WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 9, 2008

สู้ไม่ถอย...ปกป้องประชาธิปไตย

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

กลุ่มปกป้องประชาธิปไตยหยุดคนทำลายประเทศ เมื่อวันที่ 7 กันยายน ที่ลานท่าน้ำนนท์ จ.นนทบุรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชาชน นายสุทิน คลังแสง นายนิสิต สินธุไพร นายจตุพร พรหมพันธุ์ นักวิชาการ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 นายอดิศร เพียงเกษ เข้าร่วมเวทีสร้างความคึกคัก ท่ามกลางผู้ร่วมฟังหลายพันคน

เนื้อหาบนเวทีปราศรัยมีความเข้มข้นอย่างยิ่ง โดยในส่วนของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ มีการวิเคราะห์การเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเปิดประเด็นโดยนำหลักฐานชิ้นใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บุกยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนผู้รักความเป็นประชาธิปไตยยืนหยัดต่อสู้เพื่อรักษาประเทศชาติไว้อย่างถึงที่สุด

...กระผมจะเวียนกันมา วีระ มุกสิกพงศ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และจะตาม จักรภพ เพ็ญแข มา อยากบอกว่าที่ผ่านมาเราได้เฝ้าดูกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยความอดทน วานนี้ นายสนธิ กล่าวว่า หากขับไล่นายสมัครออกได้สำเร็จ ตัวเองจะบวชตลอดชีวิต ผมถามว่าสนธิจะไปบวชที่แดนไหน เพราะว่า สนธิต้องติดคุกตลอดชีวิต ครับพี่น้อง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กลุ่มพันธมิตรฯ ทำตัวเหมือนมัมมี่ หลังจากมีการยึดอำนาจ 19 กันายน 2549 พันธมิตรฯ ได้ใจว่าโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ ผมบอกว่าเข้าใจผิด พันธมิตรฯ เพียงแค่เปิดประตูให้กับ คมช. เท่านั้น ตัวเองเป็นได้แค่เด็กเปิดประตูเท่านั้นครับพี่น้อง คณะรัฐประหาร 19 กันยายน บอกว่า สนธินัดชุมนุมในวันที่ 20 กันยายน ถ้าไม่ยึดซะก่อนจะเกิดการนองเลือด ผมถามว่านองเลือดกับใคร ไม่มีคำตอบ แต่พอมีการยึดอำนาจกลุ่มพันธมิตรฯ แถลงการณ์ทันทีว่ายุติบทบาท ยุติบทบาทอย่างไรครับท่าน จำลอง ศรีเมือง ไปเป็น สนช. ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ไปรับตำแหน่งรัฐมนตรี สำราญ รอดเพชร ประพันธ์ คูณมี ไปเป็น สนช. หลายคนไปเป็นรัฐวิสาหกิจ พอมีการเลือกตั้งคนเหล่านี้ก็ลาออก แล้วมาสมัคร ส.ส. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เสร็จแล้วสอบตก แล้วก็มาขับไล่รัฐบาลต่อ

นายสมัครได้รับการเลือกตั้งด้วยความยากลำบาก เพราะ คมช. มีบันได 4 ขั้น ยุบพรรคไทยรักไทยเป็นผลสำเร็จ ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้รัฐธรรมนูญผ่าน ส่วนสุดท้ายให้พรรคแตก พี่น้อง สนธิ บุญยรัตกลิน กล่าวชัดว่า จะให้พรรคการเมืองที่อยู่ฝั่งตรงข้าม นั่นก็คือพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล สนธิ บุญยรัตกลิน บอกว่า ใครอยู่ตรงกันข้ามต้องตายลูกเดียว ตั้งแต่ช่วงการยุบพรรคผมเองที่เชื่อว่าตุลาการรัฐธรรมนูญที่ คมช. แต่งตั้งนั้น ต่อให้ คุณจาตุรนต์ ฉายแสง คุณอดิศร เพียงเกษ เอาข้อเท็จจริงมาสู้ ก็ไม่ฟัง เพราะบังธิบอกว่านี่คือบันไดขั้นที่ 1 วันนั้นคนในพรรคการเมืองเกิดความระส่ำระสาย ผมบอกพี่น้องในพรรคว่า ผมมาจากภาคใต้ มีคนที่ทะเลสาบสงขลาเขาเล่ากันว่า เรือที่ไปล่มในทะเลสาบสงขลานั้น คนว่ายน้ำเป็นจะตาย คนว่ายน้ำไม่เป็นจะรอด เหมือนกับนักเลือกตั้ง เมื่อเรือชนหินโสโครก คนว่ายน้ำเป็นจะกระโดดว่ายน้ำอย่างไม่คิดชีวิต ทะเลสาบกว้างใหญ่ไพศาล ท้ายที่สุดไปเป็นตะคริวตาย แต่คนที่ว่ายไม่เป็นตัดสินใจยืนขึ้น ปรากฏว่าน้ำแค่เอวเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนหีบบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า วางแผนดำเนินการทุกรูปแบบ แต่เนื่องจากพรรคพลังประชาชนเขาเดินออกมาอย่างเต็มที่ มันจึงปล้นกันไม่สำเร็จ จึงมีพันธมิตรฯ อย่างนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงบอกว่า ขณะที่พรรคพลังประชาชนได้ 233 พรรคประชาธิปัตย์ได้ 165 แต่โดนใบเหลืองและกลับมาไม่ได้ เหลือ 164 ห่างกัน 70 กว่าเสียง แต่พรรคประชาธิปัตย์บอกว่ายังไม่สิ้นหวังในการจัดตั้งรัฐบาล บอกว่าจะมีการแจกใบแดงใบเหลืองให้กับพรรคพลังประชาชน 60-70 ใบ แต่ปรากฏว่าได้เลือกกลับมาครบบริบูรณ์ ให้เขาเป็นพรรคฝ่ายค้านพรรคเดียวไปตลอดชาติ...พี่น้องทั้งหลาย กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ได้เกิดขึ้นมาใหม่

หลังจากจัดตั้งรัฐบาลเสร็จ วันแรกของการปฏิบัติหน้าที่ได้ต้องมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน ในช่วงที่นายสมัครกำลังมอบนโยบายในแต่ละส่วนว่าจะต้องทำอย่างไร พันธมิตรฯ ก็กลับมาฟื้นตัว ผมบอกว่าพันธมิตรฯ คุณตายเมื่อวันที่ประเทศเป็นเผด็จการ แล้วมาฟื้นตัวตอนที่ประเทศเป็นประชาธิปไตย ถามทีว่าใครยกแผ่นดินนี้ให้กับพวกนี้ครับพี่น้องที่เคารพ ผมบอกเลยว่า การยึดทำเนียบรัฐบาล กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงคมนาคม บุกเอ็นบีที พันธมิตรฯ ส่งคนไป 85 คน ยึดเอ็นบีทีและให้ นายอมร อมรรัตนานนท์ เข้าไปสมทบ ปรากฏว่าพันธมิตรฯ ประกาศล่วงหน้าว่าวันรุ่งขึ้นจะบุกยึดเอ็นบีที เขาก็วางกล้องตามจุดต่างๆ เรียบร้อย เขาก็บันทึก พวกนี้ปิดหน้าปิดตาเป็นไอ้โม่ง พอยึดเสร็จ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ประกาศบนเวทีเลยว่า วันนี้พันธมิตรฯ ได้บุกยึดเอ็นบีทีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตำรวจก็จับเป็นที่เรียบร้อยแล้วเหมือนกัน แต่นายสุริยะใสบอกว่านี่ไม่ใช่กลุ่มพันธมิตรฯ ผมเนี่ยรู้จัก 2 คน กลุ่มพันธมิตรฯ อยู่หลังเวที เป็นเอ็นจีโอ ปฏิเสธไม่ได้ เขาจึงขอประกัน 2 คนนี้ก่อน แต่ศาลไม่ให้

ปรากฏว่าพอไปตรวจสอบความเป็นสมาชิกพรรคก็พบว่าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเสีย 9 คน 8 คนที่บุกยึดเอ็นบีที และถูกจับเข้าคุกนี้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ครับพี่น้องที่เคารพ อีก 1 คนเป็นสมาชิกพรรคเล็ก พี่น้องคงเห็นแล้วว่าอภิปรายในสภาก็โจมตีเอ็นบีที ผลที่สุด รายชื่อเลขที่สมาชิกมีออกมาเรียบร้อยพี่น้อง ไม่มีสมาชิกพรรคพลังประชาชน ก่อนหน้านี้คำว่าคุกคามสื่อออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด ผมก็ถามไปดังๆ ว่า แล้วที่เอาสมาชิกพรรคไปปล้นยึดเอ็นบีทีนั้นเรียกว่าอะไรครับพี่น้อง...พอยึดไปสักพักนายสนธิบอกจะเอาช่อง 11 ยึดสัญญาณเชื่อมต่อกับเอเอสทีวี ปรากฏว่าช่องเอ็นบีทีเขาวางรหัส จึงเปิดไม่ได้ มันยึดได้แต่ตัวอาคาร ช่วงเย็นมันก็คืน เพราะไม่มีปัญญาเอาเอเอสทีวีมาฉาย แต่คดีต้องเดินหน้า หลายคนบอกว่าเมื่อไรจะเอาพันธมิตรฯ ออกมาจากทำเนียบรัฐบาล ผมบอกว่าปล่อยให้พวกมันอยู่ในทำเนียบรัฐบาลต่อไป เพราะทุกวันนี้มันเหมือนตายทั้งเป็นแล้วครับพี่น้องที่เคารพ ท่อระบายน้ำที่เปิดฝาได้มันก็เอาโถส้วมมาวาง ทุกซอกมุมของทำเนียบมีอุจจาระ ปัสสาวะ กันไปหมด มีแต่ความเหม็น วิธีลงโทษพันธมิตรฯ ที่ดีที่สุดคือให้มันดมขี้ดมเยี่ยวอยู่ในทำเนียบรัฐบาลนี่ล่ะครับพี่น้อง

แต่ว่าเมื่อไม่ประกาศใช้ความรุนแรง แต่พอขยับนิดก็บอกว่ารุนแรง ส.ว. แต่งตั้ง เลือกตั้งบางคน บอกทันทีว่ารุนแรง ประชาธิปัตย์ก็บอกว่ารุนแรง แล้วเวลาที่เราไปบ้าน 4 เสาเทเวศร์ โดนกระทำมากกว่านี้หลายเท่า ประชาธิปัตย์บอกเลยว่าประชาชนทำร้ายตำรวจ ตาลปัตร ตรงกันข้ามกันหมด ทั้งที่ไม่มีใครบุกรุกไปในรั้วบ้านประธานองคมนตรีแต่อย่างไร วันนี้พันธมิตรฯ สะท้อนทุกอย่างได้เป็นอย่างดี ตอนติดหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกตุลาการภิวัตน์ พอตัวเองโดยหมายจับไม่มีออกมาบอกว่าตุลาการภิวัตน์เลย มาคิดคำใหม่ต้อง “ประชาภิวัตน์” นี่มันกรรมติดจรวด มันโดนไป 5 เท่า 9 คนเลยครับ วันนี้รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่พันธมิตรฯ ก็ไม่ฟัง ผมจึงบอกว่ากฎหมายอันนี้เป็นสากกะเบือหรืออย่างไร เราก็เกรงกันแทบตาย เลยมาชุมนุมที่เมืองนนท์ แต่พันธมิตรฯ กลับอยู่ในทำเนียบรัฐบาลอย่างไม่ไหวหวั่น

พี่น้อง...บอกเลยว่า เวลานี้พยายามสร้างสถานการณ์ทุกรูปแบบ บอกว่ามีนักศึกษามาร่วมสนับสนุน ผมถามว่านักศึกษาที่ไหนบ้าง มันก็ลูกพันธมิตรฯ ที่มารวมตัวกัน เอาลูกมานำแล้วบอกว่านักศึกษาทั่วประเทศมีกลุ่มนักศึกษารามคำแหงที่รวมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ไม่ได้เป็นองค์การ นักศึกษา เพราะทุกวันนี้องค์การนักศึกษาของรามคำแหงเขายืนหยัดในระบอบประชาธิปไตย ประกาศปกป้องประชาธิปไตย แล้วมีการยิงกันเกิดขึ้นระหว่างไปชุมนุมที่บ้านนายกฯ ด้วยปืน .22 ยิงระยะไกล...กดต่ำ ระยะทางดังกล่าวยิงไก่ยังไม่ตายเลยครับ แต่เขาต้องการบอกว่านี่มีความรุนแรง ผมว่าเด็กกลุ่มนั้นก็ไม่รู้ว่าใครสวมรอยอย่างไร แต่รัฐบาลเสียหาย เช่นเดียวกับศพวีรชนของเราครับพี่น้อง ณรงศักดิ์ กรอบไธสง ตลอดเวลาที่ผ่านมาพันธมิตรฯ พยายามบอกว่าฝ่ายเขาไม่ใช้ความรุนแรง ผมบอกว่าพันธมิตรฯ ที่เลวที่สุดคือ คุณใส่เสื้อเหลืองไปทำร้าย ไปยิงคนตาย คุณบังอาจที่สุดกลุ่มพันธมิตรฯ เสื้อเหลืองเป็นสัญลักษณ์ที่ใส่แล้วต้องมีความรักความสามัคคี

เดิมเราตั้งใจว่าวันพุธที่ผ่านมาจะแถลงข่าว นปก. ทั้งหมด แล้วแถลงข่าวใหญ่ในวันศุกร์ แต่ก็มีเหตุการณ์ ขอบอกว่าถ้าประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อไร เราจะนัดชุมนุมที่ท้องสนามหลวงทันที กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมเพียงหยิบมือเดียว คนพันก็บอกแสน ผมบอกว่าขี่คอกัน 5 คนยังไม่ครบแสนเลยในทำเนียบ มันไม่มี นี่เป็นการปลุกระดมคน พรรคประชาธิปัตย์ก็รับไป ผมถามอภิสิทธิ์เลยว่าไม่กลัวหรือว่าเป็นนายกฯ ด้วยวิธีการนี้ ไอ้พันธมิตรฯ ออกไป พวกเราจะเข้ามาแทนที่ เพราะไปวางมาตรฐานกันว่า ถ้าต้องเอานายกฯ ประเทศไทยออก ต้องยึดทำเนียบรัฐบาล ประเทศไทยต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีทุก 3 เดือน นี่เราโชคดีที่มีนายกฯ ชื่อ “สมัคร” เพราะสถานการณ์อย่างนี้แกยังประกาศ “สู้โว้ย” อยู่ไม่ถอย นี่คือความแข็งแกร่ง...ไม่ตกใจ พันธมิตรฯ บอกว่าที่รัฐสภาประชุมกันมี 3 ฝ่าย และให้ประธาน ส.ว. เป็นตัวแทนเจรจา พันธมิตรฯ บอกว่า เงื่อนไขการเจรจาคือสมัครต้องลาออกแล้วค่อยมาพูดกัน เป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลที่สุด เวลาการเจรจาจะเกิดขึ้นคือชาติหน้าเท่านั้นครับ

การเมืองใหม่ เลือกตั้ง 30 สรรหา 70 เป็นเรื่องที่อยู่ในใจของเขาครับ ทุกวันนี้เวลาประชุม ส.ว. ที่มาจากการสรรหาร่วม ผมยังสะอิดสะเอียนแทบตายครับท่าน ที่เขาเลือกอย่างนี้เพราะรู้ดีว่าสู้เราไม่ได้ ถ้าเลือกตั้งและมีใครแต่งตั้งล่ะ ก็ไอ้ 5 คนนี้แหละที่มาแต่งตั้ง 70 ผมบอกว่าไอ้คน 5 คนกำลังจะเอาสิทธิของคน 63 ล้านคน ซึ่ง 5 คนก็เป็นไอ้พวกกบฏ ที่พูดคือไม่มีคนไทยคนไหนยินยอมยกแผ่นดินให้แก่พวกพันธมิตรฯ วันนี้รัฐบาลยังคงยืนยันถือจุดยืนแข็งแรง

โดยจะต้องรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ให้ได้ นี่คือระบอบที่พวกเราต้องการและไม่มีวันจะแปรเปลี่ยน 2.ระบอบพันธมิตรฯ คือระบอบอนาธิปไตย พวกที่ 3 เหมือนงูกินหาง หวังลึกๆ แต่ไม่กล้า รอความรุนแรงเกิดขึ้น อาศัยสถานการณ์มายึดอำนาจ เราจึงกลัวว่าถ้าออกมาเคลื่อนไหวก็อาจจะมีการยึดอำนาจจากเผด็จการ ไอ้พวกสุดท้ายชอบสวมรอยคือ “พวกอำมาตยาธิปไตย” โดยจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ไอ้นี่เลวสุดพี่น้อง หมายความว่าเอาประเทศถอยหลังไปเยอะ เพราะความจริงเป็นพวกอำมาตย์ เป็นพวกข้าราชการที่ไม่ต้องการเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนจะไม่ยินยอมให้เกิดรัฐบาลแห่งชาติแน่นอน

ทุกวันนี้ข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ ขัดแย้งสิ้นเชิง การเมืองใหม่ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญมันจะใช้ได้อย่างไร ข้อเรียกร้องเหมือนคนบ้า วันนี้เราจึงต้องมีความแข็งแกร่ง รอเพียงไม่กี่วันไปแสดงพลังที่แข็งแกร่งที่สนามหลวง จัดทัพโดยไม่ไหวหวั่นพันธมารอะไรทั้งสิ้น ให้มันทรมานในทำเนียบให้ทนเหม็นไปอย่างนั้น คนเหล่านี้เกิดมาเพิ่งเคยเห็น เอาผู้หญิง สตรี เอาเด็ก เอาสมณะไปปิดล้อมตัวเอง นักรบแมวที่ไหน

นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ผ่านมามันน่าจะชกกับพวกเรามานานแล้ว ตาต่อตาฟันต่อฟัน มันชุมนุมเราก็จะชุมนุม มันถ่ายทอดเราก็จะถ่ายทอด ออกเอเอสทีวีด่าพ่อล่อแม่แบบล้างสมอง “โกง ชั่ว เลว” เราไม่จำเป็นต้องหยาบกับพวกมัน แต่เราใช้เหตุผล ยืดหยัดบนประชาธิปไตย สู้อย่างไรไม่มีวันแพ้ ภารกิจของเราอย่าหวั่นไหวอะไรทั้งสิ้น เราชุมนุมสำแดงพลังของประชาชนให้ล้นไปเรื่อยๆ เท่านี้คำตอบก็จะมาถึงว่า พันธมิตรฯ มันแพ้ภัยตัวเอง เพราะข้อเรียกร้องของมันเป็นเผด็จการ เราจะสู้จนกว่าพวกพันธมารจะไป และจะต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยแบบไม่ไหวหวั่น...ขอบคุณครับพี่น้องครับ


พลังเงียบนักศึกษาออกโรงต้านชุมนุมย้ำไม่ควรเลือกข้าง


“พลังเงียบนักศึกษา” ออกโรงต้านการชุมนุมหยุดเรียนประท้วงรัฐบาล ตามยุทธศาสตร์ของกลุ่มพันธมิตรฯ ระบุอยากเห็นบ้านเมืองยุติความขัดแย้ง และอยากเห็นทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมาย หนุนรัฐบาลไม่ใช้ความรุนแรงปราบปราม แต่ขณะเดียวกันพันธมิตรฯ ต้องยอมปลดอาวุธ ทำตัวอยู่ใต้กฎหมายและเข้ามอบตัวสู้คดีตามหมายศาล พร้อมทั้งประกาศจุดยืนต้าน “การเมืองใหม่” ชี้ระบบ 70:30 ขัดหลักการประชาธิปไตยและดูถูกประชาชน

จากกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ ปลุกระดมเอานักเรียนนักศึกษาออกมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนสร้างความปั่นป่วนบ้านเมือง ในนามกลุ่มเยาวชนพันธมิตรฯ หรือ YoungPAD ที่ประกาศให้นักศึกษาร่วมกันหยุดเรียน พร้อมทั้งผุดแผนผึ้งแตกรังจ่อสร้างความวุ่วายนในวันนี้ (9 ก.ย.) นั้น

ได้มีเสียงติติงออกมาจากหลายฝ่าย เพราะเกรงว่านักเรียน นักศึกษาจะถูกหลอกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ด้วยการปลุกระดมว่าให้มาทำหน้าที่แบบเดียวกับวีรชนในอดีต ทั้งที่ในความเป้นจริองแล้งเงื่อนไขแตกต่างกันมาก เนื่องจากการชุมนุมครั้งนี้ไม่ได้มีทิศทางชัดเจร และที่สำคัญยังส่อว่าเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย ไม่การเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างในอดีต

ขณะเดียวกันนักศึกษาจำนวนมากก็ยังออกมาท้วงว่าไม่ควรอ้างชื่อสถาบันการศึกษา เพราะการออกไปชุมนุมเป็นสิทธิส่วนตัว ไม่ใช่ในนามสถาบัน และยังมีนักศึก๋ษ่าอีกจำนวนมากที่ไม่ได้เห็นกับแนวทางดังกล่าว และนักศึกษาอีกส่วนหนึ่งก็เห็นว่าอยากเห็นความสงบในบ้านเมือง อยากเห็นการปฏิบัติตามกฎหมาย และไม่คิดเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

นักศึกษา4สถาบันร้องยุติขัดแย้ง
กลุ่มนิสิต 4 สถาบัน ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยุติความขัดแย้ง โดยในตอนสายวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา นายธีระยุทธ์ ประมัยพิมพ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพลังบริสุทธิ์เพื่อแก้วิกฤติทางสังคม พร้อมนักศึกษาจาก 4 สถาบัน คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์วิทยาลัย ประมาณ 50 คน เดินทางไปยื่นแถลงการณ์เรื่อง “รวมพลังบริสุทธ์เพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมือง” พร้อมผูกริบบิ้นสีเทา เพื่อแสดงสัญลักษณ์ความเป็นกลางให้กับผู้บัญชาการทหารบก ที่กองบัญชาการกองทัพบก โดยมี พ.อ.เอกลักษณ์ นภาสวัสดิ์ นายทหารเวรผู้ใหญ่เป็นผู้รับหนังสือแถลงการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้กลุ่มพลังบริสุทธิ์ได้แสดงละครล้อเลียนสถานการณ์โดยให้รัฐบาลและพันธมิตรหันหน้าเข้าหากันและจับมือกันเพื่อประเทศชาติ

คัดค้านการเมืองใหม่-รบ.แห่งชาติ
นายธีระยุทธ์ กล่าวว่า กลุ่มพลังบริสุทธิ์เป็นการรวมตัวของนิสิตนักศึกษาที่ต้องการเห็นความขัดแย้งคลี่คลายไปในทางทีดี จึงขอให้รัฐบาลและพันธมิตรหยุดการกระทำต่างๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งต่อประชาชนในสังคม ด้วยการหันหน้าเข้าหากัน เพื่อเจรจาร่วมกันหาทางออกของความขัดแย้ง และขอคัดค้านการกระทำที่ก่อให้เกิดความรุนแรงที่จะนำไปสู่การรัฐประหาร ซึ่งไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหา

“ขอให้ทุกภาคส่วนของสังคมปฏิรูปการเมืองครั้งใหม่ ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ และขอคัดค้านการเมืองใหม่ของพันธมิตรที่ใช้ระบบสรรหา 70 และเลือกตั้ง 30 รวมถึงแนวคิดการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพราะไม่ใช่วิธีการตามระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนนิสิตนักศึกษาที่ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายใด และอยากเห็นสังคมสงบสุข ปักธงหรือริบบิ้นสีเทา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ความเป็นกลาง”นายธีระยุทธ์ กล่าว

70:30ดูถูกประชาชน-ขัดหลักปชต.
ด้านนายเอกรินทร์ ต่วนศิริ นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวระหว่างการเสวนาในหัวข้อ "วิกฤตการเมืองไทยในมุมมองคนรุ่นใหม่ กับสถานการณ์ 2 ขั้วต่าง" โดยระบุว่า ต้องการให้ขบวนการนิสิตและนักศึกษา เข้าไปมีบทบาทในการเปิดพื้นที่ให้กับกลุ่มคนไม่เลือกข้าง ได้พบปะเรียนรู้ทางการเมือง และร่วมหาทางออก ซึ่งจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งลงได้ โดยในระยะสั้นที่จะสามารถฝ่าวิกฤตได้ ทั้งสองฝ่ายต้องยอมเสียสละ นายกรัฐมนตรีต้องยุบสภา หรือไม่ก็ลาออก ส่วนแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องเข้ามอบตัว ส่วนผู้ที่จะชุมนุมต่อก็ต้องไปใช้พื้นที่ซึ่งไม่สร้างความเดือดร้อนแก่คนอื่น

นอกจากนี้ นายเอกรินทร์ ยังไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ให้ ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง 30 คน และมาจากการสรรหา 70 คน เพราะถือเป็นการดูถูกประชาชน และผิดหลักการในระบอบประชาธิปไตย

เรียกร้องทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมาย
กลุ่มนักศึกษาของสถาบันการศึกษาต่างๆ ใน จ.สงขลา อย่างน้อย 5 สถาบัน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ออกมาประกาศจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดเจน เป็นอิสระไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยการขึ้นป้ายภายในมหาวิทยาลัย และมีข้อเรียกร้อง ให้รัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุมทุกกลุ่มปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รัฐบาลจะต้องไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ชุมนุมจะต้องยกเลิกการชุมนุมที่ละเมิดต่อกฎหมาย ขอให้สหภาพแรงงานทุกองค์กร ปฏิบัติงานตามปกติ เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนไปมากกว่านี้

ด้านนายกรวิทย์ ไชยสุ นายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ยืนยันว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้จะไม่ร่วมการหยุดเรียนเพื่อกดดันรัฐบาล เนื่องจากมีนโยบายเดินสายกลาง

ส่วนนายมนตรี สิทธิเขต นักศึกษาภาคพิเศษ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา เห็นว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ส่งผลทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ คือทำให้ประชาชนมีความสนใจการเมืองมากขึ้น แต่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่ไม่มีขอบเขต เช่น การปิดสนามบิน ที่สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจ

สนนท.เตือนนศ.ชุมนุมอย่างมีสติ
นายเบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สิทธิชุมนุมเป็นการแสดงความเห็นทางการเมืองที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ต้องอยู่บนฐานของการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ แต่ที่ผ่านมา การแสดงออกซึ่งความเห็นเหล่านี้ เป็นความพยายามยั่วยุให้เกิดความรุนแรง เพราะฉะนั้น ข้อเสนอต่อสถานการณ์ปัจจุบันคือ แม้ว่ารัฐบาลควรเคารพสิทธิการชุมนุม แต่ก็ต้องชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ปลดอาวุธทั้งสองฝ่าย เพราะตราบใดที่ยังมีอาวุธอยู่ในมือ ความรุนแรงก็จะมากขึ้น

นายอาเต็ป โซ๊โก เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) กล่าวว่า ทุกคนอาจมองว่าประเทศชาติเข้าสู่ความเลวร้าย แต่อีกแง่ก็มองว่า เป็นความสวยงามของประชาธิปไตย ที่เห็นกลุ่มต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหว อย่างไรก็ตาม อยากเตือนสติเพื่อนนักศึกษาไม่ให้ใช้อารมณ์ในการเข้าร่วม ไม่ว่าจะเข้าร่วมกับกลุ่มไหน อยากให้ใช้เหตุผลในการชุมนุม เคารพในสิทธิการแสดงความเห็น แม้จะเห็นต่างกัน และอยู่ในกรอบของประชาธิปไตย

ชี้พันธมิตรฯต้องยอมปลดอาวุธ
นายอุเชนทร์ เชียงเสน นักศึกษาปริญญาโทคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัวแทนกลุ่มโดมแดง กล่าวว่า ข้อเสนอของเราไม่ได้ยุติความขัดแย้งทางการเมือง แต่ยุติความรุนแรงทางการเมือง ความขัดแย้ง หรือเห็นต่างเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ปัญหาทางการเมืองตอนนี้ คนในความขัดแย้งพยายามสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง

เวลาเรามองความรุนแรงเรามักมองไปที่เจ้าหน้าที่รัฐ แต่ยังมีความรุนแรงอีกแบบคือความรุนแรงจากประชาชน การยึดเอ็นบีทีและทำเนียบของพันธมิตรฯ ต้องการให้เกิดความรุนแรง เพื่อให้รัฐบาลใช้กำลังในการปราบปราม เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการโค่นล้มรัฐบาล เพราะคนเหล่านี้รู้ว่าการชุมนุมโดยปกติไม่สามารถล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ จึงต้องดำเนินการให้รัฐผิดพลาดในส่วนนี้

นายอุเชนทร์ กล่าวว่า ความขัดแย้งไม่จำเป็นต้องยุติ แต่เราต้องการยุติความรุนแรง เพราะฉะนั้น วันนี้พันธมิตรฯ ต้องให้เจ้าหน้าที่รัฐปลดอาวุธกองกำลังของตัวเอง ตอนนี้แนวโน้มที่ดีคือเจ้าหน้าที่รัฐ ปลดอาวุธแล้วเหลือเพียงโล่และกระบอง

ย้ำอารยขัดขืนก็ต้องพร้อมรับโทษ
ที่ผ่านมา พันธมิตรฯ อธิบายว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็นอารยะขัดขืน โดยอ้าง อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เหมือนกัน ทั้งนี้ อารยะขัดขืน คือการกระทำที่มีลักษณะสาธารณะ เปิดเผย สันติวิธี มีมโนธรรมสำนึก ตั้งใจขัดกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือนโยบายบางอย่างของรัฐ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้นจากกฎหมายนั้นด้วย เพราะอารยะขัดขืนคือการพยายามเรียกร้องมโนธรรมสำนึกของสังคม ให้สงสัยว่า ทำไมคนดีๆ จึงตั้งใจละเมิดกฎหมาย ให้สังคมสงสัยว่า มีสิ่งผิดปกติในสังคมการเมืองแน่ๆ เพราะฉะนั้นอยากเรียกร้องให้ ผู้นำพันธมิตรฯ ที่ตั้งใจละเมิดกฎหมาย เรียกร้องมโนธรรมสำนึกจากสังคมโดยการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ทั้งนี้ ไม่ใช่ชอบหรือไม่ชอบนายสมัคร แต่ไม่ควรให้พันธมิตรฯ เอาเงื่อนไขความรุนแรง เอาชีวิตผู้คนเป็นตัวประกัน เพื่อบีบให้รัฐบาลลาออก

นายอุเชนทร์ กล่าวว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้ทางการเมือง คือการโน้มนำให้คนอื่นเห็นด้วยกับตัวเอง โดยการถกเถียงกันอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่การเข้าไปอยู่ในทำเนียบรัฐบาลแล้วใช้เงื่อนไขความรุนแรงมาบีบบังคับให้คนอื่นยอมรับ

แฉ! 8 สมาชิก ปชป.ร่วมแก๊งโจรปล้น NBT


“ความจริงวันนี้” ลากไส้ประชาธิปัตย์ หลังพบ 8 สมาชิกพรรค ร่วมกลุ่มโจรปล้น NBT จี้ ปชป.ออกมาแสดงความรับผิดชอบขอโทษประชาชนคนไทย พร้อมให้ ใช้ตำแหน่ง ส.ส. แลกประกันตัวทุกคน ย้ำหลักฐานหมายเลขสมาชิกจาก กกต. ชี้ชัดยากปฏิเสธ ท้าหากข้องใจฟ้องร้องได้

รายการความจริงวันนี้ ออกอากาศเมื่อคืนวันที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที โดย นายวีระ มุกสิกพงศ์ ผู้ดำเนินรายการ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้ร่วมรายการ ได้มีการหยิบยกประเด็นร้อนพร้อมกับเปิดโปงข้อมูลสำคัญของกลุ่มที่อ้างตนว่าเป็น “นักรบศรีวิชัย” ทั้ง 85 คน

จากกรณีบุกสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที พร้อมอาวุธปืน มีด ไม้กอล์ฟ หนังสติก เข้าทำลายทัพย์สินทางราชการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระงับการออกอากาศ เมื่อเช้ามืดวันอังคารที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน หนึ่งในผู้ร่วมรายการฯ ระบุถึงเอกสารหลักฐานสำคัญดังกล่าว ซึ่งระบุว่าตนไม่มีโอกาสหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพูดในที่ประชุมพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) สืบเนื่องจากตนได้มีการกล่าวถึง กลุ่มดังกล่าว พร้อมกับเมื่อตรวจสอบไปยังบันทึกการจับกุมของสถานีตำรวจดินแดง ซึ่งทางรายการเคยพูดถึง 2 ใน 85 คนนั้นเป็นสมาชิกของกลุ่มพันธมิตรฯ ในระดับแกนนำเข้าร่วมอยู่ด้วย ซึ่งก็มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะมีความพยายามประกันตัวบุคคลทั้ง 2 จากแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ที่สุดศาลก็ไม่อนุญาตให้ประกันตัวแต่อย่างใด

ล่าสุด เมื่อตนได้ทำการสืบค้นไปยังทะเบียนสมาชิกพรรคการเมือง ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต. ) ปรากฎว่ามีสมาชิก จำนวน 77 คนที่อยู่ในทะเบียนราษฎ ซึ่งในจำนวนนี้ปรากฎว่าพบรายชื่อผู้ที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองจำนวน 9 คน ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเล็ก 1 คน และเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ 8 คน

ได้แก่ นายวิชาญ หยะอัด หมายเลขสมาชิก 484000064 นายเมธี อู่ทอง หมายเลขสมาชิก 485001839 นายธีรพร ชูเมือง หมายเลขสมาชิก 465009520 นายประเสริฐ ด้วงทิพย์ หมายเลขสมาชิก 084004768 นายนพดล ขาวเรือง หมายเลขสมาชิก 43409448 นายคมชิต พุฒคำ หมายเลขสมาชิก 495000238 นายวิเชษฐ์ คงจันทร์ หมายเลขสมาชิก 495000237 และนายธนพล แก้วเชิด หมายเลขสมาชิก 43512848

ทั้งนี้นายจตุร ได้เรียกร้องให่พรรคประชาธิปัตย์แสดงความรับผิดชอบโดยการประกันตัวสมาชิกพรรคของตนเองทั้ง 8 รายชื่อที่กล่าวมา โดยใช้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในการขอประกัน พร้อมกับรีบทำการขอโทษต่อประชาชน และสื่อสารมวลชน ในกรณีที่มีสมาชิกพรรคกระทำการอุกอาจบุกยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เมื่อเช้ามืดวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา

ไม่ว่าจะมีการสมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่ก็ตามแต่ ซึ่งหลังจากที่ตนเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวผ่านทางรายการแล้วพรรคประชิปัตย์จะอ้างว่าไม่ทราบมาก่อนไม่ได้ ซึ่งรายชื่อทั้งหมดก็สามารถตรวจสอบจากทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองย้อนหลังได้ ซึ่งหากไม่จริงก็สมารถฟ้องร้องได้อย่างไม่มีปัญหา

“หากสมาชิกเหล่านี้เป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน ตนในฐานะสมาชิกพรรคพลังประชาชน จะต้องเร่งเดินทางไปประกันตัว พร้อมกับขอโทษต่อประชาชน และสื่อสารมวลชน ที่มีสมาชิกพรรคมากระทำการยึดสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที แต่วันนี้พรรคประชาธิปัตย์รู้อยู่เต็มอกว่าคนเหล่านี้เป็นสมาชิก แต่ยังไม่มาแสดงความรับผิดชอบ อย่าทำหลบๆซ่อนๆ เมื่อคนของตัวเองกระทำการบุกยึดเอ็นบีที พรรคควรใช้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการขอประกันตัว ซึ่งสามารถใช้ได้ เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อครอบครัวของทั้ง 8 คนด้วย ซึ่งหากมีปัญหาก็ฟ้องร้องได้ไม่มีปัญหาอะไรเลย” นายจตุพร กล่าว

พร้อมกันนี้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำการตำหนิเอ็นบีทีมาตลอดว่า มีการนำเสนอข่าวสารที่ไม่เป็นกลาง ในขณะเดียวกันก็มีการเชิดชูสถานีโทรทัศน์ เอเอสทีวี และสถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส ซึ่งแม้พรรคประชาธิปัตย์จะมีสิทธิ์ในการอภิปรายย้ำยีสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีได้อย่างไร แต่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีสิทธิ์ให้สมาชิกพรรคมาทำการบุกยึดสถานีโทรทัศน์อย่างเช่นนี้ เพราะปรากฎการดังกล่าวเลวร้ายยิ่งกว่าการคุกคามสื่อ

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผู้ร่วมรายการ กล่าวเสริมว่า อาจเป็นการยากหากต้องการเรียกหาความรับผิดชอบจากพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากที่ผ่านมามียังไม่มีการปฏิบัติใดๆ ต่อสมาชิกพรรคที่กระทำความผิด อาทิเช่นนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งเป็นทั้งสมาชิก และ มีตำแหน่งเป็นถึง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังไม่ทำการรับผิดชอบต่อการกระทำแต่อย่างใด พร้อมพ่วงด้วยหมายจับข้อหากบฎ

ด้านนายวีระ มุกสิกพงษ์ ผู้ดำเนินรายการได้หยิบยกประเด็นการตีพิมพ์บทวิเคราะห์ที่ชื่อว่า “เลวร้ายยิ่งกว่ารัฐประหาร” ในนิตยสาร “ดิ อิโคโนมิกส์” ของประเทศอังกฤษ พร้อมกับมีการแสดงหน้าเว็บไซด์บทวิเคราะห์ดังกล่าวผ่านทางรายการ โดยภายในบทความมีการอ้างถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งนี้นายวีระได้แปลบทวิเคาะห์ดังกล่าวที่ระบุไว้ชัดเจนว่า

“แม้นายสมัคร สุนทรเวช จะมีประวัติด่างพร้อยและถูกกล่าวหามาตลอดว่า มีส่วนรู้เห็นในหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษา เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 แต่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรียกร้องหาการปกครองแบบเผด็จการ ไม่มีสิทธิทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยมหาชน อีกทั้งการปกครองในรูปแบบใหม่ที่เสนอให้มีส.ส.ที่มาจากการแต่งตั้งมากกว่า ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง จะทำลายอำนาจการต่อรองของประชาชนในชนบท ข้อเสนอนนี้จะส่งผลกระบทต่อชาติบ้านเมืองในขั้น “เลวร้ายยิ่งกว่าการทำรัฐประหาร” เสียอีก”

นอกจากนี้นายวีระกล่าวเสริมต่อไปว่า บทความดังกล่าวยังระบุถึงการละเมิดคำสั่งศาลของกลุ่มพันธมิตรฯ รวมถึงการบุกยึดสนามบินว่า เป็นการสร้างผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และอาจให้ประเทศไทยถูกค่ำบาตรได้ ด้วย ซึ่งนี่คือเสียงจากเพื่อชาวต่างชาติที่ต้องรับฟัง เนื่องจากมีประเด็นที่เราควรเอาใจใส่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กล่าวว่ารูปแบบการปกครองที่กลุ่มพีนธมิตรทำการเสนอ เป็นการเลวร้ายกว่าการรัฐประหารเสียอีก เพราะเป็นการทำลายอาจของกลุ่มคนรากหญ้า นี่ไม่ใช่สิ่งที่แปลกใหม่เนือ่งจากเราพูดกันภายในประเทศอย่างเป็นประจำ แต่นี่คือเสียงจากชาวต่างชาติที่มองบ้านเมืองของประชาติไทย

พร้อมกันนี้นายวีระยังยกตัวอย่างการเลือกสมาชิกสภานิติบัญญัติของเกาะฮ่องกง ประเทศจีน ซึ่งมีการปกครองแบบ 1 ประเทศ 2 ระบบ โดยล่าสุดจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติเข้ามาอยู่ในตำแหน่ง 60 คน และ ทางรัฐบาลจีนขอขอแต่งตั้งจำนวน 60 คน ซึ่งการปกครองของประเทศจีนและไทย แตกต่างกัน ซึ่งหากเปรียบเทียบแล้วจากข้อเสนอของกลุ่มพันธมิตรฯที่ให้มีการเลือกตั้งเพียง 30 และให้มีการสรรหา ถึง 70 เรียกได้ว่าข้อเสนอดังกล่าว หนักกว่าคอมมิวนิสต์ ซึ่งนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯยังเคยกล่าวว่าจะมีการให้สรรหาถึง 90 เลือกตั้ง 10 และจะมีการพัฒนาเป็นสรรหา 80 เลือกตั้ง 20 เรื่อยมาจนถึงข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งตนอยากถามว่า นายสนธิ อยู่ในสถาบันอะไรกันแน่ จึงสามารถนำเสนอทฤษฎีดังกล่าวมายัดเยียดใส่มือคนไทย

ขยายความ
ปชป.รับผิดชอบอย่างไร?
กรณี 8 สมาชิกร่วมปล้น NBT

จากบันทึกการจับกุมผู้ต้องหาบุกรุกทำลายทัพย์สินสถานีโทรทัศน์ NBT ทั้งหมด 85 ราย เมื่อไม่นับผู้หญิงและเด็ก ในจำนวน 77 ราย ตรวจสอบจากข้อมูล กกต. พบว่า 9 ราย เป็นสมาชิกพรรคการเมือง 1 ราย เป็นสมาชิกพรรคเล็ก และอีก 8 รายเป็นสมาชิกพรรคประชิปัตย์ ประกอบไปด้วย
1. นายวิชาญ หยะอัด จ. นครศรีธรรมราช หมายเลขสมาชิก 484000064
2. นายเมธี อู่ทอง อ. คลองท่อม จ. กระบี่ หมายเลขสมาชิก 485001839
3. นายธีระพร ชูเมือง อ. ร่อนพิบูลย์ จ. นครศรีธรรมราช หมายเลขสมาชิก 465009520
4. นายประเสริฐ ด้วงทิพย์ ข. ดินแดง กทม. หมายเลขสมาชิก 084004768
5. นายนพดล ขาวเรือง อ. ดอนสัก จ. สุราษฏร์ธานี หมายเลขสมาชิก 43409448
6. นายคมชิต พุฒดำ อ.เมือง จ.พัทลุง หมายเลขสมาชิก 495000238
7. นายวิเชษฐ์ คงจันทร์ อ.เมือง จ.ตรัง หมายเลขสมาชิก 495000237
8. นายธนพล แก้วเชิด ข.ดินแดง กทม. หมายเลขสมาชิก 43512848
ทั้งนี้ ใน พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย “พรรคการเมือง”
มาตรา 10 ข้อบังคับพรรคการเมืองต้องสอดคล้องกับหลักพื้นฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้
(9) ความรับผิดชอบของพรรคการเมืองต่อสมาชิก
(10)วินัยและจรรยาบรรณของสมาชิก กรรมการบริหารพรรคการเมือง และกรรมการสาขาพรรคการเมือง

มาตรา 18 วรรค 1
"คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองทีหน้าที่ต้องควบคุมไม่ให้สมาชิกพรรคกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎหมายหรือระเบียบ หรือประกาศของคณะกรรมการเลือกตั้ง"


กระแสเสียงสนับสนุนพันธมิตร อาการผูกขาดทางคุณธรรมของคนชั้นกลาง


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

“จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ภาคส่วนต่างๆ ที่มีภาพลักษณ์ หรือต้องการสร้างภาพลักษณ์ของความมีคุณธรรม ความเสียสละ จึงกระโจนเข้าร่วมมหกรรมกู้ชาติครั้งนี้อย่างเอิกเกริก ทั้งทางตรงและทางอ้อม (เช่น การประณามและกดดันต่อรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่มีท่าทีเช่นนั้นต่อพันธมิตรฯ)

โดยไม่ต้องหยุดคิดวิเคราะห์เลยว่า ข้อเรียกร้องและท่าทีการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ จะทำลายหลักการประชาธิปไตยเพียงใด ยั่วยุให้เกิดความรุนแรงเพียงใด กระแสการสนับสนุนที่พวกเขามีส่วนสร้างขึ้นจะนำไปสู่อะไร”

1.ผู้เขียนมีเรื่องเล่าจากเขตชนบทภาคอีสาน…
วันหนึ่ง หญิงชาวบ้านพาลูกชายที่มีอาการหูอื้อไปพบหมอจากโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังในกรุงเทพฯ ที่มาให้บริการฟรี พร้อมกับการแจกข้าวสาร อาหารแห้ง ทั้งหมดนี้ดำเนินการเป็นประจำทุกปีโดยพระที่เป็นที่รู้จักกันดีในอีสาน และ กทม.
หมอหนุ่มส่องกล้องเข้าไปในหู แล้วบอกว่า “เป็นหูน้ำหนวก เดี๋ยวเอายาแก้อักเสบไปกิน”
ผู้เป็นแม่ถามให้แน่ใจอีกครั้ง “มีหนองในหูหรือคะ”
คุณหมอเหลือบตามองแล้วกล่าวเสียงห้วน “ทำไม มีหนองหรือไม่มีมันมีปัญหาอะไร”
ถึงตอนนี้แม่เด็กก็เกิดอารมณ์ขึ้นบ้าง จึงย้อนกลับไปว่า “แล้วคุณหมอตอบมาตรงๆ มันจะมีปัญหาอะไร”
หมอหนุ่มมีอาการชะงักจนเห็นได้ชัด...

เรื่องเล่าเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ โดยเฉพาะตามโรงพยาบาลของรัฐในชนบท คนไข้มักไม่ค่อยรู้ว่าตนเองเป็นอะไร มีสาเหตุจากอะไร ยาที่กินเป็นยาอะไร มีผลข้างเคียงแค่ไหน การรักษาทางเลือกอื่นๆ มีบ้างไหม หากคนไข้เอ่ยปากถามด้วยความไม่เข้าใจ ก็จะเกิดปฏิกิริยาจากหมอไม่ต่างจากนี้นัก

หลายคนบอกว่านี่คือการผูกขาดทางความรู้

แต่ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า ในกรณีที่เล่ามานี้เป็นอาการผูกขาดทางคุณธรรมด้วยหรือเปล่า

การที่อาชีพหมอได้รับการยกย่องว่าเสียสละ เป็นคุณธรรมขั้นที่ 1

การออกหน่วยบริการให้แก่คนยากจนในท้องถิ่นทุรกันดาร ต้องเสียสละความสุขสบายและรายได้ เป็นคุณธรรมขั้นที่ 2

ดังนั้น ผู้มารับบริการซึ่งไม่มีอะไรเทียบเท่าหมอในแง่คุณธรรมความดี วันๆ มีแต่รอรับ ไม่มีปัญญาจะให้อะไรกับใครได้ จึงไม่มีสิทธิ์มาตั้งคำถามใดๆ ทั้งสิ้น

พวกเขาไม่ใช่มนุษย์ที่มีสิทธิเสมอภาคกัน!!

2.ปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ และการออกมาสนับสนุนของภาคส่วนต่างๆ ทำให้ผู้เขียนนึกถึงเรื่องเล่าดังกล่าว และการหยิบเอาข้อสังเกตเรื่องการผูกขาดทางคุณธรรมมาอธิบายปรากฏการณ์นี้ก็ดูจะเข้าท่าเสียด้วย

การขับเคลื่อนการชุมนุมด้วยถ้อยคำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “ม็อบกู้ชาติ” “สงครามศักดิ์สิทธิ์” “ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ” ฯลฯ เหล่านี้ล้วนขับเน้นให้ผู้เข้าร่วมซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางดูสูงส่งกว่าคนอื่นๆ ในแง่คุณธรรมความดี อย่างที่ฝ่ายตรงข้ามอันเป็นเป้าหมายของการต่อสู้ และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ ไม่มีทางเทียบเท่า ดังคำเรียกขาน “นายทุนปล้นชาติ” “นักการเมืองชั่ว” “ม็อบถ่อย” จนถึง “สัตว์นรก”

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ภาคส่วนต่างๆ ที่มีภาพลักษณ์ หรือต้องการสร้างภาพลักษณ์ของความมีคุณธรรม ความเสียสละ จึงกระโจนเข้าร่วมมหกรรมกู้ชาติครั้งนี้อย่างเอิกเกริก ทั้งทางตรงและทางอ้อม (เช่น การประณามและกดดันต่อรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่มีท่าทีเช่นนั้นต่อพันธมิตรฯ)

โดยไม่ต้องหยุดคิดวิเคราะห์เลยว่า ข้อเรียกร้องและท่าทีการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ จะทำลายหลักการประชาธิปไตยเพียงใด ยั่วยุให้เกิดความรุนแรงเพียงใด กระแสการสนับสนุนที่พวกเขามีส่วนสร้างขึ้นจะนำไปสู่อะไร

โดยไม่ต้องสนใจในเหตุผลที่กลุ่มอื่นๆ เรียกร้องให้พันธมิตรฯ เคารพกติกา

และโดยไม่ต้องใส่ใจกับเสียงแผ่วโผยของคนที่ไม่มีเสียงที่มีอยู่เกลื่อนกลาดทั้งในกรุงและต่างจังหวัด บรรดาคนที่มีภาพลักษณ์โง่เขลา เห็นแก่ตัว และถูกซื้อได้ง่าย

สิ่งเหล่านี้ถูกโยนทิ้งไปข้างหลัง เหตุเพราะว่ามันไม่มีพลังแห่งคุณธรรม ไม่มีพลังความรักชาติ ศาสน์ สถาบัน เพียงพอ จึงไม่มีสิทธิ์กำหนดอนาคตประเทศไทย

องค์กรเหล่านี้ไม่เคยมีท่าทีอะไรเมื่อยามที่คนจนชุมนุมเรียกร้องสิทธิของตนเอง

ประชาธิปไตยที่ผูกขาดด้วยคุณธรรมแบบคนชั้นกลาง จึงไม่จำเป็นต้องยึดมั่นในหลักความเสมอภาคและเคารพในสิทธิเสียงของคนชั้นล่าง

สิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นได้จากการกระทำให้อย่างเสียสละ และหวังดีของพวกเขาเท่านั้น!!!

อยู่เฉยๆ เถิดเหล่าประชาชนผู้ยากไร้ และถูกหลอกล่อได้ง่าย เราเหล่าชนชั้นกลางจะร่วมมือกับชนชั้นนำปกครองแผ่นดินโดยธรรมด้วยการเมืองใหม่ เพื่อประโยชน์สุขอย่างพอเพียงของพวกเจ้า และผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองอย่างพวกเรา

3.ผู้เขียนมีความสงสัยอยู่ว่า หากตลอด 76 ปีของการปฏิวัติประชาธิปไตยที่ผ่านมา อุดมการณ์ประชาธิปไตยได้หยั่งรากลึกและเติบโตอย่างมั่นคงในสังคมไทย โดยไม่ถูกทำให้แคระแกร็นเป็นบอนไซด้วยปัจจัยบางอย่าง

และความเสมอภาคของมนุษย์เป็นคุณค่าหนึ่งของสังคม เฉกเช่นเดียวกับความดี ความมีเมตตา การมีการศึกษา ความร่ำรวย ฯลฯ

การชุมนุมของพันธมิตรฯ ในวันนี้ จะได้รับเสียงสนับสนุนอย่างอื้ออึงเช่นที่เป็นอยู่นี้หรือเปล่า???

มุกดา ตฤณชาติ
ที่มา : ประชาไท


บ้านเมืองบอบช้ำเพราะ “ปฏิวัติ” !


คอลัมน์ : ละครชีวิต

บ้านเมืองเรายังหาทางออกไม่เจอ ท่ามกลางความเบื่อหน่ายของผู้คน พลันก็ได้ยินเสียงปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น

แม้หนทางจะมืดมนอย่างไร ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร เพราะเท่ากับซ้ำเติมให้ประเทศชาติเสียหายมากกว่าที่เป็นอยู่อีกหลายร้อยเท่า

ขณะนี้นักข่าวสายทหารเขาเริ่มนับถอยหลังกันแล้วว่าทหารจะออกมาปฏิวัติกันวันไหน

เมื่อวันก่อน พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. ก็ออกมาให้ข่าวถึงปัญหาวิฤกติทางการเมืองที่เกิดขึ้นว่า ทุกฝ่ายไม่ควรมุ่งแต่เอาชนะ และรัฐบาลควรเสียสละทบทวนตัวเอง

เนื่องจากไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินให้พ้นจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะกระทำผิดหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เห็นว่าปัญหาทางการเมืองต้องแก้ไขด้วยวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ใช่การปฏิวัติ

“แต่หากระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ และทำให้ประเทศติดหล่ม อาจมีความจำเป็นต้องใช้วิธีการดังกล่าว”

นั่นคือข้อคิดเห็นของ อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. ที่ต้องจับตาว่าส่งสัญญาณอะไรมาหรือไม่

การทำปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงที่ประเทศชาติได้รับจากคณะทหารกลุ่มหนึ่ง

ถ้าเราพูดถึงทางออกประเทศไทยขณะนี้ หรือ ชั่วโมงนี้ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงจะพูดถึงด้วยความรู้สึกที่ “หดหู่ใจ” มากกว่าความรู้สึกที่ “ภาคภูมิใจ”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนาทีนี้ ที่บ้านเมืองกำลังถึง “ทางตัน” ทหารก็เกิดกิเลสอยากหาโอกาสปฏิวัติรัฐประหาร

ท่านผู้อ่านครับ ประเทศไทยเรากำลังเผชิญกับ “การปฏิวัติ” ที่ซ้ำซาก การปฏิวัติเกือบทุกครั้งอยู่ภายใต้วงจรอุบาทว์

หากประเทศไทยไม่สามารถหลุดออกจากกับดักของวงจรอุบาทว์นี้ ประเทศก็จะไม่มี “เสถียรภาพ” เมื่อไม่มีเสถียรภาพ ความเชื่อมั่นก็จะไม่เกิด

เมื่อขาดความเชื่อมั่น โอกาสที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่การพัฒนา ก็เป็นไปได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลย

พวกเราไม่ค่อยใส่ใจอย่างจริงจังในความพยายามที่จะตัดวงจรอุบาทว์นี้ บางคนกลับมองว่าวงจรอุบาทว์นี้เป็นสัจธรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการเมืองไทยด้วยซ้ำไป

นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ระบุว่า ตลอดช่วงอายุกว่า 60 ปี ผ่านเหตุการณ์การรัฐประหารมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่มีการรัฐประหารครั้งใดที่สร้างความเสียหายให้มากเท่า 19 กันยายน 2549

เพราะเป็นการทำลายกระบวนการสร้างการเรียนรู้ทางประชาธิปไตยของประชาชนทุกอย่างลงอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้น วิกฤติการเมืองครั้งนี้จะเป็นแบบทดสอบประชาธิปไตยได้เป็นอย่างดีว่าผู้มีอำนาจจะเลือกการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีใด

หากเลือกการปฏิวัติรัฐประหาร ประเทศไทย คงได้ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกว่าเป็นประเทศที่เผด็จการที่สุด

และถึงวันนั้นความหายนะก็จะเกิดขึ้นกับทุกคน !

ลวดหนาม

คุกขังทรมาร 9 ตัว


คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

“27 สิงหาคม 2551 เวลา 16.00 น. วันที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก อนุมัติหมายจับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวม 9 คน ประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกสัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายอมร อมรรัตนานนท์ และ นายเทิดภูมิ ใจดี ตามที่พนักงานสอบสวนเสนอออกหมายจับ

ในความผิดฐานใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 สะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการ หรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี มาตรา 114 มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 215 และ 216

2 กันยายน 2551 เมื่อเวลา 07.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เซ็นประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมสถานการณ์วุ่นวายที่บริเวณทำเนียบรัฐบาลแล้วหลังการปะทะกันระหว่าง กลุ่มพันธมิตรฯ กับ นปช. จนฝ่าย นปช. ที่ไม่มีอาวุธ ไปอย่างสันติ ต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก”

และแล้วประชาชนผู้รักความสงบและ รักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็ร่ำร้อง ว่าทำไมรัฐบาลไม่รีบจัดการกับพวกกบฏขั้นเด็ดขาดเสียที ในเมื่อศาลท่านได้ออกหมายจับให้เรียบร้อยแล้ว และบัดนี้รัฐบาลก็ได้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้ว ซึ่งมันเป็นความรับผิดชอบของผู้มีหน้าที่จะต้องเข้าไปแก้ปัญหาทันที มิเช่นนั้นจะเป็นการละเลยไม่ปฏิบัติหน้าซึ่งก็ผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 ด้วย

ผู้เขียนเห็นว่าปัญหามันต้องแก้ แต่การแก้ปัญหานั้นมีหลายรูปแบบ ต่างแต่เราจะแก้แบบไหนคือแก้ปัญหาหนึ่งเพื่อให้เกิดปัญหาอีกปัญหาหนึ่ง และไม่จบสิ้น หรือแก้ปัญหาเพื่อตัดรากถอนโคนของปัญหา

ปัญหาของสังคมไทยตอนนี้เกิดจาก โมหะ คือความโง่ของคนบางกลุ่มที่ถูกพวก มาร 9 ตัวหลอก โดยมีความศรัทธาแบบหัวปักหัวปำว่า มารพวกนี้คือผู้ รักชาติ รักสถาบัน เมื่อเกิดความเชื่ออันเป็นแกนนำในการตัดสินใจ การสาวหาเหตุและผลอันเป็นภาวะทางปัญญาก็ไม่มี จึงกลายเป็นสังคมศรัทธาวิปริต พร้อมที่จะทำทุกอย่างตามที่คนที่เขาศรัทธาสั่งการ

การแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงกับคนพวกนี้ ด้วยให้ฝ่ายทหารและตำรวจบุกเข้าจับกุมหัวโจกกบฏทั้ง 9 คนตามที่เราต้องการนั้น ต้องมีการต่อต้านแน่นอน และอาจจะจับกุม 9 กบฏได้ในที่สุด แต่ปัญหาจะไม่มีทางจบ เพราะลูกสมุนของพวกเขามีกระจายกันทั่วประเทศ ซึ่งคนพวกนี้พร้อมที่จะก่อจลาจล หรือรวมตัวกันเป็นแก๊งใต้ดินสร้างปัญหาจนอาจกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้

ส่วนการแก้ปัญหาอีกแบบหนึ่ง คือแก้ปัญหา เพื่อยุติปัญหานั้น ผู้แก้ปัญหาต้องอาศัยปัญญาและความอดทนคือให้ปัญหาของพวกเขาทำลายพวกเขาเอง ซึ่งพวกมารทั้ง 9 ตัวนั้น ขณะนี้ก็กำลังเผชิญปัญหาของพวกเขาเองอย่างหนัก เช่น

1. ปัญหาเรื่องความขัดแย้งกันเรื่องผลประโยชน์ ซึ่งไม่มีทางตกลงกันได้เนื่องจากคน
บางคนนำเงินบริจาคไปใช้ในกิจการส่วนตัวและโดยอ้างกิจการ ASTV ทราบว่านำไปฝากที่ประเทศจีนมากกว่า 100 ล้านบาทแล้ว

2. ปัญหาสุขภาพจิตที่ทั้งผู้นำและผู้ตามต่างเป็นโรคหวาดระแวงกันและกันอย่างหนัก
เพราะกลัวถูกจับ

3. ปัญหาสภาพความเป็นอยู่ที่ทนทุกข์อย่างหนักหนาสาหัส

4. ปัญหาสุขภาพที่กำลังป่วยเป็นโรคต่างๆ เพราะการเป็นอยู่ที่ขาดสุขอนามัย

5. ปัญหาความเสื่อมศีลธรรมที่มีการสมสู่กันจนเป็นข่าวว่ามีถุงยางอนามัยเกลื่อนไปหมด

6. ปัญหาที่ผู้เข้าไปแล้วและได้เห็นพฤติกรรมของผู้นำที่หลอกลวงไม่มีอุดมการณ์ดังที่
โฆษณาและพวกเขาพยายามจะออกมาแต่ก็ออกมาไม่ได้ สุดท้ายพวกผู้ถูกหลอกนั้นแหละจะหันปลายหอกใส่พวกผู้นำเอง

จากปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าคนพวกนี้อยู่จะทำให้เกิดภาวะตรึงเครียด กดดัน และดิ้นรนหาทางออก มารผู้นำทั้ง 9 ตัว จะตกอยู่ในสภาพที่เครียดจัดเมื่อผู้คนเริ่มเข้าใจพฤติกรรมลวงโลกของตัวเอง ผู้คนที่หลงผิดที่อยากออกมาก็ออกไม่ได้จะรุมประณามผู้นำ ความโกลาหลจะเกิดขึ้น เมื่อหาทางออกไม่ได้ อาจจะมีการทำร้ายกันเอง และแล้วภาพแห่งความชั่วร้ายจะปรากฏแก่โลก มวลหมู่สมุนบริวารภายนอกก็เข้าใจเองว่าแท้ที่จริง กลุ่มคนเหล่านี้คือคนลวงโลกนั้นเอง และหลอกพวกเขาเพื่อเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ให้พวกเขาเท่านั้น

ดังนั้นในทรรศนะของผู้เขียน เห็นว่า การแก้ปัญหาโดยให้พวกเขาอยู่ในคุกทำเนียบฯนั้นแหละคือการแก้ ปัญหาที่จะถอนรากเหง้าของคนพวกนี้ เพราะขณะนี้ ทำเนียบรัฐบาลที่เคยโอ่อ่า เป็นที่รับแขกบ้านแขกเมืองกลายเป็นคุกขังกบฏ 9 คน สมุนโดยปริยาย สภาพคุกยามนี้เป็นสภาพที่อเนจอนาถสุดที่คนทั่วไปจะทนทาน ยามฝนตกน้ำท่วม พื้นสนามที่เคยมีหญ้าเขียวสดสวย ดุจดังพื้นพรม บัดนี้ได้กลายเป็นปรักโคลนตม และเจิ่งนองด้วยน้ำที่มีกลิ่นเหม็นเน่าจากอุจจาระ ปัสสาวะ และสิ่งปฏิกูลอื่นๆ ไหลนองเต็มไปหมด ที่น่ารังเกียจยิ่งกว่านั้นก็คือมีปลอกถุงยางอนามัยเกลื่อนไปทั่ว ทั้งในตัวตึกและบริเวณทำเนียบฯ นี้คือคุกนรกจริงๆ

หน้าที่ผู้นำรัฐบาล อย่างท่านนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ก็คือย้ำ “สองไม่” ให้ฟังบ่อยๆ คือ ไม่ยุบสภา ไม่ลาออก ควรตั้งวอร์รูม เพื่อให้ข่าวและชี้แจงข้อเท็จจริงแก่สาธารณะอย่างทันต่อเหตุการณ์ ไม่ควรให้เป็นภาระของนายกรัฐมนตรีเพียงผู้เดียว ส่วนฝ่ายทหารและตำรวจมีหน้าที่ควบคุมให้คนพวกนี้ชุมนุมกันเฉพาะในทำเนียบฯ เท่านั้น หากจะให้ดีควรมีลวดหนามมาขึงล้อม ทำเนียบเอาไว้ ให้มีทางเข้าออกเพียงทางเดียว การส่งเสบียงอาหารก็ให้ส่งตามปกติ ตรวจคนเข้าออกอย่างเข้มงวด และหากมีใครที่อยากจะออกแต่ออกมาไม่ได้ ให้โทร.บอกตำรวจ ตำรวจจะได้นำตัวออกมา ส่วนพวกที่มาใหม่ควรเตือนก่อนว่าเข้าไปแล้วจะออกมาลำบาก และไม่ควรอนุญาตให้รถทุกประเภทเข้าออกแม้รถพยาบาล

นี่เป็นการกดดันที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรงใดๆ เจ้าหน้าที่ได้ทำตามกฎหมายผู้ชุมนุมก็ได้อยู่ตามความเชื่อของพวกเขา เมื่อถึงจุดหนึ่งซึ่งเป็นจุดที่ปัญหาถึงขั้นวิกฤติ พวกเขาจะไม่ต่างอะไรกับพวกคนวิกลจริตที่วิ่งพล่านและหันมาทำร้ายกันเอง และนี่จะเป็นการจบสิ้นของกระบวนการพันธมารตลอดไป

ผศ. ดร.ศิลป์ ราศี


น่าฉงน...สื่อไทย?Worse than a coup


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

สื่อสารมวลชนไทยหลายฉบับให้ความสำคัญกับบทความชิ้นหนึ่งของนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ โดยหยิบยกบทความชิ้นนี้มาเรียบเรียงเป็นข่าวใหม่แบบตัดต่อเพียงสั้นๆ ว่า “การเมืองใหม่ 70 : 30 เลวร้ายกว่าการรัฐประหาร”

หากจะพิจารณาบทความชิ้นนี้ทั้งหมดแล้ว จะเห็นได้ว่า สื่อต่างประเทศยังมีความเข้าใจที่สับสนกับการเมืองไทย เนื่องเพราะเวที “พันธมารธิปไตย” มักจะนิยมกล่าวอ้างสถาบันเบื้องสูงเป็นหลังอิงตลอดเวลา แอบอ้างสี แอบอ้างผ้าพันคอ ดึงฟ้าต่ำ จนทำให้การรายงานข่าวชิ้นนี้อาจจะส่งผลต่อการระคายเคืองเบื้องพระยุคคลบาท

แต่สื่อเมืองไทยสำนักใหญ่-น้อย ทำไมจึงกล้าตัดสินใจนำเฉพาะส่วนที่ต้องการมาเลือกนำเสนอกับคนไทย!!!

คนไทยไม่เคยเห็นข้อเขียนของคอลัมนิสต์ชั้นนำ ที่กล้าเอ่ยเอื้อนด่าทอรัฐบาล ข้าราชการ อย่างรุนแรง แต่ไม่สามารถแม้กระทั่งวิเคราะห์ในสถานการณ์ จุดยืนต่อเรื่อง “การเมืองใหม่ 70 : 30” ว่าเป็น “การเมืองใหม่” หรือการ “เมืองย้อนยุค” อย่างไร

หาก ส.ส. และ ส.ว. มาจากการแต่งตั้ง 70

หาก ส.ส. และ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง 30

อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ที่จะได้ใช้สิทธิเสรีภาพในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาเป็นปากเป็นเสียง มาเป็นตัวแทนของตนเอง เพื่อออกกฎหมายมาบังคับใช้กับสังคม กลับต้องหดหายไปถึง 70%

ซึ่งไม่ใช่การเมืองใหม่ ย้อนหลังไปกว่า 10 ปี วุฒิสมาชิกมาจากการลากตั้ง ถูกคัดเลือกเข้ามาโดยมีกลุ่มข้าราชการทหาร ข้าราชการระดับสูง และนักธุรกิจที่ร่ำรวยบางกลุ่มเท่านั้นเอง ที่สำคัญคือ คนพวกนี้ต้อง “ตีกอล์ฟ” เป็นส่วนใหญ่ เพราะมักจะไปตกลงเรื่องราวของประเทศชาติในการออกรอบกัน

วิธีการของสื่อสำนักใหญ่จะแสดงท่าทีต่อเรื่องนี้ จึงไปอ้างอิงรายงานของสื่อต่างประเทศ ไม่เห็นด้วยกับ “พันธมารธิปไตย” การเมืองใหม่ 70 : 30

ทำไมสื่อใหญ่อย่างพวกเขาจึงไม่กล้าออกมาปะทะตรงๆ ไม่กล้าแสดงความไม่เห็นด้วยตรงๆ เพื่อชี้นำสังคมว่าวิธีการนี้ไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย แต่เป็นวิธีการของ “อำมาตยาธิปไตย”

เพราะเกรงกลัวอิทธิพลของกลุ่มป่วนบ้านป่วนเมืองในเวลานี้ จะนำเรื่องราวความไม่ชอบมาพากลในวงการสื่อมาแฉหรืออย่างไร ใช่ไหม จึงไม่กล้าชี้ผิดชี้ถูก

น่าอับอายที่เรื่องในบ้านเมืองไทย กลับจะต้องไปพึ่งพิงสื่อต่างชาติให้เขา ออกบทวิเคราะห์มาจากต่างประเทศ แล้วค่อยมา ก๊อปปี้ รายงานข่าวกันต่อ แล้วเลือกเฉพาะประเด็นที่ต้องการ แต่กลับตัดในเรื่องที่ไม่ต้องการออกไป

จะให้ประชาชนคนไทยไปเชื่อสื่อต่างชาติมากกว่าสื่อในชาติของเราได้อย่างไร?

มันเป็นเรื่องแปลกประหลาดในบ้านเมือง เพราะการที่พันธมารธิปไตยไปบุกรุกสถานที่ราชการ และทำเนียบรัฐบาล สื่อต่างๆ ไม่เห็นมีใครแสดงจุดยืนว่าเรื่องดังกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่ การอ้างอารยะขัดขืน แล้วกระทำแบบนี้ เป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้วหรืออย่างไร? แล้วทำไมสื่อเมืองไทยจึงไม่กล้าชี้ผิดชี้ถูกในเรื่องนี้ แต่กลับออกบทวิเคราะห์ให้นายกรัฐมนตรีลาออก หรือยุบสภา ความถูกต้องของบ้านเมืองอยู่ตรงไหน มันเกิดอะไรขึ้นมา?

เมื่อบ้านเมืองต้องการความถูกต้อง สื่อเมืองไทยสมควรจะมีจุดยืนในเรื่องการเมืองใหม่ 70 : 30 แล้วว่า สื่อแต่ละค่ายเห็นกันอย่างไร เหมาะสมต่อบ้านเมืองของเรามากน้อยแค่ไหน เป็นวิธีการ “ประชาธิปไตย” หรือไม่?


Monday, September 8, 2008

ประชาธิปไตยบ้าคลั่ง

จะพูดกันไปแล้ว สถานการณ์บ้านเมือง ต้องฉิบหายเพราะ วิกฤติการเมือง ในครั้งนี้เบ็ดเสร็จสมบูรณ์ไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากผมต้องส่งต้นฉบับล่วงหน้า ขณะที่กำลังอ่านข้อเขียนของผมอยู่นี้ ไม่แน่ว่าจะมีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นหรือยัง

เพราะเลยจุดความพอดี ที่จะแก้วิกฤติชาติกันในระบอบประชาธิปไตยที่สากลโลกเขาปฏิบัติกัน แต่ทว่าเมืองไทยเวลานี้ กำลังใกล้จะเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนเข้าไปทุกที ไม่มีกฎกติกาในการอยู่ร่วมกันของสังคม

กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายไปแล้ว

ถึงขั้นนั้นการจะรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม หรือ การจะตัดสินความชอบธรรม ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงต้องขึ้นอยู่กับใครจะมีกำลังอำนาจมากกว่าใคร

ต้องใช้กำลังเข้าตัดสิน

และถ้าจะว่าไปแล้ว สงครามการเมือง โศกนาฏกรรมของระบอบประชาธิปไตย ในประเทศไทยครั้งนี้ ผู้ที่มีปัญญา ผู้ที่ทรงอำนาจ ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำทางความคิด ปัญญาชน นักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลาย ก็รู้เห็นเป็นใจ ลงมือร่วมกันกระทำทั้งที่ลับและที่แจ้ง

นำมาซึ่งความล่มจมและสิ้นชาติ

หรือประเทศไทยจะต้องแยกแผ่นดิน เป็นเหนือ กลาง อีสาน และใต้กันอย่างชัดเจน ลัทธิภาคนิยม เห็นกันชัดเจนไปแล้ว อย่าให้ต้องถึงขั้นคนที่จะขึ้นมาปกครองประเทศก็ต้องแบ่งภาคกันด้วย

สังคมประชาธิปไตยบ้านเรา กลายเป็นความบ้าคลั่ง

ระบบการเมืองต่อไปนี้แม้แต่จะมองหน้ากันก็ไม่สนิทใจ จะถกแถลงถึงประเด็นการเมืองก็ทำไม่ได้เพราะรังแต่จะทะเลาะกันเปล่าๆ สถาบันการเมืองกลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจไปฉิบ น้ำเน่าจะมาไล่น้ำดีหมด

นักการเมืองกลายเป็นตัวประหลาด

ระบบเศรษฐกิจไม่มีเสถียรภาพและความเชื่อมั่น ลงทุนไปแล้วไม่มีหลักประกันความแน่นอน สามวันดีสี่วันไข้ รัฐบาลอายุสั้นเอาคนเป็นหมื่นมายึดทำเนียบก็หมดน้ำยา เป็นเศรษฐกิจแบบเช้าชามเย็นชาม

หน้าโง่ที่ไหนจะกล้าลงทุน

ระบบสังคมเลือกข้างแบ่งขั้ว ไม่ยอมรับฟังและเคารพกฎกติกาส่วนรวม เป็นสังคมต่างคนต่างอยู่ แม้แต่สังคมครอบครัวก็ใกล้จะล่มสลาย ใครมือยาวสาวได้สาวเอา เป็นสังคมแห่งความหดหู่ท้อแท้ เห็นแก่ตัว

แล้วมาตกผลึกที่การสิ้นชาติในที่สุด

ความเป็นชาติไม่ใช่แค่มีแผ่นดินคุ้มกะลาหัวเท่านั้น แต่ คนในชาติต้องเป็นปึกแผ่น มีความรักความสามัคคี มีสัญลักษณ์ ที่จะแสดงถึงเอกภาพและภราดรภาพ

ในการที่จะรักษาชาติเอาไว้ด้วย.

“หมัดเหล็ก”

ศาล รธน.ไต่สวนนายกฯ กรณีจัดรายการชิมไปบ่นไป

กรุงเทพฯ 8 ก.ย. - นายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง จากกรณีจัดรายการชิมไปบ่นไป และเดินทางกลับโดยไม่ให้สัมภาษณ์

วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดไต่สวนพยาน 2 ปาก คือ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ นายศักดิ์ชัย แก้ววรรณีสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟรชมีเดีย จำกัด ในคดีที่ ส.ว. และ กกต. ร้องขอให้วินิจฉัยคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 50 กรณีจัดรายการชิมไปบ่นไป และยกขโยง 6 โมงเช้า ซึ่งปรากฏว่า นายสมัคร สุนทรเวช ได้เดินทางไปที่ศาลก่อนเวลานัด พร้อมทนาย

จากนั้น เวลา 09.30 น. ศาลได้เบิกความ นายสมัคร ชี้แจงเป็นคนแรก โดยสาบานกลางศาลไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทน แต่ผู้จัดรายการได้ทำเบิกเป็นค่าน้ำมันให้กับคนขับรถในแต่ละครั้ง และทันทีที่ชี้แจงต่อศาลเสร็จ ได้เดินทางกลับโดยไม่ให้สัมภาษณ์ใด ๆ.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-08 11:08:37




ปล่อยไปตามประชาธิปไตย !


คอลัมน์ : ละครชีวิต

กรณีที่ นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เปิดตัวหนังสือ "กรงขังที่ 111" รวบรวมข้อเขียนที่เคยตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค

นายอดิศรเปรียบคนบ้านเลขที่ 111 เป็นเหมือน “นักโทษการเมือง” ที่ไม่ต่างอะไรกับนางออง ซาน ซูจี นักต่อสู้ ผู้นำพรรคฝ่ายค้านในพม่า ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่า “คนดี” ที่มีความสามารถหลายคนต้องยุติการบริหารชาติบ้านเมืองไป

ถือเป็นโอกาสและจังหวะดีที่นายอดิศรกล่าวถึง ออง ซาน ซูจี เพราะมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจและทั่วโลกกำลังเฝ้าติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

เนื่องจากผู้นำการต่อต้านรัฐบาลทหารพม่าที่ขณะนี้ยังอยู่ภายใต้การควบคุมตัวในบ้านพัก ได้ปฏิเสธที่จะพบแพทย์ประจำตัวเพื่อรับการตรวจร่างกาย และไม่ยอมรับประทานอาหาร เป็นการแสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลดำเนินการปฏิรูประบอบประชาธิปไตยอย่างล่าช้า

นางออง ซาน ซูจี เป็นบุคคลที่ประชาชนชาวพม่าเลือกให้เป็นตัวแทนอย่างแท้จริง ภายหลังเหตุจลาจลนองเลือดเมื่อวันที่ 8/08/1988 ในพม่า หรือที่เรียกกันว่า “8888” นั้น พม่าเข้ากวาดล้างเครือข่ายนักศึกษาแทบเกลี้ยงประเทศ

หลังจากพรรคเอ็นแอลดีของเธอชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในปี 1990 ทหารพม่าก็ปฏิเสธการเลือกตั้ง และจับเธอขังไว้ในบ้าน เป็นเส้นทางการต่อสู้ทางการเมืองที่น่าหดหู่ สะเทือนใจชาวโลก

การต่อสู้ที่ยาวนานเช่นนี้ ดำเนินมาถึงมาช่วงที่เธออายุ 63 ปีแล้ว โดยแหล่งข่าวระบุว่าเธอไม่พอใจรัฐบาลทหารพม่าอย่างถึงที่สุด

เรื่องราวของนางออง ซาน ซูจี เป็นที่น่าหยิบยกมาศึกษาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมืองไทยเวลานี้ที่กำลังถูกท้าทายระบอบประชาธิปไตย

โดนท้าทายโดยกลุ่มอันธพาลที่อ้างตัวว่าทำเพื่อประชาธิปไตย แต่กลับเรียกร้องการเมืองใหม่แบบ 70 : 30

บทความที่วิเคราะห์ได้โดนใจเกี่ยวกับประชาธิปไตยเมืองไทย จากนิตยสาร The Economist ฉบับล่าสุดระบุว่า พวกประท้วงในเมืองไทยเป็นการรวมตัวอย่างน่าขยะแขยงของพวกนักธุรกิจ นายพล ที่ต่อต้านความเจริญก้าวหน้า พวกเขาไม่ได้เรียกร้องการเลือกตั้งครั้งใหม่

แต่พวกเขาเรียกร้อง "การเมืองใหม่" ซึ่งโดยแท้จริงแล้วมันคือการหวนกลับไปสู่การปกครองในระบอบเผด็จการแบบเก่า ที่สมาชิกรัฐสภาเกือบทั้งหมดมาจากการแต่งตั้งและให้อำนาจกับกองทัพเข้ามาก้าวก่ายได้ทุกเมื่อ

พวกประท้วงกล่าวหาว่า ประชาชนตามชนบทที่ชื่นชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ นายสมัคร สุนทรเวช ไร้การศึกษาอย่างมากเกินกว่าที่จะเลือกตั้งได้อย่างมีเหตุผล

พวกเขามองข้ามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกตั้งไปข้อหนึ่งซึ่งยากที่จะรับฟัง นายกรัฐมนตรีทั้งสองคนนี้มีนโยบายที่ได้รับความนิยมอย่างแท้จริง เช่น นโยบายประกันสุขภาพ และเงินกู้

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอาจถูกบังคับให้ลาออกเพื่อให้นักปลุกระดมของพันธมิตรฯ สงบลง มันอาจเกิดขึ้นเพื่อแบ่งอำนาจให้กับพรรคฝ่ายค้านที่ไม่สมควรจะได้รับตำแหน่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพวกเขาแสดงความเป็นผู้นำออกมาน้อยมากในระหว่างที่พวกเขากำลังรออำนาจหยิบยื่นใส่จานของพวกเขา

หรืออาจจะเป็นเหมือนบังกลาเทศ ที่พวกแกนนำประชาชนเป็นเครื่องอำพรางการปกครองแบบเผด็จการทหาร

แม้รัฐบาลจะประนีประนอมทุกอย่าง แต่แกนนำของพันธมิตรฯ ก็คงจะไม่หยุดจนกว่าแนวคิดทางการเมืองที่ไม่เป็น “ประชาธิปไตย” จะบรรลุ

ด้วยเหตุนี้ พวกประท้วงจึงอันตรายยิ่งกว่าพวกก่อรัฐประหารในปี 2006 ที่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังสัญญาว่าจะคืนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และภายหลังการกดดันอย่างหนัก พวกเขาก็ทำตามสัญญา

ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่แตกต่างไปจากยุคมืดที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่ากำลังง่อนแง่นภายใต้การปกครองของเผด็จการทหารที่แยกตัวโดดเดี่ยวและโหดเหี้ยมรุนแรง

มิตรประเทศต่างๆ ของไทยควรจะพูดให้ชัดเจนว่าการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะเป็นการก้าวถอยหลังเหมือนที่พม่าได้พบ

ประเทศไทยอาจจะต้องเจอกับมาตรการลงโทษ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เห็นความไม่สงบผ่านโทรทัศน์ เช่น การปิดสนามบิน อาจจะบอยคอตประเทศไทยด้วยวิธีของพวกเขาเอง

บทวิเคราะห์ต่างๆ เหล่านี้ คนไทยต้องนำไปคิด เพราะเป็นความจริงที่สื่อมวลชนไทยไม่กล้านำเสนอ

เพียงเพราะกลัวอำนาจเผด็จการ ซึ่งถ้ากลัวแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าประเทศไทยจะก้าวหน้าไปได้แค่ไหน

วันนี้คนรุ่นใหม่ต้องลุกขึ้นมาสู้เพื่อประชาธิปไตย และสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง !

ลวดหนาม