัน ซึ่งหากทุกฝ่ายยอมรับในกฎกติกาและมีเหตุผล ปัญหาต่างๆก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะทุกๆคนเป็นคนไทยด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งสามารถจะพูดคุยและตกลงเจรจากันได้ปัญหาเหตุการณ์ต่างๆก็คงมีทางออกไปในทางที่ดีขึ้น “ นางอนงค์วรรณ กล่าว

นางอนงค์วรรณ กล่าวต่อถึงกรณีปัญหาคดียุบพรรค ซึ่งเรื่องนี้พรรคจะปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมาย หากไม่ยอมรับแล้วเรียกร้องกดดันต่อศาลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง โดยขณะนี้ต้องรอเพียงคำตัดสินของศาลว่าจะออกมาในรูปแบบใดเท่านั้น ซึ่งต้องคอยรับฟังต่อไป โดยหากจะออกมาในรูปแบบใดนั้นก็ต้องยอมรับ

ส่วนกรณีที่คณะรัฐมนตรี จะทำประชามติสอบถามความคิดเห็นจากประชาชน ถึงเหตุการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ว่าจะให้เป็นในรูปแบบใด ซึ่งเรื่องนี้ทางครม.ได้หารือกัน เพื่อเป็นการแก้ปัญหาให้ดีขึ้น เพราะในขณะนี้หลายๆฝ่ายต่างก็ไม่ยอมรับในปัญหาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงต้องทำประชามติ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทั้ง 2 ฝ่าย โดยคืนความคิดไปให้กับประชาชน เพื่อพิจารณาปัญหาดังกล่าวต่อไป ที่ผ่านมานักวิชาการมองว่าเป็นการยื้อเวลาในการบริหารประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ อยู่ใน 165 วันในการพิจารณา ซึ่งจะต้องหาทางออกในการแก้ไขปัญหา


“ณัฐวุฒิ” ชี้นายกฯไม่ได้ยึดอำนาจทหารหลังประกาศเพิ่ม 2 ฉบับ


“ณัฐวุฒิ” ชี้แจง“นายกฯ”ไม่ต้องการยึดอำนาจทหารมาจาก ผบ.ทบ.หลังออกประกาศเพิ่มอีก 2 ฉบับตาม พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ยันการทำประชามติของรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดการเลือกข้างของประชาชน เตือนแกนนำพันธมิตรฯให้คำนึงถึงสิทธิของประชาชนในการชุมนุมในทำเนียบ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีที่คณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ออกประกาศเพิ่มเติมอีก 2 ฉบับตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินว่า ยังมีสื่อบางฉบับเข้าใจผิดว่านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ต้องการยึดอำนาจจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) โดยใช้อำนาจผ่านประกาศฉบับที่ 2 ว่าด้วยการโอนอำนาจของคณะรัฐมนตรีหรือผู้รักษาการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับยับยั้งในสถานการณ์ฉุกเฉินให้โอนอำนาจเป็นของนายกรัฐมนตรีทั้งหมดนั้น ขอยืนยันว่าการสั่งการด้านทหารยังขึ้นตรงกับ ผบ.ทบ. และนายกรัฐมนตรีไม่มีความคิดที่จะยึดอำนาจคืนจาก ผบ.ทบ.

“จากการรายงานของสื่อบางฉบับ ทำให้มีการเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ซึ่งอำนาจนายกรัฐมนตรีที่มอบให้ ผบ.ทบ.จะเป็นผู้ใช้อำนาจตามประกาศนี้แทน เพราะฉะนั้นจะไม่มีการยึดอำนาจคืน หรือไม่มีความไม่สบายใจในท่าทีของ ผบ.ทบ.จนต้องยึดอำนาจคืน” นายณัฐวุฒิ กล่าว

สำหรับการลงประชามตินั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายหรือเป็นความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีที่จะเร่งรัดให้มีการดำเนินการจัดทำประชามติ แต่มองว่าเป็นช่องทางกฎหมายที่จะมีส่วนช่วยหาทางออกเกี่ยวกับวิกฤติบ้านเมือง ซึ่งขณะนี้ขึ้นอยู่กับวุฒิสภาที่จะใช้เวลาพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงการจัดทำประชามติ และขอยืนยันว่าการจัดทำประชามติของรัฐบาลไม่ได้ต้องการให้เกิดการเลือกข้างของประชาชน แต่ต้องการให้สอบถามความต้องการและเจตจำนงของประชาชนเกี่ยวกับทางออกของบ้านเมือง ส่วนระยะเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มองว่าอาจต้องใช้เวลานานถึง 7 เดือน เชื่อว่าเรื่องเวลาจะสามารถพิจารณากันได้ และแม้จะใช้เวลานาน 7 เดือน รัฐบาลก็ยังไม่มีมาตรการใดเพิ่มเติมออกมา

“ส่วนการสอบถามประชาชน เพื่อขอประชามติ ขณะนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดหัวข้อที่ชัดเจนใดๆ” นายณัฐวุฒิ ระบุ

นายณัฐวุฒิ ได้เตือนแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯให้คำนึงถึงสิทธิของประชาชนในการชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล เพราะได้รับรายงานทางการข่าวพบว่า ประชาชนที่จะเดินทางไปชุมนุมสามารถเข้าภายในทำเนียบรัฐบาลได้โดยสะดวก แต่ประชาชนที่จะเดินทางออกจากทำเนียบกลับถูกสะกัดกั้น ขัดขวาง โดยอ้างว่าแกนนำจะถูกจับตัวนั้นถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิประชาชน พร้อมเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศเป้าหมายของการชุมนุมให้ชัดเจนถึง และจะใช้เวลาในการชุมนุมไปอีกนานเท่าใด