WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 16, 2008

พันธมิตรฯ ยังคลั่ง...วิกฤติชาติยังคงอยู่

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

สิ่งที่ต้องจับตาดูในวันนี้คือ ม็อบพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย หยุดบ้าคลั่งหรือไม่ หรือยังดื้อด้านสร้างวิกฤติให้กับบ้านเมืองต่อไปอีก โดยไม่สนใจต่อเสียงเรียกร้องจากทุกฝ่ายที่ต้องการให้บ้านเมืองเกิดสันติสุขเสียที

ที่ต้องย้ำถึงสิ่งที่ได้พบเห็นในช่วงที่ผ่านมาคือ “การเมือง” ได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่า “ผลประโยชน์” เฉพาะตน เฉพาะกลุ่ม สำคัญกว่าความสำนึก “ความรับผิดชอบ” ต่อประชาชนและประเทศชาติ

เราได้เห็น นักการเมือง-พรรคการเมือง ที่พร่ำเพ้อแต่คำว่า “ประชาธิปไตย” เพื่อให้ดูว่ามีความจริงใจ แต่สิ่งที่แสดงออกมาคือการตระบัดสัตย์ ใช้เล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง บังอาจวิ่งราวตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” อย่างหน้าด้านๆ และเปิดเผย

ถือเป็นความเจ็บปวดของผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

เราได้เห็น “นักการเมือง” ที่ตั้งแง่ กดดัน เพื่อช่วงชิงฉกฉวยผลประโยชน์ ได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาให้สังคมได้เห็นว่า แท้จริงแล้วเป็นได้แค่ “นักเลือกตั้ง” เท่านั้น

รวมถึงไป “การเมืองใหม่” ที่ “ม็อบพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย” เห็นดีเห็นงาม ยังก้มหน้าก้มตาผลักดันให้เกิดกระบวนการสามานย์นี้ขึ้นมาให้ได้ ซึ่งมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากคนพวกนี้จะเห็นว่าคุณค่าความเป็น “คน” ไม่มีความเท่าเทียมเสมอภาคกัน

เป็นการแสดงออกถึงความรังเกียจเดียดฉันท์ และเหยียดหยามคนไทยด้วยกันเอง

เอาล่ะ...แม้เราจะได้ “นายกรัฐมนตรีคนใหม่” แทน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนเก่าที่ขอวางมือ เพราะต้องพ่ายแพ้ต่อ “ตุลาการภิวัตน์”

แต่ “ปัญหาเก่าๆ” ที่เกิดขึ้นมาและสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง ทั้งด้านชื่อเสียงเกียรติภูมิและผลประโยชน์ที่ควรจะได้ ก็ต้องได้รับการสะสางจัดการไปพร้อมๆ กันด้วย

เพราะพฤติกรรมพฤติการณ์ชัดเจนว่าเป็นความเหิมเกริม เจตนากระทำผิดกฎหมาย ละเมิดกฎหมายและปฏิเสธอำนาจรัฐ

พันธมิตรฯ ปฏิเสธทุกข้อเสนอที่จะนำไปสู่การสร้างความปรองดองสมานฉันท์สร้างสรรค์สังคม แต่ยืนยันจะเอาแต่ “รัฐบาลประชาภิวัตน์-สภาประชาภิวัตน์” ที่จะนำไปสู่ “การเมืองใหม่” เท่านั้น

กรณีที่ นายสมัคร สุนทรเวช ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า การไปทำรายการ “ชิมไปบ่นไป” ถือว่าเป็นลูกจ้าง ไม่ใช่ผู้รับจ้าง ถึงขนาดต้องเปิดพจนานุกรมดู ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง จนมีคนออกมาสะกิดต่อมสำนึกของ “นายจรัญ ภักดีธนากุล” ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามีส่วนได้เสียกับรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการนี้ ถึงการที่ไปสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน รวมทั้งจัดรายการทางสถานีวิทยุว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่เช่นกัน

แปลกแต่จริง...นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธานร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ออกมาโต้แทนนายจรัญที่ปิดปากเงียบ ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้นายจรัญซึ่งเป็นคนที่ความรู้สึกไวมาก จะต้องออกมาโต้มาชี้แจงอย่างทันทีทันใด แต่คราวนี้...ไม่ใช่

นายเสรี ระบุว่า การไปสอนหนังสือไม่มีเป้าหมายทำเป็นธุรกิจที่มุ่งหาผลกำไร จึงไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ถ้าไปเทียบกับกรณีของนายสมัครจะเห็นว่าที่ไปทำรายการที่เกี่ยวกับอาหารการกินก็เพราะความชอบส่วนตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทั้งบ้านทั้งเมืองรับรู้กันเป็นอย่างดี ไม่ได้มุ่งหากำไรเหมือนกัน

แต่ผลลัพธ์ที่ออกมา...ไม่เหมือนกันแฮะ

และที่ถามกันมามากคือ “สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ” ยิ่งใหญ่คับฟ้ามาจากไหน ถึงได้ตั้งใจจงใจสร้างความเดือดร้อนให้เกิดขึ้น โดยเอาเพื่อนร่วมชาติผู้ใช้บริการมาเป็น “ตัวประกัน” ในการเรียกร้องผลประโยชน์

ผมว่าคนในรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่คงไม่เห็นด้วยกับวิธีการของบรรดาแกนนำ แต่ที่ทำลงไปเพื่อต้องการสร้างราคาให้ตัวเอง ถึงกับดึงเอาองค์กรมาเป็นฐานในการเรียกร้องกดดัน มากกว่าการต่อสู้เพื่อปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติส่วนรวม

เรื่องที่ให้รถไฟหยุดวิ่ง ถือเป็นความอัปยศอย่างยิ่ง ที่สร้างความเดือดร้อนให้คนยากคนจน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ที่ส่อถึงสันดานที่เห็นแก่ได้ แต่ครั้นเมื่อพันธมิตรฯ เพลี่ยงพล้ำ เริ่มมีผู้คนที่มาร่วมชุมนุมเริ่มถอยหนี เพราะรับไม่ได้กับวิธีการที่ไร้เหตุผล ไร้ทิศไร้ทาง เหมือนต้องทนเดินอยู่ในความมืดมิด...ก็ร้องแรกแหกกระเชอให้เปิดเดินรถไฟทันที เพื่อจะให้ลิ่วล้อเครือข่ายที่เคยสร้างความเสียหายมาแล้วในต่างจังหวัดได้เดินทางมาร่วมการชุมนุมประท้วง มาสร้างปัญหาให้กับบ้านเมือง...นี่แหละคือซากเดนเผด็จการ

ไม่ต่างจาก “คนหัวโล้น” ในม็อบพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ใช้ชื่อว่า “กองทัพธรรม” ที่ทุ่มสุดตัวหนุนคลุกคลีกับวิธีการใช้ความรุนแรง เกลือกกลั้วกับการมุสาจาบจ้วงล่วงเกินของม็อบ ถือเป็นการย่ำยีพระพุทธศาสนา ทำให้ถูกมองว่ามีความบกพร่องทางด้านศีลธรรม มีปัญหาในเรื่องความเมตตากรุณา

วันนี้ รัฐบาลจะต้องเรียกความเชื่อถือศรัทธา ความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ ให้กลับมาโดยเร็วที่สุด ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถบริหารจัดการให้บ้านนี้เมืองนี้มีสงบสันติ เกิดความสมานฉันท์ และประเทศนี้ต้องปราศจากการใช้ “กฎหมู่” มาข่มขู่ “กฎหมาย” อย่างที่เป็นอยู่

ต้องทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ คนทำผิดต้องได้รับการลงโทษ

วันนี้เราได้เห็นถึงความพยายามจะสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นแล้ว ถึงกับมีการเสนอนิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน กับ 9 กบฏ หวังแก้วิกฤติชาติ

แม้ที่มาที่ไปของโทษจะต่างกันราวฟ้ากับดินก็ตาม

ผมว่าสถานการณ์ได้คลี่คลายลงไปแล้ว เมื่อ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รักษาการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยทหาร ตำรวจ ออกมาประกาศยกเลิกภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ กทม. เพื่อต้องการสร้างความสมานฉันท์ ตามความต้องการของทุกฝ่าย

แต่ถ้ามันยังเหลือบ่ากว่าแรง เพราะมี “มือที่มองไม่เห็น” มาคอยบงการ สนับสนุน ผลักดันให้พันธมิตรทำลายประชาธิปไตยเหิมเกริมอย่างที่เป็นมา ก็มีเสียงเรียกร้องตามมาว่า ควรส่งคืน “อำนาจ” ไปให้ประชาชนตัดสิน ก่อนแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ...เสียงนี้ดังขึ้นมาเรื่อยๆ ครับ

เพราะวันนี้ทุกข์ของแผ่นดินเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าแล้ว ทั้งจากการแบ่งขั้วแตกแยกทางความคิดเห็นที่ชัดเจน มีการทำร้ายกัน และจากภัยธรรมชาติที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว ถ้าเติมเชื้อลงไปก็พร้อมทะลุจุดเดือดขึ้นได้ทันที

วันนี้ต้องให้ ทำเนียบรัฐบาล กลับมาเป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศให้ได้ อย่าปล่อยให้กลุ่มคนที่นิยม “การเมืองใหม่” และสร้างความแตกแยก ความวุ่นวายในบ้านเมือง ใช้เป็นข้ออ้างในการประกาศชัยชนะเหนือรัฐบาลอีกต่อไป

เพราะสถานที่แห่งนี้เดิมชื่อ “ทำเนียบสามัคคีชัย” แล้วจะมาดึงดันดื้อแพ่งให้เกิดความแตกแยกกันไปทำไม

ถ้าพันธมิตรฯ ไม่ยอมฟังเหตุฟังผล ยังดันทุรังชุมนุมประท้วงต่อไป ก็สรุปได้ว่า ที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ประชาธิปไตย จอมปลอม”

ต้องถามตรงๆ ว่า พันธมิตรฯ ยัง “คลั่ง” การเมืองใหม่อยู่อีกหรือไม่ ยังต้องการให้บ้านเมืองเกิดวิกฤติต่อไปอีกหรือไม่ แม้ว่าฝ่ายบ้านเมืองได้โอนอ่อนผ่อนปรนให้แล้ว ถ้าอย่างนั้น...อันตรายจริงๆ ครับ

อย่างที่คนโบราณว่าไว้ ไม้คดใช้ทำขอ เหล็กงอใช้ทำเคียว คนคดเคี้ยวใช้ทำอะไรไม่ได้

*อัฐศิริ*



ไอ้พวกป่วนเมือง!!!

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

สถานการณ์รุมล้อมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ส่งผลกระทบเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม อย่างที่หลายฝ่ายรู้ๆ กันดีว่าไม่ได้เกิดโดยธรรมชาติ แต่มีการจงใจทำให้เกิดขึ้นโดยมีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

บนความพัฒนาของสถานการณ์วันนี้ เจาะลึกชอนไชเข้าไปสู่รากฐานทางสังคมมาก เข้าถึงรากลึกของสังคม จนขณะนี้กลายเป็นปัญหาความมั่นคงของชาติไปเสียแล้ว

ความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประเทศชาติบ้านเมือง จนยากจะเยียวยาแก้ไขปัญหา

มีการแบ่งข้างผู้คนในชาติ ด้วยสีหลากหลายสี

มีการอ้างสถาบันสูงสุดของชาติกันอย่างไม่ละอายปาก

ดังบทพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ได้ประพันธ์เอาไว้

“ชาติใดไร้รักสมัครสมาน

จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล

แม้ชาติย่อยยับอับจน

บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร”

วันนี้ความแตกแยกในบ้านเมือง หยังลึกไปถึง บ้านเมืองไทย “วิกฤติหนัก” ลุกลามเข้าไปถึงสถาบันครอบครัว ผัวเมียนอนคุยเรื่องการเมืองกันไม่ได้ ต้องนอนหันหลังให้กัน ทั้งที่กินข้าวหม้อเดียวกัน

คนในที่ทำงานแบ่งข้างแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน ตกเย็นรีบ แพ็กของ นัดแนะกันไปชุมนุมใน ทำเนียบรัฐบาล ที่สนามหลวง ที่ท่าน้ำนนทบุรี จนดึกดื่น กลับบ้านได้พักผ่อนน้อยนิด ต้องงัวเงียขึ้นมาทำงานทำการกัน

วันนี้แม้มีการยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะที่ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นยังไม่มีท่าทีจะยุติได้ง่ายๆ แม้มีข้อเสนอเรื่องการ นิรโทษกรรมให้กับ 9 แกนนำพันธมิตรฯ และนักการเมือง 111 คนของพรรคไทยรักไทย

แต่...ข้อเสนอนี้กลับถูกปัดทิ้งไปอย่าง...ไม่ใส่ใจ...ไยดี ในการ สร้าง...สันติ...ความปรองดอง ของคนในชาติแต่อย่างใด
มีการสร้างเงื่อนไขใหม่ ข้อเสนอใหม่จาก “การเมืองใหม่ 30 : 70” แล้วท้ายที่สุดเมื่อสังคมไม่ยอมรับจึงเปลี่ยนวาทกรรมใหม่เป็น “รัฐบาล-สภา ประชาภิวัตน์” ผลิตวาทกรรมการเมืองใหม่ แต่เนื้อคิดใจความยังเหมือนเดิม คือ ไม่ยอมรับการเมืองระบบตัวแทนซึ่ง ไม่มีเหตุผลทางวิชาการมารองรับแต่อย่างใดทั้งสิ้น ผิดหลักการประชาธิปไตยอย่างชัดแจ้ง
วันก่อนเพื่อนๆ ชวนไปพูดคุยเรื่องการเมืองที่ “ทำท่า-ทำทาง” ว่าจะวุ่นวายมากเข้าไปทุกขณะจิต เพราะเขากลัวกระทบไปถึงธุรกิจและการดำรงชีวิตในปกติ

ปัญหามา...ปัญญาเกิด...ดังนั้นจึงต้องแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ

ไปกินข้าวต้มรอบดึก เจอคนหนึ่งใส่เสื้อยืดเดินด้วยท่าทางสุดก๋ากั่น ทำเท่ซะไม่มี เพราะสกรีนข้อความด้านหน้าด้านหลัง ซึ่งเกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในกลุ่มที่บุกรุกทำเนียบรัฐบาลและสถานที่ราชการหลายแห่ง ทำตัวไม่ผิดแผกอะไรไปจาก “โจรกบฏ”

หัวหน้าเด็กเสิร์ฟ หมั่นไส้หนักถึงขนาดบ่นอุบว่า “ไอ้พวกทำบ้านเมืองวุ่นวาย”!!!

คารวะนักสู้เพื่อประชาธิปไตย !

คอลัมน์ : ละครชีวิต

การเมืองเป็นเรื่องไม่แน่นอน พลิกไปพลิกมา ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ซึ่งตลอดระยะเวลา 7 เดือนภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนนี้ได้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตลอด

ผมอ่านข่าวนายสมัครเดินทางไปท่องเที่ยวส่วนตัวที่ต่างจังหวัดแล้วโดนป่วนก็น่าสงสารอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ชะมัด

ข่าวระบุว่า นายสมัคร สุนทรเวช และผู้ใกล้ชิดประมาณ 5 คน เดินทางโดยรถตู้และรถยนต์เก๋งจำนวน 2 คัน จอดแวะรับประทานอาหารที่วัดโรมัน (โบสถ์คริสต์คาทอลิก) ต.จันทนิมิต อ.เมือง จ.จันทบุรี ก่อนมุ่งหน้าสู่ จ.ตราด และข้ามเรือเฟอร์รี่ไปที่บริเวณท่าอ่าวธรรมชาติ เพื่อมุ่งหน้าต่อไปยังเกาะช้าง อ.เกาะช้าง จ.ตราด และเข้าแวะพักที่โรงแรมอัยยะปุระ รีสอร์ท แอนด์ สปา

นายสมัครและคณะเดินทางโดยรถยนต์ของโรงแรมไปรับประทานอาหารที่ร้านชาวเลซีฟู้ด บ้านบางเบ้า ต.เกาะช้างใต้ อ.เกาะช้าง จ.ตราด ของ นายกำพล เจริญขจรกุล อดีตนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดตราด

แต่ปรากฏว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ตราดในเกาะช้างพบเห็นเข้า จึงรวมกลุ่มประมาณสิบกว่าคน ไปพร้อมอุปกรณ์มือตบและสวมเสื้อพันธมิตรฯ จะเข้าไปในร้านอาหารเพื่อตะโกนขับไล่นายสมัครและคณะ ที่อยู่ระหว่างการรับประทานอาหาร แต่ถูกตำรวจที่ดูแลความปลอดภัยและพนักงานภายในร้านกันไว้มิให้เข้าไปภายใน ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ตราดตั้งหลักที่หน้าร้านพร้อมตะโกนขับไล่

นี่คือผลพวงของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต่อสู้ให้กับประชาชนเพื่อหวังให้ประเทศไทยรอดพ้นจากเหล่าอันธพาลที่ต้องการสร้างการเมืองใหม่ 70 : 30

ไม่รู้ว่าชีวิตต่อจากนี้ไปของนายสมัครจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ทั้งๆ ที่อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยแล้ว

วันนี้สภาพจิตใจของอดีตนายกฯ ผู้นี้จะเป็นอย่างไรบ้าง ผมขอนำข้อความที่มีผู้คนแสดงความคิดเห็นในเว็บไซต์ต่างๆ มาลงให้หายคิดถึงกันอีกครั้ง

คุณคนเงียบ แสดงความเห็นว่า “อยากให้ลุงหมักทราบว่าคนที่รักท่านมีมากกว่าเดิมเยอะเลย ถ้าว่างมาออกรายการทำกับข้าว ชิมไปบ่นไป กับยกโขยงหกโมงเช้าต่อนะคะ พักบ้างก็ดี จะได้ไม่เครียด เป็นห่วงท่านและครอบครัวมาก ลูกหลานรอดูท่านทางทีวีอยู่นะคะ ด้วยความเคารพรักจากหัวใจ”

คุณ
RaDaM@nTis แสดงความเห็นว่า “ถึงแม้ว่าช่วงแรกๆ ที่ท่านรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะรู้สึกไม่ค่อยชอบท่านเลยก็ตาม แต่ท่านก็ได้พิสูจน์แล้วว่าท่านได้รักษาประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

และท่านได้อดทน อดกลั้น อย่างเยี่ยมยอด ขอให้ท่านอย่าท้อถอย ขอให้ท่านอย่าได้วิตกกังวล อย่างน้อยประชาชนตัวเล็กๆ อย่างพวกเราจะอยู่ข้างท่านเสมอ”

คุณ aruka แสดงความเห็นว่า “รักท่านสมัคร ที่บุคลิก ตรงไปตรงมา รักที่เข้มแข็ง รักที่ไม่ยอมเจรจากับโจร และท่านเป็นนักประชาธิปไตย ที่ควรเอาเป็นแบบอย่าง 7 เดือนที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกฯ ทำให้ดิฉันอบอุ่นใจ และท่านได้ทำเกินที่ดิฉันคาดไว้ตั้งเยอะ”

คุณ Tippi แสดงความเห็นว่า “ผมขอเป็นกำลังใจให้ท่านครับ ลูกผู้ชายคนหนึ่ง ที่ต้องหลั่งน้ำตา ในวันที่ท่านออกมาเปิดใจที่พรรคว่า 7 เดือนที่ผ่านมา ท่าน โดนอะไรบ้าง มันหนักหนาสาหัสมากครับสำหรับ คนคนหนึ่งที่ทำเพื่อประเทศชาติมาตลอดชีวิต ผมเห็นหลายๆ คนน้ำตาคลอ เพียงแต่ว่าเรื่องเหล่านี้เปิดเผยไม่ได้ สุดท้ายนี้ ขอให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุขมากๆ ในบั้นปลายชีวิต กับครอบครัว และลูกหลาน ทำเพื่อตัวเองบ้างเถอะครับ บ้านเมืองนี้มันน่าหดหู่นัก”
คุณ indian pirates แสดงความเห็นว่า “ชอบคุณสมัครมาตั้งแต่รุ่นพ่อ เสียดายพ่อเสียไปแล้วคุณสมัครยืนหยัดในความเป็นตัวเองรักสถาบันกษัตริย์ยิ่งชีพ ปากกับใจตรงกัน กล้าสู้กับอำมาตย์ ยืนอยู่ด้านความถูกต้อง สมควรได้รับคำชมครับ”

คุณ sawamura แสดงความเห็นว่า “ถึงท่านสมัคร ให้กำลังใจกับสถานการณ์ที่ผ่านมาของบ้านเมืองทำให้คนเอาใจช่วยชาติเหนื่อย เครียด แต่คนที่ต้องแก้ไขอย่างท่านต้องเครียดมากกว่าคนที่อยู่ข้างนอก แม้ท่านจะถอนตัวจากจุดนี้แต่อย่าถอดใจนะคะ ประชาธิปไตยของบ้านเราต้องมีคนคิดและทำ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีวันนี้ ขอให้สุขภาพกายและใจแข็งแรงนะคะ ถึงแม้บทบาทท่านอาจจะไม่เหมือนก่อนนับแต่นี้

แต่ความคิดคำพูดการกระทำของท่านในช่วงที่บ้านเมืองเกิดปัญหา มันทำให้สร้างความหวังความอดทนให้คนอีกมาก อย่างน้อยในชีวิตดิฉันก็ได้เห็นว่ามีนักการเมืองคนนี้อยู่ประเทศไทย สุภาพบุรุษนักการเมืองคำนี้ไม่เกินไปจนนิดเดียว ดิฉันไม่ได้ยกยอท่านเพราะมองไม่เห็นข้อบกพร่องของท่าน ขอเป็นกำลังใจทุกๆ อย่างที่ทำให้ได้”

นี่คือเสียงส่วนหนึ่งของกลุ่มคนรักประชาธิปไตย ซึ่งไม่ได้มีเพียง นายสมัคร สุนทรเวช แค่คนเดียว

ยังมีอีกหลายชีวิตที่ยอมเอา “ชีวิตตัวเอง” และ “ครอบครัว” เดิมพัน

เพื่อแลกกับประชาธิปไตย แม้จะเหน็ดเหนื่อยและเครียดแค่ไหน ก็จะสู้ต่อไป

เพื่อประชาธิปไตย เพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศครับ!

ลวดหนาม




คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์


คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์

“...แต่เมื่อเห็นเป็นโอกาสดี นับรวมของคนพรรคพลังประชาชนแล้วครบองค์ประชุม ประธานสภาเปิดประชุมได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็เสนอหัวหน้าพรรคตัวเองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีโดยพลัน ทำอาการราวกะว่า เป็นการวิ่งราวทรัพย์...”

พรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีเสียง ส.ส. มากที่สุดในสภาขณะนี้และต้องรับภาระในการเป็นแกนนำรัฐบาล คงจะต้องตัดสินใจเสียทีที่จะเลือกใครระหว่าง 3 ส. ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคือ

1. ส. สมชาย วงศ์สวัสดิ์
2. ส. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
3. ส. สมพงษ์ อมรวิวัฒน์

ทั้ง 3 ส. ที่ว่านี้เป็นผู้อาวุโสและเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าน่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจาก นายสมัคร สุนทรเวช ได้ หลังจากที่นายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่งไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญประเด็นเรื่องคุณสมบัติของการเป็นรัฐมนตรี

แต่ทั้ง 3 ส. ก็มีจุดด้อยอยู่ด้วยกันคือ ต่างก็เป็น ลูกพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่สืบทอดวิญญาณมาจากพรรคไทยรักไทย และต่างก็เป็นคนใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่เหล่าปีศาจอิจฉาทั้งหลายรุมชิงชัง รังเกียจ

อย่าลืมว่า นายสมัคร สุนทรเวช ผู้เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชนนั้นถูกตั้งข้อรังเกียจจาก พันธมิตรประชาชนฯ ก็เพราะเห็นว่าเป็น นอมินี ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งที่นายสมัครเป็นตัวของตัวเอง และอยู่ห่างร่มเงาของ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่มาก แต่การที่นายสมัครเป็นคนแข็ง ไม่ยอมลดราวาศอกให้ผู้สื่อข่าวและนักการเมืองงี่เง่าหลายๆ คน ยิ่งเป็นเหตุเพิ่มความชิงชังให้กับพันธมิตรประชาชนฯ เพราะพวกเขาข่มหมูขู่กรรโชกไม่ได้ดั่งใจปรารถนา

ดังนั้นการที่ ส. ใด ส. หนึ่งใน 3 ส. ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีใต้ร่มเงาของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเป็นธรรมดาว่าจะต้องถูกพันธมิตรประชาชนฯ ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์ยิ่งกว่านายสมัคร

ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า บุคลิกภาพส่วนตัวของ ส. ใด ส. หนึ่งที่ว่านั้นจะเป็นเช่นไรคือจะแข็งแบบนายสมัคร หรือจะตรงกันข้ามคืออ่อนปวกเปียก มือประสานสิบทิศแบบ พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ ซึ่งเคยทำท่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีมาหนหนึ่งเมื่อปี 2535

ถ้าแข็ง เหตุการณ์ก็จะเกิดแบบที่ผู้เขียนเคยบอกคือ เหล็กกล้าปะทะกับตาไม้ไผ่

ถ้าอ่อน พันธมิตรประชาชนฯ ก็จะข่มหมูขู่กรรโชกเอาได้กลายเป็นขนมลืมกลืน

เหนือสิ่งอื่นใด ขณะนี้ประเทศกำลังอยู่ในภาวะรัฐบาลไร้ทำเนียบที่จะใช้สำหรับสั่งการบริหารประเทศ ดูๆไปจะเหมือนรัฐบาลของ ปาเลสไตน์ เที่ยวเร่ร่อนอยู่กลางทะเลทราย กางกระโจมประชุมปรึกษากันไปวันๆ

ภารกิจแรกของรัฐบาลใหม่จึงน่าจะอยู่ที่การชิงทำเนียบกลับคืนมาให้ได้เสียก่อน

การชิงทำเนียบกลับคืนมานั้นมิได้มีความหมายแต่เพียงการได้ศูนย์บัญชาการประเทศกลับคืนมา แต่ยังหมายถึงการทำกฎหมายหลายๆฉบับให้มีความศักดิ์สิทธิ์ เช่นกฎหมายที่เกี่ยวกับการบุกรุกสถานที่ราชการ กฎหมายหรือ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และกฎหมายอาญามาตรา 113 ซึ่งรู้จักกันในนามคดีกบฏภายในราชอาณาจักร

ดูๆ ภารกิจอันดับแรกของรัฐบาลใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะสังเกตพบว่าข้าราชการที่เคยเป็นเครื่องมือของรัฐบาลจะไม่ยอมเป็นเครื่องมือกันต่อไปเสียแล้ว บางส่วนเห็นดีเห็นงามไปกับพันธมิตรประชาชนฯ บางส่วนไม่เห็นด้วยแต่เริ่มชาชินกับสภาพการไร้กฎหมาย ไร้การปกครอง บางส่วนมีความเกียจคร้านเป็นสมบัติส่วนตัวจึงชอบที่จะอยู่อย่างไร้ที่ทำงานดีกว่าดิ้นรนหาที่ทำงาน

ประเทศไทยถึงคราวล่มจมจริงๆ ละหรือ?

หันไปดูซีกที่เป็นฝ่ายค้าน ซึ่งตามธรรมดามีหน้าที่ที่จะต้องทำตัวให้เป็นความหวังหรือเป็นทางเลือกใหม่ของสังคม เวลาใดที่ฝ่ายรัฐบาลเละเทะเหลวไหล พรรคฝ่ายค้านต้องเป็นฝ่ายที่จะก้าวขึ้นมาทำหน้าที่แทนได้

แต่เห็นบทบาทของ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านพรรคเดียวเดี่ยวโดดอยู่ในสภาเวลานี้ แสดงบทบาทการวิ่งราวตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตอนสายของวันศุกร์ที่แล้ว ก็อเนจอนาถ สลดรันทดใจ

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันศุกร์เพื่อเลือกตัวคนที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ปรากฏว่าพรรคพลังประชาชนเกิดการแตกแยกทางความคิดกันอย่างมาก ฝ่ายหนึ่งอยากให้ นายสมัคร สุนทรเวช กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งหนึ่ง เพราะเท่าที่ออกไปก็เพราะเหตุกระจอกงอกง่อยทางกฎหมาย แต่อีกฝ่ายเห็นว่าน่าจะหาคนอื่นมาเป็นแทนซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากเป็น ส. ใด ส. หนึ่งใน 3 ส. นี่แหละเพียงแต่ยังไม่ตกผลึกว่าจะเป็น ส. ใด

ทางฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลอันได้แก่ ชาติไทย เพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนา ประชาราช และมัชฌิมาธิปไตยนั้นได้แสดงจุดยืนอันมั่นคงว่าจะหนุนพรรคพลังประชาชนต่อไปสุดแต่ว่าจะเอาใครเป็นนายกฯ เว้นนายสมัคร ที่เพิ่งพ้นตำแหน่งไปคนเดียวซึ่งก็นับว่าเป็นการแสดงจุดยืนที่ควรแก่การคารวะคือรักษาสัจจะอันหาได้ยากในวงการการเมือง

เมื่อพรรคที่เป็นแกนนำยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเอาใครเข้าสู่ตำแหน่ง พรรคร่วมรัฐบาลจึงตัดสินใจไม่เข้าร่วมประชุมสภา

ฝ่ายพลังประชาชนนั้นทะเล่อทะล่าลงชื่อเข้าประชุมไว้ครึ่งหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเคยเสนอให้ยืดเวลาการประชุมเพื่อเลือกนายกฯออกไปสัก 4-5 วัน เพราะเห็นว่าการประชุมในวันศุกร์เป็นเวลาที่กระชั้นเกินไป แต่พอเห็นสถานการณ์เฉพาะหน้าเป็นเช่นนั้นก็ขับพลที่ซุ่มอยู่เข้าร่วมเซ็นชื่อแล้วเดินเข้าห้องประชุมพรึบพรับ

เฉพาะพลพรรคของตัวเองก็ยังเรียกได้ไม่ครบ

คือนับได้ 145 จากจำนวน 164

แต่เมื่อเห็นเป็นโอกาสดี นับรวมของคนพรรคพลังประชาชนแล้วครบองค์ประชุม ประธานสภาเปิดประชุมได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็เสนอหัวหน้าพรรคตัวเองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีโดยพลัน

ทำอาการราวกับว่า เป็นการวิ่งราวทรัพย์

ทั้งนี้ก็โดยที่ว่าอาศัยความเก๋าเกม มองเห็นช่องว่างในรัฐธรรมนูญที่พอจะทำให้ จูงอูฐลอดรูเข็มได้ ก็ดำเนินการทันที

แต่จะเป็นคราวโชคหรือคราวเคราะห์ของประเทศไทยก็บอกไม่ได้ พรรคประชาธิปัตย์ลืมไปว่า คนเซ็นชื่อครบองค์ประชุม แต่คนนั่งในที่ประชุมหาครบองค์ประชุมไม่ ประกอบกับการทันเกมของสมาชิกพรรคพลังประชาชนและประธานสภาผู้แทนราษฎร ชัย ชิดชอบ จึงตัดบทเลื่อนการประชุมออกไป โดยที่การเสนอชื่อนั้นไม่บังเกิดผลใดๆทั้งสิ้น

เป็นอันสิ้นเคราะห์กันไป

แต่เหตุการณ์นั้นทำให้เห็นกิเลส ตัณหาของผู้คน แล้วก็เลยทำให้สิ้นหวังกับคุณธรรมและจริยธรรมพรรคฝ่ายค้าน

ชะรอยพระสยามเทวาธิราชจะบันดาลให้ต้องตกอยู่ภายใต้การนำของโจรกบฏหรือแกนนำพันธมิตรประชาชนฯ ไปตลอดกาล เพราะพึ่งพารัฐบาลก็ยาก พึ่งฝ่ายค้านก็ไม่ได้

ตอนนี้ก็ได้แต่นั่งลงตบอก สงสารตัวเอง เกิดเป็นคนไทยไฉนต้องเสวยวิบากกรรมเช่นนี้หนอ

วีระ มุสิกพงศ์


มติพลังประชาชนดัน “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” นายกฯคนที่ 26


ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน ออกแถลงการณ์หนุน "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" นายกรัฐมนตรี ปรามห้ามทำอดีตนายกฯทักษิณ เสียหาย “กานต์ เทียนแก้ว” ยืนยันเจรจาไร้ต่อรองตำแหน่งทางการเมือง โต้ข่าวร่วมชายคาประชาธิปัตย์ ลั่นอุดมการณ์แตกต่าง ไปด้วยกันไม่ได้

นายบุญจง วงค์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา กลุ่มเพื่อนเนวิน แถลงภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมส.ส.พรรคพลังประชาชน ว่า ผลประชุมพรรคพลังประชาชน กลุ่มส.ส.73 คนได้แสดงความเห็นในที่ประชุมพรรคโดยเฉพาะการเลือกนายกฯวันที่ 17 กย.เรามีความห่วงใยและได้ทำแถลงการณ์ฉบับที่หนึ่งถึงประธานบริหารพรรคเพื่อให้ทบทวนมติกรรมการบริหารพรรค จากวันนั้นถึงวันนี้ ทางกรรมการบริหารพรรคได้รับฟังความเห็นของเราและมีความเห็น จะเสนอชื่อนายสมชายและที่ประชุมส.ส.มีมติเห็นพ้องที่จะสนับสนุนนายสมชายป็นนายกฯ พวกตนที่เป็นส.ส ทั้งหมดเมื่อมติเป็นอย่างไรพวกเราเคารพ เพราะนี่คือกติกาของประชาธิปไตยจึงร่วมกันแถลงการณ์ฉบับที่สอง ถึงสื่อฯและประชาชน

ทั้งนี้แถลงการณ์มีรายละเอียดดังนี้ คือ1.การยื่นแถลงการณ์ของ 73 ส.ส.มิได้มีเจตนาเพื่อการต่อรองตำแหน่งทางการเมือง ตามที่ผู้กล่าวหาและกรณีผู้บริหารพรรคได้รับปากที่จะป้องกันมิให้มีการให้ข่าวในลักษณะนี้อีกและจะไม่ให้ผู้ใดให้ข่าวในลักษณะกล่าวหา ให้ร้าย ข่มขู่ แทรกแซงการตัดสินใจของส.ส.ในกรณีที่เป็นเอกสิทธิ์ของส.ส.อีก

ประการที่2 .พวกเรา 73 ส.ส.ได้เรียกร้องต่อคณะผู้บริหารพรรคว่า เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ประกาศวางมือทางการเมืองแล้ว แต่มักจะมีข่าวแอบอ้างชื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในเรื่องต่างๆ ซึ่งอาจจะทำให้พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคพลังประชาชนเสียหายอีกต่อไป

ประการที่3. ขอเรียกร้องให้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ แถลงต่อที่ประชุมสภาฯ ถึงแนวทางที่จะลดการเผชิญหน้าในสังคม สร้างความสมานฉันท์ รักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมาตรการบังคับใช้กม.อย่างเคร่งครัด เพื่อคืนความเป็นนิติรัฐให้แก่ประเทศไทย

ประการที่4. ส.ส.มีความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ แต่เมื่อเสียงส่วนใหญ่ทั้งในพรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาลเห็นไปในทางเดียวกันพวกข้าพเจ้าทั้ง73 คนก็พร้อมที่จะปฎิบัติตามด้วยความเคารพในหลักการของการปกครองระบอบประชาธิปไตย และขอเรียกร้องให้ทุกคนรับผิดชอบอนาคตของบ้านเมืองร่วมกัน และพึงบันทึกไว้ด้วยว่า73 ส.ส.ได้แสดงความห่วงใยและได้เคยทักท้วงไว้แล้ว

เมื่อถามว่าได้มีการต่อรองทางการเมืองหรือไม่ นายบุญจง กล่าวว่า การต่อรองทางการเมืองไม่มี ตนขอยืนยัน สิ่งที่พวกเราห่วงใยทั้งหมดนั้น เราก็ได้นำเรียนกรรมการบริหารพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะเป็นผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ยืนยันในสิ่งที่ทางกลุ่ม 73 คนมีความห่วงใยว่าสามารถแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ได้

นายบุญจง กล่าวว่า ตามแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ข้อที่ 3 ได้บอกชัดเจนแล้วว่าท่านว่าที่นายกรัฐมนตรีต้องมีการแถลงการณ์ต่อการประชุมสภาฯถึงแนวทางการเผชิญหน้าในสังคม สร้างความสมานฉันท์อย่างไร ให้เกิดความชัดเจนต่อสิ่งที่เราเป็นห่วง ซึ่งสิ่งที่เราห่วงใยทั้งหมดนายสมชายรับปากว่าจะสามารถแก้ไขได้ ยืนยันว่าครั้งนี้เป็นมติอย่างเป็นเอกฉันท์ของพรรคพลังประชาชน

“ขอเรียนว่าความห่วงใยทั้งหมดขอให้ท่านสบายใจท่านสมชายยืนยันว่าจะเข้ามาเป็นนายกฯเพื่อรักษากติกาประชาธิปไตยและจะสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นให้ได้เราจึงพอใจในจุดนี้”นายบุญจง กล่าว

นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า ปัญหาความขัดแย้งในการเลือกบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายในพรรค พปช.ยุติแล้ว โดยการประชุมพรรค ส.ส. มีมติเห็นชอบเสนอชื่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ ซึ่งการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกฯ จะเป็นไปตามกำหนดการเดิม คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เนื่องจากเป็นการลงมติโดยเปิดเผยด้วยการขานชื่อเรียงตามอักษร

ทั้งนี้ ยืนยันว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีสาเหตุมาจากการต่อรองตำแหน่งที่ไม่ลงตัว แต่เป็นเพราะสมาชิกมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน และเกรงว่าจะเกิดปัญหาสภาฯ ล่ม เช่นเดียวกับการเปิดประชุมสภาฯ เลือกนายกฯ เมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา ดังนั้น จึงต้องใช้เวลาทำความเข้าใจมากกว่าปกติ ส่วนกระแสข่าวการยุบสภาฯ นั้น สามารถทำได้ แต่ปกติหากมีรัฐบาลรักษาการจะไม่มีการยุบสภาฯ เพราะถือเป็นพระราชอำนาจ

นายนิรมิต สุจารี ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน กลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ต่อสายทาบทามนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน ให้นำส.ส.ในสังกัดกลุ่มเพื่อนเนวินมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ ว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะส.ส.อีสานทุกคนยังมั่นใจในแนวทางและนโยบายของพรรคพลังประชาชน หากส.ส.กลุ่มตนไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นก็จะไม่ได้รับเลือกตั้งอีก เพราะประชาชนไม่ยอมรับ และส่วนตัวคิดว่าข่าวดังกล่าวมาจากที่พรรคฝ่ายค้านพยายามเสนอบุคคลอื่นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ดังนั้นจึงต้องพยายามหาสูตรและหาวิธีการที่จะดำเนินการให้สำเร็จ

ส่วนกรณีการตั้งข้อสังเกตกันว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มเพื่อนเนวิน เป็นไปเพื่อต่อรองตำแหน่งทางการเมือง หลังจากมีตำแหน่งรัฐมนตรีว่างลง 4-5 เก้าอี้ นายนิรมิต กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญในการโหวตเลือกนายกฯ แต่คงจะมีการนำประเด็นนี้พูดคุยกับแกนนำของพรรคอย่างแน่นอน เพราะถือเป็นสิทธิของส.ส.ที่จะให้ความเห็นชอบคนที่เหมาะสมในการเป็นรัฐมนตรี เนื่องจากส.ส.ได้ดำเนินการรับฟังความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ฉะนั้นหากส.ส.15-20 คนเห็นอย่างไรพรรคก็ควรที่จะรับไว้พิจารณาด้วย ไม่ใช่แต่งตั้งรัฐมนตรีจากหัวลงมาโดยที่ไม่ให้ส.ส.มีส่วนร่วม นายนิรมิต กล่าวอีกว่า ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นั้น ส.ส.กลุ่มตนจะเข้าร่วมประชุมอย่างแน่นอน โดยใช้เอกสิทธิ์ของส.ส.ในการตัดสินใจ ซึ่งเชื่อว่าวันนี้จากการหารือปัญหาทุกอย่างจะลงตัว


แถลงการณ์ภาคปชช.ไม่เห็นพันธมิตรฯ แย้งรัฐบาลแห่งชาติไม่ใช่ทางออก

แถลงการณ์ภาคประชาชนไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ ชี้พันธมิตรฯ เป็นเพียงภาคส่วนเดียวเท่านั้น มิใช่ภาคประชาชนทั้งหมด แย้งรัฐบาลแห่งชาติไม่ใช่ทางออกของวิกฤต

สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ณ ปัจจุบัน โดยการชุมนุมยืดเยื้อยึดทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งอ้างตนว่าเป็น “การเมืองภาคประชาชน”ได้ปฏิเสธการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคไม่ว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม พร้อมกับได้เสนอการเมืองใหม่โดยการให้ตั้งรัฐบาลประชาภิวัฒน์ขึ้น ตลอดทั้งมีบางฝ่ายเสนอให้จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติกลุ่มผู้ใช้แรงงาน องค์กรภาคประชาชน นิสิตนักศึกษา และกลุ่มอิสระต่างๆ ที่ได้ลงนามในแถลงการณ์ฉบับนี้ มีความคิดเห็นและข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

1. เราขอยืนยันว่าภาคประชาชนไม่เท่ากับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แม้ทางกลุ่มพันธมิตรจะอ้างว่าเป็นภาคประชาชน แต่กลุ่มพันธมิตรเป็นเพียงภาคส่วนเดียวเท่านั้น มิใช่ภาคประชาชนทั้งหมด และกลุ่มพันธมิตรไม่ใช่พื้นที่ทางเลือกของภาคประชาชนอย่างแท้จริง เนื่องจากว่า หลักการสำคัญของการเมืองภาคประชาชนที่แท้จริงนั้น มีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ต้องสร้างสรรค์พัฒนาประชาธิปไตยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ไม่ปฏิเสธการเมืองระบอบรัฐสภา เคารพในความเสมอภาคของประชาชนทุกคนตามหลักหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง มิใช่เคลื่อนไหวสู่การรัฐประหาร ระบอบอำมาตยาธิปไตย หรือระบอบเผด็จการอำนาจนิยมแบบใหม่ ดังข้อเสนอการเมืองใหม่ 70:30 ของพันธมิตร การเมืองภาคประชาชนนั้นต้องเป็นอิสระจากพรรคการเมืองในระบบรัฐสภาที่เป็นอยู่ทุกพรรคและเป็นอิสระจากระบบราชการ ไม่ปลุกระดมให้ประชาชนมีความเกลียดชังผู้เห็นต่าง เคลื่อนไหวอย่างมีเหตุผลและความชอบธรรม

2. เราเชื่อว่าทางออกของความขัดแย้งและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองในปัจจุบัน มิใช่การเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งระหว่างรัฐบาลหรือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หากแต่เป็นการที่สังคมต้องหันมาใช้เหตุผลและวิจารณญาณในการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย สื่อมวลชนต้องนำเสนอข่าวในเชิงสร้างสรรค์ ไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่งหรือนำเสนอข่าวในประเด็นที่หมิ่นเหม่ต่อการปลุกระดมให้เกิดความแตกแยกในสังคม

3. เราไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลประชาภิวัฒน์และรัฐบาลแห่งชาติ เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้มีการใช้อำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซง หรือต้องใช้วิธีการรัฐประหาร และเป็นการเปิดช่องทางให้กลุ่มอภิสทธิ์ชนเข้ามามีอำนาจโดยปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน รัฐบาลประชาภิวัฒน์และรัฐบาลแห่งชาติจึงไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ซึ่งเป็นหลักสากลในนานาอารยะประเทศ

4.เราเชื่อมั่นว่า การแก้ไขปัญหาวิกฤตการเมืองปัจจุบัน กลไกระบอบรัฐสภาต้องดำเนินกระบวนการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลบริหารประเทศโดยฟังเสียงสะท้อนจากกลุ่มองค์กรต่างๆอย่างรอบด้าน และรัฐบาลใหม่ต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาของคนจนที่เดือดร้อนโดยเร่งด่วน เช่น ปัญหากรณีการล้มสหภาพแรงงานโฮย่า ปัญหาของสมัชชาคนจน ปัญหาการให้เอกชนเช่าพื้นที่อนุรักษ์ ฯลฯ และดำเนินการยกเลิกและแก้ไขกฏหมายหลายฉบับที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยเฉพาะในยุคสภานิติบัญญัติแห่งชาติสนช.ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารโดยเร่งด่วน

5. เราขอเรียกร้องให้องค์กรประชาชน ผู้รักความเป็นธรรม ผลักดันให้สังคมไทยเป็นสังคมรัฐสวัสดิการที่รัฐมีหน้าที่ต้องสร้างหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนโดยมาตราการเก็บภาษีที่ก้าวหน้าซึ่งจะสร้างความเสมอภาค เป็นธรรมในสังคมไทย มิใช่เพียงแค่นโยบายประชานิยมอย่างที่เป็นอยู่เท่านั้น

วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2551
รายนามองค์กรและผู้ร่วมแถลงการณ์
สหภาพแรงงานไทยอินดัสเตรียลแก๊ส
สหภาพผู้บังคับบัญชา ITF
ศูนย์ศึกษาสหภาพแรงงาน
เครือข่ายแรงงานภาคเหนือ
แนวร่วมกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ
เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ
กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อประชาธิปไตย ภาคเหนือ
กลุ่มนักศึกษาปริญญาโทเพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ(ปรส.)
สำนักเรียนรู้การกระจายอำนาจและประชาธิปไตยท้องถิ่น
ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือ ตอนล่าง
กลุ่มประกายไฟ
เครือข่ายสังคมประชาธิปไตย (กลุ่มอิสระ ไม่สังกัดสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
กลุ่มสังคมวิจารณ์ (กลุ่มอิสระ ไม่สังกัดสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
เครือข่ายคนรุ่นใหม่ ภาคอีสาน กลุ่มเยาวธาร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาอีสาน (สนนอ.)
มหาวิทยาลัยถนนคนเดิน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน(กสส.)

ศาลออกหมายจับ'ทักษิณ'ฟังคดีE-ximแบงก์


ศาลฎีกานักการเมือง จำหน่ายคดีปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ให้พม่าชั่วคราว ออกหมายจับ"ทักษิณ"มาฟังคำพิพากษา ขณะที่ อัยการฝ่ายคดีพิเศษ4 สั่งเลื่อนนัดคดีทุจริต"เอสซี แอสเสท" 29ต.ค.

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เวลา 10.00 น. นายปัญญา สุทธิบดี รองประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนทุจริตปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ พร้อมองค์คณะผู้พิพากษารวม 9 คนออกนั่งบัลลังก์นัดพิจารณาคดีครั้งแรก หมายเลขดำที่ อม.3/2551 ที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลย

ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์สินเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการ เพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา 152 ,157 กรณีที่มีการอนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ให้กับรัฐบาลพม่า จำนวน 4 พันล้านบาทในโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของพม่าซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้รัฐบาลพม่า ติดต่อซื้ออุปกรณ์กิจการโทรคมนาคมกับบริษัทครอบครัวของชินวัตร

โดยวันนี้ มีทนายโจทก์ และทนายจำเลย เดินทางมาศาล แต่ตัวจำเลยไม่มา ซึ่งศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาศาล โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง พฤติการณ์จึงน่าเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี และเมื่อยังไม่ชัดเจนว่าเมื่อออกหมายจับแล้ว จะติดตามตัวจำเลยมาได้เมื่อใด จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว จนกว่าจะติดตามตัวจำเลยมาพิจารณาคดีได้ โดยออกคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยเพื่อติดตามตัวมาพิจารณาคดีต่อไป ส่วนที่จำเลยมอบหมายให้นายคทาพล สิงหทัต ผู้รับมอบอำนาจ ยื่นคำร้องแมื่อ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา ต่อศาล เพื่อขออนุญาตถอนทนายนั้น

ศาลพิจารณาแล้วอนุญาต ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่าข้อกฎหมายที่ใช้บังคับคดีนี้ขัดหรือแย้งต่อ รธน.นั้นโดยยื่นคำร้องเมื่อ 31 ก.ค.51 ศาลพิจารณาแล้วเห็นควรให้พิจารณาประเด็นดังกล่าวไว้ในคำพิพากษา โดยเมื่อได้ตัวจำเลยมาแล้วจึงจะนำคดีขึ้นมาพิจารณา

ขณะที่วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.00 น.ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาฯ อัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 มีคำสั่งเลื่อนนัดสั่งคดีทุจริตปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บ.เอส ซี แอสเสท จำกัด มหาชน ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา กับพวกรวม 4 คนตกเป็นผู้ต้องหาออกไปเป็นวันที่ 29 ต.ค.นี้เวลา 10.00 น. เนื่องจากอัยการต้องใช้เวลาพิจารณาพยานหลักฐานเอกสารที่ได้มาจากต่างประเทศเพิ่มเติม ซึ่งหากวันนัดสั่งคดี 29 ต.ค.นี้ ผู้ต้องหาไม่เดินทางมาฟังคำสั่งจะพิจารณาสั่งปรับนายประกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนได้รับการประกันตัวในชั้นอัยการคนละ 1 ล้านบาท

ตั้งฉก.จับ 9 กบฏโผล่หัวล็อกทันทีย้ำใช้กฎหมายแน่


“รองโฆษกตำรวจ” เผยตั้งชุดเฉพาะกิจจับตาใกล้ชิด 9 กบฏพันธมิตรฯ หากออกมาจากทำเนียบรัฐบาลเมื่อใดจับกุมทันที ย้ำมีอายุความ 20 ปี จับช้าหน่อยก็ยังไม่สาย เพราะหวั่นจับกุมตอนนี้จะเกิดการสูญเสีย “จงรัก” ย้ำให้เลิกทำผิดกฎหมาย แม้จะยืนยันใช้ความนุ่มนวลแต่ถ้าเป็นสถานที่ราชการก็เตรียมพร้อมอุปกรณ์ปราบจลาจลครบมือ

พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ในฐานะรองโฆษกตร. กล่าวถึงกรณีการดำเนินการจับกุม 9 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตามข้อหากบฏว่า บุคคลที่ต้องจับตามประกาศสืบจับ ถ้ามีโอกาสจับได้ ต้องจับแน่นอน คดีนี้มีอายุความ 20 ปี ถ้าหากเข้าไปจับแล้วเกิดความสูญเสีย ก็รอได้

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการตั้งชุดเฉพาะกิจขึ้นมาติดตามการเคลื่อนไหวของ 9 แกนนำพันธมิตรฯที่ถูกออกหมายจับตลอดเวลา หากออกมานอกทำเนียบรัฐบาลเมื่อไรและไม่เกิดการกระทบกระทั่งจะเข้าทำการจับกุมทันที โดยขอยืนยันว่าทางตำรวจไม่ได้ละเลยการบังคับใช้กฎหมายอย่างที่หลายฝ่ายจับตามองแน่นอน

ส่วนกลุ่มแนวร่วมประชาธิไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศนัดรวมพลใหญ่ในวันที่ 19 ก.ย.นนี้ ภายหลังการประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น พล.ต.ต.สุรพล กล่าวว่า การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองโดยการชุมนุมนั้น สามารถกระทำได้ถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามหากมีการกระทบกระทั่ง ก็ถือเป็นปัญหาบ้านเมือง จึงจำเป็นที่จะต้องพูดคุยเพื่ออย่าให้เกิดการกระทบกระทั่ง โดยนำบทเรียนที่เคยเกิดขึ้นมาพิจารณา

อย่างไรก็ตาม ทางแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม ก็ต้องคำนึงถึงชีวิตคนที่มาร่วมชุมนุมด้วย การที่จะมาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองแล้วไม่รับประกันความรุนแรง อยากฝากว่าผู้ที่มาร่วมการชุมนุมนั้นเขาไม่ได้มาเพื่อได้รับบาดเจ็บหรืออันตรายถึงชีวิต เพราะเขายังมีครอบครัว ลูกหลานที่ต้องดูแล จึงอยากฝากให้คำนึงถึงด้วย ต้องพยายามพูดคุยว่าเป้าหมายทางการเมืองที่ต้องการนั้นคืออะไร

ขณะเดียวกัน พล.ต.อ. จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบช.น. ได้เรียกประชุมนายตำรวจระดับรอง ผบช.น. ,ผบก.น.1-9 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปและประเมินสถานการณ์การชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปักหลักชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.ต.อ.จงรัก กล่าวว่า หลังมีการยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทางตำรวจยังคงใช้กำลังในการดูแลความสงบเรียบร้อยไว้จำนวน 15 กองร้อย หรือ 2,250 นาย และยังมีกำลังสนับสนุนจากทหารอีกจำนวนหนึ่ง เตรียมพร้อม ณ ที่ตั้ง ซึ่งสามารถออกปฏิบัติการได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน

พล.ต.อ.จงรัก กล่าวต่อว่า ส่วนการชุมนุมนั้นอยากเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมทุกกลุ่มชุมนุมกันโดยสงบปราศจากอาวุธและขอร้องทุกฝ่ายเคารพต่อกฎหมาย เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และอยากขอร้องไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนไหวไปตามท้องถนนเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกัน

“ตำรวจจะยังใช้มาตรการเดิม คือใช้ควมนุ่มนวล ไม่ใช้ความรุนแรงเป็นอันขาด โดยตำรวจจะใช้โล่ในการป้องกันตนเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีการใช้กระบองหรืออุปกรณ์ปราบจลาจลโดยเด้ดขาด เว้นแต่การป้องกันการบุกรุกภายในสถานที่ราชการเท่านั้น ซึ่งตำรวจมีหน้าที่ที่จะป้องกันการบุกรุกและทำลายทรัพย์สิน ซึ่งตำรวจที่ทำหน้าที่เฝ้าสถานที่ราชการจะมีเครื่องมืออุปกรณ์การปราบจลาจลครบมือ เพื่อป้องกันสถานที่ราชการ” พล.ต.อ.จงรัก กล่าว


Monday, September 15, 2008

พันธมิตรฯ เดินหน้าค้าน พปช.เสนอ 3 ส. เป็นนายกฯ

14 ก.ย.-กลุ่มพันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์เสนอรัฐบาลประชาภิวัตน์ รัฐสภาประชาภิวัตน์ ระบุไม่ต้องการรัฐบาลหุ่นเชิด เดินหน้าค้าน พปช.เสนอ 3 ส. "สมชาย-สมพงษ์-นพ.สุรพงษ์" เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และจะชุมนุมต่อ ส่วนข้อเสนอรัฐบาลประชาภิวัตน์ รัฐสภาประชาภิวัตน์จะมีตัวแทนองค์การทุกภาคส่วน ไม่มีตัวแทนจากพรรคการเมือง .

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-14 23:16:48


สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยืนยันจะทำงานเต็มความสามารถหากได้เป็นนายกฯ


กรุงเทพฯ/นนทบุรี 14 ก.ย.- 3 ส.แกนนำพรรคพลังประชาชน เดินสายพบแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทั้งประชาราช รวมใจไทยชาติพัฒนา ต่างให้คำมั่นจะอยู่ร่วมรัฐบาลต่อไป ส่วนผู้ที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีให้พรรคพลังประชาชนเป็นผู้เสนอ ขณะที่ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ยืนยันหากต้องมาเป็นนายกฯ จะทำงานอย่างเต็มความสามารถ เพื่อความสงบของประเทศ ส่วนอีก 2 ส.ย้ำโอกาสเป็นนายกฯ ยังเปิดกว้างสำหรับทุกคน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(14 ก.ย.) เวลา 13.10 น.แกนนำพรรคพลังประชาชน ประกอบด้วย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้า และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค ได้เดินทางไปที่บ้านพักเมืองทองธานีของนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เพื่อเข้าพบนายเสนาะ และนางอุไรวรรณ เทียนทอง ภริยา โดยหารือกันนานกว่า 30 นาที นายสมชาย เปิดเผยว่าได้มาพบนายเสนาะ เพื่อเชิญให้เข้าร่วมงานการเมืองเป็นรัฐบาลกันต่อไป ซึ่งต้องขอบคุณที่นายเสนาะให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และวันนี้เป็นเพียงการหารือในหลักการ โดยนายเสนาะได้ให้พรรคพลังประชาชนเป็นผู้พิจารณาเสนอชื่อคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีการกำหนดสเปคว่าจะต้องเป็นอย่างไร ซึ่งในส่วนของพรรคพลังประชาชนจะประชุมกัน และจะแจ้งให้พรรคร่วมรัฐบาลทราบในวันที่ 16 กันยายนนี้

ส่วนกรณีที่นายเสนาะ เคยบอกว่า นายสมชาย เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพราะเป็นคนกลาง ไม่เคยทำอะไรที่ช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น นายสมชาย กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ แต่วันนี้ยังไม่มีการพูดกันในเรื่องดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเสร็จสิ้นการพบปะกับนายเสนาะ แล้ว 3 แกนนำพรรคพลังประชาชน ได้เดินทางต่อไปยังที่ทำการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ในเวลา 15.00 น.เพื่อเข้าพบ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรค และ ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธุ์ แกนนำพรรค โดยใช้เวลาหารือประมาณ 15 นาที ซึ่งนายสมชาย ย้ำว่าเป็นการมาเชิญให้มาร่วมทำงานเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งการทำงานร่วมกับพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาที่ผ่านมา เป็นไปด้วยดีมีหลายนโยบายที่ร่วมกับพรรคพลังประชาชนแล้วสามารถขับเคลื่อนไปได้ ซึ่ง พล.อ.เชษฐา ได้ตอบรับ

นายสมชาย กล่าวถึงกรณีที่เป็น 1 ในตัวเก็งที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีว่า พรรคยังไม่ได้ข้อสรุป ซี่งในวันพรุ่งนี้เวลา 10.00 น. จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค และเวลา 14.00 น.จะประชุม ส.ส. ทั้งนี้พรรคยึดระบอบประชาธิปไตยเป็นหลัก โดยให้เอกสิทธิ์ ส.ส.ใช้ดุลยพินิจพิจารณาโดยยึดเสียงข้างมาก

“หากต้องเข้ามารับตำแหน่งจะทำงานอย่างเต็มที่และเต็มความสามารถ เพื่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ เพราะหากปล่อยให้บ้านเมืองวุ่นวายตลอดไปคงลำบาก และเมื่อเป็นภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบก็ต้องพยายามประสาน” นายสมชาย กล่าว

ส่วนกรณีที่นายเสนาะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า นายสมชาย เหมาะเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่าต้องขอบคุณที่ให้เครดิต และในกรณีที่มองกันว่าพรรคพลังประชาชนได้แตกเป็น 2 ขั้วนั้น ยืนยันว่าไม่มีขั้วอะไรทั้งสิ้น พรรคจะลงมติเลือกใครต้องยึดมติ ส.ส. ทั้งนี้เราสามัคคีและพร้อมที่จะเดินไปข้างหน้าต่อไป

ด้าน พล.อ.เชษฐา กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการยืนยันครั้งที่ 3 ที่จะร่วมทำงานกับพรรคพลังประชาชนนับตั้งแต่วันที่ 19 ม.ค.2551 โดยยืนยันด้วยคำพูดเดิมว่า ด้วยเหตุผลและความชอบธรรมที่พรรคพลังประชาชนมีคะแนนอันดับ 1 ทางพรรคขอร่วมทำงาน แม้จะมีเสียงไม่มาก แต่อยากนำนโยบายไปสู่การบริหารประเทศชาติ ซึ่งเรื่องการกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องของพรรคพลังประชาชน หากเสนอใครมาพรรคก็รับได้ และเชื่อว่าในพรรคพลังประชาชนมี ส.ส.ตั้ง 200 กว่าคน แต่ละคนมีศักยภาพหากเสนอมาก็พร้อมสนับสนุน

ด้านนายสมพงษ์ กล่าวถึงกรณีที่เป็น 1 ในตัวเก็งที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีว่า ถือว่าได้รับเกียรติ ขณะที่ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า การสรรหาผู้ที่มาเป็นนายกรัฐมนตรี ขึ้นอยู่กับคนในพรรคที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คน 3 คนเท่านั้น โดยโอกาสยังเปิดกว้างสำหรับทุกคน แต่สุดท้ายผู้ที่จะตัดสินใจคือ ส.ส.ในพรรค. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-14 18:25:02