WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 22, 2008

ระวัง !!!พังเพราะเมีย

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หลายฝ่ายตั้งความหวังและรอการตัดสินใจของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ล่าสุด ที่พยายามสร้างภาพเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา ทั้งจากคนในประเทศ และ คนต่างประเทศ หลังจากที่ “พันธมารธิปไตย” เดินเกมล้างผลาญ ทำประเทศชาติของเราเสียหายป่นปี้

ท่ามกลางข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าการจัดโผคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ หลังบ้านของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เข้ามา “จุ้นจ้าน” ใครจะเป็นตำแหน่งอะไรจะต้องเข้าไปหาแทบทุกคนและต้องผ่านความเห็นชอบจาก “หลังบ้าน” ก่อน อาทิ กรณี “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม” ที่มีข่าวแพร่สะพัดว่าเข้าไปเคลียร์กับหลังบ้านได้แล้ว จึงได้นั่งเก้าอี้ตัวนี้ต่อไป

แม้จะไม่มีภาพปรากฏเป็นหลักฐาน แต่ไม่มีใครตอบปฏิเสธในกระแสข่าวนี้ ทั้งคนเข้าไปเคลียร์และคนที่รับเคลียร์ปัญหาในตำแหน่งดังกล่าว

สื่อมวลชนหลายแขนงต่างตั้งข้อสังเกตในบทบาทของ “หลังบ้าน” อย่างถึงพริกถึงขิง

พรรคฝ่ายค้าน ตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของ “หลังบ้าน” นี้เช่นกัน

นี่...อาจจะเป็นจุดจบอันเร็วเกินควร สำหรับ “รัฐบาลสมชาย 1” หากจะให้หลังบ้านเข้ามามีบทบาทในการต่อรองทางการเมือง

เริ่มมีข่าวหนาหูถึงประชาชนในภาคเหนือ ที่จะรวบรวมคนกว่า 3 พันคน ลงมากรุงเทพมหานคร ที่ถนนท่าพระอาทิตย์เพื่อปิดล้อมสถานีโทรทัศน์ เอเอสทีวี และ เข้าปิดหมู่บ้าน ที่เกี่ยวข้องกับ ลัทธิสันติอโศก โดยมีการซักซ้อมศิลปะการป้องกันตัวเต็มรูปแบบ

สงครามประชาชนจะเกิดขึ้นจริงๆ แล้วใช่หรือไม่? หรือ...เป็นแค่กระบวนการสร้างข่าวเพื่อขู่พันธมารธิปไตย ให้ยอมออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยไม่ต้องยื่นเงื่อนไขใด ๆ ให้กับรัฐบาล

“เจ๊แดง” คือชื่อเรียกกันติดปากในฐานะหัวหน้ากลุ่ม “วังบัวบาน” ที่เป็นกลุ่มขั้วทางการเมืองที่ใหญ่โตคับพรรคไทยรักไทยในอดีต เป็นภรรยาของ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ผสานกับกลุ่ม “เจ๊หน่อย” กลุ่ม กทม. และ “ประธานยุทธ” กลุ่มเหนือ ประกอบ “เสี่ยเพ้ง” เข้าด้วยช่วยเหลือร่วมขบวน

วันนี้การเมืองจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองถึงบทบาทของ “เจ๊แดง” เป็นอย่างมาก “เพาเวอร์หลังบ้าน” สามารถไปใช้ดำเนินการทางการเมืองอะไรได้มากน้อยขนาดไหน คราวที่แล้วยังไม่ใช่เป้าล่อที่สำคัญทางการเมืองมากมายนัก ยังมีเสียงวิจารณ์ อื้ออึง กระฉ่อน ไปทั่ววงการเมือง วงการธุรกิจ ในฐานะน้องอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่คราวนี้เธอคือเป้าล่อตัวจริง เสียงจริง ในฐานะ “หลังบ้าน” ของนายกรัฐมนตรีคนที่ 26

ปัญหาสำคัญคือ การที่หลังบ้านยืนโชว์ตัว ในลักษณะลับ ๆ ล่อ ๆ อาจจะเป็นเป้าล่อทางการเมือง ที่บั่นทอนอายุของรัฐบาล เพราะดีกรี... ยี่ห้อ...เจ๊แดง ไม่ธรรมดา สำหรับ นักธุรกิจ นักลงทุน และนักการเมือง ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น

เริ่มตั้ง ครม. เที่ยวนี้ อย่าให้ใครวิจารณ์ได้ว่านี่ไม่ใช่ “ครม. สมชาย1” แต่เป็น “ครม. เยาวภา 1” ไม่อย่างนั้นอยู่ได้สั้น ไม่อยู่ยาว เป็นแน่แท้

Sunday, September 21, 2008

ประภัสร์ เปิดคาราวานรถหาเสียง 50 คัน 50 เขต ช่วงโค้งสุดท้ายหาเสียง


กรุงเทพฯ 21 ก.ย.- นายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดตัวคาราวานรถหาเสียง 50 คัน 50 เขต ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยมีกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน (พปช.) ส.ส. ส.ก.กทม.ร่วมงานจำนวนมาก นำทีมโดย นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการรวมผู้บริหารพรรคมากที่สุด ในโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ของ นายประภัสร์

พร้อมกันนี้ นายประภัสร์ ได้ชูนโยบายความสุข 10 ด้าน ที่จะมอบให้กับคนกรุงเทพฯ เช่น การเดินทางที่สะดวกและรวดเร็ว โรงเรียนดีใกล้บ้านปลอดอบายมุข น้ำไม่ท่วมขังสภาพแวดล้อมที่ดี โดยย้ำว่าเป็นนโยบายที่ทำได้จริงเพราะระยะเวลา 4 ปี ในการทำงานนั้นสั้นมาก และไม่เชื่อว่านโยบายขายฝันของผู้สมัครคนอื่นๆ จะทำได้ จากนั้นได้เดินทางไปสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่วงเวียนใหญ่ และได้เดินทางหาเสียงย่านฝั่งธนบุรีต่อไป.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-21 10:57:24


คอลัมน์ : ชุมชนคนแท็กซี่

คอลัมน์ : ชุมชนคนแท็กซี่

วันนี้ ชุมชนคนแท็กซี่ขอเตือนความทรงจำของท่านผู้อ่านว่า อย่าลืม 2 ปีที่ผ่านมา คือ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 หลังเวลา 3 ทุ่ม เราได้ยินประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ทางโทรทัศน์ ไม่อยากเชื่อหูที่ได้ยิน และไม่อยากเชื่อสายตาที่ได้เห็น เพราะคงไม่มีใครคิดหรอกว่าประเทศไทยจะมีการประกาศยึดอำนาจรัฐบาลกันอีก

หลังจากที่เคยได้ยินมาเมื่อ 14 ปีก่อน และก็คิดว่าในครั้งนั้นจะเป็นครั้งสุดท้าย คงไม่มีกลุ่มทหารกลุ่มใดหลงยุคเข้ามาทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย และประกอบกับประเทศต่างๆ ในโลกใบนี้ไม่มีใครเขาทำกันแล้ว แม้แต่ประเทศพม่า แม้ว่าจะปกครองโดยรัฐบาลทหาร แต่ก็คนละรูปแบบ ประเทศของเขาเผด็จการอย่างถาวรอยู่แล้ว แต่ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย และก็เดินทางมาถึงยุคที่ทุกอย่างจะสมบูรณ์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง คนไทยทั้งประเทศต่างก็ตั้งความหวังกันไว้สูงมาก ที่อยากจะเห็นประเทศไทยเจริญไปข้างหน้า แต่อนิจจา นี่ประเทศไทยจะต้องถอยหลังกลับไปอีกกี่ปี

ในที่สุดประเทศไทยก็ตกอยู่ในระบอบเผด็จการ หลังจากนั้นก็มีประกาศ คำสั่ง ของคณะรัฐประหารออกมาเป็นระยะ เราก็คิดตามไปว่า บัดนี้สิทธิมนุษยชนของเราได้สูญสิ้นไปแล้ว โดยการปล้นของโจรกลุ่มหนึ่ง แล้วเมื่อไรหนอสิทธิเสรีภาพของเราจะกลับคืนมาอีก เรากังวลและสับสนในชีวิตมาก เราก็คิดไปว่า จะมีใครที่จะออกมาเป็นผู้นำขับไล่กลุ่มโจรกบฏกลุ่มนี้ ตัวเราเองแม้จะเป็นแกนนำในการต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อคราวตั้งเวทีจตุจักร แต่กลุ่มพันธมิตรฯ เป็นกลุ่มประชาชนธรรมดา แต่นี่เป็นกลุ่มทหาร

ซึ่งมีอาวุธครบมือและมีอำนาจในการจับกุมคุมขัง และประการสำคัญ จะมีประชาชนที่คิดอย่างเราและกล้าออกไปต่อต้านหรือไม่ งานแบบนี้จะต้องใช้มวลชนเป็นจำนวนมาก หากว่าไปกันน้อยก็คงจะไม่พ้นถูกจับกุมแน่นอน ในระหว่างที่สับสนและกังวลอยู่นั้น ก็เริ่มมีความอุ่นใจอยู่บ้างว่าเราคงจะไม่โดดเดี่ยวแน่นอน เพราะคนรักประชาธิปไตย เช่น คนเดือนตุลา และครูอาจารย์ที่เคยต่อต้านเผด็จการในอดีต พร้อมทั้งนักศึกษาในปัจจุบัน ก็คงจะไม่ปล่อยให้อำนาจเผด็จการครองเมืองแน่นอน

ต่อมาเมื่อนานวันเข้า กลุ่มคนที่เราตั้งความหวังไว้กลับเงียบ และแสดงท่าทีคล้ายๆ จะเห็นด้วยกับกลุ่มโจรกบฏที่มายึดอำนาจ เราต้องมานั่งถามตัวเองต่อว่า “มันเกิดอะไรขึ้น” จนกระทั่งไม่นานนักก็พอจะตอบตัวเองได้ว่า คนกลุ่มที่เราตั้งความหวังไว้ เขาไม่ชอบอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็เลยไปเห็นดีเห็นงามกับกลุ่มโจรกบฏ เพื่อให้เกิดความสะใจเท่านั้นเอง มันน่าแปลกไหมครับ ไม่ชอบคนคนหนึ่ง แต่เอาประเทศชาติมาเป็นเดิมพัน

จากวันนั้น (19 ก.ย. 49) มาถึงวันนี้ 2 ปีเต็ม ใครได้และใครเสีย แน่นอนละครับ กลุ่มคนที่เข้ายึดอำนาจได้แน่นอน คือ ได้อำนาจและผลประโยชน์ ส่วนกลุ่มคนที่ต้องการความสะใจก็ได้ความสะใจที่เห็นอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร สิ้นอำนาจ แต่ในส่วนของความเสียหายก็คือประเทศชาติและประชาชน ที่ต้องอยู่กับความเสียหายดังต่อไปนี้

1.ความเสียหายด้านเศรษฐกิจ คงจะไม่ต้องอธิบายกันมากว่ามีอะไรบ้างที่เกิดความเสียหาย แต่อย่างน้อยการท่องเที่ยวเกิดการหยุดชะงักงันทันที กรุ๊ปทัวร์ต่างๆ ยกเลิกเป็นจำนวนมาก นักลงทุนย้ายฐานการลงทุนไปประเทศอื่น นักลงทุนใหม่ก็ไม่มา เพราะไม่มั่นใจรัฐบาลเผด็จการ ผลกรรมก็ตกกับประเทศชาติและประชาชน

2.ความเสียหายด้านสังคม ประชาชน แต่ก่อนคนไทยเคยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข แต่ 2 ปีมานี้ คนไทยเป็นศัตรูกันมากขึ้น มีการแบ่งกลุ่มกัน รวมไปถึงแบ่งประเภทสีกัน ฝ่ายหนึ่งสีแดง อีกฝ่ายหนึ่งสีเหลือง ไม่เพียงแต่ประชาชนทั่วไป ความแตกแยกลุกลามไปสู่ประชาชนกับสื่อมวลชน เมื่อก่อนประชาชนทั่วไปมีความเดือดร้อนไม่สามารถพึ่งหน่วยงานของรัฐได้ จะมาขอพึ่งสื่อมวลชน เช่น ไปร้องทุกข์กับสถานีวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ แต่เดี๋ยวนี้ประชาชนกับสื่อมวลชนเป็นคู่อริกัน เห็นกันทีไรเกิดปัญหา บางครั้งรุนแรง ลงไม้ลงมือกันก็มี ซ้ำร้ายไปกว่านั้น คนในครอบครัวเดียวกัน กินข้าวร่วมวงกันไม่ได้ ใส่เสื้อผ้ากันคนละสี ผัวกับเมียต้องแยกห้องนอนกันเพราะว่าความคิดเห็นไม่ตรงกัน เมื่อก่อนนั้นแม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันบ้าง ก็ยังไม่เคยแตกแยกกันถึงขนาดนี้

3.ความเสียหายด้านการเมือง นับว่าเป็นความเสียหายอย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน ประชาชนเลือกตัวแทนเข้ามา แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะอยู่รอดหรือไม่ จะโดนใบแดงหรือไม่ จะถูกถอดถอนวันไหน หรือแม้แต่จะพ้นหน้าที่วันไหน พรรคจะถูกยุบหรือไม่ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะพ้นจากคณะรัฐบาลวันไหน ในรัฐสภาก็เกิดการแตกแยก มีทั้ง ส.ว. เลือกตั้ง และ ส.ว. แต่งตั้ง ทำงานกันคนละทาง ส.ว. ที่แต่งตั้งพวกเดียวกันเข้ามา ก็เข้ามาทำหน้าที่คอยจ้องล้มรัฐบาลที่เป็นคนละพวก องค์กรอิสระต่างๆ ถูกแทรกแซง ขบวนการยุติธรรมหวังพึ่งไม่ได้ ตุลาการบางคนออกมาพูดดูหมิ่นประชาชนทั้งประเทศ ประชาชนหมดศรัทธา และขาดความเคารพยำเกรง ผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองขาดคุณธรรม เป็นที่พึ่งไม่ได้

ผลพวงความเสียหายที่กล่าวมาแล้วเป็นเพียงบางส่วน แต่ความเสียหายอันยิ่งใหญ่ที่ประเมินค่ามิได้คือการเสียหายทางด้านจิตใจ ที่มีผลกระทบให้เกิดความห่อเหี่ยว จนถึงขั้นตรอมใจตายกันไปก็มี เมื่อเป็นอย่างนี้ยังจะมีกลุ่มทหารที่คิดจะปฏิวัติอีกหรือ ขอให้การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นครั้งสุดท้ายของประเทศไทยเถอะครับ

ชินวัฒน์ หาบุญพาด



2 ปี คมช. ล้มล้างประชาธิปไตย ความวิบัติของเศรษฐกิจชาติ


คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

วันที่ 19 กันยายน 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. และประธาน คมช. โดยอ้างเหตุผลว่า ต้องการแก้ปัญหา 1.ความขัดแย้งในสังคม ที่มองว่าเป็นความแตกแยกอย่างหนักในสังคม 2.การทุจริตประพฤติมิชอบที่เกิดขึ้นมากที่สุด 3.การแทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระ 4.การกระทำที่มีลักษณะหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

มีคำถามว่า คมช. ทำอะไรไปบ้างกับเหตุผล 4 ประการที่เข้ามายึดอำนาจการปกครอง

ถ้าย้อนเวลากลับไป ก่อนการยึดอำนาจ มีการประสานกันระหว่างพันธมิตรฯ กับ ครป. “คูหู-คู่ฮา” ที่ออกมาเรียกร้องกดดันขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนสร้างความแตกแยกให้ลุกลามและรุนแรงขึ้น แกนนำกลุ่มประท้วงออกข่าวว่าจะมีการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มผู้ที่ขับไล่ กับผู้ที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ 20 กันยายน 2549
คปค. ได้ฉวยโอกาสอ้างเป็นความชอบธรรมยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 มาถึงวันนี้ก็ 2 ปีเต็ม

19 กันยายน 2549 เป็นการยึดอำนาจที่หน่อมแน้มที่สุด แทบไม่มีผลอะไรเกิดขึ้นเลย นอกจากตอกย้ำการเป็นเผด็จการให้ชัดเจนขึ้นโดยน้ำมือของซากเดนทรราช

สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ความถดถอย ความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังเสียงสะท้อนและการปรับตัวเพื่อรับมือกับเศรษฐกิจของภาคเอกชน ดังต่อไปนี้…

นายสุรพล ทวีแสงสกุลไทย
ประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่น

...เศรษฐกิจในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปัจจัยที่เป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัว เพราะนักธุรกิจและประชาชนยังขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน โดยเฉพาะ จ.ขอนแก่น เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนประกอบการสูงขึ้น ตลอดจนความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ เมื่อราคาน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตและการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าครองชีพของประชาชนปรับตัวสูงขึ้น จะเห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของภาคในไตรมาสนี้ที่เร่งตัวสูงขึ้นเป็นร้อยละ 5.2 เทียบกับไตรมาสก่อนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1

การเมืองมีปัญหาสำคัญกับเศรษฐกิจหลายๆ อย่างของประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ภาคการเมืองและภาคเศรษฐกิจถดถอย โดยเฉพาะ จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งเศรษฐกิจภาคอีสานตอนบน ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะผู้บริหารประเทศยังเกิดความขัดแย้งกัน สังคมเกิดความแบ่งแยกโดยตรง แถมประเทศกังวลกับค่าเงินบาทที่ไม่อยู่นิ่ง โรงงานหลายแห่งใน จ.ขอนแก่น จึงปิดตัวลง

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่มาบริหารงานแล้ว ก็ขอให้นำทีมเศรษฐกิจที่มีความสามารถ มีภาพลักษณ์ที่ดีมาแก้ไขเศรษฐกิจของประเทศในเร็ววัน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการลงทุนในจังหวัดให้กลับอยู่ในสภาพเดิม เกิดการตื่นตัวในด้านการดำเนินชีวิต พร้อมกับยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้ทัดเทียมกับต่างประเทศได้ เพื่อเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ชาวขอนแก่นอยู่อย่างมีความสุข แต่ทุกอย่างต้องอยู่ที่ราคาน้ำมันอยู่นิ่ง ไม่มีการปรับสภาพอีกต่อไป การเมืองไม่เกิดความขัดแย้ง รัฐบาลต้องรีบดำเนินการเพื่อให้ได้รัฐบาลใหม่ที่มีทีมเศรษฐกิจเข้มแข็งมาบริหารประเทศฟื้นขึ้นมา จากเศรษฐกิจขอนแก่นที่ก้าวสู่ความตกต่ำให้กลับมามีความกระชุ่มกระชวย และตื่นตัวให้มีการนำเงินมาใช้ เพื่อให้เศรษฐกิจ จ.ขอนแก่น ดีขึ้นตลอดไป...

นายประยูร อังสนันท์
ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าจังหวัดขอนแก่น
และกรรมการผู้จัดการ บริษัท โค้วยู่ฮะมอเตอร์ จำกัด
ผู้ประกอบการค้ารถยนต์รายใหญ่ในภาคอีสาน

...ในช่วง 2 ปีที่มีการปฏิวัติเมื่อ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ตอนนี้ยังมองไม่ออก แถมมีสถานการณ์การใช้จ่ายมืดมนมาก มาจากปัญหาภาวะราคาน้ำมันที่ขึ้นๆ ลงๆ อย่างต่อเนื่อง การเมืองไทยยังไม่นิ่ง ส่งผลกระทบให้กับสินค้าต่างๆ ที่ผลิตออกมาวางขายอยู่ในท้องตลาดขายยากขึ้น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจข้าวยากหมากแพง สินค้าขายไม่ออก มีปัญหาเดียวเท่านั้นคือน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดนิ่งอย่างถาวร จึงเป็นตัวแปรด้านเศรษฐกิจในเมืองขอนแก่นอย่างมาก

สรุปแล้วปัญหาเศรษฐกิจ จ.ขอนแก่น หยุดอยู่กับที่ และจะลงไปสู่ที่ต่ำเพิ่มขึ้น ถ้าเศรษฐกิจจะดีขึ้นต้องขึ้นอยู่กับปัญหาเรื่องน้ำมันตัวเดียวเท่านั้น จึงขอให้น้ำมันนิ่ง เพื่อให้ผู้ประกอบการได้คิดต้นทุนได้ถูก ดังนั้น ประชาชน นักธุรกิจ นักลงทุน ตอนนี้ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น รอเพียงราคาน้ำมันหยุดนิ่งเท่านั้น ประชาชนและนักธุรกิจต้องมีการปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ให้ดีที่สุด เพื่อความอยู่รอดของตนเอง และสถานประกอบการของตน...

นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์
เลขาธิการหอการค้าภาคอีสาน

...การคัดเลือกตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เมื่อวันที่ 17 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งได้แก่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รวมถึงการที่รัฐบาลประกาศยกเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในฐานะของภาคเอกชนมองว่าการที่รัฐบาลประกาศเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้นจะทำให้นักธุรกิจชาวต่างชาติมีความสบายใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และยิ่งจะทำให้การลงทุนมีความสดใสมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจภาคการท่องเที่ยว

แต่หลังจากนี้ไปคิดว่าจะต้องมีเรื่องราวที่จะต้องตามมาอีกมากมาย อาทิ ในขณะนี้ดัชนีการลงทุนค่อนข้างต่ำ รวมทั้งโครงการขนาดใหญ่ของชาวต่างประเทศมีการชะลอตัว โดยเฉพาะ จ.นครราชสีมา ได้มีการวัดการลงทุนจากทางบีโอไอ ซึ่งมีการขอการส่งเสริมการลงทุนที่ลดลงกว่าเดิมมาก และอีกสิ่งหนึ่งที่ภาคเอกชนมีความเป็นห่วงคือ สถาบันการเงินพบว่า การส่งงวดของบ้านจัดสรรและการผ่อนชำระสินค้าเงินผ่อนนั้นตกลงไปมาก และมีหนี้เสียหรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มมากขึ้น...

พัทยาปรับตัวรับเศรษฐกิจ ปี 2552
เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา สมาคมนักธุรกิจเมืองพัทยา จัดอภิปรายเรื่อง “ปรับตัวรับเศรษฐกิจ ปี 2009” เพื่อหาแนวทางในการปรับตัวเรื่องธุรกิจการท่องเที่ยวของเมืองพัทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาเรื่องการท่องเที่ยวของเมืองพัทยา รวมทั้งความอยู่รอดของผู้ประกอบธุรกิจเมืองพัทยา ได้เชิญ น.ส.อลิสา พันธุศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการโรงแรมวู้ดแลนด์รีสอร์ท และ บริษัท ทิฟฟานี่ โชว์ พัทยา จำกัด นายจำรูญ วิศวชัยพันธ์ นายกสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา และ นายสมคิด สุจิตตานนท์รัตน์ ผู้จัดการสำนักงานธุรกิจสัมพันธ์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมอภิปราย

น.ส.อลิสา พันธุศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการโรงแรมวู้ดแลนด์รีสอร์ท และ บริษัท ทิฟฟานี่ โชว์ พัทยา จำกัด กล่าวว่า ปัญหาเรื่องระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้น ส่วนใหญ่ต้องดูที่การเมืองเป็นหลัก ซึ่งหากประเทศชาติบ้านเมืองมีนักการเมืองที่มีจริยธรรมดี ระบบเศรษฐกิจก็จะดี เพราะเมื่อการเมืองดี บ้านเมืองจะได้รับความน่าเชื่อถือจากนานาประเทศ นักการเมืองดี การลงทุนจากชาวต่างชาติก็ดีไปด้วย ปัญหาเรื่องการปรับตัวทางด้านเศรษฐกิจนั้นต้องมองไปที่รากหญ้า โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ระบบเศรษฐกิจต่างๆ ทั่วโลกทรุดตัวลง

“ธุรกิจต่างๆ ในเมืองพัทยา โดยเฉพาะการบริหารงานด้านการโรงแรมนั้น ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า การบริหารงานด้านโรงแรมในรอบ 7-8 ปีที่ผ่านมานั้นเป็นช่วงขาขึ้น นักลงทุนจากทั่วประเทศแห่มาลงทุนเกี่ยวกับธุรกิจด้านโรงแรม เพราะในช่วงขาขึ้นธุรกิจอะไรๆ ก็ดีไปหมด แต่ช่วงขาลงธุรกิจด้านการโรงแรมกลับทรุดตัว ทำให้เกิดภาวการณ์ขาดทุน บางรายอยู่ไม่ได้ ต้องขายกิจการ บางรายหันไปทำธุรกิจด้านอื่นแทน”

พร้อมกันนี้ น.ส.อลิสา ได้เสนอทางออกเพื่อให้อยู่รอดว่า ต้องคงราคาค่าห้องพักเอาไว้ การอยู่รอดของระบบเศรษฐกิจเมืองพัทยานั้นเท่าที่ได้สัมผัสและผ่านงานทางด้านนี้ เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจทางด้านโรงแรมมีปัจจัยอยู่ 3 อย่าง คือ 1.ลดค่าใช้จ่าย 2.เรื่องการตลาด 3.เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ในฐานะที่ตนเป็นผู้บริหารธุรกิจเกี่ยวกับโรงแรม เห็นว่าควรต้องดูแลและควบคุมเรื่องการให้บริการ เรื่องการลดค่าใช้จ่าย ต้องมองไปข้างหน้า ดูวิสัยทัศน์ขององค์กรให้เกิดคุณภาพที่ดี ตรงนี้จะทำให้ผ่านวิกฤติตรงนี้ไปได้

“เราต้องหาตลาดใหม่ โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว ที่ผ่านมามีประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่เป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจ โดยไม่หวังนักท่องเที่ยวจากต่างชาติเข้ามา ประเทศผู้นำเหล่านี้อยู่รอดปลอดภัยในช่วงน้ำมันแพงได้ เพราะเขามีวิธีการคิดที่ดีในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น”

นายจำรูญ วิศวชัยพันธ์ นายกสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา กล่าวว่า ปัญหาเรื่องราคาน้ำมันแพงนั้นเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างมากของตลาดการท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งไตรมาสแรกระบบการท่องเที่ยวของเมืองพัทยานั้นลดลง 3 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้ประกอบการเกี่ยวกับธุรกิจการท่องเที่ยวมีปัญหา ส่วนสถิติตัวเลขของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวเมืองพัทยาในรอบ 10 ปีที่ผ่านมานั้น หากเทียบกับจังหวัดอื่นๆ ที่มีการท่องเที่ยวเช่นเดียวกับพัทยา จะเห็นว่าพัทยานั้นดีกว่า และได้เปรียบกว่า เพราะค่าครองชีพของเมืองพัทยานั้นไม่สูง นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถเข้ามาเที่ยวได้มาก

“การแก้ไขปัญหาเรื่องการปรับตัวรับเศรษฐกิจ ปี 2552 เราต้องรักษาด้านการบริการต่างๆ ซึ่งจุดนี้นักธุรกิจด้านต่างๆ ของเมืองพัทยาต้องช่วยกันดูแลเรื่องนี้ให้มากๆ มิเช่นนั้น การแก้ไขปัญหาเรื่องเศรษฐกิจคงต้องยืดเยื้อต่อไป”

นายสมคิด สุจิตตานนท์รัตน์ ผจก.สำนักงานธุรกิจสัมพันธ์ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ในเรื่องการปรับตัวของธุรกิจต่างๆ ในเมืองพัทยานั้น ต้องดูที่ตัวเลขทางด้านเศรษฐกิจก่อนว่ามีการปรับตัวอย่างไร โดยเฉพาะปัญหาเรื่องอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกานั้นลอยตัวในเรื่องภาวะอัตราเงินเฟ้อ ส่วนของไทยในรอบปีที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น 6 เปอร์เซ็นต์ ส่วนในปีหน้าหากคำนวณดูแล้วเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อคงไม่สูงไปกว่านี้ ซึ่งปัญหาและปัจจัยหลักของเงินเฟ้ออยู่ที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกเป็นหลัก

“อัตราดอกเบี้ยก็เป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อเช่นเดียวกัน คือ ที่ 3 เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ทำให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมมีผลกระทบ แต่ยังถือว่าโชคดีที่เรายังได้เปรียบทางการค้าโลกอยู่ แต่เราเสียเปรียบเรื่องน้ำมันเท่านั้น เพราะธุรกิจส่งออกของเรานั้นต้องใช้น้ำมัน เวลานี้เราเสียเปรียบค่าจีดีพี อยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนเรื่องการลงทุนจากภาครัฐและเอกชนนั้น Setter มีมากกว่านั้น ขณะนี้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศต้องดำเนินการให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น”


2 ปีอัปยศ จาก คมช. สู่พันธมาร

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

19 กันยายน 2549 คือวันที่คณะเผด็จการทหารทำการยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โค่นล้มรัฐบาล ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 แต่งตั้งพวกพ้องของตนเข้าไปเป็นรัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และออกแบบรัฐธรรมนูญอัปยศที่กลายเป็นยาพิษทำลายระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในปัจจุบันนี้

จวบจนวันนี้ 19 กันยายน 2551 ผลพวงและความอัปยศที่เกิดจากการทำรัฐประหาร ภาวะเผด็จการยังคงดำรงอยู่ ยังเป็นเชื้อชั่วไม่ยอมตาย

การปฏิสนธิจากเชื้อชั่วเผด็จการ คือ การเคลื่อนไหวของบรรดาเหล่าพันธมารที่ออกมาเคลื่อนไหวทำลายประเทศชาติอย่างไม่หยุดหย่อน

2 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าเราจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่การกัดเซาะของเหล่าอำมาตย์ผ่านการเคลื่อนไหวของพันธมาร ก็ทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมือง โดยเฉพาะทำลายเสถียรภาพของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

2 ปีที่ผ่านมา กระบวนการยุติธรรม องค์กรที่ทำหน้าที่ตัดสินความขัดแย้งต่างๆ เพื่อให้เกิดความยุติธรรม ได้บิดเบือนเจตนารมณ์ และหลักการของการทำหน้าที่ด้านความยุติธรรมไป เล่นแร่แปรธาตุ ทำให้ดำเป็นขาว และทำให้นกเป็นไม้ อย่างที่ใครต่อใครซึ่งเฝ้าจับตาดูสถานการณ์ของประเทศไทย พากันอึ้ง ขบขัน และเยาะเย้ยถากถาง

2 ปีที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญฉบับลูกป๋าคาบไปป์ แผลงฤทธิ์กัดเซาะทำลายระบบการเมือง และพรรคการเมืองซึ่งเป็นองค์กรค้ำยันระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นระบบที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนกับการมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจรัฐ ตามหลักการประชาธิปไตย

2 ปีที่ผ่านมา เหล่าพันธมารแก๊งข้างถนน ออกมาเพ่นพ่าน อาละวาด และปรับการเคลื่อนไหว จากการใช้มวลชนกดดัน มาเป็นฝูง “โจรโพกผ้า” เหิมเกริมขนาดเข้าบุกยึดสถานที่ราชการ ทำร้ายสื่อมวลชน และเป็นฆาตกรที่ฆ่าได้แม้กระทั่งคนที่ถูกพวกตนรุมกระทืบและล้มไปที่พื้นแล้ว ไม่นับรวมว่า ยังมีมือปืนอีกหลายคนที่เข้าร่วมก่อการสังหาร “คนไทย” ด้วยกันเองในค่ำคืนวันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา

เชื้อชั่วที่เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร ไม่ยอมตายง่ายๆ

2 ปีที่ผ่านมา ฟากฝั่งประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ต้องสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิต ของวีรชนประชาธิปไตย ไปถึง 2 คน
คนแรกคือ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่ที่ไม่ยอมก้มหัว และมีชีวิตอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหาร

คนที่สอง คือ ณรงศักดิ์ กรอบไธสง ที่ออกมาเคลื่อนไหวเพราะรับไม่ได้กับความระยำของเหล่าพันธมารแก๊งข้างถนน
และมีอีกหลายคนที่ต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล อาการสาหัสจากการถูกยิงและถูกรุมทำร้ายจนถึงวันนี้ โจรโพกผ้ากลุ่มนี้ยังไม่หยุดความกักขฬะ ป่าเถื่อนแต่อย่างใด ล่าสุดได้เข้ารุมทำร้ายผู้ชายคนหนึ่งที่เห็นต่างจากพันธมิตรฯ

2 ปีที่ผ่านมา หลักนิติรัฐ ถูกเหล่าพันธมารทำลายลงอย่างป่นปี้

2 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายประชาธิปไตยได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่ แต่นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ก็มีอายุทำงานได้เพียง 7 เดือน จากความพิกลพิการของสถาบันที่ทำหน้าที่ด้านกระบวนการยุติธรรม จากน้ำมือของตุลาการภิวัตน์ และจากการวางหมากกลทางการเมืองของนักการเมืองที่เสียผลประโยชน์

ถึงวันนี้ครบรอบ 2 ปีของความอัปยศ เรามีนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ชื่อ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ที่ต่อสู้กับเผด็จการ คมช. จนถึงต้านพันธมาร คาดหวังไว้ว่า ต้องไม่ยอมจำนนก้มหัวให้กับเผด็จการ เหล่าอำมาตย์ และพันธมารโดยเด็ดขาด

เพราะเลือดเนื้อและชีวิต น้ำตา ของประชาชนผู้ต่อสู้กับเผด็จการจาก คมช. สู่พันธมาร ยังคงสูบฉีดอยู่ในหัวใจของประชาชน ที่ต่อสู้เพื่อพรรคการเมืองที่เขาศรัทธา เพื่อประชาธิปไตยที่เขารัก

นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดใหม่ ควรจะต้องตระหนักและเห็น “หัวใจ” ของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย
ต้องเคารพ และจดจำบุญคุณของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ และณรงศักดิ์ กรอบไธสง

ต้องไม่จำนน และประนีประนอมกับเผด็จการ เหล่าพันธมาร

เป็นหนทางเดียวที่จะหยุดยั้งความอัปยศจาก 2 ปีที่ผ่านมา ของการรัฐประหารได้!

นายกฯเผยรายชื่อครม.ใหม่ไม่ขี้เหล่ พร้อมเตรียมขึ้นทูลเกล้าฯ


"สมชาย"เผยรายชื่อครม.ชุมใหม่เอี่ยมใกล้เสร็จ 2-3 วันนี้ เตรียมขอทูลเกล้าฯแต่งตั้ง ยันการจัดคณะรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องตนเป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งหมด พร้อมแสดงความมั่นใจไม่มี ขี้เหล่ แน่นอน

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลชุดใหม่ โดยตนจะเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบเองทั้งหมดในฐานะนายกรัฐมนตรี พร้อมยืนยัน ไม่มีการแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรีในพรรคพลังประชาชน เนื่องจากจะยึดหลักความเหมาะสมและคุณภาพของแต่ละบุคคลประกอบในการพิจารณา นอกจากนี้ยังยอมรับว่ากำลังพิจารณาว่าจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมควบอีก 1 ตำแหน่งหรือไม่ แต่รายชื่อของพรรคร่วมรัฐบาลนั้นกำลังทยอยส่งมา ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำรายชื่อขึ้นทูลฯเกล้า ได้ภายใน 2-3 วันขณะที่มั่นใจ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จะไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าขี้เหร่เหมือนรัฐบาลสมัคร 1 อย่างแน่นอน
นายสมชาย ยังกล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ออกมาคัดค้านการกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน โดยยืนยันว่าไม่มี แต่ทั้งนี้ก็เป็นสิทธิ์ของพรรคร่วมที่จะพิจารณา

รำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลา ประกาศเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ


แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา ประกาศรวมพลอีกครั้ง ในวันที่ 10 -14 ตุลาคม นี้ เพื่อหวนรำลึกถึงและเฉลิมฉลอง วันที่ 14 ตุลาคม 2516 พร้อมเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 ที่ท้องสนามหลวง
นายสมยศ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา เปิดเผยว่า ทางกลุ่มจะจัดดำเนินให้มีการรวมพลังประชาชนที่รักและหวงแหนประชาธิปไตยอีกครั้ง ในวันที่ 10 – 14 ตุลาคม 2551 นี้ เพื่อรำลึกถึงและเฉลิมฉลอง ครบรอบ 35 ปี เหตุการณ์ วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นวันที่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ได้ออกมาเรียกร้อง และต่อสู้กับเผด็จการ จนได้มาซึ่งประชาธิปไตย
ในการชุมนุมครั้งนี้ เพื่อต้องการเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 โดยจะมีการเริ่มชุมนุมกันในเวลาเย็นของวันที่ 10 ตุลาคม เป็นต้นไป ที่ท้องสนามหลวง ส่วนในเรื่องของกิจกรรมอย่างอื่น ตลอดจนระยะเวลาของการชุมนุมนั้น จะมีการหารือกับทางกลุ่มอีกครั้งหนึ่ง

หมอเหวง จัดสัมมนาจวกผลกระทบ2ปีหลังรัฐประหาร 19 ก.ย.


สมาพันธ์ประชาธิปไตยร่วมกับมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย จัดการสัมมนาในหัวข้อ “2ปีหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การเมืองไทย ก้าวหน้า หรือถอยหลัง” นักวิชาการแห่เข้าร่วมคับคั้ง
นพ.เหวง กรรมการสมาพันธ์ประชาธิปไตย เปิดเผยว่า สมาพันธ์ประชาธิปไตยร่วมกับมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย จัดการสัมมนาในหัวข้อ “สองปีหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 : การเมืองไทย ก้าวหน้า หรือถอยหลัง” มีวัตถุประสงค์ เพื่อต้องการวิเคราะห์เหตุการณ์ หลัง 2 ปี รัฐประหาร ให้สังคมไทยได้ทราบว่า หลังจากเหตุการณ์ 2 ปี รัฐประหารนั้น มีการถอยหลังทางการเมืองมากกว่าการเดินหน้า ซึ่งถือเป็นพิษร้ายที่รุนแรงต่อการเมืองไทย ทำให้เกิดการทำลายความมั่นคงของชาติ เกิดองค์กรอิสระ เกิดอำนาจนอกระบบคือพันธมิตรฯ เกิดลัทธิมัฆวาน เหตุการณ์ต่างๆที่ได้เกิดขึ้นนี้ ทำให้การเมืองของไทยพิการอย่างน่าเป็นห่วง
โดยการสัมมนาครั้งนี้ ผู้อภิปรายประกอบด้วย 1.นายคณิน บุณสุวรรณ อดีต สสร.ปี40 2.นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีต สว. ปี43 3.อาจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิชย์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 4.ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์สันต์ หัตถีรัตน์ประธานมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย 5.นายแพทย์ เหวง โตจิราการ แพทย์อิสระกรรมการสมาพันธ์ประชาธิปไตย โดยมีนายประสิทธิ์ ค่ายกนกวงษ์ เป็นผู้ดำเนินการสัมมนา ที่ห้องราชา โรงแรมรัตนโกสินทร์ ในวันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2551 เวลา 13.00-16.00 น.

พปช.ยันเดินหน้าแก้ รธน.50แบบเร่งด่วน พร้อมเสนอตั้งสสร.3


สส.พปช.ยืยยันความจำเป็นต้องแก้ไขรธน.50แบบเร่งด้วย เตรียมเสนอให้ดำเนินการทันทีหลังมีการแต่งตั้งครม.เรียบร้อยพร้อมทั้งเสนอให้ตั้งสสร.3ขึ้นมา แก้รธน.ทั้งฉบับ

นายพีระพันธ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคพลังประชาชน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาการบังคับใช้ เพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยืนยันถึงความจำเป็นในการที่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นเร่งด่วนก่อน ซึ่งจะไม่รอผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ หลังจากเสร็จสิ้นการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งพรรคจะเดินหน้าในการยื่นญัตติเพื่อเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ส่วนประเด็นที่จะแก้ไข ได้แก่ มาตรา 237 เรื่องการยุบพรรคที่ไม่เป็นธรรม พร้อมกับยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการแก้ไขเพื่อตัวเอง แต่เพื่อไม่พรรคการเมืองทุกพรรคถูกยุบโดยง่าย รวมทั้งมาตรา 68 เรื่องโทษการตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี กรณีพรรคถูกยุบ และมาตรา 190 เรื่องการทำสนธิสัญญาที่ต้องผ่านความเห็นชอบของสภาฯ ซึ่งเป็นปัญหาในทางปฏิบัติของทุกกระทรวง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการตั้ง สสร.3 ขึ้นมา เพื่อดำเนินการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ควบคู่กับการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นเร่งด่วนด้วย


นายกฯถกโผครม.กลางดึก!คาดทาบดร.โกร่งนั่งขุนคลัง-กห.ไม่ลงตัว


นายกรัฐมนตรี ตรวจโผครม. ทาบดร.โกร่ง นั่งรัฐมนตรีคลัง ขณะรัฐมนตรีกลาโหมยังไม่ลงตัว ส่วนรัฐมนตรีคมนาคมเป็นโคต้าของกลุ่มเพื่อนเนวิน

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว การจัดโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) สมชาย 1 ว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯและ นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้ทำการตรวจโผ ครม. ที่ร้านเบียร์หิมะ ย่านวัดเสมียนนารี โดยมีรายงานข่าวว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พูดคุยกับ นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรัฐมนตรีฯคลัง ให้รับตำแหน่งดังกล่าวแล้วถึง 2 ครั้ง ซึ่งจากการหารือออกมาในทางที่ดี ในส่วนของรัฐมนตรีฯกลาโหมนั้น ยังไม่ลงตัว โดยฝ่ายทหาร มีความพยายามในการเสนอชื่อพล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ พร้อมกับมีการเสนอชื่อ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ อย่างไรก็ตามหากไม่ลงตัว นายสมชายอาจควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเอง

ขณะที่ ตำแหน่งรัฐมนตรีฯคมนาคมนั้น คาดว่า จะเป็นโคต้าของกลุ่มเพื่อนเนวิน ในส่วนของรัฐมนตรีฯศึกษาธิการ เป็นนายชูศักดิ์ ศิรินิล ขณะที่ รัฐมนตรีฯต่างประเทศ ยังเป็น นายสาโรจน์ ชวนะวิรัช ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าถวายสัตย์ฯ ทั้งนี้จากการติดต่อกับ นายวีรพงษ์ ทราบว่าวันนี้ จะออกเดินทางไปพักผ่อนข้างนอก แต่ไม่บอกสถานที่