WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 10, 2008

มติกกต.ยกคำร้องปู่ชัยถือหุ้นโรงโม่

นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต. ด้านบริหารการเลือกตั้ง เปิดเผยภายหลังการประชุม กกต. ว่าที่ประชุม กกต. มีมติ 3 ต่อ 2 เสียง ยืนตามข้อเสนอของอนุกรรมการ กกต. ยกคำร้องกรณีที่ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ มีหุ้นในกิจการโรงโม่หินศิลาชัย

เนื่องจากเห็นว่ากิจการดังกล่าวทำในพื้นที่เอกชนไม่ได้ทำในพื้นที่ของรัฐ รวมทั้งไม่ได้ผูกขาดเพียงรายเดียว แต่มีพื้นที่ใกล้เคียงร่วมทำกิจการดังกล่าวด้วย อีกทั้งการดำเนินกิจการดังกล่าวก็เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่นายชัยจะดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ หรือตั้งแต่ปี 2539

ดังนั้นจึงไม่ถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 265 (2) และไม่มีความจำเป็นต้องเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ประชุม ครม.นัดสัญจรชื่นมื่นคนรักอุดรแห่ให้กำลังใจแน่น

ประชุม ครม. สัญจรอุดรธานีรุ่ง “ขวัญชัย” กลุ่มคนรักอุดรใส่เสื้อแดงครึ่งพัน แห่มอบดอกไม้กำลังใจแน่นศาลากลางจังหวัด เชียร์ “สมัคร” นั่งเก้าอี้นายกฯ ต่อไป ไม่ต้องลาออก ห้ามยุบสภา ย้ำปักหลักจนกว่าจะเลิกประชุม ตร. วางกำลังควบคุมความปลอดภัยเข้ม

บรรยากาศการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรครั้งแรกของรัฐบาล ที่ จ.อุดรธานี บริเวณศาลากลางจังหวัดอุดรธานีหลังเก่า มีคณะรัฐมนตรีทยอยเดินทางมายังสถานที่ประชุมเป็นระยะ มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายร้อยนาย เข้ามาดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณอาคารศาลากลางจังหวัดอุดรธานีอย่างเข้มแข็ง พร้อมกับนำรถตัดสัญญาณโทรศัพท์ ป้องกันการลอบวางระเบิดด้วย โดยการจัดประชุม ครม. สัญจร เริ่มขึ้นในเวลาประมาณ 09.30 น. ภายในห้องประชุมที่ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี

ขณะเดียวกันบริเวณด้านนอกรั้วศาลากลางจังหวัดอุดรธานี มีประชาชนกลุ่มคนรักอุดรฯ สวมเสื้อสีแดง ประมาณ 500 คน ภายใต้การนำของ นายขวัญชัย สาราคำ ถือธงโบกสะบัดริมถนนด้านหน้าศาลากลางจังหวัดอุดรธานี เพื่อให้กำลังใจ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้บริหารประเทศต่อไป ไม่ต้องยุบสภา ไม่ลาออก พร้อมกับชูป้ายผ้าและตะโกนเสียงดังว่า "ขอสนับสนุนนายสมัครเป็นนายกฯ ต่อไป" "นายกฯ สู้ๆ" ซึ่งกลุ่มคนรักอุดรฯ กล่าวยืนยันว่า จะปักหลักชุมนุมกันจนกว่าการประชุม ครม. จะเสร็จสิ้น เพื่อเป็นการป้องกันกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาก่อกวนการประชุม

โดยวาระการประชุม ครม. นั้นได้มีการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง ที่มีข้าราชการระดับสูงเกษียณอายุราชการถึง 3 คน ได้แก่ นายศานิต ร่างน้อย อธิบดีกรมสรรพากร นางพันธ์ทิพย์ สุรทิณฑ์ อธิบดีกรมธนารักษ์ และ นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

ทั้งนี้ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รายงานให้ ครม. รับทราบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 จำนวน 4 ตำแหน่ง ได้แก่ นายวินัย วิทวัสการเวช ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง จะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร นายอุทิศ ธรรมวาทิน รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่าย-หนี้สิน ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ อธิบดีกรมศุลกากร จะย้ายไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์

ขณะที่ นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้ ที่มีข่าวก่อนหน้านี้ว่าจะไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงไอซีที ยังอยู่ที่เดิม ส่วน นายสมชาย ชุ่มรัตน์ จากกระทรวงมหาดไทย ไปเป็นปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมกันนี้กระทรวงอุตสาหกรรมก็ได้มีการแต่งตั้ง นายดำริ สุโขธนัง เป็นปลัดกระทรวง และแต่งตั้ง นางอรรชกา สีบุญเรือง บริมเบิล ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)


ปชป.ปัดรับผิดชอบอ้าง8โจรปล้นNBTเป็นแค่เรื่องส่วนตัว


กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ออกตัวปัดความรับผิดชอบพัลวัน ยืนยันพฤติกรรม 8 โจรปล้นสถานีโทรทัศน์ NBT ที่เป็นสมาชิกพรรค เป็นเรื่องส่วนตัว พรรคไม่ขอรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น แม้ว่า พ.ร.บ.พรรคการเมือง จะระบุชัดกรรมการบริหารพรรคต้องควบคุมสมาชิกไม่ให้กระทำผิดกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ ก็ตาม

เหตุการณ์ 85 โจรศรีวิชัย บุกเข้าปล้นทำลายทรัพย์สินสถานีโทรทัศน์ NBT เมื่อเช้ามืดวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา นอกจากจะพบว่ามี 2 คน ในจำนวนนั้นใกล้ชิดสนิทสนมกับกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย คือนายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ รองผู้ประสานงานพันธมิตรฯ และนายนัสเซอร์ ยีหมะ หัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ แล้ว

ล่าสุดจากการตรวจสอบข้อมูลจาก กกต. ยังพบว่าในจำนวนดังกล่าวมี 9 รายที่เป็นสมาชิกพรรคการมือง โดยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองพรรคเล็ก 1 ราย และอีก 8 รายเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นที่มาของการตั้งคำถามจากสังคมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น พรรคประชาธิปัตย์จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร

เพราะสาระสำคัญใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ได้ระบุเอาไว้ชัดว่าพรรคการเมืองจะต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของสมาชิกพรรค โดยในมาตรา 10 ระบุว่าข้อบังคับพรรคการเมืองต้องสอดคล้องกับหลักฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้

(9) ความรับผิดชอบพรรคการเมืองต่อสมาชิก

(10) วินัยและจรรยาบรรณของสมาชิก กรรมการบริหารพรรคการเมือง และกรรมการสาขาพรรคการเมือง

ขณะที่มาตรา 18 วรรค 1 ระบุว่า คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องควบคุมไม่ให้สมาชิกพรรคกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎหมายหรือระเบียบ หรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ดี กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้ปฏิเสธการแสดงความรับผิดชอบในเรื่องกล่าว โดยอ้างว่าความผิดของสมาชิกพรรคเป็นเรื่องส่วนตัว

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ได้เปิดเผยถึงท่าทีของพรรคว่า คงจะไม่มีการออกมาแถลงอะไรในเรื่องดังกล่าว โดยอ้างว่าปัจจุบันมีสมาชิกพรรคทั่วประเทศกว่า 2 ล้านคน การที่คนในพรรคจะไปกระทำความผิดแล้วจะเอามาโยงเป็นเรื่องของพรรคที่จะต้องออกมาแสดงความรับชอบ ตรงนั้นไม่ใช่ประเด็น เพราะว่าเป็นเรื่องส่วนตัวเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล เหมือนกับสมาชิกไปถ่ายรูปแล้วเกิดเป็นความผิดนั้นก็เป็นความผิดส่วนบุคคล เป็นเรื่องของบุคคลไม่เกี่ยวกับพรรค

“การที่สมาชิกในพรรคของเราไปกระทำความผิด ไม่ได้มีอะไรไปรองรับว่าสิ่งที่สมาชิกไปกระทำความผิดจะเป็นความผิดของพรรคด้วย ผมอยากให้มองในเรื่องของความเป็นส่วนบุคคล และเราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีสมาชิกในพรรคของเราที่ไปร่วมอยู่ในการชุมนุมในครั้งนี้ ซึ่งก็เป็นสิทธิของเขาที่จะกระทำได้ ใครจะไปรู้นอกจากสมาชิกจากพรรค อาจจะมีสมาชิกจากพรรคไทยรักไทย และสมาชิกจากพรรคอื่นๆ เข้าร่วมการชุมนุมด้วยก็ได้” นายสาทิตย์กล่าว


ซัด‘ประสพสุข’หาทางออกให้ม็อบ


“ความจริงวันนี้” ซัดแหลก “ประสพสุข” ขาดวุฒิภาวะทำหน้าที่นายหน้าเจรจายุติปัญหาบ้านเมือง หลังพบเอียงกะเท่เร่ ทั้งการประกาศ 3 เงื่อนไข จี้ให้นายกฯ ลาออก แต่กลับพูดถึงพันธมิตรฯ สั้นๆ แค่ให้ทำตามกฎหมาย พร้อมตั้งคณะทำงาน 8 คน ที่ชวนให้ขนลุก เพราะมีแต่สว.สรรหา ทั้ง “คำนูณ-สมชาย-เลิศรัตน์” เรียงหน้าสลอน เชื่อเป็นการหาทางออกให้ม็อบ มากกว่าหาทางออกให้บ้านเมือง

รายการความจริงวันนี้ ออกอากาศเมื่อวันจันทร์ ที่ 8 กันยายน ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที นำโดยนายวีระ มุกสิกพงษ์ ผู้ดำเนินรายการ พร้อมด้วยนายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้ร่วมดำเนินรายการ ได้ร่วมกันวิพาษ์ข้อเท็จจริง ภายกลังมีการประชุม 3 ฝ่าย ได้แก่ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาและหาทางออกในสถานการณ์วิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นที่รัฐสภา

โดยนายประสพสุข ได้รับมอบหมายหน้าที่จากสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และฝ่ายค้าย ให้เป็นตัวแทนในการเข้าเจรจาเพื่อหาข้อยุติในการแก้วิกฤต พร้อมกันนี้ได้ตั้งคณะทำงานเป็นการเฉพาะ 8 คน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 7 คน มีนายประสพสุข เป็นประธานคณะทำงานมี นายนิคม ไวยรัชพานิช ส.ว. ฉะเชิงเทรา และรองประธานวุฒิสภา น.ส.ทัศนา บุญทอง ส.ว.สรรหา และรองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา พล.ร.อ. ณรงค์ ยุทธวงศ์ ส.ว.สรรหา นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา และ นางสุวิมล ภูมิสิงหราช เลขาวุฒิสภา

ขณะเดียวกันนายประสพสุขได้แจกเอกสาร ที่ระบุถึงมติของคณะทำงานในแนวการปฏิบัติ 3 แนวทาง ที่ได้นำข้อมูลข้อคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ มาเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา คือ 1. นายกรัฐมนตรีควรประกาศลาออกเพื่อเปิดทางให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ทุกฝ่ายรับได้ และรัฐบาลใหม่ทำหน้าที่ชั่วคราวในระยะสั้น ก่อนคืนอำนาจให้กับประชาชน หรือนายกรัฐมนตรีควรประกาศยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชนได้เลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาใหม่ 2. กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต้องเคารพและปฏิบัติอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและยุติการชุมนุม และ 3. แนวทางการทำประชามติที่นายกรัฐมนตรีทำการเสนอนั้น ทางคณะทำงานคิดว่าไม่น่าจะปฏิบัติได้ในตอนนี้

นายจตุพร ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน หนึ่งในผู้ร่วมรายการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ระบุว่า นายประสพสุขได้รับภาระเป็นตัวกลางในการเจรจากับรัฐบาล และกลุ่มพันธมิตรฯ โดยในประการแรกที่ระบุว่าให้นายกฯประกาศลาออก เพื่อให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ทุกฝ่ายรับได้ ถ้าอ่านภาษาอย่างนี้ก็คือการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งตนได้พูดก่อนหน้านี้ผ่านทางรายการแล้วว่า ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งให้รัฐบาลใหม่นั้นทำหน้าที่ชั่วคราวในระยะสั้น ก่อนคืนอำนาจให้ประชาชน เพราะเมื่อรัฐบาลแห่งชาติซึ่งมีที่มาที่ไปไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนอูย และระบอบประชาธิปไตยเช่นนี้นั้น ก็จะถูกแรงต้านจากประชาชน ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่ว่าตามกลุ่มพันธมิตรฯทุกประการ

แต่ข้อเรียกร้องที่กลับไปยังกลุ่มพันธมิตรฯมีเพียงแค่ว่า ต้องเคารพและปฏิบัติตามข้อกฎหมาย พร้อมยุติการชุมนุม ส่วนแนวทางปฏิบัติในข้อที่ 3 เป็นการตัดตอน และเป็นการตัดสิ่งที่รัฐบาลเสนอทั้งหมด ฉะนั้นข้อที่ไปเจรจาความล้วนเป็นประโยชน์ต่อพันธมิตรฯ และไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลและประชาธิปไตยเลย

“การปฏิเสธเงื่อนไขการทำประชามติมันสะท้อนว่าคนเหล่านี้กลัวเสียงของพี่น้องประชาชน เพราะพวกเขารู้ดีว่า คะแนนในการลงประชามติมันเป็น มายาคติ การมาอ้างว่าไม่พร้อมในการปฏิบัติมันเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น นี่เป็นทางออกให้กลับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ไม่ใช่เป็นทางออกให้กับประเทศชาตินี้ครับ” นายจตุพร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมรายการกล่าวเสริมว่าข้อเสนอทั้งหมดเดิมไม่มี แต่เมื่อมีการตั้งคณะทำงานมาแล้ว ทัศนคติของนายประสพสุขก็เปลี่ยนไป ซึ่งหากคนกลางหากขาดหลักนิติธรรมในการเจรจาแล้ว ก็จะไม่เป็นประโยชน์หรือเกิดผลดีต่อประเทศชาติเลย เริ่มต้นในการเจรจานั้นก็เหมือนจะดี ว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่เมื่อพิจารณา 3 แนวทางปฏิบัติที่คณะทำงานเสนอขึ้นมานั้น ชี้ได้ว่านี่ไม่ใช่คณะทำงานการเจรจา แต่เป็นคณะทำงานเพื่อร่วมยึดอำนาจรัฐบาล ไม่มีอะไรแตกต่าง นี่คือข้อเจรจาที่อาจก่อให้เกิดการปะทะ ไม่ใช่ก่อให้เกิดข้อยุติ

ส่วนกรณีที่เรียกร้องให้นายสมัครประกาศยุบสภานั้น ตนมองว่าไม่มีหลักประกันอะไรที่จะรับรองได้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯจะยอมยุติ เนื่องจากเป้าหมายของกลุ่มนี้คือการเมืองใหม่ ที่ไม่ใช่ระบบรัฐสภาและไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ด้านนายวีระ ผู้ดำเนินรายการ กล่าวเสริมว่า การตั้งคณะทำงานชุดดังกล่าว พร้อมกับมีมติออกมา 3 ข้อ ซึ่งในข้อแรกกรณีที่ว่า ต้องจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่นั้น หากเป็นรัฐบาลแห่งชาติตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่งตนไม่ยอมให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไปยอมจำนนต่อพวกกบฏ ซึ่งผู้ต้องหากบฎจะมีศักดิ์เท่ากับรัฐบาลเชียวหรือ ซึ่งตนรับไม่ได้

นอกจากนี้การตั้งรัฐบาลใหม่อาจไม่ได้เป็นไปตามข้อบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เนื่องจากมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) หากเอานายกฯจากคนภายนอกตามแนวคิดรัฐบาลแห่งชาติก็จะเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากยอมเอาข้อเสนอนี้ไปเจรจาก็เท่ากับว่าเป็นการยอมแพ้ตั้งแต่แรก ซึ่งเป็นการต่อรองทางการเมืองที่เสียเปรียบ และไม่ช่วยอะไร ทั้งนี้การตั้งคณะทำงานขึ้นมาเป็นการชักแถวกลุ่มพันธมิตรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นนายสมชาย แสวงการ หรือนายคำนูณ สิทธิสมาน จะพูดไปแล้วก็คือพรรคพวกของโจรกบฏ

“ผู้ง่ายๆ ว่า เหมือนโจรมาปล้นบ้าน แทนที่ตำรวจจะเข้ามาปราบโจร กลับเอาเงื่อนไขของโจรมาบีบบังคับเจ้าของบ้าน ลักษณะอย่างนี้ไม่ใช่ลักษณะทางการเมืองที่ใช้ได้ เอาเป็นมาตรฐานไม่ได้ เป็นการเสียเปรียบ ผมไม่อยากจะพูดถึงขั้นว่าวุฒิภาวะมันไม่ถึงนะ และคณะทำงานก็พวกของกบฏทั้งนั้น นายสมชาย นายคำนูณ การร่างแบบนี้เท่ากับว่าประเทศเราได้ถูกยึดไปเรียบร้อยแล้ว ถูกจับเป็นเชลย ซึ่งเราไม่เห็นด้วย” นายวีระกล่าวว

ส่วนแนวคิดในข้อที่ 3 นั้นตนประหลาดใจอย่างยิ่งว่า แนวทางที่รัฐบาลจะถามประชาชนนั้นผู้ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศนั้นจะมีเหตุอันใดที่จะทำไม่ได้ ซึ่งงบประมาณที่จัดทำตนไม่เห็นว่าเป็ฯเรือ่งที่มากมายใหญ่โต หรือจะส่งผลกระทบอะไร แล้วหากมีการอ้างว่าเมื่อได้ประชามติมาแล้วก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ เป็นเรื่องที่ไม่จริง เพราะเมื่อเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยได้เสียงประชามติจากประชาชนมาแล้วไม่จัดทำก็ไม่ต้องเป็นรัฐบาล ประชาชนจะทำการขับไล่ไปเอง ฉะนั้นตนมองว่าควรจะนำการทำประชามติเป็นตัวอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด หรือความรุนแรง นี่คือทางออกที่ดีที่สุดแต่ว่านี่คณะทำงานดูคล้ายกับกลัวประชาชน

นายก่อแก้ว กล่าวเสริมว่า จากแนวทางดังกล่าวนั้นตนรู้สึกผิดหวังที่ข้อเสนอแนะไม่เป็นกลาง และประชาชนจะอดมองไม่ได้ว่า นายประสพสุขถือหางพันธมิตรฯ รัฐบาล ส.ส. และ ประเทศชาติเสียหาย เมื่อประเทศชาติก็เสียหาย ส.ส.กี่ร้อยคนในสภาก็ต้องถูกหางเลข เท่ากับว่าข้อเสนอดังกล่าวนั้น รัฐบาลถอยอย่างสุดกำลัง ซึ่งข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น ตนมองว่าน่าจะมีเงื่อนไขมากกว่านี้ เช่น ไม่ให้มีการชุมนุมอีกหากมีการเลือกตั้งใหม่ ส่วนการทำประชามตินั้นเป็นเรื่องที่สมควรอย่างยิ่งที่จะยุติความรุนแรง


ม็อบเด็กปลุกระดมไม่ขึ้นทั่วปท.ต้าน-มัฆวานกร่อย


ม็อบพันธมิตรฯ เด็กกร่อยสุดๆ เวทีสะพานมัฆวานฯ ไม่สมราคาคุย ที่เคยอ้างมีนักศึกษา 80 สถาบันหยุดเรียนร่วมปักหลักไล่รัฐบาล ถึงเวลามีแค่เด็กช่างกล 200 คน ขณะที่นักศึกษาทั่วประเทศเมินร่วมสังฆกรรม ระบุข้ออ้างชุมนุมเลื่อนลอยไร้เหตุผล แถมข้อเสนอ 70 : 30 ยังขัดหลักการประชาธิปไตย ขอเรียนหนังสือเพื่ออนาคตดีกว่า เด็กจุฬาฯ ยันมีคนไปร่วมไม่ถึงร้อย แม้แต่นักศึกษาใต้ที่เป็นแนวร่วมไล่รัฐบาล ยังเสียงแตก คัดค้านการหยุดเรียนหนังสือ

ความพยายามของกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ที่หลอกเอานิสิต-นักศึกษา มาเป็นแนวร่วมเคลื่อนไหว หวังเพิ่มความชอบธรรมในการชุมนุมดูจะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะจากที่กลุ่มพันธมิตรฯ เด็กประกาศว่าจะมีนักศึกษาจากสถาบันการศึกษา 80 แห่งร่วมการชุมนุม แต่ถึงเวลาจริงกลับมีผู้ร่วมชุมนุมเพียงประมาณกว่า 200 คน โดยมีการประกาศว่าจะมีผู้ชุมนุมอีกบางส่วนตามมาสมทบในช่วงค่ำ ซึ่งหมายถึงพวกไม่กล้าขาดเรียนจริงตามคำกล่าวอ้าง

ในขณะที่พบว่ากลุ่มที่ออกมาร่วมการชุมนุมจริงส่วนใหญ่กลับมีแต่นักเรียนช่างกล อย่างเช่น ช่างกลสยาม ที่เดินทางมาเป็นกลุ่มแรกประมาณ 50 คน และมีนักศึกษาอุเทนถวาย และไทยวิจิตรศิลป์ ตามมาสมทบในเวลาต่อมา ส่วนนักศึกษาของสถาบันการศึกษาชั้นนำหลายแห่งกลับออกมาแสดงความเห็นและแถลงจุดยืนไม่เอาด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยเหตุผลที่หลากหลาย ไม่ว่าจะมองการชุมนุมว่ามีเหตุผลที่ไร้สาระ หรือไม่อยากตกเป็นเครื่องมือของผู้ใหญ่ และยังมีนักศึกษาอีกจำพนวนมากที่มองว่าการเรียนหนังสือมีความสำคัญกว่า

แฉ!จุฬา-เกษตรร่วมชุมนุมไม่ถึงร้อย
นายณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์ นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่าภายในมหาวิทยาลัยยังคงมีการเรียนการสอนเป็นปกติ ถึงจะมีนิสิตให้ความสนใจกับการนัดหยุดเรียนอยู่บ้าง แต่ไม่มีใครไปร่วมชุมนุม ยกเว้นแต่นิสิตที่อ้างตัวเป็นกลุ่มจุฬาฯ รักชาติ ไปร่วมชุมนุมที่สะพานมัฆวานฯ โดยการนัดแนะเจอกันที่บริเวณดังกล่าว ไม่มีการเคลื่อนขบวนออกจากมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด และเบื้องต้นเท่าที่ทราบจำนวนนิสิตที่เป็นสมาชิกในกลุ่มจุฬาฯ รักชาติ มีจำนวนน้อยมากไม่ถึงร้อยคน

“มีอาจารย์ในคณะวิศวกรรมศาสตร์บอกว่า นิสิตที่ไปร่วมชุมนุมไม่เคยศึกษาการเมือง ไม่ศึกษากฎหมาย ไม่ศึกษาประวัติศาสตร์ ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการเมืองอย่างถ่องแท้ แต่แห่ไปชุมนุมกัน การไปชุมนุมของนิสิตก็เหมือนไปตายแทนแป๊ะลิ้ม ชุมนุมก็ชุมนุมได้เพราะเป็นสิทธิ แต่ไม่มีสิทธิไปยึดทำเนียบ เพราะรัฐบาลก็มาจากการเลือกตั้ง นายสมัคร ก็มาจากคนที่เลือกเกินครึ่งประเทศ” นายณัฐสิฏ กล่าว

นายจงเจตน์ ยิ้มละมัย นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า นิสิตมก. ยังคงมาเรียนตามปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนเรื่องที่จะมีการหยุดเรียน 3 วันนั้น ขึ้นอยู่กับนิสิตแต่ละคน แต่โดยส่วนใหญ่ไม่มีการหยุดเรียน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ามีนิสิตไปเข้าร่วมแต่ไม่สามารถทราบได้ว่ามีจำนวนกี่คน เบื้องต้นมีจำนวนไม่มากอย่างเป็นข่าว

นศ.เหนือเมิน-พธม.เรียกร้องมากไป
ด้านนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังคงมาเรียนตามปกติ ตามที่ก่อนหน้านี้ องค์การนักศึกษา ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนเป็นกลางทางการเมืองไปแล้ว

นายมงคล บุตรเริ่ม ประธานสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า สาเหตุที่องค์การนักศึกษา ไม่มีมติให้หยุดเรียนเพื่อร่วมชุมนุม เนื่องจากใกล้สอบปลายภาค และเห็นว่านักศึกษาสามารถทำกิจกรรมเคลื่อนไหวภายในสถาบันได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องหยุดเรียน ซึ่งจะเกิดประโยชน์น้อยกว่าการศึกษา เพื่อนำความรู้ไปใช้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม จะมีการประชุมเพื่อออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 และนำเสนอทางออกสำหรับทุกฝ่าย รวมถึงการกำหนดท่าทีการเคลื่อนไหวต่อไปอีกครั้ง

นายณัฐพร หอคำ นายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ได้เรียกประชุมนายกสโมสร ทั้ง 21 คณะ มีมติว่ายังไม่มี การเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือการเดินทางไปร่วมชุมนุม ที่ กทม. และขอเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายสมานฉันท์กันโดยเร็ว

เช่นเดียวกับ นายนิตินัย วงศ์สังข์ นายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม พิษณุโลก ในฐานะรองประธานสมาพันธ์ราชภัฏแห่งประเทศไทยภาคเหนือ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการหยุดเรียนเพื่อร่วมประท้วงรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เพราะท่าทีกลุ่ม พธม.เรียกร้องมากเกินไป

นศ.อีสานซัด70/30ขัดหลักปชต.
ด้านนายกองค์การบริหารนักศึกษา 2 สถาบัน ของจังหวัดอุบลราชธานี ไม่เห็นด้วยกับการนัดหยุดเรียนของกลุ่มนักศึกษาและไม่เห็นด้วยกับการเมืองใหม่ 70 : 30 ตามพันธมิตรฯ เสนอ เนื่องจากไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

นายกิตติ อินทรีย์ นายกองค์การบริหารนักศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวถึงการที่กลุ่มเครือข่ายนิสิตนักศึกษาเยาวชนกู้ชาติ ออกแถลงการณ์เชิญชวนนิสิต นักศึกษาและอาจารย์ทั่วประเทศใช้มาตรการอารยะขัดขืนด้วยการหยุดการเรียนการสอนรวม 3 วันนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนั้น ว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักศึกษาถือว่าเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่ไม่เห็นด้วยที่จะหยุดเรียนเพื่อร่วมชุมนุมทางการเมือง เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและอาจมีผลกระทบต่อการเรียน

นายวีรยุทธ ไชยพร นายกองค์การบริหารนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี กล่าวว่า นักศึกษาสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้เช่นกัน เพราะถือว่าเป็นสิทธิและมองว่านักศึกษาที่เคลื่อนไหวกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอาจไม่ใช่นักศึกษาที่เป็นแกนนำ และคงมีกลุ่มบุคคลอยู่เบื้องหลัง ส่วนเรื่องการเมืองใหม่ 70 : 30 ตามที่กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอนั้น ไม่เห็นด้วยเพราะไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ส่วนที่ ม.ราชภัฏบุรีรัมย์ การเรียนการสอนยังเป็นไปตามปกติ ไม่มีการเคลื่อนไหวชุมนุม หรือจัดทำกิจกรรมเสวนาทางการเมืองของกลุ่มนักศึกษาแต่อย่างใด

นายนิตินัย ดีเหมือนตระกูล ประธานสภานักศึกษา ม.ราชภัฏบุรีรัมย์ ออกมายืนยันว่า นิสิต นักศึกษา ม.ราชภัฏบุรีรัมย์ไม่ได้รับการประสานจากฝ่ายใดให้ไปร่วมชุมนุมประท้วงที่ กทม. และไม่มีการที่จะนัดหยุดเรียน เพื่อไปร่วมชุมนุมประท้วง โดยทุกคนยังคงเดินทางมาเรียนตามปกติ ทั้งมีความเห็นว่า ไม่จำเป็นที่นักศึกษาจะต้องเข้าไปร่วมชุมนุม ซึ่งจะก่อให้เกิดความรุนแรงบานปลาย

มรภ.โคราชเมินหยุดเรียนหนังสือ
สำหรับบรรยากาศที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ยังคงมีนักศึกษาเดินทางมาเรียนหนังสือตามปกติตั้งแต่ช่วงเช้า และนักศึกษาจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับการหยุดเรียนไปประท้วง

น.ส.นุจณี ศรีปิยะพันธุ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวว่า ส่วนตัวเองแล้วมองว่าการหยุดเรียนเพื่อไปประท้วงนั้นเป็นเรื่องไร้สาระและไม่จำเป็น ซึ่งหากหยุดเรียนแล้วจะส่งผลกระทบต่อการเรียนของตนเอง ส่วนการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ควรให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบมากกว่า แต่การประท้วงถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลของแต่ละคน สำหรับตัวเองแล้วมองว่าไม่จำเป็นที่จะต้องหยุดเรียนเพื่อไปร่วมประท้วงแต่อย่างใด

นายธราธร ศรีวิศาลภพ คณะนิติศาสตร์ มรภ.นครราชสีมา กล่าวว่า ตนเองและเพื่อนนักศึกษาส่วนใหญ่ยังคงมาเรียนตามปกติ ซึ่งนักศึกษาที่ยังมาเรียนคงคิดเหมือนกับตนเองว่าในช่วงนี้ใกล้ที่จะสอบปลายภาคแล้ว จึงจำเป็นต้องเข้าเรียนเพื่อรับความรู้ในห้องเรียนให้มากที่สุด

นายภูวนาถ ทรัพย์กร คณะบริหารการจัดการ มรภ.นครราชสีมา กล่าวในทำนองเดียวกันว่า การที่มีนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่สามารถแสดงออกได้ รวมถึงการหยุดเรียน แต่ในส่วนตัวคิดว่าหากหยุดเรียนในช่วงนี้จะส่งผลเสียต่อตนเองเนื่องจากใกล้ช่วงสอบ ซึ่งจะทำให้เรียนไม่รู้เรื่องและขาดโอกาสที่จะได้รับความรู้ที่ค่อนข้างจะเข้มข้นในช่วงนี้ อีกทั้งเรามีหน้าที่เรียนหนังสือ ให้สมกับที่พ่อแม่เสียเงินทองส่งเสียให้เราได้มีการศึกษา

เสียงแตก!หนุนพธม.แต่ไม่หยุดเรียน
นายเอกราช สุวรรณรัตน์ ที่ปรึกษาองค์การนิสิตมหาวิทยาลัยทักษิณ จ.สงขลา เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยกับมติของกลุ่มนักศึกษากู้ชาติ 80 สถาบันที่ประกาศหยุดเรียน 3 วัน แม้จะสนับสนุนแนวทางการแสดงพลังนักศึกษาต่อการเมืองโดยเฉพาะการขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากการบริหารประเทศ เนื่องจากหมดความชอบธรรมในหลายประเด็น ที่เป็นมติขององค์การนิสิตฯเห็นชอบ ขณะเดียวกันไม่ได้หมายความว่ากลุ่มนักศึกษาเลือกข้าง หรือสนับสนุนฝ่ายพันธมิตรฯทั้งหมดแต่เป็นเพียงหนึ่งในความเห็นที่ตรงกัน

นายเอกรินทร์ ด่วนสิริ อดีตผู้นำนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของ พธม.ที่บอกว่า เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ครั้งนี้ไม่อาจเรียกได้ว่า สงครามและการพูดเรื่องแตกหัก อันตราย ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติที่ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ความเป็นหุ้นส่วนของประเทศ ควรมีทางเลือกที่ 3 มากกว่า

“เราต้องกลับมาเป็นผู้มีหุ้นส่วนประเทศให้ได้ ควรจัดเวทีที่ 3 เป็นเวทีสาธารณะ จะเป็นสนามกีฬาที่ธรรมศาสตร์ หรือที่ไหนก็ได้เพื่อแสดงพลังในส่วนนี้ออกมาให้เป็นรูปธรรม”


Tuesday, September 9, 2008

พปช.มีมติเอกฉันท์เสนอ สมัครเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

พลังประชาชน 9 ก.ย. - ที่ประชุมพรรคพลังประชาชนมีมติเอกฉันท์ เสนอชื่อ “สมัคร สุนทรเวช” เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ยืนยันไม่ได้ดื้อดึง และทำตามกฎหมาย ย้ำรับไม่ได้ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ใช้วิธีที่ผิดกฎหมายมากดดันให้ลาออก

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงผลการประชุมพรรคพลังประชาชน วันนี้ (9 ก.ย.) ว่า ที่ประชุม ส.ส.พรรค ได้ติดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องคุณสมบัติของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ซึ่งนายสมัครแสดงท่าทีมาตั้งแต่ต้นว่า เคารพคำวินิจฉัยของศาล เป็นการเคารพสถาบันตุลาการ เคารพกฎหมาย ซึ่งเป็นจุดยืนของพรรค

ร.ท.กุเทพ กล่าวว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายสมัครขาดคุณสมบัติ ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ถือว่านายสมัครถูกลงโทษแล้ว จากการที่ไปทำหน้าที่พิธีกรรายการชิมไป บ่นไป และยกโขมง 6 โมงเช้า ซึ่งเป็นข้อต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ห้ามนายสมัครดำรงตำแหน่งทางการเมือง นอกจากนี้ นายสมัครยังดำรงตำแหน่ง ส.ส.สัดส่วนของพรรค จึงมีคุณสมบัติที่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้

“ดังนั้น ที่ประชุมพรรคพลังประชาชน โดย ส.ส.ทั้งหมด จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ ที่จะสนับสนุน นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค ได้กลับเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ในการที่จะมีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี คนใหม่ ในสภาผู้แทนราษฎร ตามการนัดหมายของประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่จะมีขึ้นในไม่กี่วันนี้” ร.ท.กุเทพกล่าว

ส่วนจะสอบถามพรรคร่วมรัฐบาลก่อนหรือไม่ นั้น ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ในฐานะที่พรรคพลังประชาชน เป็นแกนนำในรัฐบาลผสม เราจะใช้สิทธิของพวกเรา สนับสนุนนายสมัคร เพราะเห็นว่าเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุด ในสถานการณ์ขณะนี้ และเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับนายสมัคร ไม่ได้เป็นความผิดร้ายแรง ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติ ไม่ได้เป็นข้อกล่าวหาทุจริต ประพฤติมิชอบ
“ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในกรณีที่เข้าใจข้อกฎหมายคลาดเคลื่อน และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ผิดก็ถือว่าเป็นการลงโทษไปแล้ว” ร.ท.กุเทพ กล่าว ส่วนจะมีพรรคร่วมรัฐบาลเสนอชื่อบุคคลอื่นเป็นนายกรัฐมนตรีแข่งหรือไม่ ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า เป็นขั้นตอนที่แกนนำพรรคจะคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคพลังประชาชนได้คิดถึงเรื่องที่ศาลอุทธรณ์จะตัดสินคดีหมิ่นประมาทของนายสมัคร ในวันที่ 25 กันยายน หรือไม่ ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ในที่ประชุมพรรคไม่ได้พูดถึงประเด็นอื่น และพรรคเคยบอกประชาชนแล้วว่า ตลอดเวลาที่บริหารประเทศ มีปัญหาตลอด ดังนั้น ถ้ามีช่องทางใดที่สามารถเดินได้ในทางการเมือง หรือกฎหมาย เราก็เดินตามนั้น ส่วนอนาคตจะมีขวากหนามอะไรอีก ก็ค่อยแก้ปัญหากันไป

ต่อกรณีที่มีเสียงเรียกร้องให้นายสมัครเสียสละ และตอนนี้มีช่องทางผ่าทางตันแล้ว ทำไมพรรคพลังประชาชนยังดื้อดึง เสนอชื่อนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ไม่ได้มีการผ่าทางตันอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤติขณะนี้ เกิดจากคนจำนวนหนึ่งที่ใช้วิธีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายกดดันรัฐบาลให้ลาออกหรือยุบสภา และสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้อง

“เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ เพราะเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นต้องให้ความเป็นธรรมกับนายสมัครด้วย พรรคไม่ได้ดื้อดึง เมื่อเรามองเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เราถูกกระทำด้วยเจตนาร้าย เราก็ไม่จำยอม แต่เราไม่ใช่วิธีผิดกฎหมาย เหมือนกับกลุ่มพันธมิตรฯ” ร.ท.กุเทพ กล่าว .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-09 19:20:25

เส้นทางหลังนายกรัฐมนตรีพ้นหน้าที่

กรุงเทพฯ 9 ก.ย. - การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 267 กรณีจัดรายการ “ชิมไป บ่นไป” ขั้นตอนต่อจากนี้เป็นอย่างไร.

สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-09-09 19:12:50

หวังปลุกนักศึกษาขึ้นมาไล่รัฐบาล ฝันค้างของพันธมิตรอีกรอบ


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย


ยุคนี้ไม่ใช่ยุค การต่อสู้ทางอุดมการณ์ของโลก เหมือนช่วงปี 1960-1980 ซึ่งเป็นช่วงสงครามเย็น ที่มีการต่อสู้ทางอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างเข็มข้นระหว่างอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ กับทุนนิยม

ประเทศไทยในช่วงนั้น สังคมเป็นยุคเกษตรกรรมเต็มที่ ปี 2516 ที่เกิดกระบวนการนักศึกษาขึ้นมานั้น สังคมในชนบทของไทยยังมีแต่ชาวบ้านที่ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับโลกภายนอกมากนัก ชาวบ้านส่วนใหญ่มีการศึกษาเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่จบไม่เกิน ป.
4 ส่วนคนที่มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลับก็มีอยู่เพียงในกรุงเทพมหานครเท่านั้น และมีอยู่จำนวนไม่มากด้วย เมื่อเทียบกับจำนวนประชาชนทั้งหมด


นักศึกษาในช่วงนั้น คณะต่างๆ ก็มีแต่คณะทางด้านสังคม เช่น รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ส่วนทางด้านวิทยาศาสต์ ก็มีแค่แพทย์และวิศวะ เป็นต้น คณะที่ดังๆ เช่น รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ก็ศึกษาเรื่องการเมืองเป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีการตื่นตัวทางการเมืองสูง


เมื่อสังคมเป็น สังคมเกษตรกรรม ประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้ต่ำ คนที่มีการศึุกษาส่วนมากก็ทำงานราชการทั้งสิ้น ปัญญาชนนอกภาคราชการ ที่ไม่ได้ถูกควบคุมโดยรัฐมีพวกเดียวคือ "คนในรั้วมหาวิทยาลัย" ส่วนปัญญาชนอิสระก็มีแค่ทนายความ พนักงานบริษัทต่าง ๆ นั้นมีน้่อยมาก

เรียกว่าคนทั้งประเทศโดยเฉลี่ยมีการศึกษาต่ำกว่า นักศึกษาในมหาวิทยาลัย คนชนบทที่แม้มีอายุมากกว่านักศึกษา แต่ก็มีการศึกษาที่ต่ำกว่า


แต่โครงสร้างของประชากรในปัจจุบัน คนทำงานที่มีการศึกษาสูงกว่านักศึกษาเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่ก็ทำงานนอกภาครัฐ มีการศึกษาและประสบการณ์ที่สูงกว่านักศึกษามาก คนที่มีการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยมีเป็นจำนวนมาก

คนที่มีความรู้ไม่ได้จำกัดตัวอยู่ในแวดวงมหาวิทยาลัยเท่านั้น คนที่จบปริญญาไม่ว่า ตรี โท เอก อยู่นอกมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมาก คนพวกนี้มีประสบการณ์มากกว่า อาจารย์และนักศึกษา มากนัก

ดังนั้น นักศึกษา ในยุคปัจจุบัน จึงไม่ใช่ "ปัญญาชนชั้นนำ" ของประเทศอีกต่อไป แต่เป็น "เด็กที่ยังเรียนไม่จบ" และยังไม่มีประสบการณ์ มองปัญหาไม่รอบด้าน รู้แต่ในตำราเท่านั้น



แม้แต่ในหมู่บ้าน ก็มีคนที่มีความรู้มากกว่านักศึกษา มีชาวนาที่จบปริญญาก็ยังมี คนที่ทำงานในระดับตำบล เช่น อบต. โรงเรียน หรืออื่นๆ ก็มีความรู้สูงกว่านักศึกษาแทบทั้งสิ้น

เมื่อนักศึกษาเป็นแค่เด็กในสังคม ความสนใจต่อสภาพสังคมที่มี "ภูมิความรู้ ประสบการณ์ และการศึกษามากกว่า" ก็ลดลง และโลกปัจจุบันก็มีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่า "การเมือง" ความคิดของนักศึกษาในยุคนี้ก็ไม่สามารถชี้นำสังคมได้ แหล่งความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่มีให้เข้าถึงได้โดยง่ายในโลกอินเตอร์เน็ต

นักศึกษาในยุคนี้จึงสนใจเรื่องอื่นๆ มากกว่าการเมือง เช่น วิิดิโอเกม อินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ต่างๆ หรือ
Hi5 เป็นต้น


ดังนั้น ในมหาวิทยาลัยจึงมีนักศึกษาส่วนน้อยเท่านั้นที่ สนใจการเมืองแต่สนใจในฐานะ ผู้ที่ศึกษาเรียนรู้มากกว่า ที่จะคิดเปลี่ยนแปลงสังคม ที่ตนไม่ได้มีภูมิรู้มากกว่า

ผมจึงไม่คิดว่าการปลุกนักศึกษา ออกมาต่อต้านรัฐบาล ต่อต้านทุนนิยม จะสำเร็จไปได้

แม้จะมีนักศึกษาเข้าร่วม ก็แค่ส่วนน้อยเท่านั้น

บางคนที่ไปติดภาพ ขบวนการนักศึกษาปี 2516 ก็คิดว่า่ตนจะสามารถปลุึกเร้านักศึกษา "ออกมาต่อต้านทุนนิยม" ได้

อุดมการณ์ทางการเมืองแบบต่อต้านทุนนิยในยุคปัจจุบัน มันไม่ได้มีอยู่แล้วในมหาวิทยาลัย มันมีแต่อยู่ในกลุ่มอาจารย์ "ที่เคยเป็นนักศึกษาสมัยปี 2516" ที่ตกค้างมาตั้งแต่การต่อสู้กันในยุคสงครามเย็นเท่านั้น

นักศึกษาสมัยนี้สนใจแต่ว่า ตนจะจบออกไปให้เร็วที่สุด มีงานดีๆ ทำ ได้เงินเดือนแพงๆ และมีรถดีๆ ขับได้อย่างไรเท่านั้น ใครออกไปจากมหาวิทยาลัยได้ก่อน คนนั้นมีอิสระจากการพึ่งพาครอบครัวก่อน มีโอกาสไล่คว้าชีวิตที่เป็นอิสระก่อนเพื่อนที่ยังพึ่งเงินจากพ่อแม่ก่อน

ยุคนี้อุดมการณ์ จึงไม่ใช่เรื่อง สังคมนิยม ทุนนิยม

แต่กระแสในมหาวิทยาลัย น่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม โลกร้อน ตามสภาวะกระแสหลักของโลกมากกว่า


สำหรับประเทศไทย ปัญหามันก็แค่ "คนแก่กลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจ" และไม่สามารถปรับตัวเข้ากับโลกสมัยใหม่ได้เท่านั้นเอง

ความ หวังที่จะเห็นภาพนักศึกษา เป็นหมื่นๆ คน เดินขบวนออกมาไล่รัฐบาลนั้น ผมว่าเป็นความฝันของพวกที่ยังติดภาพยุคสงครามเย็นมาเท่านั้น ไม่ได้ผงกหัวขึ้นมามองดูโลกยุคศตวรรษที่
21 ว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว

ใช้ประสบการณ์และความเคยชินยุคปี 1970 มาประเมินสถานการณ์ยุคปี 2008

น่าสงสารคนพวกนี้จัง

บางคนสงสัย และเคยมีคำถามของคอลัมนิสต์บางคนว่า ทำไมขบวนการนักศึกษายุคนี้ถึงไม่เข็มแข็งเหมือนยุคก่อน และทำไมนักศึกษาถึงไม่สนใจการเมือง

ผมว่าคำตอบส่วนหนึ่งก็เหมือนกับที่ผมเสนอไว้ข้างบนแหละครับ

อีกส่วนหนึ่งคือ "กระแสโลก" ในขณะนี้ ไม่ได้เป็นการต่อสู้ทางอุดมการณ์ทางการเมืองอีกแล้ว แวดวงวิชาการระดับโลกเรื่องที่เป็นที่สนใจ ไม่ได้อยู่ที่ คอมมิวนิสต์ สังคมนิยม ทุนนิยมหรือ เผด็จการ อย่างไหนจะดีกว่ากัน โลกมีคำตอบเรื่องพวกนี้หมดแล้ว จนนักวิชาการไม่ต้องตั้งประเ็ด็นมาถามกันแ้ล้ว หรือบทความทางวิชาการเด่นๆ ระดับโลกไม่มีเรื่องพวกนี้อีกแล้ว

กระแสโลก เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องโลกร้อน

ภาพยนต์ดังๆ ยุคนี้ ไม่มีประเด็นทางการเมืองมากมายนัก ไม่มีประเด็นการต่อสู้ทางอุดมการณ์ทางการเมือง

มีแต่เรื่อง "น้ำจะท่วมโลก" หนังยอดฮิต ก็เป็นเรื่องภัยพิบัิติจากโลกร้อน
แวดวงวิชาการระดับโลก สนใจเรื่องเหล่านี้มากกว่าเรื่องการเมือง

กระแสนักศึกษา ปัญญาชนในมหาวิทยาลัยยุคใหม่ ที่ไม่ใช่นักวิชาการที่ตกค้างมาตั้งแต่ยุคคนเดือนตุลา สนใจปัญหาระดับโลกเรื่องอื่นๆ มากกว่า

ดังนั้น การจะปลุกนักศึกษามาไล่รัฐบาลสมัคร ผมว่าออกมาอย่างมาก ก็ไม่เกินหลักร้อยหรือหลักพัน แต่เมื่อเทียบกับจำนวนนักศึกษาทั้งหมดแล้ว มีน้อยนิดมาก

เอาอุดมการณ์เรื่อง พระมหากษัตริย์ ระบอบประธานนาธิบดี ไปใส่นักศึกษา ผมว่าไม่สำเร็จหราอกครับ

Thai Free News

ขนาดพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่พันธมิตรและสหภาพฯ พยายามปลุกขึ้นมาตัดน้ำตัดไฟ หยุดเดินรถ ก็ทำได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่สงผลกระทบต่อการเมืองแต่อย่างใด เพราะประเด็นที่ปลุก เป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่อง รายได้ ความมั่นคงของพนักงานรัฐวิสาหกิจแต่อย่างใด

การปลุกนักศึกษาออกมาไล่รัฐบาล ผมว่าเป็นแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ ของพวกคนแก่เท่านั้น

การปลุกระดมนักศึกษาออกมาไล่รัฐบาล จึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวหรือน่าวิตกแต่อย่างใด เจอฝนตกหนักๆ น้องๆ กลัวกระโปรงเปียก เสื้อเปียก ก็หนีกลับบ้าน หรือไปเที่ยวอาร์ซีเอดีกว่า

จาก thaifreenews

หารือ 3 ฝ่ายพายเรือในอ่าง


เมื่อวันที่ 8 ก.ย. เวลา 10.00 น. ที่ห้องรับรอง 1 อาคารรัฐสภา ตัวแทน 3 ฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วย นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานวิปรัฐบาล นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ประชุมเพื่อรายงานผลการเจรจาระหว่างทั้งฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรฯ โดยก่อนการหารือ นายประสพสุขให้สัมภาษณ์ว่า มารายงานผลการเจรจาให้ที่ประชุมรับทราบ ขณะนี้ยังถือว่าทุกอย่างยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา ยังไม่ถือว่าล้มเหลว โดยการเจรจาจะต้องใช้เวลาและพยายามต่อไป จนถึงขณะนี้ยังถือว่าการเจรจาเป็นทางออกที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตามภายหลังการหารือทั้งหมดปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์โดยระบุว่าต้องรอหารือกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลในช่วงเที่ยงวันเดียวกันก่อน

ข้อเสนอให้ทุกฝ่ายถอยคนละก้าว

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ของวุฒิสภาได้แจกแถลงการณ์ รายงานความก้าวหน้า ในการประสานงานของ นายประสพสุข มีใจความว่า เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจากับ ผบ.ทบ. และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตนจึงได้ตั้งคณะทำงานประสานขึ้นมาคณะหนึ่ง โดยผลการเจรจากับผู้บัญชาการทหารบก ตนได้พบกับ ผบ.ทบ.โดยตรงจากการประสานงานของ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช และ พล.ร.อ.ณรงค์ ยุทธวงศ์ ส.ว. ซึ่ง ผบ.ทบ.แสดงความห่วงใยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อยากให้ทุกฝ่ายถอยกันคนละก้าว และสนับสนุนที่ฝ่ายรัฐสภาแสดงเจตนาดีที่จะพยายามช่วยกันแก้ปัญหาของชาติและให้กำลังใจให้ความพยายามในครั้งนี้เป็นผลสำเร็จ ในส่วนของทหาร ผบ.ทบ.ยืนยันหนักแน่นว่าทหารจะไม่ ใช้กำลังในการสลายการชุมนุม และทหารจะไม่ทำการปฏิวัติรัฐประหารอย่างเด็ดขาด เพราะเห็นว่าวิธีทางรัฐสภาน่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดของบ้านเมืองในปัจจุบัน

แนะนายกฯลาออกหรือยุบสภา

แถลงการณ์ดังกล่าวยังระบุอีกว่า ในส่วนการเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯได้ประสานไปยังกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ยังมิได้มีการพบปะเจรจากัน เพราะจังหวะเวลาไม่เอื้ออำนวยในขณะนี้ เข้าใจดีว่าจะต้องให้เวลา ขอเรียนว่ายังรออยู่และเปิดประตูที่จะเป็นคนกลางในการเจรจาต่อไป อย่างไร ก็ตาม จากการที่คณะทำงานฯได้นำข้อมูล ข้อคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆมาสนทนาอภิปรายร่วมกัน เห็นว่าแนวทางที่น่าจะเป็นทางออกในขณะนี้คือทุกฝ่ายควรลดทิฐิ และเสียสละเพื่อประเทศชาติ โดยได้เสนอแนวปฏิบัติดังนี้คือ 1. นายกฯควรประกาศลาออกเพื่อเปิดโอกาสให้มีการตั้งรัฐบาลใหม่ที่ทุกฝ่ายรับได้ ทำหน้าที่ชั่วคราวในระยะสั้นก่อนคืนอำนาจให้ประชาชนต่อไป หรือนายกฯประกาศยุบสภาฯเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้เลือกตั้งผู้แทนราษฎรเข้ามาใหม่ในทันที 2. พันธมิตรฯต้องเคารพและปฏิบัติอยู่ภายใต้กฎหมายและยุติการชุมนุม 3. สำหรับแนวทางเรื่องการทำประชามติที่นายกฯเสนอนั้น คณะทำงานเห็นว่าไม่น่าจะปฏิบัติได้ในตอนนี้

แกนนำทุกพรรคจับเข่าหาทางออก

ต่อมาเมื่อเวลา 12.00 น. ตัวแทนของพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค พร้อมตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ ได้ เดินทางมาร่วมประชุมกับ 3 แกนนำฝ่ายนิติบัญญัติ อาทิ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช นางพรทิวา นาคาศัย เลขาธิการพรรคมัชฌิมาธิปไตย พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ รองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย นายมั่น พัธโนทัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

อ่านรายละเอียด ไทยรัฐ


ย้อนรอยคดีชิมไปบ่นไป

8 ก.ย. - คดีชิมไปบ่นไปมีที่มาที่ไปอย่างไร ทีมข่าวการเมือง สำนักข่าวไทย มีรายละเอียดให้ติดตาม

17 เมษายน 2551 จุดเริ่มต้นคดี ชิมไปบ่นไป นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ยื่นคำร้องต่อ กกต. ให้ตรวจสอบนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ว่า กระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 หรือไม่ กรณีที่ไปเป็นพิธีกรจัดรายการชิมไป บ่นไป และรายการ ยกโขยง 6 โมงเช้า ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 มีสาระสำคัญ คือ "นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใดก็มิได้ด้วย"

18 พฤษภาคม 2551 2 เดือนหลังมีผู้ร้องต่อ กกต. นายสมัคร ประกาศผ่านรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ขอยุติการจัดรายการชิมไปบ่นไป และยกโขยง 6 โมงเช้า

ขณะที่ กกต.ตั้ง อนุกรรมการสอบสวนฯ เรื่องนี้ แต่ก่อนที่จะมีข้อสรุปว่าจะรับคดีไว้ตรวจสอบหรือไม่ วันที่ 6 มิถุนายน นายเรืองไกรผู้ยื่นคำร้อง ก็ได้รวบรวมรายชื่อ ส.ว. 29 คน ยื่นผ่านประธานวุฒิสภาไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยคุณสมบัติของนายสมัครอีกทางหนึ่งด้วย ขณะที่ กกต.ก็ได้ข้อสรุปเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเช่นกัน

จนกระทั่ง วันที่ 5 สิงหาคม ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้รับคำร้องทั้งสองไว้พิจารณา นัดตรวจพยานครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม และนัดไต่สวนเพียง 4 นัด คือ วันที่ 26 และ 27 สิงหาคม วันที่ 4 กันยายน และวันนี้ (8 ก.ย.) เป็นนัดสุดท้าย ส่วนคำวินิจฉัยจะเป็นอย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟัง บ่าย 2 โมงพรุ่งนี้ (9 ก.ย.).

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-08 20:12:08