WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 17, 2008

ตลาดหลักทรัพย์เชื่อ “สมชาย” นั่งเก้าอี้นายกฯ จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น


ตลาดหลักทรัพย์-แบงก์ชาติ ขานรับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เชื่อมั่นเมื่อ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเห็นพ้องกันสถานการณ์ก็น่าจะเป็นไปในทางที่ดี นโยบายเศรษฐกิจก็น่าจะดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลเห็นว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มีความเหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำในการบริหารราชการแผ่นดิน คิดว่าสถานการณ์น่าจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ส่วนรัฐมนตรีที่มาร่วมรัฐบาล หน้าตาก็คงจะเหมือนเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้ นโยบายด้านเศรษฐกิจการเงิน-การคลัง ก็คงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนต่างชาติก็คงเห็นว่า เหตุการณ์สงบ และการบริหารราชการแผ่นดินก็คงดำเนินการต่อไปได้

เมื่อถามว่า ตลาดหุ้นปรับตัวลงมามาก นับแต่มีการชุมนุม นายปกรณ์ กล่าวว่า “อยู่ๆ ตั้งแต่ต้นปี ดัชนีปรับตัวลงมาประมาณ 20% กว่า เป็นการปรับตัวตามภูมิภาคอื่นๆ และทั่วโลก ช่วงที่พันธมิตรฯไปชุมนุมในทำเนียบฯ ราคาหุ้นของไทยลดลงไปประมาณ 2% กว่า ขณะที่ราคาหุ้นในภูมิภาค ปรับตัวลดลงมากกว่าของไทย”

ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า นโยบายทางการเงินการคลัง ก็เป็นหน้าที่แบงก์ชาติต้องดูแลอยู่แล้ว ขณะนี้ที่มีข้อกังวลก็คือ สหรัฐฯมีปัญหาเรื่องสถาบันการเงิน เราก็ติดตามดูแลใกล้ชิด ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับไทยก็มีน้อยมาก เพราะธนาคารพาณิชย์ไทยไปลงทุนในเลห์แมน ประมาณ 6 พันกว่าล้าน เมื่อเทียบกับพอร์ตที่ไปลงทุนนับแสนล้าน

ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ กล่าวต่อว่า นโยบายไม่ได้มีอะไรเปลี่ยน แบงก์ชาติจะดูแลเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไป ในเรื่องของดอกเบี้ย ส่วนอัตราแลกเปลี่ยน ก็ขึ้นกับตลาดโลก ช่วง 2 วันที่ผ่านมา ดอลล่าร์ก็อ่อนลง เราก็ไปด้วยกันกับเค้า ก็เกาะกลุ่มกันไป ไม่ได้มีข้อน่ากังวลใดๆ ตัวเลขการส่งออกก็ค่อนข้างดีทีเดียว “เรามีการประสานงานกับกระทรวงการคลังตลอด มีการรายงานให้รมว.คลังด้วยวาจาตลอด ไม่ได้มีปัญหาใดๆ”นางธาริษากล่าว


พันธมิตรชั่ว หาเหตุไม่เลิกรา ประกาศยึดทำเนียบรัฐบาลต่อเนื่อง


แกนนำพันธมิตร ยังดื้อด้านยืนยันค้านนายกฯ จากพปช.ต่อไป ประกาศยึดพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลยืดเยื้อ กล่าวหา "สมชาย" แสร้งแสดงความเป็นห่วงสุขภาพของผู้ชุมนุม

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ย้ายกลับไปแถลงข่าวในห้องผู้สื่อข่าวอีกครั้งหลังโดนบอยคตอ ระบุว่าไม่ต้องการนายกรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชาชน แม้ว่าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะโหวตเลือกนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว โดยจะปักหลักในพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลต่อไป และจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้นอาวุธและเพิ่มการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น เพื่อป้องกันบุคคลภายนอกแอบแฝงเข้ามา เนื่องจากทราบว่าเมื่อวานนี้จะมีตำรวจนอกเครื่องแบบสวมเสื้อเหลืองมาปะปนกับผู้ชุมนุม ทำให้เกรงว่าจะมีการพยายามที่จะสลายการชุมนุม

แกนนำพันธมิตรฯ ยืนยันด้วยว่า ถ้านายกรัฐมนตรีคนใหม่ขอใช้อำนาจศาลเพื่อให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกไปจากทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง ต้องมีการประเมินสถานการณ์กันก่อน แต่ว่าขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแพ่งเพื่อได้อยู่ในทำเนียบต่อไป นอกจากนี้ พันธมิตรฯ ยังแสดงท่าทีต่อต้านนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่เคยออกมาพูดว่ารู้สึกเป็นห่วงสุขภาพผู้ชุมนุมที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาล โดยกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงเรื่องนี้ ควรจะไปห่วงเรื่องของการนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมากกว่า


ออกหมายจับ"ทักษิณ-คุณหญิงพจมาน" นำตัวฟังคำพิพากษาคดีที่ดินรัชดา

ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เลื่อนอ่านคำพิพากษาคดีที่ดินรัชดา เป็นวันที่ 21 ตุลาคม พร้อมออกหมายจับอดีตนายกรัฐมนตรี และภริยา มาฟังคำพิพากษาด้วย

เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยนายทองหล่อ โฉมงาม ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก พร้อมองค์คณะรวม 9 คน ออกนั่งบัลลังก์นัดอ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ภริยา เป็นจำเลยที่ 1 และ 2 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียในการทำการทำสัญญากับรัฐและเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียในการทำสัญญากับรัฐ ตามความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยปปช. พ.ศ. 2542 มาตรา 4 ,100 และ 122 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา152 และ 157 กรณีที่คุณหญิงพจมานได้ร่วมประมูลซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก 4 แปลงมูลค่ากว่า 772 ล้านบาท ของกองทุนฟื้นฟูกิจการสถาบันการเงิน

โดยวันนี้ อัยการโจทก์เดินทางมาศาล แต่จำเลยทั้งสองและทนายจำเลยไม่มาศาล ซึ่งศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลได้ประกาศใหม่นัดฟังคำพิพากษาให้จำเลยทราบโดยชอบแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่มาศาล จึงมีคำสั่งให้เลื่อนฟังคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 21 ต.ค.นี้เวลา 14.00 น. ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 มาตรา32 วรรค 2

โดยให้ออกหมายจับจำเลยทั้งสองมาฟังคำพิพากษา ทั้งนี้ศาลยังได้อ่านคำวินิจฉัยศาลรธน.ที่ 11/2551 ให้อัยการโจทก์ทราบด้วย กรณีที่จำเลยทั้งสองขอให้ศาลฎีกาฯส่งเรื่องให้ศาลรธน.วินิจฉัยว่า พ.รบ.ว่าด้วยปปช.ฯ มาตรา 4 ,100 และ 122 ที่ยื่นฟ้องคดีขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติรธน.หรือไม่ ซึ่งศาลรธน.มีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ปปช.ดังกล่าว ไม่ขัดหรือแย้งต่อรธน. พ.ศ.2550 มาตรา 26-30 และ 43

สภาผู้แทนฯ มีมติ 298 ต่อ 163 เลือก"สมชาย วงศ์สวัสดิ์"เป็นนายกฯ คนใหม่


สภาผู้แทนฯ มีมติ 298 ต่อ 163 เสียง เลือกนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของไทย ตามความคาดหมาย ไม่มีการโหวตสวน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ได้เริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. วันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา โดยมีการเสนอชื่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และมีเสียงรับรองครบถ้วน ส่วนชื่อของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น ได้รับกหารเสนอไว้ตั้งแต่การประชุมเมื่อวันที่ 12 กันยายน ซึ่งนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงให้มีการโหวตโดยการขานชื่อ
ผลการโหวตมีมติเลือกนายสมชาย 298 เสียง และเลือกนายอภิสิทธิ์ 163 เสียง

สำหรับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เกิดวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2490 สมรสกับ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีบุตร 3 คน คือ นายยศธนัน วงศ์สวัสดิ์, นางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ และ นางสาวชยาภา วงศ์สวัสดิ์

ประวัติการศึกษา พ.ศ.2513 นิติศาสตร์บัณฑิตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ,พ.ศ. 2516 เนติบัณฑิตไทย (นบท.) สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, พ.ศ.2539 ปริญญาบัตร หลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 38 ,พ.ศ.2545 รัฐประศาสนศาสตร์ มหาบัณฑิต หลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชนมหาบัณฑิตสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ประวัติการทำงาน
กรรมการเนติบัณฑิตไทยสภาในพระบรมราชูปถัมภ์
มี.ค.-ก.ย.49 ปลัดกระทรวงแรงงาน
พ.ย.42-มี.ค.49 ปลัดกระทรวงยุติธรรม
ปี 2541 รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
ปี 2540 ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 2
ปี 2536 ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
ปี 2533 ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญาธนบุรี
ปี 2533 ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนนทบุรี
ปี 2531 ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดชลบุรี
ปี 2530 ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลคดีเด็กและเยาวชนจังหวัดระยอง
ปี 2529 ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพังงา
ปี 2526 ผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงราย
ปี 2520 ผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงใหม่
ปี 2519 ผู้พิพากษาศาลแขวงเชียงใหม่
ปี 2518 ผู้พิพากษาประจำกระทรวง
ปี 2517 ผู้ช่วยผู้พิพากษา กระทรวงยุติธรรม
ปี 42- 49 ประธานกรรมการ สภาวิจัยแห่งชาติสาขานิติศาสตร์
ประธานการมการ ตรวจสอบทรัพย์สินผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ
กรรมการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
กรรมการ บริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)
กรรมการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
กรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
กรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
กรรมการ บริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
กรรมการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)
กรรมการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.)
กรรมการ คณะกรรมการกฤษฎีกา
กรรมการ คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.)
กรรมการ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)
กรรมการ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.)
กรรมการ คณะกรรมการอัยการ (กอ.)
กรรมการ คณะกรรมการตุลาการ
กรรมการ คณะกรรการข้อมูลข่าวสารแห่งชาติ
กรรมการ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

สื่อบอยคอตม็อบพร้อมใจเลิกถามผวาถูกคุกคามอีก

สื่อทำเนียบรัฐบาล พร้อมใจบอยคอตม็อบพันธมิตรฯ หลังการคุมคามซ้ำซากและไม่มีหลักำประกันความปลอดภัย โดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่ “จำลอง-สมศักดิ์” ย้ายที่แถลงข่าวขึ้นไปเวทีม็อบ แล้วให้นักข่าวไปตั้งคำถามท่ามกลางผู้ชุมนุม หวั่นม็อบคลั่งลุกขึ้นมาทำร้ายอย่างที่เคยเกิดมาแล้ว แถมม็อบถ่อยยังทำอุบาทว์ ขี้-ช่วยตัวเอง เรี่ยราดข้างห้องนักข่าว

จากกรณีกลุ่มการ์ดพันธมิตรฯ และผู้ชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล ได้แสดงอาการข่มขู่ คุกคามสื่อมวลชนมาอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีการแก้ปัญหาดังกล่าวให้หมดไป แต่กลับเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันขึ้นเป็นประจำ โดยล่าสุดก็มีกรณีของช่างภาพ นสพ.ข่าวสด ที่ถูกหิ้วปีกไปสอบสวนนั้น

ล่าสุดยังมีท่าทีของแกนนำเอง อย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่เดินทางไปยังห้องผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล ระบุว่าจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแถลงข่าวประจำวัน ในเวลา 10.00 น. ที่เคยแถลงข่าวในรังนกกระจอก หรือห้องผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล ไปเป็นการแถลงข่าวบนเวทีพันธมิตร แทน โดยให้เหตุผลว่า เพราะต้องการให้ผู้ชุมนุมได้รับทราบสิ่งที่แกนนำพันธมิตรฯ แถลงต่อผู้สื่อข่าวโดยเร็วที่สุด เพราะไม่เช่นนั้น ผู้ชุมนุมคงต้องรอการอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งล่าช้าเกินไปทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนรูปแบบดังกล่าว จะเริ่มวันนี้เป็นวันแรก (16 ก.ย.)

อย่างไรก็ตามได้มีการหารือกันในเรื่องดังกล่าว และตกลงกันว่าจะไม่มีการตั้งคำถามเพราะไม่มั่นใจว่าจะเกิดปฏิกิริยาใดๆ จากผู้ชุมนุมอีก เหมือนอย่างที่เคยเกิดมาแล้วหลายครั้งอย่างไม่มีเหตุผล หากเกิดความไม่พอใจขึ้นมาหรือไม่ และไม่มีใครมารับประกันความปลอดภัยด้วย

โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อ พล.ต.จำลอง พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ขึ้นแถลงข่าวบนเวทีปราศรัย ผู้สื่อข่าวทุกแขนงต่างเพิกเฉยต่อการแถลงข่าวในวันนี้ โดยเพียงแต่สังเกตการณ์อยู่บริเวณด้านล่างเวทีปราศรัยเท่านั้น

อย่างไรก็ดี พล.ต.จำลอง ก็ยังพูดจาอวดเก่งอยู่เหมือนเดิม โดยประกาศว่า ตนเองและแกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 9 คน ที่ถูกออกหมายจับ พร้อมให้ตำรวจเข้ามาจับกุมในทำเนียบรัฐบาล โดยไม่หนีไปไหน แต่ก็ขู่ว่าการเข้ามาจับกุมและการสลายการชุมนุม เมื่อเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น หรือเกิดการลุกฮือของพี่น้องประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดตำรวจต้องรับผิดชอบ

"ผมอยากเตือนว่าตอนเข้าจับกุมแกนนำและสลายการชุมนุมมันไม่ยาก เพราะเรายอมให้จับกุม แต่หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นตำรวจต้องรับผิดชอบ เพราะเคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมปี 2535 ที่มีการจับกุมตัวผมและแกนนำไปอยู่ในที่ควบคุมแล้ว แต่หลังจากนั้นเกิดความวุ่นวายจนควบคุมไม่ได้" พล.ต.จำลอง ระบุ

พล.ต.จำลอง ยังได้เตือน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและตำรวจทุกคนว่าจะต้องรับผิดชอบ และว่าถ้ามีการยกเลิกพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วแลกให้พวกเราไปมอบตัว ทำไมต้องแลกกันอย่างนี้ เพราะพวกเรากำลังอยู่ในขั้นตอนโต้แย้งทางกฎหมาย

"ผมอยากเตือน พล.ต.อ.พัชรวาท ว่าอย่าเอาตำแหน่งมารังแกประชาชน อย่ามาขู่เสียให้ยาก เพราะพวกเราไม่กลัว ยิ่งขู่เหมือนยิ่งยุ และให้เกิดการชุมนุมกันมากขึ้น" พล.ต.จำลอง กล่าว

ขณะเดียวกันบรรดาเด็กถูกหลอกทั้งหลายในนามกลุ่ม เครือข่ายเยาวชนกู้ชาติ หรือ Young PAD จำนวนกว่า 10 คน นำโดย นายเหมวัฒน์ ชาญชัญวานิช ได้เดินทางไปยังพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องจิตสำนึกและจริยธรรทางการเมืองต่อนักการเมือง โดยเชื่อว่าหากนักการเมืองมีจิตสำนึกและจริยธรรมในการบริหารประเทศ จะทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นมีทางออก

ขณะที่เรียกร้องให้พรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาล แสดงความรับผิดชอบในการบริหารประเทศอย่างขาดจิตสำนึก จนทำให้บ้านเมืองเกิดวิกฤติ ด้วยการลาออกและวางมือทางการเมือง พร้อมขอให้มีการพิจารณาถึงแนวความคิดเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ ในการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารบ้านเมือง และแก้ไขวิกฤติปัญหาของประเทศที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ กลุ่ม Young PAD จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคเพื่อแผ่นดิน ต่อไป หลังจากได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย มาแล้วก่อนหน้านี้

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่านอกจากความไม่พอใจในวิธีการแถลงข่าวดังกล่าวแล้ว กลุ่มผู้สื่อข่าวยังรู้สึกไม่สบายใจเพราะมีกลุ่มผู้ชุมนุมไปอุจจาระในซอกข้างห้องผู้สื่อข่าว และยังมีบางคนไปแอบสำเร็จความใคร่ในบริเวณดังกล่าวด้วย ซึ่งผู้สื่อข่าวได้แจ้งกับนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ แล้ว ได้คำตอบเพียงสั้นๆ ว่า “มีหรือ”



เผาศพวีรบุรุษประชาธิปไตยประกาศเกียรติคุณ 20 ก.ย.นี้


เผาศพวีรบุรุษประชาธิปไตย “ณรงศักดิ์ กรอบไธสง” 20 กันยายนนี้ ที่เมืองกาญจน์ พร้อมจัดพิธีประกาศเกียรติคุณอย่างยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรี ให้เพื่อนพ้องนักต่อสู้ได้ร่วมกันจดจำประวัติการต่อสู้อันยาวนาน และมีกำลังใจในการปกป้องประชาธิปไตยต่อไป “ชินวัฒน์” ระบุอย่าให้การกระทำของณรงศักดิ์ สูญเปล่า ต้องร่วมกันสู้จนกว่าจะชนะ ขับไล่โจรกบฏและเผด็จการออกไป

นายชินวัฒน์ หาบุญพาด ประธานชมรมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ และนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงการสูญเสียวีรบุรุษประชาธิปไตย นายณรงศักดิ์ กรอบไธสง หลังเหตุปะทะกับโจรกบฏพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 2 กันยายน2551 ที่ผ่านมาว่า การสูญเสียบุคคลสำคัญที่เป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อย่างแท้จริง ทำให้พี่น้องประชาชนที่ร่วมต่อสู้กันมาเมื่อครั้งต่อต้านในการยึดอำนาจของเหล่าเผด็จการ หลังวันที่ 19 กันยายน 2549 อาลัยเป็นอย่างยิ่งต่อการจากไป อย่างไม่มีวันหวนกลับมาอีก และสร้างความเสียใจให้กับญาติพี่น้องอันเป็นที่รักยิ่ง

สำหรับศพของ นายณรงศักดิ์ กรอบไธสง ซึ่งตั้งอยู่ที่วัดเสมียนนารีตั้งแต่วันศุกร์ที่ 5 กันยายน และย้ายจากวัดเสมียนนารีเมื่อวันเสาร์ที่ 13 กันยายน ไปตั้งศพอยู่ที่วัดท่าทุ่งนา ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี มีกำหนดจะทำการฌาปนกิจศพ ในวันเสาร์ที่ 20 กันยายน 2551 เวลา 14.00 น. ซึ่งพี่น้องชาวกรุงเทพฯ จะเดินทางไปร่วมงานฌาปนกิจศพด้วยกัน เชิญติดต่อสอบถามการเดินทางได้ที่ วิทยุชุมชนคนแท็กซี่ หมายเลขโทรศัพท์ 0-2617-7118-9 โดยจะเริ่มโทรสำรอง ที่นั่งได้ตั้งแต่ 08.00-22.00 น. ไม่เว้นวันหยุด และไม่จำกัดจำนวน

นายชินวัตร กล่าวต่ออีกว่า ในวันงานจะมีการกล่าวประกาศเกียรติคุณของวีรบุรุษผู้จากไป ซึ่งมีทั้งการกล่าวบทกวี และประวัติการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอันยาวนานจนมาถึงเหตุการณ์ที่เป็นวาระสุดท้าย เพื่อให้พี่น้องที่มีอุดมการณ์เดียวกันกับนายณรงค์ศักดิ์ได้จดจำ ถึงการร่วมกันปกป้องสิ่งอันเป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิต จากน้ำมือของพวกโจรกบฏพันธมิตรฯ
ตนอยากจะฝากบอกถึงประชาชนทุกคน ที่ต้องการต่อสู้เพื่อให้ประชาธิปไตยคงอยู่คู่บ้านเมืองไทยว่า ต้องใช้สติยั้งคิดให้มากอย่าประมาท เพราะการต่อสู้ของพวกเรานั้นยังคงอีกยาวนาน เพราะการต่อสู้ของพวกเรานั้นต้องการที่จะขุดให้ถึงรากเหง้าของเผด็จการ ถึงแม้ว่าสิ่งที่จะต้องแลกนั้นคือชีวิตแต่พวกเราก็จะขอจดจำวีรกรรมของผู้ที่เสียสละอย่างไม่มีวันลืม

“ผมอยากบอกกับพี่น้องประชาชนว่า อย่าเพิ่งท้อแม้จะไม่มีใครสนใจ อย่าท้อถอยกับสิ่งที่เราต่อสู้ อดทนอีกนิดเพื่อประชาธิปไตยจะได้อยู่คู่กับบ้านเมืองไทยตลอด อย่าให้การกระทำของนายณรงศักดิ์ ต้องสูญเปล่า เพราะเขาได้แลกชีวิตให้กับพันธมิตรฯ เพื่อประกาศว่าพี่น้องประชาชนผู้มีอุดมการณ์ร่วมกันจะสู้จนตัวตาย จนกว่าจะได้รับชัยชนะ และขับไล่โจรกบฏและเผด็จการออกไปได้”


Tuesday, September 16, 2008

ป.ป.ช.พิลึกกึกกือสอบคนร้องเรียน


* 4 คำถามย้อนศรอุ้ม “เป็ด” พิฆาต “วันชัย”

สุดพิลึกกึกกือ! ป.ป.ช. มีจดหมายย้อนศรกลับมาถึงมือเชือดเป็ด “วันชัย จงจรูญหิรัญ” ย้อนถามทุกข้อร้องเรียนว่ามีหลักฐานอะไรพิสูจน์ข้อกล่าวหา ทั้งที่ ป.ป.ช.มีหน้าที่สืบหาความจริงมาชี้แจงต่อสังคม และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิด ผู้ประสานงาน PRAC ย้อน “ผมเป็นผู้ร้องเรียน” ตั้งข้อสงสัย ป.ป.ช.เล่นเกมอะไรอยู่ ร้องเรียนไปนานกว่า 4 เดือน เพิ่งมีจดหมายตอบกลับ แถมยังเหมือนแก้ต่างแทน “จารุวรรณ” ว่า “ฉันทำอะไรผิด” ด้าน “ความจริงวันนี้” บอกเห็นจดหมายแล้วโคตรฮา หวั่นพลิกเกมให้คนร้องกลายเป็นจำเลย แนะ “วันชัย” ถ้าเป็นไปได้ขนาดนี้หนีดีกว่า

* แนะ “มือเชือดเป็ด” ถ้าเพี้ยนขนาดนี้หนีดีกว่า
จากกรณีกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น (PRAC) ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สอบสวนคุณหญิงจารุวรรณ เมฑาการ ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ส่อว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายทุจริต ใช้อำนาจหน้าที่เพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตัว และร่ำรวยผิดปกติ ไว้ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.25514 โดยตั้งข้อสงสัย 4 ประการ คือ1. ราคาการปลูกสร้างคฤหาสถ์ส่วนตัว ย่านปากเกร็ด 2.การที่มีผู้เสนอสินบนจำนวน 100 ล้านบาทแก่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินโดยที่ยังไม่มีการดำเนินคดีความใดๆ 3. กรณีที่บุตรชาย และน้องสาว ของคุณหญิงจารุวรรรณ ซื้อที่ดินคนละ 1 แปลง และ 4.กรณีที่มีการสร้างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ ใกล้กับบ้านพักของคุณหญิงจารุวรรณ ซึ่งได้มีการทำจดหมายทวงถามมาเป็นระยะ นั้น

ตกใจ!คำชี้แจงจากป.ป.ช.
ล่าสุดทางสำนักงาน ป.ป.ช. ได้มีหนังสือตอบกลับมาทางนายวันชัย จงจรูญหิรัญ หัวหน้ากลุ่มติดตามฯ ให้เข้าพบพนักงานสอบสวน ของ ป.ป.ช. เพื่อตอบคำถามถึงเหตุที่ต้องการให้สอบสวนเรื่องดังกล่าว และได้ตั้งคำถามย้อนกับทางกลุ่มว่า เป็นผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนใช่หรือไม่ ซึ่งสร้างความงุนงงและสงสัยต่อกระบวนการขั้นตอนการสอบสวนของ ป.ป.ช. เป็นอย่างมาก

กรณีดังกล่าวได้ถูกตั้งข้อสังเกตในรายการความจริงวันนี้ คืนวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2551 (อ่านรายละเอียดหน้า 2) ทางสถานีโทรทัศน์ NBT นำโดย นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ดำเนินรายการ พร้อมด้วย 2 ผู้ร่วมดำเนินรายการเจ้าประจำ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ จตุพร พรหมพันธุ์

โดยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ระบุว่า หนังสือตอบรับจาก ป.ป.ช.ที่มีการชี้แจงความคืบหน้าการตรวจสอบพฤติการณ์ของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ลงวันที่ 9 กันยายน 2551 ซึ่งลงนามโดย นายสมคิด สตภูมินทร์ รองเลขาธิการปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. ที่มีถึงนายวันชัย นั้น เมื่อได้พิจารณารายละเอียดภายในหนังสือชี้แจงของป.ป.ช.แล้ว ถึงกับตกใจ และประหลาดใจต่อหลักและหน้าที่ของคณะกรรมการป.ป.ช.อย่างยิ่ง

คำชี้แจง4ข้อชวนให้กังวล
พร้อมกับได้อ่านรายละเอียดคำชี้แจงของป.ป.ช. จำนวน 4 ข้ออย่างละเอียดว่า ข้อ1 กรณีที่คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกาได้ก่อสร้างคฤหาสถ์ ขนาดใหญ่ เนื้อที่ 1ไร่ พื้นที่ใช้สอย 1 พันตารางเมตร 8 ห้องนอน 8 ห้องน้ำ ภายหลังจากที่ได้รับตำแหน่งเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน นั้น ขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมว่าการได้ทรัพย์สินดังกล่าวมีพยานสนับสนุนหรือไม่ว่า ทรัพย์สินดังกล่าวได้มาโดยไม่สมควร สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่

ข้อ 2 กรณีคุณหญิงจารุวรรณ ไม่ดำเนินคดีกับผู้เสนอให้สินบน 100 ล้านบาทตามที่ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวนั้น ขอทราบรายละเอียดเพื่มเติมว่า ผู้ใดคือผู้ที่ให้สินบนดังกล่าว มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อย่างไร
ข้อที่ 3 กรณีนายกิตติวัฒน์ เมณฑกา บุตรชาย น.ส. บุษบา วรากรวรวุฒิ และ น.ส.อรทัย วรากรวรวุฒิ น้องสาวของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 22611 22612 66213 ตามลำดับนั้น ขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมว่าคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา นั้นมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับที่ดิน 3 แปลงดังกล่าวอย่างไร

4 . กรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยคุณหญิงจารุวรรณ เลือกที่ดินราชพัสดุ แปลงโรงงานสารส้ม ถ.ศรีสมาน ที่อยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์ เพื่อสร้างเป็นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ ทั้งที่มีที่ดินราชพัสดุ แห่งอื่นที่เหมาะสมอีกจำนวนมากนั้น ขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมว่าที่ดินแปลงดังกล่าวไม่มีความเหมาะสมอย่างไร มีที่ดินราชพัสดุแปลงใดที่มีความเหมาะสม และมีความเหมาะสมอย่างไร

แนะ “วันชัย” อย่างนี้หนีดีกว่า
ซึ่งนายณัฐวุฒิ มองว่าจากรายละเอียดถ้อยคำจากหนังสือตอบรับของป.ป.ช. โดยเฉพาะกรณีที่ 2 มีการวิพากษ์กันอย่างน่าสนใจ นายวันชัย คงจะต้องรีบหลบหนีโดยเร็ว เนื่องจาก นี่คือภาระหนักที่ทางป.ป.ช.โยนให้ประชาชนเป็นผู้ทำการสอบสวนคุณหญิงจารุวรรณ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดวิสัย หากนายวันชัย หาพยานและหลักฐานเสริมไม่ได้ก็อาจเข้าข่ายการให้ข้อมูลเท็จไปโดยปริยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่มีผู้เสนอสินบน จำนวน 100 ล้าน เรื่องนี้คุณหญิงจารุวรรณ เป็นผู้พูดและให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนด้วยตนเอง แต่ป.ป.ช.กลับให้นายวันชัย หาบุคคลที่มาเสนอสินบน ซึ่งนี่คือหน้าที่ของป.ป.ช.ที่ต้องทำการสืบสวนสอบสวน

“คุณวันชัยครับ ผมว่าหนีเถอะครับ นี่โยนภาระให้คุณวันชัยชัดๆ ถ้าหาหลักฐานมาแจงไม่ได้นี่ แย่เลยนะครับ ตกลงผู้ที่รักษาบ้านเมืองนี้เขาปฏิบัติกันอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีของป.ป.ช.ชัดมากว่าผู้ที่จะรักษากติกา ผู้อำนวยความยุติธรรม ของบ้านเมือง ยังยืนตรงอยู่หรือไม่? ต้องให้ตำรวจเอาเครื่องเป่าตรวจวัดแอลกอฮอล์ ผมว่าเซนะ” นายณัฐวุฒิกล่าว

“วีระ”ซัด ป.ป.ช.ท่าจะอาการหนัก
ขณะที่นายวีระ ผู้ดำเนินรายการหลักถึงกับหัวเราะกับคำชี้แจง โดยกล่าวสอดคล้องกันว่า การที่ป.ป.ช.ทำหนังสือตอบกลับมาเช่นนี้ จะหมายความว่านายวันชัย อาจถูกดำเนินคดีแทนหรือไม่ เพราะจากข้อความที่แจ้งมาเป็นเหมือนการสอบสวนนายวันชัยแทน ซึ่งตนไม่อยากสอนหน้าที่ของป.ป.ช. แต่ตามหลักการแล้ว ป.ป.ช.มีหน้าที่คล้ายกับตำรวจ คือตรวจตราความผิดปกติของ หรือรับฟังผู้ชี้เบาะแส เพื่อทำการสืบสวนสอบสวน แล้วก็เอามาดำเนินคดี แต่ปรากฏว่าป.ป.ช.ไม่ทำการสอดส่องดูแล แต่กลับมาสอบสวนคนที่มาแจ้งความ ถือว่าพฤติการณ์ดังกล่าวของป.ป.ช.อาการหนักแล้ว

อย่างไรก็ตามนายวีระ กล่าวทวนถึงกรณีที่คล้ายคลึงกัน กรณีที่ตนไปยื่นให้ป.ป.ช.ตรวจสอบ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้ปาฐกถาต่อหน้าสาธารณะ 3แห่ง โดยระบุว่า มีบุคลเคยเสนอเงินสินบนจำนวน 40 – 100 ล้าน เพื่อให้ได้นั่งในตำแหน่งอธิบดีแก่ตน แต่ก็ไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว โดยไม่ได้ชี้แจงว่ามีการดำเนินคดีความกับบุคคลดังกล่าวหรือไม่อย่างไร ซึ่งถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 ในรัฐธรรมนูญ แต่จนถึงขณะนี้เป็นเวลาร่วมปี ป.ป.ช.ยังไม่ทำการตอบหนังสือดังกล่าว ซึ่งคาดว่าหากป.ป.ช.ทำการตอบหนังสือมาคงไม่ต่างอะไรกับนายวันชัย เพราะตนอาจต้องสืบหาหลักฐานเอง

ย้อนถามสติครบถ้วนหรือเปล่า
ขณะที่นายจตุพร กล่าวเสริมกรณีคำชี้แจงที่ 2 ว่า คณะกรรมการป.ป.ช. มีสติครบถ้วนหรือไม่ เนื่องจาก กรณีสินบน 100 ล้านนั้น คุณหญิงจารุวรรณ เป็นผู้พูดเอง ว่ามีคนมาเสนอเงินสินบน แต่ตัวเองไม่รับ เหตุที่นายวันชัยไปร้องป.ป.ช.เพราะคุณหญิงจารุวรรณยังไม่ดำเนินคดีกับผู้ที่ติดสินบน ซึ่งเข้าข่ายผิดหลักมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งตามหลักแล้วนายวันชัยจะทราบได้อย่างไรว่าใครไปเสนอสินบนกับคุณหญิง กรณีนี้ป.ป.ช ต้องไปสอบคุณหญิงจารุวรรณถึงจะเป็นการที่ถูกที่ควร

“..ถามว่าป.ป.ช.วันนี้มีสติครบถ้วนหรือเปล่า เรื่องนี้คุณหญิงจารุวรรณเป็นคนพูด เป็นคนสัมภาษณ์ แล้วคุณวันชัยทำหน้าที่เป็นพลเมืองไปร้องเพราะคุณหญิงจารุวรรณไม่ไปดำเนินคดี แต่ป.ป.ช.กลับมาถามคุณวันชัย แทนที่จะไปถามตัวคุณจารุวรรณ ก็จบคือป.ป.ช.อย่าทำมึนซิครับป.ป.ช.ต้องไปสืบสวนสอบสวนตามนี้ แต่นี้ทำลูกมึน ..ทำอย่างนี้คนร้องตายหมด ทีนี้นี้เหมือนว่าการร้องของคุณวันชัยเอาผิดคุณหญิงจารุวรรณไม่ได้ กลายเป็นจะมาเอาผิดคุณวันชัย มันเป็นไปได้อย่างไร แค่ข้อ 2 ..ก็บ้าแล้ว” หนึ่งในผู้ดำเนินรายการกล่าว

PRAC ย้อน “ผมเป็นผู้ร้องเรียน”
ส่วนทางด้านนายณัฐวุฒิ ด้วงนิล ผู้ประสานงานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการปกครองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น กล่าวว่ากรณีดังกล่าว อยากถามตรงๆ เลยว่า ป.ป.ช.กำลังพยายามทำอะไรกันอยู่ จากรายละเอียดของหนังสือที่ส่งมา ที่ตั้งคำถามว่าทางกลุ่ม PRAC ใช่ผู้ร้องเรียนหรือไม่ ซ้ำยังย้อนขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งที่ทางกลุ่มติดตามฯได้ส่งเอกสาร เทปคำให้สัมภาษณ์ของคุณหญิง จารุวรรณ ที่เป็นประเด็นข้อสงสัยทุกเรื่องที่ยื่นสอบกับทาง ป.ป.ช. แต่การส่งหนังสือย้อนถามกลับมาทางกลุ่มติดตามฯว่า ทราบได้อย่างไรว่าคุณหญิงจารุวรรณผิด และมีหลักฐานอย่างไร ซึ่งมันหลักของกระบวนการสืบสวนสอบสวน

ซึ่งความจริงแล้วขั้นตอนของทางป.ป.ช.ต้องเป็นผู้หาความจริงมาตอบคำถาม กับผู้ร้องเรียน จะตั้งอนุกรรมการไปสอบถามกับตัวคุณหญิงจารุวรรณ ซึ่งเป็นผู้ถูกร้องเรียนว่า มีพฤติกรรมที่ส่อเข้าข่ายทุจริต ไม่ใช้ผู้ร้องเรียนที่จะต้องเป็นผู้ตอบคำถามเหล่านี้

สงัสัย ป.ป.ช.กำลังเล่นอะไรอยู่
สิ่งที่ป.ป.ช. ทำอยู่นั้นหมายความว่าอย่างไร กำลังพยายามที่ทำอะไรกันอยู่ ซึ่งตนเองก็อยากจะทราบว่าได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน และมีจดหมายทวงถามเรื่อยมา เป็นจำนวน 3 ฉบับแล้ว แต่กลับเพิ่งจะเริ่มดำเนินการ แบบที่เรียกว่า ป.ป.ช.กำลังจะเล่นแง่อะไรสักอย่าง ซึ่งการกระทำเช่นนี้ดูเหมือนป.ป.ช.กำลังเป็นปากเป็นเสียงที่เถียงแทนคุณหญิงอย่างนั้นหรือ ไม่ เพราะว่าก่อนหน้านี้คุณหญิงฯไม่เคยตอบคำถามอะไรกับทางกลุ่มเลยสักอย่าง แต่อยู่ ๆ กลับมีจดหมายที่มีข้อความระบุเหมือนว่า ฉันทำอะไรผิด คุณมีหลักฐานอะไร และแน่ใจแล้วหรือว่าคุณจะร้องเรียน ซึ่งเป็นจดหมายมาจากป.ป.ช.

“หรือว่า ปปช.กำลังแกล้งโง่ เพื่อเอาเรื่องนี้ย้อนกับมาเล่นงานกับทางกลุ่ม เปิดช่องให้คุณหญิงหาเรื่องมาฟ้องกับทางกลุ่ม และให้ข้อร้องเรียนคุณหญิงเงียบหายไปอย่างนั้นหรือ”

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่ออีกว่า ถ้าหากว่าป.ป.ช.จะปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลยดำเนินการล่าช้านั้น อย่าได้พยายามแก้ตัวใดๆ เลย เพราะทางกลุ่มได้ยื่นเรื่องให้สอบสวนคุณหญิงจารุวรรณ กับทางกรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนไว้แล้ว และนายประชา ประสพดี ประธานคณะกมธ.ได้เชิญทั้งกลุ่มติดตามฯ ดีเอสไอและปปช. เข้าหารือแล้ว ซึ่งจะมาอ้างว่าไม่รู้เรื่องไม่ได้ หลักฐานทุกอย่างที่มีทางกลุ่มได้ยื่นให้ป.ป.ช.เรียบร้อยครบถ้วนแล้วเอาไปไว้ไหนหมด
ติงโคตรช้า 4 เดือนเพิ่งมีจม.

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มติดตามฯ จะไม่ถอดใจ หรือว่าท้อถอยกับการเรื่องดังกล่าวอย่างแน่นอน และต้องการที่หาความจริงมาให้จงได้ เพราะความพยายามของเราไม่ได้ต้องการที่จะออกมากล่าวหาคุณหญิงจารุวรรณลอย ๆ แล้วให้เรื่องผ่านเลยไป แต่ต้องการที่นำความจริงมาให้สังคมได้รู้ และก็เป็นเรื่องดีสำหรับคุณหญิงด้วยที่จะได้ทำให้ประชาชนได้เข้าใจไม่ได้เป็นไปตามที่ถูกกล่าวหา

“สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้น ทำให้ผมต้องการถามกับป.ป.ช.ตามตรงเลยว่า ถามมาเพื่ออะไร ถามมาทำไม และยื่นเรื่องร้องเรียนไปตั้งนานแล้ว ทำไมถึงเริ่มการสอบสวนหาความจริงได้ล่าช้ามาก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของนายวีระ สมความคิด ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ รายการ ความจริงวันนี้ ซึ่งยื่นให้ตรวจสอบเพียงวันเดียว ป.ป.ช.รับลูกดำเนินการทันที แบบนี้หมายว่า ป.ป.ช.เลือกปฏิบัติเช่นนั้นหรือเปล่า” นายณัฐวุฒิ กล่าว


คิดนอกกรอบ

คอลัมน์ : คัดท้าย
“เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” แม้ผมจะเกิดไม่ทันในขณะที่ผู้นำของประเทศไทยได้พูดประโยชน์กับประชาชน แต่พอจะรับรู้รับทราบจากการอ่านว่าใครเป็นคนพูด ซึ่งผมได้นั่งทบทวนดู พอจะจำได้ว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน “ผมเชื่อผู้นำ มากกว่าอารยะขัดขืน” แต่ “ชาติจะพ้นภัยหรือไม่” ผมเริ่มไม่แน่ใจ เพราะยังไม่มีอะไรพิสูจน์ได้ชัดเจน

วันก่อนผมเชื่อผู้นำที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช ว่าวิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ สามารถคลี่คลายไปได้ด้วยดี ประเทศไทยจะกลับคืนสู่สภาพประเทศที่นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศลงคะแนนให้เป็นประเทศที่น่าเดินทางมาเที่ยวมากที่สุดในโลกและในจักรวาลนี้ หลังจากที่ผู้นำประกาศพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วมอบอำนาจทั้งหมดให้กับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าปฏิบัติตามพระกำหนด ในการดำเนินการอย่างนิ่มนวลกับกลุ่ม 9 กบฏ พาสมุนบุกยึดปู้ยี่ปู้ยำทำเนียบรัฐบาล

แต่เวลาผ่านไปครึ่งเดือนกว่าที่กลุ่มโจรกบฏบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ดัดแปลงเป็นฐานที่มั่นให้ผู้หญิงเด็กและคนชราและคนแต่งกายคล้ายพระเป็นโล่ห์มนุษย์ เพื่อให้ 9 กบฏซุกเข้าไปอยู่ใต้ผ้าถุงป้องกันไม่ให้ตำรวจเข้าไปจับกุมตัวตามหมายจับของศาลอาญา

วันวานผมเริ่มไม่แน่ใจกับคำพูดที่ว่า “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” เพราะสถานการณ์ทุกอย่างยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น มิหนำซ้ำกลับเลวลงไปอีก เมื่อผู้นำของผมถูกตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เป็นลูกจ้างของบริษัทจัดทำรายการทีวีชิมไปบ่นไป เป็นการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ต้องพ้นจากตำแหน่งผู้นำของผมไปทันที โดยไม่มีสิทธิ์รักษาการ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้นำของผมเป็นข่าวไปทั่วโลก คงทำให้ชาวต่างประเทศสงสัยกันไม่น้อยทีเดียวว่า ผู้นำประเทศควงตะหลิวปรุงอาหารออกทีวีขัดรัฐธรรมนูญอย่างไร เพราะในเนื้อข่าวในต่างประเทศ คงไม่ลงในรายละเอียดว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ได้เหมารวมว่าใครก็ตามรับเงินจากผู้ว่าจ้าง ไม่ว่าประจำหรือทำเป็นจ๊อบๆ ก็ต้องถือว่าเป็นลูกจ้างของบริษัทนั้นทันที

บังเอิญว่าช่วงนี้การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ชิพของอังกฤษได้เปิดฤดูกาลขึ้นมาแล้ว ทำให้คนที่ผมรู้จักอย่าง คุณกิ๊กส์ คุณโรนัลโด้ คุณเฟอร์ดินานด์ ไม่มีเวลาติดตามข่าวจากเมืองไทย จึงไม่ได้สอบถามให้ผมอึดอัดใจ เพราะไม่รู้จะหาคำตอบอะไรมาอธิบายให้ชาวต่างชาติที่ผมรู้จักได้เข้าใจแจ่มแจ้งแดงแจ๋

แน่นอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของตุลาการรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ แม้ผมจะต้องเสียผู้นำไปในทันทีทันใดที่สิ้นคำพิพากษา แต่สิ่งที่ได้รับมาก็มีเหมือนกัน แต่เกิดขึ้นกับบรรดาเพื่อนร่วมการสื่อสารมวลชน และบริษัทห้างร้านต่างๆ ที่เชิญบรรดารัฐมนตรีไหปออกรายการต่างๆ ซึ่งต่อไปนี้ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันรถในการเดินทางมาสถานี หรือ จ่ายค่าตั๋วเครื่องบินกรณีจัดรายการสัญจร หรือการไปตัดริบบิ้นเปิดป้ายบริษัท ก็ต้องทำกันฟรีๆ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ใครรับค่าน้ำมันรถ ถือว่าเป็นลูกจ้างของบริษัทไปโดยปริยาย เพราะมีบรรทัดฐานไว้แล้ว

วันนี้เมื่อผมยังไม่มีผู้นำที่ถูกต้องตามกฏหมาย ผมก็ต้องไปพึ่งบารมีผู้นำที่ยึดทำเนียบรัฐบาลไว้เป็นฐานกำลังให้ 9 กบฏได้ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าถุงและมีจีวรสีกรักอำพรางตัว

ฯพณฯ ทั่นสุริยะใส กตะศิลา หนึ่งในเก้ากบฏซึ่งถือว่าเป็นผู้นำคนหนึ่งของกลุ่มพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย ดีใจจนหน้าดำเมื่อตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายสมัคร สุนทรเวช กระทำการขัดกับรัฐธรรมนูญ จึงประกาศก้องอาณาจักรกบฏว่า กลุ่มพันธมิตรฯ จะยึดทำเนียบรัฐบาลชุมนุมต่อไป เพราะแปลงนาเพิ่งจะปักดำ ต้องรอให้ข้าวออกรวงสุกพอที่จะเกี่ยวได้ จึงจะคิดกันอีกครั้งว่าจะคืนซากทำเนียบรัฐบาลให้รัฐบาลไทยหาเงินมาบูรณะกันขนานใหญ่

เพราะฉะนั้นกลุ่มพันธมิตรฯ จะไม่รับนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ที่เคยร่วมกับรัฐบาลหุ่นเชิดตั้งแต่อักษร ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก

เมื่อนักข่าวถามว่าถ้างั้นให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นขั้วจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ ทั่นสุริยะใส คงรู้ว่านักข่าวถามประชด หรือขุดบ่อล่อปลา เพราะ ฯพณฯ ทั่นสุริยะใส มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับนักข่าวหลายต่อหลายคน จึงเข้าใจคำถามดี จึงออกอาการหน้าดำตาแดง สั่งให้นักข่าวรู้จักคิดนอกกรอบบ้างสิว่า อย่าคิดวนเวียนอยู่แต่นักการเมืองเก่าๆ วนไปเวียนมา สมัคร บรรหาร ชวน ชวลิต บรรหาร ชวลิต ชวน สมัคร

เมื่อ ฯพณฯ ทั่นสุริยะใส ทำหน้าดำตาแดงใส่กล้องทีวี บังเอิญผมดูทีวีอยู่พอดี ในเมื่อวันนี้ผมยังไม่มีผู้นำ ผมก็ต้องโมเมเอาเองว่า ผู้นำสั่งให้ผมคิดนอกกรอบ คิดถึงการเมืองใหม่ ไม่ให้เอ่ยชื่อนักการเมืองเก่าซ้ำๆ ซากๆ เพราะไม่ว่าใครจะได้รับการเสนอชื่อบรรดา ฯพณฯ ทั่น 9 กบฏ ประกาศชัดเจนแล้วว่าไม่รับ จะปักหลักยึดทำเนียบต่อไป

บอกกันตรงๆว่า คำสั่งของผู้นำให้ผมคิดนอกกรอบ เป็นงานหนักของผมจริงๆ เพราะแนวคิดการเมืองใหม่ที่ ฯพณฯ ทั่น 9 กบฏ กำหนดไว้นั้น ไม่ว่าจะให้มีการแต่งตั้ง ส.ส. 70 เปอร์เซ็น มาจากทุกสาขาอาชีพ ซึ่งทั่วโลกเขาไม่ได้เรียกว่าผู้แทนราษฎร แต่เขาเรียกว่าตัวแทนจากสาขาอาชีพ และให้เลือกตั้ง ส.ส. 30 เปอร์เซ็นต์ ยังมีประเทศใดในโลกและในจักรวาลนี้ใช้ระบบนี้บ้าง จะได้นำมาศึกษาเป็นแนวทางในการคิดนอกกรอบตามคำสั่งของทั่นผู้นำขณะนี้

เท่าที่ผมคิดนอกกรอบได้ขณะนี้ ไม่ทราบว่าตรงกับใจทั่นผู้นำหรือไม่ คือ ให้กบฏสนธิ เป็นผู้จัดการประเทศไทย ให้กบฏจำลองเป็นผู้นำประเทศ ให้สมณะโพธิรักษ์เป็นผู้นำศาสนา และให้ฟื้นระบบ เวียง วัง คลัง นา เพื่อให้กบฏที่เหลือแบ่งกันปกครอง

ผมคิดได้แค่นี้แหละครับ ฯพณฯ ทั่นผู้นำ

พิธาน คลี่ขจาย



ยอดคนแห่งสยามประเทศ


คอลัมน์ : ทอดกาลผ่านยุค

นอกจากหลวงพ่อพุทธทาสแล้ว ยังมีปัญญาชนสยามอีกหลายท่านที่รู้จักและรับรู้ผ่านงานเขียนของสามเณรกรุณา กุศลาสัย และต่อมาเมื่อกลับประเทศไทย จึงได้ร่วมงานหนังสือพิมพ์ด้วยกัน

“นอกจากนี้พ่อยังเคยเขียนเรื่องส่งมาให้หนังสือพิมพ์ “ประชาชาติ” รายวัน (สมัย คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ และคุณมาลัย ชูพินิจ เป็นบรรณาธิการ) และเพื่อเป็นการตอบแทน พ่อก็ได้รับวารสารดังกล่าวนานมาแล้วจากประเทศไทยเป็นระยะๆ ทั้งนี้ช่วยใหพ่อได้มีโอกาสทราบข่าวคราวความเป็นไปในประเทศไทยได้บ้าง แต่ในสมัยนั้นการติดต่อทางไปรษณีย์ระหว่างประเทศไทยกับอินเดีย ต้องใช้เวลาร่วมเดือน เพราะการอากาศไปรษณีย์ยังไม่เจริญเท่าปัจจุบัน
ที่มหาลัยวิศวภารติ ศานตินิเกตัน

การศึกษาของพ่อได้เป็นไปอย่างมีระเบียบและเพียบพร้อมด้วยเนื้อหาสาระมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะที่นี่มีห้องสมุดและตำรับตำราให้ศึกษาค้นคว้าอย่างสมบูรณ์ พ่อได้ศึกษาภาษาสันสกฤตต่อกับบัณฑิต หซารี ประสาท ทวิเวที (Pandit Hazari Prasad dwivedi) ผู้เป็นปราชญ์ในภาษาฮินดูและสันสกฤต และได้เข้าสอบในระดับต้น (เขาแบ่งการสอบเป็น 3 ระดับ คือ ต้น กลาง และปลาย) ได้เมื่อ พ.ศ.2483 พ่อได้สมัครเข้าเรียนในภาควิชาภารตวิทยา (Indology หรือในปัจจุบันเรียกว่า Indian Studies) ซึ่งว่าด้วยวัฒนธรรมของอินเดีย มีวรรณคดี ศาสนา และปรัชญาเป็นหลัก

ในช่วงเวลาที่พ่อศึกษาอยู่นั้น ท่านมหากวี รพินทรนาถ ฐากูร ได้เข้าสู่วัยชรามากแล้ว กล่าวคือมีอายุร่วม 80 ปี ท่านได้หยุดการสอนด้วยตนเอง แต่ยังคงเป็น “ร่มโพธิ์ร่มไทร” ในกิจการทุกประการของมหาวิทยาลัย พ่อได้เคยเข้าพบและสนทนากับท่าน ท่านได้เล่าให้พ่อฟังถึงการมาเยือนประเทศไทยของท่านใน พ.ศ.2470 (รัชกาลที่ 7 ) ท่านมอบภาพถ่ายให้พ่อพร้อมด้วยลายเซ็นไว้เป็นอนุสรณ์ด้วย (รพินทรนาถ ฐากูร ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2484 ก่อนที่ญี่ปุ่นจะบุกประเทศไทยไม่กี่เดือน ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นได้บุกถึงชายแดนด้านทิศตะวันอกของอินเดีย คือเมืองอิมผาล (Imphal) แคว้นอัสสัมแต่ได้ถูกกองทหารอังกฤษ-อินเดีย ตีพ่ายกลับเข้ามาในเขตพม่าตามเดิม)
พ่อลืมเล่าไปว่า ระหว่างที่ศึกษาอยู่ที่สารนาถนั้น พ่อได้มีโอกาสคลุกคลีกับชีวิติของชาวอินเดียอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ก็เพราะว่า ท่านอานันท์ อาจารย์ของพ่อมีมิตรสหายในวงการครูบาอาจารย์ และนักชาตินิยมอยู่แทบจะทุกหัวระแหงของอินเดีย (สมัยนั้นอินเดียยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษและยังต่อสู้เพื่อเอกราชอย่างขะมักเขม้น)ท่านอานันท์เองก็เป็นนักชาตินิยมระดับแนวหน้า เคยติดคุกติดตะรางการเมืองมาอย่างโชกโชน ท่านเคยพาพ่อไปร่วมประชุมใหญ่พรรคคองเกรส (พรรคการเมืองของอินเดีย

ซึ่งกำลังรณรงค์เพื่อเอกราชและเสรีภาพของอินเดียอยู่ในขณะนั้น) พ่อเคยไปหาบัณฑิตยวาหระลาล เนห์รู กับท่าน ณ คฤหาสน์อานันทะภวัน ในเมืองอัลลาหะบาด บัณฑิตเนห์รู ได้เซ็นชื่อในรูปของท่านซึ่งพ่อยังเก็บไว้เป็นที่ระลึกตราบจนทุกวันนี้ (บัณฑิตยวาหระลาล เนห์รู เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย หลังจากที่อินเดียได้รับเอกราชใน พ.ศ.2490 และเป็นบิดาของนางอินทิรา คานธี นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ซึ่งถูกยิงตายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2527)

ต่อมา เมื่อพ่อไปศึกษาต่อที่ศานตินิเกตัน พ่อยังได้ติดต่อกับท่านโดยทางจดหมาย ระหว่างที่พ่อถูกคุมขังในคุกการเมืองที่ตำบลลาดยาว เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร (พ.ศ.2501-2509) พ่อได้มีจดหมายไปขออนุญาตแปลหนังสือ “พบถิ่นอินเดีย” (THE DISCOVERY OF INDIA) ของท่าน ซึ่งท่านก็ได้มีจดหมายตอบอนุญาตพ่อมาโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น

แม้จนทุกวันนี้ พ่อยังระลึกถึงความหลังในอินเดียด้วยความภาคภูมิใจ ภาคภูมิใจว่าระหว่างที่อยู่อินเดียนั้น พ่อได้มีโอกาศสังสรรค์เสวนากับบุคคลชั้นหัวกะทิ และชั้นผู้นำของอินเดีย ได้เรียนรู้ถึงสิ่งดีสิ่งงามในมรดกทางวัฒนธรรมของอินเดีย ซึ่งมีอายุยาวนานหลายพันปี ความรู้และประสบการณ์เหล่านี้ ซึ่งแน่นอน ย่อมมีทั้งในทางบวกและทางลบ ได้เป็นเหมือนประทีปให้แสงสว่างในการเดินทางแห่งชีวิตของพ่อ ช่วงเวลาที่พ่อนั่งจับปากกาพรรณนา “ความหลัง” ให้ลูกฟังเปรียบเสมือนเป็น “สายัณห์” แห่งชีวิตของพ่อ สายัณห์ที่ความเร่าร้อนและเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า

อันเกิดจากการเดินทางได้ทุเลาเบาบางลงมากแล้ว ในช่วงเวลาเช่นนี้ซึ่งมิช้ามินาน สายัณห์ที่กล่าวถึงก็จะกลายเป็น “รัตติกาลอันมืดมิด” ตามธรรมชาติของโลก พ่ออดจะคิดไม่ได้ว่า เป็นกุศลผลบุญของพ่อจริงๆ ที่ได้บวชเป็นสามเณรตามพระโลกนาถไปในครั้งกระโน้น เพราะมิฉะนั้นแล้วก็ยากที่จะคาดการณ์ได้ว่า ชะตาชีวิตของพ่อจะเป็นประการใด”

อ.กรุณา กุศลาสัย


ปชช.ต้องเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิ!


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

การร่วมตัวเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยไม่เคารพสิทธิของผู้อื่น ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ละเมิดอำนาจศาล ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

พร้อมกับประกาศว่า ต้องการที่จะสร้างระบอบการเมืองใหม่ขึ้นในราชอาณาจักรไทย โดยเสนอรูปแบบ 70 : 30 คือ ให้มีการเลือกตั้งบุคคลที่จะเข้ามาบริหารประเทศเพียง 30% อีก 70% ให้มาจากการแต่งตั้ง

โดยอ้างว่าการเมืองในปัจจุบันเป็นระบบการเมืองอุบาทว์ ผูกขาด จากนักเลือกตั้งในพื้นที่เขตเลือกตั้งและนายทุน ที่ยังคงเต็มไปด้วยปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง ทุจริตการเลือกตั้ง ใช้อิทธิพลและระบบอุปถัมภ์ เข้ามาแทรกแซงผลการเลือกตั้ง

ข้ออ้างดังกล่าว สะท้อนตัวตนที่แท้จริงว่าคนกลุ่มนี้ ยังคงฝักใฝ่เผด็จการ ไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่ ที่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแสดงเจตจำนงให้พรรคพลังประชาชน เข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

พันธมิตรฯ อย่าลืมว่า ทุกคนในประเทศไทย มีสิทธิ เสรีภาพเท่าเทียมกัน ทุกคนมี 1 สิทธิ 1 เสียง เท่ากัน แกนนำพันธมิตรฯ 5 คน ก็มีแค่ 5 เสียง ไม่ได้ใหญ่คับบ้านคับเมือง จะลุกขึ้นมาเรียกร้อง ให้คนไทยทั้งประเทศต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ไม่ได้ เพราะนั่น...คือนิสัยของพวกเผด็จการ

การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องยอมรับเสียงของคนส่วนใหญ่ เพราะเป็นระบอบการปกครองที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงแล้ว

การเมืองใหม่ 70 : 30 ไม่เพียงแต่ทำลายระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่นี่คือ ระบอบการเมืองอุบาทว์ และเลวร้ายที่สุด ไม่ต่างกับพวกเผด็จการที่ต้องการสืบทอดอำนาจ โดยอ้างการปฏิวัติของประชาชนอย่างหน้าด้านๆ

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ประชาชนคนรากหญ้า ที่มีสิทธิ เสรีภาพ มี 1 สิทธิ 1 เสียง ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พร้อมหรือยังที่จะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของท่านที่หย่อนบัตรเลือกคนเข้ามาบริหารประเทศ ตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ให้ถูกพวกเผด็จการอันธพาลมารังแก!

ถ้าพร้อมแล้ว! จงลุกขึ้นเถิด ลุกขึ้นแสดงพลังแห่งมวลมหาประชาชน แสดงพลังเพื่อให้สมุนเผด็จการอย่างพันธมารรู้ว่าคนไทยส่วนมากไม่เอาการเมืองใหม่เฮงซวยอะไรนั่น