จะพูดกันไปแล้ว สถานการณ์บ้านเมือง ต้องฉิบหายเพราะ วิกฤติการเมือง ในครั้งนี้เบ็ดเสร็จสมบูรณ์ไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากผมต้องส่งต้นฉบับล่วงหน้า ขณะที่กำลังอ่านข้อเขียนของผมอยู่นี้ ไม่แน่ว่าจะมีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นหรือยัง เพราะเลยจุดความพอดี ที่จะแก้วิกฤติชาติกันในระบอบประชาธิปไตยที่สากลโลกเขาปฏิบัติกัน แต่ทว่าเมืองไทยเวลานี้ กำลังใกล้จะเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนเข้าไปทุกที ไม่มีกฎกติกาในการอยู่ร่วมกันของสังคม กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายไปแล้ว ถึงขั้นนั้นการจะรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม หรือ การจะตัดสินความชอบธรรม ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงต้องขึ้นอยู่กับใครจะมีกำลังอำนาจมากกว่าใคร ต้องใช้กำลังเข้าตัดสิน และถ้าจะว่าไปแล้ว สงครามการเมือง โศกนาฏกรรมของระบอบประชาธิปไตย ในประเทศไทยครั้งนี้ ผู้ที่มีปัญญา ผู้ที่ทรงอำนาจ ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำทางความคิด ปัญญาชน นักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลาย ก็รู้เห็นเป็นใจ ลงมือร่วมกันกระทำทั้งที่ลับและที่แจ้ง นำมาซึ่งความล่มจมและสิ้นชาติ หรือประเทศไทยจะต้องแยกแผ่นดิน เป็นเหนือ กลาง อีสาน และใต้กันอย่างชัดเจน ลัทธิภาคนิยม เห็นกันชัดเจนไปแล้ว อย่าให้ต้องถึงขั้นคนที่จะขึ้นมาปกครองประเทศก็ต้องแบ่งภาคกันด้วย สังคมประชาธิปไตยบ้านเรา กลายเป็นความบ้าคลั่ง ระบบการเมืองต่อไปนี้แม้แต่จะมองหน้ากันก็ไม่สนิทใจ จะถกแถลงถึงประเด็นการเมืองก็ทำไม่ได้เพราะรังแต่จะทะเลาะกันเปล่าๆ สถาบันการเมืองกลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจไปฉิบ น้ำเน่าจะมาไล่น้ำดีหมด นักการเมืองกลายเป็นตัวประหลาด ระบบเศรษฐกิจไม่มีเสถียรภาพและความเชื่อมั่น ลงทุนไปแล้วไม่มีหลักประกันความแน่นอน สามวันดีสี่วันไข้ รัฐบาลอายุสั้นเอาคนเป็นหมื่นมายึดทำเนียบก็หมดน้ำยา เป็นเศรษฐกิจแบบเช้าชามเย็นชาม หน้าโง่ที่ไหนจะกล้าลงทุน ระบบสังคมเลือกข้างแบ่งขั้ว ไม่ยอมรับฟังและเคารพกฎกติกาส่วนรวม เป็นสังคมต่างคนต่างอยู่ แม้แต่สังคมครอบครัวก็ใกล้จะล่มสลาย ใครมือยาวสาวได้สาวเอา เป็นสังคมแห่งความหดหู่ท้อแท้ เห็นแก่ตัว แล้วมาตกผลึกที่การสิ้นชาติในที่สุด ความเป็นชาติไม่ใช่แค่มีแผ่นดินคุ้มกะลาหัวเท่านั้น แต่ คนในชาติต้องเป็นปึกแผ่น มีความรักความสามัคคี มีสัญลักษณ์ ที่จะแสดงถึงเอกภาพและภราดรภาพ ในการที่จะรักษาชาติเอาไว้ด้วย. “หมัดเหล็ก”
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, September 8, 2008
ประชาธิปไตยบ้าคลั่ง
ศาล รธน.ไต่สวนนายกฯ กรณีจัดรายการชิมไปบ่นไป
กรุงเทพฯ 8 ก.ย. - นายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง จากกรณีจัดรายการชิมไปบ่นไป และเดินทางกลับโดยไม่ให้สัมภาษณ์
วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดไต่สวนพยาน 2 ปาก คือ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ นายศักดิ์ชัย แก้ววรรณีสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟรชมีเดีย จำกัด ในคดีที่ ส.ว. และ กกต. ร้องขอให้วินิจฉัยคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 50 กรณีจัดรายการชิมไปบ่นไป และยกขโยง 6 โมงเช้า ซึ่งปรากฏว่า นายสมัคร สุนทรเวช ได้เดินทางไปที่ศาลก่อนเวลานัด พร้อมทนาย
จากนั้น เวลา 09.30 น. ศาลได้เบิกความ นายสมัคร ชี้แจงเป็นคนแรก โดยสาบานกลางศาลไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทน แต่ผู้จัดรายการได้ทำเบิกเป็นค่าน้ำมันให้กับคนขับรถในแต่ละครั้ง และทันทีที่ชี้แจงต่อศาลเสร็จ ได้เดินทางกลับโดยไม่ให้สัมภาษณ์ใด ๆ.
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-09-08 11:08:37

ปล่อยไปตามประชาธิปไตย !
คอลัมน์ : ละครชีวิต
กรณีที่ นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เปิดตัวหนังสือ "กรงขังที่ 111" รวบรวมข้อเขียนที่เคยตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค
นายอดิศรเปรียบคนบ้านเลขที่ 111 เป็นเหมือน “นักโทษการเมือง” ที่ไม่ต่างอะไรกับนางออง ซาน ซูจี นักต่อสู้ ผู้นำพรรคฝ่ายค้านในพม่า ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่า “คนดี” ที่มีความสามารถหลายคนต้องยุติการบริหารชาติบ้านเมืองไป
ถือเป็นโอกาสและจังหวะดีที่นายอดิศรกล่าวถึง ออง ซาน ซูจี เพราะมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจและทั่วโลกกำลังเฝ้าติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
เนื่องจากผู้นำการต่อต้านรัฐบาลทหารพม่าที่ขณะนี้ยังอยู่ภายใต้การควบคุมตัวในบ้านพัก ได้ปฏิเสธที่จะพบแพทย์ประจำตัวเพื่อรับการตรวจร่างกาย และไม่ยอมรับประทานอาหาร เป็นการแสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลดำเนินการปฏิรูประบอบประชาธิปไตยอย่างล่าช้า
นางออง ซาน ซูจี เป็นบุคคลที่ประชาชนชาวพม่าเลือกให้เป็นตัวแทนอย่างแท้จริง ภายหลังเหตุจลาจลนองเลือดเมื่อวันที่ 8/08/1988 ในพม่า หรือที่เรียกกันว่า “8888” นั้น พม่าเข้ากวาดล้างเครือข่ายนักศึกษาแทบเกลี้ยงประเทศ
หลังจากพรรคเอ็นแอลดีของเธอชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในปี 1990 ทหารพม่าก็ปฏิเสธการเลือกตั้ง และจับเธอขังไว้ในบ้าน เป็นเส้นทางการต่อสู้ทางการเมืองที่น่าหดหู่ สะเทือนใจชาวโลก
การต่อสู้ที่ยาวนานเช่นนี้ ดำเนินมาถึงมาช่วงที่เธออายุ 63 ปีแล้ว โดยแหล่งข่าวระบุว่าเธอไม่พอใจรัฐบาลทหารพม่าอย่างถึงที่สุด
เรื่องราวของนางออง ซาน ซูจี เป็นที่น่าหยิบยกมาศึกษาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมืองไทยเวลานี้ที่กำลังถูกท้าทายระบอบประชาธิปไตย
โดนท้าทายโดยกลุ่มอันธพาลที่อ้างตัวว่าทำเพื่อประชาธิปไตย แต่กลับเรียกร้องการเมืองใหม่แบบ 70 : 30
บทความที่วิเคราะห์ได้โดนใจเกี่ยวกับประชาธิปไตยเมืองไทย จากนิตยสาร The Economist ฉบับล่าสุดระบุว่า พวกประท้วงในเมืองไทยเป็นการรวมตัวอย่างน่าขยะแขยงของพวกนักธุรกิจ นายพล ที่ต่อต้านความเจริญก้าวหน้า พวกเขาไม่ได้เรียกร้องการเลือกตั้งครั้งใหม่
แต่พวกเขาเรียกร้อง "การเมืองใหม่" ซึ่งโดยแท้จริงแล้วมันคือการหวนกลับไปสู่การปกครองในระบอบเผด็จการแบบเก่า ที่สมาชิกรัฐสภาเกือบทั้งหมดมาจากการแต่งตั้งและให้อำนาจกับกองทัพเข้ามาก้าวก่ายได้ทุกเมื่อ
พวกประท้วงกล่าวหาว่า ประชาชนตามชนบทที่ชื่นชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ นายสมัคร สุนทรเวช ไร้การศึกษาอย่างมากเกินกว่าที่จะเลือกตั้งได้อย่างมีเหตุผล
พวกเขามองข้ามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกตั้งไปข้อหนึ่งซึ่งยากที่จะรับฟัง นายกรัฐมนตรีทั้งสองคนนี้มีนโยบายที่ได้รับความนิยมอย่างแท้จริง เช่น นโยบายประกันสุขภาพ และเงินกู้
รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอาจถูกบังคับให้ลาออกเพื่อให้นักปลุกระดมของพันธมิตรฯ สงบลง มันอาจเกิดขึ้นเพื่อแบ่งอำนาจให้กับพรรคฝ่ายค้านที่ไม่สมควรจะได้รับตำแหน่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพวกเขาแสดงความเป็นผู้นำออกมาน้อยมากในระหว่างที่พวกเขากำลังรออำนาจหยิบยื่นใส่จานของพวกเขา
หรืออาจจะเป็นเหมือนบังกลาเทศ ที่พวกแกนนำประชาชนเป็นเครื่องอำพรางการปกครองแบบเผด็จการทหาร
แม้รัฐบาลจะประนีประนอมทุกอย่าง แต่แกนนำของพันธมิตรฯ ก็คงจะไม่หยุดจนกว่าแนวคิดทางการเมืองที่ไม่เป็น “ประชาธิปไตย” จะบรรลุ
ด้วยเหตุนี้ พวกประท้วงจึงอันตรายยิ่งกว่าพวกก่อรัฐประหารในปี 2006 ที่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังสัญญาว่าจะคืนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และภายหลังการกดดันอย่างหนัก พวกเขาก็ทำตามสัญญา
ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่แตกต่างไปจากยุคมืดที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่ากำลังง่อนแง่นภายใต้การปกครองของเผด็จการทหารที่แยกตัวโดดเดี่ยวและโหดเหี้ยมรุนแรง
มิตรประเทศต่างๆ ของไทยควรจะพูดให้ชัดเจนว่าการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะเป็นการก้าวถอยหลังเหมือนที่พม่าได้พบ
ประเทศไทยอาจจะต้องเจอกับมาตรการลงโทษ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เห็นความไม่สงบผ่านโทรทัศน์ เช่น การปิดสนามบิน อาจจะบอยคอตประเทศไทยด้วยวิธีของพวกเขาเอง
บทวิเคราะห์ต่างๆ เหล่านี้ คนไทยต้องนำไปคิด เพราะเป็นความจริงที่สื่อมวลชนไทยไม่กล้านำเสนอ
เพียงเพราะกลัวอำนาจเผด็จการ ซึ่งถ้ากลัวแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าประเทศไทยจะก้าวหน้าไปได้แค่ไหน
วันนี้คนรุ่นใหม่ต้องลุกขึ้นมาสู้เพื่อประชาธิปไตย และสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง !
ลวดหนาม

คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์
คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์
“...มีหลักฐานจากการประกาศบนเวทีของคนกลุ่มนั้นว่า เมื่อยึดสถานีโทรทัศน์ NBT ได้แล้ว ก็จะเชื่อมโยงสัญญาณเข้ากับ ASTV ซึ่งเป็นสถานีดาวเทียมของพวกตนแพร่ภาพและเสียงไปทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง เพื่อสั่งการบริหารประเทศ แต่บังเอิญกองกำลัง 82 คน ที่เข้ายึด NBT ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมไว้ได้เสียก่อน แผนการส่วนนี้จึงบกพร่องไป...”
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 และมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ได้เกิดความขัดแย้งแตกแยกระหว่างรัฐมนตรีอำมาตยาธิปไตย กับรัฐมนตรีประชาธิปไตยอย่างรุนแรง วันที่ 31 มีนาคม 2476 พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงออก พ.ร.ฎ.ปิดสภาผู้แทนราษฎร และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา
นั่นก็เท่ากับว่า พระยามโนปกรณ์กำลังปฏิวัติทำประเทศถอยหลังกลับไปสู่ระบอบปกครองเดิมอีกครั้งหนึ่ง มีการอ้างภัยคอมมิวนิสต์และออก พ.ร.บ.ว่าด้วยคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2476 มาเป็นเครื่องมือ
ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2476 พระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาทรงสุรเดช พระยาฤทธิ์อัคเนย์ และพระประศาสน์พิทยายุทธ ซึ่งหนังสือพิมพ์ยุคนั้นขนานนามว่า สี่ทหารเสือ ได้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีและลาออกจากราชการ
อีก 2 วันต่อมา คือวันที่ 20 มิถุนายน พระยาพหลฯ และหลวงพิบูลสงคราม กับหลวงศุภชลาศัย ก็บังคับให้พระยามโนปกรณ์ฯ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เท่ากับเป็นการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินครั้งที่ 2 เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้
จากนั้นประเทศไทยก็หลุดจากอุ้งมือของอำมาตยาธิปไตยมาได้
จาก พ.ศ.2476-2551 เป็นเวลา 75 ปี ประเทศไทยมาถึงยุคที่รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองหนุนหลังเหนียวแน่น 6 พรรค มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคฝ่ายค้านอยู่เพียงพรรคเดียว แต่มีบุคคลคณะหนึ่งนำโดย สนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ พิภพ ธงไชย สมศักดิ์ โกศัยสุข และมี สุริยะใส กตะศิลา เป็นผู้ประสานงาน เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้นำมวลชนกลุ่มหนึ่งก่อการกบฏ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 โดยที่พฤติการณ์คือ ส่งกำลังส่วนหนึ่งเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT ของกรมประชาสัมพันธ์ และเคลื่อนมวลชนส่วนใหญ่เข้ายึดทำเนียบรัฐบาลไว้ได้
มีหลักฐานจากการประกาศบนเวทีของคนกลุ่มนั้นว่า เมื่อยึดสถานีโทรทัศน์ NBT ได้แล้ว ก็จะเชื่อมโยงสัญญาณเข้ากับ ASTV ซึ่งเป็นสถานีดาวเทียมของพวกตน แพร่ภาพและเสียงไปทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง เพื่อสั่งการบริหารประเทศ แต่บังเอิญกองกำลัง 82 คน ที่เข้ายึด NBT ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมไว้ได้เสียก่อน แผนการส่วนนี้จึงบกพร่องไป
กระนั้นก็ตามกองกำลังส่วนที่ยึดทำเนียบรัฐบาลไว้ได้ ก็ก่อการกำเริบออกแถลงการณ์เรียกร้อง ให้รัฐบาลลาออก ห้ามมิให้สมาชิกรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 และเรียกร้อง ให้มีการสถาปนาระบอบการเมืองใหม่โดยเร็ว
รัฐบาลตั้งข้อกล่าวหาแก่แกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าเป็นผู้ก่อกบฏ ขอหมายจับจากศาลอาญาซึ่งศาลก็อนุมัติให้ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถเข้าไปจับกุมตามหมายศาลได้ เพราะมวลชนของคนกลุ่มนั้นห่อหุ้มไว้ อีกทั้งรัฐบาลก็มีนโยบายแก้ปัญหาด้วยความนุ่มนวล ไม่อยากให้เกิดความรุนแรงใดๆ
แต่นานวันเข้า ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ซึ่งส่วนใหญ่คงจะเคยเป็นมวลชนของ นปก. มาก่อนครั้งที่มีการชุมนุมต่อต้านเผด็จการ คมช. เมื่อปี 2550 เกิดทนไม่ไหวนัดรวมตัวกันที่ท้องสนามหลวง เพื่อปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และรักษาระบอบประชาธิปไตย
เพียง 3 วันเท่านั้น แม้แกนนำของ นปก. จะยังไม่ทันขยับตัวประชุมเพื่อกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด มวลชนที่ท้องสนามหลวงก็ตัดสินใจเคลื่อนพลออกมาจะปิดล้อมรอบนอกของทำเนียบรัฐบาล แต่ก็ต้องปะทะกันกับกองกำลังติดอาวุธของพันธมิตรฯ เสียก่อน บริเวณใกล้ๆ สะพานมัฆวานฯ จนเกิดการบาดเจ็บ 40 คน เสียชีวิตไป 1 คน เป็นเหตุให้รัฐบาลต้องประกาศ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อระงับเหตุ
ที่น่าประหลาดใจก็คือ บรรดาปัญญาชนในสถาบันการศึกษาระดับสูง และผู้นำสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนพรรคฝ่ายค้านและวุฒิสมาชิกสาย คมช. กลับโทษว่าเป็นความผิดของฝ่ายรัฐบาล ไม่ได้เป็นความผิดของพวกกบฏ
แย่ยิ่งกว่านั้นคือ นักวิชาการบางคนเสนอให้แก้วิกฤติของประเทศด้วยการขอให้รัฐบาลลาออก แล้ว งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เพื่อเรียกหานายกฯ คนกลาง
เป็นการเดินตามรอยเท้า พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ผู้เป็นหัวหน้าอำมาตยาธิปไตยใหญ่โพ้นในอดีต
ผู้เขียนนึกไม่ออกว่าคนพวกนี้เอาสมองส่วนไหนออกมาคิด ในเมื่อตอนที่เกิดวิกฤติทางการเมืองในรัฐบาลเลือกตั้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2548 นั้นได้มีการเรียกร้องนายกพระราชทานตาม มาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญ 2540 กันมาอย่างอึงคะนึงครั้งหนึ่งแล้ว
แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ได้มีพระราชดำรัสให้ได้ยินกันทั่วประเทศว่า มาตรา 7 ใช้ไม่ได้ ไม่เป็นประชาธิปไตย เรื่องก็เงียบกันลงไปตั้งแต่บัดนั้น
มาวันนี้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กลับมีเสียงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก หรือยุบสภา หรือไม่ก็ออกพระราชกฤษฎีกางดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เพื่อหานายกรัฐมนตรีใหม่ที่เป็นคนกลาง ไม่ใช่คนของพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใด
นักวิเคราะห์ข่าวการเมืองจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา หรือออสเตรเลีย หรือแม้แต่ศาสตราจารย์ทางด้านนี้ของ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด แห่งสหราชอาณาจักร ต่างมีความเห็นกันว่า รัฐบาลคงอยู่ไปได้ตามจุดยืนของนายกฯ สมัคร ที่ประกาศออกมา แต่การปกครองต่อไปเห็นจะลำบาก เพราะพันธมิตรฯ ที่ยึดทำเนียบรัฐบาลไว้ดื้อแพ่งไม่ยอมลดราวาศอกให้ หนทางเดียวที่จะอยู่และทำงานได้พร้อมๆ กับรักษาประชาธิปไตยไว้ได้ โดยไม่ต้องถอยหลังเข้าคลองตามพระยามโนปกรณ์ฯ ไปคือ การใช้วิธีการ ทางรัฐสภา
ศัพท์นี้จะตรงกับความหมายที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ใช้หรือไม่ ข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่ตัวข้าพเจ้าเองเห็นว่าทางแก้ปัญหาโดยไม่ต้องมีการปฏิวัติฉีกรัฐธรรมนูญกันอีก และไม่ต้องสลายการชุมนุมด้วยวิธีการรุนแรง คือการ ทำประชามติขอความเห็นประชาชน ที่มีสิทธิเลือกตั้งทั้ง 45 ล้านคน
วิธีการขอประชามติ ให้รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 165 (1) ความว่า “ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่ากิจการในเรื่องใดอาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา เพื่อประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงประชามติได้”
การขอประชามติในมาตรา 165 (1) นี้ทำได้โดยไม่ต้องพะวงถึง (2) ซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้แล้วให้มีการออกเสียงประชามติดังที่วิตกกันอยู่
ทั้งนี้ไม่ต้องคำนึงว่า แกนนำพันธมิตรฯ หรือ ผู้ต้องหาคดีกบฏ 9 คน ในทำเนียบรัฐบาล จะเห็นด้วยหรือไม่ เพราะเราต้องการมติของคนดี คนสุจริต คนมีสิทธิเลือกตั้ง เราไม่ได้หวังมติจากคนกบฏที่คิดการใหญ่เสนอทฤษฎีการเมืองใหม่ และอาจเสนอลัทธิศาสนาใหม่ให้สังคมไทยพิจารณารับไว้เป็นศาสนาประจำชาติในอนาคตคือ ลัทธิเทวทัต
เขียนหนังสือทุกวันนี้มันแห้งแล้งครับ สำบัดสำนวนจะให้ชวนอ่านเห็นจะไม่ได้ เพราะหัวใจคนเขียนกำลังแตกระแหง
วีระ มุสิกพงศ์

ปัญญาชน’ โปรดหยุด!!ดูให้ถ่องแท้ 70 : 30
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเราจะเห็นการสร้างกระแสให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ มาร่วมสนับสนุนพันธมารธิปไตย ในการไม่เคารพกติกาของบ้านเมือง ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ ทำลายบรรยากาศการลงทุน เดินสายดาวกระจายไปที่ต่างๆ
มีคำถามต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย อาทิ แอบอ้างความเป็นสถาบันโน้นสถาบันนี้กว่า 80 แห่ง ทั้งที่ไม่ได้เป็นตัวแทนนักศึกษาอย่างแท้จริง เขาถามกันว่า ได้รับฉันทามติจากนักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยหรือไม่ หรือเป็นเพียงกลุ่มนักศึกษากลุ่มเดียว หรือไม่กี่กลุ่มในมหาวิทยาลัย
สาเหตุที่ต้องหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา หากจะไปดูในเว็บไซต์ต่างๆ ทางวิชาการจะมีกลุ่ม นักศึกษาอีกส่วนหนึ่งซึ่งทำกิจกรรมที่คุ้นเคยบ้าง ไม่คุ้นเคยบ้าง ได้แถลงการณ์แสดงถ้อยแถลงจุดยืนต่างๆ อย่างชัดเจน ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ “พันธมารธิปไตย” ดำเนินการมาตั้งแต่การใช้ความรุนแรงเข้าบุกยึดสถานที่ราชการ เข้าทำลายทรัพย์สินของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และยึดทำเนียบรัฐบาล เพราะเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เลยกรอบของคำว่าการเมืองภาคประชาชนไปไกลแล้ว
ปัญหาการแตกแยกทางความคิดลุกลามไปทั่วประเทศ ในเรื่องการกระทำของ พันธมารธิปไตย ภาพการรุมทำร้ายคนไทยด้วยกัน...แม้ไม่มีทางสู้แล้ว ยังกระหน่ำตี...อย่างโหดเหี้ยม!!! ผิดมนุษย์
* สิ่งที่เกิดขึ้นพิสูจน์ชัดเจนว่าเป็นการโกหกคำโต “ใช้...ธรรมนำหน้า” หรือ “ใช้...ธรรมบังหน้า” เป็นการสะท้อนให้เห็น สันดานดิบแห่งความป่าเถื่อน!!!
* สิ่งที่เกิดขึ้นพิสูจน์ชัดเจนว่าเป็นการโกหกคำโต “กินผักไม่กินเนื้อ” แต่ “หิวกระหายเลือด” ไม่ได้เคารพในพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธะ
* สิ่งที่เกิดขึ้นพิสูจน์ชัดเจนว่าเป็นการโกหกคำโต “การชุมนุมโดยสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ” ซึ่งชอบอ้าง มาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ขณะที่ความจริงได้ถูกพิสูจน์ออกมาแล้วว่ามีทั้ง มีด ไม้ เหล็กแป๊บ ไม้กอล์ฟ ปืน และใบกระท่อม
นี่หรือ...“เทียนแห่งธรรม”…!!!???
นักศึกษาซึ่งอาจจะห่างเหินเวทีการเคลื่อนไหวทางการเมืองไปนาน ได้ศึกษาข้อเท็จจริงชัดแจ้งหรือยังว่ากรุงเทพมหานครกำลังอยู่ในการ ประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ห้ามชุมนุมมั่วสุมทางการเมืองเกิน 5 คน หากรู้แล้วยังออกมาปฏิบัติการทางการเมือง “เคลื่อนขบวนป่วนบ้านป่วนเมือง” เพียงเพราะแกนนำ 5 + 1 ชอบที่จะมุดหัวอยู่ในทำเนียบรัฐบาล ออกมาไม่ได้เพราะกลัวถูกจับข้อหา “กบฏ”
น้องๆ นักศึกษาเหล่านี้อาจจะเสียอนาคต เพราะ ต้องเข้าคุก เข้าตะราง อยู่ในเรือนจำ ไม่ได้มีโอกาสทดแทนบุญคุณพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เพราะ การเคลื่อนไหวจะต้องรุนแรง กดดันท้าทายอำนาจรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ หากจะหันกลับไปดูปฏิบัติการของ “พันธมารธิปไตย” เป็นคำตอบได้อย่างดี คดีติดตัวเพราะทำความเสียหายกับบ้านเมือง ที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ทำมาหากินไม่ได้ ย่อมจะเกิดตามมาเหมือน แกนนำ 8-9 คน และ คนแวดล้อมที่อาจจะโดนออกหมายจับในลักษณะเดียวกัน
มองมุมหนึ่งเป็นเรื่องดีที่วันที่ “นักศึกษา” ซึ่งถือเป็น “ปัญญาชน” ที่ได้เงียบเหงา ปราศจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองไปมากพอสมควร กำลังจะตื่นตัวทางการเมือง แต่อยากให้น้องๆ นักศึกษา ได้ทำความเข้าใจเรื่อง ประชาธิปไตย เรื่อง อนาธิปไตย เรื่อง การเมืองใหม่ 70 : 30 ที่ พันธมารธิปไตย เรียกร้องต้องการในเวลานี้
สื่อต่างประเทศ เขายังว่า...เป็นประชาธิปไตยที่เลวร้ายกว่าการปฏิวัติรัฐประหาร เสียอีก
ผู้นำฝ่ายค้าน ยังต้อง...ใส่เกียร์ถอย
ปัญญาชนอย่าให้คนอื่นหลอกลวง ปลุกระดมปลุกปั่น เป็นเครื่องมือใครต่อใครได้ง่ายๆ การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ การเมืองระบบตัวแทนของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริงจึงมีความสำคัญ อยู่ๆ จะไปเคลื่อนไหวเพื่อยกอำนาจอธิปไตยไปให้ใครต่อใครมันถูกต้องแล้วหรือ?

Sunday, September 7, 2008
นายกฯ สมัคร สู้ สู้!!!
คอลัมน์ : คนรักประชาธิปไตย ต้าน กบฏ พธม.
กลุ่มคนรักประชาธิปไตย ร่วมใจกันต่อต้านพฤติกรรมถ่อย เถื่อน ของกลุ่มพันธมิตรเพื่อทำลายประชาธิปไตย ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ละเมิดคำสั่งศาล บุกรุกสถานที่ราชการ คุกคามสื่อมวลชนอย่างร้ายแรงที่สุด
โดยจะปักหลักให้กำลังใจรัฐบาลอยู่ที่สนามหลวง เพื่อสนับสนุนรัฐบาลให้ทำงานต่อไป และไม่ต้องการให้นายกฯ ลาออก หรือยุบสภา ร่วมทั้งปกป้องเพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่ต่อไป ตามกลไกของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
พร้อมทั้งเรียกร้องให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบตามกระบวนการของระบอบประชาธิปไตย อย่างตรงไปตรงมา ไม่เล่นการเมืองข้างถนน ไม่สนับสนุนกระบวนการนอกรัฐสภาของกลุ่มพันธมารป่วนเมือง

อีแอบ! ที่หนุนกระบวนการ พธม.
คอลัมน์: มุมแห่งความจริง
“อั๊วต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายบริหาร” นี่คือวาทะที่เป็นเหตุให้สถานการณ์การเมืองปั่นป่วนวุ่นวายมาจนถึงบัดนี้
มีคำถามมากมายว่า เหตุใด พันธมิตรฯ จึงฮึกเหิมห้าวหาญ และลุแก่อำนาจบังอาจเข้าทำการปฏิวัติในวันที่ 26 สิงหาคม 2551
การบุกเข้ายึด NBT และสถานที่ราชการต่างๆ รวมถึงทำเนียบ ต้องมีการวางแผนเป็นขั้นตอน มีทั้งฝ่ายยุทธศาสตร์ทางทหาร และยุทธการการเมือง
หน่วยข่าวเชิงลึก จับชีพจรได้ว่า วอร์รูมตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งหลังอาร์ซีเอ
ในวอร์รูมแห่งนี้ มีทั้งอดีตข้าราชการทหาร ตำรวจ พลเรือนสายเหยี่ยว มีทั้งนายทหารและตำรวจระดับนายพลที่ยังไม่เกษียณ นั่งประจำการ สั่งการ กำกับการ พร้อมทั้งประสานงานกับสายการเมืองในสภาอย่างใกล้ชิด ทุกขั้นตอน
เป้าหมายต้องการสร้างสถานการณ์ให้เหมือนพฤษภาทมิฬ 2535 ที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เคยให้สัมภาษณ์ไว้กับนักข่าวสาว ตวงพร อัศววิไล
จึงไม่น่าแปลกใจมากมายนักสำหรับคอการเมือง ที่เห็นพลพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ประธานที่ปรึกษา หัวหน้า เลขาธิการ ออกมาให้สัมภาษณ์อ้อมๆ แอ้มๆ หลังเหตุการณ์บุกยึด NBT สงบลง
และทันทีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปคุ้มกันเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดี ที่พยายามนำเอาหมายศาลไปปิดประกาศ
สถานการณ์ที่วอร์รูมปรารถนาจะให้เกิด ก็เกิดขึ้นทันที เข้าทางอีแอบและวอร์รูมที่รอคอยด้วยความระทึก
และไม่นานจากนั้น ก็ปรากฏเงาของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน ท่ามกลางฝูงชนที่ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เป็นความชอบธรรมโดยบริสุทธิ์ หรือไม่??? ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องไปปลอบใจพี่น้องประชาชนที่เดินทางมาจากฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ โดยไม่สนใจเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน
แต่สังคมไทยและสังคมโลกกำลังสงสัยว่า นี่คือการแสดงออกซึ่งความเป็นผู้มีมนุษยธรรม โดยไม่มีวาระซ่อนเร้นของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง จริงหรือ
การที่จะได้อำนาจมา ควรใช้วิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่สนับสนุนแนวทางที่ผิดกฎหมาย ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมและนิติรัฐ เฉกเช่นนี้
แม้จะมีคำถามจากปวงชนชาวไทยส่วนใหญ่ว่า คนนับหมื่นที่เดินทางมาจากภาคใต้ คือคนที่พรรคประชาธิปัตย์ขนมาร่วมทำการปฏิวัติกับแกนนำพันธมิตรฯ ใช่หรือไม่???
คำตอบของประชาธิปัตย์ ต้องบอกว่า ไม่ใช่ และไม่เคยสนับสนุน
แต่ความจริงคือว่า “ACTIOM SPEAKS LOUDER THAN WORDS” การกระทำบอกทุกสิ่งอย่าง
เพราะบรรดาพลพรรคที่เป็นแกนนำหลักของพันธมิตรฯ ล้วนเป็นพลพรรคของประชาธิปัตย์ ทั้งที่เป็น ส.ส. และ ส.ส. สอบตก
และยิ่งชัดเจนเมื่อระดับบิ๊กของพรรคประชาธิปัตย์ดาหน้าไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ทั้งๆ ที่รู้ว่าแกนนำพันธมิตรฯ คือกบฏของแผ่นดิน
บิ๊กประชาธิปัตย์ไม่สนใจแล้วว่า เวทีในทำเนียบที่ตนเองไปขึ้นนั้น พันธมิตรฯ กำลังยึดมาด้วยการทำผิดกฎหมาย และตนเองกำลังมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย
ถ้านักการเมือง พรรคการเมืองในโลกนี้ กระทำการเฉกเช่นนี้ แล้วจะมีระบอบประชาธิปไตยไปทำไม
เมื่อนักการเมืองไม่ได้คำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรมทางการเมือง ไม่สนใจผลกระทบต่อระบบสังคม ประเทศชาติ และวัฒนธรรมทางการเมือง โดยสิ้นเชิงเช่นนี้
หวังเพียงเพื่อให้ตนเองได้อำนาจบริหาร
เมื่อพันธมิตรฯ ประกาศชัดเจนว่า กำลังก่อการเพื่อเปลี่ยนขั้วทางการเมือง
พรรคประชาธิปัตย์ยิ่งต้องระมัดระวัง แต่นี้กลับรับดำเนินการเหมือนเป็นการรับลูกทันที
นี่คือข้อยืนยันว่า การกระทำใดๆ ของพันธมิตรฯ นั้น พรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธการเกี่ยวข้องไม่ได้แล้ว
ประชาชนที่มีความศรัทธาในพรรคประชาธิปัตย์ ที่อาสามาร่วมยึดอำนาจกับแกนนำพันธมิตรฯ ต่างก็ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่อพรรคประชาธิปัตย์
ประชาชนเหล่านี้ ไม่เคยคิดด้วยว่า การกระทำเยี่ยงนี้ คือการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ขัดแย้งบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ด้วย
ประชาชนเหล่านี้ ลืมแม้กระทั่งอันตรายที่อยู่เบื้องหน้าตน เพราะศรัทธาในพรรคประชาธิปัตย์
แทนที่ผู้ใหญ่อย่าง นายชวน หลีกภัย จะห้าม กลับกระทำการตรงข้าม โดยอภิปรายในสภาว่า ชาวตรังมาร่วมยึดทำเนียบด้วยความบริสุทธิ์
แต่คนที่อยู่ในกรุงเทพมาชุมนุมที่หน้ารัฐสภา เพื่อบอกพรรคประชาธิปัตย์ให้สำนึกในฐานะผู้แทนราษฎร กลับกล่าวหาว่าคนพวกนี้ถูกจัดตั้ง ซื้อมา
นี่แหละคือความคิดความเชื่อของ นายชวน หลีกภัย โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่ศรัทธาตนเลย
ส่วนนายอภิสิทธิ์นั้น บอกว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่กลับเดินหน้าไปหาพันธมิตรฯ เพื่อปลอบประโลมโดยรวดเร็ว
นี่แหละพระพุทธองค์จึงตรัสว่า “อิสสริยัง นะ มัชเชยยะ” อำนาจทำให้คนมัวเมา
เมาอำนาจ อยากได้อำนาจ จนกระทั่งลืมความเดือดร้อนของประชาชนที่ศรัทธาตนด้วยความบริสุทธิ์ใจ
สิ่งที่พลพรรคประชาธิปัตย์ นับลงมาตั้งแต่นายหัวชวน ถึงแกนนำพันธมิตรฯ ต่างเรียกร้องกล่าวหาอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ว่าไม่เคารพในกฎหมาย แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ซื้อทุกอย่าง และเรียกร้องให้อดีตนายกฯ ทักษิณ เดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
แล้ววันนี้พวกพรรคประชาธิปัตย์จะทำอย่างไร เก็บแกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 9 คน ที่ถูกศาลออกหมายจับ และกำลังขัดขืนคำสั่งศาลอยู่ในขณะนี้
หรือนายหัวชวนจะบอกว่า นี่คืออารยะขัดขืนที่คนอย่างพวกตนเองเท่านั้นกระทำได้
ไหนนายหัวบอกว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” เมื่อศาลมีคำสั่งว่า การบุกยึดสถานที่ราชการ เพื่อยึดอำนาจรัฐคือ การกระทำที่เป็นกบฏ
การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ยึดทำเนียบอยู่ในขณะนี้ ไม่จำเป็นต้องถามคนไทยก็ได้ ลองไปถามประชาชนในประเทศอื่นดูสิว่า สิ่งที่พวกนี้ทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
คนที่มีความสามัญสำนึกเป็นปกติ คงไม่สามารถยอมรับการกระทำที่ผิดกฎหมายที่รุนแรงอย่างนี้ได้
คงไม่มีใครในโลกนี้ที่เป็นอารยะ ยกเว้นพลพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มองว่าการยึดสถานที่ราชการเป็นสิ่งที่เรียกว่า อารยะขัดขืน
ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นในอารยประเทศ คงไม่เกิน 1 ชั่วโมง ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ดังเราจะเห็นเหตุการณ์ของการต่อต้านคบเพลิงโอลิมปิกที่เกิดขึ้นในแถวประเทศยุโรป
ประเทศไทย คนไทยต้องยอมรับกฎกติกา ยอมรับกฎหมายบ้านเมือง
สังคมไทยจึงจะก้าวผ่านไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ประชาธิปไตยที่แท้จริง ต้องยึดตัวกฎหมายอย่างเคร่งครัด
มิเช่นนั้น สังคมไทยก็จะกลายเป็นอนาธิปไตย เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ที่ไร้ขื่อแป
คนใหญ่เจ้าของวาทะข้างต้นต้องยอมรับกติกาเสียบ้าง แล้วกระตุ้นให้พรรคประชาธิปัตย์รีบหันหน้าเข้าหาประชาชน นำเสนอนโยบาย
“มุ่งทำการเมืองที่จะทำให้ประชาชนมั่นใจว่า ประชาธิปัตย์เก่งการบริหาร มากกว่าการโวหาร”
จงเปลี่ยนความตั้งใจที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นสู่อำนาจแบบทางลัด หรือใช้มวลชนกดดันเสียตั้งแต่บัดนี้
ถ้าประชาชนที่มาจากฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์เดินทางกลับบ้าน แล้วบ้านเมืองก็จะกลับคืนสู่ภาวะปกติทันที
แต่ถ้าหากท่านยังคงถือหางอยู่อย่างนี้ ท่านนั่นแหละ ถือว่าเป็นผู้ทำลายสังคมโดยสิ้นเชิง
นึกถึงพุทธดำรัสบ้างว่า “อนิจจา วะตะสัง ขารา” อีกไม่นานท่านก็จะต้องจากโลกนี้ไป
จงทำดีไว้ให้ลูก ทำถูกไว้ให้อนุชนรุ่นหลังเถอะ
ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์
ลั่น! สู้ไม่ถอยพิสูจน์สื่อ NBT
คอลัมน์: Cover story
ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ผู้ประกาศข่าว NBT เล่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ “นักรบศรีวิชัย” สิ้นฤทธิ์ในการบุกเข้ายึด NBT ยันเห็นจะจะ ติดตาไปจนตาย หลังควง “ปืน-มีด-กระสุน-ไม้กอล์ฟ-ใบกระท่อม” เผยนาทีชีวิต ต้องหนีลงมาจากช่องลม ก่อน “เจ้าหน้าที่ วปอ.” เปิดรั้วช่วยชีวิต หลังจาก “พันธมารธิปไตย” ผู้บ้าคลั่งยังตามราวี เลยกลายเป็นผู้หญิงคนเดียวที่กล้าตะโกนสู้ข้ามรั้ว ลั่น ครั้งหน้ามาอีก จะขอสู้เพื่อพิสูจน์ศักดิ์ศรีสื่อมวลชนเอ็นบีที
** เล่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า บุกยึด NBT ในวันที่ 26 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมาว่าเกิดอะไรขึ้น
ปกติแล้วบุ๋มอ่านข่าวอยู่ทุกวัน ตั้งแต่จันทร์-ศุกร์ 06.00-08.00 น. ซึ่งตามปกติแล้ว ต้องมาถึงสถานีในช่วงเวลา 04.30–05.00 น. วันนั้นทราบมาก่อนหน้านั้นว่า NBT จะถูกพันธมิตรฯ มาบุก ที่เรียกว่าเป่านกหวีดครั้งใหญ่ ซึ่งที่เขาใช้มาหลายทีแล้ว นอกเหนือจากนั้น เขาเคยมาที่หน้าสถานีแล้ว ที่เอาพวงหรีดโยนลงคลอง เลยไม่ค่อยกลัว ไม่รู้สึกอะไรที่พันธมิตรฯ จะเดินไปโน่นมานี่ ไม่คิดอะไร รวมทั้งกองกำลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจค่อนข้างจะสบายใจ จากนั้นพอเริ่มแต่งหน้าสัก ประมาณตี 5 ครึ่ง พี่กุ้ง สร้อยฟ้า (นางสร้อยฟ้า โอสุคนธ์ทิพย์) มาถึงแล้ว พี่จิรายุ (นายจิรายุ ห่วงทรัพย์) กำลังตามมา
ก่อนเวลาตี 5 นิดๆ บุ๋มสังเกตเห็นด้วยสายตา มีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 30 คน อยู่ดีๆ บุกเข้ามาในตึก ตอนแรกมีอยู่ประมาณไม่เกิน 10 คน แต่หลังจากนั้นบุ๋มเห็นว่าเดินอยู่ข้างนอกด้วย เดินข้างในด้วย ประมาณ 30 คน แต่ตามข่าวเขาบอกว่าจับได้ 82 คน ตกใจ! ว่าเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ เพราะต้องบอกก่อนว่า ตึกที่บุ๋มอยู่เนี่ย ด้านหน้าเป็นตึกโทรทัศน์ จะมีตึกในส่วนของรถโอบี และตึกของสถานีวิทยุกระจายเสียงอีกตึกหนึ่ง ทั้งหมด 3 ตึก เนื้อที่ค่อนข้างจะใหญ่ ไม่รู้ว่าเขาเดินไปไหนมาไหนกันบ้าง แต่ส่วนของบุ๋มที่เห็น ประมาณ 30 คนทั้งข้างนอกข้างใน
เท่าที่สังเกตแล้วท่าทางน่าจะเป็นพวกเดียวกัน ทีนี้มีพวกช่างภาพ ช่างไฟ เข้ามาด้วย ซึ่งพี่กุ้งเองนัดช่างภาพของเขาว่า จะไปทำข่าวเศรษฐกิจที่ปทุมธานี เขาต้องมาเบิกอุปกรณ์กล้องถ่ายภาพโทรทัศน์ ที่จับภาพได้ ที่ทุกคนบอกว่าเซตอัพหรือเปล่า? บอกได้เลยว่า ไม่ได้เซตอัพ เพราะว่ากล้องบังเอิญว่ามีตรงนั้น แล้วที่เขาบอกว่า พวกนั้นไม่รู้เลยเหรอว่าถ่ายอยู่ ซึ่งช่างภาพเขาเอาตัวรอดว่ากล้องเสีย ไม่ได้เดินขึ้นบ่า ใช้ลักษณะเดินอุ้มไป
** แต่ไฟกล้องมันเปิด
มันเปิดเป็นจุดๆ เท่าที่เปิดได้ แต่ขณะที่เขาขึ้นไปบุกยึดตามจุดต่างๆ บางคนในกลุ่มนั้นเขายังปิดคอมพ์ไม่เป็นเลย นี่เราไม่ได้ว่าเขานะ เขาเดินไปหาเจ้าหน้าที่ของเรา ตากล้องของเรา แล้วบอกว่า ปิดได้แล้วไม่มีการออกอากาศแล้ว ให้ออกไปจากตึก พอบอกให้ปิดคอมพิวเตอร์ เอ้า...ปิดยังไง...ปิดไม่เป็น เจ้าหน้าที่ของเราต้องเป็นคนปิด คือเขาตัดไฟเป็น ปิดไฟเป็น แต่เรื่องเครื่องคอมพ์เครื่องมือเขาไม่เป็น เหมือนตอนที่บุกไปที่สถานีวิทยุด้านหลัง แล้วเอามีดจี้คอพี่สุคนธ์ (นายสุคนธ์ ชัยอารีย์) ที่จัดรายการวิทยุอยู่ พี่เขายังบอกเลยว่า พี่เขายังต้องปิดสวิตช์เอง เพราะพวกนั้นปิดไม่เป็น
ตอนที่บุ๋มแต่งหน้าอยู่ในห้องชั้นล่าง อยู่ดีๆ มีชายคนหนึ่งเดินมาที่ห้องแต่งตัวของบุ๋ม แล้วบอกว่า หยุดแต่งหน้าแต่งตัวได้แล้ว ไม่มีการออกอากาศแล้ว ออกไปๆ พูดจาไม่ดีเลย แต่พวกบุ๋มมองกันเฉยๆ ไม่กลัว แค่ตกใจ แต่ไม่หนี เพราะเชื่อว่าตำรวจน่าจะเคลียร์สถานการณ์ได้ และน่าจะทำอะไรบางอย่าง แต่กลายเป็นว่าเขาได้รับคำสั่งมาว่าห้ามทำอะไรเลย เพราะถ้าทำอะไรนิดเดียวอาจทำให้สถานการณ์รุนแรงกว่านั้น ตอนนั้นพี่จิรายุเพิ่งมาถึง น้องเลขาฯ บุ๋มเพิ่งมาถึง เอารถมาแลกกัน และดูจากสถานการณ์บอกให้น้องเอารถอีกคันหนึ่งไปดีกว่า เพราะรถของบุ๋มเป็นเบนซ์สปอร์ต เดี๋ยวโดนทุบ ตอนนั้นประมาณ ตี 5 ครึ่ง
ด้านนอกมีกลุ่มพันธมิตรฯ ใส่เสื้อเหลืองปิดทางเข้าออกหมดแล้ว ด้านหน้า ด้านหลัง คือกลุ่มนี้เขารวมตัวกันที่สุทธิสาร ตั้งแต่ตี 5 แล้ว ดังนั้นรถออกไม่ได้แล้ว ซึ่งตอนที่ตี 5 ที่เขาเข้ามาในห้องแต่งตัวแล้วบอกให้ออกไป พี่จิรายุเข้ามาแล้วบอกว่า “พี่นี่อะไรของพี่เนี่ย!!!...นี่ห้องแต่งตัวของผู้หญิง พี่ไม่ควรจะเข้ามา” คนมามองๆ กัน เขาเดินออกไป สักพักมีเสียงโวยวาย เพราะว่าตำรวจเริ่มรวบตัวบางคนออกข้างนอก แต่บุ๋มต้องเตรียมสคริปต์ เพราะว่าต้องออกเป็นรายการสด
ตอน 6 โมง ซึ่งในห้องส่งวันนั้นกะเปลี่ยนประเด็นข่าวกัน และกลายเป็นเรื่องที่เขาบุก NBT ต้องเป็นการรายงานสด รายงานสดคือเอาเทปที่อัดได้ถ่ายกันสดๆ มาออนแอร์ให้เร็วที่สุด ตอนนั้นเกือบ 6 โมงเช้า มีการตรวจค้นเจออาวุธ มีทั้งปืนไทยประดิษฐ์ ปืน 11 มม. 1 กระบอก มีมีดสปาร์ต้า อย่างที่เป็นข่าว เหล็ก ไม้กอล์ฟ หนังสติ๊ก พร้อมลูกเหล็ก พร้อมใบกระท่อมอีก 30 ใบ ที่บุ๋มจำแม่นเพราะเป็นอะไรที่ติดตา และตื่นอกตื่นใจว่าไม่คิดว่าจะมีอาวุธบุกเข้ามาในสถานที่ราชการแบบนี้ ตอนนั้นเริ่มคิดแล้วว่า วันนี้คงจะหนักกว่าทุกคราวที่เคยเจอ บุ๋มเองเคยเจอแบบนี้ที่ไอทีวี แต่ไม่เคยมีอาวุธอะไรขนาดนี้ มีการปะทะด้วยวาจามากกว่า ไม่คิดว่านี่จะมีอาวุธ้
** ตอนที่กลุ่มพันธมิตรฯ เข้ามามีอาวุธไหม
ไม่มีค่ะ คือใส่แจ็กเก็ตหนังหนาๆ แต่ไม่รู้ว่าใส่ซ่อนอะไรไว้ข้างในบ้าง แล้วโพกผ้าสีดำ ที่ตรวจค้นจึงต้องรื้อแจ็กเก็ตกัน ส่วนน้องของบุ๋มที่อยู่ข้างนอกคอยส่ง Massage บอกสถานการณ์ว่ามีอะไรบ้าง เช่น ตอนนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ขึ้นเวทีปราศรัยบอกว่าเรามีพวกอยู่ใน NBT นั่นแหละเป็นพวกช่างกล้องช่างไฟ ทีนี้ในส่วนของบุ๋มคือ รายงานกันไปเรื่อยๆ คนข้างนอกเข้ามาไม่ได้ เจ้าหน้าที่บางคนต้องใส่เสื้อเหลืองเดินเข้ามา เพราะไม่งั้นเข้าไม่ได้ มีเจ้าหน้าที่หิ้วปีก พี่กิตติ สิงหาปัด (นายกิตติ สิงหาปัด) นั่นละ นั่น...ไม่ใช่พวกของพันธมิตรฯ แต่เป็นพี่อยู่ใน NBT แต่ได้รับโทรศัพท์ล่วงหน้า เลยใส่เสื้อเหลืองเข้ามา
** ต้องแฝงตัวเข้ามาด้วยหรือ
ต้องแฝงตัว ไม่งั้นเข้ามาทำงานไม่ได้ ตอนนั้นมีพี่ตวงพร (น.ส.ตวงพร อัศววิไล) เข้ามาแต่งหน้าอยู่ เมื่อทราบสถานการณ์จะเข้ามารายงานสด ในกลุ่มนิวส์ไลน์ ซึ่งจะต้องมาออกอากาศต่อจากบุ๋ม เข้ามาไม่ได้เหมือนกัน ตอนนั้นเราจะมีการถ่ายทอดสดตามรถโอบีต่างๆ หน้าทำเนียบบ้าง หน้ากระทรวงการคลังบ้าง บก.02 บ้าง วันนั้นเลยเล่นกรณีสถานการณ์ในบางจุด การจราจรติดขัดบ้าง รวมทั้งสถานการณ์จริงที่ NBT เป็นการสลับการรายงานสด
จนกระทั่ง 8 โมงตรง ผู้อำนวยการสถานี (นายสุริยงค์ หุณฑสาร) มานั่งให้สัมภาษณ์เรื่องสิ่งที่เกิดขึ้น และท่านบอกว่า “ผมจะยืนหยัดถ่ายทอดจนวินาทีสุดท้าย” ให้สัมภาษณ์อยู่ดีๆ ท่านต้องออกไปรับโทรศัพท์ของผู้ใหญ่ ซึ่งช่วงนั้นบุ๋มคุยกันละ…2 คน ว่าเราต้องดำเนินรายการกันยาวแล้ว เพราะว่านักข่าวคนอื่นเข้ามาไม่ได้ สักพักมีการตัดภาพสัญญาณสด ด้านหน้าตรงประตูใหญ่ มันเริ่มโย้ มีการดันกันไปมา สักพักประตูเริ่มโย้หนัก
ซึ่งตอนนั้นบุ๋มเองเป็นคนพากย์ กำลังพูดว่า “ตอนนี้พันธมิตรฯ กำลังพังประตูของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีเข้ามาแล้วนะคะคุณผู้ชม...แต่ตำรวจเองพยายามสกัดกั้นอย่างเต็มกำลัง และพยายามไม่ใช้ความรุนแรงแต่อย่างใดค่ะ คุณผู้ชมคะตอนนี้กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังพังประตูเข้ามาแล้วค่ะ...พังเข้ามาแล้วค่ะ” ทุกคนบอกบุ๋ม เหมือนพากย์มวยมาก พี่จิรายุบอกว่า “ครับเราจะทำจนวินาทีสุดท้ายนะครับ” พอเขาพังเข้ามาพี่เขาบอกอยู่ไม่ได้แล้วครับ...บุ๋มเองบอก “หนูไปล่ะค่ะ” แล้วมีการตัดสัญญาณเสียงไป คือเป็นภาพที่ประตูพัง และเฮกันเข้ามา ถือไม้ถืออะไร ตอนนั้นบุ๋มคิดว่า หรือว่าฉันจะนั่งอยู่ตรงนี้จนกว่ามันจะหิ้วปีกชั้นออกไปสมศักดิ์ศรีของการเป็นผู้ประกาศข่าว ให้มันรู้กันไปเลยว่าเราทำจนวินาทีสุดท้ายจริงๆ
แต่พอหันไปปีนห้องคอนโทรล มีคนวิ่งออกไม้แรกสวิตชิ่งออกไปแล้ว ส่วนพี่กุ้ง สร้อยฟ้า ดูสถานการณ์ข้างนอกว่าจะหาทางหนีทีไล่อย่างไร ตอนแรกเรามีการล็อกประตูเพื่อไม่ให้เข้า จากนั้นจะเห็นว่าเขาถีบประตูเข้ามากันตามภาพข่าว ทีนี้สักพักพี่ยุวิ่งไปที่ประตูหลังเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับเรียกบุ๋มให้ไป บุ๋มคว้ากระเป๋า แต่ดันลืมมือถือไว้ข้างใน ไว้ที่เก้าอี้ วิ่งออกไปกับพี่ยุ เจอพี่กุ้ง สร้อยฟ้า ยืนอยู่ จุดนั้นเป็นหน้าต่างช่องลม ประมาณ 2 บาน ความยาวพอดีเมตรหนึ่ง แต่ความสูงห่างจากพื้นตรงนั้น 2 เมตร ซึ่งมองว่าตรงนั้นมันใช่ทางลงหรือ และพี่ยุวิ่งไปดูที่ประตูหลังเพื่อหาทางออก
ส่วนพันธมิตรฯ ล้อมด้านนอกหมดแล้ว บุ๋มเปิดประตูห้องส่งไป แต่ต้องปิด เพราะว่ากลุ่มพันธมิตรฯ บุกเข้ามา พี่กุ้งเลยโยนเก้าอี้ไป เพราะว่าจะได้ลงตรงนั้นได้ง่ายๆ แต่มีน้องคนหนึ่งกระโดดลงไป ปรากฏว่าตอนนี้เธอแขนม่วงอยู่ เพราะว่าไปกระแทกกับขอบหน้าต่าง แล้วตามด้วย...พี่กุ้ง แล้ว...บุ๋ม แล้วเรียก...พี่ยุลงมา
ซึ่งตอนนั้นคิดตลอดว่า หรือจะยืนสู้กันกับพวกนั้นดี คือในหัวคิดสู้ตลอด แต่ไม่ทันไรเห็นกลุ่มพันธมิตรฯ ล้อมด้านหลังไว้แล้ว มาที่มุมตึกพร้อมกับไม้ เลยวิ่งหนีไปทาง วปอ. ซึ่งด้านหลังของช่อง 11 มีรั้วเล็กๆ วิ่งหนีออกมาจากตรงนั้น จากนั้นมีการล็อกทันที พวกพันธมิตรฯ วิ่งมาแล้วด่าเลยว่า “พวกทรราช ไอ้ทรราช” เราพูดสวนไปว่า “เฮ้ย!…พูดจาดีๆ สิวะ พวกเราสื่อเป็นกลาง” เขาพูดว่า “เป็นกลางอะไร...รับใช้รัฐบาล” ยืนด่ากันสักพัก พี่เขามาลากตัวบุ๋มกลับไป แล้วบอกว่า “แกหาเรื่องตายเหรอ...!!!...”
ตอนนั้นเริ่มห่วงน้องเลขาฯ ว่าจะออกมาอย่างไร เราพยายามติดต่อน้อง โทร.ไม่ติด กระเป๋าตังค์ไม่มี แถมตอนบ่ายต้องไปเป็นพิธีกรที่อุบลราชธานีอีก ไม่มีอะไรสักอย่าง บัตรประจำตัวประชาชนล่ะ ใส่รองเท้าแตะกับกางเกงเลอ่านข่าวอีก มันไม่ใช่สภาพดีๆ ที่จะขึ้นเครื่องได้อย่างสบาย จากนั้นโทร.หาเพื่อนให้ออกมารับ จากนั้นโทร.ติดต่อน้องเอ้ และบอกว่าให้ย่องเข้าไปในสตูดิโอหน่อย เอามือถือออกมาด้วย แต่น้องเขาไม่รู้เลย ไม่เคยเข้า จากนั้นประมาณ 20 นาทีน้องเขามาที่รั้วได้ น้องเล่าให้ฟังว่าเห็นสดๆ เลยว่าพันธมิตรฯ กำลังถีบประตูกระจกพัง และพี่ช่างภาพชื่อพี่จ่อย พาน้องเขาวิ่ง แล้วเข้าไปในสตูฯ เพื่อหยิบโทรศัพท์ให้บุ๋ม แล้วมาที่ช่องลมเดิมเพื่อมาหาบุ๋ม พันธมิตรฯ เห็นพอดี แล้วบอกว่า “ช่องนี้ขึ้นได้นี่หว่า มึงอย่าปิดนะมึง” พี่เขารีบพาน้องเอ้วิ่งไปแอบที่ห้องตัดต่อ แล้วสักพักค่อยๆ ผสมไปกับพวกกลุ่มพันธมิตรฯ เรื่อยๆ เพื่อออกมา เพราะเขาไม่ได้ใส่เสื้อ NBT
สิ่งที่บุ๋มเจอในสถานการณ์นั้นมันหลากหลาย นั่นคือ “ความกลัว” บุ๋มเห็นสีหน้าความกลัวของคนบางคน อย่างบุ๋มเองฮึกเหิมจะสู้ ไม่ชอบการใช้กำลังกัน จะฉุนมาก แต่เขามีอาวุธ เราเองมีลูก เราต้องคิดอะไรให้หนักกว่าเดิม อารมณ์คนบางคนยืนงง บางคนอยากดูเฉยๆ และเห็นน้ำใจของคนไทย บุ๋มไม่มีมือถือ ไม่มีตังค์ มีคนหนึ่งซึ่งไม่รู้จักกันมาก่อนเลยนะ ยื่นเงินให้บุ๋มหนึ่งพันบาท ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งใน NBT นี่แหละที่วิ่งหนีกันมา เขาบอกว่าเอานี่...หนีไปก่อนนะบุ๋ม มันชัด ถ้าหนีได้ หนีไปก่อน บุ๋มบอกว่าไม่หนี จะดูสถานการณ์ไปก่อน น้องเลขาฯ บุ๋มอยู่ที่นั่น
เราห่วงอะไรหลายอย่าง แต่นี่...คือสิ่งที่เรียกว่าน้ำใจคนไทย ท่ามกลางอะไรหลายๆ อย่าง แล้วพี่สรยุทธ (นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา) โทรศัพท์สัมภาษณ์พี่จิรายุ ตรงนั้นพอดี และพี่เขาวิ่งไปด้านหน้า และพี่เขาให้สัมภาษณ์ว่า “เราปีนหนีออกมาทางช่องลม คุณบุ๋ม ปนัดดา ได้รับบาดเจ็บนิดหน่อย ซึ่งตอนนั้นเขาครูดกับกำแพงตอนปีนลง” และบอกว่า “ตอนนี้ผมหาคุณบุ๋มไม่เจอ ตอนนั้นชุลมุนวิ่งหันซ้ายหันขวา ยังไม่เจอกันเลย” เท่านั้นแหละมีโทรศัพท์เป็นร้อยกว่าสาย พร้อม Massage เข้ามือถือบุ๋ม 3–4 เครื่อง โทร.มาเป็นห่วงว่าเราอยู่ไหน เป็นอะไรหรือเปล่า
แต่เรื่องที่คิดอยู่สิ่งหนึ่งคือ อยากทำอะไรก็ทำ แต่ก่อนหน้านั้น 1 วัน บุ๋มไปยืนรอรับนักกีฬาโอลิมปิกที่สยาม บุ๋มเห็นสีหน้าของคนไทยยิ้มแย้ม แจ่มใส ดีใจ มีเสียงของการโห่ร้องอีกแบบหนึ่ง มีเสียงแห่งความเป็นปลื้มมากที่ได้เจอฮีโร่ของเมืองไทย แต่อีกวันหนึ่งเจอเสียงโห่ร้องอีกแบบหนึ่ง แต่รูปแบบและความหมายแตกต่างกัน มีเสียงโห่ร้องเหมือนกัน แต่เป็นอีกแบบหนึ่ง มันยังรู้สึกดีใจสุดๆ กับเศร้าสุดๆ ทำไมคนไทยไม่เป็นเหมือนเมื่อวาน เมื่อวานฉันยังดีใจสุดๆ แต่ทำไมวันนี้ถึงเจอเรื่องเศร้าสุดๆ ต้องถึงขนาดจะฆ่าจะแกงกันเลยเหรอ เราเรียนประวัติศาสตร์มานาน เราเสียกรุงศรีเพราะคนไทยเราเอง ไม่ใช่ใครอื่น ภาวะเศรษฐกิจเมื่อก่อนเราเป็น 5 เสือแห่งเอเชีย ตอนนี้เราเป็นลำดับสุดท้ายแล้ว เพราะสิ่งที่เรากำลังทะเลาะกันอยู่ ประเทศชาติไม่พัฒนาเลย คุณเคยใส่ใจตัวเลขตรงนี้บ้างไหม
ในฐานะที่ดิฉันเคยเป็นทูตวัฒนธรรม บอกได้เลยว่าพยายามประชาสัมพันธ์ให้กับประเทศไทย และทุกวันนี้ยังทำอยู่ เมื่อเวลาเดินทางไปต่างประเทศ เคยทำงานในผู้ชำนาญการ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ พาณิชย์ และอุตสาหกรรม วุฒิสมาชิก ก่อนที่จะมีการปฏิรูป ได้เห็นความพยายามและไม่พยายามของคนอีกหลายคน เลยรู้สึกว่าเมืองไทยจะไปในรูปแบบไหน ถ้าเหตุการณ์ร้ายยังเกิดขึ้นได้ มีการบุกยึดสถานีและสถานที่ราชการ แต่วัตถุประสงค์จริงๆ คืออะไร หากต้องการล้มรัฐบาล หรือต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง นี่...คือ...ทางออกจริงๆ หรือ? จะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นไหม?
พอบุ๋มถึงสนามบิน จำได้ว่า Gate 38 ซึ่งอยู่ข้างในสุด สายตาทุกคู่ที่มองบุ๋มเป็นตาเดียวว่า นี่เพิ่งหนีจากพันธมิตรฯ มานี่...ท่ามกลางสายตาเหล่านั้น เห็นหลายอารมณ์ หมายถึง สายตาที่ 1 คือ ตกใจวิ่งมาถึงนี่เลยหรือ สายตาที่ 2 เป็นห่วง และอีกสายตาคือ สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น บุ๋มเชื่อว่าหลายคนยังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ มีประชาชนคนไทยเป็นผู้หญิงคนหนึ่งถามบุ๋มว่า ถ้าทะเลาะกันเอง ทำไมไม่มาคุยกันเองไปเลย คนไทยตาดำๆ จะตายกันอยู่แล้ว ทะเลาะกันอยู่ได้ คำพูดนี้ทำให้คิดอะไรได้หลายอย่าง ทำไมผู้นำรัฐบาล ผู้นำฝ่ายค้าน และพันธมิตรฯ คุณมานั่งคุยกันเลย ทะเลาะกันต่อยกันในนั้น จบ...
แต่ ณ วันนี้ คุณเอาคนที่รู้บ้างไม่รู้บ้างมา การทำหน้าที่เป็นสื่อทำให้รู้ว่า ความเป็นกลางไม่ใช่จะทำได้ทุกสิ่ง ไม่รู้ว่าพูดไปจะโดนอะไรหรือเปล่า แต่เชื่อว่าเป็นความจริง แต่สื่อคือฟันเฟืองที่จะทำให้ขับเคลื่อนไป แต่ประชาชนต้องใช้วิจารณญาณให้เยอะที่สุด ในการรับรู้ข่าวในช่วงสถานการณ์อย่างนี้ เราต้องรับและกรอง และทำใจบ้างว่าดูละครที่ตบไปตบมาสักเรื่องหนึ่งแล้วทำใจ คงจะสบายใจมากยิ่งขึ้น พอมาอยู่ตรงนี้ ทำให้เห็นว่าทำไมต้องมีประชาชนตาดำๆ บาดเจ็บ ต้องมานั่งทรมานร่างกาย เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นใจเหรอ มันไม่ใช่อ่ะ
** วันนั้นมีการออนแอร์กันข้างนอก มีหลายคนสงสัยว่าทำไมมันดับแล้วยังติด ออนแอร์ต่อได้อีก
ต้องบอกว่ารับสัญญาณของ NBT จะไม่เหมือนช่องอื่นๆ ถ้าพันธมิตรฯ บุกช่อง 3, 5, 7, 9 อาจไม่เป็นอย่างนี้ เพราะเหล่านั้นเป็นสัญญาณดิจิตัลแบบ ASTV มันจั๊มพ์สายกันได้ แต่ช่อง 11 เป็นระบบเก่า “อนาล็อก” เวลาที่เราออนแอร์ 06.00-08.00 น. เป็นข่าวเช้า 08.00–09.00 น. เป็นนิวส์ไลน์ มีเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ส่วนภูมิภาคอื่นเป็นข่าวภูมิภาคตามจุดศูนย์ข่าวต่างๆ ของช่อง 11 ต่อให้ที่กรุงเทพฯ ถูกยึดสัญญาณ ที่มีการยิงสัญญาณที่ตึกใบหยก ต่อให้ยึดตึก NBT เราสามารถยิงสัญญาณจากรถโอบีได้ เพราะเรายิงสัญญาณที่ตึกใบหยก ดังนั้นแม้เราจะแอบตามมุมไหนของกรุงเทพฯ แต่ถ้ามีรถโอบีเราสามารถออนแอร์ได้
** มีความพยายามของพันธมิตรฯ ที่จะยิงสัญญาณ ASTV จริงหรือไม่
มีค่ะ มีประมาณ 15 นาทีได้ มีความพยายามที่จะลิงก์อยู่แต่ไม่สำเร็จ ระบบคนละระบบ แล้วมีน้องคนหนึ่งไม่รู้คนไหน ดึงคีย์การ์ดในการเชื่อมสัญญาณออก ขณะที่มีเรื่อง เป็นความฉลาดของน้องคนนั้น ซึ่งต่อให้ยึด NBT ได้ ตึกใบหยกได้ เราสามารถยิงสัญญาณจากเชียงใหม่ มหาสารคาม เลย ปัตตานี ฯลฯ ได้ ดังนั้นไม่สามารถทำลายช่อง 11 ได้ ช่อง 11 มีศักยภาพในการถ่ายทอดสดที่ดีที่สุดในประเทศไทย เพียงแต่ยังใช้ไม่คุ้ม...พูดได้แค่นี้
** มีคำถามชี้นำจากสื่อสารมวลชนบางช่อง พยายามชี้นำข่าวสาร โดยตั้งข้อสงสัยว่า NBT มีการจัดฉากหรือเปล่า รู้สึกอย่างไร
มันคือเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ที่มันมีภาพชัดและเร็วขนาดนั้น และอีกอย่างหนึ่ง ทำไมตำรวจไม่ทำอะไรเลย คือมันต้องมาอยู่ตรงนั้น ถึงจะรู้ว่าตำรวจยังงงอยู่เลย (หัวเราะ) นึกว่าจะมาเป็นเสื้อเหลือง ไม่คิดว่าจะเป็นนักรบศรีวิชัย ถามว่าจัดฉากหรือเปล่า คงไม่ เพราะเราไม่เอาอะไรที่อันตรายมาเล่นอย่างนั้น และพี่นักข่าวคนนั้นกล้าออกมาบอกว่า ผมเป็นคนถ่ายเอง มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะจัดฉาก เราอยู่ตรงนั้น เห็นสถานการณ์มาโดยตลอด มันเป็นกลุ่มเดียวกัน
มันเป็นเรื่องยากหากจะจัดฉากจริง คงมีอะไรมากกว่านั้นอีกเยอะ คงไม่จบง่ายๆ อย่างนี้ ถ้าจะถามว่ากลุ่มแรกเนี่ย เป็นกลุ่มของพันธมิตรฯ หรือเปล่า ซึ่งคุณสุริยะใส (นายสุริยะใส กตะศิลา) ออกมาปฏิเสธ เราไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า แต่จากการแต่งตัวพร้อมกับมีผ้าคาดศีรษะเขียนว่า “กู้ชาติ” ไม่รู้ว่าจะมาจากกลุ่มไหนเหมือนกัน...(หัวเราะ) คือไม่ใช่ว่าทุกคนแต่งแบบเดียวกันหมด มีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ที่แตกต่าง แต่มีการใช้ผ้าสีเหลืองคาด บางคนใส่สีดำหมดเลย เรายังรู้ว่าพวกไหนพวกไหน อย่างน้อยไม่ใช่พวกของ NBT ซึ่งเป็นเรื่องที่ปกติเวลามีประเด็นอะไรเกิดขึ้นในสังคม ก็ตั้งข้อสังเกตได้ว่ามีการจัดฉากหรือเปล่า สื่อสามารถจะหาข้อพิสูจน์ได้ว่าใช่หรือไม่ใช่ ดีแล้วละที่เขาถาม ที่เขาใส่ใจ ดีกว่าที่จะไม่นำเสนอ
** ไม่คิดว่าเขาจงใจบิดเบือนข่าวสาร
ถ้าหากว่าบิดเบือนข่าวสารและการชี้นำประเด็นคืออีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องจรรยาบรรณ ช่วยไม่ได้...!!! หากเขามีความเชื่อที่จะคัดค้าน คนเรามีอคติอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนตรงนั้นมันยาก ดังนั้นคิดว่าดีแล้ว ให้สังคมพิจารณาเอง ถ้าหากว่าเป็นการจัดฉากดิฉันจะไม่หนีหรอกค่ะ จะนั่งสวยๆ ให้มีคนมาดึงออกจากเก้าอี้ แล้วจะเดินเชิดอย่างภูมิใจออกไปทางประตูหน้าเลย ถูกไหม...ให้เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง
** ส.ส. ประชาธิปัตย์มีการอภิปรายในที่ประชุมสภาว่ามีการออกอากาศเยอะเกินทั้งวี่ทั้งวัน สำหรับภาพเหตุการณ์นักรบศรีวิชัย การออกมาพูดจาลักษณะนี้มองว่าเป็นการคุกคามสื่อไหม เพราะพรรคนี้ชอบกล่าวหาคนอื่นว่าคุกคามสื่อ
ช่วยไม่ได้ค่ะ คือมีช่องเราช่องเดียวที่ถ่ายได้ มันคือเรื่องที่เกิดกับช่อง และไม่มีข่าวอื่นแรงไปกว่านี้อีกแล้ว ในความรู้สึกของเราที่เราเจอแบบสดๆ ร้อนๆ มันช่วยไม่ได้ แต่ละคนอยากเสนอความคิดเห็นในแต่ละมุมว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการอย่างไร มันคือความคืบหน้าของคดี ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะมีการตามข่าวหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ตัวของเจ้าของควรจะต้องตามข่าวว่า 82 คนจะถูกอะไรบ้างที่ทำอย่างนี้ อยากให้เป็นบทเรียน แต่จะเยอะหรือน้อยขึ้นอยู่กับความรู้สึกของแต่ละคน แน่นอนถ้าเขารู้สึกให้พันธมิตรฯ มันอาจจะมากไป คนที่ไม่ชอบรัฐบาลต้องบอกว่าเยอะไปหรือเปล่า ทำไมไม่มีข่าวเราบ้าง...แค่นั้นแหละ
** เรื่องเวิลด์เทรดของสหรัฐอเมริกา สื่อสารมวลชนของเขายิงชอตนี้ตลอดทั้งวัน กว่า 2 สัปดาห์ เขายังไม่มีคนเดือดร้อนเลย ทำไมพรรคประชาธิปัตย์เดือดร้อนเสียเหลือเกิน วิเคราะห์กันไหม
ยิงทั้งวันแหละคุณ เวิลด์เทรดมันหนักกว่านี้เยอะ มันพวกก่อการร้าย ถ้าเกิดข่าวไหนใหญ่เราให้ความสำคัญกับข่าวนั้น ถ้าเกิดที่พรรคคุณ คุณเองต้องนำเสนอเหมือนกันแหละ
** เหตุการณ์คุกคามสื่อมันลามไปยังช่องต่างๆ หนังสือพิมพ์หลายๆ ฉบับ คิดว่ามันจะบานปลายไหม
คือเป็นการมองสื่อมวลชนในแง่ร้าย และเหมารวม นั่นคือการคุกคามสื่ออย่างแท้จริง สื่อเองพยายามทำหน้าที่ การนำเสนอในแง่ข้อเท็จจริง ต้องการนำภาพจริงมาเสนอ ต้องลงในสถานที่จริง ถ้าสื่อทำงานแล้ว เรารู้ว่าการก้าวเข้ามาทำงานในที่แบบนี้ย่อมไม่ปลอดภัยทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นข่าวการเมือง ข่าวสังคม อาจจะไปกระทบต่อความรู้สึกใครหลายๆ คนเขาไม่อยากให้เกิด การต่อต้านมันออกมาหลายรูปแบบ การด่าทอ ร้ายสุด!!! คือ การทำร้ายร่างกาย
ดังนั้นคนทำหน้าที่สื่อต้องระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น เมื่อรู้ว่าสถานการณ์ทางบ้านเมืองมันไม่มั่นคง และไม่รู้ว่าสถานการณ์ทางด้านจิตใจของแต่ละคนเป็นอย่างไร กลุ่มพันธมิตรฯ เขานั่งประท้วงมานาน เขาเกิดแรงดันในตัวเองขึ้นมาเหมือนกัน เขาใกล้ถึงขีดสุดเหมือนกัน ยังค้นหาตัวเองว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือล้มล้างรัฐบาล ในเมื่อเป็นคำตอบที่สุดโต่ง สุดขีด และขีดเส้นตายขนาดนั้น ดังนั้น ความกดดันเขาต้องมีเยอะ ดังนั้นจึงอาจจะมีปฏิกิริยาตอบโต้กับสื่อ...ช่วยไม่ได้ อีกด้านหนึ่ง NBT ฉายภาพวนไปมา และคุณสุริยะใสปฏิเสธว่าไม่ใช่ แต่ตอนบ่ายคุณจำลอง (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง) บอกให้ปล่อยตัว ซึ่งใช่หรือไม่ กรุณาบอกเราด้วยแล้วกัน กรุณาเตี๊ยมกันมาก่อนได้ไหม? แล้วตอบมาเลยทีเดียว
เท่าที่สังเกตดู ณ ตอนนี้ มันคือความระแวงกันไปหมด ใครคือพวกเรา ใครคือไม่ใช่ นายกรัฐมนตรีขีดเส้นแรงที่บอกว่า คุณต้องเลือกข้าง อย่าทำเป็นไม่รู้ไม่ได้ ในความรู้สึกของบุ๋มคือ มันแรงไปแล้ว มันต้องตีกัน
** คุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เคยเสนอให้สื่อมีการเลือกข้าง ไม่เห็นมีใครด่าเลย
เหตุผลที่เขาพูดต่อจากนั้นคืออะไรมากกว่า ถ้าหากว่าคุณอานันท์ มีเหตุผลที่พูดต่อจากนั้นและดีพอ และเป็นที่ยอมรับ คือคนส่วนใหญ่รับฟังเหตุผลผู้ใหญ่อยู่แล้วล่ะ เพียงแต่คุณอานันท์ มักมีเหตุผลตามมา ไม่ใช่การด่ากลับ ส่วนคุณสมัคร คือมีคนให้อคติในการพูดจาอยู่แล้ว คนจะแอนตี้ท่านไปก่อน ความจริงท่านเป็นผู้ใหญ่ธรรมดา ที่ขี้บ่น...ไม่มีอะไร
** ดาราอย่าง ศรราม เทพพิทักษ์ ถูกตอบโต้เช่นกัน
อย่างว่า...พวกใคร...ใครก็รัก แตะนิดหนึ่งเขาดิ้น ถามว่าวันนั้นศรรามพูดแรงไหม ไม่แรง เทียบกับนักการเมืองแล้ว นักการเมืองแรงกว่าตั้งเยอะ เพียงแต่ไปแตะเท่านั้น ยังโดนซะขนาดนั้น มันพูดลำบากนะ กลายเป็นแตะต้องไม่ได้ และยากต่อการนำเสนอว่าจะแรงไปไหม แง่ลบหรือไม่ บางคนเป็นแกนนำแต่บอกว่าเป็นคนของพรรคนี้ เราไม่กล้าแตะอะไรกันสุดฤทธิ์ สรุปความเป็นกลางไม่มีเลยเหรอ ถ้าคุณต้องการอยากให้ว่ารัฐบาล คุณต้องยอมให้ว่าคุณได้เหมือนกัน
** ส่วนของ ส.ว. ที่บอกว่ามีการตั้งข้อหากบฏ เป็นข้อหาเกินจริงสำหรับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะมีอาวุธเพียงไม้กอล์ฟ
ท่านได้ดูข่าวไหมคะ นี่มันมีทั้งมีด ปืน ท่านควรจะดูรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่าว่ามีอะไรบ้าง ก่อนที่จะออกมาให้สัมภาษณ์ ถ้าพูดอะไรมากอาจจะทำให้เกิดความบิดเบือน ถ้าเป็นกรณีนั้นอยากให้ท่านระมัดระวัง เพราะท่านเป็นผู้หญิงเก่งและกล้า อยากให้ท่านระวังในข้อมูล เพราะบางทีทีมงานอาจให้ไม่ครบ ท่านต้องระวัง
** มองบทบาทของวิชาชีพสื่อสารมวลชนอย่างไรบ้าง ว่ามีการนำเสนอที่ทันท่วงทีไหม
ทันอยู่แล้วค่ะ เพราะมีการถ่ายทอดสด แต่ทันแล้วตัวผู้สื่อข่าวเองจะมีการควบคุมสถานการณ์ สติอารมณ์ และจะมีการวางทัศนคติ และจรรยาบรรณของตนเองได้มากน้อยแค่ไหน ตอนนี้การรายงานมันมีหมด แต่ว่ามันมีการบิดเบือนหรือเปล่า นั่นแหละคือสิ่งที่ต้องมานั่งใส่ใจว่ามากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะกลุ่มรัฐบาลหรือพันธมิตรฯ ส.ส. ส.ว. ที่พูดเพียงแต่ต้องการให้รู้ว่า มันสามารถเกิดขึ้นได้ในสังคม เหมือนกับวงการบันเทิง “ข่าวร้ายขายได้ ข่าวดีขายไม่ได้” เราทำดีแทบตาย แต่ข่าวจริงหรือไม่จริง ลงเป็นข่าวหน้า 1 ไปแล้ว มีคนสนใจอยากรับที่จะเสพข่าวสารแบบนี้อยู่ ต้องมีการขายข่าวแบบนี้อยู่ ในเมื่อมีวัฏจักรแบบนี้ มันหนีไม่ได้ ต้องมีตัวรอดในการแข่งขัน สื่อเองยังมีการแข่งขันแบบนี้อยู่ ประชาชนเลือกที่จะรับสื่อ หากเรายังตัดวงจรนี้ไม่ได้ เราไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้
** ต่อจากนี้ NBT จะยืนในมุมที่ล่อแหลมหรือไม่
ผู้อำนวยการสถานี ท่าน ผอ. คงต้องออกมาพิจารณาแล้วละค่ะว่า ด้วยเหตุผลที่ทางพันธมิตรฯ เหตุผลเรื่องของรายการ “ความจริงวันนี้” ถ้าเหตุผลแบบนี้ การวางจุดยืนจะเป็นกระบอกเสียงรัฐบาล ต่อต้าน ASTV แบบวันต่อวันแบบนี้ แล้วมันเกิดผลเสียอะไร ต้องพิจารณาว่ามากันถูกทางหรือเปล่า เชื่อว่าต้องมีการปรับผังกันบ้างแล้วละ รวมทั้งผู้จัดรายการคงจะต้องระมัดระวังตัวมากกว่านี้ ว่าต่อไปจะทำแล้วจะออกมารูปแบบไหน การใช้สื่อแน่นอนว่ามีโทษและคุณ หากจะไม่ให้นำเสนอเลย...ไม่ใช่ ถ้าทำโดนด่า ถ้าไม่พูดก็เข้าใจผิด มันอึดอัดมาก
ถ้ามีรายการหนึ่งให้รัฐบาลด่า ASTV มันคงจะมัน และเกิดความแฟร์ขึ้น เมื่อมีการแบ่งข้างกันชัดเจน ช่วยไม่ได้ที่จะหาทางออก แต่การต่อสู้มันออกมาแบบรุนแรง เพราะไม่มีใครยอมถอย และไม่มีใครสามารถขีดเส้นแบ่งของปัญหาได้ชัดเจน ถ้าพันธมิตรฯ บอกได้ว่าคุณสามารถล้มล้างรัฐบาลได้ แล้วมีการเลือกตั้งใหม่ และพรรคพลังประชาชนเข้ามาเป็นรัฐบาลได้อีก ทั้งๆ ที่เป็นต่อจากรัฐบาล คมช. เนี่ย ต้องยอมรับว่าเขาฝ่าฟันอะไรมาเยอะ ในเมื่อประชาชนยอมรับเขา และคุณไม่ยอมรับเขา ถ้าล้มล้างและเขากลับมาได้อีก คุณจะต่อต้านเขาอีกไหม ต้องถามตัวเองว่า ตกลงคุณต่อต้านอะไร
** พันธมิตรฯ ดูท่าจะไม่ฟังอะไรเลยแม้แต่คำสั่งศาล
ตอนแรกเห็นบอกว่าฟังแล้วเราดีใจ คือเขาได้ยืนบนหลังเสือใหญ่ ล้มล้างรัฐบาล ตอนแรกหลายคนคิดว่าศาลเข้าข้างพันธมิตรฯ คุ้มครอง ASTV แต่นั่นคือกระบวนการยุติธรรม วันนี้ที่ยึดทำเนียบรัฐบาล เพราะต้องการให้ภาพลักษณ์ดูแย่แล้วละ ในเมื่อเขามีความต้องการแบบนี้ เขาคงไม่ถอย ถ้ามีคำสั่งศาลแบบนี้เขาคงไม่ถอยแล้วละ ทำเนียบเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสำหรับเขา วันนี้เขาถอยไม่ได้แล้ว ภาพเขาเปลี่ยนไปเลย ตั้งแต่บุก NBT สื่อต่างประเทศไม่เข้าข้างเขาอีกต่อไป คำว่าประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับชาวต่างชาติ หากคุณไม่ยอมรับการเลือกตั้งที่จะมีใครใหม่
หากพรรคพลังประชาชนได้กลับเข้ามา ยังต่อสู้ต่อไป ต่อไปสื่อไทยและต่างประเทศต้องถามพันธมิตรฯ แล้วว่า จุดยืนของคุณต้องการอะไร แค่เกลียดทักษิณ (พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร) ใช่ไหม ถ้าแค่นั้นต้องล้มล้างทักษิณและกลุ่มของเขาออกไป แต่มันยาก ต้องล้มล้างกันครึ่งประเทศ แล้วมันจะอยู่อย่างไร มันอยู่กันไม่ได้ พันธมิตรฯ ต้องตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาต่อสู้ ถ้าคุณคิดว่าคุณจะดูแลประเทศได้ดีกว่า หรือว่าเป็นประชาธิปัตย์แล้วคุณถึงจะพอใจ อะไรอย่างนี้ ถ้าคุณมีคำตอบให้มากกว่านี้ การประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ จะมีเหตุมีผลมากกว่านี้
** พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี บอกว่า ถ้ามีการจับแกนนำ เขาจะขึ้นมาแล้วใช้เวลา 3 วัน
มันช่วยไม่ได้ จปร. รุ่น 7 เหมือนกัน เขาพวกกัน
** กลัวว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นหรือไม่
คุณสนธิ (นายสนธิ ลิ้มทองกุล) กับคุณจำลอง (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง) ขีดเส้นใต้ดีเดย์ไปแล้ว รัฐบาล ศาล ตำรวจ ทำอะไรเขาไม่ได้ เขาจะถือว่าเป็นผู้ชนะ อะไรคือเกณฑ์ว่าเขาจะชนะ จะ 3 วันหรือว่าอะไรก็แล้วแต่...แต่ดูเหมือนตอนนี้สถานการณ์มันจะจบตรงที่ความรุนแรง แต่จะมากแค่ไหน แล้วทหารออกมาปราบกันอีกทีหนึ่ง ไม่อยากให้มีภาพแบบนั้นเลย แค่คราวที่แล้ว มีการปฏิรูปการปกครอง ประเทศไทยถอยหลังไป 10 ปี สภาวะเศรษฐกิจเกิดขึ้น เราจะแย่ ถ้ามีเหตุภัยธรรมชาติอะไรเกิดขึ้น เราจะเป็นประเทศที่ 3 ที่รอความช่วยเหลือจากประเทศอื่น และเราไม่มีเงินที่จะไปช่วยเหลือใคร ภาพโดยรวมคือจบแล้ว แต่ทุกคนพยายามที่จะดันให้ถึงจุดนั้น คือจุดของความรุนแรง
** NBT อาจจะถูกบุกอีกรอบไหม
มีสิทธิ์ ถ้าหากมีการนำเสนอที่ ถ้ายังมีการนำเสนอข่าวที่เขารู้สึกว่าไม่ใช่สำหรับเขา
** มีการเตรียมการอย่างไรบ้าง เช่น ทำทางหนีเพิ่มเติม
คงวิ่งหนีออกทางเดิมมั้ง...เพราะทำอะไรไม่ได้ สถานที่ราชการทุกวันนี้กระจกยังแตกอยู่เลย สถานที่ราชการอย่างไรต้องรองบ แต่ถ้ามาคราวหน้าต้องดูก่อนว่าจะสู้เพื่อใคร ถ้าสู้ในนามสื่อบุ๋มอาจจะสู้ไม่ถอย!!! เพราะเรานำเสนอข่าว ทุกวันนี้บุ๋มยืนยันว่าบุ๋มเป็นกลาง เห็นใจพันธมิตรฯ เหมือนกัน มีเพื่อนอยู่ที่นั่น แต่เดี๋ยวนี้ใครที่ไม่ใช่พวกพันธมิตรฯ จะมีการลงเว็บด่าว่า อย่างพี่จิรายุโดนเยอะ บุ๋มยืนยันเหมือนกันว่าต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ เห็นผู้ชุมนุมนอนอยู่ที่บ้าน มีโอกาสเที่ยวที่โน่น...ที่นี่...ในเมืองไทย ไม่ใช่วันๆ เอาแต่มานั่งประท้วง
บุ๋มอยากเห็นรัฐบาลคืบหน้าไปมากกว่านี้ ดูเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร เกษตรกร สตรอมเซิร์จ ที่อาจจะเข้ามา ว่าเราจะมีการรับมืออย่างไร ถ้ายังเป็นอย่างนั้นประเทศไทยเราไม่ไปไหน เชื่อว่ายังมีประชาชนต้องการเห็นบ้านเมืองสงบสุขกว่านี้อีกเยอะ แต่ไม่มีอำนาจหน้าที่เลยว่าจะทำอะไรได้ บุ๋มเองยังโชคดี มีคนมาสัมภาษณ์ เสียงดังกว่าคนอื่น แต่ไม่รู้ว่าพูดไปแล้วจะถูกพันธมิตรฯ ตีหัวหรือไม่ หรือว่าโดนรัฐบาลตีหัวหรือเปล่า
คงจะยืนยันว่า ยังมีคนอีกหลายคนที่อยากเห็นบ้านเมืองสงบ โดยเฉพาะคนมีลูกอย่างบุ๋ม ที่อยากให้ลูกเกิดมาในบ้านเมืองที่ดีๆ ไม่ใช่มีแต่คนตีกัน ด่ากัน ยืนยันว่าบุ๋มก็แค่แม่ลูกอ่อนคนหนึ่งที่อยากเห็นบ้านเมืองสงบเท่านั้นเอง
นายกฯ ย้ำปฏิวัติจะไม่เกิดขึ้นอีก เหตุประเทศบอบช้ำมากแล้ว
นายกรัฐมนตรี แปลกใจการประกาศรักสถาบันแต่เหยียบย่ำคนอื่นของกลุ่มพันธมิตรฯ ย้ำการปฏิวัติจะไม่เกิดขึ้น เหตุต่างชาติไม่ยอมรับ และประเทศบอบช้ำมากพอแล้ว
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัคร ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT โดยลำดับความถึงสถานการณ์ที่รัฐบาลดำเนินการที่ผ่านมา โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีความจำเป็นต้องประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ยืนยันว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้รัฐบาลยังควบคุมอยู่ เพราะคนที่ออกมาเคลื่อนไหวมีเพียงจำนวนเดียว เมื่อเทียบกับคนทั้งประเทศ และตั้งข้อสงสัยของการกระทำของแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ประกาศรักสถาบัน รักชาติ แต่กลับเหยียบย่ำคนอื่น พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนได้ใช้วิจารณญาณเพื่อร่วมพิจารณา
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ขณะนี้สายตาทั่วโลกกำลังจับจ้องเพราะเขารับไม่ได้หากจะมีการปฏิวัติ ซึ่งตนเองก็แน่ใจว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น เพราะทุกฝ่ายพยายามช่วยกันรักษาระบอบประชาธิปไตย สำหรับการออกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 2 ฉบับเพิ่มเติมนั้น ถือเป็นแบบฉบับปกติ เนื่องจากข้อกฎหมายมีการกำหนดไว้อยู่แล้วชัดเจน สื่อไม่ฟังพาดหัวข่าวนายสมัคร รวบอำนาจ นายกประกาศลาออก จนตนต้องพูดกับประชาชนก่อนถึงวันอาทิตย์
นายสมัคร กล่าวว่า จนถึงวันนี้สถานการณ์ทั้งหลาย มีทางออก ทหารบอกให้กลับไปดู ประตูทางออกอยู่ที่สภาฯ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทยจึงเสนอให้ทำประชามติ ส่วนการทำประชามตินั้นขัดรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพื่อตัวบุคคลไม่ได้ จึงให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ไปดูถ้อยคำ นายสมัคร ยังกล่าวอีกว่าวันก่อนลูกเห็บตกในทำเนียบกรมอุตุฯว่าเป็นเรื่องปกติ ของสภาพอากาศ แต่ตนเห็นว่าไม่ปกติ เพราะตนอยู่มา 73 ปี ตนไม่เคยเห็นลูกเห็บตกในทำเนียบรัฐบาล ยืนยัน ไม่ได้เอาเครื่องบินใส่น้ำแข็งไปโปรย ส่วนรถไฟสายใต้ ต้องให้คนใต้พูดด้วยกันเอง ตนไม่กล้าพูดหรอก เพราะทำไมภาคอื่นเขาไม่หยุด ทำไมหยุดเฉพาะภาคใต้
“ประภัสร์”ลุยขอคะแนนคนฝั่งธน ชูสโลแกน “คิดใหม่ ทำเร็ว พูดจริง ทำได้”
"ประภัสร์" ผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. เบอร์ 10 ในนามสังกัดพรรคพลังประชาชน ถือฤกษ์ดี ลงพื้นที่สถานีรถไฟฟ้าตากสิน ขอคะแนนคนฝั่งธน พร้อมชูนโยบายพลักดันรถไฟฟ้าเชื่อมต่อฝั่งธน ไม่หวั่น เป็นที่รู้จักน้อยยัน มีอิสระเต็มที่ แม้อยู่ใต้สังกัดพรรค
โดยในระหว่างการลงพื้นที่หาเสียง นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. ในนามพรรคพลังประชาชน เบอร์ 10 ได้เดินแจกบัตรแนะนำตัวกับประชาชนบริเวณรอบสถานี รวมถึงผู้ค้าขายบนถนนเจริญกรุง ตามสโลแกน “คิดใหม่ ทำเร็ว พูดจริง ทำได้” พร้อมกล่าวว่า ในอดีตการขยายเส้นทางเชื่อมต่อรถไฟฟ้ายังมีปัญหา จากประสบการณ์ที่ได้เป็นผู้บริหาร การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ทำให้ทราบว่า ปัญหาติดขัดมาหยุดที่ กทม.ทุกครั้ง จึงคิดว่าหากได้เข้ามาบริหาร กทม.ปัญหานี้น่าจะหมดไป นอกจากนี้จะสานต่อบัตรโดยสารเดียวขึ้นได้ทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟฟ้าใต้ดินด้วย
ผู้สมัคร เบอร์ 10 ยังเปิดเผยอีกว่า ถึงแม้ตนจะเป็นที่รู้จักน้อยกว่าผู้สมัครคนอื่น แต่ก่อนหน้านี้ก็ได้มทำงานให้กับคนกรุงเทพมาโดยตลอด ในเรื่องรถไฟฟ้า ฐานะผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ซึ่งในวันนี้นั้น แม้จะลงในนามพรรคพลังประชาชน แต่ตนก็ยืนยันว่า การทำงานของตนนั้นจะเป็นอิสระในการดำเนินงานเนื่องจาก ได้มีการตกลงไว้ในเบื้องต้นแล้วว่า ทางพรรคจะให้อิสระตนอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ การลงสมัครครั้งนี้ เชื่อว่า จุดแข็งของตนที่มีอยู่ คือ การบริหารจัดการ เพราะตลอดการทำงานในสมัยเป็นผู้ว่าการรถไฟฟ้าฯได้บริหารงานมาเป็นอย่างดีมาโดยตลอด และตนมีนโยบายในการผลักดันรถไฟฟ้า ให้เชื่อมต่อมายังฝั่งธนบุรีให้ได้โดยเร็ว