WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 10, 2008

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับวันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ.2551 ไม่ได้ผิดไปจากการคาดหมายล่วงหน้า ในที่สุดการเมืองไทยมาถึงจุดเปลี่ยนท่ามกลางการเมืองวิกฤติ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยลงมติเป็นเอกฉันท์ ให้ นายสมัคร สุนทรเวช สิ้นสุดการเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เพราะเป็นลูกจ้างรายการชิมไปบ่นไป ร่วมกีนแสวงหาผลประโยชน์ นั่นหมายถึงว่านับจากนี้ไปหนึ่งเดือนเป็นอย่างน้อย ประเทศไทยต้องหยุดอยู่กับที่ รอรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งแน่นอน 6 พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลยังคงเหนียวแน่นที่จะจับมือกันปกป้องประชาธิปไตย แต่ใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั่น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน

00 ครึ่งเดือนผ่านไป 9กบฏพาสมุนบริวารยึดทำเนียบรัฐบาล สร้างความฉิบหายวายวอดให้กับประเทศไทยเหลือคณานับ ในขณะที่รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลที่มีความถูกต้องชอบธรรมทุกประการ กลับไม่กล้าใช้อำนาจบังคับใช้กฎหมายให้เป็นกฎหมายกับผู้กระทำความผิดคิดชั่วกับประเทศชาติ แล้วประชาชนจะอยู่กันอย่างไรในเมื่อปล่อยให้กฏหมู่อยู่เหนือกฎหมาย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ จะต้องตั้งวงสนทนาทบทวนบทบาทกันใหม่ เลิกกันเสียทีกับการนั่งสุมเศียรถกเถียงกันหน้าดำคร่ำเครียดเพื่อออกกฎหมายขึ้นมาบังคับใช้ ในเมื่อมีคน9คน ตกเป็นผู้ต้องหากบฏ ซึ่งศาลเป็นผู้ออกหมาย แต่ 9 กบฏไม่ยอมรับข้อกฎหมาย โดยใช้กฏหมู่ผ้าถุงและจีวรสีกลักมาป้องกัน แล้วสภาผู้แทนราษฎร จะร่างกฎหมายขึ้นมาทำแสงด้ามหอกทำไมให้เสียเวลาเปลืองน้ำลาย

00 สองสามวันที่ผ่าน เอกฉัตร เจอฝนเข้าหน่อย ไม่ถึงกับเจอลูกเห็บ ดันเป็นโรคทันสมัยไข้หวัดใหญ่ ไปหาหมอตรวจเช็กเครื่องตามประสาผู้ชรา ได้นั่งคุยกับหมอถึงสถานการณ์บ้านเมือง พบว่าบรรดาคุณหมอก็มีความเป็นห่วงบ้านเมืองไม่ต่างจากอาชีพอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่ยังทำตัวเป็นพลังเงียบ ไม่กล้าออกมาแสดงตัวไม่เห็นด้วยกับการกระทำของ 9 กบฏ เพราะแต่ละคนไม่อยากจะให้ชื่อและโคตรเง้าถูกสับโขกในรายการเรียลลีตี้โชว์ทางเคเบิลทีวีเอเอสทีวี

00 คุณหมอบอกว่า กลุ่ม9กบฏ ปากพูดว่ารักชาติ กู้ชาติ แต่กลับไม่สำเหนียกสักนิด การยึดทำเนียบรัฐบาลทำแปลงนาผืนน้อย เป็นการทำลายชาติ สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ ปลุกระดมให้รัฐวิสาหกิจผละงาน สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนกันถ้วน แล้วยังอ้างไม่อายปากว่าทำเพื่อประชาชน และที่น่าเป็นห่วงที่สุดในวันนี้ ตรงที่เมื่อ 9 กบฏ หมดมุกที่งัดออกมาเล่น เพราะการยึดทำเนียบถือว่าที่สุดของที่สุดแล้ว จึงให้นักเรียน นักศึกษากลุ่มหนึ่งออกมาเสริมทัพ อ้างว่าเป็นความคิดอิสระทางการเมือง ปลูกฝังความคิดทางการเมืองให้กับเยาวชน แต่ในความเป็นจริง กลุ่ม 9 กบฏกำลังป้อนยาพิษทางการเมืองให้กับเด็กนักเรียนนักศึกษา ปลูกฝังให้เด็กเห็นกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย วังเวงเต็มทีกับอนาคตของประเทศไทย

00 ใช่ไม่เถียง เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นักเรียน นิสิต นักศึกษา มีบทบาททางการเมืองเป็นที่ประจักษ์ แต่เหตุการณ์ในครั้งนั้น เป็นการรวมตัวของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยจากรัฐบาลเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่วันนี้รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องไม่สมควรที่จะใส่ยาพิษให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษา เห็นดีเห็นงามไปกับการใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย

00 โถ...โถ...โถ...คงคิดว่าเมื่อสามารถยึดทำเนียบรัฐบาลได้เรียบร้อย ประกาศชัยชนะอย่างอหังการ์ของ 9 กบฏนั้น ทุกคนทุกกลุ่มในประเทศนี้จะต้องทำตามความต้องการ 9 กบฏ กระนั้นหรือ หลายคนแทบจะขว้างรองเท้าใส่ทีวี เมื่อเห็นหน้าดำๆของ นายสุริยะใส กตะศิลา หนึ่งใน 9 กบฏออกมาปฏิเสธการยุบสภา ซึ่งถือเป็นอำนาจเต็มในมือของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

00 คำประกาศของ นายสุริยะใส กตะศิลา จะมองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ การเมืองใหม่ของ 9 กบฏที่เตรียมการไว้เป็นระบอบการปกครองประเทศไทย ปฏิเสธอำนาจของประชาชนนั้นเอง ระบบ 70 : 30 ที่กำหนดขึ้นมา จึงไม่ใช่การเมืองระบอบประชาธิปไตยอย่างแน่นอน จะเป็นลัทธิอุบาทว์อะไรยังไม่เผยโฉมแน่ชัด คงรอวันประกาศชัยชนะอย่างเด็ดขาดของสงครามครั้งสุดท้าย ซึ่งคงอีกไม่นาน ถ้ายังปล่อยให้กฏหมู่อยู่เหนือกฎหมายอยู่อย่างนี้ หยุดเถอะ หยุดคิดกันเสียทีที่จะใช้การเจรจาเพื่อให้ปัญหาคลี่คลาย ในเมื่อ 9 กบฏปฏิเสธการเจรจาประสามนุษย์ยุคประชาธิปไตย

00 วันนี้ เอกฉัตร จะถามประชาชนส่วนใหญ่เจ้าของประเทศ จะรอวันให้ 9 กบฏประกาศลัทธิอุบาทว์ใช้แทนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขกระนั้นหรือ นี่คือคำถามที่อยากให้ทุกคนต้องทบทวน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ร่วมขบวนการยึดทำเนียบรัฐบาล เห็นดีเห็นงามกับการปลุกระดม ต้องคิดให้หนักกว่าใคร ยังไม่สายเกินไป ที่จะยอมเจ็บตัวฝ่าดงกองโจรศรีวิชัยออกมาประกาศตัวเป็นอิสระ ล้างบาปให้กับตัวเองที่หลงผิดคิดชั่วไปกับ 9 กบฏพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย เหมือนกับพันธมิตรฯภูเก็ต สำนึกบาป หลงทุบหม้อข้าวตัวเอง ปิดสนามบิน สร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนร่วมชาติ ทำลายชื่อเสียงของประเทศชาติให้ย่อยยับไปในพริบตา ตั้งแต่กลุ่มพันธมิตรฯฝ่าหน่วยรักษาความปลอดภัยเข้าไปปิดสนามบิน

00 ตุลาการรัฐธรรมนูญ ห้ามได้แค่ตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี แต่ไม่สามารถกักขังชีวิต เลือดเนื้อ และวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตยได้ บรรทัดนี้ เอกฉัตร ขอคารวะ นายอดิศร เพียงเกษ หนึ่งในสมาชิกบ้านเลขที่ 111 กระโดดขึ้นเวทีกลุ่มปกป้องประชาธิปไตยหยุดคนทำลายประเทศ ที่ลานท่าน้ำนนท์ จ.นนทบุรี ทันทีที่เวทีเปิดทำการ เพื่อเป็นอีกแรงร่วมกับ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ปกป้องประชาธิปไตยไม่ให้กฎหมู่ย่ำยี ใครที่ยังไม่จุใจกับคำปราศรัยของ นายอดิศร เพียงเกษ หาซื้อหนังสือ “กรงขังที่ 111” อ่านให้จุใจ วางแผงแล้ววันนี้ ราคา 250 บาท คุ้มเกินคุ้ม

เอกฉัตร


กุญแจเมืองไทย

คอลัมน์ : ขอดเกล็ดการเมือง

นับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 ที่เป็นวันรัฐประหารของคณะทหาร คปร. ทำให้บุคคลในรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นับตั้งแต่ตัวนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เอง กับคณะรัฐมนตรีทั้งหมด ต้องถูกบังคับ ถูก “ปล้น” อำนาจไป

วิธีการเช่นนี้ เป็นวิธีการของโจรที่เข้ามายึดอำนาจ เป็นการรัฐประหาร รัฐบาลที่มาจากประชาชน มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยว่า “...การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล อันมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งแบ่งฝ่าย สลายความรู้สึกรู้รักสามัคคีของชนในชาติอย่างไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ของชาติไทย...” การกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ที่เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ก็เพื่อโค่นล้มรัฐบาลพลเรือน รัฐบาลประชาธิปไตย เพื่อเข้ายึดอำนาจมาเป็นของฝ่ายตนเยี่ยง “โจรปล้น” อย่างไรอย่างนั้น

การแบ่งฝ่ายหรือความขัดแย้งในสังคมประชาธิปไตย ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา ความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นความงามในระบอบประชาธิปไตย

ความเห็นที่ไม่ยอมรับวิธีการรัฐประหาร ก็เป็นความเห็นที่ผู้คนในบ้านเมืองจำนวนมากไม่เห็นด้วย ไม่อยากให้มีการรัฐประหาร จะให้รู้รักสามัคคีกับพวกรัฐประหารเผด็จการ อีกร้อยชาติเขาก็ไม่เห็นด้วย เพราะ “เผด็จการ” ที่แท้แล้วก็คือ ศัตรูของประชาธิปไตย

เมื่อมีการรัฐประหารแล้ว พวกรัฐประหารพยายามยัดเยียดความรู้สึกที่ “ผิดถนัด” เข้าสู่สังคมประชาธิปไตย

ความรู้สึกที่ว่า ประชาธิปไตยไม่จำเป็นจะต้องมีการเลือกตั้งก็ได้ ประชาธิปไตยจริงๆ แล้ว (ความจริงคือความจริง) จะมีการแต่งตั้งก็ได้ พวกเขาพยายามทำลายความเชื่อที่มีมาดั้งเดิมของระบอบประชาธิปไตยเกี่ยวกับการเลือกตั้งว่าเป็นสิ่งไม่ดี เป็นสิ่งที่ไม่ชอบ ก่อให้เกิดการขัดแย้ง แตกแยก อะไรทำนองนั้น

การยัดเยียดความคิดที่ผิดดังกล่าว ปรากฏเป็นจริงในเมื่อพวก คมช. โดย สภาร่างรัฐธรรมนูญ “หุ่นเชิด” ทำการร่างสิ่งที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญ” ของพวกเขาเสร็จสิ้น เขาบรรจุเนื้อหา “การลากตั้ง ส.ว.” เข้าไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ทันที

เราจึงเห็น ส.ว. ที่มาจากการลากตั้ง 74 คน ส.ว. พวกนี้ไม่มีศักดิ์ศรี ไร้เกียรติคุณ เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่มาจากการแต่งตั้งของคนที่พวก คมช. กำหนดให้เป็น แล้วลากพวกสมุนเผด็จการพวกนี้ไปเป็น ส.ว.

การแบ่งฝ่ายและความขัดแย้งเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว. จึงสลายความรู้สึกรู้รักสามัคคีของชนในชาติอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย ดังที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ว่าไว้จริงๆ ใครเป็นคนสร้างความรู้สึกนี้ ตอบได้เลยว่าไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำ หากแต่เป็นพวกเผด็จการ คมช. และสมุนหุ่นเชิดเป็นคนทำ

ความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากมีการชุมนุมประท้วงของพวกอันธพาลการเมือง สมุน คมช. สาวกอำมาตยาฯ ที่สร้างความวุ่นวายให้แก่บ้านเมือง มีพฤติกรรมป่วนเมือง ไม่เกรงใจประชาชนอยู่เช่นนี้ ความถูกต้องในทางสังคมไม่ได้ทำจากรัฐธรรมนูญ หากพวกเขาพยายามทำมาจากการเป็นอันธพาลการเมืองดังกล่าว แล้วจะให้ประชาชนเขารู้สึกรักสามัคคีกันได้อย่างไร

ด้วยการให้ข้อมูลที่ผิดแก่สังคมของพวกอันธพาลสมุนเผด็จการ ประกอบกับยังมีสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์บางฉบับ วิทยุบางคลื่น โทรทัศน์บางช่อง เอียงข้างโหมกระพือความรู้สึกเคียดแค้น อาฆาต พยาบาท ด่าทอด้วยวาจาที่หยาบคาย ปรากฏในเวทีสื่อของเมืองไทย

การทำงานของพวกสื่อดังกล่าวจึงขาดความเป็นสื่อ หากเป็นพระก็ปาราชิก

แต่พวกสื่อนอกคอกเหล่านี้ยังไม่ยอมหยุด ยังเดินหน้าใส่ร้ายคนที่มาจากประชาธิปไตยทุกวี่วัน ยกย่องคนที่ไม่ได้มาจากประชาธิปไตยอยู่เสมอ ทำให้สังคมรับเอาความเพี้ยนของพวกเขาเข้าไปในสมองแบบกรอกหูอยู่ทุกวันๆ

ด้วยเหตุที่ต้องกอบกู้ความรู้สึกของประชาชนกลับคืนมาสู่สิ่งที่ดี อีกครั้งหนึ่ง ผม วิสา คัญทัพ และ คุณไพจิตร อักษรณรงค์ จึงร่วมกันจัดรายการวิทยุที่วิทยุ FM 105 ชื่อรายการว่า “กุญแจเมืองไทย” ทุกๆ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 19.30-21.00 น. จึงขอเชิญชวนผู้สนใจติดตามฟังรายการ “กุญแจเมืองไทย” ได้ จะมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบ้านเมืองอย่างไรก็เสนอในรายการได้

ความขัดแย้งระหว่างความคิดที่เป็นประชาธิปไตย กับความคิดที่ไม่เป็นประชาธิปไตย จะต้องดำรงคงอยู่ต่อไป การต่อสู้ระหว่างสองความคิดเห็นที่ถูกต้องคือความคิดประชาธิปไตย การเมืองไทย บ้านเมืองไทย จึงจะไปรอด

หากยังถูกครอบงำด้วยความคิดซากเดนเผด็จการ ซากเดนอำมาตยาฯ บ้านเมืองจะถอยหลังเข้าคลองทันที

ยึดอำนาจเข้ามาเยี่ยงโจร แล้วจะให้เขาสามัคคีกับเหล่าหมู่โจรได้อย่างไร จะให้ประชาชนรับส่วนแบ่งจากโจรที่ยึดอำนาจเขามาอย่างนั้นหรือ

การต่อสู้ในทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตย จะต้องผ่านอุปสรรค ขวากหนามมากมาย

อดทนหน่อยครับ ทุกปัญหามีทางออก ทุกปัญหาของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยมี “กุญแจ” ไขปัญหาได้อย่างแน่นอน

เชิญชวนคนไทยทั้งผอง มาร่วมเป็น “กุญแจเมืองไทย” เพื่อไขปัญหาให้แก่ประเทศชาติ และประชาชน ก้าวไปสู่ความเจริญอย่างแท้จริงต่อไป

อดิศร เพียงเกษ



ตัดไฟเสียแต่ต้นลม

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

ขณะเขียนคอลัมน์นี้อยู่ ผลการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อกรณีการทำรายการ “ชิมไปบ่นไป” กับรายการ “ยกโขยงหกโมงเช้า” ของนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ยังไม่ปรากฏผลออกมา ซึ่งแน่นอนว่าประชาชนทั่วทั้งแผ่นดินย่อมต้องจดจ้อง จะออกหัวหรือออกก้อย...

จะออกมาที่มีคำว่า “เชื่อว่า” หรือ “อาจจะ” อย่างที่ขัดต่อความรู้สึกของประชาชนเหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อคราวตัดสิน “ยุบพรรคไทยรักไทย” ในยุค คมช. ครองเมือง และล่าสุดก็ “กรณีปราสาทเขาพระวิหาร” หรือไม่ ...???

นั่นก็คงต้องติดตาม และต้องเคารพต่อการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะผู้คนที่อยู่ในฟากฝั่งประชาธิปไตยย่อมต้องเคารพต่อการตัดสินดังกล่าว เพื่อให้กระบวนการประชาธิปไตยตามความที่ว่า เป็น “นิติรัฐ” ดำเนินต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องจากนี้ก็คือ หากผลออกมาในทางที่นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ต้องพ้นหน้าที่ไปพร้อมกับคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ก็คงเลือก นายสมัคร สุนทรเวช กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งอย่างแน่นอน และก็ไม่ผิดเงื่อนไขตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้...

แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ โอกาสของการพัฒนาประเทศจะต้องสะดุดลงชั่วขณะ ประมาณกันว่าเฉียด 1 เดือน เพราะต้องแถลงนโยบายใหม่ จัดตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นใหม่ ก่อนเดินหน้าทำงานได้อย่างจริงจังอีกครั้ง

แต่หากคำวินิจฉัยออกมาว่า ไม่เข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างก็เดินหน้าต่อไป คนทั้งประเทศก็จะหายใจหายคอโล่งไปอีกเปลาะ ซึ่งก็คงต้องรอฟังคำวินิจฉัย

แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าพิจารณาเป็นอย่างยิ่งว่า แล้วเพราะเหตุใดเล่า ผู้คนค่อนบ้านค่อนเมืองถึงได้กังวลกันมากมายขนาดนั้น...???

คำตอบก็คือ...ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยยังไม่ยอมลดละที่จะเข้ามามีอำนาจ เข้ามาใช้อำนาจ โดยไม่สนใจว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ตัดสินใจแล้วที่จะให้ฝ่ายใดเข้ามาบริหารประเทศ หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ...

นั่นคือสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างออกมาอย่างเด่นชัดเป็นระยะๆ เริ่มตั้งแต่พรรคพลังประชาชนได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แค่เพียงเท่านี้ ปฏิบัติการจากกลุ่มพันธมิตรฯ ก็เริ่มสำแดงเดชในทันที

และเป็นการสำแดงที่ต้องดำเนินการไม่ให้ฝ่ายประชาธิปไตยตั้งตัวติด สอดรับกันอย่างแนบแน่นกับพลพรรคฝ่ายค้าน

ด้านหนึ่งใช้ ส.ส. สอบตก เข้าร่วมแก๊งกลุ่มพันธมิตรฯ เปิดแนวรุกนอกสภา อีกด้านหนึ่งในสภาก็คอยเขย่าตอกลิ่มปัญหาที่แก๊งข้างถนนสร้างเรื่องขึ้นให้กลายเป็นประเด็นการเมืองกดดันรัฐบาล

อีกด้าน แน่นอนย่อมต้องมาจากสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. ที่มาจากสายการลากตั้ง ที่สืบทอดอำนาจมาจาก คมช. คอยเปิดเกมทิ่มตำ คุ้ย แคะ จ้องเอาเรื่องรัฐบาลในทุกกรณี เพื่อชงเรื่องเข้าสู่กลุ่มตุลาการภิวัตน์ ใช้อำนาจตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ร่างไว้กดหัวพรรคการเมืองฝั่งตรงข้าม เป็นอาวุธทำลายล้าง

ทั้งหมดที่กล่าวคือยุทธศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้กุล่มพลพรรคอำมาตยาธิปไตยเข้ามามีอำนาจ เหนืออำนาจของพรรคการเมืองที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้

ที่สำคัญคือ ทั้งหมดจะมีอำนาจเหนืออำนาจของปวงชนชาวไทย ที่พวกเขาตั้งแง่ว่า เป็นคนไร้สติปัญญา ...

จะเห็นได้ว่า ทุกอย่างดำเนินมาเช่นนี้ตลอด แต่แล้วคนที่ชื่อ สมัคร สุนทรเวช ไม่หลงกล ไม่หลงทางตกหลุมที่วางเอาไว้

การลุแก่อำนาจของพันธมิตรฯ จึงเกิดขึ้นอย่างไร้ขอบเขต ทั้งการบุกยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ยึดกระทรวง ทบวง กรม ไว้หลายแห่ง รวมทั้งการบุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ขณะเดียวกับที่ในวันนั้นบัญชีโยกย้ายนายทหารทุกเหล่าทัพจะต้องชัดเจน ...!!!

อาการสำแดงของพันธมิตรฯ จึงเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากมีนัยบีบรัฐบาลและก่อกระแสให้นายทหารกลุ่มหนึ่งไม่พอใจรัฐบาล และพร้อมเคลื่อนกำลังเข้ายึดอำนาจ

แต่ก็ไม่เป็นไปดังที่พันธมิตรฯ คาดหวัง เพราะนายกรัฐมนตรีรู้ทัน แกนนำพันธมิตรฯ จำนวนถึง 9 คน จึงต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีก่อการกบฏ ถูกตรึงให้อยู่กับที่ เคลื่อนไหวไม่คล่องตัวเหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติการมา ...

อย่างไรก็ตาม อาการที่ต้องดิ้นให้หลุดของกลุ่มกบฏ ยังคงต้องดำเนินการต่อไป เพราะข้อหาดังกล่าวจะว่าแรงก็ไม่ผิด แต่ทั้งหมดการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ดูจะเข้าข่ายอย่างยากจะหลุดพ้น

เราจึงได้เห็น ได้ยินนักวิชาการกลุ่มหนึ่งที่หนุนหลังอยู่ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลถอนข้อกล่าวหากบฏออกไป เพื่อลดการตอบโต้ที่รุนแรง ซึ่งก็เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างที่พยายามช่วยเหลือกลุ่มกบฏอย่างมีนัยอยู่ข้างเดียวกัน ...

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เชื่อว่าแกนนำกลุ่มกบฏรู้ดีว่า อย่างเดียวเท่านั้นที่จะปลดข้อหาร้ายแรงนี้ได้ก็คือ ต้องสร้าง ต้องปลุกปั่นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระดับใหญ่ ที่อาจเรียกได้ว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ ตามนัยที่กลุ่มกบฏกล่าวอ้างการเมืองใหม่ ลากตั้ง 70 เลือกตั้ง 30

ประชาชนคนไทยจึงได้เห็นฤทธิ์เดชของแกนนำสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ที่ออกมาขู่ตัดน้ำ ตัดไฟ หยุดเดินรถไฟ หรือแม้กระทั่งปิดสนามบิน ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นเพียงแกนนำสหภาพบางคนเท่านั้นที่ดำเนินการ ไม่ใช่มติของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทั้งประเทศ

การทำเช่นนี้ก็เพื่อให้กองทัพ หรือกลุ่มนายทหารบางกลุ่ม ใช้เป็นข้ออ้างเคลื่อนกำลังพลเข้าทำการยึดอำนาจนั่นเอง แต่ท้ายสุดฤทธิ์เดชของสหภาพแรงงาน ก็ยังไร้ผล ซ้ำร้ายประชาชนค่อนประเทศก็ก่นด่าพันธมิตรฯ กันถ้วนหน้า คือผู้ทำลายประเทศ เพื่อหวังแต่เพียงประโยชน์ของตัวเองทั้งสิ้น

เป็นการทำลายการพัฒนาของประเทศที่กลุ่มพันธมิตรฯ กระหน่ำซ้ำเติมตลอด 2 ปีที่ผ่านมา คนไทยทั้งประเทศต้องมารับกรรมจากการกระทำอย่างไร้เหตุผลสิ้นดี ...???

แต่ก็ใช่ว่ากลุ่มกบฏจะหยุดนิ่ง กระบวนการที่ต้องทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ยังคงเป็นยุทธศาสตร์ของกลุ่มเผด็จการ นั่นก็คือบีบให้นายกรัฐมนตรีลาออก หรือยุบสภา เพื่อให้กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาอาละวาดให้หนักขึ้น เพื่อเป้าหมายของการยึดอำนาจในท้ายสุด

ถึงวันนี้ เชื่อว่า กองทัพเองก็ยากต่อการออกปฏิบัติการ ไม่ว่าจะอยู่ในฟากฝั่งใด เพราะความเป็นจริง อนาคตของประเทศคงไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ตามความต้องการของกลุ่มพันธมิตรฯ ...

อยากจะบอกผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองดังๆ สักครั้งว่า มองเห็นเครือข่ายของกลุ่มกบฏหรือยัง หากปล่อยให้กลุ่มกบฏพวกนี้สร้างเครือข่ายได้เข้มแข็งมากขึ้น ...

อนาคตคงไม่ใช่เพียงรัฐบาล หรือฝ่ายประชาธิปไตยจะถูกล้มล้างเท่านั้น ไม่ว่าอะไรที่กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการก็จะกระทำได้ ด้วยเครือข่ายเขย่าประเทศพร้อมอาวุธติดตัว คิดแล้วก็ได้แต่หนาว

คิดแล้วก็ไม้รู้ว่า กลุ่มคนที่ร่วมกันยึดอำนาจการปกครองเมื่อ 19 กันยายน 2549 จะรู้สึกรู้สา หรือรู้หรือยังว่าอำนาจที่ได้มานั้นก็เป็นเพียงขนมหวานที่กลุ่มกบฏหลอกล่อให้กินเพื่อความอร่อย แก่พวกกระหายอำนาจ ณ วันนั้นจนถึงวันนี้เท่านั้น

ทางที่ดี ช่วยกันตัดไฟเสียแต่ต้นลมเป็นดีที่สุด หรือจะปล่อยให้กบฏขี่คอไปตลอดชาติ ...

พร ภัทร



ใกล้พัง!!!


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ประเทศไทย ซึ่งเป็นของคนไทย 63 ล้านคน ช่วยกันทะนุถนอมดูแลกันมาอย่างดีตราบจนวันนี้ได้ เพราะคนไทยทุกคนร่วมมือปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมาย ซึ่งปวงชนชาวไทยได้ร่วมกันตราขึ้นมา และยอมรับที่จะใช้กฎหมายเหล่านี้

เราไม่เชื่อว่าสังคมที่อยู่ร่วมกันนั้นจะสงบสุขได้ หากมีใครบางคน บางฝ่าย ได้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายโดยไม่มีใครทำอะไรได้ เพราะจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อไปสำหรับผู้คนในสังคมไทย ที่อาจจะปฏิบัติตามโดยการดื้อแพ่ง ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง คำพิพากษาของศาล ซึ่งตัดสินภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์

น่าแปลกไปกว่านั้นคือ กลุ่มคนที่ทำตัวเหนือกฎหมาย ไม่เคารพกฎหมาย กลับเรียกร้องให้คนอื่นกระทำการตาม “กฎหมาย” อย่างเคร่งครัด ในประเด็นที่ตนเองต้องการ พูดจาเป็นวรรคเป็นเวร จะต้องทำตามกฎหมายข้อนั้น ข้อนี้

วันนี้บ้านเมืองกำลังอยู่ในสภาพไร้ขื่อแป โดยคนพวกหนึ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่กล้าทำอะไร นั่นคือ “พันธมารธิปไตย” และ “พรรคฝ่ายแค้น” ทั้งที่กระทำการผิดกฎหมายของบ้านเมืองหลายต่อหลายข้อแล้ว

ขณะที่คนอีกพวกหนึ่งทำตามข้อกฎหมายทุกประการ นั่นคือ “ฝ่ายรัฐบาล” และ “ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล”
ฝรั่งต่างประเทศ โดยเฉพาะสำนักข่าวต่างๆ ตะคุ่มๆ ย่องมาพูดคุยสอบถามกับคนฝ่ายต่างๆ เพราะเขางุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเขาเห็นร่วมกันเป็นส่วนใหญ่แล้วว่า ในประเทศไทยของเรานั้นมีพวกบ้านป่าเมืองเถื่อน กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ไร้รสนิยมทางการเมือง ไร้ซึ่งวุฒิภาวะอย่างรุนแรง

ฝรั่งมังค่าต่างออกบทบรรณาธิการ ออกบทความโจมตีประเทศไทย โดยเจาะลึกไปในประเด็นของเบื้องหลัง “พันธมารธิปไตย” ว่ามีใครสนับสนุน ยุยง ส่งเสริม อยู่เบื้องหลังบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และจะกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศไทย ซึ่งเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

วันนี้ไปดูสื่อฝรั่งมังค่ากันดูบ้างหรือไม่ เขาตีตราให้คนไทย ตีตราให้ประเทศไทยว่า บ้านเมืองของเรายังปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบอบอำมาตยาธิปไตย หรืออนาธิปไตย หรือคณาธิปไตย

ทุกวันนี้ภาพลักษณ์ประเทศไทยเสียหายอย่างรุนแรง อันเนื่องจากการปล่อยให้พันธมารธิปไตยบุกรุกสถานที่ราชการ ปิดสนามบิน ปิดเส้นทางรถไฟ และบุกยึดทำเนียบรัฐบาล โดยไม่มีการดำเนินการปราบปรามแต่อย่างใด ฝรั่งมังค่าเขามองพฤติกรรมเหล่านี้ว่าเป็น “อาชญากรก่อการร้าย” แต่กลับได้รับการโอ้ประโลมกันดีเหลือเกิน

เขาบอกว่า เขาไม่มีวันเข้าใจกับพฤติกรรมเยี่ยงอาชญากร ผู้ก่อการร้าย อย่างนี้ และคงยากจะคบค้าสมาคมกับประเทศไทย หากยังยอมที่จะรองรับในพฤติกรรมเหล่านี้ หากคนเหล่านี้ไม่ถูกลงโทษลงทัณฑ์ หรือได้รับการนิรโทษกรรม

การเสนอเรื่องการเมืองใหม่ โดย โกหกพกลมว่าเป็นการเมืองภาคประชาชน ทั้งที่ความจริงเป็นการเมืองย้อนยุคไปสู่ “ระบอบขุนนางอำมาตยาธิปไตย” ต้องการจะมาเป็นใหญ่เหนืออำนาจอธิปไตยของพี่น้องประชาชน 63 ล้านคน แต่วันนี้ไม่มีใครเขายอมเป็นควายให้คนเหล่านี้มาแอบอ้างอีกแล้ว การเมืองในระบบตัวแทนเท่านั้นที่เป็นคำตอบสุดท้าย สำหรับคนไทยและคนทั่วโลก

คนไม่กี่หยิบมือในบ้านเมืองของเรา ถึงวันเวลาที่จะประกาศอิสรภาพ ถึงวันเวลาที่จะ “ปลดแอก” จากพวกพันธมารธิปไตย ที่ใช้ระบอบอนาธิปไตยบุกรุกสถานที่ราชการ ยึดทำเนียบรัฐบาล สร้างความปั่นป่วนให้กับชาติบ้านเมือง พร้อมกันนี้ยังแสดงความขี้เท่อทางการเมือง เสนอสูตรการเมืองบ้าๆ บวมๆ 70 : 30 ตอบคนไทยด้วยกันยังไม่ได้ แล้วจะไปตอบชาวโลกได้อย่างไร...ปล่อยไปแบบนี้ มีหวัง...เมืองไทยพังพาบในสายตาชาวโลกเป็นแน่แท้!!!

เปิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ "สมัคร" พ้นสภาพนายกรัฐมนตรี


คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

หลังจากลุ้นระทึกกันมานาน กรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนา ส.ว.สรรหา และคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นพิธีกรในรายการ"ชิมไปบ่นไป" และรายการ"ยกโขยง 6 โมงเช้า"ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 182 วรรคหนึ่ง(7) และมาตรา 267 ประกอบ 182 วรรคสาม และมาตรา 91 โดยพยานผู้ถูกร้องมี 2 ปากคือ นายศักดิ์ชัย แก้วมณีสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด และนายสมัคร

องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยสรุปใจความเบื้องต้นได้ว่า นายสมัครผู้ถูกร้องได้ร่วมดำเนินธุรกิจกับบริษัทเฟช มีเดีย จำกัดในฐานะพิธีกรแม้จะอ้างว่าไม่ใช่ลูกจ้าง แต่ทั้งนี้ผู้ถูกร้องซึ่งเป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ย่อมทราบข้อห้ามกฎหมาย ม. 267 ดีอยู่แล้วเพราะเข้าข่ายหมิ่นเหม่ แต่ยังคงร่วมดำเนินธุรกิจเรื่อยมา แต่มาเลิกเป็นพิธีกรก็ต่อเมื่อมีผู้ร้องเรียนถึงกกต. ขณะที่บริษัท เฟซ มีเดีย ถือเป็นบริษัทเอกชน ย่อมมุ่งแสวงหากำไร และจะนำรายได้มาแบ่งปันกัน

อีกทั้งจากหลักฐานพิเคราะห์แล้วเห็นว่าผู้ถูกร้องได้ทำหน้าที่พิธีกร รายการชิมไปบ่นไป ตั้งแต่เมื่อครั้งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวี และได้รับค่าตอบแทนเรื่อยมาเดือนละ 80,000 บาท จนกระทั่งมีโลโก้รูปภาพการ์ตูนจมูกชมพู่เป็นโฆษณาไปปรากฏบนจอโทรทัศน์ในช่วงออกอากาศ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ทราบกันดีว่าหมายถึงตัวผู้ถูกร้อง

ส่วนเรื่องผู้ถูกร้องโต้แย้งว่าไม่ได้เป็นลูกจ้างเฟซ มีเดีย เพราะไม่ได้รับค่าจ้างหรือเป็นผู้บริหารในบริษัท ซึ่งต้องวินิจฉัยตามกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่จากหลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย ของกรมสรรพากรได้ยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพบว่าผู้ถูกร้องมีเงินได้จากการเป็นพิธีกรจาก บริษัท เฟซ มีเดีย

ต่อมาเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2551 หลังผู้ถูกร้องได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมบันทึกเทปกับบริษัท เฟซ มีเดีย อีก 2- 3 ครั้งและนำมาออกอากาศอีก โดยผู้ถูกร้องมิได้ดำเนินการยับยั้ง โดยใช้รูปจมูกชมพู่เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นชัดว่ามีการร่วมดำเนินธุรกิจกันจริง

ส่วนความหมายคำว่า"ลูกจ้าง"ตามรธน. ผู้ถูกร้องพยายามหาช่องหลีกเลี่ยง ต้องตีความเจตนารมณ์ วินิจฉัยการเป็นพิธีกรกิจการงานร่วมกับผู้ถูกร้อง มุ่งค้าหากำไรผุ้ถูกร้องต้องได้รับค่าตอบแทนตามฐานะ ม.267 ยังพบว่าข้อโต้แย้งของผู้ถูกร้องที่รับรายได้เพียงค่าน้ำมันรถ ถือว่าเป็นการให้ขัดแย้งกัน และพบว่าหลักฐานเพื่อปกปิดข้อเท็จจริง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง เห็นว่าผู้ต้องร้องกระทำต้องห้ามขัดต่อรธน. 267 จึงสิ้นสุดความเป็น รมต. เฉพาะตัว แต่ให้คณะรัฐมนตรีรักษาการจนกว่าจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่

จากกรณีดังกล่าว นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม ในฐานะรองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่าจากที่ฟังคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ตนเห็นว่า วันนี้ความเชื่อถือของต่างประเทศ ระบบการบังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ได้สั่นสะเทือน เพราะวันนี้มีปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้น โดยจะเป็นการตอกย้ำความบอบช้ำของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่าคดีของนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องที่เล็กน้อย

แต่ศาลรัฐธรรมนุญกลับรีบร้อนหยิบยกขึ้นมพิจารณาให้แล้วเสร็จ ซึ่งผิดกับคดีของ 9 กบฎแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯที่วันนี้ยังคงคาราคาซัง พร้อมกันนี้ในส่วนของตำจำกัดความในการตัดสิน ตนมองว่าในภายภาคหน้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญควรที่จะใช้พจนานุกรมในการประกอบคำวินิจฉัย โดยไม่ต้องยึดคำจำกัดความในกฎหมาย แม้สุดท้ายก็ต้องยอมรับ เพียงแต่ว่าต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนและสังคมบ้าง

“เป็นปรากฏการณ์ใหม่นะ ซึ่งก็สงสารประเทศไทย ที่ว่าคดีใหญ่ๆโตๆ เรื่องจะเป็นจะตายของประชาชน ช้ามาก อย่างเช่ยข้อหากบฏ ช้ามาก นี่แค่นายกฯจัดรายการวิทยุ เขารับเลื่อนมาพิจารณาก่อนเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสงสารมาก ส่วนการจำกัดความในกฎหมาย กับพจนานุกรมก็ยังไม่รู้ว่าควรจะยึดคำจำกัดความว่าอะไร และที่ไหนดี ต่อไปกฎหมายก็ไม่ต้องมีคำจำกัดความ เอาพจนานุกรมมาอ้างเลยดีกว่า คำว่าผู้รับจ้าง กับผู้จ้าง คืออะไรกันแน่ เอาพจนานุกรมไปเลย” นายสุทินกล่าว


เมื่อ “ปริญญา” ลืมวิชา “ป.4”

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

เห็นจะเป็นเวรกรรมของบ้านเมืองนี้...

ผ่านมากว่า 70 ปี สำนึกประชาธิปไตยก็ยังไม่มีทีท่าจะได้ลงหลักปักฐาน

เดินหน้าไม่เท่าไร ก็มักมีเหตุให้ต้องถอยกลับมานับหนึ่งกันใหม่ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

และ ณ วันนี้ ก็อาจเป็นได้ว่า “อายุครรภ์” ประชาธิปไตยที่ยังไม่ครบขวบ กำลังทำท่าจะ “แท้ง” กันอีกครั้ง

ถ้าคนระดับนักศึกษาที่เป็น “อนาคตของชาติ” ดาหน้ากันออกมา “หักหาญประชาธิปไตย” ได้อย่างไม่รู้สึกรู้สา หนังหน้าไม่มีสะเทือนกันขนาดนี้…

ตาสี ตาสา ยายมา ยายมี ที่ไม่เคยมีเสียงดังเหมือนใครเขา ก็คงได้แต่ถอดใจ แทบจะยกบ้านยกเมืองให้พวกมันไปเสียเลย...

เพิ่งรู้ว่า “ประชาธิปไตย” ของคนเรียน “ปริญญา” มันแตกต่างจากประชาธิปไตยแบบ “ป.4”

โรงเรียนแย่งเวลาเด็กไทยไปจากการช่วยพ่อช่วยแม่ทำงาน เพื่อมาท่องจำหลักการประชาธิปไตย “พื้นๆ” เช่นว่า จะให้คนทั้งสิบล้านคนเข้าไปใช้ประชาธิปไตย “ทางตรง” มันเป็นไปไม่ได้ เราจึงต้องมีการ “เลือกตัวแทน” เข้าไปทำงานในสภา ผู้แทนฯ มันจะเลวจะร้ายก็ให้จดจำกันเอาไว้ คราวหน้าจะได้ไม่ต้องเลือกมันเข้าไปอีก...

เข้าใจกันมาอย่างนี้ตลอด...เพื่อที่ว่าจะได้ถูกพวกสมองปัญญาชนมันทำลายป่นปี้บี้แบน

เพราะมันมากำหนดนิยาม “ผู้แทนฯ” แบบใหม่ นั่นคือ “พวกมึง” (ชาวบ้าน) ถอยไป “พวกกู” (ปัญญาชน) จะเลือกให้เอง...

ที่ออกมาไล่รัฐบาลกันโครมๆ คำก็ลาออก สองคำก็ลาออก ก็เพราะพื้นฐานความคิดเขาเป็นกันอย่างนี้...

เปรียบบ้านเมืองคือ “ศาล” และรัฐบาลของประชาชนเป็น “เทวดาเจ้าที่”

วันนี้กลับมี “สัมภเวสี” จะมาเข้าสิงสู่อยู่อาศัยแทนให้ได้

แทนที่จะร่วมกันทำพิธีขับไล่ “ผีเร่ร่อน” ให้มาทางไหนก็ไปทางนั้น กลับมีคนช่วยกันไล่ “เจ้าของศาล”

หนำซ้ำยังอ้างว่าเหตุเภทภัยทั้งหลายแหล่ที่เกิดขึ้น เป็นเพราะ “เจ้าที่” ไม่ยอมหลีกทางให้ “ผีเร่ร่อน” โดยแท้...

เหมือนกันกับที่เวลานี้ ใครหลายคนหันหน้าพูดอยู่แต่กับรัฐบาล

จงใจหันหลังให้พันธมิตรฯ ในความหมายว่า “ปล่อยเขาไป...”

ทั้งที่ต้นเหตุเภทภัย ความวุ่นวายเสียหายทั้งหมดทั้งมวลในเวลานี้ เกิดจากน้ำมือพวกลัทธิ “การเมืองใหม่” ทั้งหมดทั้งสิ้น

แต่เราแทบไม่เห็นปรากฏการณ์รุมประณามหรือต่อต้านพวกนอกระบบนี้เลย...

แม้แต่ “สื่อ” ก็ยังให้พื้นที่แก่ “ม็อบไล่” มากกว่า “ม็อบหนุน”

จงใจมองไม่เห็น แล้วทำแอ๊บแบ๊วว่า “ไม่เห็นมีใครสนับสนุนรัฐบาลเลย...พับผ่า”

ทั้งที่ทางออกเรื่องนี้ไม่มีอะไรยาก ไม่มีอะไรซับซ้อน และไม่มีอะไรเกินความเข้าใจของเด็ก ป.4

เราเรียนวิชาสังคมศึกษากันมาอย่างไร ก็ทำกันไปอย่างนั้น

พับเก็บวิชา “รัด-สาด” ที่ไม่เคยเป็นทางออกให้กับสังคมเอาไว้ก่อนชั่วขณะ

แล้วกลับมาหาวิชา “ส.ป.ช.” สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ที่เขาบอกว่า ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และมีการเลือกตั้งเป็นรูปแบบเบื้องต้นพื้นฐานที่สุด

ไม่มีสักประโยคในแบบเรียนชั้นประถมศึกษา ที่จะพูดถึง “การแต่งตั้ง” ตามที่ “การเมืองใหม่” เสนอ

และไม่มีสักประโยคที่จะบอกว่า หากรัฐบาลที่ได้มาอย่างถูกต้องชอบธรรมดันไม่เป็นที่ถูกใจของคนส่วนน้อย ก็ให้รัฐบาล “ถอย” เพื่อให้คนส่วนน้อยเหล่านี้เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลกันเอง

แต่ไม่ได้หมายความว่าเสียงส่วนน้อยจะแสดงความเห็นไม่ได้ เพราะประเทศประชาธิปไตยล้วนมีการชุมนุมกดดันรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ทั้งนั้น เช่น อเมริกา หรือญี่ปุ่น

แต่หากกลุ่มผู้ชุมนุมในประเทศเหล่านั้น เริ่มกระทำ “ล้ำเส้น” เช่น ก่อจลาจล บุกยึดสถานที่ราชการ ใช้อาวุธ ชูธงรูปแบบการเมืองที่ตรงข้ามกับระบอบประชาธิปไตย ฯลฯ

รัฐบาลเขาจะจัดการอย่างเด็ดขาดทันที

รวมทั้งผู้นำทางสังคม สื่อมวลชน นักการเมืองทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ก็จะช่วยกันออกมาปกป้อง “ระบอบ” ของเขาอย่างสุดชีวิต

จะไม่มีการ “ปกป้อง” “แก้ต่าง” ให้ผู้ต้องการ “ล้มล้าง” รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

พฤติกรรมพันธมิตรฯ และแนวร่วมวันนี้ คือความต้องการ “ล้มล้าง” รัฐบาล ไม่ใช่แค่กดดันหรือแสดงความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตยอีกต่อไปแล้ว...

แต่ที่ยังอยู่รอดปลอดภัย แม้แต่กฎหมายก็ยังทำอะไรไม่ได้ ไม่มีอะไรมากไปกว่าเพราะมีบรรดา “ผีป่า” ออกโรงมาสนับสนุน

เป็นผีป่าที่ร่ำเรียนระดับปริญญา ...

แต่กลับลืมหลักการประชาธิปไตย ป.4 เสียสนิทใจ



Young PAD มุกแป้กนศ.เมินร่วมก๊วนพันธมิตร

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

ความพยายามที่ดูเหมือนจะเป็นเฮือกสุดท้ายของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่หวังหลอกเอานิสิต นักศึกษา มาบังหน้า เป็นข้ออ้างเคลื่อนไหวป่วนเมือง ดูจะกลายเป็น “มุกแป้ก” เพราะนักศึกษา 80 สถาบันที่กล่าวอ้าง กลับมีผู้มาร่วมชุมนุมที่สะพานมัฆวานฯ เพียงกว่า 200 คน แม้ว่าจะมีผู้ชุมนุมอีกบางส่วนตามมาสมทบในช่วงค่ำ แต่ก็ล้วนมีแต่พวกไม่กล้าขาดเรียน หรือไม่ก็มีแต่พวกปากกล้าขาสั่น ส่วนที่เป็นกำลังสำคัญจริงๆ กลับพบว่ามีแต่เด็กช่างกล ที่มีการตั้งข้อสงสัยว่ามีความพยายามของผู้ใหญ่ที่จะปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง

ส่วนบรรดานักศึกษาในสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ เขามีความคิดความอ่านเกินกว่าผู้ใหญ่จะหลอกใช้เป็นเครื่องมือ รวมทั้งรู้จักแยกแยะผิดชอบ ชั่วดี กันอย่างไร ลองฟังดู

เอกรินทร์ ต่วนศิริ
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“ต้องการให้ขบวนการนิสิตและนักศึกษาเข้าไปมีบทบาทในการเปิดพื้นที่ให้กับกลุ่มคนไม่เลือกข้าง ได้พบปะเรียนรู้ทางการเมือง และร่วมหาทางออก ซึ่งจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งลงได้

ส่วนข้อเสนอการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้ ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง 30 คน และมาจากการสรรหา 70 คน เพราะถือเป็นการดูถูกประชาชน และผิดหลักการในระบอบประชาธิปไตย”

กรวิทย์ ไชยสุ
นายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้
“นักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้จะไม่ร่วมการหยุดเรียนเพื่อกดดันรัฐบาล เนื่องจากมีนโยบายเดินสายกลาง”

มนตรี สิทธิเขต
นักศึกษาภาคพิเศษ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
“การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ส่งผลทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ คือ ทำให้ประชาชนมีความสนใจการเมืองมากขึ้น แต่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่ไม่มีขอบเขต เช่น การปิดสนามบิน ที่สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจ”

อุเชนทร์ เชียงเสน
นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัวแทนกลุ่มโดมแดง

“เวลาเรามองความรุนแรงเรามักมองไปที่เจ้าหน้าที่รัฐ แต่ยังมีความรุนแรงอีกแบบคือความรุนแรงจากประชาชน การยึดเอ็นบีทีและทำเนียบรัฐบาลของพันธมิตรฯ ต้องการให้เกิดความรุนแรง เพื่อให้รัฐบาลใช้กำลังในการปราบปราม เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการโค่นล้มรัฐบาล เพราะคนเหล่านี้รู้ว่าการชุมนุมโดยปกติไม่สามารถล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ จึงต้องดำเนินการให้รัฐผิดพลาดในส่วนนี้

ความขัดแย้งไม่จำเป็นต้องยุติ แต่เราต้องการยุติความรุนแรง เพราะฉะนั้น วันนี้พันธมิตรฯ ต้องให้เจ้าหน้าที่รัฐปลดอาวุธกองกำลังของตัวเอง ตอนนี้แนวโน้มที่ดีคือเจ้าหน้าที่รัฐปลดอาวุธ แล้วเหลือเพียงโล่และกระบอง ที่ผ่านมา พันธมิตรฯ อธิบายว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็นอารยะขัดขืน โดยอ้าง อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เหมือนกัน

อารยะขัดขืน คือ การกระทำที่มีลักษณะสาธารณะ เปิดเผย สันติวิธี มีมโนธรรมสำนึก ตั้งใจขัดกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือนโยบายบางอย่างของรัฐ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้นจากกฎหมายนั้นด้วย เพราะอารยะขัดขืนคือการพยายามเรียกร้องมโนธรรมสำนึกของสังคมให้สงสัยว่า ทำไมคนดีๆ จึงตั้งใจละเมิดกฎหมาย ให้สังคมสงสัยว่ามีสิ่งผิดปกติในสังคมการเมืองแน่ๆ

เพราะฉะนั้นอยากเรียกร้องให้ผู้นำพันธมิตรฯ ที่ตั้งใจละเมิดกฎหมาย เรียกร้องมโนธรรมสำนึกจากสังคมโดยการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ไม่ใช่ชอบหรือไม่ชอบนายสมัคร แต่ไม่ควรให้พันธมิตรฯ เอาเงื่อนไขความรุนแรง เอาชีวิตผู้คนเป็นตัวประกัน เพื่อบีบให้รัฐบาลลาออก

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้ทางการเมืองคือ การโน้มนำให้คนอื่นเห็นด้วยกับตัวเอง โดยการถกเถียงกันอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่การเข้าไปอยู่ในทำเนียบรัฐบาลแล้วใช้เงื่อนไขความรุนแรงมาบีบบังคับให้คนอื่นยอมรับ”

ทศพล เชี่ยวชาญประพันธ์

บัณฑิตเหรียญทองรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
“ไม่มีหลักประกันใดเลยที่แกนนำพันธมิตรฯ จะรับประกันว่านายกฯ ไม่ต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎร ที่พูดมาว่าต้องสู้คือเพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตยนั้น ความจริงทางออกคือ พันธมิตรฯ หมดความชอบธรรมแล้ว หาทางกลับบ้านได้แล้ว”

นิตินัย วงศ์สังข์
นายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
รองประธานสมาพันธ์ราชภัฏแห่งประเทศไทยภาคเหนือ
“ไม่เห็นด้วยกับการหยุดเรียนเพื่อร่วมประท้วงรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะว่าท่าทีกลุ่มพันธมิตรฯ เรียกร้องมากเกินไป”

นุจณี ศรีปิยะพันธุ์
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
“โดยส่วนตัวแล้วมองว่าการหยุดเรียนเพื่อไปประท้วงนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ และไม่จำเป็น ซึ่งหากหยุดเรียนแล้วจะส่งผลกระทบต่อการเรียนของตนเอง ส่วนการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองควรจะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบมากกว่า แต่การประท้วงถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลของแต่ละคน สำหรับตัวเองแล้วมองว่าไม่จำเป็นที่จะต้องหยุดเรียนเพื่อไปร่วมประท้วงแต่อย่างใด”

ภูวนาถ ทรัพย์กร
คณะบริหารการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
“การที่มีนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่สามารถแสดงออกได้ รวมถึงการหยุดเรียน แต่ในส่วนตัวคิดว่าหากหยุดเรียนในช่วงนี้จะส่งผลเสียต่อตนเอง เนื่องจากใกล้ช่วงสอบ ซึ่งจะทำให้เรียนไม่รู้เรื่องและขาดโอกาสที่จะได้รับความรู้ที่ค่อนข้างจะเข้มข้นในช่วงนี้ ซึ่งจากการสอบถามเพื่อนนักศึกษาก็เห็นเช่นเดียวกันว่า ไม่สามารถที่จะหยุดเรียนได้ เพราะเรามีหน้าที่เรียนหนังสือ ให้สมกับที่พ่อแม่เสียเงินทองส่งเสียให้เราได้มีการศึกษา ดังนั้นเราเองก็ต้องเรียนอย่างเต็มที่”

พิทวัส ว่องไวรุด
ประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
"ในฐานะตัวแทนกลุ่มพลังนักศึกษา มอ. ไม่เห็นด้วยในการนัดหยุดเรียน เพราะการแสดงออกทางการเมืองต้องไม่กระทบต่อหน้าที่ของนักศึกษา เนื่องจากสามารถนำเวลาว่างจากการเรียนมาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ โดยไม่ต้องให้กระทบการเรียน แต่การตัดสินใจปฏิบัติตามหรือไม่ เป็นสิทธิส่วนบุคคล เนื่องจากในส่วนของนักศึกษามีการแยกการเคลื่อนไหวหลายกลุ่ม จึงไม่มีมติเป็นทางการต่อประเด็นดังกล่าว โดยขอให้เป็นดุลพินิจของนักศึกษารายบุคคล"

กิตติ อินทรีย์
นายกองค์การบริหารนักศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
“การเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักศึกษาถือว่าเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่ไม่เห็นด้วยที่จะหยุดเรียนเพื่อร่วมชุมนุมทางการเมือง เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม และอาจมีผลกระทบต่อการเรียน”

วีรยุทธ ไชยพร
นายกองค์การบริหารนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
“นักศึกษาสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้เช่นกัน เพราะถือว่าเป็นสิทธิ และมองว่านักศึกษาที่เคลื่อนไหวกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอาจไม่ใช่นักศึกษาที่เป็นแกนนำ และคงมีกลุ่มบุคคลอยู่เบื้องหลัง ส่วนเรื่องการเมืองใหม่ 70 : 30 ตามที่กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอนั้น ไม่เห็นด้วย เพราะไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”

แถลงการณ์ สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เรื่อง แนวทางและข้อเสนอแนะต่อสถานการณ์ไม่ปกติในปัจจุบัน

เนื่องด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันเกิดเหตุการณ์ไม่สงบ มีการใช้ความรุนแรง ตลอดจนเกิดความไม่เข้าใจกันในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทางสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ตระหนักถึงความสำคัญและผลกระทบของเหตุการณ์ดังกล่าว จึงมีแนวทางและข้อเสนอแนะ ดังนี้

1. สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่สนับสนุนการกระทำที่มีแนวโน้มส่อไปในทางยั่วยุ หรือก่อให้เกิดความรุนแรง ไม่ว่าจากฝ่ายใดก็ตาม

2.สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสนับสนุนให้ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสิต และนักศึกษา ไม่เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตระหนักถึงข้อเท็จจริง และตัดสินใจด้วยวิจารณญาณของตนเอง โดยคำนึงถึงผลกระทบและประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

3.สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอสนับสนุนให้สื่อมวลชนทุกแขนงเสนอข่าวด้วยข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและเที่ยงธรรม

4.สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอสนับสนุนให้ทุกฝ่ายได้ใช้เหตุผลในการกระทำการสิ่งต่างๆ ด้วยความสุภาพและสร้างสรรค์

5.สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียกร้องให้การดำเนินการต่างๆ ของทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ทั้งนี้ การแสดงความคิดเห็นต่างๆ ของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคล มิได้เป็นมติจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแต่อย่างใด โดยถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลอันพึงมีและกระทำได้ โดยต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และระเบียบของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อนึ่ง สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหน่วยงานภายใต้สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันประกอบด้วยสมาชิกซึ่งเป็นตัวแทนจากนิสิตคณะต่างๆ ภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีเจตนารมณ์เพื่อเป็นตัวแทนของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการแสดงสิทธิและความคิดเห็นต่างๆ ของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
8 กันยายน 2551



'บรรหาร'ชี้ สเป็คนายกฯ ต้องประนีประนอม


3 ส. ส.พลังประชาชนเข้าพบ "บรรหาร"กระชับความสัมพันธ์พรรคร่วมฯด้าน"อดีตนายกฯ"อ้ำอึ้งหนุน"สมัคร" หรือไม่ขอหารือก่อน ชี้สเป็คนายกฯต้องเป็นคนอะลุ้มอะลวย

นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่พรรคพลังประชาชนจะมาทาบทามเข้าร่วมรัฐบาลอีกครั้งว่า ยังไม่รู้ก่อน ต้องหารือกันก่อน ซึ่งจะต้องรอดูก่อนว่าพรรคพลังประชาชนจะว่าอย่างไร

เมื่อถามว่าการประชุมเลือกนายกฯวันศุกร์ที่ 12 ก.ย.ถือว่าเร็วไปหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า ต้องไปถามประธานสภาฯตนตอบแทนไม่ได้ เมื่อไม่มีรัฐบาล และถ้าสามารถทำได้เร็ว โดยที่ไม่ผิดขั้นตอน กติกาก็น่าจะทำได้ เพราะจะกลายเป็นสุญญากาศ และรัฐมนตรีที่ทำงานอยู่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะเป็นแค่รักษาการณ์ ถ้าทำได้ไม่ผิดก็ไม่น่ามีปัญหา ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประธานสภาฯ อย่างไรก็ตามการเลือกนายกฯคนใหม่ในขณะนี้ยังไม่มีการหารือกันในพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงพรรคชาติไทย ซึ่งพรรคจะมีการหารือกันในวันที่ 11 ก.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากนายสมัครได้กลับมาเป็นนายกฯพรรคชาติไทยจะรู้สึกอย่างไร นายบรรหารกล่าวว่า รอให้ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที

เมื่อถามย้ำว่าในสถานการณ์แบบนี้สเป็คนายกฯคนใหม่ควรเป็นอย่างไร นายบรรหารกล่าวว่า ต้องเป็นคนที่มีลักษณ์รอมชอมได้ ถ้อยที่ถ้อยอาศัย ต้องมีตรงนี้ เพราะบ้านเมืองวุ่นวายมามากแล้ว

เมื่อถามย้ำว่าควรเปลี่ยนนายกฯเป็นคนใหม่หรือไม่ เพราะคนเก่าแข็งเกิน นายบรรหารกล่าวว่า ขอคุยกับพรรคพลังประชาชนก่อน

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนขั้วไปอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์และชูให้นายบรรหารเป็นนายกฯ นายบรรหาร กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ ตนพูดตั้งแต่เริ่มจัดตั้งรัฐบาลแล้วแค่เสียง 220 กว่าเสียง จะจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างไร พระเจ้าให้เสียงมาแค่นี้ รอให้พรรคชาติไทยได้เสียงถึง 250 เสียงก่อน ทุกอย่างมันเดสล๊อกทำอะไรไม่ได้

เมื่อถามว่าอาจจะมีงูเห่าภาคสองจะเป็นไปได้หรือไม่ นายบรรหารกล่าวว่า พรรคพลังประชาชนมีมติชัดเจนแล้วจะเกิดงูเห่าได้อย่างไร ตอนนี้พูดลำบากมาก ๆ พูดไปทางไหนก็ไม่ได้ ว่าอีกฝ่ายก็เล่นงาน พูดยากแต่เชื่อว่าจะมีข้อยุติที่ดีมันคงไม่บานปลาย

ผู้สื่อข่าวถามว่ามังกรการเมืองยังประเมินสถานการณ์ทางการเมืองไม่ออกหรือ นายบรรหารกล่าวว่า มังกรตอนนี้เป็นกิ้งกือไปแล้ว มันแย่ ไม่รู้จะทำอย่างไร มันก็ทำอะไรไม่ได้

ต่อข้อถามที่ว่าหากพรรคพลังประชาชนติดต่อให้นายบรรหารเป็นนายกฯจะรับหรือไม่ นายบรรหารกล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ตัวเลือกของพรรคพลังประชาชน มีหลายคน เขาคงไม่มาเลือกเราหรอกเขาคงเลือกคนของเขาเอง

เมื่อถามต่อว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกฯ นายบรรหารกล่าวว่าก็ได้ ใครก็ได้เป็นได้ทุกคน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชนก็เป็นได้

เมื่อถามย้ำว่าไม่ควรเป็นคนเดิมใช่หรือไม่ นายบรรหารกล่าวว่าไม่ทราบ อยู่ที่มติพรรคพลังประชาชนตนไปก้าวก่ายไม่ได้

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน และนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนได้เดินทางมาถึงพรรคชาติไทยเพื่อส่งเทียบเชิญขอให้พรรคชาติไทยเข้าร่วมรัฐบาลอีกครั้ง พร้อมทั้งจะได้หารือถึงนายกฯคนใหม่

โดยนายสมชาย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าหารือว่า ตนขอไปคุยกับหัวหน้าพรรคชาติไทยก่อน ซึ่งพรรคพลังประชาชนได้ตั้งตน 3 คนมาพูดคุยกับพรรคชาติไทย ซึ่งจุดมุ่งหมายก็เป็นที่ทราบกันอยู่ เพราะเป็นเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเหมือนกัน และที่มาวันนี้เพื่อกระชับความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาล

เมื่อถามว่าที่มาหารือวันนี้เพื่อขอให้นายบรรหาร สนับสนุนนายสมัครนั่งนายกฯหรือไม่ นายสมชายกล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกัน ไว้คุยแล้วจะมาบอก

เมื่อถามกรณีที่กลุ่มอีสานพัฒนาออกมาบอกว่าที่พรรคมีมติหนุนนายสมัครนั้นไม่ใช่มติของพรรค นายสมชาย กล่าวว่า ยังไม่มีการหารือกับลูกพรรคพลังประชาชน เพราะพึ่งกลับมาจากจังหวัดอุดรธานี

กลุ่มอีสานพัฒนา พปช.เผยยังไม่มีมติเลือก "สมัคร" เป็นนายกฯ

แกนนำกลุ่มอีสานพัฒนา พรรคพลังประชาชน ระบุ การประชุมพรรคเมื่อวานนี้ ยังไม่ถือเป็นมติที่เลือก นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นเพียงการประชุมกลุ่มย่อยเท่านั้น

นายไพจิตร ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคพลังประชาชน แกนนำกลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวว่า ผลการประชุมพรรคเมื่อวานนี้ ยังไม่ถือเป็นมติของพรรค เพราะเป็นเพียงการประชุมกลุ่มย่อยเท่านั้น โดยจะมีการประชุมอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันศุกร์นี้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลมาโดยตลอด และขอขอบคุณที่พรรคร่วมรัฐบาลยังให้การสนับสนุนพรรคพลังประชาชนอยู่

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ทางกลุ่มได้มีการพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์บ้างแล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะตัดสินใจไปร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อจัดตั้งรัฐบาล เพราะเสียงยังก้ำกึ่ง ซึ่ง ส.ส. ก็ต้องถามประชาชนในพื้นที่ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เห็นว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องลดความขัดแย้งในสังคมได้ เพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมือง แต่หากเป็นนายสมัคร สุนทรเวช ก็คิดว่ายังมีช่องทางแก้ไขที่จะหาทางออกได้



“ชัย” นัดประชุม ส.ส.เลือกนายกฯ12 ก.ย.นี้


ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีหนังสือเรียกประชุม ส.ส.เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 12 กันยายน 2551 นี้ โดยจะมีการเสนอรายชื่อบุคคลที่ได้รับความเห็นชอบเป็นนายกฯต่อไป

นายพิฑูรย์ พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร คาดไม่เกินเวลา 12.00 น.วันศุกร์นี้(12 ก.ย.) กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทนนายสมัคร สุนทรเวช ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งไปเมื่อวานนี้(9 ก.ย.) น่าจะเสร็จเรียบร้อย

"คาดว่าไม่เกินเวลา 12.00 นาฬิกา น่าจะทราบว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน" นายวิฑูรย์ กล่าวทางรายการวิทยุเช้านี้

ทั้งนี้ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มีหนังสือด่วนเรียกประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 12 ก.ย.นี้

สำหรับขั้นตอนการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้น ส.ส.จำนวน 1 ใน 5 ของจำนวน ส.ส.ที่มีอยู่ในปัจจุบันคือ 467 คน จะต้องเสนอรายชื่อบุคคลที่ได้รับความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีต่อที่ประชุม โดยกำหนดให้มีลงมติด้วยการขานชื่อ และตามรัฐธรรมนูญให้สิทธิ์ ส.ส.แต่ละคนในการโหวตเลือกใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกตามมติของพรรค

เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า หลังจากได้รายชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้วจะนำขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อพิจารณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามขั้นตอน หลังจากนั้นก็ต้องดำเนินการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่และแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอีกครั้ง คณะรัฐมนตรีชุดเก่าจึงจะพ้นสภาพไป