WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 17, 2008

นักวิชาการ มศว เสนอรัฐบาลใหม่เร่งปฏิรูปการเมืองโดยร่าง รธน.ใหม่


17 ก.ย. - ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวถึงกรณีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้รับการโหวตจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทยว่า รัฐบาลชุดใหม่ที่มีนายสมชาย เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ยังเหมือนเดิม โดยมีพรรคพลังประชาชนกุมอำนาจใหญ่ ยังไม่ใช่การเมืองใหม่ ดังนั้น ขอเสนอว่าหากรัฐบาลโดยการนำทีมของนายสมชาย ไม่ปรับวิกฤติการเมือง จะเกิดปัญหาตามมาอีก วิกฤตการณ์การเมืองไทยนั้น มีเงื่อนอยู่ที่ต้องรีบปฏิรูปการเมืองใหม่ให้เกิดขึ้นภายใน 6 เดือน โดยผ่านการร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ผศ.นพ.เฉลิมชัย กล่าวว่า การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง ซึ่งคือนักการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล รวมถึงกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถอยออกมา และให้อำนาจการปฏิรูปการเมืองกับภาคประชาชน ภาคสังคม สื่อ นักวิชาการที่ไม่ผูกติดกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับบรรดานักการเมือง และพันธมิตรฯ อีกทั้งต้องมีนักวิชาชีพในสายต่าง ๆ ด้วย อีกส่วนที่สำคัญคือ ต้องเชิญสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2550 และ ส.ส.ร. ปี 2540 เข้ามาร่วมให้ความคิดเห็นว่า ข้อดีของรัฐธรรมนูญปี 2540 และรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นอย่างไร เพื่อทำให้การปฏิรูปการเมืองไปได้อย่างรวดเร็ว และทำให้การร่างรัฐธรรมนูญถูกร่างขึ้นโดยไม่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายใดทั้งสิ้น

ผศ.นพ.เฉลิมชัย กล่าวอีกว่า รัฐบาลชุดนี้ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่ามีเจตจำนงที่จะปฏิรูปการเมืองและต้องทำให้เสร็จภายใน 6 เดือน จึงจะประกาศยุบสภาฯ และเลือกตั้งใหม่ โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ภาคประชาชนเข้ามาร่วมร่าง ไม่ควรยุบสภาฯ ตอนนี้ แต่ต้องยุบหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ซึ่งเชื่อว่าการแก้ปัญหาตามแนวคิดนี้จะทำให้ผู้ร่วมชุมนุมลดจำนวนลงได้. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-17 15:09:20

ประภัสร์ ยื่น กกต.ขอเลื่อนเลือกตั้งผู้ว่าฯ อ้างเวลาไม่พอหาเสียง


กรุงเทพฯ 17 ก.ย. - นายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และนายวัฒนา เซ่งไพเราะ ประธานฝ่ายกฎหมายภาค กทม. พรรคพลังประชาชน แถลงข่าวกลางซอยละลายทรัพย์ระหว่างหาเสียงว่า เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมาได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้พิจารณาเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป โดยให้เหตุผลว่า มีเวลาน้อยเกินไปที่จะแนะนำตัวกับประชาชนได้ทั่วถึง ประกอบกับมีปัญหาสถานการณ์บ้านเมือง การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ปัญหาดินฟ้าอากาศ และการประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึงของ กทม. เป็นต้น ทั้งนี้ ตามกฎหมายกำหนดให้มีการเลือกตั้งภายใน 45 วัน หลังผู้ว่าฯ หมดวาระ จึงต้องการขอให้ขยายเวลาจนเต็มกรอบเวลา 45 วัน เพื่อไม่ให้เสียเปรียบอดีตผู้ว่าฯ ที่ทำผลงานไว้ก่อนหน้านี้ นายประภัสร์ กล่าวด้วยว่า ตนไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง แต่คำแนะนำนี้ได้รับมาจากผู้มีประสบการณ์ในพรรคฯ ที่เห็นว่าเวลาน้อยไป

ด้านนายวัฒนา ขอให้ประชาชนเห็นใจนายประภัสร์ ที่เป็นผู้เสียสละลาออกจากงานที่มีรายได้เดือนละ 400,000 บาท บริหารงานมูลค่าหลายแสนล้านบาท มารับใช้ กทม. ที่มีงบประมาณเพียง 60,000 ล้านบาท ด้วยความมุ่งมั่น จึงอยากให้คนกรุงเทพฯ ให้โอกาสพิสูจน์ผลงาน. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-17 14:49:03

‘พลเมืองภิวัฒน์’ ออกแถลงการณ์ค้านแนวคิดการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ


คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา กลุ่ม ‘พลเมืองภิวัฒน์’ ได้ประกาศแถลงการณ์ฉบับที่ 8 เรื่องคัดค้านแนวคิดการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

แถลงการณ์กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ฉบับที่ 8
เรื่อง คัดค้านแนวคิดการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

ตามที่สถานการณ์การเมืองภายหลังการเลือกตั้งเมื่อ 23 ธันวาคม 2550 ได้เกิดสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองอย่างมากและจากการเกิดความวุ่นวายนี้ ทำให้เกิดผลกระทบอย่างมากมาย เช่น การละเมิดกฎหมายและอ้างอารยะขัดขืนโดยได้รับการร่วมมือสนับสนุนจากผู้ไร้ จิตสำนึกและอุดมการณ์ในแวดวงนักวิชาการ ข้าราชการ นักการเมืองและสื่อมวลชน

จากการวิเคราะห์ของสมาชิกกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ มีความเห็นร่วมกันว่ากลุ่มบุคคลที่กระทำก่อให้เกิดความวุ่นวายนี้เกิดจากพวกเขาเหล่านั้นต้องการระบอบการปกครองแบบเผด็จการโดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมองข้ามประเด็นเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนและสิทธิในการส่งตัวแทนเข้าไป บริหารประเทศ

การที่มีบุคคลที่ทำตัวน่าเชื่อถือ ประกาศว่าตัวเองเป็นคนดี มีศีลธรรม มีคุณธรรม แต่กลับเสนอแนวทางการปกครองประเทศที่ขัดแย้งรัฐธรรมนูญและประเพณีการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ลิดรอนสิทธิ์ในการกำหนดทิศทางและแก้ไขปัญหาของภาคประชาชนและแอบแฝงด้วยผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มตนเองมากกว่าคำนึงถึงการแก้ไขปัญหาผล ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งและไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง

กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์เป็นองค์กรประชาธิปไตยที่ได้แสดงบทบาทต่อต้านเผด็จการ ปกป้องและสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอด ขอเรียกร้องให้ประชาชนชาวไทยผู้ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง ให้ร่วมกันตรวจสอบการจัดตั้งรัฐบาลและการคัดเลือกนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ดังต่อไปนี้

1.ขอคัดค้านแนวความคิดในการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติอย่างสิ้นเชิง

2.ขอประณามบุคคลที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังในการสนับสนุนเสนอแนะแนวความคิด ในการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ละเมิดรัฐธรรมนูญและทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐสภาอย่างสิ้นเชิง

3.ขอสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

พร้อมทั้งข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล นักการเมืองและประชาชนคนไทยทุกคนที่รักและหวงแหนในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ได้โปรดร่วมกันลุกขึ้นประณามรวมถึงขัดขวางในการกระทำของกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่เรียกร้องหรือให้การสนับสนุนต่อแนวทางรัฐบาลแห่งชาติ และกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์พร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างกับบุคคลทุกกลุ่มที่พร้อมจะร่วมกันต่อสู้เพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอย่างถึงที่สุด

จึงแถลงมาให้ทราบโดยทั่วกัน
แถลง ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
วันที่ 15 กันยายน 2551


รายงานพิเศษ : สำรวจ ‘คนจน’ (นปช.) เรื่องเล่าคืนปะทะและมุมมองต่อสังคมการเมืองไทย (1)


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

“ข่าวออกมาว่า นปช. เป็นคนรุนแรง ผมเสียใจมาก สื่อมวลชนประเทศไทย มีไหมที่จะลงธรรมดาว่า คนท้องสนามหลวงถูกรุมตี ไม่มี มีแต่ไปตีเขา ไปทำรุนแรงกับเขา”

เหตุการณ์ปะทะกันของประชาชนจากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กลางดึกคืนวันที่ 1 ต่อเช้ามืดวันที่ 2 กันยายน 2551 กลายเป็นข่าวเกรียวกราวสั่นสะเทือนสังคมไทยที่กำลังวิตกกับเรื่อง “ความรุนแรง” “การนองเลือด” ที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในประวัติศาสตร์พอดิบพอดี หากแต่คราวนี้ คู่ขัดแย้งกลับไม่ใช่รัฐกับประชาชนเหมือนอย่างเคย

ค่ำคืนนั้นสร้างความสูญเสียแก่ “ประชาชน” ทั้งสองฝ่าย มีผู้บาดเจ็บหลายราย รวมทั้งผู้เสียชีวิต 1 คน คือ นายณรงศักดิ์ กรอบไธสง ผู้ชุมนุมฝั่ง นปช. โดยที่สังคมไทยก็ดูจะอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่รู้จะประณามฝ่ายไหน บ้างว่า เป็นเพราะแกนนำ นปช. เคลื่อนขบวนจากสนามหลวงไปยั่วยุ จุดชนวนความรุนแรงกับฝ่าย พธม. บ้างว่าเป็นเพราะ พธม. สร้างเงื่อนไขการชุมนุมที่เกินเลยขอบเขตจนสร้างความไม่พอใจกับหลายส่วน แต่แน่นอนว่า ทุกฝ่ายพุ่งเป้าไปที่รัฐบาลซึ่งไม่มีน้ำยาจัดการระงับเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภาพข่าวที่ปรากฏทางทีวี หน้าหนังสือพิมพ์ ทั้งสื่อไทยและต่างประเทศ บ่งบอกชัดเจนถึงระดับความรุนแรงอันน่าสลดหดหู่นี้ ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นปลายเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางความคิดของสองขั้วหลักในสังคมไทยที่บ่มตัวอยู่นานแล้ว

สำหรับ พธม. นั้น ข้อเสนอ ที่มาที่ไป เหตุผลการชุมนุม ความชอบธรรมต่างๆ รวมถึงรายละเอียดการชุมนุม ลักษณะผู้เข้าร่วมชุมนุม ความเห็นของแกนนำ ถูกนำเสนอแล้วอย่างไม่ขาดสาย

อีกด้านหนึ่ง จึงน่าสนใจว่า “ม็อบคนเมา” “ม็อบอันธพาล” “ม็อบเติมเงิน” “ม็อบไข่แม้ว” ฯลฯ นั้น นอกเหนือไปจากความเห็นของพวกแกนนำและการเหมารวมมวลชนให้ขาดวุฒิภาวะ ถูกชักจูงง่าย คลั่งทักษิณ ฯ แล้ว หากลองสำรวจตรวจตราดีๆ พวกเขามีพื้นฐานวิธีคิด วิธีมองสังคมการเมืองไทยอย่างไร รายงานนี้จึงลองสุ่มสัมภาษณ์ผู้บาดเจ็บ และผู้ร่วมชุมนุมที่สนามหลวงเพื่อบันทึกไว้เป็นสุ้มเสียงหนึ่งของ “กลุ่มคนจน” ซึ่งกำลังเป็นตัวละครใหม่ที่มีบทบาทสูงในการเมืองไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน และจะยิ่งสูงมากขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคต

(หมายเหตุ : รายงานชิ้นนี้เข้าไม่ถึงผู้บาดเจ็บที่นิยม พธม. เนื่องจากไม่ปรากฏตัวอยู่ในสถานพยาบาลขณะทำการสำรวจหลังเหตุการณ์ประมาณ หนึ่งสัปดาห์ ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ)

ลุงลออ เปียทอง วัย 56 ปี ชาวโคราช
ลออ เปียทอง คุณลุงชาวโคราชวัย 56 ปี อาจเป็นที่คุ้นเคยสำหรับสาธารณะบ้าง เพราะมีสื่อโทรทัศน์หลายช่องไปสัมภาษณ์ญาติของลุงหลังเหตุการณ์ ลุงได้รับบาดเจ็บแขนข้างหนึ่งหักสามท่อน อีกข้างหนึ่งหักหนึ่งท่อน หัวแตกเย็บ 26 เข็ม บาดเจ็บที่หัวไหล่ ท้อง และขา พักรักษาตัวที่วชิรพยาบาลราว 10 วัน ก่อนจะขอย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในโคราชบ้านเกิด

ลุงลออ เป็นลูกจ้างประจำของกรมชลประทานมาเกือบ 30 ปี หลังรัฐประหาร ลุงและแกนนำอีกส่วนได้รวมตัวกันตั้งกลุ่ม “คนโคราชรักประชาธิปไตย” เพื่อรณรงค์ให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยกับผู้คนในพื้นที่ต่างๆ แต่ทำๆ เลิกๆ ตามกำลังเงิน เวลา และกำลังคน นอกเหนือจากนี้ ลุงและกลุ่มเพื่อนยังเดินทางจากโคราช-กรุงเทพฯ เพื่อมาร่วมชุมนุมที่ท้องสนามหลวงด้วยในช่วงวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ โดยเฉพาะหลังจากที่กลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนไหวอย่างหนักยึดทำเนียบรัฐบาล

“เรารู้ว่าประชาธิปไตยกำลังถูกเปลี่ยนเป็นสัดส่วนอะไรก็ไม่รู้ รับไม่ได้ มัน ไม่ถูก ขับไล่รัฐบาลที่เพิ่งทำงาน เอาอำนาจอะไรมาไล่ ทำไมคุณไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ประชาธิปไตย เขาประท้วง เราก็ต้องประท้วง จะว่ากันยังไงก็ต้องฟังคนส่วนใหญ่ด้วย เราก็มาเป็นคนหนึ่งที่มาร่วมเพราะไม่ยอมรับการเมืองแบบ 30:70 รับไม่ได้เลย ประชาธิปไตยบ้าบอคอแตกอะไร คุณจะเอากลุ่มคุณขึ้นด้วยการแต่งตั้งก็พูดตรงๆ เสรีประชาธิปไตยทั่วโลกเขาไม่ได้เป็นแบบนี้ เราจึงต้องต่อต้าน แต่การต่อต้านเราไม่คิดว่าจะมีเหตุร้ายใหญ่โต”

ลุงลออให้สัมภาษณ์ขณะที่ยังอยู่บนเตียงคนไข้ ซึ่งการสัมภาษณ์เป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องหยุดหลายช่วง เนื่องจากมีเพื่อนฝูง ผู้ร่วมชุมนุม และใครต่อใคร ผลัดกันมาเยี่ยมเยียน พูดคุยอย่างไม่ขาดสาย และดูเหมือนมันจะสร้างความปลาบปลื้มให้ทั้งคนไข้และญาติอยู่ไม่น้อย

ลุงเล่าว่า วันนั้นมากับพรรคพวกเกือบ 30 คน แบบต่างคนต่างมาเพื่อร่วมฟังปราศรัยตั้งแต่สามสี่ทุ่ม พอตกดึกทางเวทีและผู้ชุมนุมจึงลงมติร่วมกันว่าจะเคลื่อนไปนั่งกดดันกลุ่ม พันธมิตรฯ เพื่อให้เห็นว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับเขาก็มีจำนวนมาก โดยไม่ได้เตรียมเนื้อเตรียมตัวอะไรกันมากนัก เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเหตุรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ เดาได้ไม่ยากว่าลุงอยู่ด่านหน้า “เปล่า ผมไม่ได้ตั้งใจจะอยู่ด่านหน้า แต่เดินมาห้ามคน อย่างคนแก่ ผู้หญิง ที่เขาไม่ได้มีอะไรติดมือมาป้องกันตัว เราก็จะคอยบอกเขาว่าไปอยู่หลังรถกระจายเสียงดีกว่า ให้เดินพร้อมๆ คนอื่น”

“ผมนี่ตัวเปล่าเลย ไม่ได้เตรียมอะไร แต่วิ่งไปห้ามคนตอนดันกับตำรวจ บอกอย่าดันๆ ถ้าล้มเจ้าหน้าที่จะเจ็บ ตำรวจไม่มีอาวุธ สุดท้ายแถวตำรวจและราวเหล็กก็เอาไม่อยู่ เพราะคนเยอะมาก เหมือนกันกับด่านที่สอง ดันกันไปมา ตำรวจก็ล่าถอย ที่เจ็บก็หลายคนเพราะล้ม”

เมื่อสถานการณ์เริ่มคุมไม่อยู่ หลังจากแนวตำรวจล่าถอยแล้ว ผู้ชุมนุมสองฝ่ายเริ่มขว้างปาสิ่งของและปะทะกัน

ความซวยของลุงลออเริ่มมาเยือน เพราะเพียงครู่เดียวก็มองเห็นผู้ชายคนหนึ่งซึ่งน่าจะอายุมากกว่า วิ่งถลำไป แล้วโดนฝ่ายตรงข้ามซึ่งตั้งแถวรออยู่แล้วตีจนล้ม ลุงจึงวิ่งเข้าไปหวังจะหิ้วปีกคนเจ็บลากกลับมา

“พอก้มลงเท่านั้น ก็โดนพวกนั้นกว่า 10 คนรุมตีโดยใช้ไม้ ตอนนั้นมันก็มั่วแล้ว ก็โดดป่ายซ้าย ป่ายขวา เป็นมวยเป็นแมวอะไรก็ใส่ไป เอาชีวิตรอดไว้ก่อน ด้วยความโมโหด้วย เขาก็ตีจนทรุด ยังไม่ทันได้หมดสติ เขาก็ลากเข้าไป มีรูปด้วย ดูสิ (ชี้ไปที่รูปบนโต๊ะ) แล้วตีต่อ ไอ้คนที่ลากไปน่ะ หยุด แต่คนที่ยืนอยู่ข้างในเขาตี แขนหักหมด ข้างนึงสามท่อน ข้างนึงท่อนนึง หัวไหล่แตก ท้องระบมหมด ขา หลัง หัว หน้า แตกหมด”

“พอตีชุดสุดท้ายนี่คว่ำหน้าแล้ว มองเห็นว่า เออ เลือดเราเยอะนะ เลือดมันออกนองกับพื้น เขาก็ยังตี เตะด้วย แล้วก็ได้ยินเสียงปืน ปัง ปัง ปัง ก็รู้แล้วว่างานนี้ไม่ธรรมดา ไม่ใช่แค่คนเจ็บ แต่ต้องมีคนตาย หลังจากนั้นก็หมดความรู้สึก สลบ ยังอัศจรรย์ใจว่ารอดมาได้ยังไง ไม่รู้ใครช่วย ขอขอบพระคุณคนที่ช่วยไว้ด้วย...ตำรวจ ตอนนั้นยังไม่เห็น แต่เหตุการณ์มันแป๊บเดียวเอง ไม่ถึง 20 นาที” ลุงเล่าไปเรื่อยๆ ด้วยน้ำเสียงเนิบช้า เยือกเย็น

“ข่าวออกมาว่า นชป. เป็นคนรุนแรง ผมเสียใจมาก สื่อมวลชนประเทศไทย มีไหมที่จะลงธรรมดาว่า คนท้องสนามหลวงถูกรุมตี ไม่มี มีแต่ไปตีเขา ไปทำรุนแรงกับเขา”

ไม่เท่านั้น ลุงยังบ่นผิดหวังเลยไปถึงสื่ออย่างเอเอสทีวีด้วยว่า มีอิทธิพลล้างสมองผู้คนอย่างดีเยี่ยม อย่างคนข้างบ้านลุงซึ่งรักกันมาก รู้จักกันมานาน ตอนหลังดูเอเอสทีวีทุกคืน ตั้งแต่หัวค่ำยันสว่าง หลังๆ เริ่มไม่พูดกับลุงและไม่พอใจที่ลุงเห็นด้วยกับ นปช. ทั้งที่เมื่อก่อนยังคุยกันได้ แม้เห็นไม่ตรงกันก็ตาม

กรกช เพียงใจ
ที่มาประชาไท

ระวังโจรในทำเนียบ


คอลัมน์ : ละครชีวิต

เหตุการณ์ “ช่างภาพของ นสพ.ข่าวสด” โดนกลุ่มอันธพาลข่มขู่ในทำเนียบรัฐบาล ทำให้รู้สึกเป็นห่วงเพื่อนร่วมวิชาชีพเหลือเกิน

ทั้งๆ ที่ “ทำเนียบรัฐบาล” เป็นสถานที่สำคัญระดับชาติ เพราะเป็นที่ประชุมของคณะรัฐมนตรี เป็นที่ทำงานของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และ รมต.ประจำสำนักนายกฯ แถมยังเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการระดับกรมอีกหลายหน่วย

นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ต้อนรับ “บุคคลสำคัญ” ระดับผู้นำชาวต่างประเทศที่เข้ามาเยือนประเทศไทย และเข้าพบนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และมีการจัดงานรัฐพิธีบางอย่างขึ้นที่นี่ด้วย

แต่วันนี้สภาพในทำเนียบรัฐบาลไม่แตกต่างอะไรกับ “สลัม” ที่เต็มไปด้วย “โจรชุกชุม” ไม่มีความปลอดภัยใดๆ ทั้งสิ้น

นักข่าวและช่างภาพของ นสพ.ข่าวสด หลังจากต้องเสี่ยงชีวิตไปสำรวจความเสียหาย แล้วก็รายงานให้สังคมได้รู้ว่า ภายในทำเนียบรัฐบาลขณะนี้ได้มีกลุ่มพ่อค้านำอุปกรณ์การเสพยาไอซ์ มีลักษณะเป็นขวดแก้วใสหลายขนาด พร้อมหลอดแก้ว มาวางขายกันอย่างโจ่งแจ้ง

นักข่าวท่านนี้บอกว่า อุปกรณ์การเสพยาไอซ์จะวางปะปนกับสินค้าอื่นๆ อาทิ แว่นตา ไฟแช็ก มีดพก และไฟฉาย โดยไม่มีการว่ากล่าวตักเตือน ซึ่งร้านดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณทางออกฝั่งประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล ถนนราชดำเนินนอก

และที่น่าตกใจเพราะข่าวรายงานว่า อยู่ห่างจากเต็นท์ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และเต็นท์ของสำนักสันติอโศก เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

นักข่าวของ นสพ.ข่าวสด คนนี้ ได้ไปตรวจสอบร้านค้าดังกล่าว พบว่ามีการนำอุปกรณ์หลอดแก้วเข้ามาจำหน่ายในพื้นที่การชุมนุมของพันธมิตรฯ จริง จำหน่ายในราคาตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป แล้วแต่ขนาดของหลอดแก้ว

โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากให้ความสนใจเลือกซื้อ บางคนนำอุปกรณ์ดังกล่าวมาทดสอบก่อนซื้ออยู่หน้าร้านด้วย ทั้งนี้ เมื่อสอบถามพ่อค้า ยอมรับว่าเป็นหลอดแก้วที่ใช้สำหรับเสพยาไอซ์

นอกจากร้านค้าที่วางขายสินค้าที่ไม่เหมาะสมแล้ว ยังมีประชาชนจำนวนมากร้องเรียนเกี่ยวกับค่าบริการรถจักรยานยนต์รับจ้าง ที่มาจอดให้บริการอยู่บริเวณแยกมิสกวัน และแยกอื่นๆ รอบทำเนียบรัฐบาล ว่ามีการเก็บเงินค่าโดยสารแพงกว่าปกติมาก

โดยเมื่อนักข่าวของ นสพ.ข่าวสด ไปตรวจสอบก็พบว่า วินจักรยานยนต์รับจ้างในละแวกดังกล่าว มีกลุ่มการ์ดพันธมิตรฯ เป็นผู้ดูแล และคอยจัดคิวให้ โดยมีการคิดค่าบริการที่แพงมาก ระยะทางแค่ประมาณ 200-500 เมตร คิด 30-50 บาท

แต่หลายคนยอมใช้บริการ เนื่องจากกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ปิดถนนหลายสายโดยรอบทำเนียบ ประชาชนส่วนใหญ่จึงจำเป็นต้องหันไปใช้วินจักรยานยนต์รับจ้างดังกล่าว

อ่านรายงานข่าวของเพื่อนร่วมวิชาชีพคนนี้แล้ว ผมยิ่งหดหู่เข้าไปใหญ่ เพราะนึกไม่ถึงว่าสภาพทำเนียบรัฐบาลจะเละเทะขนาดนี้

ในชีวิตของการเป็นนักข่าว ได้มีโอกาสเข้าไปทำข่าวในทำเนียบรัฐบาลอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่หลังจากอันธพาลบุกเข้าไปยึดแล้ว ผมไม่เคยเข้าไปในทำเนียบอีกเลย จึงไม่รู้ว่าสภาพจะเป็นอย่างไร

สื่อมวลชนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยจะรายงานความเป็นจริง แต่ยังโชคดีที่มีนักข่าวของ นสพ.ข่าวสด ที่มีจิตใจกล้าหาญ ไม่ยอมรับพวกทำตัวเหนือกฎหมายเข้าไปทำข่าวรายงานให้สังคมได้รับรู้ แม้เจ้าตัวจะต้องเสี่ยงชีวิตอยู่มากก็ตาม

ท่านผู้อ่านได้รับรู้ความเป็นจริงจากการรายงานข่าวของนักข่าวคนนี้แล้ว ผมเชื่อว่าคงรู้สึกไม่สบายใจ

เพราะยาเสพติดที่ระบาดในทำเนียบรัฐบาลนั้น อยู่ห่างจากเต็นท์ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และเต็นท์ของสำนักสันติอโศกเพียงนิดเดียว

แทบไม่น่าเชื่อว่า คนที่เรียกตัวเองว่า สมณะ ห่มจีวรปฏิบัติธรรมเคร่งครัด ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ กินมังสวิรัติ

จะนิ่งดูดายปล่อยให้คนจำพวกเดียวกันที่แอบอ้างคำว่า “กู้ชาติ” มาเสพยาเสพติดในทำเนียบรัฐบาลหน้าตาเฉย

แบบนี้เห็นทีจะแย่ สังคมต้องช่วยกันประณาม!

ลวดหนาม


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับวันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ.2551 เอกฉัตร รับหน้าที่ไขข่าวท่ามกลางสถานการณ์การเมืองสับสน จนลืมความทุกข์ของประชาชนที่ประสบอุทกภัยในหลายจังหวัดของภาคเหนือ และภาคกลาง ได้แต่วิงวอนว่าเสร็จภารกิจจัดสรรผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง ให้ชำเลืองมาที่ประชาชนที่มักจะถูกอ้าง เป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของอำนาจตามระบอบประชาธิปไตย

00 ในขณะที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สถานการณ์ทั่วไปยังอยู่ในภาวะปกติ ลอบวางระเบิดถล่มเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ยิงครูฆ่าประชาชน เกิดขึ้นทุกวัน แต่ไม่เป็นข่าว เพราะเป็นเรื่องปกติ ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเสียงปืน นั่นแหละคือข่าวใหญ่ ของคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ วังเวง อ่านว่า วังเวง นะครับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กรรมการห้ามมวยในสถานการณ์ฉุกเฉิน

00 ส่วน พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถือว่าเป็นคนรู้งานและรู้จริงปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ในสถานการณ์การเมืองวันนี้ ทำได้เต็มที่ก็แค่รับทราบสถานการณ์ จะสั่งการใดๆ ทำได้ไม่เต็มปาก เพราะอนาคตข้างหน้าไม่รู้ว่าจะนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้หรือไม่ เพราะทั่น ดอกเตอร์เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะคนเดินเกมกดดันขวางทางไม่ให้ นายสมัคร สุนทรเวช คัมแบ็กเก้าอี้นายกรัฐมนตรี จ้องตาเป็นมัน จะกลับมาล้างตาอีกรอบ หลังจากที่ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้ประจักษ์ นอกจากให้ลูกชาย ร.ต.ดวง อยู่บำรุง คุมหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามยาเสพติด จนเป็นที่หวาดผวาในการบี้ถึงตัว

00 นักกฎหมายระดับดอกเตอร์ อ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายเป็น ออกทะเลเจอฉลาม มาสภาเจอเฉลิม มีหรือจะออกอาการตัวสั่นให้เสียรูปมวยเหมือน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงวางหมากหลายชั้น เจรจา พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ส.ส. สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ให้มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีมหาดไทย ทำหน้าที่ประสานและเจรจาให้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กบฏซ้อนกบฏกับกลุ่มพันธมิตรฯ ถอนตัวออกจากทำเนียบรัฐบาล กันตัวไว้เป็นพยานคดีกบฏในราชอาณาจักร แม้ความเป็นไปได้น้อย แต่ใช่ว่าจะไม่มี ในเมื่อชีวิตนี้ พล.ต.มนูญกฤต ตกเป็นผู้ต้องหาและจำเลยคดีกบฏมาแล้วหลายคดี จะกบฏกับพรรคประชาธิปัตย์สักครั้ง ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดสำหรับ แมวเก้าชีวิต และนั่นหมายความว่า เก้าอี้ มท.1 ของรัฐบาลชุดใหม่ถูกจองแล้ว แม้ พล.ต.มนูญกฤต ไม่ยอมเป็นกบฏกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ดอกเตอร์เฉลิมก็สามารถนำกลยุทธ์ให้ มหาจำลองเป็นกบฏซ้อนกบฏ หากได้คัมแบ็กทำงานล้างตากรรมการ

00 นี่สิข่าวปล่อยเพื่อหวังผลทางการเมืองในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งปล่อยกันหลายต่อหลายครั้ง ทุกครั้งปราศจากข้อเท็จจริง กรณี นายเนวิน ชิดชอบ หนึ่งในสมาชิกบ้านเลขที่ 111 นั่งเจรจากับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้แปรพักตร์ แค่คิดก็เป็นไปไม่ได้ แต่สามารถปล่อยออกมาให้เป็นข่าวได้ตลอดมา นี่คืองานถนัดของเจ๊และทั่นดอกเตอร์ ที่มีสื่อในเครือคอยรับลูกกันเป็นขบวนการ

00 เอกฉัตร นั่งปั่นต้นฉบับก่อนจะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หนึ่งคืนกับครึ่งค่อนวัน ส.สมชาย วงศ์สวัสดิ์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี ยังมาแรงในตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่ 26 ซึ่งไม่ต่างจากสัปดาห์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ทุกฉบับพาดหัวตรงกันมติที่ประชุมพรรคพลังประชาชน ยังคงยืนยันสนับสนุนให้ นายสมัคร สุนทรเวช กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี วันนี้ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยกับสัปดาห์ที่ผ่านหรือไม่ น่าลุ้นระทึก

00 เก้าอี้นายกรัฐมนตรีเมืองไทยมีอาถรรพ์ ใครอยากเป็นส่วนใหญ่จะไม่ได้เป็น เอกฉัตร ไม่ได้บอก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะช้าไปแล้ว อยากเป็นจนตัวสั่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คงอีกนานกว่าจะล้างอาถรรพ์ได้ แต่ให้จับตาดู ส.สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กับ ส.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ยังไม่ออกอาการอยากเป็น วงจรชีวิตยังไม่เข้าสู่อาถรรพ์ วันนี้จึงต้องดูว่า ส.สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งอยากจะเป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะเป็นในระยะสั้นๆ สามารถล้างอาถรรพ์ได้หรือไม่ ต้องติดตาม วันนี้รู้แน่

00 แค่เห็นภาพข่าว กลุ่มกบฏยึดทำเนียบรัฐบาล ทำนาปลูกข้าว จับตัวเหี้ยแขวนคอ เปิดทำเนียบรัฐบาลขายขวดเสพยาไอซ์ ถุงยางอนามัยเกลื่อน ก็เศร้าใจสุดจะพรรณนา แต่เศร้าหลายเท่าตัว เมื่ออ่านข่าว นายสมชิต สตภูมินทร์ รองเลขาธิการ ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ทำหนังสือตอบ นายวันชัย จงจรูญหิรัญ ประชาชนเต็มขั้นที่ร้องเรียนให้ ป.ป.ช. สอบ คุณหญิงเป็ดหัวยักษ์ (สำนวนวาทตะวัน) หรือ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. แทนที่ ป.ป.ช. จะทำหน้าที่ตรวจสอบ กลับทำหนังสือขอรายละเอียดเพิ่มเติมจากผู้ร้อง ทั้งเรื่องบ้าน ชื่อคนที่ คุณหญิงเป็ดหัวยักษ์ เคยให้สัมภาษณ์ว่าให้สินบน 100 ล้านบาท ไม่บ้าใบ้กันใน พ.ศ. นี้ กับกระบวนการยุติธรรมบ้านเรา ไม่รู้จะไปบ้ากันใน พ.ศ. ไหน เจ้าข้าเอ๊ย

00 ไม่ว่า ส. ไหนจะเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 26 คนที่นั่งยิ้มกริ่มอย่างมีความสุข คงไม่มีใครเกิน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. หากพรรคพลังประชาชนแตกเป็นเสี่ยง รวมตัวกันไม่ติด นอกจากจะ เป็นของขวัญฉลองครบ 2 ปี การทำรัฐประหาร ในวันที่ 19 กันยายนนี้ ยังถือว่าแผนการลับ ลวง พราง ที่วางไว้ โดยวางกับดักไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 กากเดนเผด็จการ บรรลุเป้าหมาย เมื่อพรรคการเมืองใหญ่แตกสลาย

00 บรรทัดนี้ เอกฉัตร เขียนเล่นๆ ให้อ่านกันจริงๆ หลายวงสนทนานินทากัน เงินสดๆ 5 พันล้านบาท เจ้าของเงินยังไม่รู้จะเล่นแร่แปรธาตุได้อย่างไรให้มันขาวสะอาด เพื่อรองรับกับเงินล่อซื้อจำนวน 1 หมื่น 9 พันล้านบาท 25 เปอร์เซ็นต์ ของเงินล่อซื้อ 7 หมื่นล้านบาท

เอกฉัตร



ความจริงวันนี้ พันธมิตรฯ อัปยศสิ้นดี


คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

เพราะความลับไม่มีในโลก ในที่สุดสิ่งที่ม็อบพันธมิตรทำลายประชาธิปไตยพยายามปกปิดอำพรางซ่อนเร้น ก็ถูกกระชากหน้ากากออกมา เผยให้เห็นตัวตนที่แท้จริงที่สุดแสนอัปลักษณ์อัปยศอย่างยิ่ง

ยืนยันแล้วว่า มีพรรคการเมืองอย่างน้อย 2 พรรคที่ให้การสนับสนุน คือ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ตั้งขึ้นมาด้วยเจตนาที่จะต่อสู้กับเผด็จการ แต่วันนี้กลับสยบยอมยืนเคียงข้างให้การสนับสนุนผู้ที่นิยมเผด็จการ แม้ในระยะแรกจะอ้อมแอ้ม บ่ายเบี่ยง จากที่มี ส.ส. ขึ้นเวทีเป็นแกนนำการชุมนุมประท้วงก็ตาม จนความมาแตกเมื่อผู้บริหารกับ ส.ส. ไปร่วมและให้กำลังใจม็อบ และ พรรคเพื่อฟ้าดิน ของลัทธิโพธิรักษ์ ที่มีชาวอโศกเป็นผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งสำนักแห่งนี้มีปัญหากับพระพุทธศานา ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ

ที่ผ่านมาม็อบพันธมิตรฯ พยายามปลุกระดมว่าเป็นการต่อสู้ด้วยสันติวิธี อหิงสา แต่ที่ผ่านมาปรากฏชัดว่าเป็นที่ซ่องสุมอาวุธ ยาเสพติด และเป็นที่สิงสถิตของกองโจรที่นิยมความรุนแรง ก้าวร้าว

แต่ด้วยประสบการณ์ วาทศิลป์ จิตวิทยา และภาพของการเป็นแกนนำองค์กร สามารถปลุกเร้าให้มีผู้มาร่วมชุมนุมเพื่อกดดัน และพยายามยัดเยียดสิ่งที่เป็นเท็จ และกล่าวหาโจมตีฝ่ายตรงข้ามตลอดมา

ในขณะที่แกนนำที่ตกเป็นผู้ต้องหากบฏ ซึ่งทางการได้จัดชุดเฉพาะกิจไล่ล่าจับกุม 9 กบฏแล้ว จากการที่พยายามขัดขืนไม่ยอมรับอำนาจศาล อำนาจรัฐ ต้องการทำลายอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ด้วยการสร้าง “การเมืองใหม่” ให้มีระบอบ ประชาภิวัตน์ มีรัฐบาลประชาภิวัตน์ และสภาประชาภิวัตน์ขึ้นมา

เท่ากับเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยที่ประเทศเรามีและใช้กันอยู่อย่างชัดแจ้งและจริงจัง
สิ่งที่ควรตระหนักคือ ถ้าคนเหล่านี้ไม่สมหวัง จะเป็นอันตรายต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง เพราะเป็นไปได้ว่า คนเหล่านี้จะเล่นไม่เลิก

ไม่เพียงเท่านี้ ม็อบพันธมิตรฯ พยายามดึงนักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้ามาร่วมในการชุมนุมประท้วง เป็นการเอาพลังบริสุทธิ์มาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ ต่อรอง

เอาผ้าขาวบริสุทธิ์มาแปดเปื้อนความโสโครกทางการเมือง ที่แกนนำม็อบมุ่งหาผลประโยชน์เท่านั้น โดยไม่ใส่ใจต่อผลพวงที่จะตามมา ในพฤติกรรมพฤติการณ์ของเด็กเหล่านี้ ซึ่งตกเป็นภาระของผู้ปกครองและเป็นปัญหาของสังคมในอนาคต

พฤติกรรมของเด็กๆ ในสังคมวันนี้น่าเป็นห่วง เพราะความอ่อนต่อโลก จึงตกเป็นเครื่องมือของผู้ใหญ่ที่ใจคด โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่ใช้เด็กเป็นเครื่องมือทางการเมือง สร้างความรุนแรง ทั้งโดยความคิดและการกระทำ

ปัญหาของเยาวชนคนหนุ่มสาวที่จะเติบโตไปดูแลรับผิดชอบประเทศชาติบ้านเมืองในอนาคต ต้องได้รับการอบรมบ่มเพาะปลูกฝังในสิ่งที่ดีงาม ซึ่งรัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญ ให้ความสนใจอย่างจริงจัง เพราะจะส่งผลไปถึงความอยู่รอดของประเทศชาติในอนาคต

ในยุคที่เงินเป็นใหญ่ พ่อแม่เลี้ยงลูกไม่เป็น ใช้เงินทำงานแทนการให้ความรัก จึงพบว่าในวันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือช่วงปิดเทอม มักเห็นเยาวชนและเด็กๆ ไปรวมกลุ่มกันอยู่ในร้านเกม หรือร้านอินเตอร์เน็ตมากมาย ในบรรดาเกมหรืออินเตอร์เน็ตที่เล่นกันอยู่ในหมู่เยาวชนนั้น ส่วนใหญ่เป็นเกมที่เน้นในเรื่องการต่อสู้การเอาชนะกันเป็นส่วนมาก

ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้สังคมยุคนี้พัฒนาไปสู่สังคมแห่งการแย่งชิง แข่งขัน และเอารัดเอาเปรียบทุกวิถีทาง

นางจรวยพร ธรณินทร์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยงานวิจัยของผู้พิพากษาสมทบ ได้ทำวิจัยในเรื่องปัญหาเยาวชน ระบุว่า สาเหตุที่แท้จริงมาจากครอบครัว และการแก้ไขที่ดีที่สุดคือความร่วมมือจากพ่อแม่และตัวเด็ก

นอกจากนี้ เด็กที่ส่งเข้าไปอยู่ในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน พบว่า ร้อยละ 44 มีปัญหาซ้ำซาก คือเมื่อออกสู่สังคมแล้วจะกลับเป็นเหมือนเดิม และการส่งเด็กเข้าไปในสถานพินิจฯ จะทำให้เด็กซึมซับภาวะเสี่ยงมากขึ้น

ดังนั้น ครูต้องเอาใจใส่และรู้จักเด็กเป็นรายบุคคล ฝึกทักษะการปฏิเสธจากสิ่งชั่วร้าย ฝึกทักษะวิชาชีพ

น.ส.นราทิพย์ พุ่มทรัพย์ ผอ.ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) บอกว่า ตามที่ศูนย์คุณธรรมได้สนับสนุนงานวิจัยคุณธรรมจริยธรรมเพื่อเผยแพร่เป็นแนวทางแก้ปัญหาคุณธรรมจริยธรรมเสื่อมในสังคมนั้น

ขณะนี้บ้านเมืองกำลังประสบปัญหาแบ่งเป็น 2 ฝ่าย

งานวิจัยของ นายดนุชา ปนคำ อาจารย์โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรื่องการจัดการเรียนรู้บูรณาการเพื่อปลูกฝัง สำนึกรักชาติ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผ่านภาพยนตร์สุริโยไท ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก้านกล้วย เพลงปลุกใจ เพลงชาติไทย และกิจกรรมสนทนายามเช้า เพราะเห็นว่าเป็นงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

เมื่อสำรวจกลุ่มตัวอย่างนักเรียน 40 คน เกี่ยวกับสำนึกรักชาติ หากไม่ต้องการให้ประเทศชาติย่อยยับ พินาศ ต้องทำอย่างไร

กลุ่มตัวอย่างระบุว่า ต้องสามัคคี ไม่นึกถึงแต่ประโยชน์ส่วนตน ต้องมีผู้นำที่ดี ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ และรักชาติ นอกจากนี้นักเรียนยังได้เขียนข้อความแสดงความรู้สึกรักชาติไว้อย่างหลากหลาย เช่น

ถ้าทุกคนรักชาติ ทำเพื่อชาติ สามัคคีกัน กรุงศรีอยุธยาก็ไม่ล่มสลาย

ความเสียสละของบรรพบุรุษเป็นตัวอย่างที่ดีที่ทำให้ทุกคนรักชาติมากขึ้น

คนไทยต้องรักชาติ บ้านเมืองจะได้สงบสุข

เลิกก่อความวุ่นวายได้แล้ว ตอนนี้เรากำลังลำบาก เราต้องหันมาช่วยเหลือกัน สามัคคีกัน

ข้อมูลวิจัยดังกล่าวนี้ สะท้อนความคิดของเด็กและเยาวชนต่อสถานการณ์บ้านเมืองได้เป็นอย่างดี จึงอยากให้ผู้ใหญ่ ผู้นำประเทศ ได้รับรู้ และปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีตามที่เด็กและเยาวชนต้องการมากขึ้น

นายดนุชา ผู้วิจัย ได้เสนอแนะว่า การที่เด็กจะมีความรักชาติได้นั้น พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครู ต้องช่วยกันปลูกฝัง โดยเฉพาะครูต้องสอนผ่านสถานการณ์ให้เด็กตระหนักถึงความสามัคคี และต้องให้เด็กคิดเองว่าควรจะทำอะไรให้แก่แผ่นดินเกิดด้วย

ครับ ถ้าเป็นอย่างนี้ ถือเป็นพลังที่จะสร้างสรรค์สังคมด้วยความบริสุทธิ์ มองโลกในแง่ดี คิดว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นเป็นความถูกต้อง

แต่ถ้าหมกมุ่นอยู่กับความเถื่อน ถ่อย สามานย์ เปิดรับความเข้าใจผิด คิดว่าผู้ใหญ่ทุกคนต้องคิดดีทำดี

แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ การที่ต้องไปเจอผู้ใหญ่ประเภทเอาแต่ใจตัวเอง ดื้อด้าน เอาความคิดเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ ไร้ความเมตตาปรานี

ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าในอนาคตเด็กพวกนี้จะมีนิสัยก้าวร้าว รุนแรง ไม่ยอมใคร ติดตัวไปด้วย

ดังคำกล่าวที่ว่า ทำดีทำยาก ทำชั่วทำง่าย เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่ต้องไม่เป็นตัวอย่างเลวๆ ให้กับเด็กๆ

อย่าสร้างรอยราคีบนผ้าขาวต่อไปอีกเลย มาเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือ มีคุณธรรม จริยธรรม ดีกว่าไหม

อย่าดึงดันเอา ประชาภิวัตน์ มาแทนที่ ประชาธิปไตย มาอยู่เหนืออำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ เพื่อให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชน ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าต่อไป

อัฐศิริ


ภารกิจนายกฯ ใหม่


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

เรื่องวุ่นๆ ที่พรรคพลังประชาชนก็คงจะต้องปล่อยให้ดำเนินกันต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต่างฝ่ายต่างมีเหตุผล และมีพื้นฐานความคิดที่ไม่ถึงกับขัดแย้ง และไม่ได้แตกต่างกันมากสักเท่าไร ความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกันเชื่อแน่ว่าไม่นานก็คงพูดจาทำความเข้าใจกันได้

ส่วนจะมีเรื่องชิงไหวชิงพริบ มีเรื่อง “เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด” อย่างที่คอลัมนิสต์บางคนพยายามเอาไปวิเคราะห์วิจารณ์จริงหรือไม่ ใครสงสัยอย่างไรก็ต้องติดตามดูเอาเอง

แต่อย่างไรก็คงจะแตกต่างกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทุกวันนี้ถึงขั้นพูดจากับใครไม่รู้เรื่องแล้ว

เพราะข้อเท็จจริงของการอยู่ร่วมกันนั้น นอกจากจะแสดงความคิดความอ่านของตัวเองแล้ว ก็ต้องคิดรับฟังความเห็นของคนอื่น แล้วนำเอามาปรับใช้ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

ในขณะที่บ้านเมืองกำลังวุ่นวาย สับสน อลหม่านไปทุกหย่อมหญ้า

ทุกฝ่ายพยายามที่จะเสนอทางออกเพื่อแก้ปัญหาบ้านเมือง

ซึ่งแน่นอนว่าในวันที่ปัญหาถูกหมักหมม และรุมเร้ามากมายขนาดนี้ ไม่ว่าทางออกใดก็คงไม่สามารถทำให้ถูกใจคนทุกคนได้

อย่างมากที่สุดก็เพียงทำให้ภาพรวมของบ้านเมืองดูดีขึ้น และกลุ่มคนส่วนใหญ่ถูกอกถูกใจตามสมควร

เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นก็คือ การยอมรับความจิง ยอมรับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ดึงดันยัดเยียดแต่ความคิดความเห็นของกูเป็นที่ตั้ง

หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ปัญหาของบ้านเมืองก็ไม่อาจจะแก้ไขได้

และประเด็นนี้เองที่เป็นปัญหาใหญ่ เป็นโจทย์ที่ท้าทายข้อแรกๆ ของนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ว่าจะจัดการอย่างไรกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ยังปักหลักอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล

ซึ่งคำถามนี้มีแนวโน้มเป็นไปได้มากว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะต้องเป็นคนตอบโจทย์ให้ได้ เพราะจะเป็นประเด็นสำคัญที่หลายคนหลายฝ่ายกำลังจับตามอง

จะเป็นจริงอย่างกระแสข่าวลือหรือไม่ว่า นายสมชาย ถูกส่งมาให้ปฏิบัติภารกิจตามยุทธวิธีใหม่ คือ การ “เจรจา”
จริงหรือไม่ว่า ขณะนี้รัฐบาลโดยความคิดของทั้งผู้อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลัง กำลังเชื่อว่าการพูดจากันจะทำให้ปัญหาทุกอย่างยุติลงไปได้

ถ้าคิดอย่างนั้นจริงแล้ว มีอะไรเป็นหลักประกันว่า ณ วันนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ ยังพูดจาประสาคนรู้เรื่อง หรือจะมั่นใจอย่างไรว่าพวกเขาพร้อมจะเจรจาด้วย

หรือจะมีคนใหญ่กว่านั้น ที่เบื้องหน้าและเบื้องหลังนายสมชายมั่นใจว่าจะเจรจาได้

แล้วงานนี้จะต้องเอื้อประโยชน์ให้คนชั่ว คนเลว ด้วยหรือเปล่า หรือจะต้องยกโทษ ยกความผิดให้คนชั่วหรือไม่ ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าติดตาม

มีนักวิชาการบางคนวิเคราะห์ว่า ณ วันนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล ออกอาการเหมือนหมาบ้า เพราะไม่รู้ว่าจะหาทางลงได้อย่างไร เพราะฉะนั้นถ้ามีสะพานไปทอด พร้อมกับข้อตอบแทนงามๆ ตามนิสัย ก็เชื่อกันว่าอาจจะหยุดปัญหาต่างๆ ได้

แต่ก็ยังอาจลืมไปถึงข้อสัญญิงสัญญาที่มีไว้กับบรรดานายทุนทั้งหลาย ที่ใช่ว่าจะละทิ้งไปได้ง่ายๆ

ถึงวันนี้หากนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งอาจหมายถึง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เลือกหนทางการเจรจา ก็คงจะต้องพินิจพิเคราะห์ให้ถ้วนถี่ว่า จะต้องเจรจากับ “ใคร” และคนที่จะพูดจาด้วยเขาต้องการอะไรกันแน่ และจะต้องเจรจาอย่างไรถึงจะยุติปัญหาได้ราบคาบ

เพราะแท้ที่จริงแล้ว นายสมชาย ที่มีสถานะเป็น “น้องเขย” น่าจะเป็นเป้าใหญ่เสียยิ่งกว่านายสมัคร ที่ขนาดมีภาพชัดในการปกป้องประชาธิปไตย จงรักภักดีถึงขนาดนี้ แต่ก็ยังอยู่ไม่ได้

หมากเกมที่เดินกันในวันนี้คงไม่ใช่ข้อสรุปที่จะเห็นผลในวันนี้ แต่ยังอาจต้องทอดเวลาไปอีกชั่วระยะหนึ่ง ส่วนจะยาว จะสั้น ก็อยู่ที่จังหวะ โอกาส และฝีมือ

ซึ่งเท่าที่ดูก็ยังอดเป็นห่วงนายสมชายไม่ได้ว่า จะเอาอะไรไปต่อกรกับปัญหาการเมืองที่รุมเร้า และอย่าไปคิดว่าด้วยความเป็นคนใต้เหมือนๆ กันแล้วพรรคประชาธิปัตย์จะไว้หน้า

ทางออกเท่าที่มองเห็นตอนนี้มีเพียงว่า เข้ามาเป็นนายกฯ ให้เต็มตัว พอให้เป็นเกียรติประวัติ แล้วก็ตัดสินใจยุบสภาเสีย เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่

หรือถ้าอยากจะอยู่ได้นานๆ ก็ต้องสั่งการปราบม็อบให้พ้นทำเนียบ จับตัวกบฏไปดำเนินคดีตามกฎหมายให้สิ้นเรื่องสิ้นราว

เพราะยังไงก็ยังดีกว่าตั้งหน้าตั้งตาจะเปิดการเจรจากับคนที่ด่าพ่อล่อแม่ทุกวี่ทุกวัน เพราะดูแล้วมันน่าสงสาร และไม่สมศักดิ์ศรีนายกรัฐมนตรี ที่ต้องลดตัวไปเจรจากับกลุ่มโจรกบฏ

ถ้าต้องเป็นอย่างนั้น...ออกไปเลี้ยงหลานอย่างนายกฯ สมัคร ได้ใจกว่ากันเยอะเลย...!!

บิ๊กโบ๊ต


ตุลาการภิวัตน์

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

ข้อเสนอของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ที่แนะให้ “ศาล” ใช้อำนาจ “ยุบสภา” โดยคงไว้เฉพาะสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เพื่อเริ่มต้นการเมืองใหม่ ที่ก็ยังไม่แน่นอนว่าคืออะไรนั้น

หากเป็นในยามปกติคงเป็นเรื่องน่าขบขันเข้าขั้นโง่เขลา ที่หวังจะดึง “อำนาจตุลาการ” มายุ่งเกี่ยวกับ “อำนาจบริหาร” หรือ “การเมือง”

แต่...เมื่อเป็นคำกล่าวในยุคที่ผู้พิพากษาจำนวนมากรับหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะรัฐประหาร

ยุคที่ตุลาการตัดสินคดีเกี่ยวกับการเมือง นักการเมือง และพรรคการเมืองหลายคดี

ยุคที่มีอดีตนายกรัฐมนตรีเตรียมการลี้ภัยด้วยเหตุผลว่า เคลือบแคลงใจในระบบยุติธรรม

ยุคที่มีนายกรัฐมนตรีคนแรกหลุดพ้นจากตำแหน่งด้วยอำนาจตุลาการ ฯลฯ

ข้อเสนอที่ดูเหมือน “ไร้สติ” ของนายสนธิ จึงควรเงี่ยหูฟัง เพราะถ้าคิดว่า “เป็นไปไม่ได้” ก็คงไม่แทงเรื่องออกมาให้สังคมปั่นป่วนเล่น

ยิ่งเมื่อผลการจัดอันดับล่าสุดของ “เพิร์ค” บริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ ที่ได้สำรวจความ “ไม่” น่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมใน 12 ประเทศเอเชีย

ผู้ให้คะแนนได้แก่ ผู้บริหารระดับสูงที่ประกอบธุรกิจในเอเชีย โดยคำนึงถึงตัวแปรต่างๆ อาทิ ธรรมาภิบาล กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ความเป็นอิสระและปราศจากการแทรกแซง มาตรฐานการศึกษาของทนายความและผู้พิพากษา ฯลฯ

ยิ่งได้คะแนนมาก ยิ่ง “ไม่” น่าเชื่อถือมาก

และไทยได้ 7 คะแนน เต็ม 10 …

ความน่าเชื่อถือแทบจะรองบ๊วย

มุมมองจากต่างชาติอาจไม่ใช่ “สัจจะ” แต่อย่างน้อยก็เป็นภาพสะท้อนเกี่ยวกับระบบยุติธรรมไทยที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง...

และยิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า การพาตัวเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองในหลายๆ ประเด็นก่อนหน้า ได้สร้างความแปดเปื้อนให้แก่อำนาจตุลาการไทยไปทีละน้อย ชนิดที่บุคลากรในแวดวงกฎหมายหลายท่านก็ไม่สบายใจ และไม่อยากเห็น

ทั้งที่ตราบใดที่ยังมีรัฐสภา การเมืองในระบอบประชาธิปไตยย่อมมีทางออกและคลี่คลายได้ ดังที่เห็นในนานาประเทศเป็นตัวอย่าง

แต่การกระโดดเข้ามาร่วมคลุกวงในของกระบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” แทนที่จะเป็นนิมิตหมายอันงดงาม กลับจุดประเด็นคำถามขึ้นมากมาย เกิดเป็นความกังวลห่วงใยทั้งต่อระบบการเมือง และต่อภาพลักษณ์ของอำนาจตุลาการเอง

ยังไม่นับที่ว่า เป็นเพียงอำนาจเดียวในอำนาจ 3 ขา ที่แตะต้องหรือวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้...

เพราะนั่นยิ่งทำให้อำนาจขานี้มีความ “เบ็ดเสร็จ” มากยิ่งขึ้น

การออกมา “แย็บ” ของกลุ่มพันธมิตรฯ หวังพึ่งอำนาจตุลาการให้เปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองไทย

จึงเป็นได้ทั้งความ “ไร้สาระ” และความ “ท้าทาย”

“ไร้สาระ” เพราะไม่อยู่ในข่ายอำนาจที่ตุลาการจะมายุบสภา หรือเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองให้บิดเบือนไปจากการเลือกตั้งอย่างที่พันธมิตรฯ อยากให้เป็น

แต่ก็ “ท้าทาย” เพราะเท่ากับมีคนเชื่อ หวัง และกำลังยุแยงให้ระบบยุติธรรมยื่นมือมาสางปมการเมืองอีกครั้งและอีกรอบจริงๆ

สิ่งใดเคยเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นก็ไม่รับประกันว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้อีก

ติดที่ว่า ที่เคยเกิดขึ้นมานั้น มันนำ “เกียรติยศ” หรือความ “เสื่อม” มาให้

เป็นความท้าทายที่ “ตุลาการภิวัตน์” จะขีดเขียนให้ตัวเอง

“ชาญวิทย์” โต้ “มุมมองของเจิมศักดิ์” ระบุเศร้าใจเป็นนักวิชาการแต่ “โจมตีแบบโกหกพกลม”


คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

ตามที่รายการ “มุมมองของเจิมศักดิ์” ซึ่งออกอากาศทาง FM 92.25 MHz เมื่อวันอังคารที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา ได้กล่าวพาดพิงถึงนักวิชาการที่ออกแถลงการณ์ในนามกลุ่มสันติประชาธรรม โดยผู้ดำเนินรายการคือ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ได้กล่าวในตอนหนึ่งว่า นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็นผู้ไปเกลี้ยกล่อม "กลุ่มนักวิชาการที่เป็นสายอ่อน" ให้ออกแถลงการณ์ในนามกลุ่มสันติประชาธรรม และถึงขนาดใช้อดีตอธิการบดี เพื่อที่จะช่วยให้ข้อเสนอในแถลงการณ์ดังกล่าวดูน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ ดร.เจิมศักดิ์ อ้างว่า นี่คือเบื้องหลังที่ตนเอามาเล่าให้ผู้ฟังรับรู้นั้น

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหนึ่งในนักวิชาการที่ออกแถลงการณ์ในนามกลุ่มสันติประชาธรรม ได้มีจดหมายเปิดผนึกเผยแพร่ทาง "เว็บไซต์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" (
http://www.charnvitkasetsiri.com/) ชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าวแล้ว

โดย ดร.ชาญวิทย์ ระบุว่า ตามที่ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และนักวิชาการ "สายพันธมิตรฯ" ได้กล่าวพาดพิงตน และนักวิชาการ "เครือข่ายสันติประชาธรรม" นั้น ตนรู้สึกเศร้าใจอย่างยิ่ง แม้ว่าจะไม่ประหลาดใจนัก เพราะเคยถูกโจมตีโดยนักการเมืองทั้งในและนอกเครื่องแบบ ตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และรู้ดีว่าเป็นเกมการเมือง เพียงแต่ในคราวนี้การโจมตีแบบโกหกพกลมกลับทำโดยนักวิชาการ หรือผู้ที่อ้างว่าเป็นนักวิชาการ ซึ่งตนนึกไม่ออกว่าจะร้องไห้หรือหัวเราะดี เพราะในบั้นปลายนั้น กรรมทั้งหมดก็จะตกอยู่กับสังคมไทย และประชาชนคนไทยส่วนใหญ่อีกเช่นเคย

"…เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 เราก็โดนกันมาถ้วนหน้า ไม่ว่าเป็น อ.ป๋วย อ.เสน่ห์ และผมเอง โดยไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงนักการเมือง (ประชาธิปัตย์) และนักเรียน นิสิต นักศึกษา อีกจำนวนมาก (ที่ต้องหนีตายเข้าป่าไป) แต่มาคราวนี้ การโจมตีแบบโกหกพกลมกลับทำโดยนักวิชาการ หรือผู้ที่อ้างว่าเป็นนักวิชาการ

ดังนั้น ทุกอย่างก็กลายเป็นทั้งโศกนาฏกรรมและสุขนาฏกรรมครับ เป็นทั้ง tragedy and comedy ที่เรานึกไม่ออกว่าจะร้องไห้หรือหัวเราะดี แต่บั้นปลายนั้นกรรมทั้งหมดก็จะตกอยู่กับสังคมไทย ตกอยู่กับประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ นั่นแหละครับ คนระดับบนๆ ที่เราเห็นๆ กันอยู่บนเวที ในจอทีวี และทางวิทยุ ก็จะรอดตัวไปอีก ครั้งแล้วครั้งเล่าครับ…”

ทั้งนี้ ในจดหมายดังกล่าว ดร.ชาญวิทย์ ได้อ้างอิงถึงความเห็นของ ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ต่อกรณีดังกล่าวด้วย ซึ่งในตอนหนึ่ง ดร.อุบลรัตน์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า สถานการณ์ในขณะนี้คล้ายกับช่วงที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เพียงแต่วิธีการนั้นเปลี่ยนไปบ้างทำให้ดู "เสมือนหนึ่ง" ไม่ได้ใช้ความรุนแรง

"...แต่ไม่ได้ใช้วิธีแบบเดิมเสียทีเดียว เป้าหมายสำคัญน่าจะเป็นการกดดันให้รัฐบาลต้องออกไป (เหมือนรัฐบาลเสนีย์) และจัดตั้งเป็นรัฐบาลในโอวาท ก่อนนี้ใช้ความรุนแรงปราบปรามนักศึกษา แล้วจัดการกับรัฐบาล แล้วจึงเปลี่ยนรัฐบาลด้วยวิธีรัฐประหาร คราวนี้ให้พันธมิตรฯ ทำหน้าที่นี้แทน จึงดู "เสมือนหนึ่ง" ไม่ได้ใช้ความรุนแรง แต่ใช้วิธีการ "ประท้วงอย่างสันติ อารยะขัดขืน" มีบทความในประชาไทเสนอว่าเป็น civilian coup ซึ่งก็ใกล้เคียงกับสภาพที่เป็นอยู่"

ดูจดหมายเปิดผนึกทั้งฉบับได้ที่ http://www.charnvitkasetsiri.com/RecuingSiamSSAp.htm

ที่มา : ประชาไท