WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, September 7, 2008

ท่าเรือกรุงเทพเปิดบริการปกติแล้ว!หลังหยุด3วัน เสียหายกว่า1.5พันล.


ท่าเรือกรุงเทพ เปิดบริการตามปกติแล้ว ผู้บริหาร กทท. เผยสูญรายได้วันละกว่า 20 ล้านบาท และพนักงานเสียโอกาสได้ค่าล่วงเวลา ด้านสมาคมขนส่งสินค้าประเมินความเสียหายเบื้องต้นสูงถึง 1.5 พันล้านบาท

นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ท่าเรือกรุงเทพได้ให้บริการขนถ่ายสินค้าตามปกติแล้ว ตั้งแต่วานนี้ (5 ก.ย.) โดยตนได้รับรายงานจากผู้บริหาร กทท.ว่า ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้มีการหยุดงาน แต่มีการประชุมใหญ่วิสามัญของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจกทท.ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องและยุติการประชุมเมื่อเวลา 13.00 น.วานนี้

และในระหว่างการประชุมมีเรือสินค้า 4 ลำ ได้แจ้งขอใช้บริการท่าเรืออื่นแทน โดยใช้ท่าเรือแหลมฉบัง 2 ลำ และใช้ท่าเรือเอกชน 2 ลำ ส่วนสถิติการลาหยุดของพนักงานอยู่ในภาวะปกติ โดยในวันที่ 4 ก.ย.มีพนักงานลาหยุด 137 คน และในวันที่ 5 ก.ย.มีพนักงานลาหยุด 167 คน

นายเฉลิมชัย มีคุณเอี่ยม ผู้อำนวยการท่าเรือกรุงเทพ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า พนักงาน กทท.ที่เป็นสมาชิกสหภาพ กทท.ได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่แล้วตั้งเวลา 13.00 น.วานนี้ (5 ก.ย.) โดยในช่วงบ่ายมีเรือสินค้าเทียบท่า 3 ลำ ซึ่งพนักงานได้ให้บริการขนถ่ายสินค้าตามปกติ และในช่วงเย็นวันเดียวมีเรือสินค้าเทียบท่าอีก 2 ลำ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา รายได้ของท่าเรือกรุงเทพอาจลดลงบ้าง จากปกติจะมีรายได้เฉลี่ยจากเรือสินค้าที่ใช้บริการลำละประมาณ 4 ล้านบาท แต่มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ถึงหลัก 100 ล้านบาทอย่างแน่นอน เพราะท่าเรือกรุงเทพมีท่าเทียบเรือคอนเทนเนอร์ 7 ท่า ซึ่งท่าเรือประเภทนี้จะเป็นรายได้หลัก

แต่จะมีเรือสินค้าใช้บริการสูงสุดวันละประมาณ 5-6 ลำเท่านั้น หรือมีรายได้วันละกว่า 20 ล้านบาท ส่วนท่าเรือประเภทอื่นๆ มีประมาณ 4-5 ท่า แต่ไม่ได้เป็นรายได้หลักของท่าเรือกรุงเทพ

ด้าน นายทองอยู่ คงขันธ์ นายกสมาคมขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้าและส่งออก เปิดเผยว่า การหยุดให้บริการที่ท่าเรือกรุงเทพ ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออกอย่างมาก ในเบื้องต้นคาดว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นคิดเป็นมูลค่าวันละประมาณ 450 ล้านบาท รวม 3 วัน คิดเป็นเงินประมาณ 1,350-1,500 ล้านบาท

โดยคาดว่า กทท.ขาดรายได้จากการให้บริการวันละประมาณ 50-100 ล้านบาท ขณะที่กรมศุลกากร เสียรายได้จากการเก็บภาษีสินค้าที่ท่าเรือกรุงเทพวันละประมาณ 250 ล้านบาท ส่วนผู้ให้บริการขนส่งสินค้า มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มจากการเคลื่อนย้ายสินค้าไปยังท่าเรืออื่นๆ และมีค่าน้ำมันเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 100 ล้านบาท และยังไม่รวมค่าเสียโอกาสทางการค้า


ศึกตระกูล 'กตะศิลา' ใส่เสื้อแดงไล่กบฎ'สุริยะใส'


ตระกูล “กตะศิลา” ออกหน้าพาชาวราษีไศลคนใส่เสื้อแดงขับไล่ “สุริยะใส” พ้นศรีสะเกษ ครวญลูกหลานตกงานหลายราย เพราะนายจ้างไล่ เหตุอยู่บ้านเดียวกับสุริยะใส

ชาว ศรีสะเกษจาก 13 ตำบล 190 หมู่บ้าน ในเขตอำเภอราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ได้ออกมาชุมนุมขับไล่นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้พ้นจากความเป็นคนราษีไศล โดยยืนยันสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น

นายพวง กตะศิลา บ้านยางน้อย ม.8 ต.เมืองแคน อ.ราษีไศล แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมขับไล่นายสุริยะใส - ให้กำลังใจนายกฯ กล่าวว่า คนที่มาร่วมชุมนุมเป็นชาวราษีไศล โดยต้องการให้กำลังใจรัฐบาล และไม่เห็นด้วยกับกลุ่มบุคคลใด ๆที่เอากฎหมู่ มาอยู่เหนือกฎหมาย เหมือนอย่างที่กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังทำอยู่ในขณะนี้ ซึ่งได้สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติมามากแล้ว

นายพวง กล่าวต่อว่า ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในตระกูล กตะศิลา แต่ขอย้ำว่าคนตระกูล กตะศิลา ทุกคนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่ นายสุริยะใส กล่าวอ้างว่าเขาเป็นตัวแทนคนราษีไศล ที่ออกไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตร การกล่าวอ้างดังกล่าวพวกตนรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง เพราะชาวราษีไศล และคนศรีสะเกษ ไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย

“ผมเป็นราษฎรเต็มขั้น รู้สึกหวงแหนระบอบประชาธิปไตย และยืนหยัดที่จะอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ สนับสนุนนายกฯที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น “

สำหรับเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรและกลุ่ม นปช.จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บกันเป็นจำนวนมากนั้น นายพวง กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นชาวบ้านได้เห็นภาพเหตุการณ์อย่างนั้นแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ที่เห็นคนไทยด้วยกันต้องมาเข่นฆ่ากันเอง อยากให้ทุกฝ่ายยึดหลักประนีประนอม ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อกันอีก และอยากให้พันธมิตรได้ยึดหลักกติกาบ้านเมืองยอมรับฟังเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ การแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศจะต้องผ่านระบบรัฐสภาเท่านั้น ไม่อยากให้เอากฎหมู่มาอยู่เหนือกฎหมาย

ด้านนายทองใบ สายชมพู แกนนำกลุ่มกล่าวเพิ่มเติมว่า อยากวอนให้บริษัท ห้างร้าน หรือ ผู้ประกอบต่าง ๆให้เข้าใจ และเห็นใจลูกหลานชาวราษีไศลด้วย เพราะถึงแม้จะเป็นคนราษีไศล แต่ก็ไม่ได้คิดเหมือนอย่างนายสุริยะใส และกลุ่มพันธมิตรทุกคน ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะว่าที่ผ่านมาลูกหลานของคนราษีไศลที่ไปสมัครงานอยู่ในกรุงเทพ หรือต่างจังหวัด พอรู้ว่าพวกเขาเป็นลูกหลานชาวราษีไศล ซึ่งอยู่บ้านเดียวกับนายสุริยะใส นายจ้างก็ไล่ออก โดยไม่ฟังเหตุผลอะไรเลย ทำให้ต้องตกงานกลับมาอยู่บ้านหลายราย

รฟท.หาดใหญ่แจ้งจับ123พธม.ถ่อยชักดาบค่ารถไฟกว่า6หมื่น


ผู้ว่าการรถไฟ ยันรถไฟใต้ให้บริการแล้ว 18 ขบวน เผยหยุด 8 วัน ทำสูญเสียรายได้กว่า10ล้านบาท พร้อมแจ้งความจับ พธม.ถ่อย 123 คน ชักดาบค่ารถไฟ

นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ในวันนี้ปัญหาพนักงานหัวรถไฟและพนักงานขับรถไฟลาหยุดงาน ขณะนี้เริ่มคลี่คลายลงแล้ว โดยรถไฟสายเหนือและสายตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถเดินรถได้ตามปกติ ส่วนรถไฟสายใต้ที่ผ่านมา สามารถเดินรถได้จนถึงจ.ประจวบคีรีขันธ์

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ฝ่ายบริหารเจรจาสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.ร.ฟ.ท.) ในพื้นที่ เพื่อขอให้กลับมาเดินรถตามปกติ ทำให้จนถึงขณะนี้รถไฟสายใต้ โดยเฉพาะรถไฟท้องถิ่นสามารถเดินรถได้แล้ว 18 ขบวน จากทั้งหมด 64 ขบวน

นายทนงศักดิ์ พงษ์ประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์ภาคใต้การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการที่พนักงานหัวรถไฟและพนักงานขับรถไฟ ลาหยุดงานส่งผลให้การรถไฟภาคใต้หยุดให้บริการผู้โดยสารตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้เป็นเวลา 8 วันแล้ว และยังไม่มีกำหนดที่จะกลับมาเปิดบริการประชาชนผู้โดยสารได้ ตามปกติ ส่งผลให้ศูนย์ภาคใต้ การรถไฟแห่งประเทศไทยต้องสูญเสียรายได้แล้วไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

นายไว พรหมเษส รองประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทยภาคใต้ เปิดเผยว่า ได้มี การตรวจสอบอย่างชัดเจน แล้วว่า ภาพรวมของการเดิน รถในภาคใต้ทุกขบวนยังคง หยุดเดินรถ และยังหยุด 100% ซึ่งจากการประสานงานยัง ยืนยันที่จะมีมาตรการเช่นนี้ ต่อเนื่องไป

นอกจากนี้ ร.ฟ.ท.มอบอำนาจให้นายทัศนัย สุขสวัสดิ์ นายสถานีรถไฟหาดใหญ่ จ.สงขลา เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ ให้ดำเนินคดีกับกลุ่ม พธม. จ.สงขลา ที่เดินทางด้วยรถไฟจากสถานีรถไฟหาดใหญ่ ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม พธม. เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยไม่ชำระค่าโดยสาร จำนวน 123 คน รวมเป็นเงิน 62,607 บาท

Saturday, September 6, 2008

สมัคร คือตัวเลือกที่ดีที่สุดของระบอบทักษิณและศักดินาอำมาตยาธิปไตย

บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ผมประเมินว่าสถานการณ์ทางการเมืองในในขณะนี้ สมัครตัวเลือกที่ดีที่สุดของคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย

แม้นายกฯสมัคร จะไม่ใช่คนที่มวลชนที่สนับสนุนกลุ่มอำมาตย์ ให้ความชื่นชมนัก สื่อมวลชนไทยก็ไม่ได้ชอบนายกฯสมัครเลย

แต่สถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้ "แกนนำ" ระดับบนของคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย ต้องการสะพานเชื่อมที่สามารถจะสื่อสารถึงกันได้ ต้องการ "ช่องทางการสื่อสาร" โดยไม่คิดว่าจะปิดช่องทางการสื่อสารทั้งหมด เพราะไม่อย่างนั้น เ่ท่ากับทิ้งให้ทั้งสองฝ่ายต้องตัดสินใจและดำเนินการต่อสู้ทางการเมือง โดยไม่รับทราบความตั้งใจและความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่ง

เครื่องมือสื่อสารอื่นๆ เช่น ป.สี่เสา เป็นต้น เดี้ยงหมดแล้ว

ผมว่าในตอนนี้ "แกนนำระดับสูง (ต้องสูงอย่างแท้จริง)" ของกลุ่มศักดินาอำมาตยาธิปไตย คงประเมินได้แล้วว่า ไม่อาจกำจัดระบอบทักษิณออกไปจากประเทศไทยได้อย่างแน่นอน และทำอย่างไร ก็ไม่สามารถมีประเทศไทยอยู่ได้ โดยไม่มีอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น ยุทธวิธี การไล่บดขยี้ให้สูญพันธุ์ไปอย่างที่ดำเนินการมา 3 ปีแล้ว ก็ไม่อาจบรรลุผลได้ มีแต่สร้างความวุ่นวายและไร้เสถียรภาพทางการเมือง และภาวะอนาธิปไตยให้กับประเทศไทย

เมื่อไม่สามารถกำจัดออกไปได้ การประนีประนอมในระดับหนึ่ง ย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แกนนำระดับสูงมากของของกลุ่มศักดินาอำมาตย์ คงเห็นแล้วว่า "แม้ทักษิณจะออกไปจากวังวนการเมืองไทย" แล้ว แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างใด แต่มีทีท่าจะเลวร้ายลงไปกว่าเดิมอีก สถานการณ์ได้เลยพ้นไปจากทัีกษิณแล้ว


250

ตอนนี้ผมคิดว่า สถานภาพของนายกฯสมัคร สุนทรเวช ที่วางบทบาททำหน้าที่ประสานทั้งสองฝ่าย นั้น น่าจะเป็นสิ่งที่จำเป็นของ แกนนำีระดับสูงมาก ของกลุ่มศักดินาอำมาตยาธิปไตย เราจะเห็นได้ว่านายสมัครได้เดินทางไปบางที่หลายครั้ง และมีการประเมินว่าจะลาออก แต่นายกฯสมัคร ก็ไม่ได้ลาออกแต่อย่างใด แสดงว่าการสนับสนุนยังมีอยู่

การกำจัดนายสมัครออกไป จะทำให้ช่องทางการสื่อสารขาดสะบั้นลง ไม่มีใครสามารถเชื่อมโยงกับพรรคพลังประชาชน และแกนนำทางอำนาจของกลุ่มระบอบทักษิณได้ดีอีก ไม่มีใครสามารถสื่อกับ สส. กว่า 200 คนได้อย่างมีประสิทธิภาพอีก

หากนายสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ข้อเท็จจริงทางการเมืองขณะนี้ ที่ "รัฐธรรมนูญปี 2550" ยังคงบังคับใช้อยู่ นายกฯ ต้องมาจาก สส. และรัฐบาลต้องมาจากเสียงข้างมากในสภา ซึ่งในที่สุด นายกฯก็ต้องเป็นคนของพรรคพลังประชาชน ซึ่งอาจเป็น นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงลี หรือ นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ หรืออาจเป็นคนอื่นๆ

แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ความใกล้ชิดต่อแกนอำนาจเบื้องบนก็ต่ำกว่านายสมัคร ซึ่งการยกหูโทรศัพท์อาจทำไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งสภาวะเช่นนี้ ย่อมคุมไม่ได้อย่างแน่นอน และอะไรก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งไม่น่าจะเป็นผลดีต่อ "โครงสร้างอำนาจส่วนบน" มากมายนัก

ดังนั้น นายสมัคร สุนทรเวช ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ อย่างน้อยก็ทำให้การเมืองมีเสถียรภาพได้ในระดับหนึ่ง


เมื่อเป็นอย่างนี้ จะทำอย่างไรกับกลุ่ม "นักรบรับจ้าง" ที่จ้างมาเพื่อโค่นล้มทักษิณ

สถานการณ์ของกลุ่มนักรบรับจ้างเช่น พธม.นี้ เข้าขั้นอนาธิปไตย เกินกว่าที่จะควบคุมได้แล้ว เกิดภาวะสูญเสียการควบคุมไปอย่างสิ้นเชิง

ผมว่า นักรบรับจ้างที่สงครามเลิกแล้ว แต่ยังไม่ยอมหยุดรบ ท้ายที่สุดก็ต้องกำจัดทิ้ง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้่ ของใช้แล้วที่เหลือเกินความจำเป็น และอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ต้องมีการกำจัดทิ้งอย่างแน่นอน

แต่ผมไม่คาดว่า พวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย จะสามารถกำจัดกลุ่มพันธมิตรและแกนนำออกไปได้อย่างง่ายดายนัก คงต้องใช้เวลา

การยอมให้ออกหมายจับ หรือยืนยันหมายจับ นั้นผมคาดว่านั้นคือ "เชือกที่จะเอาไว้รัีดคอ" แกนนำกลุ่มพันธมิตร เมื่อเวลามาถึงแล้ว


สภาพในขณะนี้ ม็อบยังคงร้อนแรงอยู่ การดับไฟยังคงทำได้ไม่รวดเร็วนัก คงต้องทอดระยะเวลาไปอีกพักหนึ่ง

การเสนอการเมืองใหม่ เช่น ระบบ 70/30 ในขณะนี้มันย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ โดยไม่ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2550 ทิ้งไปก่อน ซึ่งการฉีกรัฐธรรมนูญ ก็ไม่แคล้วที่จะต้องทำรัฐประหาร

การทำรัฐประหาร ต้องถาม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ว่าจะรับมือกับแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศอย่างรุนแรงได้หรือไม่

การเปลี่ยนแปลงระับบการเมือง โดยไม่ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งย่อมทำไม่ได้

จะคิดว่าจะกระทำโดย "การปฎิวัติโดยประชาชน" อย่างฝรั่งเศส หรือ สมัย 14 ตุลาคม 2516 นั้น ผมว่าสถานการณ์ยังห่างไกลยิ่งนัก

มันจึงเป็นแ่ค่ความฝันจาก "คุกในทำเนียบรัฐบาล" ของคนที่อยู่ในสนามรบกว่า 100 วัน ที่กำลังเริ่มบ้าแล้วเท่านั้น

ยุทธศาสตร์รับมือกับคนกลุ่มนี้ของนายสมัครคือ ไม่ออก ไม่ยุบ ไม่สลายม็อบ ปล่อยให้แห้งตายไปเอง

และนายสมัคร ก็หาสถานการณ์มาเพื่อดึงความสนใจของผู้คนในบ้านเมืองออกไปจากกลุ่มพันธมิตรเรื่อยๆ เช่น ในช่วงนี้มีการประชุมงบประมาณประจำปีของสภา แล้วอาจตามด้วย การเปิดสภาอภิปราย ไม่ลงมติ

การเสนอให้มีการลงประชามติ จะทำได้หรือไม่ได้ ผมคิดว่าไม่สำคัญเท่าใดนั้น แต่มันก็ทำให้สังคมมาถกกันในประเด็นเหล่านี้แทน หมดประเด็นเหล่านี้ก็น่าจะหาประเด็นอื่นๆ มาอีก เช่น การไปบูมการเลือกผู้ว่า กทม. ใครจะชนะ ก็ไม่ได้สำคัญมากมายอะไรนัก สำหรับสภาพการเมืองในขณะนี้ แต่มันก็ดึงประชาชนให้หันเหความสนใจออกไปจาก พันธมิตรได้

ปล่อยให้พันธมิตร แห้งตายอยู่ในทำเนียบรัฐบาล ที่แปรสภาพ เป็น คุก ไปโดยเรียบร้อยแล้ว

จาก thaifreenews

ผมไม่ตำหนิ พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา แค่ไม่ทำรัฐประหาร ผมก็โอเคแล้วละครับ


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ไม่ทำรัฐประหาร ไม่สลายม็อบ ขอเป็นแค่กรรมการห้ามมวย คือ สาระัที่ พล.อ.อนุพงษ์ แถลงข่าววันนี้ ที่กองบัญชาการกองทัพบก แม้ว่าจะพูดอย่างยืดยาว แต่ผมก็สรุปได้สั้นๆ ว่าสาระที่พูดคือ ทหารจะไม่ทำรัฐประหารโดยเด็ดขาด ทหารจะไม่ใช้กำลังสลายม็อบ ทหารจะป้องกันไม่ให้ม็อบมีการปะทะกัน


ซึ่งผมก็คิดว่านั้นคือ สิ่งที่ดีแล้ว เพราะผมไม่คิดว่าการสลายม็อบในขณะนี้จะทำให้ปัญหาคลี่คลายลงไปได้ เพราะเมื่อเงื่อนไขยังคงอยู่ การปลุกม็อบก็จะกระจัดกระจายโดยทั่วไป

แต่ ผมก็คิดว่าทหารก็ต้องดำเนินการให้มีความเรียบร้อย เช่น ป้องกันไม่ให้มีการวางระเบิด หรืออาจเข้าควบคุมสถานที่ต่าง ๆ ไม่ให้มีการเผาทำลาย หรือแม้แต่การนัดหยุดงานของรัฐวิสาหกิจ


ส่วนม็อบยึดทำเนียบนั้น ผมไม่คิดว่าเป็นปัญหาใหญ่โตอะไรนัก ปล่อยให้ยึดไปอย่างนั้นสักสองสามเดือนก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

หากผมเป็น ผบ.ทบ.เองในตอนนี้มันก็ตัดสินใจยากเหมือนกัน แม้ว่าผมจะไม่ชอบพันธมิตรก็ตาม เพราะหากตัดสินใจสลายม็อบ ปัญหามันก็คงยังไม่จบแน่นอน เพราะแม้จะสลายม็อบออกจากทำเนียบได้ แต่ม็อบก็จะไปชุมนุมกันที่อื่นๆ อีก และเกิดความวุ่นวายตามมากอีกมากมาย และทหารก็จะถูกต่อต้าน และความขัดแย้งก็ขยายตัวต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อเงื่อนไขทางการเมืองยังไม่จบ ประชาชนยังแตกแยกและต่อสู้กันทางการเมืองอยู่ การเข้าสลายม็อบ ย่อมไม่ทำให้ปัญหาจบลงไปอย่างแน่นอน และ พล.อ.อนุพงศ์ เองก็ต้องยืนอยู่บนเขาควายของทั้งสองฝ่าย

ทั้งสองฝ่ายต่างก็เีรียกร้องให้ทหารเข้าข้างตัวเอง สลายม็อบก็หาว่าเป็นพวกระบอบทักษิณ ทำรัฐประหาร ก็โดนต่อต้าน กลายเป็นพวกอำมาตยาธิปไตยหลงยุค

ดังนั้น การเลือกที่จะไม่ทำรัฐประหาร และไม่สลายม็อบ จึงหน้าจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้องแล้ว แค่คอยป้องกันไม่ให้เหตุจลาจลขยายตัวต่อไป ก็น่าจะโอเคแล้วสำหรับบทบาทของทหารในขณะนี้





แต่สำหรับปัญหาทางการ เมือง ผมก็ไม่ทราบว่าจะจบที่ใดเหมือนกัน เพราะตอนนี้กำลังอยู่ช่วง Height ของสถานการณ์ ไม่ว่าจะเลือกทางใด เสนอทางออกอย่างไร มันก็ไม่มีทางจบสิ้นไปได้

การปิด ASTV ผมก็ไม่คิดว่าปัญหาจะจบ เพราะผมเชื่อว่า กลุ่มพันธมิตรนั้น มีช่องทาง และเครือข่ายสื่อสารของตนอยู่แล้ว (ส่วนใหญ่ก็ผ่าน สส. ปชป. นั่นแหละที่เกณฑ์คนมา) ASTV จึงเป็นแค่ลำโพงดังๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น

ผม ไม่คิดว่า ASTV จะล้างสมองใครได้มากมายนัก แต่คนที่เชื่อ ASTV เขามีแนวโน้มที่จะเชื่ออย่างนั้นอยู่แล้ว พวกนี้คือ พวกที่เกลียดทักษิณแต่ต้นแล้ว และหา "สื่อที่ถูกใจตน" มาจรรโลงใจ ก็เหมือน พวกเราที่ชอบทักษิณ ก็จะชอบใจรายการ "ความจริงวันนี้" ไม่ใช่เพราะคุณวีระกล่อมให้เราเชื่อ แต่คุณวีระ และสองสหายที่เหลือ พูดตรงกับใจเราที่เชื่ออยู่แล้วเท่านั้นเอง

ASTV ดูเหมือนจะมีอิทธิพลแค่ทำให้คนที่สนับสนุนประชาธิปัตย์อยู่แล้ว มีความคิดที่ก้าวร้าวรุนแรงขึ้น และไม่เคารพกติกา พวกที่ติด ASTV ก็ พวกสนับสนุน ปชป. นั่นแหละ พวกชอบ ปชป. ไม่ได้ขยายจำนวนขึ้นมากมายแต่อย่างใด แต่พวกสนับสนุน ปชป. ยังไม่ได้ดู ASTV ทั้งหมดเท่านั้น เมื่อขยายเต็มแล้ว ASTV ก็ได้สมาชิกอย่างมากก็เท่ากับจำนวนผู้สนับสนุน ปชป. นั้นเอง

ผมก็ไม่คิดว่ารายการความจริงวันนี้ จะสามารถเกลี้ยกล่อมให้พวกที่ชอบ ASTV กลายมาเป็นคนสนับสนุน พรรคพลังประชาชนได้เช่นกัน

ดังนั้น เมื่อปิดไม่ได้ ก็คงต้องทำใจ

ความขัดแย้งทางการเมือง ยังคงมีอยู่ต่ออีกนาน อย่าด่วนคิดว่ามันจะจบวันสองวันนี้ มันจะอยู่กับเราไปอีกหลายปี จนกว่าทั้งสองฝ่ายจะเรียนรู้และเริ่มเบื่อหน่าย และหันมาตกลงกติกากันใหม่อีกที

ฝ่ายเราก็อยากได้ทหารเป็นพวก
พวกอำมาตย์ ก็ต้องการให้ทหารเป็นพวก

ก็มีข่าวลือ ข่าวปล่อย ที่เราได้ยินมาตลอดว่าจะมีการทำรัฐประหาร เมื่อโน้นเมื่อนี้ แต่อนุพงศ์ก็ไม่เอาด้วยกับคนที่สั่ง (คาดว่าไม่ใช่เปรม) สักที

ดังนั้น การที่จะคาดหวังว่า อนุพงศ์ จะมาเข้าข้างฝ่าย พปช. และเร่งสลายม็อบพันธมิตรนั้น ผมว่าเป็นความคาดหวังที่มากจนเกินไป

ความขัดแย้งการเมืองไทยครั้งนี้ "ผู้เล่นไม่ใช่เฉพาะที่เรามองเห็นเท่านั้น" มีผู้เล่นที่มอง "มือไม่เห็น" อยู่อีก อนุพงศ์ ก็ต้องยืนอยู่ระหว่างเขาควายให้ได้ก็แล้วกัน

ผมดูสถานะแล้วน่าสงสารเหมือนกัน เพราะเลือกทางใด ก็โดนด่าทั้งสิ้น

แต่ผมเชื่อว่า หากมีการ "จลาจลหนักขึ้น" เช่น เผาทำเนียบรัฐบาล วางระเบิดหลายจุด ทหารก็จำเป็นต้องเคลื่อนไหวเหมือนกัน สถานการณ์มันพาไป

ในชั้นต้นนี้ ไม่ฉวยโอกาสทำรัฐประหาร ผมก็พอใจแล้ว

และ พล.อ.อนุพงศ์ ก็พูดได้ดีว่า "การรัฐประหารมันไม่ใช่ประตูที่ปิดตาย" เท่านั้น แต่มันเป็นกำแพงที่ไม่มีประตูให้เลือกอีกด้วย

หวังว่าคงทำตามที่พูด แค่นี้ผมก็โอเคแล้ว

ยอมรับจริงๆ ว่าผมก็ไม่ไว้ใจทหารเหมือนกัน ไม่ต้องมาเป็นพวก แต่ยืนอยู่เฉยๆ ป้องกันคนตีกัน และการเผาเมืองก็พอแล้ว

คิดว่าขอแค่นี้ คงไม่ได้มากมายอะไรนัก

เมื่อไม่มีรัฐประหาร และนายกฯสมัคร ไม่ลาออก ฝ่ายพันธมิตรก็ยังไม่ชนะเหมือนเดิม และฝ่ายประชาธิปไตยก็ยังไม่แ้พ้


จาก thaifreenews

สมัคร เผยจะทบทวนประกาศภาวะฉุกเฉินเร็ว ๆ นี้

สนามหลวง 5 ก.ย.- “สมัคร สุนทรเวช” ย้ำการประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นไปตามขั้นตอน มอบอำนาจ ผบ.ทบ.จัดการ ยืนยันไม่ได้ยึดอำนาจคืนอย่างที่สื่อฯ เสนอข่าว เผยอาจจะทบทวนประกาศภาวะฉุกเฉินใน 1-2 วันนี้ ระบุเมื่อคนไม่เคารพ ก็ไม่จำเป็นต้องมี

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า การประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นไปตามขั้นตอน และได้มอบอำนาจให้กับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ดูแลสถานการณ์ในช่วงที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าว แต่พอมีมติคณะรัฐมนตรี เรื่องกำหนดอำนาจหน้าที่รัฐมนตรีเป็นอำนาจนายกรัฐมนตรี ก็ไปลงข่าวว่าตนยึดอำนาจจากผู้บัญชาการทหารบก

“ผมและ ผบ.ทบ.คุยกันเมื่อวานนี้ (4 ก.ย.) ว่า ที่สื่อฯ ลงข่าวไม่เป็นความจริง สื่อฯ ไปลงข่าวให้มีความเสียหาย ทำไมไม่ดูช่วงท้ายประกาศว่า อำนาจทั้งหมดให้กับ ผบ.ทบ.เป็นคนใช้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ผมก็เห็นใจฝ่ายทหาร ที่อาจจะทำงานลำบาก สังคมไทยทุกวันนี้ไม่ยอมรับอะไรที่ถูกต้อง” นายสมัคร กล่าว

ส่วนการยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในพื้นที่กรุงเทพฯ นั้น นายสมัคร กล่าวว่า ก่อนประกาศใช้ ได้ดูเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างรอบคอบแล้ว จึงประกาศออกมา เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ ตามกฎหมายการประกาศใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าว จะอยู่ได้ 3 เดือน แต่คงจะไม่ลากให้ถึงขนาดนั้น “ผมคิดมานานแล้ว หากทำอะไรแล้วคนขัดขืน แล้วเสียหาย ก็จะหารือภายใน 1-2 วันนี้ เพราะเมื่อคนไม่เคารพ ก็ไม่ต้องออกก็ได้ แต่ถ้าจะยกเลิกต้องปรึกษาก่อน เพราะก่อนที่จะประกาศก็มีการหารือ ผมยืนยันว่า แนวทางที่ทำมาทุกอย่างเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ผมไม่ได้เป็นคนสร้างความแตกแยกให้บ้านเมือง ต้องย้อนถามพันธมิตรฯ ด้วย ทำไมไม่มีคนเอ่ยถึงต้นเหตุของปัญหา” นายสมัคร กล่าว

เมื่อถามว่า หากทิ้งปัญหาให้ค้างคาอย่างนี้จะทำให้เกิดสงครามกลางเมืองหรือไม่ นายสมัคร ย้อนถามว่า จะเกิดได้อย่างไร ในเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่มีอาวุธ ตำรวจและทหารไม่ใช้อาวุธ บ้านเมืองสงบเรียบร้อย และหากทุกคนเป็นคนไทยจะต้องไม่เอ่ยถึงคำคำนี้ ส่วนความเป็นไปได้ที่จะเจรจากับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายสมัคร ยืนยันว่า ไม่เจรจา และว่า “ พันธมิตรฯ บอกว่า จะไม่เจรจากับรัฐบาล ไม่เจรจากับผม ผมก็ไม่เจรจาด้วย ถ้าประธานวุฒิสภาจะเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ก็เป็นเรื่องของท่าน วันนี้ไม่ใช่เรื่องของผม”

นายสมัคร ยังกล่าวด้วยว่า รู้สึกประหลาดใจที่คนในบ้านเมืองนี้ไม่ยอมยึดถืออะไรที่เป็นหลักการ รวมถึงนักวิชาการที่มีความรู้ ก็ยังเข้าข้างกลุ่มคนที่ทำผิดกฎหมายมายึดทำเนียบรัฐบาล พร้อมย้ำว่า สิ่งที่ได้พยายามทำอยู่ทุกวันนี้ คือ สร้างกฎเกณฑ์ให้ดี ทำเพื่อสถานการณ์บ้านเมือง ไม่ให้ถูกชาวโลกดูแคลน ว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน และว่า “ผมประกาศจะไม่มีวันยอมแพ้ และไม่ยอมให้สถานการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น คนทั่วประเทศเฝ้ารอดู ถึงได้อยากให้ประชาชนวินิจฉัยด้วยการลงประชามติ”.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-05 17:34:09

ยุ่งไม่เลิก

ต้องยอมรับว่าการจะโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

แต่การกดดันให้นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ลาออก ยิ่งยากกว่า 2 เท่า!!

เพราะเสือเฒ่าลายพาดกลอนตัวนี้ ทั้งดุทั้งดื้อ แถมหนังเหนียวเคี้ยวยากอีกตะหากด้วย

ฉะนั้น ถ้ายังดิ้นสู้ฟัดต่อไปได้ “สมัคร” ไม่ยอมลาออกแน่ๆ!!

แถม 6 พรรคร่วมรัฐบาลยังเกาะกลุ่มกันเหนียวแน่น โอกาสจะสลายขั้วการเมืองจึงมีความเป็นไปได้น้อยมาก

แต่ในสถานการณ์ที่รัฐบาลถูกกดดันรอบด้าน “สมัคร” ก็ยังมีกลยุทธ์ ที่จะทำให้ ปัญหายืดเยื้อไปเรื่อยๆ

การที่คณะรัฐมนตรีประกาศเดินหน้าจัดออกเสียงประชามติ เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศตัดสินชี้ขาดต่อปัญหาขัดแย้งที่เกิดขึ้น ก็เป็นเกมซื้อเวลา โดยใช้กระบวนการยุติความขัดแย้งที่รัฐธรรมนูญมาตรา 165 เปิดช่องให้ทำได้

ความจริงไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลเสนอให้ออกเสียงประชามติเพื่อฟัง ความเห็นของคนไทยทั้งประเทศ

เพราะช่วงที่เกิดกระแสต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ “นายกฯสมัคร” ก็เคยเสนอให้จัดออกเสียงประชามติเพื่อฟังว่าเสียงประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยหรือไม่??

แต่เนื่องจากติดปัญหาร่าง พ.ร.บ.ออก เสียงประชามติของ กกต.ยังไม่คลอด

เมื่อยังไม่มีกฎหมายรับรอง การจัดออกเสียงประชามติประเด็นแก้รัฐธรรมนูญจึงทำไม่ได้!!

ในความเห็นของ “แม่ลูกจันทร์” การทำประชามติเพื่อผ่าทางตันวิกฤติชาติอาจจะสายเกินแก้??

ถึงแม้รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ทำได้ แต่ไม่สามารถทำได้รวดเร็วทันใจ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้รัฐบาลต้องเสนอประเด็นที่จะขอประชามติ ให้ประชาชนทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 20 วัน

ถ้ารวมเวลาที่ กกต.จะต้องเตรียมการจัดออกเสียงประชามติอีก 30 วัน

เท่ากับต้องใช้เวลาอีกเดือนครึ่ง!!

หรืออย่างเร็วที่สุดก็ปลายเดือนหน้า

คำถามก็คือ กว่าจะถึงวันออกเสียงประชามติปลายเดือนตุลาคม รัฐบาลจะประคองตัวรอดไปถึงวันนั้นหรือไม่??

และยังมีอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การออกเสียงประชามติเกิดขึ้นไม่ได้...

เพราะถึงแม้ร่าง พ.ร.บ.ประชามติผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว แต่ยังติดค้างคอขวดอยู่ที่วุฒิสภา ซึ่งจะมีการพิจารณาเห็นชอบกฎหมายฉบับนี้ในวันจันทร์หน้า

คาดว่าที่ประชุมวุฒิสภาคงไม่ยอมให้ พ.ร.บ.ประชามติผ่านออกไปง่ายๆ

เพราะตามกติกา วุฒิสภามีเวลา 90 วันในการทำคลอด!!

เอาเถอะ...ถึงจะคลอดผ่านวุฒิสภาออกมาได้ ก็จะมีนักเลงดียื่น ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ก.ม.ประชามติ ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่??

เนื่องจากมาตรา 165 วรรค 2 มีข้อห้ามว่าการออกเสียงประชามติในประเด็นขัดแย้งการเมือง หรือขัดแย้งตัวบุคคล ไม่สามารถทำได้

สรุปว่า รัฐบาลจะทำอะไรก็ติดขัดไปทุกเรื่อง

แต่เหรียญย่อมมี 2 ด้าน คนที่สนับสนุนให้ทำประชามติก็มีมาก

เพราะจะได้รู้คำตอบที่แท้จริงว่าคนส่วนใหญ่คิดอย่างไรต่อปัญหาขัดแย้งที่เกิดขึ้น??

ข้อสำคัญ เมื่อรัฐบาลจะเดินหน้าจัดออกเสียงประชามติ การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ต้องถูกยกเลิก!!

แต่ก็มาติดขัดปัญหาสุดท้ายคือ พรรคฝ่ายค้านและกลุ่มพันธมิตรฯจะยอมรับผลประชามติหรือไม่??

ถ้าไม่ยอมรับ...สองพันล้านบาทที่ใช้จัดออกเสียงประชามติ ก็สูญฟรีน่ะซีท่าน.

แม่ลูกจันทร์


ตั้ง สาโรจน์ อดีตปลัด กต. เป็น รมต.

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 5 ก.ย.ว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในหนังสือความขึ้นกราบบังคมทูลเกล้าฯถวายเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่แทนนายเตชบุนนาค ที่ได้ยื่นใบลาออกไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยนายสมัครได้เสนอแต่งตั้งนายสาโรจน์ ชวนะวิรัช อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เข้ามาเป็น รมว.ต่างประเทศคนใหม่ ทั้งนี้ เมื่อเวลา 15.45 น. นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ เลขาธิการ ครม.ได้มารับหนังสือเพื่อส่งไปยังสำนักราชเลขาธิการเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนนำความขึ้นกราบบังคมทูลเกล้าฯถวายเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ เหตุผลที่สมัครเสนอแต่งตั้งนายสาโรจน์เข้ามารับตำแหน่ง เนื่องจากเห็นว่าเป็นบุคลากรทางด้านการทูต มีประสบการณ์การทำงานด้านการต่างประเทศโดยตรง รับราชการในกระทรวงจนเกษียณอายุราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศและเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ อาทิ อดีตเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐฝรั่งเศส (กรุงปารีส)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการแต่งตั้งนายสาโรจน์ มาเป็น รมว.ต่างประเทศคนใหม่นั้น แกนนำสำคัญที่ใกล้ชิดนายสมัครได้หารือร่วมกัน และได้รับคำปรึกษาแนะนำจากนายประจวบ ไชยสาส์น อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทยและอดีต รมว.ต่างประเทศ แนะนำชื่อนายสาโรจน์เข้ามาให้พิจารณา ทุกคนเห็นว่ามีคุณสมบัติเหมาะสม เนื่องจากเป็นนักการทูตตรงตามสายงาน จึงแจ้งให้นายสมัครเป็นผู้ไปติดต่อทาบทามด้วยตนเอง การที่สามารถหาคนมาเป็น รมว.ต่างประเทศคนใหม่ได้อย่างรวดเร็ว แกนนำในรัฐบาลวิเคราะห์ว่าจะเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล เพราะที่ผ่านมามักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่มีใครที่อยากจะเข้ามารับตำแหน่งในรัฐบาลชุดนี้


“นิสิต” ลั่นชุมนุมทั่วประเทศจนกว่า “กบฏ” จะยอมมอบตัวตำรวจ


เริ่มแล้ว ! เวทีแนวร่วมปกป้องประชาธิปไตยคึกคัก ประชาชนหนุนแสดงพลังปกป้องประชาธิปไตยทุกวัน ที่ลานท่าน้ำนนท์ ด้าน “อดิศร เพียงเกษ” ประเดิมขึ้นเวที ปลุกพลังเงียบไล่เผด็จการ ขณะที่ “นิสิต สินธุไพร” ลั่นชุมนุมจนกว่ากบฏทั้ง 9 คนจะยอมมอบตัวกับตำรวจ คาดมีประชาชนเข้าร่วมฟังการปราศรัยไม่ต่ำกว่า 5 พันคน พร้อมเปิดเวทีทุกจังหวัดทั่วประเทศ

บรรยากาศวันเปิดเวทีแนวร่วมปกป้องประชาธิปไตยที่ลานท่าน้ำนนท์ จังหวัดนนทบุรี เป็นไปอย่างคึกคัก แม้ช่วงแรกจะเกิดพายุฝนกระหน่ำอย่างหนัก แต่หลังจากฝนหยุดตก นาย “อดิศร เพียงเกษ” อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ได้ขึ้นเวทีปราศรัยขอมติจากพี่น้องประชาชนที่จะเปิดเวทีทุกวัน ปรากฏว่าได้รับเสียงตอบรับอย่างกึกก้อง

นายอดิศร กล่าวว่า จากนี้ไปจะมีการปราศรัยทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยมีเป้าหมายชัดเจน ไม่นำคนมาปะทะกันและทำความเข้าใจประชาชนเกี่ยวกับการทำประชามติที่เป็นแนวทางหนึ่งที่จะยุติความขัดแย้งในบ้านเมืองได้

ขณะที่ นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด กล่าวว่าการชุมนุมครั้งนี้นอกจากได้จัดขึ้นที่บริเวณท่าน้ำนนท์ทุกวันแล้ว ในต่างจังหวัดก็จะจัดอย่างยิ่งใหญ่โดยเฉพาะใน 19 จังหวัดภาคอีสานที่พ่อแม่พี่น้องจะต้องออกมาร่วมแสดงพลังเพื่อปกป้องประชาธิปไตย ซึ่งพี่น้องต้องไม่ยอมให้อำนาจเผด็จการเข้ามายึดประเทศอย่างเด็ดขาด เราต้องร่วมมือกันอย่างเข็มแข็ง ทั้งนี้การชุมนุมจะยืดเยือแค่ไหนนั้นก็อยู่ที่ว่ากลุ่มกบฏทั้ง 9 คนจะยอมมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อรับโทษอาญาแผ่นดินต่อไป

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม กล่าวว่า ตั้งแต่เข้ามาเล่นการเมืองตนเป็นมาแล้วทุกอย่าง รวมทั้งได้ต่อสู้ทางการเมืองมาแล้วทุกรูปแบบ ดังนั้นวันนี้ตนจะขอเป็นหัวหน้าม็อบดูบ้าง เพราะประเทศชาติบอบช้ำมามากแล้ว โดนกลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย แต่กลับเรียกร้องการเมืองแบบ 70 30 ซึ่งเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ อีกทั้งพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ ไม่เคยเข้าใจประชาชนเลย ที่ผ่านมามักจะเข้าใจแต่กลุ่มพันธมิตรฯ เท่านั้นขอให้พ่อแม่พี่น้องจงจำเอาไว้

ด้านนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ได้มีการประชุมแกนนำของพรรค โดยมีมติตั้ง กลุ่มปกป้องประชาธิปไตยหยุดคนทำลายประเทศ และเปิดตัวกลุ่มครั้งแรกในวันที่ 5 ก.ย.นี้ที่ท่าน้ำนนทบุรี จะมีนักวิชาการ ส.ส.ของพรรค รวมถึงอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย111 คนเข้าร่วม เช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ร่วมขึ้นเวทีปราศรัย เพื่อเชิญชวนพลังเงียบปกป้องประชาธิปไตยคาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมฟังการปราศรัยไม่ต่ำกว่า 5 พันคน และจะมีการเปิดเวทีปราศรัยแบบนี้ทุกจังหวัดทั่วประเทศเริ่มวันเสาร์นี้ในจังหวัดใหญ่ และจังหวัดที่มีความพร้อม เช่น จ.นครราชสีมา อุบลราชธานี ขอนแก่น เชียงใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานจากที่ทำการพรรคพลังประชาชนว่า มีการประชุมแกนนำพรรคพลังประชาชนเพื่อประเมินสภานการณ์ทางการเมือง และหารือแนวทางการต่อสู้ของพรรคในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตี และ รมว.ศึกษาธิการ ฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นประธานการประชุม พร้อมแกนนำเช่น นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรค นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เหรัญญิกพรรค เป็นต้นเข้าร่วมประชุม

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้ตั้งคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ทำงานการเมืองของพรรคมีนายสมชาย เป็นหัวหน้า เพื่อเดินหน้ารักษาประชาธิปไตย ระบบ และกฎหมาย เพื่อทำงานให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ยืดหยัดอยู่ได้อย่างไร หากถูกกดดันจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและสนับสนุนให้นายกรัฐมนตรีอยู่ต่อไป ไม่ลาออกหรือยุบสภา เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ตั้งทีมทำงานย่อยประกอบด้วย 1.ด้านสื่อสารมวลชน และการประชาสัมพันธ์เพื่อเชื่อมโยงกับรัฐมนตรีของพรรคให้ออกมาแสดงบทบาท ต่อสาธารณะในด้านต่างๆ ให้ประชาชนได้รับทราบ โดยเฉพาะผลเสียของการชุมนุม ของกลุ่มพันธมิตรฯทำให้ประเทศชาติเสียหายอย่างไร มีตนเป็นหัวหน้าทีมและยังมีคณะทำงาน อาทิ นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่

2.ทีมงานมวลชน ทำหน้าที่ประสานงานมวลชนกลุ่มต่างๆ ที่สนับสนุนรัฐบาล และพรรคพลังประชาชนเราจะต้องเข้าไปมีส่วนกับมวลชนเหล่านั้นด้วยโดยมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น และส.ส.ในพื้นที่ของมวลชนนั้นรับผิดชอบเป็นกรณีๆไป 3.ทีมทำงานด้านกฎหมาย มีนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าทีม มีหน้าที่ชี้แจงถึงเรื่องต่างๆ ในตามหลักนิติรัฐ นอกจากนี้ยังมีแกนนำของพรรคคนอื่น พร้อม111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่จะมาร่วมในการแสดงความคิดเห็นในด้านต่างๆ ด้วยเช่น นายจาตุรงค์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายอดิศร เพียงเกษ นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย


กลุ่มโดมแดงมธ.ออกแถลงการณ์หนุนรัฐทำประชามติจี้พธม.มอบตัว-ออกพ้นทำเนียบ

แถลงการณ์กลุ่มโดมแดง ฉบับที่ 1/2551

“กล้าทำ กล้ารับ” ตามแนวทางอารยะขัดขืน, ต่อต้านการพราก/ยึดอำนาจในการตัดสินใจของเรา, รักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย

สืบเนื่องจากความพยายามในการขับไล่ “โค่นล้ม” รัฐบาลของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้นำมาซึ่งปัญหาความยุ่งยากและความรุนแรงดังที่ปรากฏ และมีแนวโน้มที่ชัดแจ้งว่า จะนำไปสู่การทำลายหลักการและระบอบประชาธิปไตย อย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

เรา “กลุ่มโดมแดง” เป็นกลุ่มอิสระเล็กๆ ที่เป็นการรวมตัวกันของนักศึกษาธรรมศาสตร์ และศิษย์เก่า ในฐานะสมาชิกของชุมชนทางการเมืองนี้ มีความเห็นและข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

1. ต่อความขัดแย้งทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ความเห็นที่แตกต่างและความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย และสามารถที่จะแสดงออกได้ด้วยวิธีการต่างๆ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะผู้ที่มีส่วนในความขัดแย้งใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ/วิธีการเพื่อบรรลุเป้าหมายของตน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ความรุนแรงโดยตรงหรือสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมาย

2. ต่อพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การแสดงออก การชุมนุมทางการเมืองเป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ แต่ต้องเป็นไปโดยสันติและปราศจากอาวุธเท่านั้น ดังนั้น หากพันธมิตรฯ มีความบริสุทธิ์ใจ ต้องปลดอาวุธกองกำลัง/ผู้เข้าร่วมชุมนุมของตนเอง หรืออนุญาตให้เจ้าหน้าที่รัฐทำการปลดอาวุธให้ในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมหรือจัดการเองได้
นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุม ต้องปลดอาวุธของตนเอง และกลุ่มอื่นๆ ทุกกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้อาวุธมาห้ำหั่น/เข่นฆ่ากันอย่างที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ เนื่องจากพันธมิตรฯ ระบุว่าการกระทำของตน ไม่ว่าจะเป็นการยึดทำเนียบรัฐบาลหรือสถานีโทรทัศน์ เป็น “อารยะขัดขืน” อันเป็น “การกระทำทางการเมืองซึ่งมีลักษณะเป็นสาธารณะ (public) สันติวิธี (nonviolent) และมีมโนธรรมสำนึก (conscientious) ที่ขัดต่อกฎหมาย (contrary to law) ปกติเป็นสิ่งที่ทำโดยมุ่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในกฎหมาย (in the law) หรือนโยบายของรัฐบาล” ซึ่ง “ต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้นจากการละเมิดกฎหมายนั้น” ด้วย
ดังนั้น เราขอเรียกร้องให้ผู้นำพันธมิตรฯ หยุดการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ เอาชีวิตและเลือดเนื้อของประชาชนเป็นตัวประกัน เพื่อโค่นล้มรัฐบาล ด้วยการแสดงความกล้าหาญและมี “อารยะ” ตามคำกล่าวอ้าง โดยการมอบตัวแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจตามหมายศาล เพื่อเผชิญหน้ากับกระบวนการยุติธรรมตามปกติ ตามหลัก “กล้าทำ ต้องกล้ารับ” ส่วนการชุมนุมประท้วงรัฐบาลยังคงดำเนินต่อไปได้ในที่อื่นที่เหมาะสมกับการแสดงออกตามสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ไม่เช่นนั้นการกระทำของพันธมิตรฯ ก็ไม่แตกต่างจากการกระทำของอันธพาลการเมืองที่วางอำนาจบาตรใหญ่อยู่เหนือกฎหมาย

3. ต่อประชาชน ข้อเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกโดยไม่มีเงื่อนไข รวมทั้งการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ เอาชีวิตและเลือดเนื้อของประชาชนเป็นตัวประกัน ข่มขู่ กดดัน เพื่อโค่นล้มรัฐบาล ของพันธมิตรฯ และเครือข่ายไม่ว่าจะในนามใด เป็นข้อเรียกร้องและการกระทำที่ขาดความชอบธรรมและฉวยโอกาส แม้ว่าผู้คนอาจจะมีท่าทีต่อรัฐบาลที่แตกต่างกัน แต่การยินยอมให้พันธมิตรฯ ใช้ “กฎหมู่” บีบบังคับรัฐบาล และผู้คนในสังคมให้ยอมรับข้อเรียกร้องของตน เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย เป็นการยึด ลิดรอน สิทธิ เสรีภาพ และอำนาจอธิปไตยที่เป็นของเราทุกคนไปพร้อมกันด้วย ดังนั้น หากใครไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพันธมิตรฯ ควรร่วมกันแสดงออกอย่างสันติเพื่อคัดค้านการนำสังคมการเมืองไปสู่ “อนาอารยะ” ของพันธมิตรฯ ทั้งหมดนี้ มิใช่เพื่อปกป้องรัฐบาลที่เราชอบหรือไม่ชอบ แต่เป็นไปเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้

4. ต่อรัฐบาล รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องมีความอดทนและระมัดระวังในการดำเนินการหรือบังคับใช้กฎหมาย ป้องกัน ระงับไม่ให้เกิดความรุนแรง และยุติวิธีการใดๆ ที่อาจจะนำไปสู่ความรุนแรง เพราะรัฐมีหน้าที่ในการปกป้อง พิทักษ์ สิทธิ เสรีภาพ ชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ความรุนแรงจะทำให้รัฐบาลสูญเสียความชอบธรรม และถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายต่อต้านในการล้มล้างรัฐบาล หรือถูกฉกฉวยโดยอำนาจอื่นในการใช้อำนาจนอกระบบมาแทรกแซงหรือทำลายระบอบประชาธิปไตยได้ ดังที่ปรากกฎมาก่อนหน้านี้

สำหรับการริเริ่มของรัฐบาลในการเสนอให้มีการจัดทำประชามติเพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 165 (1) นั้น ในทางหลักการ เป็นแนวคิดที่ดี แต่จะต้องมีการกำหนดประเด็นที่ชัดเจนและมีกระบวนการที่ยุติธรรม เปิดกว้างให้มีการรณรงค์แสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและคัดค้านอย่างกว้างขวางตามหลักสากล โดยมีระยะเวลาที่เพียงพอเหมาะสม ไม่ใช่ประชามติแบบ “มัดมือชก” อย่างการประชามติรัฐธรรมนูญฉบับ คมช.

5. ท้ายที่สุด เราเห็นว่า “การใช้สันติวิธีของทุกฝ่าย” ในการรับมือกับความขัดแย้งแม้จะไม่สามารถการันตีผลลัพธ์ที่ต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือยุติความขัดแย้งและความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมืองได้ แต่จะไม่พรากชีวิตของผู้ใดในการต่อสู้แข่งขันทางการเมืองอีก ทำให้เราอยู่กับความขัดแย้งอย่างมีอารยะ และธำรงไว้ได้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยได้
เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย

กลุ่มโดมแดง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
5 กันยายน 2551