WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 12, 2008

นักวิชาการติง “รัฐบาลแห่งชาติ” เสมือนฉีกรัฐธรรมนูญอีกรอบ

นักวิชาการติงรัฐบาลแห่งชาติ ถือเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ อีกรอบ เหมือน 19 ก.ย. ชี้บ้านเมืองวุ่นวายเพราะนักวิชาการและสื่อเอนเอียง

ผศ.เสถียร วิพรมหา จากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และ ตัวแทนเครือข่ายนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยด้วยสันติวิธี (คปส.) ขึ้นเวทีปกป้องประชาธิปไตย หยุดคนทำลายประเทศ บริเวณท่าน้ำนนท์ แสดงความคิดเห็นถึงแนวทางรัฐบาลแห่งชาติว่า รัฐบาลแห่งชาติเป็นแนวคิดที่ไม่อาจเกิดขึ้นจริงได้ ถ้าหากจะมีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ก็ทำกับเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ อีกรอบ ซึ่งไม่ต่างกับเหตุการณ์เมื่อ 19 กันยายน 2549 ที่ไม่เคยให้สิ่งที่ดี ๆ กับประชาชนเลย

ทั้งนี้ การที่พันธมิตรฯชี้ให้เห็นว่าการจัดตั้งรบ.แห่งชาตินั้นเป็นทางออก นั้นคงสามารถทำได้อยู่ที่เดียวคือที่พันธมิตรฯชุมนุมอยู่โดยพรรคพันธมิตรฯ มีโพธิรักษ์เป็นผู้นำสูงสุดมี 9 แกนนำเป็นคณะทำงาน ผศ.เสถียร ยังกล่าวอีกว่า ที่บ้านเมืองวุ่นวายอยู่ในขณะนี้ เกิดขึ้นเพราะนักวิชาการและสื่อที่เอนเอียง ดังนั้นจึงอยากจะขอฝากไปถึงว่า ควรที่จะทำหน้าที่ให้เป็นกลางไม่ควรนำเอาสิ่งที่เป็นมุมมองของตนเองมาชี้นำประชาชน



ซัดมือที่มองไม่เห็นยังอยู่ จ้องเล่นงาน “สมัคร” เป็นขบวนการ


“ดร.เมธาพันธ์” ขึ้นเวทีท่าน้ำนนท์ ระบุที่ “สมัคร” ถูกเล่นงาน เป็นกับดักเผด็จการที่มีการวางไว้แล้ว เชื่อมือที่มองไม่เห็นยังมีอยู่ ทั้งกกต.-ปปช.-ศาลรัฐธรรมนูญ ล้วนน่ากังวล

ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ แกนนำเครือข่ายประชาชนปกป้องประชาธิปไตย เปิดเผยบนเวที ท่าน้ำนนท์ ถึงกรณีนายสมัคร สุนทรเวช ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สิ้นสภาพความเป็นนายกฯ เชื่อว่าเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะสิ่งที่เผด็จการวางกับดักเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น รธน.50 และอีกสิ่งที่เป็นเครื่องมือชิ้นใหม่ให้ ผู้ที่ต้องการทำลายประชาธิปไตยนั่นก็คือ กฎหมาย ทุกวันนี้ ยังคงมีมือที่มองไม่เห็น หยิบยื่นสิ่งเครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ เพื่อให้กำจัดพรรคที่เป็นคู่แข่งพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระอย่างเช่น กกต. ปชช. หรือจะเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เองล้วนแล้วแต่ทำทุกอย่างเพื่อให้ หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายลุล่วง ถ้าเรื่องใดที่เป็นเรื่องของพรรคฝ่ายตรงข้าม กับพวกเดียวกันเรื่องจะกลายเรื่องที่ผิดทันที

ดร.เมธาพันธ์ กล่าวต่ออีกว่า หลังจากที่ศาล รธน.ตัดสินนายสมัคร เสร็จสิ้น ก็ส่งไม้ต่อให้สื่อหลักที่มีความเป็นพวกเดียวกัน พยายามนำเรื่องมาบิดเบือนความเป็นจริงทำให้นายสมัคร เลวอย่างนี้บ้าง ไม่ดีอย่างบ้าง เพื่อต้องการไม่ให้นายสมัคร กลับเข้ามารับตำแหน่งนายกฯได้อีก พยายามนำเอานักวิชาการในสายของตัวเอง มาให้ความเห็นที่ไม่เป็นกลาง ชักจูงว่าหากนายสมัคร กลับเข้ารับตำแหน่งอีก จะเป็นการไม่สมควร ดังนั้น ตนอยากเรียนถามว่าคนที่เป็นนักวิชาการเหล่านี้ว่า การนำเอาความคิดเห็นของตนเองมาเป็นยัดเยียดประชาชน แทนที่จะทำหน้าที่ชี้ถูกผิดให้กับผู้รับข้อมูลอย่างประชาชนเหล่านี้ พวกคุณมีจริยธรรมอย่างนั้นหรือ? ทำเช่นนี้ แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ แล้ว


Thursday, September 11, 2008

"อนุพงษ์”เสนอ"สมชาย"ยกเลิกพรก.ฉุกเฉินฯ

“อนุพงษ์” เสนอ “สมชาย” ยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน ชี้ผลกระทบต่อสังคม ยันใช้กฎหมายปกติคุมสถานการณ์ได้ ขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองจะวุ่นวายมากขึ้นหรือลดลงขึ้นอยู่กับการจัดตั้งรัฐบาล ระบุ นายกฯคนใหม่ต้องทำให้สถานการณ์ดีขึ้น และลดความขัดแย้ง เชื่อตั้งรัฐบาลแห่งชาติแก้วิกฤติบ้านเมืองที่ดีสุด

ที่กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้าผู้รับผิดชอบแก้ไขสถาน การณ์ฉุกเฉิน ตาม พรก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ให้สัมภาษณ์ ก่อนเดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ภาคใต้ ถึงการประกาศยกเลิกพรก.ฉุกเฉินว่า ในเรื่องนี้ตนเรียนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา ธิการ ซึ่งตามที่ได้ประเมินสถานการณ์แล้ว มีความเหมาะสมที่จะยกเลิกการใช้พรก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่กทม. ทั้งนี้เนื่องมาจากผลกระทบในด้านต่าง ๆ มีผลกระทบต่อสังคม จึงน่าจะประกาศยกเลิก

ในส่วนของคณะกรรมการชุดดังกล่าว ได้นำ พรก. ฉุกเฉิน ในแต่ละข้อมาวิเคราะห์ ว่าสามารถดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด โดยยึดถือเจตนาของการประกาศ พรก. ดังกล่าว เพื่อมุ่งที่จะทำให้ปัญหาความวุ่นวายที่มีอยู่ในขณะนี้ลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการประเมินแล้วว่าการทำตามข้อกำหนดใด ๆ ใน พรก.ฉุกเฉิน น่าจะทำให้ความวุ่นวายตามมามากขึ้น เพราะฉะนั้นในแต่ละข้อกำหนดในบางเรื่องจะเป็นการแจ้งให้สาธารณะชนทราบถึงการที่ไปรวมกัน โดยเฉพาะตาม พรก. ฉุกเฉิน ข้อที่ 1. ที่ระบุว่า ห้ามไม่ให้มีการชุมนุมกันเกิน 5 คน แต่เมื่อมีการไปรวมกันเกิน 5 คน จะเป็นความผิดตามข้อกฎหมาย ก็จะมีการแจ้งสาธารณะชนเช่นนั้น

ต่อข้อถามที่ว่า เมื่อมีการประกาศยกเลิกพรก.ฉุกเฉินแล้วจะมีกฎหมายใดมารองรับหากสถานการณ์บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ได้มีการหารือกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทางทหารก็ประเมินว่ากฎหมายปกติสามารถดูแลสถานการณ์ได้ โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจร้องขอและให้ทหารเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานก็น่าจะควบคุมสถานการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้นได้ เช่นการปะทะกันของคน 2 กลุ่ม ทั้งนี้หากสถานการณ์มีความรุนแรง การประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินอีกครั้ง เป็นหน้าที่ของรัฐบาล

เมื่อถามว่า ความคืบหน้าในการเจรจากับกลุ่มพันธมิตรและรัฐบาล พล.อ อนุพงษ์ กล่าวว่า ในปัญหาที่เกิดขึ้น อยากให้สังคมหลีกเลี่ยงการปะทะกันหรือยืนกรานที่จะทำความต้องการของพวกตัวเองอย่างเดียว จึงต้องให้ทางรัฐสภารับผิดชอบ ซึ่งขณะนี้ก็ทราบว่ามีการดำเนินการตามลำดับขั้น แต่จะเป็นอย่างไรก็ต้องทำกันไป

เมื่อถามว่า การเจรจาต้องค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ในขณะนี้เรื่องความขัดแย้งดังกล่าวไปอยู่ที่ในเรื่องของรัฐสภาคือการจัดตั้งรัฐบาลมากกว่า ปัจจัยในการที่จะเกิดความวุ่นวายเพิ่มขึ้นหรือลดลง จะขึ้นอยู่ที่การจัดตั้งรัฐบาลมากกว่า จึงทำให้การเจรจาลดความสำคัญลงไป

ต่อข้อถามที่ว่า ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งอยากได้นายกรัฐมนตรีแบบใด พล.อ อนุพงษ์ กล่าวว่า ผู้ที่สมควรที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นคนที่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ความขัดแย้งจะต้องหมดไปและมีทางออกของสังคม และทำให้ผ่านวิกฤติในช่วงนี้ไป และช่วยกันรวมสร้างสิ่งดีๆให้กับสังคมรวมทั้งประชาชนด้วย

ต่อข้อถามที่ว่า พรรคพลังประชาชนควรเสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ใครก็ได้ที่ทำให้สถานการณ์และสังคมดีขึ้น ก็น่าจะเหมาะสม

ส่วนแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติมีความเหมาะสมหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตามความคิดส่วนตัว การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งตนคิดว่าน่าจะยากที่จะเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเกิดขึ้นได้ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี ทั้งนี้นักการเมืองต้องเสียสละ



“สมชาย”ประกาศรับตำแหน่ง นายกฯ เผยรอสภาฯโหวต

"สมชาย วงศ์สวัสดิ์" ประกาศยินดีรับตำแหน่งนายกฯ หากเสียงส่วนใหญ่ในสภาโหวตให้ ส่วนการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รอหารือผู้ใหญ่ก่อน

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รักษาการนายกฯ กล่าวถึง การประชุมพรรคพลังประชาชน เพื่อเปิดให้ ส.ส. ทั้ง 223 คน ลงมติเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯ คนใหม่ ในวันที่ 11 ก.ย.นี้ โดยมีชื่อของตน อยู่ในหนึ่งแคนดิเดต นายกรัฐมนตรี คนใหม่ว่าพร้อมที่จะรับตำแหน่ง นายกฯคนใหม่ หากได้รับความไว้วางใจ จากสมาชิก ทั้งนี้ มองว่า สิ่งที่ควรยึดในขณะนี้คือ ความเป็นประชาธิปไตยใครจะคิดอย่างไรก็ไม่สำคัญ แต่บ้านเมืองต้องไปรอดให้ได้

ส่วนกรณีที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ( ผบ.ทบ. ) เสนอยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ต่อ นายสมชาย ในฐานะรักษาการนายกฯนั้น นายสมชาย กล่าวว่า ต้องหารือกับผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก่อน

ลุ้น!ระทึก กกต.ชี้ชะตา"วิฑูรย์"วันนี้

จับตา! คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)พิจารณาแจกใบแดง "วิฑูรย์ นามบุตร" วันนี้ "สดศรี"เผย ต้องดูข้อมูลวันนี้ก่อน

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กล่าวว่า การที่ประชุม กกต.วันนี้ จะสามารถลงมติให้ใบแดง นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าวันนี้ กกต.จะยอมให้มีการสอบพยานเพิ่มเติมอีก 10 คนได้ตามที่ พรรคพลังประชาชน ในฐานะผู้ร้อง เสนอมาหรือไม่

หากที่ประชุม กกต.ลงความเห็นว่า จำเป็นต้องสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติม กกต.คงยังไม่สามารถลงมติ กรณีใบแดงของนายวิฑูรย์ได้ทันในวันนี้ ตามกำหนดเดิม แต่หากที่ประชุม กกต.เห็นว่า สำนวนและข้อมูลหลักฐานต่าง ๆ มีความครบถ้วนสมบูรณ์เพียงพอแล้ว กกต.อาจลงมติได้ในวันนี้

"ฝ่ายผู้ร้อง (พปช.) ขอเพิ่มพยานอีก 10 คน คงต้องดูว่าที่ประชุม กกต.เช้านี้ จะพิจารณาตัดพยานหรือไม่ หากเห็นว่าหลักฐานเพียงพอฟังได้ ก็น่าจะลงมติ (ใบแดง นายวิฑูรย์) ได้ทันในวันนี้" นางสดศรี กล่าว

ทั้งนี้นายวิฑูรย์ ถูกพรรคพลังประชาชน ยื่นคำร้องต่อ กกต.เพื่อคัดค้านผลการเลือกตั้ง เนื่องจากมีหลักฐานพบว่า มีการแจกตั๋วชมภาพยนตร์ เพื่อจูงใจให้ประชาชนไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ที่ จ.อุบลราชธานี

ด้านนายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการ กกต. กล่าวว่า จะต้องฟังความเห็นจากที่ประชุม กกต.ก่อน ว่าจะเห็นพ้องให้มีการสอบสวนพยานเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะหากประเด็นที่จะสอบสวนเพิ่ม ได้สอบสวนไปแล้ว คงไม่จำเป็นต้องสอบพยานเพิ่มอีก

ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่า สำนวนที่ได้รับ จาก กกต.จังหวัดอุบลฯ และจากอนุกรรมการสอบสวน ได้วินิจฉัย มาอย่างละเอียดครบถ้วนแล้ว และมีการสอบพยานจาก 2 ฝ่ายมามากกว่า 10 ปาก ดังนั้น อาจเป็นไปได้ว่า วันนี้ กกต.อาจจะลงมติได้ หากไม่มีการสอบพยานเพิ่ม

นายประพันธ์ ยืนยันว่า การลงมติของ กกต.จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีความกดดัน และไม่สนใจว่าจะเป็นพรรคใด

คำวินิจฉัยที่ไม่สุจริตของศาลรัฐธรรมนูญ กรณี สมัคร สุนทรเวช


มีข้อพึงสังเกตบางประการเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ผมเห็นว่าไม่ควรมองข้ามไป แม้จะเป็นเงื่อนงำเล็กๆ ที่ใครต่อใครก็มองข้าม แต่ผมเห็นว่าไม่อาจจะมองข้ามไปได้ เพราะผลของเงื่อนงำที่ถูกปิดบังไว้ด้วยความไม่สุจริตในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญประการนี้ มีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ และ ทุกองค์กร ในประเทศไทย หากวันหนึ่งข้างหน้ามีผู้ใดหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น ในอนาคต

เงื่อนงำบางประการที่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่กระทำให้มีความชัดเจนที่ผมกล่าวถึงนี้ก็คือ "นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรี ตั้งแต่วันใด"

ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ระบุไว้ ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นความพยายามหลีกเลี่ยงที่จะระบุวันที่นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยมีความไม่สุจริตใจ เป็นที่ตั้ง

ผู้คนส่วนใหญ่อาจจะเห็นว่าประเด็นที่ผมนำเสนอเป็นประเด็นเล็กๆ ที่ไม่มีความสำคัญต้องนำมาพิจารณา จึงไม่มีใครนำมาเสนอให้ได้พิจารณากัน แต่ในมุมมองของผมกลับเห็นว่าเป็นประเด็นใหญ่มาก

ใหญ่มากกว่าการพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช เสียอีก

เนื่องเพราะวันที่พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของนายสมัคร สุนทรเวช มีความสัมพันธ์กับความถูกต้องตามกฎหมายของการปฏิบัติราชการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของนายสมัคร สุนทรเวช ทุกๆ กรณี

กรณีการแต่งตั้งรัฐมนตรี

กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี

กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ

กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการพลเรือนทุกกระทรวง ทบวง กรม

กรณีการเจรจากับประเทศต่างๆ

กรณีการประชุมคณะรัฐมนตรี และ มติคณะรัฐมนตรีทุกมติ

กรณีการรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งสำคัญ

โดยเฉพาะ การรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายประสพสุข บุญเดช เป็นประธานวุฒิสภา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2551 และ การรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายทหาร เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2551

ยังมีอีกหลายเรื่อง หลายกรณี หลายมติ หลายคณะกรรมการ ที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นประ ธาน และเป็นคณะกรรมการ ทำหน้าที่กำหนด ตัดสินใจ ลงมติ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

เหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญซึ่งผูกพันอยู่กับการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช ที่ศาลรัฐธรรมนูญ พยายามหลีกเลี่ยงเบี่ยงบ่ายที่จะไม่กล่าวถึง เพราะเกรงว่าหากมีการระบุวันสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช แล้วจะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ใหญ่หลวง และ ก่อให้เกิดปัญหาติดตามอย่างมากมาย จนไม่อาจจะแก้ไขได้ เนื่องจากมีผลกระทบทั้งภายในประเทศและผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณี นายสมัคร สุนทรเวช จึงไม่แตกต่างจากที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ว่า เพียงเพื่อจะจับหนูหนึ่งตัว ทำไมต้องรื้อบ้านทั้งหลัง

เพียงเพื่อจะทำให้นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่คำนึงถึงผลกระทบ และความเสียหายที่จะติดตามมา

ถึงแม้ว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะไม่คำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับศาลรัฐธรรมนูญ กระบวนการยุติธรรม และภาพลักษณ์ของศาลไทย ว่าจะเป็นอย่างไร ในสายตาของชาวไทย และชาวต่างประเทศ แต่ก็ควรจะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับบุคคล องค์กร และสถาบันอื่นๆ ที่จะต้องรับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของตนบ้าง

ประเด็น "นายสมัคร สุนทรเวช สิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรี วันใด" เป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องทำให้มีความกระจ่างแจ้ง มิใช่คลุมเครือปล่อยให้ประชาชนไปตีความกันเอง โดยศาลรัฐธรรมนูญไม่รับผิดชอบไม่ได้

" ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์ จึงวินิจฉัยว่าผู้ถูกร้องกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 มีผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของนาย สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรคหนึ่ง(7) และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีผู้ถูกร้องกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 จึงเป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรคหนึ่ง(1) แต่ด้วยความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีเป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ทำให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่เหลือ จึงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181"

จะเห็นได้ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ บอกเพียงว่านายสมัคร สุนทรเวช สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี แต่ มิได้บอกว่าสิ้นสุดเมื่อใด ณ วันที่กระทำการอันเป็นเหตุให้คุณสมบัติ ขัดรัฐธรรมนูญ หรือ ณ วันที่ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย

เหตุที่ผมยกประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญก็เพราะว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 หรือ ก่อนหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยว่านายสมัคร สุนทรเวช สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี นั้น ศาลรัฐธรรมนูญ โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง 9 คนนี้ เพิ่งจะวินิจฉัยว่านายไชยา สะสมทรัพย์ สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี กรณีภรรยา มิได้จัดการหุ้นในบริษัท ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่านายไชยา สะสมทรัพย์ สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี นับตั้งแต่วันที่กระทำการขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายความว่านายไชยา สะสมทรัพย์ สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2551 (วันสุดท้ายครบกำหนดการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของรัฐมนตรีและคู่สมรส)

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีนายไชยา สะสมทรัพย์ กำหนดวันสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายไชยา สะสมทรัพย์ ไว้ชัดเจน และ ระบุด้วยว่าการกระทำใดๆ ของนายไชยา สะสมทรัพย์ ภายหลังวันที่ 6 มีนาคม 2551 ไม่ได้รับรับรองตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากความเป็นรัฐมนตรี สิ้นสุดลงไปแล้ว

ความแตกต่างระหว่างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีนายสมัคร สุนทรเวช กับ นายไชยา สะสมทรัพย์ อยู่ที่การระบุวันสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีในกรณีของนายไชยา กับ การไม่ระบุในกรณีของนายสมัคร ซึ่งเป็นการวินิจฉัยแบบสองมาตรฐานของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างเห็นได้ชัด และไม่อาจจะเข้าใจเป็นอื่นได้ นอกจากว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีเจตนาอันไม่สุจริต มีเจตนาที่จะปกปิด ไม่ทำความกระจ่างในคำวินิจฉัยของตนเอง

ในกรณีของนายไชยา สะสมทรัพย์ ศาลรัฐธรรมนูญ (ชุดเดียวกัน) มีคำวินิจฉัยว่า...

"ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ผู้ถูกร้องได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 และได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบของตนเองและคู่สมรสต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 กรณีเข้ารับตำแหน่งดังกล่าว และไม่ปรากฏว่าผู้ถูกร้องได้แจ้งให้ประธานกรรมการ ป.ป.ช.ทราบว่าประสงค์จะได้รับประโยชน์จากการที่นางจุไร สะสมทรัพย์ คู่สมรสของผู้ถูกร้องถือหุ้นในบริษัท ทรัพย์ฮกเฮง จำกัด เกินกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนหุ้น ที่จำหน่ายได้ในบริษัทภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ถูกร้องได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 269 แม้ว่าในปัจจุบันพระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 ยังมิได้มีการบัญญัติให้รวบถึงการถือครองหุ้นและได้รับประโยชน์จากกรณีดังกล่าวของคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของรัฐมนตรี แต่เมื่อรัฐธรรมนูญ มาตร 269 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีผู้นั้นที่จะต้องแจ้งให้ประธานกรรมการ ป.ป.ช.ทราบ ดังนั้น รัฐมนตรีจึงมีหน้าที่ต้องแจ้งความประสงค์จะรับประโยชน์จากกรณีดังกล่าวของคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วย กรณีจึงถือว่าการกระทำของผู้ถูกร้องในฐานะรัฐมนตรีเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 269 เป็นการกระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7)ประกอบมาตรา 269

มีกรณีต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อใด เห็นว่าความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรคหนึ่ง(7) บัญญัติให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อกระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา 269 ซึ่งหมายถึงว่า เมื่อมีเหตุการใดเหตุการณ์หนึ่งตามที่กำหนดไว้เกิดขึ้น ความเป็นรัฐมนตรีย่อมต้องสิ้นสุดลงทันที ไม่ใช่สิ้นสุดลงในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ส่วนมาตรา 92 นั้น เป็นการบัญญัติถึงการลาออกจากตำแหน่งไว้เพื่อแก้ปัญหาอันเกี่ยวกับกิจการที่รัฐมนตรีได้ทำไปหลังจากความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดแล้วถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ไม่ให้กระทบกระเทือนกิจการที่กระทำไปในระหว่างนั้น หากความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องบัญญัติรับรองกิจการที่ทำไปก่อนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 182 วรรคหนึ่ง(7) ประกอบมาตรา 269 ตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี

หากศาลรัฐธรรมนูญ มีมาตรฐานเดียวในการวินิจฉัยกรณีนายสมัคร สุนทรเวช กับกรณี นายไชยา สะสมทรัพย์ ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ควรจะต้องกำหนดให้ชัดว่านายสมัคร สุนทรเวช สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี ตั้งแต่วันใด เพราะประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญ ยิ่งเป็นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยิ่งต้องได้รับความสนใจ ใส่ใจ ที่จะพิจารณาวินิจฉัยมากกว่าตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่จากคำวินิจฉัยที่นำมาเสนอเปรียบเทียบ สองกรณีนี้ จะเห็นได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญ มีสองมาตรฐานในการวินิจฉัย อย่างชัดเจน และมิอาจจะปฏิเสธได้

หากศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีสองมาตรฐาน และใช้มาตรฐานเดียวกันในสองกรณีนี้ นายสมัคร สุนทรเวช ก็จะต้องสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่กระทำการอันเป็นเหตุให้มีคุณสม บัติขัดรัฐธรรมนูญ คือ ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งเป็นวันที่นายสมัคร สุนทรเวช ทำการบันทึกเทปรายการชิมไปบ่นไป เป็นครั้งแรก หลังจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

เป็นการสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก่อนที่จะแถลงนโย บายบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภา ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551

เป็นการสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นัดที่หนึ่งจนถึงนัดสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา

เป็นการสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะลงนามรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายประสพสุข บุญเดช เป็นประธานวุฒิสภา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2551

เป็นการสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะลงนามรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารประจำปี เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2551

เป็นการสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี

พิจารณาเพียงเท่านี้ ก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายแล้วว่า เมื่อนายสมัคร สุนทรเวช สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี ตามมาตรา 182 (7) แล้ว การบริหารราชการแผ่นดิน ในห้วงเวลาที่ผ่านมา 7 เดือน จะเป็นโมฆะหรือไม่

การลงนามในข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลนานาชาติ ยังมีผลสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นโมฆะทั้งหมด

การรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานวุฒิสภา มีความถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และตำแหน่งประธานวุฒิสภา ของนายประสพสุข บุญเดช มีความถูกต้อง มีผลสมบูรณ์หรือไม่ หากว่าผู้รับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติ หรือ เป็นผู้ที่ไม่มีสถานะรับสนองพระบรมราชโองการ ได้

เช่นเดียวกับ การรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายทหารประจำปี มีความถูกต้องหรือไม่ ในเมื่อนายสมัคร สุนทรเวช สิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551

คำถามเหล่านี้ ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยให้เกิดความกระจ่าง ก่อนที่จะมีการตีความแบบเข้าข้างตัวเอง ของฝ่ายต่างๆ คนต่างๆ อันจะก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นมาอีก หลายร้อยพันเรื่อง

เช่นเดียวกันหากศาลรัฐธรรมนูญ ใช้มาตรฐานเดียวกับกรณีนายไชยา สะสมทรัพย์ ก็ต้องบอกว่าการกระทำใดๆ ของนายสมัคร ที่เกิดขึ้นหลังวันสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี ย่อมไม่มีผลตามกฎ หมาย เนื่องจากนายสมัคร ไม่มีสถานะเป็นนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตั้งแต่วันที่กระทำการขัดรัฐธรรมนูญ แล้ว มิใช่ วันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

พอจะมองเห็นเค้าลางความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายสมัคร สุนทรเวช สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี หรือยัง

พอจะมองเห็นความไม่สุจริตในคำวินิจฉัยแบบสองมาตรฐานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือยัง

พอจะมองเห็นความไม่น่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีจุดมุ่งหมายทางการเมือง และ ใช้ศาล เป็นเครื่องมือกำจัดศัตรูทางการเมืองให้แก่ใครบางคนหรือยัง

พอจะมองเห็นหรือยังว่า ศาลรัฐธรรมนูญ มีเจตนาที่จะกำจัด นายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลที่มาจากประชาชน และพยายามจำกัดความเสียหายให้อยู่ในวงจำกัดเฉพาะรัฐบาล ป้องกันไม่ให้ลุกลามไปถึงองค์กร บุคคลอื่น ที่เป็นพวกพ้องของตนเอง

ลองตอบตัวเองว่า เราจะเชื่อถือศาลรัฐธรรมนูญ และ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คนนี้ ได้อีกหรือไม่ ?

ประดาบ

จาก thai-grassroots

เมื่อสมัคร หลุดจากตำแหน่งนายกฯ สมใจ พธม.แล้ว ผมก็ไม่เห็นเค้าว่าความแตกแยกในสังคมไทย จะจบลงแต่อย่างใด


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

วันนี้ข้อเรียกร้องของ พธม. และพวกอำมาตยาธิปไตยที่แฝงตัวในคราบนักวิชาการ หรือในหลายๆ กลุ่ม ก็บรรลุจุดมุ่งหมายแล้วคือ นายสมัคร สุนทรเวช ก็ได้หลุด จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้เกิดจากข้อร้องเรียนของ พธม. หรือใคร แต่เป็นไปตามหลักกฎหมาย หลักนิติรัฐทุกประการ

ผมก็ไม่เห็นเค้า หรือแนวโน้มว่า วิกฤตการณ์ความแตกแยกทางความคิดของคนในชาติ มีแนวโน้มที่จะจบลงแต่อย่างใด แต่ผมกลับเห็นว่า มันมีรอยร้าวที่หนักขึ้นเรื่อยๆ

แม้ผมจะไม่ชอบใจคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะผมเห็นว่าเป็นการพิพากษามีธงนำ แต่เมื่อ เล่นกันตามเกม เล่นในกติกา ผมก็พร้อมที่จะยอมรับคำตัดสินนั้น แม้ผมจะเห็นว่ามันไม่เป็นธรรมก็ตาม

เมื่อเล่นกันตามกติกาแล้ว ฝ่ายพลังประชาชน ก็มีทางเลือกให้เล่นได้อีกหลายอย่าง เช่น

การโหวตให้นายสมัคร สุนทรเวช กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ผิดกฎหมายของศรีธนญชัยข้อใดทั้งสิ้น เมื่อตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ แบบศรีธนญชัยได้ ด้วยข้อหาจัดรายการชิมไปบ่นไป ก็กลับมาแบบศรีธนญชัยได้ ไม่ได้ผิดกติกา ขาดความชอบธรรม หรือผิดจริยธรรมแต่อย่างใด


เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ เล่นพวก พรรคพลังประชาชนที่คุมเสียงในสภาอยู่ ก็เล่นพวก และเล่นเกมบ้าง ไม่เห็นจะมีอะไร ถือว่าเป็นการสั่งสอนศาลรัฐธรรมนูญ และ ผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญทั้งหลายว่า การเล่นเกมเด็กเล่นขายของ แบบนี้มันไม่ได้เกิดประโยชน์อันใดแก่ประเทศชาติทั้งสิ้น เมื่อประชาชนอยู่ข้างพรรคพลังประชาชน ความชอบธรรมทางการเมือง ย่อมสูงสุด และ Rule out อำนาจทุกอย่างในประเทศไป ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่ มีบารมีมากมายแค่ไหนก็ตาม

ผมคิดว่า การเลือกนายสมัครกลับมาเป็นนายกฯ คือการตอกหน้า "ศาลรัฐธรรมนูญ" ด้วยครับ เป็นสิ่งที่ต้องทำ เพื่อให้ พวกอำมาตย์รู้ว่า การใช้ศาลตัดสินแบบศรีธนญชัย มันไม่ทำให้ปัญหาจบไปได้ เพราะอำนาจทางการเมืองยังอยู่ที่ฝ่ายเราไม่ได้อยู่ที่ศาล เรื่องการเมือง ต้องการให้ศาลตัดสิน มันไม่มีทางจบลงไปได้อย่างแน่นอน ดังนั้น หากจะเล่นเกมนี้กันต่อไป ก็ต้องให้มันพังกันทุกฝ่าย ผมจึงสนับสนุนให้พรรคพลังประชาชน เลือกนายสมัครกลับมาเป็นนายกฯอีกรอบ

อย่ายอมแพ้พวกอำมาตยาธิปไตยโดยเด็ดขาด



แนวทางนี้ควรเป็นแนวทางหลักที่พรรคพลังประชาชน ยืนกรานไว้ และไม่เป็นการทำลายน้ำใจของนายสมัคร สุนทรเวช ที่อุตส่าห์ อาสาขึ้นมาถือหางเสือ ยืนซดกับกลุ่มอำมาตยาธิปไตย และอำนาจนอกระบบได้อย่างยาวนาน และไม่ได้ถอดใจไปเสียก่อน

แต่หาก ท่านสมัคร สุนทรเวช ถอดใจ ไม่กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้ง พรรคพลังประชาชน ก็อาจเสนอ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือคนอื่นๆ ขึ้นมาแทนไปก่อนก็ได้ ไม่ได้มีปัญหาอะไร

อำนาจรัฐยังอยู่ที่พรรคพลังประชาชน เกมยังอยู่ในมือพรรคพลังประชาชน ไม่ได้เสียหายอะไร

ท่านสมัคร สุนทรเวช ก็ยังคงเป็น สส.บัญชีรายชื่อ และเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชนอยู่

หาก หมอเลี้ยบโดนเล่น เรื่อง คดีหวยบนดิน หลุดจากตำแหน่งอีก

ท่านสมัคร สุนทรเวช ซึ่งคาดว่าตอนนั้น คดีหมิ่นประมาท ผ่านไปแล้ว อยู่ในชั้นฎีกา ก็กลับมาเป็นนายกฯได้อีก




จะเล่นเกม เวียนเทียนกันก็ได้ ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น

แต่ผมอยากถามปัญหา กับ สังคม และพันธมิตรว่า

วันนี้ สมัคร สุนทรเวช ก็ได้หลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว วิกฤตการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย ยุติหรือยัง

ผมเชื่อว่ายังไม่ยุติ

ก็เหมือนกับพวกที่คิดว่า ไล่ทักษิณออกไปจากประเทศไทยแล้ว ปัญหาทุกอย่างก็จบ แต่มันก็ไม่จบอย่างที่คิด วันนี้ไล่สมัครออกไปได้แล้ว ปัญหามันจบหรือไม่ มันก็ไม่ได้จบอย่างที่คิด

ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงมันจึงอยู่ที่ การไม่ยอมรับกติกา และไม่ยอมรับเสียงข้างมากต่างหาก

ไม่ต้องมาอ้างเรื่องจริยธรรมทั้งสิ้น เพราะตอนนี้ทักษิณ ก็ไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว สมัครก็ไม่ได้เป็นนายกฯแล้ว

แต่ประชาชนก็ยังเลือกพรรคพลังประชาชนอยู่ ไม่ได้หันไปเลือกพรรคประชาธิปปัตย์

พวกท่านยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแล้วหรือยัง หากยังไม่ยอมรับเสียงข้างมาก คิดว่าประชาชนโง่ ประชาชนโดนซื้อ หรือ คนชั้นล่างไม่มีวิจารณญาณที่ดี ถูกชักจูงได้ง่าย เหมือนกับที่ อธิการบดี หรือ คณบดี ม.เชียงใหม่ บางคนกล่าวหาประชาชน ผมก็คิดว่า วิกฤตการณ์ครั้งนี้ไม่จบแน่ ๆ




เพราะไม่ว่าจะทำอย่างไร กลุ่มอำมาตยาธิปไตย ก็ไม่ได้อำนาจรัฐจากประชาชนแน่นอน

พระอาทิตย์มันตกดินไปแล้ว จะให้มันค้างอยู่บนฟ้าได้อย่างไร มันหมดยุคของอำมาตยาธิปไตยแล้ว จะยื้อยุด ให้มันดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ ฝืนกฎไตรลักษณ์ เรื่องอนิจจัง ได้อย่างไรกัน

ตอนนี้ ประเทศไทยมาถึงทางสองแพร่ง (ที่จริงมาถึงนานแล้ว) ว่า จะเอาระบบแต่งตั้ง (70/30) หรือ จะเอาระบบ เลือกตั้ง

หากคิดจะใช้ระบบ แต่งตั้ง เหมือนที่รณรงค์กันอยู่ สิ่งแรกที่จะต้องทำก่อนคือ การฉีกรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ทิ้งไป ซึ่งไม่สามารถทำได้ โดยไม่มีรัฐประหารก่อน

ก็คิดดูก็แล้วกันว่าจะทำรัฐประหาร ได้อีกหรือไม่ ท่ามกลางกระแสโลกที่ไม่เป็นมิตร

ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า จะสามารถเอา ระบอบการเมืองที่ล้าหลังไปในยุคศตวรรษที่ 19 มาใช้ในปี 2008 ในศควรรษที่ 21 ไปได้สักกี่น้ำ ไม่ว่าประเทศไหน ก็พังมาแล้วทั้งสิ้น ใน พ.ศ. นี้

หากใช้ระบบเลือกตั้ง "จุดสำคัญ" จะอยู่ที่ "ผู้เลือกตั้ง" ที่ตื่นขึ้นมาแล้ว "หากเปลี่ยนใจผู้เลือกตั้งไม่ได้" การเมืองมันก็ยังเป็นเหมือนเดิม

และผมว่า การที่กลุ่มผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญทั้งหลาย จะใช้วิธี ตุลาการภิวัฒน์ ตุลาการวิบัติ ทั้งหลาย เหมือนที่ทำอยู่ในเวลานี้ ไม่มีทางปลี่ยนใจผู้เลือกตั้งได้อย่างแน่นอน

ไม่ว่า พรรคใดจะมา ก็ต้องใช้นโยบายประชานิยม และระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม อย่างแน่นอน หากทำได้ไม่ดี ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่เป็นชาวรากหญ้า ซึ่งเกิด จิตสำนึกทางการเมืองระดับชาติ ที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ก็จะลงคะแนนเป็นกลุ่มก้อน เลือกพรรคการเมืองพรรคเดียว 300 กว่าเสียง ส่งเข้ามารัฐสภา สร้างปัญหาให้ พวกอำมาตยาธิปไตย เหมือนกับขณะนี้อีกอย่างแน่นอน

สุดท้าย ก็จะเกิด ทักษิณ 2” ขึ้นมาแข่งบารมี กับหลายๆ คนอีก

แล้วต้องหาทาง กำจัด ทักษิณ 2 อีก

ไม่เหนื่อยหรือ แต่ประชาชน เขาเหนื่อย เขาอาจกำจัด ศักดินาอำมาตยาธิปไตย ไปก่อนก็ได้นะครับ เมื่อความอดทนมันถึงขีดสุด อะไรๆ มันก็เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น

เพราะประชาชน ไม่มีวันแพ้หรอกครับ พวกเขาไม่ต้องทำอะไร แค่วันเลือกตั้ง ไปออกคะแนน เลือก พรรคที่ชอบ และมีใจตรงกันค่อนประเทศ มันก็เกิดรัฐบาลพรรคเดียว อีกจนได้ ผู้มากบารมีทั้งหลาย ก็ต้องเหนื่อย ไปจนกว่าจะหมดบารมีกันไปนั้นแหละ

จาก thaifreenews

นักวิชาการออกโรงหนุน ‘สมัคร’รีเทิร์น


* การันตีเหมาะสุดบนสถานการณ์ขัดแย้ง
“นักวิชาการ-นักกฎหมาย” ออกโรงหนุน “สมัคร” กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง หลังวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองและผลกระทบรอบด้านแล้วเชื่อยังมีความเหมาะสมมากที่สุด พร้อมคัดค้านแนวคิดนักวิชาการนอกแถว ที่เสนองดใช้ รธน. มาตรา 171 เปิดช่องคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี ชี้บ้านเมืองต้องเดินไปตามกฎเกณฑ์กติกา ยอมรับ “อภิสิทธิ์” มีสิทธิ์เป็นนายกฯ ได้ แต่ต้องมั่นใจว่าจะสามารถบริหารบ้านเมืองในสภาพปริ่มน้ำ แถมยังต้องตอบคำถามสังคมให้ชัดว่าเป็นนอมินีพันธมิตรฯ หรือไม่ ด้านพรรคร่วมรัฐบาลยังยืนยันเหนียวแน่น ไม่ร่วมสังฆกรรม ปชป.

* ย้อนถาม “อภิสิทธิ์” เป็นนอมินีพธม.หรือไม่?
คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ต้องพ้นจากตำแหน่งและจะต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรี คนใหม่เข้ามาทำหน้าที่หัวหน้ารัฐบาลนั้น ได้กลายเป็นประเด็นที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากหลายๆ ฝ่าย

โดยที่เสียง ส.ส. นักวิชาการ และประชาชนส่วนใหญ่ ยังคงสนับสนุนให้นายสมัครกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เนื่องจากถือว่านายสมัครมาจากเสียงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นความต้องการของประชาชน ที่ใช้สิทธิเลือกตั้งเข้ามาตามวิถีทางประชาธิปไตย

ที่สำคัญนายสมัครยังมีคุณสมบัติเหมาะสมในสถานการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวายเช่นนี้ และในกระแสที่คนบางกลุ่มพยายามหยิบยกเอาประเด็นเบื้องสูงมาทำลายฝ่ายที่คิดแตกต่าง ตัวนายสมัครเองก็เป็นคนที่มีภาพของความจงรักภักดีอย่างชัดเจน จนไม่มีใครสามารถกล่าวหาได้

กลุ่มนักวิชาการหนุน “สมัคร” นายกฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อตอนสายวันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา กลุ่มเครือข่ายนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยสันติวิธี (คปส.) นำโดย รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผศ.เสถียร วิพรมหา จากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน นำโดย นายคารม พลทะกลาง ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายวิทยา บุรณศิริ ประธานผู้ประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และ นายอภิสิทธิ์ เวชาชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาลชุดเดิมที่มี นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชชน เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญต่อไป

ทั้งนี้ คปส. และ ชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน ได้แนบบทประมวลสรุปการวิเคราะห์ความขัดแย้งการเมืองปัจจุบัน ข้อสังเกตทางนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และสังคมวิทยาการเมือง ประกอบ พร้อมบทความทางวิชาการวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อเป็นการสนับสนุนข้อเสนอแนะในข้างต้น

รศ.ดร.วรพล กล่าวว่า ตนมีความเป็นห่วงอย่างยิ่งกับกรณีที่ นักวิชาการบางคนแนะนำให้มีการงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา คือมาตรา 171 เพื่อนำคนนอกเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่เป็นไปตามระบอบของรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ ซึ่งในวันนี้ใครก็ตามที่จะมานั่งเก้าอี้นายกฯ ควรอย่างยิ่งที่ต้องมาตามระบบของข้อกฎหมาย

ปชป.ต้องเคลียร์นอมินีพธม.หรือเปล่า?
ด้าน ผศ.เสถียร วิพรมหา อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย กล่าวถึงความพยายามในเรื่องรัฐบาลแห่งชาติว่า การที่นายอภิสิทธิ์จะมาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปนั้นก็อาจจะมีความเป็นไปได้ แต่ต้องคำนึงถึงกลไก 2 ประการดังต่อไปนี้ ประการแรก เมื่อมีการจับมือกับพรรคการเมืองที่เหลือแล้ว มีคะแนนเสียงห่างจากพรรคพลังประชาชนมากน้อยเพียงใด ซึ่งเท่าที่ทราบคะแนนเสียงได้ 246 เสียงซึ่งก็ถือว่าก็ปริ่มน้ำ

ประการต่อมา นัยทางการเมืองระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีความเหมาะสมหรือไม่ ต้องสามารถตอบโจทย์สังคมได้หรือไม่ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นนอมินีของกลุ่มพันธมิตรฯ

“อยากฝากความถึงนายอภิสิทธิ์ว่า นายอภิสิทธิ์ต้องแสดงเจตนารมณ์ และเจตนากรรม ให้ชัดเจนมากกว่านี้ แสดงให้ชัดและต้องเปิดเผยธาตุแท้ของความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงได้หรือไม่ ว่าเป็นนอมินีพันธมิตรฯหรือเปล่า ตรงนี้ต้องตอบให้ชัดเจนก่อนที่จะมาแข่งเป็นนายกรัฐมนตรี “ ผศ.เสถียร กล่าว

ขณะที่ นายคารม ตัวแทนชมรมนักกฎหมาย ระบุว่า การยื่นหนังสือในครั้งนี้เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ประธานสภาฯ และประธานวิปรัฐบาล เดินทางมารับหนังสือด้วยตนเอง โดยทั้งสองกล่าวยืนยันเป็นแนวทางเดียวกันว่า เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวที่กลุ่มนักวิชาการได้ทำการเสนอแนะไป เนื่องจากปัญหาทางการเมืองก็จำเป็นที่จะต้องแก้ด้วยวิถีทางการเมือง ซึ่งประธานวิปรัฐบาลกล่าวย้ำว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ถึงอย่างไรก็เป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทางชมรมเองไม่ได้เจาะจงว่านายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้หนึ่งผู้ใด ขอเพียงอย่างเดียวว่าจะต้องเป็นไปตามระบบรัฐธรรมนูญ

พปช.ประชุมย้ำชัดสนับสนุน “สมัคร”
ด้านพรรคพลังประชาชนวันเดียวกันนี้ได้มีการประชุม ส.ส. ของพรรค โดยหลังการประชุม นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่า ส.ส. แต่ละกลุ่มได้มายืนยันในการเสนอชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช ให้ได้รับโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป เนื่องจากเห็นว่าในสถานการณ์ขณะนี้ไม่มีใครเหมาะสมอีกแล้ว ซึ่ง ส.ส. เห็นพ้องกันทั้งหมด

ส่วนการที่มองว่าหากมีการเสนอชื่อนายสมัครอีกครั้งสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็จะยืดเยื้อออกไปไม่มีวันจบสิ้นนั้นเรื่องนี้ทางพรรคเห็นว่าแม้จะเสนอชื่อใครก็ตามกลุ่มพันธมิตรฯ ก็จะยังชุมนุมต่อไปอีก ดังนั้นชื่อของนายสมัครก็ยังมีความเหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบัน

กรณีที่ นายไพจิตร ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคพลังประชาชนยอมรับว่าทางแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ได้ติดต่อพูดคุยกับกลุ่มอีสานพัฒนาเพื่อร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลนั้น นายสงวน กล่าวว่า ตนคิดว่าเป็นความพยามสร้างบทบาทของกลุ่มและของตนเองมากกว่า เข้าใจทุกคน เข้าใจความคิด แต่ความคิดอาจจะมีความแตกต่างกัน บางคนก็อาจจะสร้างสถานการณ์ของตัวเองขึ้นมา แต่คิดว่าเมื่อพรรคมีมติออกมาอย่างนี้แล้วก็ต้องปฏิบัติตาม

ใครมาเป็นนายกฯ ก็โดนต้านอยู่ดี
ด้าน นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ขณะนี้จากการตรวจสอบและสอบถาม ส.ส. ของพรรคไม่ว่าถามด้วยตัวเองหรือสอบถามทางโทรศัพท์ ทุกคนยืนยันเสนอชื่อของนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ส่วนการที่มี ส.ส. อีสานบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการเสนอชื่อนายสมัครเพราะเกรงว่าวิกฤติการเมืองจะไม่ยุตินั้น เรื่องนี้คงต้องทำความเข้าใจกันต่อไป เพราะตอนนี้ความจริงแล้วเรื่องเพิ่งจะเกิดขึ้นทำให้แต่ละฝ่ายแต่ละคนก็ต่างแนวคิดกันไปเล็กๆ น้อยๆ ดังนั้นเพื่อประคับประคองรัฐบาลชุดนี้ให้อยู่ได้ต่อไปก็ต้องทำความเข้าใจกับสมาชิกพรรคกันต่อไป

ส่วนที่มีการปล่อยข่าวว่าทางพรรคประชาธิปัตย์ยื่นข้อเสนอขอเสียงจาก ส.ส. พรรคพลังประชาชนบางกลุ่ม ให้ช่วยสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายกฯ และจะมีการจ่ายเงินให้ 25-30 ล้านบาท และให้ตำแหน่งรัฐมนตรีด้วยนั้น นายอนุสรณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้มีการพูดคุยกันในที่ประชุมภาค ของพรรควันนี้ ยืนยันไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ และไม่มีการคุยเรื่องเงิน เรื่องทองอะไรทั้งสิ้นแต่วันนี้เป็นการมายืนยันในการสนับสนุนนายสมัครเป็นนายกฯ อีกครั้ง แต่ ส.ส. ที่ไม่มายืนยันก็ได้มีการโทร.ไปสอบถามแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะเป็นคนอื่นอย่าง นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม ได้หรือไม่ นายอนุสรณ์ กล่าวว่า “ทุกคนลงมติเป็นอย่างนี้แล้วมันก็เป็นอย่างนี้”

เมื่อถามว่าได้มีการประเมินแรงต้านหรือไม่หากยังเสนอนายสมัครเป็นนายกฯ นายอนุสรณ์ กล่าวว่า เรื่องแรงต้านนั้นแม้จะเสนอใครเข้ามาก็โดนต้านหมด

6พรรคร่วมยืนยันหนุนนายกฯพปช.
ด้าน นายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล กล่าวภายหลังการประชุมวิปรัฐบาลวันนี้ว่าเป็นการเตรียมความพร้อมในการประชุมสภา เพราะการประชุมในวันพุธและวันพฤหัสบดี มีวาระอยู่แล้ว ส่วนวันศุกร์ที่ 12 กันยายน เวลา 9.30 น. ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดให้มีการประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งในที่ประชุมวันนี้ไม่ได้วางตัวว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้พรรคพลังประชาชนจะต้องมีมติว่าจะเสนอใครขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และแต่ละพรรคจะต้องเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมประชุม

เมื่อถามว่าในที่ประชุมวิปได้มีการสอบถามสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลที่เข้าร่วมประชุมด้วยหรือไม่ว่ายังสนับสนุนพรรคพลังประชาชนอยู่หรือไม่ นายวิทยากล่าวว่า ในวันนี้มาเข้าร่วมประชุมครบทุกพรรค ไม่มีใครคิดเป็นอย่างอื่น คิดว่าไม่น่ามีปัญหา ทั้งนี้พรรคพลังประชาชนยังเป็นพรรคที่มีเสียงข้างมากอยู่ในสภา ฉะนั้นทิศทางในการกำหนดแนวทางพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องมาร่วมประชุมหารือกัน

ถก “บรรหาร” ยืนยันให้การสนับสนุน
วันเดียวกันนี้มีรายงานว่าแกนนำพรรคพลังประชาชนได้เข้าหารือกับ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ตนเองต้องเดินทางไปเข้าพบ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย เพื่อหารือร่วมกับ ส.ส. จากพรรคร่วมรัฐบาล เรื่องการเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และแนวทางที่จะทำงานร่วมกันต่อไป ก่อนที่จะมีการเลือกนายกรัฐมนตรีในรัฐสภา ในวันศุกร์ที่ 12 กันยายนนี้

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีมีข่าวเสนอชื่อตนเป็นนายกรัฐมนตรีว่า รู้สึกขอบคุณแต่คงเป็นความเข้าใจผิด เพราะบังเอิญชื่อมีอักษร “ส.” เหมือนกัน ส่วนพรรคพลังประชาชนจะเสนอชื่อใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้นขึ้นอยู่กับมติของพรรค โดยส่วนตัวเห็นว่า นายสมัคร สุนทรเวช ยังคงเป็นบุคคลที่มีความเหมาะสมที่สุด พร้อมกันนี้ยังปฏิเสธกรณีที่แกนนำพรรคพลังประชาชนเดินทางไปพบ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย จะเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคไม่สนับสนุนให้นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะไม่มีการพูดคุยเรื่องดังกล่าวและนายบรรหารก็ให้เกียรติพรรคพลังประชาชน

คนอีสานเปิดเวทีหนุน “สมัคร” รีเทิร์น
ส่วนทางด้าน จ.ขอนแก่น ที่หน้าศาลเจ้าพ่อหลักเมืองขอนแก่น ได้มีกลุ่มพลังมวลชนจากอำเภอต่างๆ ใน จ.ขอนแก่น ประกอบด้วย ชมรมผู้รักประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น ชมรมต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น สมาคมข้าราชการครู จ.ขอนแก่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จ.ขอนแก่น สมัชชาเกษตรกร จ.ขอนแก่น ประมาณ 2,000 คน ได้พากันชุมนุมชูป้ายสนับสนุนนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี อาทิ “ชาวขอนแก่น 1.2 ล้านคน เลือกพรรคพลังประชาชน ทุกคะแนนเสียงยังสนับสนุนนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี” “คนขอนแก่นไม่ต้องการใครเป็นนายกฯ นอกจากนายสมัคร” “คนขอนแก่นต้องการให้นายสมัครกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ” และป้ายประณามกลุ่มพันธมิตรฯ อาทิ “พันธมิตรฯ พวกมารนอกรีต นอกประชาธิปไตย” ได้เดินทางมาร่วมชุมนุมสนับสนุน นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และกล่าวโจมตีศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมกับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมี นายสงกรานต์ นุแปงถา ประธานชมรมผู้รักประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น เป็นแกนนำ

จากนั้น ได้เดินขบวนไปที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น เพื่ออ่านคำแถลงการณ์และยื่นต่อ นายกฤษเพชร ศรีปาน รอง ผวจ.ขอนแก่น พร้อมทั้งเผาหุ่นโลงศพศาลรัฐธรรมนูญ หุ่นนายสนธิ ลิ้มทองกุล หุ่น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และหุ่น นายสมเกียรติ พงษ์ ไพบูลย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำพันธมิตรฯ ท่ามกลางสายฝน

เช่นเดียวกับที่ จ.นครพนม กลุ่มปกป้องประชาธิปไตย ได้ทยอยกันมาร่วมชุมนุมในเวทีอเนกประสงค์ของสวนชมโขงในเขตเทศบาลเมืองนครพนม และผลัดกันขึ้นเวทีปราศรัยโดยเนื้อหาหลักๆ จะเป็นการให้กำลังใจ นายสมัคร สุนทรเวช ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

สื่อนอกขำกลิ้งข่าว “สมัคร” ตกเก้าอี้
นักวิชาการด้านกฎหมายสหรัฐฮากลิ้ง สมัครหลุดเก้าอี้นายกฯ เพราะทำกับข้าวออกโทรทัศน์ โดยสำนักข่าวต่างประเทศรายงานสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย โดยระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้ นายสมัคร สุนทรเวช ทำผิดรัฐธรรมนูญ จากการจัดรายการชิมไปบ่นไป ส่งผลให้ขาดคุณสมบัติ ต้องพ้นจากตำแหน่ง พร้อมกับคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ และพรรคพลังประชาชนประกาศจะเสนอชื่อและลงมติเลือกนายสมัครกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

ศ.ชาร์ลส์ ไรช์ อดีตอาจารย์ด้านกฎหมายของมหาวิทยาลัยเยล ในเมืองนิวเฮเวน มลรัฐคอนเนคติกัต ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาให้ความเห็นต่อกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญของไทยมีคำตัดสินให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ต้องพ้นจากตำแหน่ง โดยมองว่า เป็นเรื่องที่น่าขบขันที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาในกระบวนการยุติธรรมทั่วโลก ที่ศาลรัฐธรรมนูญของไทยมีคำตัดสินให้นายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากถูกระบุว่า กระทำการอันขัดต่อรัฐธรรมนูญ ด้วยการเป็นพิธีกรรายการทำอาหารทางโทรทัศน์ ขณะที่อยู่ในตำแหน่ง

ศ.ไรช์ แสดงความข้องใจว่า เพราะเหตุใด นายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งได้รับการเลือกตั้งมาด้วยเสียงข้างมากของประชาชนอย่างถูกต้องชอบธรรม กลับมีอันต้องหลุดจากตำแหน่ง เพียงเพราะเรื่องที่เล็กน้อยและไร้สาระเช่นนี้ ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องที่น่าขบขันที่สุด ตั้งแต่ตนอยู่ในแวดวงกฎหมายมา

"สมัคร" เก็บตัวหลังพ้นนายกรัฐมนตรี
ผู้สื่อข่าวที่ติดตามความเคลื่อนไหวของ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี รายงานว่า หลังจากที่นายสมัคร เดินทางกลับจาก จ.อุดรธานี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 กันยายน หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาให้ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี ล่าสุดจนถึงขณะนี้ นายสมัครยังเก็บตัวเงียบอยู่ภายในบ้านพักย่านนวมินทร์ 81 โดยบรรยากาศหน้าบ้านเงียบเป็นปกติ ไม่มีรายงานว่าสมาชิกพรรคพลังประชาชนเข้าพบแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ต่อมาในตอนเช้าวันที่ 10 กันยายน นายสมัครได้ออกไปจ่ายตลาด และไปทำบุญเป็นการส่วนตัว และเดินทางกลับเข้าบ้านพักในเวลา 09.20 น. โดยมีรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้านายสมัครได้ออกจากบ้านไปซื้ออาหาร และไปทำบุญตามปกติ โดย นายธีระพล นพรัมภา อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในบ้านพักกับนายกรัฐมนตรีด้วย

นายธีระพล เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้มีข่าวว่านายสมัครไปพักค้างที่อื่นไม่เป็นความจริง เพราะตลอดทั้งคืนที่เมื่อวานนี้นายสมัครกลับเข้าบ้านเวลาประมาณ 3 ทุ่มกว่า อยู่บ้านทั้งคืน ส่วนเรื่องนายสมัครจะกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ อยากให้ไปสอบถามตัวนายสมัครเอง พร้อมเปิดเผยว่า ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา นายสมัครพักผ่อนด้วยความสบายใจ ไม่เครียด


เปิดตัวเครือข่ายปกป้องปชต.ชุมนุมสันติจนบ้านเมืองสงบ


"วิสา คัญทัพ" เปิดเวที "ปกป้องประชาธิปไตย" ที่ท่าน้ำนนท์ ประกาศสร้างเครือข่ายประชาชนปกป้องประชาธิปไตย ยืนหยัดชุมนุมโดยสันติจนกว่าบ้านเมืองจะสงบสุข ข่าวลือกระหึ่ม! ม็อบพันธมิตรฯ จ่อเคลื่อนกองโจรยึดรัฐสภาแบบเดียวกับที่ยึดทำเนียบรัฐบาลมาแล้ว หวังขวางการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ รับลูกแนวคิดรัฐบาลแห่งชาติ ที่ประชาธิปัตย์ออกมาเสนอ

ท่ามกลางสุญญากาศทางการเมืองหลังจากนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ต้องหลุดจากตำแหน่งเพราะไปทำอาหารออกโทรทัศน์ และจะต้องมีการโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ ที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีการเสนอชื่อนายสมัคร กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ท่ามกลางการคัดค้านของกลุ่มพันธมิตรฯ ได้เกิดกระแสข่าวว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะเคลื่อนขบวนมาปิดล้อมรัฐสภาตั้งแต่ตอนสายวันนี้ (11 กันยายน) เพื่อไม่ให้สามารถประชุมได้ และเข้าสู่การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ตามที่ได้มีการวางหมากกันไว้แล้ว

กรณีดังกล่าวนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน กล่าวว่าข่าวดังกล่าวมีความเป็นไปได้มาก เพราะมีหลายฝ่ายได้วิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ไว้บ้างแล้ว เมื่อคืนวันที่ 9 กันยายนทางรายการความจริงวันนี้ก็ได้มีการกล่าวถึงไปบ้างแล้ว เพราะเข้าใจว่าการที่ส่งสัญญาณบอกผ่านรายการนั้น น่าจะทำให้หลายฝ่ายที่รับผิดชอบเรื่องรักษาความปลอดภัยได้เตรียมตัวให้พร้อม ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ เนื่องจากเป้าหมายของคนกลุ่มนี้คือไม่ให้มีรัฐบาลนี้ต่อไป และต้องการระบอบการเมืองใหม่มาแทน

หากในวันดังกล่าวมีการปิดล้อมจริง โดยไม่มีฝ่ายใดเข้ามาป้องกัน เชื่อว่าสถานการณ์จะยิ่งรุนแรง เพราะเป้าหมายคือต้องการให้มีการยึดอำนาจ โดยอาจจะนำรัฐบาลแห่งชาติมาใช้

“เขาต้องการให้เราเลือกนายกฯ ไม่ได้ ไม่งั้นครม.ต้องไปประชุมกองทัพไทย หรือครม.สัญจรหรือเปล่าถ้าถึงเวลานั้น ก็ยังไม่รู้ ตอนนี้ประเทศก็ทุเรศเต็มทีแล้ว”

ส่วนเรื่องของการเลือกนายรัฐมนตรีคนใหม่ขึ้นมาแทนนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่หลุดจากเก้าอี้ตำแหน่งสำคัญดังกล่าว ด้วยเหตุขาดคุณสมบัติตามศาลรัฐธรรมนูญตัดสินนั้น นายจตุพร ชี้แจงว่าความเห็นของสมาชิกพรรคส่วนใหญ่ ยังคงเห็นสมควรว่าจะยกมือโหวตให้นายสมัครขึ้นรับตำแหน่งเดิม

แม้จะยังไม่ใช่มติใหญ่ที่ประชุมของพรรคพลังประชาชนก็ตาม แต่ทุกคนมีความเห็นตรงกันว่าคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้พรรคต้องการเลือกนายสมัครกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเหตุผลที่ศาลตัดสินนั้น ไม่ได้เกิดจากการผิดพลาดในการทำงาน ไม่ได้คอร์รัปชั่น

ทั้งนี้ เห็นว่าไม่ว่าพรรคจะโหวตใครขึ้นมาหากเป็นคนจากรัฐบาลหรือพรรคพลังประชาชน แม้กระทั่งให้นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี กลุ่มพันธมิตรก็ไม่ยอมอยู่ดี แต่ถ้าเป็นนายสมัคร ทางพรรคกลับมองเป็นจุดแข็งที่สุดในขณะนี้ เพราะตลอดระยะเวลา 7 เดือนที่นายสมัครเข้ามาทำงานนั้น นายสมัครแสดงให้เห็นว่าสามารถทำงานร่วมกับกองทัพได้เป็นอย่างดี และเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของนายสมัคร ก็ไม่มีใครสามารถมาโจมตีเรื่องดังกล่าวได้ ดังนั้น จึงตั้งใจว่าจะให้นายสมัครดำรงตำแหน่งเดิมต่อไป เนื่องจากยากต่อการทำลาย และนายสมัครถือว่ามีความเป็นจุดยืนที่เข้มแข็ง

ต่อกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้มีรัฐบาลแห่งชาตินั้น นายจตุพร กล่าวว่ารัฐบาลดังกล่าวก็จะเป็นรัฐบาลของพวกอำมาตยาธิปไตย ไม่มีการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ ประเด็นต่อมาคือรัฐบาลดังกล่าวไม่อยู่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นประชาธิปไตย

“ถ้านักการเมืองคนไหนเห็นด้วยกับรัฐบาลแห่งชาติ ถือว่าเป็นนักการเมืองที่เลว ทำดูดีแต่เป็นการซ่อนยาพิษ เป็นการร่วมอำนาจ เป็นเผด็จการซ่อนรูป จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะดึงพรรคฝ่ายค้าน พรรคร่วมรัฐบาล พันธมิตรฯ นปก. มาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ข้อเท็จจริงไม่สามารถรวมกันได้เลย” นายจตุพรกล่าว

ขณะคืนวันเดียวกัน เวที “ปกป้องประชาธิปไตย หยุดคนทำลายประเทศ” บริเวณท่าน้ำนนทบุรี มีประชาชนหลายพันคนเดินทางมาร่วมฟังการปราศรัยอย่างคึกคัก โดยบนเวทีได้มีแกนนำกลุ่มปกป้องประชาธิปไตยคนสำคัญ อย่างเช่น นายวิสา คัญทัพ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายศุภชัย ใจสมุทร ได้สลับสับเปลี่ยนกันขึ้นบนเวที ปราศรัยโจมตีกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาล

นายวิสา คัญทัพ ได้ขึ้นเปิดเวทีประกาศสร้างเครือข่ายประชาชนปกป้องประชาธิปไตย (คปป.) พร้อมออกแถลงการณ์จุดยืนของกลุ่ม โดยมีใจความว่า
1.กระทำเพื่อความสามัคคีของพี่น้องประชาชนชาวไทยอันไพศาล ผู้รักชาติรักประชาธิปไตย เข้าร่วมผนึกกำลังต่อสู้ปกป้องประชาธิปไตยจนถึงที่สุด

2.ยืนหยัดชุมนุมโดยสันติ สงบ ไปจนกว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ

3.เชิญชวนกลุ่มองค์กร หน่วยงาน ทุกภาคส่วนของประเทศ ส่งตัวแทนเข้าร่วมประกาศต่อสู้เพื่อปกป้องประชาธิปไตยอย่างเป็นทางการกับเครือข่ายประชาชนปกป้องประชาธิปไตย 4.ติดตามความคืบหน้าสถานการณ์บ้านเมือง รายงานประชาชนทุกระยะ ชี้นำแนวทางการปกป้องประชาธิปไตยให้พ้นจากอำนาจเผด็จการแอบแฝงของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย


‘รัฐบาลแห่งชาติ’แค่ฝันกลางวันซัด‘มาร์ค’หางโผล่กระสันนายกฯ


ประชาธิปัตย์เผยธาตุแท้ ฉกโอกาสเสนอแนวคิดรัฐบาลแห่งชาติอ้างเป็นทางออกแก้วิกฤติ “อภิสิทธิ์” เด้งรับทันควันพร้อมนั่งเป็นนายกรัฐมนตรี “สุทิน” เตือน ปชป.ต้องลดความอยาก เลิกฝันหวานเพราะรัฐบาลแห่งชาติเป็นไปไม่ได้ ขณะที่ “นักกฎหมาย-นักวิชาการ” ชี้ชัดขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน

หลังจากนายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ออกมาประกาศจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติซึ่งก่อนหน้านี้มีหลายองค์กรตั้งข้อสังเกตว่า ปชป. อยู่เบื้องหลังการสร้างความวุ่นวายเดือดร้อนจนกระทั่งเกิดวิกฤติและเสนอทางออกดังกล่าวขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ ปชป.ก็ออกมารับลูกจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติโดยระบุว่านายอภิสิทธิ์เป็นผู้ที่มีความเหมาะสมที่สุดในเวลานี้

เมื่อวันที่ 10 ก.ย. นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม ในฐานะรองโฆษกพรรคพลังประชาชน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการตั้งรัฐบาลแห่งชาติว่า ไม่น่าจะมีความเป็นไปได้ เพราะข้อที่หนึ่งจะให้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าเป็นคนนอกมาเป็นนั้นรัฐธรรมนูญไม่ได้เปิดช่องให้ เพราะกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง และต้องเป็น ส.ส.

นายสุทิน กล่าวอีกว่า ในประเด็นที่สองถ้าหากจะเลือกคนในสภา เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เองก็เคยประกาศชัดแล้วว่าจะไม่ลงรับเลือกตั้งเป็นนายกฯ ตรงนี้ถือเป็นการท้าทายเชิงจริยธรรมว่ารัฐบาลไม่ต้องไประแวง และถึงแม้นายอภิสิทธิ์จะเปลี่ยนใจลงรับเลือกตั้งเป็นนายกฯ แต่นายกฯที่มาจากเสียงข้างน้อยจะอยู่บริหารงานไม่ได้ เพราะไม่มีเสถียรภาพ

ทั้งนี้ บ้านเมืองเราวันนี้ต้องมีฝ่ายค้านด้วย การที่จะรวมตัวกันเป็นรัฐบาลแห่งชาติ หมายความว่าจะไม่มีฝ่ายค้าน ตรงนี้ยิ่งจะไม่มีหลักประกันให้กับประชาชนว่าใครจะตรวจสอบใคร ใครจะทำงานแทนประชาชนจึงไม่อยากให้ไปเปราะบางกับสถานการณ์จนเกินไปนัก หลักการประชาธิปไตย หลักของระบบรัฐสภายังเดินหน้าไปได้ เราต้องเคารพประเพณีปฏิบัติ
“อยากเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ช่วยลดความอยากลง เพราะสังคมกำลังตั้งข้อสังเกตว่าที่กำลังวุ่นวายอยู่ทั้งหมดนี้ เพราะมีพรรคประชาธิปัตย์อยู่เบื้องหลัง เนื่องจากอยากเป็นรัฐบาล อยากเป็นนายกรัฐมนตรี หากพรรคประชาธิปัตย์ยังแสดงท่าทีอยากเป็นรัฐบาลก็จะเป็นคำตอบให้กับสังคมที่มีความระแวงอยู่แล้ว ผมเชื่อว่ารัฐบาลแห่งชาติไม่น่าเป็นไปได้” รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าว

สำหรับกรอบเวลาในการจัดประชุมสภาฯนัดพิเศษในวันศุกร์ที่ 12 กันยายนนี้เพื่อทำการเลือกนายกฯ คนใหม่นั้น นายสุทิน กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า ไม่ถือว่าเร็วเกินไป หากถ้ามองในแง่ของรัฐสภาถือเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากรัฐบาลต้องมีเสถียรภาพในการบริหารประเทศ การที่คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ออกมาติงว่าเร็วเกินไปนั้น เพราะต้องการจะยื้อเวลาออกไปให้มากที่สุดเพื่อที่จะได้วิ่งจัดตั้งพลพรรคขึ้นมาแข่งขัน

“วันนี้จึงอยากจะบอกพรรคประชาธิปัตย์ว่าการกลืนน้ำลายตนเองหรือการแสดงความอยากยาก บนความบอบช้ำของประเทศ บนแนวคิดที่จะทำลายประเพณีปฏิบัติ ผมขอให้เลิกล้มความคิดซะ เพราะอย่างไรก็ไม่สำเร็จ จะเสียรังวัดเปล่าๆ” รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาตินั้นเป็นไปไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง เนื่องจากขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน

นอกจากนี้กรณีที่นักวิชาการนิด้าเสนอว่าให้ประธานวุฒิสภา นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีชั่วคราว โดยงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรานั้น ตนมองว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะนายรัฐมนตรีต้องเป็นส.ส. ซึ่งต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น

ขณะที่ ผศ..จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า หลักการไม่ได้อยู่ที่เรื่องคุณสมบัติอย่างเดียว แต่ต้องมีเสียงข้างมากในสภาด้วย อย่างนายอภิสิทธิ์มีเสียงอยู่ในสภา 166 เสียงถือว่าน้อย ดังนั้นจะเหมาะสมได้อย่างไร ถ้านายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว กลุ่มพันธมิตรฯ จะออกจากทำเนียบหรือไม่

ทั้งนี้ หากนายอภิสิทธิ์ต้องการจะเป็นนายกรัฐมนตรี ขอท้าให้นายอภิสิทธิ์ประกาศมาว่าจะกวาดม็อบพันธมิตรฯ ออกจากทำเนียบ และสั่งการให้ตำรวจจับแกนนำทั้ง 9 คนตามหมายจับ ทั้งนี้ต้องการจะดูว่านายอภิสิทธิ์มีอภิสิทธิ์เรื่องนี้หรือไม่ ถ้าทำได้ก็ถือว่าเหมาะสม

“สถานการณ์โดยรวมขณะนี้เป็นการต่อสู้ของคนสองฝ่าย คนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีต้องสู้กับอีกฝ่ายที่ก่อความวุ่นวาย ดังนั้นให้นายอภิสิทธิ์มาเป็นนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าไม่สามารถสู้กับกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ เพราะจะกลายเป็นการต่อสู้กับฝ่ายตนเอง ดังนั้นการที่นายอภิสิทธิ์จะเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญดังกล่าวยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์”

อย่างไรก็ตาม การเสนอรัฐบาลแห่งชาติของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ผศ.จรัล กล่าวว่าเป็นเรื่องที่ปฏิบัติไม่ได้ และรัฐบาลแห่งชาติก็ไม่สามารถจะคลี่คลายปัญหาการเมืองได้ เนื่องจากไม่มีความเป็นประชาธิปไตย