WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 11, 2008

ภรรยาวีรชน14ตุลาขึ้นเวทีปกป้องประชาธิปไตย ประกาศลั่นไม่ยอมให้ใครทำลายเจตนารมย์


ภรรยาวีรชน14ตุลาขึ้นเวทีปกป้องประชาธิปไตย ประกาศจุดยื่นรักษาประชาธิปไตย ไม่ให้ใครเหยียบย่ำ เผยญาติต้องเอาชีวิตเข้าแลก ขอทำทุกวิถีทางไม่ยอมให้ใครทำลายได้

นางละเมียด บุญมาก ภรรยานายจิระ บุญมากวีรชน 14 ตุลา ที่เข้าร่วมสนับสนุนเครือข่ายประชาชนปกป้องประชาธิปไตย (คปป.) เปิดเผย ก่อนขึ้นเวทีปราศรัยที่ท่าน้ำนนทบุรีว่า เพื่อประกาศจุดยื่นของปกป้องประชาธิปไตยจากกลุ่มที่เหยียบย่ำประชาธิปไตยที่ต้องผ่านการต่อสู้เรียกร้อง และแลกกับชีวิตของญาติพี่น้องของใครอีกหลาย ๆ คน ต้องผ่านเหตุการณ์ล้มลุก คุกคลานกว่าที่จะได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ แต่การกระทำของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มออกมาแสดงพฤติกรรมจ้องทำลายประชาธิปไตย ที่ญาติของตน เอาชีวิตเข้าแลก ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนและเหล่าบรรดาญาติวีรชนทั้งหลายรับกับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ประกาศขอทำทุกวิถีทางที่จะไม่ยอมให้ใครทำลายประชาธิปไตยได้

ดังนั้น ตนและเหล่าบรรดาญาติพี่น้อง ลูกหลานของวีรชน 14 ตุลา จึงได้ร่วมตัวเพื่อต้องการขัดขวางการทำลายประชาธิปไตยจากพวกที่ใช้กฎหมายหมู่อยู่เหนือกฎหมาย และจะขอสนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่มาจาการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามของให้เข้ามาดำรงตำแหน่งอย่างถูกต้องคามหลักการประชาธิปไตย และขอประกาศคัดค้านายกฯที่จะมาจากการแต่งอย่างเด็ดขาด


ต้องสลายการชุมนุมพันธมาร!


คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

นัฐพงษ์ เป็งใจยะ เขียนบทความ “จังหวะก้าวของพันธมิตรฯ และความชอบธรรมของรัฐในการสลายการชุมนุม” ลงเว็บไซต์ประชาไท เสนอความคิดที่สวนกับบรรดาปัญญาชน นักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน ที่ต่างดาหน้ากันออกมาว่ารัฐไม่ควรสลายการชุมนุมของพวกกบฏพันธมิตรฯ

ความดังนี้
“ผู้เขียนสนับสนุนการสลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ มาตั้งแต่ 26 สิงหาคม หลายคนไม่เห็นด้วย ทั้งนี้จะเป็นด้วยเคารพใน ‘สิทธิมนุษยชน’ และ ‘สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย’ ด้วยใจบริสุทธิ์ หรือด้วยอคติต่อรัฐ ด้วยยึดติดภาพเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ก็แล้วแต่

ผู้เขียนขอแบ่งการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ เป็น 2 ช่วง ซึ่งเกี่ยวพันกับความชอบธรรมในการเข้าสลายม็อบโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนี้
ช่วงแรก ตั้งแต่กันยายน 2548 จนถึง 25 สิงหาคม 2551

ในช่วงนี้รัฐไม่มีสิทธิและไม่มีความชอบธรรมในการสลาย ถึงแม้ว่าจุดประสงค์ ข้อเรียกร้อง การยุยงปลุกปั่น และการโฆษณาชวนเชื่อทางอุดมการณ์ ต้องการนำไปสู่ความรุนแรงและการรัฐประหารก็ตาม เนื่องจากว่าถึงที่สุดแล้วความเคลื่อนไหวทั้งหมดยังจำกัดตัวอยู่ที่ ‘การชุมนุม’ ความเดือดร้อนของประชาชนและการละเมิดกฎหมายยังไม่ชัดแจ้ง และยังไม่มีผลสะเทือนเป็นวงกว้างเท่าที่ควร

ช่วงสอง ตั้งแต่ 26 สิงหาคม จนถึงปัจจุบัน
จุดประสงค์ท้ายสุดยังอยู่ที่การรัฐประหาร แต่ทว่าข้อเรียกร้องได้พัฒนาอย่างถดถอย โดยการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการยึดอำนาจรัฐเพื่อที่จะเข้าไปครอบครองและใช้อำนาจรัฐเสียเอง โดยปฏิเสธการเลือกตั้งหรือวิถีทางใดๆ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงเจตนารมณ์ของคนส่วนใหญ่ เพราะถึงแม้ว่านายกรัฐมนตรีจะลาออก พันธมิตรฯ ก็ประกาศว่าจะไม่หยุดการชุมนุม ทั้งนี้เพื่อกำหนด ‘การเมืองใหม่’ ที่ลดคุณค่าของคนสามัญทั้งหมดในประเทศนี้ ให้มีค่าเท่าผงธุลี

หากมองในระดับปฏิบัติการ การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ยกระดับจากการชุมนุมและการยุยงปลุกปั่นผู้ชุมนุม ไปสู่ "การก่อจลาจล" ท้าทายกฎหมายและอำนาจรัฐ มีการใช้กำลังและความรุนแรงกับผู้ที่เห็นต่าง นำไปสู่การสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของรัฐและประชาชน ซ้ำยังทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย ใช้เด็กและผู้หญิงเป็น ‘โล่มนุษย์’ ในการปกป้องตนเอง ยิ่งกว่านั้นยังสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนทั้งประเทศด้วยการตัดน้ำ ตัดไฟ ยึดสนามบิน หยุดการเดินรถ ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ ทั้งความเสียหายดังกล่าวยังมีผลกว้างไกลไปถึงความเชื่อมั่นในทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของประเทศ ทำให้ต่างชาติมองว่าไทยเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน รัฐบาลไม่สามารถใช้อำนาจและกลไกที่มีอยู่จัดการกับการจลาจลครั้งนี้ได้ ที่สุดแล้วผลทั้งหมดก็ตกที่ประชาชนสามัญที่หาเช้ากินค่ำ โดยปราศจากความรับผิดชอบจากพันธมิตรฯ

ส่วนทางฝ่ายรัฐเองนั้น นับแต่การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงบัดนี้ ผู้ที่มีใจเป็นธรรมคงตระหนักว่า รัฐไทยเรียนรู้ที่จะอดทนต่อความเห็นต่างทางการเมืองมากขึ้นกว่าในอดีต เพราะรัฐบาลไม่เคยสั่งห้ามหรือสลายการชุมนุม ตรงกันข้าม ฝ่ายผู้ชุมนุมเสียอีกที่อดรนทนไม่ได้ จนต้องเผยธาตุแท้เรียกร้องยั่วยุและทำให้เกิดความรุนแรงเสียเอง

อคติต่อรัฐของปัญญาชนไทย กลายมาเป็นความคิดรวบยอดเกี่ยวกับ "ความรุนแรง" เนื่องจากถ้ารัฐใช้อำนาจหรือกลไกที่มีอยู่ในการรักษาไว้ซึ่งระเบียบทางการเมือง ก็จะถูกประเมินว่าเป็น "ความรุนแรง" โดยอัตโนมัติ

ตรงกันข้าม ถ้าหากเป็นฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐกระทำการ "รุนแรง" เพียงใด ก็จะไม่ถูกนับเป็น "ความรุนแรง" เพียงเพราะอยู่ตรงข้ามกับ "รัฐ"

ด้วยวิธีคิดหรืออุดมการณ์เช่นนี้เอง จึงทำให้กลไกรัฐไม่สามารถทำหน้าที่ได้เช่นในอารยประเทศสมควรทำในสถานการณ์ปัจจุบัน

ดังนั้น ผู้เขียนอยากให้ปัญญาชนและประชาชนทั้งหลายที่คัดค้านการสลายการชุมนุม อย่ามองว่าการสลายม็อบจะเป็นความรุนแรงในทุกกรณี โดยเฉพาะกรณีนี้ การสลายม็อบเป็นการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ยืนยันว่ารัฐยังมีสิทธิและความชอบธรรม ในอันที่จะรักษาความสงบและความปลอดภัย รวมถึงบรรเทาความเดือดร้อนอันเกิดจากการกระทำของพันธมิตรฯ ที่ทำการละเมิดกฎหมายโดยการก่อจลาจล และรัฐประหารโค่นอำนาจรัฐอย่างชัดแจ้งในครั้งนี้ ซึ่งถ้าเทียบกันระหว่างการสลายม็อบและการกระทำของพันธมิตรฯ นับแต่วันที่ 26 สิงหาคม เป็นต้นมา ผู้ที่มีสติสัมปชัญญะคงตรองได้ว่า อันไหนกันแน่ที่เป็น ‘ความรุนแรง’ ที่แท้จริง
เป้าหมายสูงสุดของสงคราม 26 สิงหาคม คืออะไร?

กล่าวอย่างรวบรัดที่สุด

เป้าหมายสูงสุดหรือเป้าหมายที่แท้จริงของสงคราม 26 สิงหาคม คือการกำหนดอนาคตของระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ที่ต้องการรักษาสถานะอำนาจให้อยู่เหนือสถาบันการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น ‘การเมืองใหม่’ คือการรับประกันว่า ไม่ว่าในอนาคตสังคมการเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ‘ระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย’ ก็จะมีสถานะอำนาจเหนือ ‘ประชาชน’ ไปจนชั่วกัลปาวสาน”


ฝากคำถามถึง“จรัญ”ตุลาการรธน.รับจ๊อบสอนหนังสือผิดไหม?

นิยาม “ลูกจ้าง” ยังโต้กันกระหึ่ม ชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน ข้องใจศาลรัฐธรรมนูญ นิยามศัพท์กฎหมายขึ้นมาใหม่ ยันต้องว่ากันไปตามกฎหมายแพ่งและกฎหมายแรงงาน ขณะที่อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน ติดใจสถานะ “จรัญ ภักดีธนากุล” ที่เคยไปรับจ้างสอนหนังสือ ทั้งที่เป็นตุลาการ ด้าน“สุทิน”ตั้งข้อสังเกตรีบชี้ขาด อยากให้ชี้แจงกับประชาชนกรณีที่ไม่ยึดบรรทัดฐาน แถมมีการข้ามขั้นตอน

นายสุวิทย์ นวลทอง รองประธานชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน กล่าวแสดงความคิดเห็นกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีมีคำตัดสินชี้ขาดให้นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า คำจำกัดความของศาลในเรื่อง “ลูกจ้าง” นั้น ปกติแล้วในการพิจารณาคดีก็ต้องว่าตามกฎหมายแพ่ง และกฎหมายแรงงาน ซึ่งปกติกฎหมายก็จะมีการจำกัดคำนิยาม ซึ่งคำว่าลูกจ้างกับรับจ้าง แตกต่างกัน “รับจ้าง” ตามความหมายของกฎหมายแรงงาน คือ ไม่ขึ้นกับใคร แต่บริษัทไม่สามารถกำหนดบังคับผู้ที่รับจ้างได้ตายตัว เพียงแต่ผู้รับจ้างก็ต้องดำเนินงานให้แล้วเสร็จไป ส่วนคำว่า “ลูกจ้าง” หมายความว่า นายจ้างสามารถบังคับบัญชาได้ มีการกำหนดเงินเดือน เวลาการทำงาน เป็นต้น ซึ่งศาลฎีกาก็ได้มีการตัดสินคำว่าลูกจ้างในลักษณะอย่างนี้มามากแล้ว

ทั้งนี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ก็ได้มีการพิจารณาเพียงแค่ว่า นายสมัคร รับเงินการจัดรายการโทรทัศน์ ก็ถือว่าเป็นลูกจ้าง ตนในฐานะนักกฎหมายก็ข้องใจ และเป็นเรื่องที่ประหลาดเพราะว่าเป็นการสร้างนิยามคำว่าลูกจ้างขึ้นมาใหม่ เช่นเดียวกับกรณีการพิจารณาตัดสินคดีปราสาทเขาพระวิหารมาตรา 190 ที่ศาลพิจารณาโดยใช้คำว่า “อาจจะ”เป็นตัวตัดสิน ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเอาไว้

“คำว่าลูกจ้างตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้วนะ เป็นการสร้างคำนิยามขึ้นมาใหม่ คำว่าลูกจ้างต้องมีที่มาที่ไป การที่คุณมาตั้งคำนิยามขึ้นมาใหม่ มันต้องมีหลักการมากกว่านี้ การเป็นกลางของคนที่ตัดสินก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ศาลต้องยึดหลักการ ถ้าคุณไม่มีหลักฐานที่จะเอาผิดเขา คุณต้องยกประโยชน์ให้เขาไป แม้ในใจคุณต้องการให้เขามีความผิด คำขยายความถ้าไม่มีกำหนดไว้ ทำได้ แต่ต้องเป็นคุณเท่านั้น ถ้าเป็นโทษก็เท่ากับเป็นการไปลิดรอนสิทธิกับผู้ถูกร้อง อย่างนี้บอกได้คำเดียวว่าผมไม่อยากคาดหวังอะไรเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญหรอกครับ” นายสุวิทย์กล่าว

ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่าการตัดสินต้องใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพราะความหมายของคำว่าลูกจ้างคือการมีสัมพันธ์กันทางนิตินัยกับนายจ้าง มีสัญญาจ้างตามแบบฟอร์มกฎหมาย ส่วนคำว่ารับจ้างนั้น คือการไปรับทำงานแบบเป็นครั้งเป็นคราว เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัยที่เขียนบทความให้หนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารเป็นคอลัมนิสต์

เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่เป็นคนตัดสินคดีนายสมัคร ทราบว่าไปสอนหนังสือที่คณะนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นต้น การที่ไปสอนหนังสือถือว่าเป็นการรับจ้าง แต่บรรทัดฐานหลังการตัดสินเปลี่ยนไป แสดงว่านายจรัญมีฐานะเป็นลูกจ้างของมหาวิทยาลัยนั้น ทั้งๆ ที่ตำแหน่งตุลาการก็ห้ามมิให้เป็นลูกจ้างใครเช่นกัน

หรืออย่างนักการเมืองที่ไปอภิปรายตามสถานที่ที่มีคนเชิญไป นักการเมืองก็จะได้ค่าเป็นวิทยากรให้ ดังนั้นนักการเมืองก็เป็นลูกจ้างกันหมด

การตีความของศาลรัฐธรรมนูญเท่ากับเป็นการขยาย หรือการขัดภาวะ แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมายแรงงาน ไม่เช่นนั้นคนที่รับจ้างก็อาจจะเรียกร้องสวัสดิการเพื่อให้เท่าเทียมกับคนที่เป็นลูกจ้าง

“ศาลรัฐธรรมนูญสูงสุดก็จริง ระบุห้ามมิให้เป็นลูกจ้างผู้ใด แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้คำนิยามคำว่าลูกจ้างเอาไว้ว่าคืออะไร เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องเอากฎหมายรอง อย่างกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาดูว่าเป็นยังไง ศาลรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูง ต่อไปนี้ต้องยึดคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคอลัมนิสต์ หรือส.ส. ส.ว. ที่ไปเป็นวิทยากรก็ต้องเป็นลูกจ้างกันหมด” ผศ.จรัล กล่าว

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม ในฐานะรองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การพิพากษามีข้อน่าสังเกตที่ทำให้ไม่สบายใจอยู่ 2-3 ข้อ คือ 1. การเร่งรีบที่จะชี้ขาดตัดสิน หลังจากการสอบปากคำเพียงวันเดียว อะไรคือเหตุผลที่จะต้องเร่งรีบขนาดนั้น 2. กระบวนการพิจารณาตัดสิน เดิมเมื่อเสร็จแล้วจะให้เวลาผู้พิพากษาไปเขียนสำนวนส่วนตัวแล้วนำสำนวนส่วนตัวมาวิเคราะห์เพื่อที่จะเขียนสำนวนกลาง แล้วจึงอ่านคำพิพากษาเพื่อชี้ขาด แต่กระบวนการในขั้นตอนนี้ถูกข้ามไป ซึ่งถ้าตนพูดผิดก็อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญออกมาชี้แจงต่อพี่น้องประชาชน และ 3.การใช้นิยามศัพท์คำว่า "ลูกจ้าง" ในกฎหมายแพ่งและในฎีกา มีคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฎีกาที่จะยึดเป็นแนวทางว่า "ลูกจ้าง" หมายถึงอะไร ซึ่ง
ตามหลักแล้ว ลูกจ้างจะต้องมีรายได้ชัดเจน และนายจ้างสามารถสั่งได้ เหล่านี้อยู่ในคำพิพากษาศาลฎีกามากมาย แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่นำมาใช้ ตรงนี้จะเป็นบรรทัดฐานที่เปลี่ยนไปส่งผลกระทบถึงอนาคต

"ต่อไปนี้การเขียนกฎหมายคงไม่ต้องเขียนนิยามศัพท์ในมาตราต้นๆแล้ว ให้ยึดเอาความหมายตามพจนานุกรมเลยดีไหม อย่างนี้จะวุ่นวายแน่นอน อนาคตพลเมืองดีที่ปฏิบัติตามกฎหมายคงต้องคิดหนักว่าจะยึดความหมายตามพจนานุกรมหรือตามตัวบทกฎหมายดี ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่" นายสุทิน กล่าวและว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีความชอบธรรมหรือไม่ เรื่องนี้ละเลยไม่ได้ เพราะที่พึ่งสุดท้ายเราจะต้องช่วยกันทะนุถนอม อย่าให้เสื่อม



DSIรุกสอบเพิ่มฮั้วบัตรเลือกตั้งอีก2เดือนรู้เรื่อง


DSI ส่งเจ้าหน้าที่แจ้งเลขาฯ กกต. ถึงมติ กคพ. ให้เดินหน้าสอบคดีฮั้วพิมพ์บัตรเลือกตั้งได้เต็มสูบ หลังจากเคยถูกเกี่ยงงอนว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่มีอำนาจดำเนินการ พร้อมร้องขอ กกต. ให้ความร่วมมือ เตรียมเรียกพยานบุคคลตามหมายเรียกมาให้ข้อมูล คาดหากได้รับความร่วมมือใช้เวลาไม่เกิน 2 เดือน สรุปสำนวนคดีได้

กรณีคดีฮั้วพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เคยออกมาโต้แย้งในเรื่องอำนาจการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวของ DSI ว่าไม่เข้าข่ายขอบเขตอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริง จนเกิดเป็นข้อถกเถียงกันอยู่นาน นั้น

หลังจากที่ พล.ต.ท.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นำเรื่องดังกล่าว เข้าที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) เพื่อลงมติรับคดีไว้เป็นคดีพิเศษภายใต้อำนาจสอบสวนของดีเอสไอ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมา ต่อมา คณะอนุกรรมการ กคพ.ก็ได้ลงมติว่า ดีเอสไอมีอำนาจสอบสวนคดีดังกล่าว จึงเตรียมเสนอให้บอร์ด กคพ.ลงมติรับเป็นคดีพิเศษ และดำเนินการสอบสวนในเรื่องดังกล่าวต่อไป

ล่าสุด พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีฮั้วประมูลการพิมพ์บัตรเลือกตั้งของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า ตนเองได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.จักรกฤษณ์ แดงสุรีย์ศรี พนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าพบ นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. เพื่อแจ้งให้ทราบถึงมติของคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้อกังวลสงสัยอีก

“เป็นการยืนยันว่า คดีเกี่ยวกับการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง อยู่ในอำนาจสอบสวนของ DSI จึงขอให้ทาง กกต. ร่วมมือในการจัดส่งพยานเอกสารทั้งหมดเกี่ยวกับการประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ตามที่พนักงานสอบสวนร้องขอ รวมถึงการส่งพยานบุคคลตามหมายเรียกมาให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน”

ทั้งนี้หาก DSI ได้รับความร่วมมือจาก กกต. คาดว่าจะใช้เวลาในการสอบสวนไม่เกิน 2 เดือน จึงจะสามารถสรุปสำนวนคดีได้ เนื่องจากที่ผ่านมา DSI ได้รวบรวมพยานหลักฐาน และสอบปากคำพยานบุคคลจากหลายส่วนไว้เกือบเสร็จสิ้นแล้ว


รัฐประหารโดยตุลาการ


คอลัมน์: สิทธิประชาชน

การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยว่า การจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” และ “ยกโขยง 6 โมงเช้า” ของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 หลายมาตรา โดยเฉพาะมาตรา 265 และ 267 ทำให้ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี พูดง่ายๆ นายสมัครพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นับเป็นที่แปลกประหลาดใจของชาวโลก ที่นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยหลุดจากตำแหน่งด้วยการกระทำเล็กๆ น้อยๆ เพียงจัดรายการโทรทัศน์แนะนำการปรุงอาหารเท่านั้น แต่สำหรับคนไทยส่วนใหญ่จะคิดว่าเป็นเรื่องการต่อสู้ทางความคิดการเมือง ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตย กับ อำมาตยาธิปไตย ที่ดำรงมากว่า 2 ปีแล้ว โดยฝ่ายหลังจะใช้ศาลเป็นเวที เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน ผมเห็นว่าเป็นรัฐประหารโดยตุลาการ (Judicial coup d’etat)

หลายเดือนมานี้ผมเคยพูดเคยเขียนว่า สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ตั้งแต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาชุมนุมเดินขบวน แล้วเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ประสานกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ที่คอยยื่นกระทู้ถาม เสนอญัตติอภิปราย และบางส่วนไปยื่นฟ้องฝ่ายนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งสื่อมวลชนคอยถล่มรัฐบาล หากไม่นำไปสู่รัฐประหารโดยกองทัพ ก็จะรัฐประหารโดยตุลาการ เหมือนที่เกิดขึ้นในตุรกี เพราะที่นั่นฝ่ายต่อต้านโดยอัยการสูงสุดยื่นฟ้องผู้นำรัฐบาลต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเดือนมีนาคม 2551 จำนวน 71 คน ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และกรรมการพรรคยุติธรรมและการพัฒนา ว่าทำผิดกฎหมายอิสลาม

ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าผิดจริง ผู้นำรัฐบาลจะพ้นตำแหน่ง รัฐบาลจะล้ม และพรรคถูกยุบ ในประเทศไทย มีคนไปยื่นฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ ว่าคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรี และประธานสภาผู้แทนราษฎร มีการกระทำผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พ้นตำแหน่งไป 1 คน รัฐมนตรีที่ต้องคดีลาออก 2 คน รวมทั้ง กกต. ส่งคำร้องยุบพรรคพลังประชาชนให้อัยการสูงสุดฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เฉพาะ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีเอง มี 4 คดี อนาคตทางการเมืองของรัฐบาลและพรรคพลังประชาชนจึงขึ้นกับศาลสูงดังกล่าว

ความจริง ก่อนหน้านี้ศาลเหล่านี้เคยมีบทบาทชี้ขาดปัญหาการเมือง เช่น ยกเลิกผลการเลือกตั้งทั่วไป 2 เมษายน 2549 ตัดสินจำคุก กกต. 4 คน การตัดสินยุบพรรค จนฝ่ายพันธมิตรฯ ยกย่องว่าเป็น “ตุลาการภิวัตน์” แต่เหตุการณ์ตั้งแต่ต้นปีมานี้ โดยเฉพาะเมื่อมีรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช บรรดาฝ่ายอำมาตยาธิปไตยที่มีพันธมิตรฯ เป็นกองหน้า พยายามทุกวิถีทางที่จะล้มรัฐบาลนี้ ในที่สุดก็ใช้การชุมนุมยืดเยื้อ เดินขบวนไปที่ต่างๆ สุดท้ายจึงเข้ายึดทำเนียบ ในขณะเดียวกันฝ่ายพันธมิตรฯ บางกลุ่ม เช่น ส.ว. แต่งตั้ง คตส. หาเรื่องไปฟ้องต่อศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกว่า 10 คดี โดยมุ่งหวังให้ศาลสูงเหล่านี้จัดการกับรัฐบาลที่พวกเขาขับไล่ อันเป็นยุทธวิธีที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งในช่วงที่ผ่านมา

การพิจารณาและตัดสินคดีของ นายสมัคร สุนทรเวช ของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 9 กันยายน ซึ่งมีผลให้นายสมัครพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลล้มลง จึงเป็นไปตามแนวทางของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ที่พยายามใช้ศาลยึดอำนาจรัฐ จึงมีลักษณะเป็นรัฐประหารรูปแบบหนึ่ง แบบนี้ไม่ต้องใช้กองทัพขับรถถังออกมาดังที่ฝ่ายพันธมิตรฯ เรียกร้องโหยหามาหลายเดือนแล้ว

สภาพความเป็นจริงประการนี้ ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้นที่มองเห็น สื่อมวลชนต่างประเทศก็เห็น 2-3 เดือนมานี้ นักข่าวและคอลัมนิสต์นิตยสารชั้นนำของโลกหลายฉบับ เช่น The Economist, News Week เริ่มขีดเขียนตั้งข้อสงสัยต่อสถาบันตุลาการประเทศไทย

แต่อย่างไรก็ตาม รัฐประหารโดยตุลาการนี้จะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เช่น การตัดสินจำคุกนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ในคดีต่างๆ ไปจนถึงการยุบพรรคพลังประชาชน เพราะฉะนั้น ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและความยุติธรรมที่ลุกขึ้นปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ปกป้องระบอบประชาธิปไตย ออกมาแสดงความคิดเห็นและวิจารณ์ และต่อต้านตุลาการภิวัตน์โดยเฉพาะรัฐประหารโดยตุลาการ ซึ่งเป็นทั้งเสรีภาพและการต่อสู้ทางความคิดทางการเมืองอย่างหนึ่ง แต่จะต้องระมัดระวัง ใช้เหตุผล มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ด้วยเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อาจถูกข้อหาละเมิดอำนาจหรือหมิ่นศาลได้ ผู้พิพากษาของศาลดังกล่าวควรจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนบ้าง มิฉะนั้นประชาชนจะหมดความเชื่อมั่นศรัทธาต่อสถาบันตุลาการ

แล้วประเทศไทยจะอยู่กันอย่างไร

จรัล ดิษฐาอภิชัย


อย่าลืมเรียนประชาธิปไตยด้วย!


คอลัมน์ : ละครชีวิต

“ไม่มีอะไรจะน่าเสียใจมากไปกว่าการพูดแล้วไม่คิด เหมือนกับคำสอนที่ว่า ก่อนพูด เราเป็นนายคำพูด หลังพูด คำพูดเป็นนายเรา"

คนเรานั้น พูดออกไปแล้วเอากลับคืนมาไม่ได้ และมากไปกว่านั้นคือการพูดสิ่งที่ไม่ดี คิดสิ่งที่ไม่ดี มันทำให้จิตใจของเราหม่นหมอง

ผมกำลังจะเข้าประเด็นที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์กันกว้างขวาง กรณีผู้บริหารบริษัทมือถือค่ายหนึ่ง สนับสนุนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องจบปริญญาตรี

ผู้บริหารท่านนี้มองว่า “ปัญหาการเมืองของไทยหลักๆ วันนี้อยู่ที่การศึกษาของพลเมืองในประเทศ ตราบใดที่ยังมีการซื้อสิทธิขายเสียงกันอยู่ ปัญหาต่างๆ จะไม่ได้รับการแก้ไข

เพราะเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วจะกลับมาที่ปัญหาเดิม ซึ่งหากจะแก้ไขปัญหาดังกล่าว ต้องแก้ไขด้วยเรื่องการศึกษา

ผู้บริหารท่านนี้เสนอว่า ให้คนจบปริญญาตรีเท่านั้นที่มีสิทธิเลือกตั้ง จากปัจจุบันกำหนดอายุไว้ที่ 18 ปี เพราะแม้เป็นมาตรฐานระดับหนึ่ง

แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงควรกำหนดมาตรฐานใหม่ เอาการศึกษาเข้ามา อาจจะนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น และจะส่งผลให้รัฐบาลต้องกำหนดให้ระดับปริญญาตรีเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย”

แม้ล่าสุดผู้บริหารท่านนี้จะออกมาขอโทษขอโพย แต่ก็ใช่ว่าปัญหาจะจบ แต่กลับลุกลามบานปลายไปกันใหญ่

เพราะหลายคนมองว่าเป็นการดูถูกดูแคลนคนไร้การศึกษาที่น่าหดหู่ และน่าเสียใจที่สุด

ลูกค้าของค่ายมือถือค่ายนี้ ต่างบอกยกเลิกการให้บริการกันจำนวนมาก ทำให้พนักงานต้องชี้แจงลูกค้าทาง Call Center

สรุปก็คือ “ขอโทษ” ที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล บริษัทไม่เกี่ยวข้อง รวมทั้งบริษัทได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย การแสดงความคิดเห็นโดยใช้อคติส่วนตัวกีดกันคนอื่น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ไม่สมควรอย่างยิ่ง

สังคมไทยเรามีคนหลากหลายทางวัฒนธรรม หลายชนชั้น มีทั้งคนรวย คนจน คนชั้นกลาง และที่สำคัญคือ อัตราผู้ศึกษาจบปริญญาตรียังมีไม่มากนัก

ผมมองว่าแม้การศึกษาของคนไทยยังไม่ทั่วถึง เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคต่อการเรียนรู้ประชาธิปไตย

ใครจะมาดูถูกคนที่เรียนไม่จบชั้นปริญญาตรีว่า “โง่” นั้น ผมยอมรับไม่ได้เด็ดขาด เพราะปู่ย่าตายายของผม หรือของใครหลายๆ คน ก็เรียนไม่จบ บางคนแทบไม่ได้เรียนมาด้วยซ้ำ

แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่เคยสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศชาติบ้านเมือง ไม่เคยออกมาเรียกร้องการเมืองแบบ 70 : 30

ตรงกันข้าม กลับโดนเอารัดเอาเปรียบ ถูกกดขี่ข่มเหงมาหลายยุคหลายสมัย!

ในประเทศกำลังพัฒนาหลายๆ แห่ง กำลังเผชิญกับผู้ที่จบการศึกษาระดับสูง เป็นผู้มีหน้าที่การงานดี

แต่ก็ทำให้เกิดเหตุวุ่นวายในประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการศึกษานั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้สังคมสงบสุขได้

ดังนั้นผมอยากให้หลายๆ ฝ่ายช่วยกันหาทางออกให้กับประเทศ ด้วยการเรียนรู้ความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ประชาธิปไตย” มากกว่าการวัดคุณค่าตัวปริญญา

จากเรื่องนี้ทำให้ผมคิดไปถึง นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ในฐานะประธานมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย ที่จะตั้ง “โรงเรียนประชาธิปไตย” หรือ “โรงเรียนการเมือง” เชิญประชาชนทุกกลุ่มศึกษาประชาธิปไตย

โดยให้ความรู้ด้านการเมืองแก่ประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างองค์ความรู้อย่างรอบด้าน ขณะเดียวกันหากมีเหตุการณ์ใดๆ ในสังคมที่ไม่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย ทางโรงเรียนก็พร้อมออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตยที่ถูกต้อง

ผมหวังว่า “โรงเรียนประชาธิปไตย” จะเกิดขึ้น เพื่อส่งคนบางประเภท บางจำพวก ไปอบรมใหม่

บุคคลเหล่านี้จะได้กลับมาพัฒนาประเทศชาติ และไม่ดูถูกคนอื่นอีกต่อไป!

ลวดหนาม

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่าน หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ที่อยู่ในมือท่านเล่มนี้ เป็นฉบับที่ 237 วันที่ 11 กันยายน 2551 อยู่กับ แทง แทนไท เข้าประจำฐานรบอีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองไทยที่ยังไม่จบไม่สิ้น ประเทศชาติไม่เดินหน้า มีแต่...ล้าหลัง...ล้าหลัง...ล้าหลัง จนตกคลองไปเรียบโร้ยส์...แล้วล่ะ

** ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเบ็ดเสร็จเด็ดขาด 9 ต่อ 0 แต้ม เล่นงาน นายกฯ สมัคร สุนทรเวช จน ตกเก้าอี้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางข้อสงสัยทางกฎหมายของปรมาจารย์ทางการเมือง ที่เป็นนักการเมืองนั่งออกกฎมายกันอยู่ โดยเฉพาะที่มีการตีความ2 “ลูกจ้าง” กลายเป็น “พนักงาน” บริษัทไปเสียแล้วหรืออย่างไร ซึ่ง ศาลท่านบอกชัดเจนเต็มปากเต็มคำว่า “กฎหมายแรงงาน” ที่มีอยู่ อ้างอิงกับคดีนี้ไม่ได้!!!

** ตามหลักการอ้างอิงคำนิยามทางกฎหมายนั้น เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายชวนปวดหัว อย่าว่าแต่ประชาชนคนเดินดินกินข้าวแกงธรรมด๊า ธรรมดา ในบ้านเมืองไทยเลย ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ครูบาอาจารย์ ผู้จบดอกเตอร์ ล้วนแต่อ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายเป็น ยังตีความกันไปคนละทางสองทาง เช่นกรณี สปก.4-01 ที่ภูเก็ตโน่น พรรคการเมืองเก่าแก่ เจ้าตำรับคนออกกฎหมายเอง กลับใช้กฎหมายเป็นผิดไปซะฉิบ เถียงกันคอเป็นเอ็น นิยามของ “เกษตรกร” ตามหลักการอ้างอิงกฎหมาย หากไม่มีเขียนไว้ก็ต้องเทียบเคียงกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ แต่...กรณีล่าสุดไม่เทียบเคียง เอาพจนานุกรมมาเทียบเคียงแทน เลยทำให้ นายกฯ สมัคร มีอันกระเด็นกระดอนออกจากเก้าอี้

** แทง แทนไท รู้มาว่า กระเด็นไปจากเก้าอี้ แผล็บเดียวเท่านั้นแหละ...เพราะวันศุกร์นี้ 12 กันยายน 2551 บรรดาแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล 5 พรรค เขาจะโหวตเลือกนายกฯ สมัคร กลับมานั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง โดยมีการพูดคุยกันมาตั้งนานแล้ว เกมนี้จึงไม่ได้แปลกใจ ทำไมผลคดีจึงออกมาในทางที่เป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ บรรทัดนี้ บอกได้เลยว่า ใน 5 พรรคร่วมนี้ ใครอยู่กระทรวงไหน ได้กระทรวงนั้นต่อไป...Happy Ending ทุกฝ่าย

** ใครหวังส้มหล่นจนตีนบวม ฉวยจังหวะเสียบมาเป็นนายกฯ คงไม่ง่าย และ จะเข้าร่วมรัฐบาลเป็น “รัฐบาลแห่งชาติ” คงต้องปิดประตู ไม่เกิดขึ้นแน่ในนาทีนี้!!! อีกเหมือนกัน ที่ว่างานนี้คงไม่มีทางเป็นไปได้ ในเมื่อนายกฯ สมัคร ไปโดยเทคนิคกฎหมาย ก็กลับมาได้ตามเทคนิคกฎหมาย จะมาอ้างความสง่างามส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่งคงไม่ได้ เพราะความสง่างามคือการไม่ทำผิดกฎหมายบ้านเมืองนั่นเอง และ ที่สำคัญ การโหวตเลือกนายกฯ มันอยู่ที่กระบวนการรัฐสภา ไม่ได้อยู่ที่ความคิดของใครคนใดคนหนึ่ง

** หลังการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ “เลขาธิการพรรคไข่เค็มคลุกสะตอ” เดินเกมพล่านไปหมด ติดต่อพรรคนั้นพรรคนี้ กะจะสร้างสถานการณ์ “งูเห่า” ตามสไตล์ที่พวกตนถนัด โดยแบ่งกันสองสาย ล็อบบี้ 5 พรรคการเมือง สายหนึ่งให้มหาเศรษฐี “พี่เขย” ผู้กว้างขวาง (ในวงการมั่วเซ็กซ์) ไปเจรจาต้าอ่วยกับพรรคแกนนำ โอ้ประโลมให้พรรคแกนนำจัดตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” ขณะที่เจ้าตัวดัดหลังไปเจรจากับ “ผู้ใหญ่ใจโตไซซ์ดับเบิลเอส” ให้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ถ้าไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยตัวเอง…แต่งานนี้เวรกรรมมีจริง เล่นครอบครัวเขาขนาดเอาพ่อแม่ต่างด้าวมาอัดกันจนยับเยิน เขาจำได้ติดตาตรึงใจ นายกฯ สมัคร นี่แหละ...เพื่อนแท้ทางการเมือง

** รอลุ้นอีกครั้งในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะมีอะไรพลิกผันหรือไม่??? ปัญหาทางการเมืองมีให้ลุ้นทุกชอต หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ไม่มีใครบอกอนาคตที่ถูกต้องแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นเซียนการเมืองขนาดไหนก็ตาม แต่ว่านายกฯ สมัคร ยังจะต้องระทึกขวัญไปเจอกับการตัดสินคดี ในวันที่ 25 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นการตัดสินชั้นศาลอุทธรณ์ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างกระชั้นชิดทีเดียวว่าจะเป็นกับระเบิดลูกใหญ่ และจะส่งผลกระทบมากมายอะไรหรือไม่อย่างไร

*** แทง แทนไท เคยบอกเอาไว้แล้วว่า บ้านเมืองตั้งแต่หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั้น มันไม่เป็นประชาธิปไตย การร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จึงเป็นผลผลิตของบรรดากบฏขุนทหารทั้งหลาย ที่วางหมากวางเกม ฝังกับดัก ซุกลูกระเบิดเอาไว้ พอถึงเวลามันก็กดปุ่ม ตูม!!! ตูม!!! ตูม!!! วันไหนพรรคที่มันต้องการขึ้นมา ระเบิดยังไม่ทำงาน แต่วันไหนที่พรรคคู่อริเข้ามา มันกดปุ่มเอา กดปุ่มเอา ตามแผนบันได 4-5 ขั้น ที่พวกมันเคยบอกนั่นแหละ จึงไม่ต้องแปลกใจ หากยังไม่แก้ไขกติกาให้กลับมาเป็นประชาธิปไตย อย่าหวังบ้านเมืองจะมีวันสงบสุข แล้วในที่สุดประชาชนจะเบื่อหน่าย

** ต้นเหตุของความปั่นป่วนในรัฐบาลมาจากผลผลิตของคณะปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา หรือ “สมัคร 2” เมื่อกลับมาแล้วจึงต้องคิดเห็นเรื่องเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา เอารัฐธรรมนูญ 2540 นั่นแหละ เป็นหลักยึดก่อน เพื่อไม่ให้ผลผลิต และผลิตผลของคณะปฏิวัติ คมช. ได้เบ่งบานต่อไป เอาเข้าโรงตอน ลิดกิ่งก้าน สาขา ออกไปเสีย โค่นล้มให้สิ้นซากเสียที ไม่อย่างนั้นหากปล่อยเอาไว้จะเป็นหอกข้างแคร่ไม่มีวันจบสิ้น...บ้านเมืองจะฉิบหายบรรลัยวายวอด ผู้คนเดือดร้อนกันไปทั่วหน้าอย่างในเวลานี้

** ฝากถึง “เสธ.แดง” พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก มวลชนสนามหลวงไม่ค่อยพอใจท่าทีและบทบาทของท่านมากนัก โดยเฉพาะการให้สัมภาษณ์ต่างๆ ที่คนยังไม่เข้าใจว่า ท่านอยู่ข้างไหนกันแน่ อย่าเล่น ติ๊ด...ชิ่ง ให้มากนัก อย่า “แทงกั๊ก” พูดไปเลย ประกาศไปเลยว่าอยู่ข้างประชาธิปไตย ไม่เอาเผด็จการ ไม่เอาอำมาตยาธิปไตย ไม่เอาอนาธิปไตย เดินไปล้อมทำเนียบในเหตุการณ์ประจันหน้า 2 กันยายนทมิฬ กับเขาด้วย โดยทำหน้าที่เป็นขวัญกำลังใจให้ชุดการ์ด ไม่อย่างนั้นคนที่สนามหลวงจะงงและสับสน ท่านอยู่ข้างใคร เป็นไส้ศึกหรือไม่...?...

** เอ...แต่เวลาปะทะกันนี่ ขาเมาท์สนามหลวงอำกัน ลั่น-สนั่น สนามหลวง คนแต่งตัวคล้าย หน้าตาก็คล้าย “เสธ.แดง” รีบจ้ำอ้าวกลับหลังหันมุ่งหน้าไป “ลิขิตไก่ย่าง” ซะเฉยๆ อย่างนั้นแหละ...โผล่มาอีกที...อยู่หน้ากล้องทีวี...ตรงแนวกันชน หลังตำรวจ ทหาร เข้าเคลียร์พื้นที่แล้วซะอย่างนั้น จริงหรือไม่? เสธ.แดง ช่วยตอบ แทง แทนไท ด้วยจ้า...เพราะฟังๆ มาไม่อยากจะเชื่อ


เพราะนี่คือ พันธมาร ไม่ใช่ องคุลิมาล


คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

การที่มีคณะสงฆ์และแม่ชีออกมาขอบิณฑบาต ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง เป็นเจตนาที่ดีต่อบ้านเมือง แต่คงไม่ง่ายเหมือน “องคุลิมาล” กลับใจหรอกครับ เพราะนี่เป็น “พันธมาร”

ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่ กองโจรศรีวิชัย บุกเข้ายึดและทำลายข้าวของในสถานีโทรทัศน์ NBT การฆ่า นายณรงศักดิ์ กรอบไธสง กลุ่มต่อต้านพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย การพบอาวุธจำนวนมากในการเคลียร์พื้นที่การชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ รวมทั้งอาวุธที่พบในตัวเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของพันธมิตรฯ ถือเป็นการคุกคามฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

เป็นบันทึกอีกหนึ่งหน้าในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ต้องให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง จากการที่พระสงฆ์องค์เจ้าต้องออกมามีบทบาท เพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมือง

ขออนุญาตบอกให้ทราบว่ามีกลุ่มใด หรือมีใครบ้าง ดังนี้ กลุ่มองค์กรพุทธศาสนาประกอบด้วย องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย เสถียรธรรมสถาน สถาบันวิมุตตยาลัย และเครือข่ายพุทธิกา ร่วมกันแถลงข่าวขอบิณฑบาตอาวุธและความรุนแรงในสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ นำโดย พระศรีญาณโสภณ พระไพศาล วิสาโล พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี และ แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

การที่พระสงฆ์จะแจกบัตรขอบิณฑบาตความรุนแรงให้เต็มพื้นที่ของสังคมไทย เพื่อให้บัตรดังกล่าวเป็นสัญญาณให้เกิด “สันติภาพ” หากใครอยากได้บัตรขอรับได้ที่องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะมีการพิมพ์อย่างไม่จำกัดนั้น คงต้องใช้จำนวนมากทีเดียวครับ เพราะประชากรของประเทศ 95% นับถือพุทธศาสนา

กับคำถามที่คาใจพุทธศาสนิกชนที่ว่า พระสงฆ์ที่ชุมนุมอยู่ในกลุ่มพันธมิตรฯ และประชาชน จะมีความเข้าใจจุดยืนของพุทธศาสนาคลาดเคลื่อนหรือไม่

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี บอกว่า พุทธศาสนิกชนจะเข้าใจจุดยืนของพระสงค์ในนามตัวแทนของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว ที่ผ่านมาบทบาทพระสงฆ์และแม่ชีในกลุ่มองค์กรพุทธศาสนานี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นกลาง โดยไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไหน และไม่มีผลประโยชน์อะไรทั้งสิ้น

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีประชากร 95% นับถือพุทธศาสนา หลายฝ่ายต้องมีความอดทน ซึ่งการมีสันติไม่มีความรุนแรงถือว่าเป็นธรรมอันยอด อาตมาอยากให้สังคมไทยเป็นแผ่นดินสันติภาพ และรักษาไว้ให้นานที่สุด ถ้าเราทำได้ จะเป็นบทเรียนในเรื่องประชาธิปไตย โดยไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ และขอให้ทุกภาคส่วนทำความเข้าใจและตระหนักรู้และสถาปนาสันติภาพให้เกิดขึ้น เชื่อว่าจะเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่คนไทยมอบให้กับประเทศชาติ นอกจากนี้การแถลงข่าววันนี้ถือเป็นก้าวแรกของการขอบิณฑบาตความรุนแรงจากทุกฝ่าย ใครมีความรุนแรงด้านความคิด คำพูด การกระทำ ให้เอามาบิณฑบาตพระสงฆ์ทั่วประเทศ

พระศรีญาณโสภณ เจ้าอาวาสวัดเฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า “วันนี้พระสงค์นำฝักดาบมาให้ หลายฝ่ายช่วยกันเก็บดาบที่แหลมคมให้ปลอดภัย เหมือนเรือเจอรูรั่ว หากมีคนถามแต่ว่าใครทำ รอยรั่วก็จะใหญ่ขึ้น วันนี้พระสงฆ์ไม่ขอบิณฑบาตอาหาร แต่ขอบิณฑบาตอาวุธแทน”

พระไพศาล วิสาโล กล่าวว่า "ขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองตึงเครียด มีความขัดแย้งกันหลายฝ่าย และนำมาสู่การใช้ความรุนแรงเหมือนเหตุการณ์ที่ผ่านมา นับจากนี้จะต้องหาทางยุติโดยใช้เหตุผล ไม่ใช้กำลัง เพราะความรุนแรงเกิดจากการใช้อาวุธมาทำร้าย โดยอ้างว่าเพื่อปกป้องประโยชน์ของตัวเองนั้น ก็จะไปคุกคามเบียดเบียนผู้อื่นด้วย ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นใหม่ จึงขอให้บิณฑบาตอาวุธและความรุนแรงให้กับพระสงฆ์ เพราะที่ผ่านมา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ประกาศจะไม่ใช้ความรุนแรง และปราศจากอาวุธ จึงถือว่าเป็นจุดแรกที่เริ่มจากกองทัพด้วย"

พระไพศาล วิสาโล บอกว่า “เรามาเสนอทางออกโดยไม่ใช้ความรุนแรง รวมทั้งความรุนแรงทางวาจา อาตมาขอบิณฑบาตอาวุธ ซึ่งเหตุการณ์นี้จะทดสอบต้นทุนของสังคมไทย เชื่อว่าจะมีความหวังและผ่านความขัดแย้งไปสู่สันติภาพได้”

ส่วน แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต กล่าวว่า "เราควรใช้ความต่างให้เป็นเรื่องอิสระ ถ้ามีอำนาจแล้วไม่เกลียดกัน จะเป็นอำนาจอิสรภาพอย่างแท้จริง คณะสงฆ์และแม่ชีออกมาเพื่อเตือนสติไม่ให้เกิดปัญหา แล้วทุกฝ่ายจะอยู่กันอย่างสันติ เป็นการแสดงถึงความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"

ผมว่าสิ่งที่ทางคณะสงฆ์และแม่ชีออกมาเรียกร้องสังคม เป็นสิ่งที่ตรงใจคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ครับ
แต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า พระสงฆ์องค์เจ้าที่มั่วสุมอยู่ในม็อบการประท้วง รวมทั้งสาวกของลัทธิสันติอโศก มอง “สันติ”

อย่างไร เนื่องจากเกลือกกลั้วอยู่กับคมหอกคมดาบ อาวุธปืน เครื่องสังหารอย่างไม่เคอะเขิน

ผู้ร่วมประท้วงที่นับถือศาสนาพุทธจะฉุกคิดหรือไม่ว่า คนของพันธมิตรฯ ได้กระทำการผิดศีลผิดข้อห้าม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมุสา กล่าวหาสาดโคลนโจมตีฝ่ายรัฐบาลอย่างเสียๆ หายๆ หยาบคาย ก้าวร้าว มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้ความรุนแรงและพร้อมจะตอบโต้ด้วยความรุนแรงได้ตลอดเวลา การเสพสารเสพติดอย่างใบกระท่อม ที่เป็นข่าวและมีหลักฐานมาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อย้อนไปดูเบื้องหน้าเบื้องหลัง ที่มาที่ไปของ พันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ซึ่งวันนี้ยังเสียงแข็ง ไม่ยอมรับข้อเสนอใดๆ ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาของบ้านเมือง

แม้ว่าวันนี้...แกนนำได้ตกเป็นผู้ต้องหาของบ้านเมืองแล้วก็ตาม

ซึ่งต่างกับ นายสมัคร สุนทรเวช ที่เราได้เห็นถึงความพยายามใช้ความอดทน อดกลั้น ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงขึ้นมา ยืดอกรับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ

เช่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีเพื่อต่อสู้กับข้อกล่าวหา

วันนี้เรามีประชาธิปไตยครับ เรายังมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน การจะทำอะไรก็ต้องเดินไปตามระบบ ตามครรลองประชาธิปไตย เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้

ปัญหาเฉพาะหน้าวันนี้คือ ทุกฝ่ายจะต้องหันหน้ามาช่วยกันแก้วิกฤติ เพื่อให้ประเทศฟื้นตัวจากความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยเร็ว ต้องเรียกความเชื่อมั่นทั้งจากคนไทยและต่างชาติให้กลับมาโดยเร็ว ถ้ายังปล่อยเวลาและให้สถานการณ์เป็นอยู่อย่างนี้ คนในบ้านเมืองยังมีความแตกแยก จ้องเข่นฆ่าทำลายกัน บ้านเมืองไปไม่รอดแน่ๆ ครับ

การที่พระคุณเจ้า นักศึกษาที่ยึดมั่นในประชาธิปไตย ออกมาแสดงจุดยืน เป็นเรื่องที่ต้องรับฟังและนำมาพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง ผมมั่นใจว่าเป็นการแสดงออกที่มีความจริงใจ บริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรแอบแฝง เพียงเพื่อให้สังคมเกิดสันติสุขเท่านั้น

เพราะประเทศชาติจะเดินหน้าไปแข่งกันกับนานาประเทศอย่างมีศักดิ์ศรีและความสง่างามต่อไป

ก็ได้แต่ภาวนาว่า ขอให้สิ่งดีๆ เกิดกับบ้านเมืองของเราโดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาสำคัญที่คนไทยทั้งชาติได้แสดงออกถึงความสมัครสมานสามัคคีกัน

แต่อีกใจหนึ่งก็อดเป็นห่วงไม่ได้ครับ...

เรื่องคงไม่จบลงง่ายเหมือนอย่าง “องคุลิมาล” ที่ได้สำนึกถึงบาปบุญคุณโทษ เพราะนี่เป็น “พันธมาร” ที่ตั้งหน้าระราน ขัดขวาง ไม่จบไม่สิ้น

*อัฐศิริ*


นายกฯ เข้มแข็ง


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ปัญหาการเมืองไทยที่กำลังตกอยู่ในหลุมดำมืด เนื่องเพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ที่บรรดาพวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตยได้ร่วมกันสร้างเอาไว้ กำลังไล่แผลงฤทธิ์สำหรับรัฐบาลที่มาจากฝ่ายประชาธิไตย ที่มีฐานที่มั่นจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ นั่นคือกลุ่มประชาชน “รากหญ้า” เจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริง เสียงจริง!!!

หลายคนกำลังสับสนกับการใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเครื่องมือของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย เข้ามาผลักดันการดำเนินการกับรัฐบาลที่มีผู้คนระดับรากหญ้าเลือกเข้ามา โดยผ่านกระบวนการ ตุลาการภิวัตน์ ซึ่งกลุ่มต่อต้านรัฐบาลมักจะหยิบยกมากล่าวอ้างตลอดเวลา

คดีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปราสาทเขาพระวิหาร ที่นักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการใช้ตีความเกินรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 มากินแดนฝ่ายบริหาร

มาจนถึงกรณีการตัดสินคดี “ชิมไปบ่นไป” ที่ถูกนำมากล่าวอ้างว่า แค่ “ชิม”!!! ยังไม่ทันกิน ก็โดนปลดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเสียแล้ว

มีการตั้งข้อสังเกต การบอกกล่าวเหตุผลต่อสังคมว่า ทำไมจึงไม่ใช้ร่างพระราชบัญญัติแรงงาน ในการตีความคำว่า “ลูกจ้าง” ทั้งที่เป็นกฎหมายฉบับเดียวที่น่าจะใช้เทียบเคียง เพราะกฎหมายอื่นไม่มีความเกี่ยวข้องด้วยแต่อย่างใด

การอธิบายยากจะฟังขึ้นเกี่ยวกับการจัดรายการ “ชิม” อาหาร จะเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ทับซ้อนกับการเป็นนักการเมือง เป็นผู้บริหารเบอร์หนึ่งของประเทศ จนทำให้ชาติบ้านเมืองเสียหาย อันเนื่องจากการเป็นพิธีกรจัดรายการได้อย่างไร เป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

นักการเมืองพรรคหนึ่งถูกตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัดเกินกว่าข้อกำหนดของกฎหมายด้วยซ้ำไป

ขณะที่นักการเมืองอีกพรรคหนึ่ง ผู้บริหารราชการเบอร์หนึ่งเหมือนกัน ไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินในเรื่องหุ้นสหกรณ์ธรรมศาสตร์ และหุ้นสหกรณ์โคออฟ เนื่องจากเป็นหุ้นเสน่หา กลับได้รับการยกเว้นให้ อ้างว่าไม่เข้าข่าย ไม่เข้าเจตนารมณ์

วันนี้บ้านเมืองว่างเว้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องมีการโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แม้ว่าพรรคแกนนำต้องการจะโหวตสนับสนุนคนเดิมมาเป็นอีก

ปัญหาบ้านเมืองยังไม่มีวันยุติไปได้ง่ายๆ เนื่องจากยังไม่ได้แก้ไขปัญหาที่จุด ที่ต้นตอ นั่นคือ รัฐธรรมนูญ ที่เป็นผลผลิตในยุคคณะปฏิวัติรัฐประหารเรืองอำนาจ ที่วางเครือข่าย วางเครื่องมือเอาไว้ใช้เพื่อการเหล่านี้

รัฐบาลสมัครถอยร่น ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

รัฐบาลสมัครถอยร่น ในเรื่องการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย

วันนี้หากจะเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคนใหม่ หรือคนเก่า เราอยากจะเห็นความกล้าหาญ โดยให้คำมั่นสัญญากับพี่น้องประชาชน จะใช้ความกล้าหาญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และ ใช้ความกล้าหาญสลายการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย การใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

วันนี้เราต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง และกล้ากำจัดเนื้อร้ายไปจากสังคมการเมืองไทย ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองไม่มีวันสงบสุข

Wednesday, September 10, 2008

เหตุการณ์วันที่ 2 กันยายน ประชาชนได้อะไร


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

เหตุการณ์ที่กองกำลังซึ่งเรียกว่าการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เผชิญหน้ากับกลุ่มแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ลงเอยด้วยการไล่ทุบตีและยิงบาดเจ็บหลายคน บางคนมีอาการเข้าขั้นโคม่า นายณรงศักดิ์ กรอบไธสง เสียชีวิตนั้น บอกเล่าความจริงหลายประเด็นที่จะกล่าวต่อไปนี้

1.ประชาชนตกเป็นเหยื่อ มีคนบาดเจ็บล้มตายเช่นเดียวกับเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองหลายครั้งที่ผ่านมา โดยผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมต่างก็น่าจะรู้และได้ยินว่าการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 นั้น เป็นสิทธิที่ทำได้ และได้รับการคุ้มครอง หมายความว่า ไม่ว่าใครก็จะไม่บาดเจ็บล้มตายจากการชุมนุม หากการชุมนุนนั้นปราศจากอาวุธ แต่การชุมนุมครั้งนี้มีความจริงตรงกันข้ามกับมาตรา 63 อย่างไม่ต้องสงสัย กระทั่งประชาชนหลายชีวิตพลาดโอกาสจะได้รับการคุ้มครองไปแล้ว จึงมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อคุ้มครองไม่ให้เกิดกรณีเช่นนั้นขึ้นอีก เป็นมาตรการหรือเครื่องมือกันกลุ่มผู้ขัดแย้ง 2 กลุ่มให้ออกจากกัน

กลุ่มหนึ่งชุมนุมอยู่ในทำเนียบรัฐบาลต่อไป อีกกลุ่มชุมนุมอยู่ใน จ.สมุทรปราการ แล้วย้ายมานนทบุรี มีผู้เปรียบเปรยว่า ท่านผู้บัญชาการทหารบกคือกรรมการห้ามมวย ไล่นักมวยเข้ามุมอย่างเดียว ไม่มีการสับมือให้ชกต่อ และไม่ได้ริบเครื่องทุ่นแรงของนักมวย ไม่ว่าจะเป็นไม้คมแฝก ไม้หน้าสามตอกตะปู ไม้เบสบอล ไม้ตีกอล์ฟ หนังสติ๊ก เหล็กปลายแหลม มีด ฯลฯ หลายชิ้นเป็นอุปกรณ์กีฬา แต่กลับพกพามาในที่ชุมนุม ซึ่งเป็นเรื่องประหลาดมาก เพราะไม่พบว่ามีการแข่งขันกีฬาประเภทใดเลยตั้งแต่เริ่มการชุมนุมมา

ท่านผู้มีจิตศรัทธาบริจาคอุปกรณ์กีฬาเหล่านั้นคงไม่ทราบว่าท่านได้ร่วมสนับสนุนให้เกิดความรุนแรงขึ้นแล้ว เป็นการสร้างบาปละเมิดศีลข้อปาณาติบาต แม้ว่าไม่ได้ลงมือทำด้วยตนเองก็ตาม รวมทั้งการโน้มน้าวชักจูงกระตุ้นเร้าให้คนโกรธเกลียดคว้าอาวุธมีดไม้ไล่ทุบตีผู้อื่น ซึ่งผิดหลักการอหิงสาที่แปลว่าการไม่เบียดเบียนทำร้ายกัน ผิดหลักสันติวิธีที่แปลว่าวิธีต่อสู้อย่างสงบ ทั้งยังผิดกฎหมายอาญาและกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผิดหลักอารยะขัดขืนเพราะไม่ยอมรับการลงโทษตามกฎหมาย ไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ทั้งหมด กลายเป็นว่านึกจะทำอะไรก็ทำอย่างอิสระเสรีไร้ขอบเขต สร้างแบบแผนบรรทัดฐานพฤติกรรมที่ไร้ระเบียบ

อารยะขัดขืนดังกล่าวมีความหมายเท่ากับว่าทำอะไรก็ได้ไม่มีความผิด ไม่ต้องรับผิดชอบ เป็นแนวความคิดหรือลัทธิที่มีมานานก่อนพุทธศาสนาจะถือกำเนิดกว่า 2,500 ปี ที่เรียกว่า “อกิริยวาท” เจ้าลัทธิสำนักนี้ชื่อปูรณะ ซึ่งมีความเชื่อว่า ไม่ว่าจะฆ่ามนุษย์และสัตว์ ลักทรัพย์ คดโกง ปล้นสะดม ละเมิดภรรยาผู้อื่น พูดจาโกหกพกลม ด่าว่ายุยงส่อเสียดให้แตกแยก ฯลฯ บรรดาการกระทำที่ละเมิดสิทธิผู้อื่นทั้งหมดถือว่าไม่ได้ทำ คือคนที่ทำนั้นไม่ได้ทำ ใครทำก็ไม่รู้ ซึ่งไปกันได้กับอีกลัทธิหนึ่งที่บอกว่า ความดีบริสุทธิ์สะอาดและความเลวสกปรกเลอะเทอะของผู้คนไม่มีสาเหตุ ไม่มีปัจจัย ทุกคนดีเองและเลวเอง คือปฏิเสธเหตุที่มาของทุกเรื่องราว ที่เรียกว่า “อเหตุกวาท” เจ้าลัทธิสำนักนี้ชื่อ มักขลิ แต่อีกลัทธิหนึ่งปฏิเสธผล บอกว่าการทำบุญให้ทาน บูชากราบไหว้ การทำความดีทั้งหลายไม่มีผลอะไรเลย และเมื่อร่างกายแตกดับสิ้นชีพก็คือสาบสูญ ไม่มีความดีติดตัวติดตนไปด้วยเลยแม้แต่น้อย เรียกกันว่า “นัตถิกวาท” เจ้าลัทธิสำนักนี้ชื่อ อชิตะ

ลัทธิทั้งสามที่ว่ามานี้ล้วนแล้วแต่เป็นความเห็นที่ผิด (มิจฉาทิฐิ) ไม่ว่าจะพิจารณาแง่มุมไหนก็มองไม่เห็นว่าจะสร้างสรรค์สังคมให้พัฒนาถาวรสงบสุขได้เลย มีแต่จะรบราฆ่าฟันละเมิดสิทธิผู้คนอย่างเลือดเย็น ไร้ความเมตตาปรานี มองเห็นคนไม่ใช่คน ทำอะไรลงไปก็บอกไม่ได้ทำ หรือทำได้ไม่ผิด ไม่มีเหตุ (กฎเกณฑ์) ไม่มีผล (สิ่งที่จะเกิดตามมา) ไม่ตระหนักในคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มุ่งแต่จะเหยียบย่ำทำลายกันและกันไม่สิ้นสุด เพราะมีความเชื่ออย่างผิดๆ และไม่ยอมรับฟังผู้อื่น ดึงดันไปในแนวทางของตนอย่างไม่ใคร่ครวญ ตรวจสอบ ไม่รู้ผิดไม่รู้ถูก ไม่รู้เหตุไม่รู้ผล ไม่รู้อะไรทั้งนั้น

2.เกิดความรุนแรงถึงขีดสุด การทุบตีทำร้ายจนบาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น บอกความจริงได้อย่างไม่ต้องสงสัยว่า ความรุนแรงได้ก่อตัวขึ้นมาจนถึงขีดสุดแล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา แค่เพียงใครบางคนแสดงอาการข่มขู่ผู้อื่น สามีภรรยาตบตีกัน ฯลฯ ก็ถือว่าเป็นความรุนแรงแล้ว แต่นี่เป็นการทำลายชีวิตผู้อื่นเหมือนผักปลา ทุกคนจึงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารับไม่ได้ ไม่ชื่นชมยินดีกับการกระทำดังกล่าว ต่างออกมาบอกกล่าวขอให้ยุติความรุนแรง แต่กลับไม่พูดถึงการมอบอุปกรณ์กีฬาเหล่านั้นให้ท่านผู้บัญชาการทหารบก เพราะนั่นคือเครื่องมือส่งเสริมให้เกิดความรุนแรงที่ชัดเจนที่สุด ทั้งที่ทราบกันดี แต่ก็นิ่งเงียบ ไม่มีใครนำเสนอ ไม่มีการปฏิบัติ ทั้งที่น่าจะประสานเสียงกันว่าสิ่งใดก็ตามที่นำไปสู่ความรุนแรง ทุกฝ่ายต้องยุติทั้งหมด โดยเฉพาะการปลุกระดมขีดเขียนให้คนโกรธแค้นชิงชังกัน มองเห็นฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรู

3.หลักภราดรภาพถูกทำลาย เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจน เมื่อมองเห็นฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยว่าเป็นศัตรู ความรู้สึกนึกคิดและสายตาที่เหลือบแลจึงไร้แววแห่งความเป็นพี่เป็นน้องร่วมชาติ ร่วมแผ่นดิน และมีพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวกัน นี่คือความรู้สึกนึกคิดที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ลุกลามไปถึงการทำลายความเป็นเพื่อน ญาติ สามี-ภรรยา ศิษย์-อาจารย์ ฯลฯ ความมีจิตใจคับแคบ ไม่รับฟังกันและกันก็งอกงาม ต่างฝ่ายต่างมุ่งหน้าตรงดิ่งถลำลึกลงไปในสิ่งที่ตนเองปักใจเชื่อ วิจารณญาณ ความยั้งคิดถูกทำลาย เปิดใจให้ความโกรธเกลียดชิงชัง ความหลง และความหวาดระแวงเข้าครอบครองเป็นฐานบัญชาการความคิดอ่านกระทำการในทุกเรื่อง

ปิดการรับรู้ไม่ดูไม่ฟังเรื่องราวที่จะสั่นคลอนสิ่งที่ตนปักใจเชื่ออยู่นั้นทั้งหมด ต่างฝ่ายต่างปิดประตูตนเองสนิท นั่นแหละคือทางตันโดยแท้ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น คำตอบคือ ความเสียหายที่กระทบคนทั้งประเทศ ไม่มีใครได้อะไรจากความขัดแย้ง มีแต่เสียกับเสีย และจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต ที่ได้ช่วยกันสร้างอนุสาวรีย์แห่งความแตกแยกให้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งบนแผ่นดินนี้ เหมือนไม่เคยเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ว่าความพินาศย่อยยับของชาติเกิดจากอะไร

4.สิทธิเสรีภาพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ถูกทำลาย เป็นที่ยอมรับกันในสังคมที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยทั่วไปว่า ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ได้รับการคุ้มครองดูแลโดยกฎหมายเสมอหน้ากัน การที่ผู้ใดจะรวมตัวชุมนุมเรียกร้องหรือแสดงความคิดเห็นใดๆ นั้นเป็นเรื่องที่กฎหมายรัฐธรรมนูญอนุญาตและให้การคุ้มครอง ทุกคนมีสิทธิ์ทำได้เท่าเทียมกัน รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่ดูแลอำนวยความสะดวกให้การชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ไม่เป็นการจำกัดหวงห้ามสิทธิของกลุ่มอื่นๆ ที่คิดเห็นไม่ตรงกัน ใครจะถืออาวุธเข้าไปทุบตียับยั้งฝ่ายตรงข้ามด้วยความโกรธแค้นชิงชัง หรือหวาดระแวงนั้น เป็นความผิดทั้งทางอาญาและละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ

การคุกคามทำร้ายผู้ที่ไม่เห็นด้วยนั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าปรารถนา ไม่มีใครยอมรับได้ แต่เพราะเหตุใด เมื่อมีการชุมนุม การปะทะทำร้ายกันจึงเกิดขึ้น เหมือนกับว่าหลักการชุมนุมโดยสงบเป็นเพียงข้ออ้างที่ไม่เคยอยู่ในใจผู้คน จึงไม่มีความคิดคำนึงยับยั้งที่มากพอจะยุติการทำร้ายคนไทยด้วยกันได้ การปลุกเร้าอารมณ์ที่จะนำไปสู่การทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามดูเหมือนจะกลายเป็นเนื้อหาหลัก ละเลยการให้ความเข้าใจที่ถูกต้องในกฎเกณฑ์กติกาการชุมนุม ความเข้าในประเด็นเรื่องราวที่กำลังเรียกร้อง หรือแนวความคิดเรื่องระบอบการเมืองใหม่ที่ต้องการนำเสนอต่อสังคม

แนวทางการต่อสู้ของกลุ่มที่เรียกว่า อหิงสา สันติวิธี เหล่านี้คืออะไรกันแน่ เพราะถ้าเข้าใจหลักการร่วมกันดีแล้ว วิธีการย่อมจะต้องสอดคล้องเดินไปในแนวทางสันติเช่นกัน สามารถควบคุมทิศทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่เรียกว่าการ์ด หรือฝ่ายรักษาความปลอดภัยของแต่ละฝ่ายได้ ไม่ปล่อยให้ออกมาเคลื่อนไหวก่อความรุนแรงอย่างเช่นที่เกิดขึ้น

การเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ในประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมายาวนานเข้มแข็ง มักเป็นเรื่องการกดดันให้รัฐบาลรับผิดชอบในเรื่องที่ประชาชนเดือดร้อน ซึ่งไม่ใช่การโค่นล้มระบบรัฐสภาเพื่อสร้างระบบการเมืองใหม่ เมื่อเห็นว่ารัฐบาลทุจริตคดโกงก็ต้องดำเนินการตรวจสอบถอดถอนออกจากอำนาจไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ เมื่อไม่พอใจขั้นตอนในกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ต้องเคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมไปตามขั้นตอนของระบบ ที่คิดว่าจะทำให้สามารถตรวจสอบคัดสรรคนมาเป็นรัฐบาลได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ได้นักการเมืองที่ดี ได้รัฐบาลที่เป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง

ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปการเมืองกันภายในระบบ ไม่ใช่การโค่นล้มระบบการเมืองทิ้งทั้งหมด แล้วมาตั้งต้นนับหนึ่งใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับได้ และปฏิบัติไม่ได้โดยกฎหมายที่มีอยู่ โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลเสนอให้แก้ ฝ่ายค้านและกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ยอมให้แก้ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้จะปฏิรูปปฏิวัติการเมืองได้อย่างไร ใครคือผู้ที่จะมีความชอบธรรมในการปฏิรูปการเมือง เพราะไม่มีใครเชื่อถือใคร ไม่มีใครเชื่อฟังใครเอาเสียเลย ระบบการเมืองใหม่ควรจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่มีความกระจ่างชัด กลุ่มพันธมิตรฯ เองก็ไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ จะเดินไปทางไหนอย่างไรก็ไม่มีใครรู้ แล้วมานั่งรำพึงรำพันว่าทางตัน ทั้งที่ทางไม่ตันแต่ไม่มองและไม่ก้าวเดิน

5.เกิดความสับสนขัดแย้งไปทั่ว เริ่มตั้งแต่ไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก สิ่งที่เคยเข้าใจว่าถูกกลับกลายเป็นผิด สิ่งที่เข้าใจว่าผิดกลับกลายเป็นถูก อหิงสา แต่ทำไมด่าทอก้าวร้าวรุนแรง กระตุ้นโทสะ สันติวิธี แต่ทำไมทุบตียิงแทงถึงตาย อารยะขัดขืนต่อกฎกติกาทั้งหลาย การเมืองภาคประชาชนต้องเป็นฝ่ายกำหนดระบบการเมืองอย่างไรก็ได้อย่างนั้นหรือ สิทธิเสรีภาพมีขอบเขตหรือไม่เพียงใด ขณะนี้รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่นจะนำพาประเทศชาติล่มจมจริงหรือไม่ ใครพูดจริงใครพูดเท็จ สื่อมวลชนถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นกลางจริงหรือ เป็นต้น อะไรคือความจริง จะฟังใครเชื่อใครดี นี่คือความสับสนขัดแย้งในใจผู้คน

ท่ามกลางความขัดแย้งสับสนเช่นนี้ คงไม่มีวิธีอื่นใดนอกจาก
1.ยุติการเผชิญหน้าลงอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือยกเลิกไปแล้วก็ตาม เพราะการปลุกปั่นบ่มเพาะความโกรธแค้นยังคงคุกรุ่นด้วยกันทุกฝ่าย ยากที่จะยับยั้งไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นอีก

2.นำเอาสิ่งที่รู้สึกสับสนมาค้นหาคำตอบ ให้เวลาตนเองได้ทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ผ่านมากว่า 2 ปี บรรดาคำถามทั้งหลายที่อยู่ในใจนั้น มีวิธีค้นหาความจริงได้อย่างไร โดยไม่ถูดบิดเบือนให้คลาดเคลื่อน ใครจะเป็นผู้เปิดเผยความจริงโดยไม่ปิดบังบิดเบือนเอนเอียง หรือตัวเราเองจะใช้วิจารณญาณอย่างอิสระเพื่อเข้าถึงความเป็นจริงได้อย่างไร โดยไม่ด่วนปักใจเชื่อ

3.การเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ คืออะไร กลุ่มพันธมิตรฯ ควรมีเวลานั่งคิดไตร่ตรองแล้วนำเสนอให้ชัดเจนกว่านี้ ไม่ควรเปิดประเด็นให้เป็นคำถามที่ไร้คำตอบอย่างที่เป็นอยู่ ถ้าสรุปได้แล้วว่านี่คือเป้าหมายของการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่แท้จริง และถ้าไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งคิดขึ้นได้เมื่อไม่กี่วันกี่เดือนมานี้ พันธมิตรฯ ก็น่าจะมีรายละเอียดที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม และจะดำเนินการอย่างไร ภายใต้กฎเกณฑ์เดิมที่มีอยู่ ซึ่งไม่อาจลบทิ้งลงไปได้อย่างง่ายดาย ถ้าไม่ฉีกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ทิ้งเสียก่อน

4.สังคมควรใช้โอกาสนี้สร้างการเรียนรู้เรื่องระบบการเมืองให้กว้างขวาง เพราะสถานการณ์ที่เป็นอยู่บ่งชี้ชัดเจนแล้วว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ความไม่เข้าใจหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน จิตใจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ตัวนักการเมืองเลว หรือระบบการเมืองเลว จะแยกแยะให้ออกแล้วแก้ไขให้ถูกเรื่องถูกประเด็นได้อย่างไร หรือไม่เชื่อมั่นในระบบการเลือกตั้ง จะขอเปลี่ยนแปลงเป็นแต่งตั้งทั้งหมด หรือแต่งตั้ง 70-80 เลือกตั้งผู้แทน 30-20 เปอร์เซ็นต์ เหล่านี้นั้น เป็นประเด็นทางการเมืองที่สร้างปัญหาให้บ้านเมืองมาโดยตลอด การพัฒนาประเทศทุกด้านหยุดชะงักล้มลุกคลุกคลาน ก็เพราะปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่สืบเนื่องมาจากความไม่เข้าใจนี่เอง สถานการณ์ขณะนี้คือข้อสอบที่ยากมาก ต้องตีโจทย์และตอบคำถามให้ได้ ทุกฝ่ายจะต้องตรวจสอบตนเองว่าได้มีส่วนทำให้เรื่องการเมืองถูกเข้าใจอย่างสับสนหรือไม่ แต่ละฝ่ายวางบทบาทกันอย่างไร สนับสนุนหรือทำลายประชาธิปไตย

ประชาชนคนไทยจำเป็นต้องมีเวลาศึกษาพูดคุยกันให้จริงจังกว้างขวาง เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เสนอความเห็นให้เต็มที่ ความเข้าใจร่วมกันอย่างกว้างขวางเท่านั้นคือปัจจัยหลักของการยุติปัญหา และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแนวทางสันติได้ ไม่ใช่การเคลื่อนไหวบีบบังคับเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง เพราะจะดูเป็นการใช้กำลังเข้ายื้อแย่งอย่างไร้กฎเกณฑ์ไม่ต่างกับการปฏิวัติโดยทหาร ซึ่งนานาอารยประเทศไม่ยอมรับ ไม่ว่าจะมีข้ออ้างอย่างไรก็ตาม

คนเราเมื่อยังไม่หมดสิ้นกิเลสตัณหาย่อมมีโอกาสคิดผิดทำผิดกันได้ แต่ใช่ว่าจะไม่สามารถหันกลับมาทบทวนเพื่อเริ่มต้นกันใหม่ เพราะเมื่อคิดถูก แม้จะมีชีวิตอยู่เพียงเสี้ยววินาทีก็นับว่าประเสริฐ เพราะได้เริ่มต้นถูก ได้หยุดยั้งความวิบัติเสียหายลงแล้ว

จะเชื่อหรือไม่ ไม่มีใครบังคับ แต่ความเสียหายถึงชีวิตได้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ไม่มีใครบิดเบือนสร้างเรื่อง คำถามคือจะทำอย่างไรกับความจริง

สังคมไทยได้อะไรจากความจริง หรือว่ายังไม่พบความจริงกันเลย

โดย ส. แสงธรรม