WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 12, 2008

“ประชาธิปัตย์จงฟัง อย่าให้คนเขาลือกันว่าเป็น...พรรคก่อการร้าย!!!”


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งใจจะขับรถไปเยี่ยมชมสถานที่ชุมนุมของพวก “ม็อบสังคัง” ว่าโสโครกดังคำที่เขาร่ำลือหรือไม่ แต่บังเอิญต้องขับรถไปสนามบินดอนเมืองเสียก่อน เลยพลาดไป แต่ถ้าเขายังยืดเยื้อต่อไปคงจะได้ไปสังเกตการณ์ แล้วเก็บแง่มุมต่างๆ มาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ฟังกัน

ระหว่างทางไปดอนเมืองได้สังเกตเห็นป้ายโฆษณาหาเสียงของผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเห็นแผ่นโฆษณาใบใหญ่ที่ประดับอยู่ริมถนน เท่าที่เห็นมีอยู่ 3 คนด้วยกัน คือ นายอภิรักษ์ เจ้าเก่า นายชูวิทย์ เสี่ยอ่างแตก และ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

ทั้ง 3 คนนี้ ผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่คนที่ทำให้สนใจในป้ายได้คือ คุณเกรียงศักดิ์ ที่ป้ายของเขามีการเขียนนโยบายเอาไว้ไม่ซ้ำกัน แต่ป้ายหนึ่งที่น่าสนใจคือ เขาบอกว่า "หนูลาจาก แมลงสาบลาตาย" อะไรทำนองนี้

ทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ทันทีว่า

นิตยสารรีดเดอร์ ไดเจสท์ ที่ทรงอิทธิพล จัดกรุงเทพฯ ติดกลุ่มประเทศสกปรกมากที่สุดในโลก ทั้งคุณภาพน้ำ อากาศ ตรงนี้โทษใครไม่ได้ นอกจาก “นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน” นั่นเอง!

กระนั้น นายคนนี้ก็ยังไม่รู้สึกรู้สา ลอยหน้าลอยตาอยู่ โดยพยายามไม่พูด หรือยกเอาความสกปรกของเมืองหลวงเรามาเป็นประเด็นสำคัญ คงมุ่งหน้าสร้างภาพตนเองโดยใช้งบโฆษณาของ กทม. ไปเป็นเงินก้อนโตเลยทีเดียว

ผมนึกไม่ออกว่านักการตลาดที่มาเป็นผู้ว่าฯ มีผลงานอะไรดีเด่น ที่มีความโปร่งใส ถูกใจชาวบ้าน โดยไม่ต้องมีเรื่องทุจริตไล่จิกติดตูดมาบ้าง

บอกตรงนี้กันชัดๆ เลยว่า

เรื่องการทุจริตของ กทม. ยุคผู้ว่าฯ ชื่ออภิรักษ์นั้น ช่างแผ่กว้างไพศาลนัก โครงการใหญ่ๆ มีแต่เรื่องความไม่โปร่งใส โผล่หางแดงโร่ออกมาให้ประชาชนเห็นหลายต่อหลายเรื่อง เช่น

ความอื้อฉาวในเรื่องรถเรือดับเพลิงทำให้ชาติต้องเสียเงินไป 6 พันล้าน แต่ไม่ได้รถ/เรือมาใช้แม้แต่คัน/ลำเดียว
รถบีอาร์ทีถูก คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัด กทม. ร้องทุกข์ว่าขาดความโปร่งใส ก็อีกกว่า 6 พันล้าน ตรวจรับกันไม่ได้แน่นอน เพราะผิดสเป็ก ใครดันรับเข้า

อาจต้องติดคุก!

อยากจะถามนายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคดักดานว่า แค่เรื่องรถและเรือ 2 เรื่องนี้เท่านั้น ที่เงินของชาติต้องฉิบหายสูญเปล่ากว่าหมื่นล้านเข้าไปแล้ว

นี่เป็นเพราะผลงานการบริหารที่ไม่โปร่งใสของนายอภิรักษ์จากพรรคประชาธิปัตย์...ใช่หรือไม่ล่ะ?

อยากจะให้นายมาร์ค ม.7 หัวหน้าพรรคของนายอภิรักษ์ลองนึกดู แล้วช่วยบอกพี่น้องประชาชนคนไทยให้ทราบกันสักหน่อยว่า

ตั้งแต่พรรคฝ่ายค้านดักดานของคุณนั้นถือกำเนิดเกิดมาหลายปี มีโครงการใดที่ฝากไว้เป็นเรื่องที่น่าชื่นใจของพี่น้องประชาชนในแผ่นดินนี้บ้าง?

ถ้ายังนึกไม่ออก ผมอยากจะเล่าให้นายมาร์ค ม.7 ฟังว่า...

มีพรรคพวกของผมที่เขาอยู่ปักษ์ใต้ ภาคที่พรรคนี้มีอิทธิพลสูง ได้สรุปผลงานความเจริญก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรม โดยเขาไล่เรียงให้ดู จึงได้รู้ว่า ส.ส. ของพรรคนายมาร์คสร้างผลงานให้กับภูมิภาคแห่งนี้อย่างไรบ้าง เขาลำดับให้ดูชัดๆ อย่างนี้ครับ

- ท่าเทียบเรือที่เขาแดง อ.เมืองสงขลา ก็เกิดขึ้นเพราะฝีมือ นายบรรหาร
ศิลปอาชา แห่งพรรคชาติไทย

- ถนนสายนครศรีธรรมราช-กระบี่ ที่เชื่อมระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ก็เกิดขึ้นเพราะความเอาใจใส่ของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ แห่งพรรคชาติไทย

- สะพานติณสูลานนท์ ก็เกิดขึ้นเพราะนายทหารอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

- ถนนสายกรุงเทพ-ภาคใต้ ที่เป็นช่องทาง 4 เลน ก็ดำเนินการและเร่งรัดจนสำเร็จเสร็จสิ้นในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

- ถนนสายสุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช-สงขลา (สายเก่า) ที่กำลังก่อสร้างอยู่ขณะนี้ ก็เกิดขึ้นในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

- โครงการพระราชดำริลุ่มน้ำปากพนัง ก็เกิดขึ้นในสมัย นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี

- มหาวิทยาลัยที่เกิดขึ้นในภาคใต้ทุกแห่ง ไม่มีสักแห่งที่เกิดขึ้นได้เพราะฝีมือ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์

- เมื่อครั้งที่ทหารกองทัพภาคที่ 4 นครศรีธรรมราช ไม่ยอมตัดต้นไม้ ทำให้เครื่องบินซึ่งบินระหว่างนครศรีธรรมราช-กรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช ลงจอดไม่ได้ ส.ส. ทุกคนของนครศรีธรรมราช ก็ไปขึ้นเครื่องบินที่หาดใหญ่แทน ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย ร้อนถึง นายบรรหาร ศิลปอาชา ต้องลงไปแก้ปัญหาด้วยตนเอง เรื่องจึงจะเรียบร้อย

จริงหรือเปล่าล่ะ?

เขาบอกว่า นี่แค่ “น้ำจิ้ม” เท่านั้นนะ!

พรรคพวกของผมบอกว่า คนใต้เลือก ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์จนถึงปัจจุบัน แต่พวกเขายังไม่เห็นเลยว่า บรรดา ส.ส. ประชาธิปัตย์ ได้สร้างความเจริญให้กับภูมิภาคของพวกเขาอย่างไรกันบ้าง?

ส.ส. ในพรรคดักดานนี้ บุญพาวาสนาส่ง เคยมีทั้งที่ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีคมนาคม รัฐมนตรีอีกหลายกระทรวง แต่โครงการดีๆ ที่มีประโยชน์อย่างจริงจังจากนักการเมืองเหล่านี้ พอจะให้คนใต้จดจำได้

กลับหาแทบไม่ได้เลย!

เพื่อนเขาบอกต่อไปอีกว่า ที่สำคัญคือเรื่องยางพารา ที่ประชาธิปัตย์บริหารบ้านเมือง ราคายางก็ยังดานดักอยู่ 18 บาท แต่เมื่อทักษิณเข้ามาบริหารประเทศ ราคายางเพิ่มพรวดขึ้นไปเป็น 80 บาท และอยู่ในระดับสูงอย่างน่าพอใจ ชาวบ้านร่ำรวยขึ้น แต่พรรคฝ่ายค้านดักดานก็แถไปว่า

เป็นเพราะ...กลไกตลาด!

บอกตรงๆ ว่ายังไม่มีเวลาตรวจสอบข้อมูลที่เพื่อนเล่าให้ฟังอย่างละเอียด แต่เจ้าตัวก็ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่า

ข้อมูลของเขา ถูกต้องแน่!!

หากคนในพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าไม่ถูกต้อง หรือไม่ตรงข้อไหนบ้าง ลองโต้แย้งมาดู จะได้รับฟังกัน

แม้พรรคประชาธิปัตย์จะไม่มีผลงานที่เป็นประโยชน์กับประชาชนให้เห็นเป็นรูปธรรม แถม กทม. ที่คนของพรรคมีโอกาสเข้าไปบริหารในยุคที่ผ่านมาหมาดๆ ยังอุดมไปด้วยเรื่องทุจริตที่โผล่ออกมาให้ผู้คนได้ตกใจกัน...

...แต่ที่กลับมาโดดเด่นมากในระยะนี้ก็คือ

การที่แสดงออกถึงการ “จับมือ” กันอย่างแน่นแฟ้น ระหว่างฝ่ายค้านดักดานพรรคนี้ กับแก๊งกบฏสังคัง เช่น
- ส.ส. ของพรรคไม่สมัครใจเล่นการเมืองในสภา แต่กระโจนไปขึ้นเวที ดำเนินการเป็นแกนนำในแก๊งกบฏ

- ส.ส. สอบตกแห่กันเข้าไปเป็นตัวจักรในม็อบสังคัง...กว่าครึ่งโหล

- ผู้แทนราษฎรพรรคเก่าแก่นี้แห่กันไปเชียร์ฝ่ายกบฏติดขอบเวที สนับสนุนกันออกนอกหน้าอย่างเกรียวกราวเอิกเกริก โดยไม่ปิดบัง แถมคนสำคัญของพรรคยังไปแจมบนเวทีกับเขาด้วย

- ถูกกล่าวหาโดยมีหลักฐานชัดเจนว่า มีสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ถูกจับกุม เพราะร่วมขบวนการ บุกรุกเข้ายึดทำลาย NBT อีก 8 คน

- มีข้อมูลจากฝ่ายข่าวกรองของรัฐบาลว่า สมาชิกพรรค ปชป. ในต่างจังหวัด สนับสนุนการดำเนินการชุมนุม “ม็อบสังคัง” ของ “กบฏเส็งเคร็ง” ด้วยการจัดหาผู้คนเข้าร่วมการชุมนุมกับม็อบสังคังใน กทม. มีหลักฐานทั้งภาพถ่าย และภาพเคลื่อนไหว บางส่วนผู้สื่อข่าวได้นำออกแสดงทางโทรทัศน์ให้ผู้คนทางบ้านเห็นด้วยซ้ำ!

อย่างนี้เป็นต้น

การเดินเกมการเมืองนอกสภาของพรรคประชาธิปัตย์ ดังที่ได้แจงให้ฟังกันนี้ ได้ก่อให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นมาในบ้านเมืองนั้น ยังไม่ร้ายกาจเท่ากับเสียงร่ำลือกันหนาหู เรื่องพรรคเก่าแก่นี้ตกเป็นที่ต้องสงสัยของผู้คนว่า

อยู่เบื้องหลัง...การยึดสนามบินที่ภาคใต้ของประเทศ!

นี่เป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬาร แต่มาถึงวันนี้ผู้คนบ้านเราพูดถึงราวกับว่ามันเป็นเรื่องไม่ใหญ่ และไม่แตกต่างอะไรกับการกระทำความผิดของบรรดาสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ 8 คน ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT

เรื่องอย่างนี้ฝรั่งต่างด้าวท้าวต่างแดนถือว่า “เป็นเรื่องใหญ่นัก ยอมกันไม่ได้” เพราะการใช้กำลังเข้ายึด “สนามบินนานาชาติ” นั้น สังคมระหว่างประเทศเขาถือว่าเป็นการ

“ก่อการร้าย!” หรือพูดให้เต็มยศหน่อยคือ “การก่อการร้ายสากล!!”

เดิมประเทศของเรานั้นก็ไม่ได้มีบทบัญญัติในเรื่องนี้เป็นพิเศษ แต่ปัจจุบันนี้ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 บัญญัติให้การกระทำลักษณะนี้เป็นการ “ก่อการร้าย” เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ

ดังนั้น หากการสอบสวนอย่างจริงจังแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การยึดสนามบินครั้งนี้มีพรรคการเมืองใดๆ ไม่ว่าจะเป็นก๊วนเก่าแก่ หรือกลุ่มการเมืองใหม่ที่ไหนก็ตาม ดันไปหนุนหลังการกระทำเช่นว่านั้นเข้าแล้ว แม้คนไทยจะให้ความสำคัญน้อย

...แต่โลกอารยะยอมรับไม่ได้เด็ดขาด!

นี่จึงเป็นเรื่องที่ใหญ่มหึมา และมีความสำคัญมาก จึงต้องขอแจ้งเตือนไปยังบรรดาสมาชิกพรรคของนายอภิสิทธิ์ให้รับทราบทั่วกันว่า

ประเทศมหาอำนาจเขามีหน่วยงานข่าวกรองที่ทรงประสิทธิภาพยิ่ง นึกว่าพวกเขาจะไม่รู้เลยเชียวหรือว่า

นักการเมือง พรรคการเมืองใด ที่อยู่เบื้องหลังการยึดสนามบิน!?

กลุ่มการเมืองไหน ธนาคารใด ที่เอื้อเฟื้อเงินทองสนับสนุนการก่อการร้าย และเป็นตัวการชักใยให้มีการทำลายเมืองไทยของเราได้อย่างโหดร้ายอย่างนี้?

จึงต้องขอบอกกล่าวย้ำไปถึงนายอภิสิทธิ์ จงฟังเอาไว้ให้ดีว่า

ข้อหาก่อการร้ายนั้นเป็น ความผิดมูลฐานของกฎหมายฟอกเงิน ที่เพิ่งเพิ่มเข้าไปใหม่เป็น ความผิดมูลฐานที่ 8 ซึ่งจะต้องติดตามมาด้วยการ...

ยึดทรัพย์ของทั้งผู้ก่อการ ผู้ร่วมหรือสนับสนุนการกระทำความผิด!

ไม่รู้ว่านักการเมืองพรรคฝ่ายค้าน รวมทั้งนายทุน นายธนาคาร ที่กำลังถูกระแวงสงสัยว่าได้มีส่วนในการสนับสนุนการก่อการร้ายนั้น

สำเหนียกกันบ้างหรือเปล่า?

ผมเชื่อว่าหากทางการเปิดการสอบสวนขึ้น และดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาด้วยความกล้าหาญและจริงจัง และเมื่อการสอบสวนกระจ่างแล้ว เผลอๆ อาจมีคนดังหลายๆ คนถูกกล่าวหาในข้อหา “ก่อการร้าย หรือสนับสนุนการก่อการร้าย”
ไม่เชื่อก็ต้องคอยดูกันไป เพราะอายุความนั้นยังอีกยาวไกลนัก!

สำหรับข้อหาเรื่องการก่อการร้ายนั้น ต้องขอเตือนนายอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้าฝ่ายค้านดักดาน พึงตระหนักให้จงดีว่า
เมื่อข่าวแพร่ออกไป และประชาคมโลกได้ล่วงรู้ถึงข้อสงสัยเรื่องการเล่นการเมืองแบบเอาความมั่นคงของชาติมาเป็นเดิมพัน โดยมีสมาชิกพรรคร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มแกนนำกบฏ พร้อมพยานแวดล้อมอื่นๆ ประกอบกับมีเสียงเล่าลือของผู้คนที่มีความเคลือบแคลงใจว่า พรรคเก่าแก่อาจมีส่วนสนับสนุนในการยึดสนามบิน อันเป็นการกระทำที่กฎหมายบัญญัติในหมวดความผิดฐานก่อการร้ายนั้น ใช่แต่คนไทยเราเท่านั้นที่จะรับไม่ได้

แต่สังคมโลกก็ยอมรับกันไม่ได้...เด็ดขาด!

เมื่อมีข้อสงสัยและหลักฐานสนับสนุนต่างๆ นานานี่เอง อาจเป็นสาเหตุที่พรรคซึ่งนายอภิสิทธิ์เป็นผู้นำ ตกเป็นเป้าที่สื่อต่างชาติวิพากษ์วิจารณ์ให้อื้ออึง ตัวอย่างที่เห็นกันจะจะคือ The Economist ที่ออกมาวิจารณ์พรรคประชาธิปัตย์ในทางลบอย่างแรง

นายมาร์ค ม.7 จึงต้องคิดให้ดีว่า

พรรคฝ่ายค้านของตนนั้น จะมีภาพลักษณ์อย่างไรในสายตาของสังคมระหว่างประเทศ?

ลองไปใคร่ครวญเอาเองก็แล้วกัน เพราะโตๆ กันแล้ว!

ผมเชื่อว่าจะต้องมีคนเผยแพร่บทความนี้ไปยังประชาคมโลก ไม่ว่าจะเป็นสถานทูต องค์กรระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อแจ้งให้โลกอารยะได้รู้ซึ้งถึงสันดานของพรรคการเมืองฝ่ายค้านดักดานของประเทศไทย ที่ชื่อ...“ประชาธิปัตย์”
แล้วมาคอยดูผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้กันให้ดีๆ!!!

...แฟนๆ ที่สั่งซื้อ “เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย” ทาง vattavan.com โดยไม่ได้สั่งซื้อ “รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ” ต้องย้อนกลับไปสั่งอีกหลายท่าน

ดังนั้น เพื่อประหยัดเวลา และไม่ต้องการรอคอย จะสั่งควบทั้ง 2 เล่มก็ไม่ผิดกติกาอันใด...

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

นักวิชาการ NATO


คอลัมน์ : ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

“...อย่ามาดัดจริตเรื่องจริยธรรมกันเลยครับขอร้อง เพราะ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ไปยึดทำเนียบ เป็นผู้ต้องหาคดีกบฏอยู่ ก็ไม่เห็นนักวิชาการคนไหนออกมาพูดเรื่องจริยธรรมของประชาธิปัตย์ ส.ส. ประชาธิปัตย์ และ ส.ว. กว่า 30 คนไปเยี่ยมกบฏในทำเนียบ โดยเดินแหวกหมายศาลไป ก็ไม่มีใครบ่นเรื่องจริยธรรมกันเลย...”

วันนี้สภาผู้แทนราษฎรได้มีนัดหมายเปิดประชุมเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทน นายสมัคร สุนทรเวช ที่ถูกคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่ง ตามความผิดในคดี “ชิมไปบ่นไป” ที่เป็นความผิดเฉพาะตัว อันเป็นผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งชุดต้องหมดวาระการทำงานลง แต่ยังให้รักษาการได้จนกว่าจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่

นักวิชาการหลายคนได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่กัน อย่าง ดร.อัมมาร สยามวาลา รักษาการประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา หรือ ทีดีอาร์ไอ กล่าวให้สัมภาษณ์ว่า การดำเนินการทางการเมืองเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ ต้องมีมารยาทที่จะไม่เลือกคนเก่าที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา โดยเห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ ควรแก้ปัญหาโดยการยุบสภาแล้วมีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อยุติปัญหาโดยเร็วที่สุด เพราะเมื่อเห็นว่าประชาชนหลายกลุ่มไม่ยอมรับก็ควรจะยุบสภาเสีย ซึ่งหากปล่อยให้เหตุการณ์ยืดเยื้อต่อไปจะทำให้ประชาชนในประเทศเกิดความแตกแยกกันมากขึ้น ดังนั้น ควรจะทำให้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองลดความรุนแรงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพรรคพลังประชาชน ซึ่งหากสนับสนุนให้ นายสมัคร สุนทรเวช กลับเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ก็จะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองยังเหมือนเดิม เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นเลย

ขณะที่ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองต่อจากนี้ไป ถือเป็นความขัดแย้งที่นักการเมืองไทยควรจะต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ โดยภายในแต่ละพรรคจะต้องมีประชาธิปไตยมากกว่านี้ เพื่อให้มีการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคที่หลากหลาย แต่เนื่องจากในแต่ละพรรคจะมีกลุ่มที่มีอำนาจ สามารถรวบรัดตัดสินใจในการกำหนดทิศทางของพรรค โดยมีความเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจต้องยุบสภา ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นทันทีทันใด จากผลทางกฎหมายที่รัฐบาลยังอยู่ต่อไปได้ ทั้งที่ในทางปฏิบัติรัฐบาลเสียความชอบธรรมไปแล้ว เพราะการกำหนดนโยบายหรือการบริหารจัดการไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้

ทั้งนี้ ที่สำคัญ อ.ผาสุก เห็นว่า ต้องนำความสันติมาให้กับสังคมหรือปวงชน โดยรัฐบาลต้องทำหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ ในการป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะกันของกลุ่มคนที่ขัดแย้งกัน

นอกจากนี้แล้วยังมีหลายคนได้มีการออกมาแสดงความคิดเห็นว่า นายสมัคร สุนทรเวช ขาดจริยธรรม หากจะเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

ภายในวันนี้ เราคงจะได้ทราบกันว่า สภาผู้แทนราษฎรได้เลือกสมาชิกท่านใดขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผมเห็นเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นของนักวิชาการทั้ง 2 ท่านข้างต้นนั้น ก็คือ คนเป็นนักวิชาการก็ยังคงเป็นนักวิชาการ (แบบไทยๆ) อยู่นั่นเอง คือ นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง (Ivory Tower) และเป็นอย่างที่เขาชอบพูดล้อเลียนบรรดานักวิชาการบางคนว่า เป็นพวกนาโต้ (NATO) ซึ่งมิได้หมายถึงองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หากแต่คือ No Action Talk Only ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า ไม่ทำอะไร พูดอย่างเดียว หรือหากให้ฟังดูเป็นสุภาษิตหน่อยก็ต้องว่า มือไม่พาย แต่เอาเท้าราน้ำ เพราะทั้ง 2 ท่านมิได้แสดงความคิดเห็นอย่างใดเลยว่า กลุ่มแก๊งอันธพาลกบฏเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลอันเป็นการทำผิดกฎหมายนั้น ควรจะต้องดำเนินการอย่างใด และการที่รัฐบาลได้ใช้ความพยายามประคับประคองละมุนละม่อม โดยยึดหลักกฎหมายดำเนินการต่อกลุ่มต่อต้านกฎหมาย พวกอนาธิปไตยเหล่านั้น ก็คือ การใช้หลักสันติวิธีที่น่าชมเชย

ประการสำคัญก็คือ ท่านนักวิชาการทั้งสองคิดไม่ออกหรืออย่างไรว่า รัฐบาลนี้มีความชอบธรรมยิ่งกว่ารัฐบาลใดๆ เพราะมีที่มาจากมติประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้นจู่ๆ กลับเห็นว่าควรจะต้องยุบสภาเสียเพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองนั้น ขอถามหน่อยเถอะครับ เวลานี้ในระบบรัฐสภานั้นเขามีความขัดแย้งกันตรงไหนละครับ ก็เห็นเขาทำงานดีกันอยู่ มีฝ่ายค้าน มีฝ่ายรัฐบาล ว่าไปตามปกติของระบบ ไม่เห็นเขามีความขัดแย้งกันจนถึงขนาดจะต้องยุบสภาตรงไหนเลย

หรือว่าท่านนักวิชาการยกย่องยอมรับให้พวกล่วงละเมิดกฎหมาย หนีหมายจับข้อหากบฏ เป็นกลุ่มสำคัญที่จะต้องให้สภายุบ ถามตรงๆ เถอะครับ ท่านอาจารย์คิดเช่นนั้นจริงๆ หรือ อาจารย์ นักวิชาการ ไม่มีความคิดหรือข้อเสนอแนะอย่างอื่นหรือ ประการสำคัญก็คือ จะทำให้ปัญหาจบหรือ เพราะพันธมิตรฯ เขาประกาศโต้งๆ อยู่ว่าเขาไม่เลิกชุมนุมจนกว่าจะได้การเมืองใหม่ของเขา หรือคนเป็นนายกรัฐมนตรีจะร้องเป็นคนที่เขาทั้งหลายเห็นสมควร

สิ่งซึ่งน่าหงุดหงิดสำหรับประเทศไทยของเรานี้ก็คือ การชอบพูดอ้างอิงถึงจริยธรรม หรือการต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ถามจริงๆ เถอะครับ การจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” มันผิดตรงไหนครับ

ตามหลักกฎหมายนั้น ความผิดแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เป็นความผิดในตัวมันเอง เช่น ลักทรัพย์ ฆ่าคนตาย ที่เรียกเป็นภาษาละตินว่า MALA IN SE กับปกติการกระทำนั้นไม่เป็นความผิด แต่ที่ผิดเพราะกฎหมายบอกว่าเป็นความผิด เช่น ปกติเราจะขับรถเลนซ้ายหรือเลนขวา มันไม่ผิดในตัวมันเอง แต่ประเทศไทยกฎหมายจราจรบังคับว่าจะต้องขับรถเลนซ้าย ดังนั้นถ้าขับรถเลนขวา กฎหมายบอกว่าผิด ละตินเรียกว่า MALA IN HABITA ถือว่าเป็นกฎหมายเทคนิค

ดังนั้น การจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” มันไม่ผิดกฎหมายหรอกครับ แต่ที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าผิดก็เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า หากมีการกระทำลักษณะที่ว่าแล้วถือว่าต้องพ้นจากตำแหน่ง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตีความตามพจนานุกรมแล้วเห็นว่า นายกฯ สมัครเป็นลูกจ้าง จึงต้องพ้นจากตำแหน่ง ก็พ้นไปแล้วนี่ครับ แต่จะพูดจากันถึงขนาดว่า การจัดรายการของนายกฯ คือการกระทำที่ไม่ชอบต่อกฎหมาย ดูเสมือนเป็นเรื่องเลวร้ายชั่วช้า มันเวอร์ไปครับ

ส่วนที่บอกว่า หากจะกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งเป็นการขาดจริยธรรมนั้น เป็นความคิดที่คับแคบเกินไปไหม เพราะการกระทำของนายกฯ นั้น อย่าลืมนะครับว่ารัฐธรรมนูญไม่เห็นว่าเป็นความผิดร้ายแรง มิฉะนั้นแล้วผู้ร่างรัฐธรรมนูญคงกำหนดเรื่องการเว้นวรรคทางการเมืองไปแล้ว ก็รัฐธรรมนูญไม่ห้าม หากนายกรัฐมนตรีจะชื่อ สมัคร สุนทรเวช แล้วจะเป็นไรไป

อย่ามาดัดจริตเรื่องจริยธรรมกันเลยครับขอร้อง เพราะ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ไปยึดทำเนียบ เป็นผู้ต้องหาคดีกบฏอยู่ ก็ไม่เห็นนักวิชาการคนไหนออกมาพูดเรื่องจริยธรรมของประชาธิปัตย์ ส.ส. ประชาธิปัตย์ และ ส.ว. กว่า 30 คน ไปเยี่ยมกบฏในทำเนียบ โดยเดินแหวกหมายศาลไป ก็ไม่มีใครบ่นเรื่องจริยธรรมกันเลย

ผมว่าหากนายสมัครจะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ก็ย่อมมีความชอบธรรม และไม่เห็นจำเป็นเลยที่จะต้องสนใจบรรดานักวิชาการ NATO

ศุภชัย ใจสมุทร


ชิมไป ซวยไป


คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

ชายหญิงคนอื่นๆ เขามี “เสน่ห์” เป็น “ปลายจวัก”

แต่ “นายกฯ หมัก” สมัคร สุนทรเวช ของพ่อแม่พี่น้อง กลับมี “จวัก-ตะหลิว-กระทะฯลฯ” เป็นอาวุธย้อนกลับมาทำลายตัวเองเสียอย่างนั้น...

จะหาใครซวยซ้ำซวยซ้อนเท่านายกฯ และรัฐบาลบ้านนี้ (และต้อง พ.ศ.นี้) ไม่มีอีกแล้ว

ไม่รู้ว่าบรรดาคนที่กรี๊ดกร๊าด เฮฮา เป่าปาก กระทืบเท้าด้วยความดีใจทั้งหลายนั้น...มันน่าปลื้มปีติถึงเพียงนั้นกันจริงๆ หรือ ที่สามารถเอานายกฯ คนหนึ่งออกจากเก้าอี้ได้ ด้วยเหตุผลว่า “ทำอาหาร” !?!

เห็นภาพข่าวที่หลายคนตื้นตันแทบน้ำตาไหลแล้วก็พลอยผสมโรงหัวเราะกับเขาไปด้วย...เออหนอ อาการหนักเหมือนกันนะคนประเทศนี้

ที่สำคัญ มีหลายคนรีบออกมา “ตีกัน” ไม่ให้สภาโหวตเลือก สมัคร สุนทรเวช กลับมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีใหม่

โดยอ้างเหตุแห่งความ “ละอายใจ” หวังให้พรรคพลังประชาชนและอดีตนายกฯ สมัคร พิจารณาตัวเอง...

ทั้งที่ภายใต้หลังคาสภาเดียวกัน มีความผิดร้ายแรงกว่าประเภทเข้าข้างอำนาจรัฐประหาร ไม่เคารพหลักการประชาธิปไตย ฯลฯ ไม่มีใครมาพูดเรื่อง “ความละอาย” สักแอะเดียว

อีกกระแสที่ถูกพูดถึงพอกัน คือความเป็นไปได้ในการ “เปลี่ยนขั้ว” การเมือง

ถามถึงความ “เป็นไปได้” ก็ต้องบอกว่า เป็นไปได้ ...

แต่ไม่รับประกันว่าจะไปได้สักกี่น้ำ

รัฐบาลที่รวมกันแล้วมีเสียงนำหน้าฝ่ายค้านไปแค่เส้นยาแดง...ก็ไม่ต้องถามหาคำว่าเสถียรภาพรัฐบาลอีกต่อไป

อย่าว่าแต่จะได้ทำงานบริหารประเทศให้เป็นเรื่องเป็นราวเลย สภาพการเป็นรัฐบาลที่ต้องรับมือ “การเมือง” ตลอดเวลาโดยไม่มีเวลาทำอย่างอื่นนั้น รัฐบาลนี้ก็มีตัวอย่างให้เห็นอยู่

ดังนั้นสำหรับหลายคน ทางเลือกเรื่องเปลี่ยนขั้วจึงพับเก็บไปได้

ปัญหาสำคัญเวลานี้ จึงอยู่ที่ “ปัจจัยภายนอก” อย่างการชุมนุมของกลุ่มมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลมากกว่า

เพราะไม่ว่าการเมืองจะออกไปรูปแบบใด มวลชนกลุ่มนี้จะไม่ยอมรับ ไม่ทำความเข้าใจ และไม่มีวันยอมถอยจนกว่าจะได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ นั่นคือสถาปนาการเมืองใหม่

ทั้งที่ตอนนี้พวกเขาก็ยังตอบไม่ได้เต็มปากว่า “ใคร” จะเป็นคนเข้ามาจัดการให้เกิด “การเมืองใหม่” และจะจัดการกันอย่างไร

เมื่อทางออกของมวลชนกลุ่มนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ รู้ว่าแพ้แล้วแต่หาบันไดลงไม่ได้... จึงอยู่ที่รัฐและสังคมจะร่วมด้วยช่วยกัน “ยื่นบันได” ให้

ยื่นไปแล้วไม่ยอมลงมาเอง ต้องส่งใครไปกระชากลงมาก็ค่อยว่ากันอีกที ที่สำคัญเวลานั้นอาจต้องใช้มาตรการที่รุนแรงในสายตาใครไปบ้างแต่เพื่อความสงบสุขของส่วนรวมก็จำต้องตัดสินใจกระทำ…

เพราะท่าทีหลังได้ยินคำสั่งศาลปลดนายกฯ โห่ร้องดีใจแต่กลับปิดท้ายว่าจะชุมนุมกันต่อไปนั้น มันบอกชัดแล้วว่าท้ายที่สุดคนพวกนี้ก็คือคนที่มนุษย์ทั่วไปพูดคุยด้วยไม่รู้เรื่อง หนักข้อยิ่งกว่าคำว่าได้คืบจะเอาศอก...

ได้แต่หวังว่า “นายกฯ รักษาการ” หรือกระทั่งผู้มีอำนาจสั่งการตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะหาทางลงให้คนพวกนี้โดยเร็วที...

ก่อนที่ “ประชาชน” จะทนไม่ได้แล้วลุกฮือขึ้นมาเอง


วิพากษ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีคุณสมัคร!


คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

พลันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ คุณสมัคร สุนทรเวช ต้องพ้นตำแหน่งเพราะเหตุไปทำกับข้าวออกรายการโทรทัศน์ด้วยข้อหาว่ากระทำผิด ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 267 ที่ว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใดมิได้

จากการอ่านคำวินิจฉัยที่มีความยาวเกือบ 45 นาที ที่ผลัดกันอ่านอย่างตะกุกตะกัก ไม่มีคำควบกล้ำชนิดที่อาจารย์ภาษาไทยแทบจะกลั้นใจตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด หลายคนโห่ร้องด้วยความยินดี หลายคนตกใจในผลของคำวินิจฉัยที่กระทำด้วยความรวดเร็วเป็นพิเศษ (ขอย้ำว่าเป็นพิเศษจริงๆ) และยิ่งเมื่อดูเหตุผลประกอบคำวินิจฉัยแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นคำอธิบายของศาลที่ได้คำวินิจฉัยถือเป็นที่สุด ไม่มีผู้ใดสามารถอุทธรณ์หรือฎีกาได้อีกแล้ว

สำนักข่าวหลายๆ ประเทศให้ความเห็นว่าค่อนข้างแปลกใจต่อเหตุผลของคำวินิจฉัยเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็น CNN หรือ Yahoo แม้แต่สำนักข่าว INN ของไทยเราก็รายงานข่าวทางเอสเอ็มเอสว่า “นักกฎหมายอเมริกันบอกโคตรฮา นายกฯ ไทยทำกับข้าวจนหลุดตำแหน่ง ขำที่สุดในโลก”

อย่างไรก็ตามเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว เราก็ต้องยอมรับ เพราะไม่เช่นนั้นสังคมจะหาข้อยุติไม่ได้ แต่แน่นอนว่าการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการโดยสุจริตย่อมสามารถที่จะกระทำ ได้ ทั้งนี้ เพื่อความเจริญงอกงามทางวิชาการนั่นเอง

ในคำอธิบายตอนแรกที่เท้าความว่า ศาลได้นำเอาจริยธรรมมาตีความเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญว่าไม่ต้องการให้เกิดการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์สาธารณะนั้น ผมเห็นด้วย แต่การที่บอกว่าไม่ควรตีความตามประมวลกฎหมายแพ่งฯ กฎหมายแรงงานฯ หรือประมวลรัษฎากรฯ แต่กลับนำคำนิยามในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานมาใช้แทนนั้น ผมไม่เห็นด้วย

ที่ผมไม่เห็นด้วยกับการตีความเช่นนี้ก็เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญควรตีความอย่างจำกัด เพราะเป็นการตีความที่มีผลเป็นโทษต่อผู้ที่ได้รับผลแห่งการตีความ และการตีความนั้นควรที่จะต้องตีความตามความเข้าใจของวิญญูชนทั่วไปที่ เข้าใจตามหลักกฎหมายแพ่งฯ กฎหมายแรงงานฯ และประมวลรัษฎากรฯ ว่าลูกจ้างคือผู้ที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นประจำ และในกรณีนี้คุณสมัคร (ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วไม่ชอบแกเลย) เมื่อเห็นว่ามีปัญหา ก็ได้หยุดการกระทำดังกล่าวแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเจตนาว่ามิได้จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ เหตุแห่งการฟ้องคดีก็น่าจะหมดไปแล้ว

แม้จะไม่ถือว่าเหตุแห่งการฟ้องคดีหมดไปแต่ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ต้องได้รับการลงโทษให้พ้นตำแหน่งไป แต่ทว่าก็ยังสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งใหม่ได้อีกอยู่ดี (ถ้าไม่เจอแรงต้านเสียก่อน) ซึ่งหากมองในแง่ของความศักดิ์สิทธิ์ของการบังคับใช้กฎหมายแล้วแทบจะไม่มีความศักดิ์สิทธิ์เลย การวางบรรทัดฐานเช่นนี้ย่อมที่จะสร้างความยุ่งยากตามมาต่อผู้ที่ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีอีกมากมาย อาทิ การไปเป็นอาจารย์หรือผู้บรรยายพิเศษในมหาวิทยาลัยเอกชน หรือการเป็นเป็นคอลัมนิสต์หรือนักเขียนโดยไม่ว่าจะใช้ชื่อจริงหรือนามแฝงก็ตาม ย่อมเข้าข่ายการเป็นลูกจ้างตามที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความกรณีคุณสมัครทั้งสิ้น

ส่วนคำอธิบายที่ว่าคุณสมัครมีพิรุธส่อแสดงว่าเป็นการสร้างหลักฐานย้อนหลังเพื่อปกปิดข้อเท็จจริง (ซึ่งก็อาจเป็นจริงตามคำอธิบายนั้น) ซึ่งผมก็ค่อนข้างแปลกใจว่าโดยทั่วไปแล้วศาลก็มักจะใช้ว่า “ฟังไม่ขึ้น” หรือ “รับฟังไม่ได้” ฯลฯ แต่ถึงขนาดวินิจฉัยว่าเป็นการสร้างหลักฐานย้อนหลังก็ควรจะต้องมีการดำเนินคดีตามมาแล้วล่ะครับ

คำ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มาตรา 216 วรรคห้า ของรัฐธรรมนูญ จะบัญญัติไว้ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ก็จริงอยู่ แต่การยอมรับนับถือในเหตุผลของคำวินิจฉัยนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถอธิบายให้แก่วิญญูชนทั่วไปให้การยอมรับมากน้อยแค่ไหน เพียงใด นั่นเอง

ชำนาญ จันทร์เรือง
ที่มาประชาไท


คปส. ตั้งข้อสังเกต...คำวินิจฉัยศาล รธน.

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

ท่าทีของกลุ่มเครือข่ายนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.) นำโดย รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผศ.เสถียร วิพรมหา จากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน นำโดย นายคารม พลทะกลาง ที่ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และการแสดงความคิดความเห็นสนับสนุน นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะเป็นข้อคิดเห็นที่ถูกกลั่นกรอง ผ่านการวิเคราะห์ตามหลักวิชาการ ผ่านข้อเขียนและบทความหลายชิ้นประกอบกัน

บทประมวลสรุปการวิเคราะห์ความขัดแย้งการเมืองปัจจุบัน
วันพุธที่ 10 กันยายน 2551
1.ความขัดแย้งทางการเมืองที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศการต่อต้านขับไล่รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เป็นความต่อเนื่องของความขัดแย้งระหว่าง “นักการเมืองภาคประชาชน” กับ “นักการเมืองภาคอภิสิทธิ์ชน”

2.ภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 นักการเมืองภาคอภิสิทธิ์ชนใช้ประโยชน์จากอำนาจรัฐประหาร และรัฐธรรมนูญดังกล่าว ในการยึดครองอำนาจตุลาการบางส่วน อำนาจนิติบัญญัติบางส่วน และอำนาจพิเศษขององค์กร (ที่อ้างความเป็น) อิสระตามรัฐธรรมนูญ ในการควบคุมทางการเมืองเหนือประเทศชาติและประชาชน

3.ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป 23 ธันวาคม 2550 นักการเมืองภาคประชาชน (กลุ่มที่ถูกคุกคามโดยอำนาจรัฐประหาร) สามารถชนะการเลือกตั้ง เป็นเสียงส่วนใหญ่ที่ครองอำนาจนิติบัญญัติสายสภาผู้แทนราษฎร และยังประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาลผสม ควบคุมอำนาจบริหารตามครรลองประชาธิปไตย ทำให้กลุ่มนักการเมืองภาคอภิสิทธิ์ชนไม่สามารถควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จในการเมืองไทย พ.ศ.2551 ได้สำเร็จเด็ดขาด

4.“กลุ่มพันธมิตรฯ” (รวมทั้งเครือข่ายองค์กรสื่อสารมวลชน เอ็นจีโอ นักการเมืองอาชีพ และนักวิชาการมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่ง) ดำเนินการเคลื่อนไหวเป็นเครื่องมือทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลผสมข้างต้น โดยกลุ่มพันธมิตรฯ ดังกล่าว พยายามใช้วิธีการก่อสถานการณ์ทางมวลชนและข่าวสารข้อมูล มุ่งหวังผลในการขับไล่รัฐบาลประชาธิปไตยข้างต้นออกจากอำนาจบริหาร (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน “ทำไมข้อเสนอแนะให้นายกรัฐมนตรีลาออก หรือยุบสภา จึงไม่ใช่ทางออกหรือการผ่าทางตันแก้ไขวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน” วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551) แต่ขบวนการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลให้ลาออก หรือยุบสภา (ก่อนวันที่ 9 ก.ย. 51) ประสบความล้มเหลวในปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และถูกประณามทั้งในหมู่ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ในประเทศ และจากแวดวงสื่อมวลชนต่างประเทศ

5.คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 9 กันยายน 2551 ทำให้ นายสมัคร สุนทรเวช ต้องพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงเป็นคำวินิจฉัยที่เป็น “โทษ” ต่อนายสมัครและพรรคพลังประชาชน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน “นัยของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 9 กันยายน 2551” วันอังคารที่ 9 กันยายน 2551) อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญ 2550 บังคับว่าศาลต้องใช้อำนาจตุลาการอย่างยุติธรรม “ตามกฎหมาย” และในพระปรมาภิไธยฯ

ดังนั้นปวงชนชาวไทยผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตามรัฐธรรมนูญดังกล่าว สามารถขอให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เช่น คำวินิจฉัยที่ถือว่านายสมัครมีสถานะเข้าข่ายความเป็น “ลูกจ้าง” ตามที่มีผู้ยื่นคำร้องกล่าวหานายสมัครนั้นเป็นการวินิจฉัยตาม “กฎหมาย” ว่าด้วยลูกจ้างฉบับใด หรือเป็นเพียงการสร้างนิยามทางกฎหมายขององค์คณะศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เป็นต้น หากพบว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตาม “กฎหมาย” ข้อใดทั้งสิ้น ปวงชนชาวไทยก็อาจพิจารณาดำเนินการให้ตรวจสอบการใช้อำนาจตุลาการในกรณีนี้ได้ ว่าเป็นการใช้อำนาจโดยชอบตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

6.สภาวการณ์ขัดแย้งข้างหน้าไม่นานนักจะปรากฏให้เห็นความต่อเนื่องของการขัดขวางไม่ให้พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้สำเร็จ ควบคู่ไปกับความพยายามเปิดทางให้นักการเมืองภาคอภิสิทธิ์ชนสามารถเป็นแกนนำต่อรอง เพื่อเข้าครองอำนาจบริหารประเทศ (ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ) และพรรคพลังประชาชนจะเผชิญปัญหาการยุบพรรคโดยอำนาจตุลาการภิวัตน์เข้มข้นยิ่งขึ้น ควบคู่กับความพยายามของนักการเมืองภาคประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าปัจจุบัน ผู้วิเคราะห์ยังไม่อาจคาดคะเนผลรูปธรรมของความขัดแย้งดังกล่าวได้ในขณะนี้

ทำไมข้อเสนอแนะให้นายกรัฐมนตรี “ลาออก” หรือ “ยุบสภา” จึงไม่ใช่ “ทางออก” หรือ “การผ่าทางตัน” แก้ไขวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน

(แต่เป็นข้อเสนอแนะที่ขัดต่อหลักการว่าด้วย “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย)

การยุบสภาหรือลาออกในบริบทความขัดแย้งที่กลุ่ม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (และกลุ่มอำนาจที่อยู่เบื้องหลังร่วมมือกัน) สร้างขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จะมีผลเป็นการทำลายหลักการว่าด้วย “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ดังเหตุผลต่อไปนี้

1.รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ขึ้นสู่อำนาจบริหารจากการรับรองของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร (อำนาจนิติบัญญัติ) ซึ่งได้รับการเลือกตั้งตามหลักการ “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” และตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2550

2.“พันธมิตรฯ” เป็นองค์กรการเมืองที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือโดย “กลุ่มอำนาจอื่น” ที่ต้องการล้มล้าง “อำนาจบริหาร” ของรัฐบาลในข้อ 1 ข้างต้น เพื่อเปิดช่องทางให้ “กลุ่มอำนาจอื่น” หรือตัวแทนของกลุ่มอำนาจดังกล่าว เข้ายึดกุมอำนาจบริหารต่อไปโดยไม่สนใจผลของการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 และไม่สนใจผลของความเสียหายทางเศรษฐกิจ การเมือง และความรู้สึกนึกคิดของปวงชนชาวไทยที่ใช้อำนาจอธิปไตยของตนในการเลือกตั้งทั่วไปดังกล่าว ทั้งนี้ “พันธมิตรฯ” แสดงตนให้เห็นชัดเจนตามลำดับว่า กลุ่มตนอาจใช้ความรุนแรงและฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองของตนโดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรมและมนุษยธรรม

3.“กลุ่มอำนาจอื่น” อาจครอบคลุมถึง “พรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร” ที่ต้องการ “อำนาจบริหาร” เพิ่มเติมจากอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งขณะนี้กลุ่มตนก็มีอยู่พอสมควรตามกฎหมาย (แต่ถ้ามีการยุบสภาต่อไป พรรคดังกล่าวก็ไม่จำเป็นต้องรอเวลาอีก 3 ปีครึ่งกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ หรือถ้านายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง พรรคดังกล่าวก็สามารถเจรจาต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมให้ถอนตัวจากการสนับสนุนพรรคพลังประชาชน) ในกรณีนี้ การเสนอให้ยุบสภา หรือลาออก เป็นข้อเสนอที่เห็นแก่ประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มอำนาจตนมากกว่าเห็นแก่ประโยชน์ของประชาชนซึ่งแบกรับ “ภาระต้นทุนสาธารณะ” ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งก่อน และที่จะต้องรับภาระในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไป นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงอุดมการณ์ของผู้เสนอแนะที่ไม่เห็นความสำคัญของหลักการว่าด้วย “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” รวมทั้งดูถูกดูแคลนสติปัญญาและวุฒิภาวะของประชาชนเสียงส่วนใหญ่ ที่ลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบัน

4.“กลุ่มอำนาจอื่น” ย่อมหมายความรวมถึง “กลุ่มอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย” ที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ “พันธมิตรฯ” และน่าจะเป็นกลุ่มเครือข่ายบุคคลระดับสูงที่อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ในกรณีความขัดแย้งครั้งใหม่นี้ (พันธมิตรฯ กับรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช) เป็นความพยายามที่จะเข้ายึดกุมอำนาจบริหาร (รัฐบาล) ให้ได้รวบรัดเบ็ดเสร็จ หลังจากประสบความสำเร็จในการยึดกุมอำนาจแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสมาชิก 74 คน (อำนาจนิติบัญญัติ) รวมทั้ง “อำนาจตุลาการ” บางส่วน และ “อำนาจองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ” ตามรัฐธรรมนูญเกือบทั้งหมด โดยอาศัยบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่พวกตนร่างขึ้นตามอุดมการณ์คณาธิปไตย

5.“กลุ่มอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย” อาจยกระดับการเคลื่อนไหวไปสู่ “ภาวะจลาจลทั่วประเทศ” (หรือ “กลียุค” ตามที่ “พันธมิตรฯ” ระบุถึงในแถลงการณ์ของตนตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ที่ผ่านมา) หากเครือข่ายองค์กรการเมือง วิชาการ และสื่อสารมวลชนของตน ไม่สามารถกดดันให้เกิดการยุบสภาหรือลาออกข้างต้นได้ และอาจหมายถึงการยกระดับการขับเคลื่อนไปสู่ “การเมืองระบบใหม่” ที่เป็นไปตาม “ทฤษฎีการถอดรื้อโครงสร้างสังคมไทย” แบบถึงรากถึงโคน ต่อทุกสถาบันในสังคมไทย ทั้งนี้ นักยุทธศาสตร์การปฏิวัติด้วยวิถีรุนแรงดังกล่าว อาจใช้วิธี “ยืมดาบสนองคืน” กล่าวคือ นักคิดที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตยดังกล่าว อาจพยายามหาช่องทางกระตุ้นโทสะให้พลังการชุมนุมของปวงชนชาวไทยฝ่ายประชาธิปไตย เคลื่อนเข้าสู่การก่อภาวะจลาจล ต่อสู้กับพลังมวลชนเสียงข้างน้อยของฝ่าย “พันธมิตรฯ” ซึ่งย่อมนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สำคัญคือ การทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างรุนแรงนั่นเอง

6.การยุบสภาหรือลาออกตามเสียงเรียกร้องข้างต้น ย่อมเป็นการส่งเสริมอำนาจการเมืองแบบเบ็ดเสร็จของกลุ่มคณาธิปไตย ซึ่งจะทำให้สังคมไทยและปวงชนชาวไทยตกอยู่ในภยันตรายร้ายกาจยิ่งกว่า “ระบอบเผด็จการทหาร” ของไทยในอดีต

นัยของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 9 กันยายน 2551
รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร
วันที่ 9 กันยายน 2551 เวลา 14.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งกำหนดจะอ่านคำวินิจฉัยกรณีที่สมาชิกวุฒิสภาประเภทแต่งตั้ง (นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ) ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กระทำผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีที่นายสมัครเป็นพิธีกรรายการทางโทรทัศน์ “ชิมไปบ่นไป”

ผู้วิเคราะห์คาดการณ์ว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยไปในทางที่เป็นโทษต่อนายสมัคร ทั้งนี้ โดยอาศัยมติเสียงข้างมากแบบไม่เป็นเอกฉันท์ (ขณะนี้เวลา 13.15 น. และศาลยังไม่อ่านคำวินิจฉัย) นอกจากนี้ ผู้วิเคราะห์มีข้อสังเกตดังนี้

1.องค์คณะศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน มีสมาชิกเสียงส่วนใหญ่ที่ได้รับการสรรหาแต่งตั้งโดยอาศัยความเชื่อมโยงกับบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งรองรับการใช้อำนาจแบบคณาธิปไตยของคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และกลุ่มอำนาจดังกล่าวเคยประกาศจุดยืนทำลายโครงสร้างพรรคไทยรักไทย และพรรคการเมืองที่สืบทอดโครงสร้างพรรคไทยรักไทย (คือพรรคพลังประชาชน ที่ขณะนี้ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค)

2.กลุ่มพลังการเมืองหลายองค์กร รวมทั้งองค์คณะศาลรัฐธรรมนูญเสียงส่วนใหญ่ดังกล่าว อาจคาดการณ์ได้ชัดเจนก่อนวันอ่านคำวินิจฉัยแล้วว่า ประชาชนจำนวนมาก (ซึ่งอาจขับเคลื่อนกระบวนการ “ประชาภิวัตน์” ต่อต้านอำนาจ “ตุลาการภิวัตน์”) จะบันดาลโทสะ กระด้างกระเดื่อง และต่อต้านคำวินิจฉัยที่เป็น “โทษ” ต่อนายสมัคร และพรรคพลังประชาชน สิ่งซึ่งอาจเกิดขึ้นตามมาคือ การยกระดับการต่อต้านดังกล่าวเป็น “ภาวะกระด้างกระเดื่องของมวลชน” ในวงกว้าง รวมทั้งการยั่วยุอารมณ์มวลชนฝ่ายประชาธิปไตยต่อไปด้วยการแปรเปลี่ยน “ข้อเรียกร้องให้นายสมัครลาออกหรือยุบสภา” ก่อนหน้านี้ ให้เป็น “ข้อเรียกร้องไม่ให้นายสมัครและพรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่” ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ภาวะดังกล่าวหากลุกลามขยายวงกว้างเป็นความรุนแรง ก็อาจนำไปสู่จุดมุ่งหมาย “กลียุค” หรือการจลาจล ที่มีผลล้มล้างรัฐบาลร่วมพรรคพลังประชาชน และยังอาจลุกลามไปสู่การทำลายความมั่นคงทางสังคม และสถาบันสังคมที่สำคัญบางส่วน เพื่อการสถาปนา “ระบบการเมืองใหม่” ตามเจตนารมณ์ของกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ต่อไป ผู้วิเคราะห์เห็นว่า สมมติฐานข้อหลังนี้ยังจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบด้วยความระมัดระวัง

อำนาจและขอบเขตการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
กับอำนาจการตรวจสอบของการเมืองภาคประชาชน

รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร

ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็น “เจ้าพนักงานในการยุติธรรมตามกฎหมาย” (รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 208 วรรคสาม) ซึ่งมีอิสระในการพิจารณาพิพากษา แต่ “ต้องดำเนินการให้เป็นไปโดยยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์” (รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 197)

หากประชาชนหรือผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องรายใดมีข้อสงสัย เช่น (1) ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการ “ตามกฎหมาย” ใด ในการวินิจฉัย ตีความ พิพากษาว่า นายสมัคร สุนทรเวช เป็น “ลูกจ้าง” ตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 หรือ (2) ในการวินิจฉัยว่า “บันทึกคำแถลงร่วม” กรณีปราสาทเขาพระวิหาร เป็น “สัญญา” ตามกฎหมายใด และทำให้เกิดการสูญเสียอธิปไตยอย่างไร หรือ (3) หากมีมูลเหตุพอเพียงจะสงสัยว่าศาลรัฐธรรมนูญอาจใช้อำนาจเกินเลยขอบเขตของกฎหมาย และขอบเขตที่รัฐธรรมนูญอนุญาตให้ใช้อำนาจ บุคคลที่เสียหายน่าจะสามารถใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 275 ให้ไต่สวนการใช้อำนาจตุลาการดังกล่าวได้


ปชป.หน้าแหก ลักไก่เสนอชื่อ “อภิสิทธิ์” แต่สภาโนโหวตไม่รับเป็นนายกฯ


พรรคประชาธิปัตย์ลักไล่เสนอชื่อ “อภิสิทธิ์” ทั้งที่เคยประกาศไม่คิดตั้งรัฐบาลแข่ง แต่ก็ต้องฝันสลายเมื่อสภาไม่ครบองค์ประชุม “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ระบุเลื่อนโหวตเป็นเรื่องดี เชื่อ “สมัคร” จตักลับมาอีกครั้งแน่นอน

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย กรรมการสิทธิมนุษยชน และคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาประกาศก่อนหน้านี้ว่าจะไม่มีการตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคพลังประชาชน แต่ภายหลังที่ได้มีการประชุมที่รัฐสภา ปรากฏว่าทางพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์เอรับการพิจารณารับโหวะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

นายจรัล กล่าวว่า โดยหลักการ พรรคก็จะต้องมีการนำเสนอหัวหน้าพรรคของตนเองอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ไปก็ไม่ได้ วันนี้อาจจะมีปัญหาในเรื่องของการช่วงชิงความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองกัน เพราะเขาเห็นว่าวันนี้ ส.ส.ไม่ค่อยเข้าร่วมชุมนุม และส่วนใหญ่ส.ส.ที่เขาร่วมชุมนุมก็เป็นสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ จึงเสนอชื่อหัวหน้าพรรค เพื่อจะได้รับเสียยงโหวตมาก แต่เข้าคงลืมไปว่าคะแนนโหวตที่ได้ต้องมีจำนวนเป็นกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรทั้งหมด นี้โหวตเท่าไรก็ไม่ถึงครึ่งอยู่ดี

“การเสนอชื่อหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นการแสดงบทบาทอยากเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์เอง ถึงรู้ว่าเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้รับโหวตแต่มันเป็นเรื่องของธรรมเนียม เป็นเรื่องของมารยาทที่ลูกพรรคต้องเสนอหัวหย้าพรรคของตัวเอง” นายจรัลกล่าว

นายจรัลได้กล่าวถึงประเด็นที่วันนี้มีการประชุมรัฐสภาไม่บรรลุผล และได้เลื่อนการพิจารณาเลือกนายกฯเป็นวันที่ 17 กันยายน ตนเห็นว่าการเลื่อนออกไปอีก 3-4 วันเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าจะได้มีเวลาไปศึกษาและทบทวนอะไรหลายๆ เรื่องภายในพรรค เพราะตอนนี้ปัญหาใหญ่อยู่ที่พรรคพลังประชาชน ที่ส.ส.ภายในพรรคยังไม่มีความคิดเห็นที่เป็นหนึ่งเดียวกัน เนื่องด้วยจากสถานการณ์ในตอนนี้ อยู่ในช่วงของวิกฤตทางการเมืองทำให้ความคิดของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกัน เนื่องจากแต่ละคนก็เป็นกังวลและเป็นห่วงสถานภาพในปัจจุบัน

“ส.ส.บางกลุ่มอาจจะมองว่าถ้าเสนอนายสมัครเป็นนายกฯ อีกครั้งอาจจะทำให้ปัญหาที่มีอยู่บานปลายมากยิ่งขึ้น ปัญหาจะไม่รู้จบ และอาจจะมีส่วนในเรื่องของผลประโยชน์ในแต่ละพรรคด้วยที่เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง” นายจรัลกล่าว
นอกจากนี้นายจรัลยังกังวลว่าถ้าภาย 30 วันแล้วยังไม่สรุปว่าจะเลือกใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี ตามระเบียบของรัฐธรรมนูญ 2550 ระบุให้คนที่ได้มีคะแนนเสียงในช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมาได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งตรงนั้นตนก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ส.ส.ท่านใดของพรรคใดได้รับเสียงมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าอย่างไรในวันที่ 17 กันยายนนี้น่าจะได้ข้อสรุป และนายสมัคร สุนทรเลชน่าจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง


คนเสื้อแดงพรึบหน้ารัฐสภา หนุน


ผู้ชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ จำนวนกว่า 2,000 คน และยังคงทยอยเดินทางมาสมทบกันที่หน้ารัฐสภา โดยได้เข้าปักหลักชุมนุมบริเวรทางเท้าฝั่งตรงข้ามอาคารรัฐสภา และมีการตั้งเวทีปราศรัยสนับสนุนให้พรรคพลังประชาชนโหวตเลือก นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ให้กลับเข้าสู่ตำแหน่งอีกครั้ง

ซึ่งการปราศรัยเป็นไปอย่างคึกคัก ท่ามกลางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบจลาจล และเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล คอยดูแลและรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในเช้าวันนี้

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมที่สนับสนุนรัฐบาลเกือบทั้งหมดได้สวมเสื้อสีขาว สีแดง และสีเขียว เป็นสัญลักษณ์ รวมถึงมีการใช้ผ้าพันคอหลากสี มีข้อความเขียนว่า ปกป้องประชาธิปไตย พร้อมกับถือธงโครงการจากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน และนำป้ายสนับสนุน นายสมัคร กลับเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มาติดไว้บริเวณแผงกั้นเหล็กฝั่งตรงข้ามรัฐสภาอีกด้วย ซึ่งขณะนี้ยังมีกลุ่มผู้สนับสนุนทยอยเดินทางมารวมตัวกันอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกลุ่มพันธมิตรฯ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตร ได้ประกาศห้ามกลุ่มพันธมิตรเดินทางมาคัดค้านที่หน้ารัฐสภาในวันนี้ เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย และอาจเกิดเหตุรุนแรงขึ้นได้


ปธ.สภาฯเลื่อนโหวตเลือกนายกฯ เป็น 17 ก.ย.หลังไม่ครบองค์ประชุม


นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประกาศเลื่อนการประชุมสภาฯ เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ไปเป็นวันที่ 17 ก.ย. หรือวันพุธหน้า เนื่องจากไม่ครบองค์ประชุมในช่วงเช้าวันนี้

ก่อนหน้านี้ประธานสภาฯ สั่งเริ่มการประชุมสภาฯ เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในเช้าวันนี้ตามกำหนดในเวลาประมาณ 9.30 น.หลังจากจำนวนผู้ลงชื่อเข้าประชุมเกินครึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.หรือ 236 เสียง โดยแกนนำและส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ส่วนใหญ่เข้าร่วมประชุม ขณะที่ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลยังเข้าประชุมกันอย่างบางตา มีเพียงส.ส.พรรคพลังประชาชนส่วนหนึ่งเท่านั้น

จากนั้น นายบัญญัติ บรรทัดฐาน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ให้ที่ประชุมออกเสียงเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ขณะที่ นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานวิปรัฐบาล เสนอให้นับองค์ประชุมก่อนที่สภาจะดำเนินการประชุม ปรากฎว่ามีองค์ประชุมเพียง 161 คน จึงถือว่าไม่ครบองค์ประชุม

จี้ต่อมสำนึก‘จรัญ’ลาออกก่อนถูกไล่ชี้ชัดดอดรับจ๊อบ


โอว! ไม่น่าเชื่อ ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง “จรัญ ภักดีธนากุล” หนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เพิ่งชี้ขาดนายกฯ สมัคร ไปหมาดๆ กลับพบว่ารับจ้างสอนหนังสืออยู่หลายมหา’ลัย แถมยังจัดรายการวิทยุ ทั้งที่รธน.มาตรา 207 กำหนดสเปกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไว้ไม่ต่างจากนายกรัฐมนตรี “นักวิชาการ-นักกฎหมาย” จี้ออกมาชี้แจงให้ประชาชนหายกังขา และทางที่ดีควรลาออกเสียก่อนที่จะถูกประชาชนเข้าชื่อไล่

การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากการไปจัดรายการชิมไปบ่นไป ตามความเกห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน นั้น ได้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ที่ฮือฮาอย่างยิ่งสำหรับกระบวนการยุติธรรมของไทย

ขณะเดียวกันบนบรรทัดฐานเดียวกันก็ได้ถูกย้อนเป็นคำถามกลับไปที่ตุลาการรัฐธรรมนูญบางคน โดยเฉพาะนายจรัญ ภักดีธนากุล ซึ่งเป็นอาจารย์พิเศษสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง และเชื่อได้ว่ายังคงสอนอยู่ในปัจจุบัน ทั้งที่ตำแหน่งตุลาการ ก็มีการห้ามความเป็นลูกจ้างไว้เช่นเดียวกัน

ผศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าการเป็นอาจารย์สอนพิเศษตามมหาวิทยาลัยต่างๆ จะต้องเป็นหลักฐานที่แสดงถึงการปฏิบัติจริงภายหลังการดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หลักฐานทั้งหมดถือว่าสำคัญมาก เพราะในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้ระบุไว้อยู่หนึ่งข้อที่รัดกุมมาก ว่าห้ามไม่ให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประกอบอาชีพอิสระอื่นใดทั้งสิ้น

ทั้งนี้จากการที่ได้ฟังคำชี้แจงจากผู้สื่อข่าว และพอทราบมาว่านายจรัญ ได้ดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์พิเศษสอนในมหาวิทยาลัยอยู่หลายแห่ง ซึ่งขอกล่าวก่อนว่าหากแค่มีชื่อเป็นอาจารย์พิเศษที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ อาจจะมีการโต้แย้งได้ว่า ตัวนายจรัญได้ลาออกมานานแล้ว แค่มีชื่อเฉยๆ มหาวิทยาลัยอาจไม่ได้ลบชื่อออก ดังนั้นจะกลายเป็นขอโต้แย้งได้

แต่เท่าที่ทราบข้อมูลการสอนของนายจรัญ พบว่ายังคงสอนหนังสืออยู่ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หลักสูตรปริญญาโท ทุกวันเสาร์ในภาคการศึกษานี้ด้วย ทั้งนี้ หลังจากดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ก็คงต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับที่ตัวเองเป็นคนตัดสินนายสมัคร

“ในกรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ การกระทำหน้าที่ต้องกระทำหน้าที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างเดียวเท่านั้น เพราะการที่รับเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาให้นักศึกษานั้น เป็นที่ทราบกันดีว่าจะต้องได้รับเงิน หรือค่าจ้างสอน”

กรณีดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องมีการยื่นคำร้อง แต่สามารถเข้าชื่อถอดถอนได้เลย ถึงอย่างไรเห็นว่าก่อนที่จะมีการเข้าชื่อถอดถอน ซึ่งอาจจะดูเป็นเรื่องราว ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือนายจรัญเอง จะต้องนึกถึงได้เสียก่อนว่า ตัวเองดำรงตำแหน่งนี้แล้วยังทำอะไรขัดรัฐธรรมนูญอยู่หรือไม่ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้ต้องมีความน่าเชื่อถือ และสามารถอธิบายได้

ดังนั้น นายจรัญควรจะออกมาอธิบายต่อสังคม ถึงแม้จะมาแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออก ก็เห็นว่าไม่มีผลอะไร เพราะว่าถึงแม้ไม่ลาออกแต่บทลงโทษสูงสุดในกรณีกระทำการขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถือให้ผู้นั้นต้องพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ ทั้งนี้ ยังไม่สามารถกลับเข้ามารับตำแหน่งเดิมได้อีก เนื่องจากตำแหน่งศาลรัฐธรรมนูญมีกฎหมายว่าให้ดำรงได้แค่วาระเดียว ส่วนต่อจากนี้นายจรัญจะไปดำรงตำแหน่งหน้าที่การงานอื่นใด ก็ต้องขึ้นอยู่กับกฎระเบียบนั้นๆ แล้ว

นายยงเกียรติ อดิเศรษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่าบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากนี้ก็ถือว่ามีผลต่อหลายๆ คดี เพราะโดยหลักแล้วศาลรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นคำตัดสินที่สูงสุด นับจากนี้ไปก็คงต้องยึดเป็นบรรทัดฐาน และเกิดเป็นมาตรฐานเดียวกันของสังคมแล้ว

อนึ่ง จากการตรวจสอบพบว่า นายจรัญ ภักดีธนากุล มีชื่อเป็นอาจารย์พิเศษ และยังสอนหนังสืออย่ในหลายสถาบัน คือที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิชาที่สอน LAW 312 กฎหมายลักษณะพยาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ วิชาที่สอน 300-306 กฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิชาที่สอน 0801236 พยาน และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต และยังจัดรายการเวทีความคิด วิทยุเอฟเอ็ม 96.5 เมกะเฮิรตซ์ เวลา 20.00-21.00 น.

ซึ่งรายชื่ออาจารย์พิเศษดังกล่าวสามารถเข้าไปดูได้ในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ อาทิ
http://law.hcu.ac.th/personal.htm , http://www.viphavadeecenter.com/news_detail.php?id=86 , http://www.thaicounsel.com/aboutUs.htm , http://eportfolio.hu.ac.th/law/index.php?option=com_content&task=category§ionid=9&id=54&Itemid=82 , http://member.rsu-lawonline.com/content.php?ct_id=72 , http://radio.mcot.net/fm965/__programView.php?cliptype=25 , http://www.tsu.ac.th/law/lawtsu/person.php?cId=2 และ http://www.dpu.ac.th/graduate/llm/page.php?id=2076