WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 22, 2008

ตร.ลดกำลังดูแลม็อบ-เตรียมรปภ.รำลึกเหตุการณ์การเมืองสำคัญ


รองผบช.น. เผยที่ประชุมประเมินสถานการณ์การชุมนุมเสนอสตช.ปรับลดกำลังพลดูแลม็อบ เพื่อเตรียมกำลังรักษาความปลอดภัยงานรำลึกเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองช่วง 10-14 ต.ค. ย้ำ ขณะนี้สถานการชุมนุมสงบเรียบร้อยดี

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เมื่อเวลา 11.30 น. พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รอง ผบช.น. กล่าวภายหลังประชุมนายตำรวจที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินและสรุปสถานการณ์การชุมนุมและมีการเสนอปรับลดกำลังเจ้าหน้าที่ในการดูแลการชุมนุม ว่า ในที่ประชุมประเมินและสรุปสถานการณ์ รวมถึงรายงานด้านการข่าวขณะนี้สถานการณ์การชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งส่วนนี้มีการเสนอไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อปรับลดกำลังลงจากเดิม เหลือเพียงพันกว่านายเท่านั้น โดยจะพิจารณาจากกองบัญชาการตำรวจภูธรที่อยู่ห่างไกลก่อน ซึ่งทุกพื้นที่มีการปรับลดกำลังหมด ไม่ว่าจะเป็นรอบทำเนียบรัฐบาล ด้านหน้าและด้านหลังกองบัญชาการตำรวจนครบาล

พล.ต.ต.เอกรัตน์ กล่าวต่อว่า การปรับลดกำลังครั้งนี้บางส่วนเพื่อรองรับการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพหมานครในวันที่ 5 ต.ค. นี้ รวมถึงการเตรียมกำลังเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยการรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง ในวันที่ 10-14 ต.ค. เพื่อให้สถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

'หมอเลี้ยบ' ฝาก รมว.คลังคนใหม่ปรับโครงสร้างภาษี

'หมอเลี้ยบ'ฝากรมว.คลังคนใหม่ปรับโครงสร้างภาษี หลังปท.เพื่อนบ้านลดภาษีนิติบุคคล/บุคคลธรรมดาไปแล้ว ชี้หากช้าไทยจะเสียเปรียบ

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง เปิดเผยว่า งานที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ควรจะมีการสานต่ออย่างเร่งรีบ คือ เรื่องการปรับโครงสร้างทางภาษีทั้งระบบ โดยมองว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา เนื่องจากหากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านพบว่าได้มีปรับลดการจัดเก็บภาษีบุคคลและบุคคลธรรมดาลงไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งหากประเทศไทยยังไม่มีการเปลี่ยนใดๆ ก็อาจจะทำให้การแข่งขันของไทยเสียเปรียบ อย่างไรก็ตามมองว่าแนวโน้มของภาษีนิติบุคคลและบุคลลธรรมดาจะมีแนวโน้มลดลง แต่ในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มมองว่ามีแนวโน้มจะปรับขึ้น

ทั้งนี้ ในการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นจะต้องมีการคิดให้รอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบกับเศรษฐกิจที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ อีกทั้งมองว่าการปรับภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นไปก็ไม่จำเป็นต้องทำทันทีที่มีการปรับลดภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา เพราะหากใช้นโยบายการขยายฐานภาษีให้มีคนมาเสียภาษีมากขึ้นก็ไม่น่าจะกระทบกับการจัดเก็บรายได้ แต่จะต้องมีการจูงใจให้มีคนมาเสียภาษีมากขึ้น

"การลดภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาจะเป็นการเน้นให้เกิดประโยชน์กับคนชั้นกลางและคนชั้นล่างมากกว่า เพราะจะทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีเงินหมุนเวียนในระบบมากกว่าการกระตุ้นคนที่มีรายได้มาก ส่วนภาษีรถยนต์อี 85 นั้นจะต้องมีการปรับโครงสร้างภาษีหรือไม่ก็แล้วแต่นายกฯคนใหม่"นายแพทย์สุรพงษ์ กล่าว

‘ประสพสุข’มั่นใจนายกฯใหม่ทำได้

นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ขอให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ที่มีบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ เข้ามาเป็นรัฐมนตรี เพื่อแก้ปัญหาบ้าน เมืองในขณะนี้ โดยเฉพาะตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ต้องเป็นบุคคลที่ต้องมีความรู้ ความเข้าใจในปัญหา เศรษฐกิจเป็นอย่างดี เนื่องจากกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ หากได้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังที่สังคมยอมรับก็จะทำให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้

ปัญหาการเมืองที่มีความตึงเครียดในระยะนี้ได้คลี่คลายไปในแนวทางที่ดีระดับหนึ่ง แล้ว เพราะบุคลิกประนีประนอม และนุ่มนวลจะทำให้แก้ปัญหาทางการเมืองได้เป็นอย่างดี


เผาศพวีรบุรุษ ปชต.สมเกียรติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยายกาศภายในงานฌาปนกิจศพของ นายณรงศักดิ์ กรอบไธสง ที่วัดท่าทุ่งนา ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี เมื่อบ่ายวันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา ได้มีแขกเหรื่อเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนหลายร้อยคน โดยเฉพาะเพื่อนฝูงจากกรุงเทพฯ ทั้งกลุ่มของ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ประธานกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และกลุ่มวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ที่เดินทางมาร่วมเป็นเกียรติให้แก่ผู้ตาย รวมถึง ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง มาร่วมเป็นเกียรติในการไว้อาลัยแก่ผู้ตายด้วย

นอกจากนี้ยังมีกำนันและผู้ใหญ่บ้านรวมไปถึงประชาชน ชาวบ้าน และเพื่อนๆ คนรู้จักในพื้นที่ ได้มาร่วมงานในการไว้อาลัยให้แก่ผู้ตายเป็นจำนวนมาก

นายสนอง สรรเสริญ ผู้ดำเนินรายการวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ หนึ่งในผู้ร่วมงาน กล่าวว่านอกจากกลุ่มคนวิทยุชุมนุมคนแท็กซี่ที่เดินทางมาร่วมงานดังกล่าวประมาณ 300 คน จากรุงเทพมหานคร ยังมีกลุ่มอื่นๆ อีกที่ตามมาสมทบ รวมถึงนักการเมืองอดีต ส.ส. จากพรรคไทยรักไทย ส.ส. จากพรรคพลังประชาชน และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เดินทางมาร่วมเป็นเกียรติในงานครั้งนี้ นับว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ และสมเกียรติผู้ตายที่เป็นวีรชนผู้กล้าปกป้องประชาธิปไตย

สำหรับพิธีการในงานฌาปนกิจศพของ นายณรงศักดิ์ กรอบไธสง เริ่มเวลา 14.00 น. มีการประกอบพิธีทางศาสนา หลังจากนั้นเวลาประมาณ 15.00 น. เคลื่อนศพลงจากศาลามาวนรอบเมรุสามรอบ และได้มีการกล่าวสดุดีถึงผู้ตายซึ่งใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง เนื่องจากมีประชาชนจากหลายกลุ่มที่ได้กล่าวไว้อาลัยในการสละชีพของผู้ตายในครั้งนี้

ภายหลังจากการประกอบพิธีฌาปนกิจ ยังไม่ได้รับการยืนยันจากทางเจ้าภาพหรือแม่งานคือ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ว่าจะมีพิธีการอย่างไรต่อไป แต่เบื้องต้น คงจะเป็นหน้าที่ของคนในพื้นที่ ญาติๆของผู้ตายอาจจะมีพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป

เปิดตัวแล้ว‘พรรคเพื่อไทย’‘สุชาติ’รับบทหัวหน้าพรรค


ความเคลื่อนไหวในการตั้งพรรครองรับการยุบพรรคพลังประชาชน วันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา ที่ชั้น10 อาคารชินวัตรไทย ถนนพระราม 4 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ได้มีการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทยครั้งที่ 3/2551 เพื่อคัดเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่

ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าคนสนิทแกนนำที่มีส่วนสำคัญในการก่อตั้งพรรคเพื่อไทย เดินทางมาร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ นางสุนีย์ เหลืองวิจิตร อดีต ส.ส.พิจิตร คนสนิท นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด คนสนิท นายยงยุทธ ติยะไพรัช นายวัฒนา เซ่งไพเราะ อดีต ส.ส.กทม. คนสนิท คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รวมทั้ง นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รักษาการ รมช.คลัง ที่คาดว่าจะได้รับการเสนอชื่อในที่ประชุมให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่

เช่นเดียวกับอดีต ส.ส. เดินทางมาเป็นจำนวนมากเช่น นายบัวสอน ประชามอญ อดีต ส.ส.เชียงราย นายสุรชัย เบ้าจรรยา อดีต ส.ส.ขอนแก่น นายประชาธิปไตย คำสิงห์นอก ส.ส.นครราชสีมา พญ.ศรีญาดา ชินวัตร อดีตผู้สมัคร ส.ส.ภูเก็ต ซึ่งเป็นสะใภ้ตระกูลชินวัตร ตลอดจน ส.ส. พรรคพลังประชาชนบางส่วนได้ร่วมเข้าสังเกตการณ์ด้วย อาทิ นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ส.ส.ขอนแก่น กลุ่มเพื่อนเนวิน นายสฤษฎ์ อึ้งอภินันท์ ส.ส.เชียงราย พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ นายภิรมย์ พลวิเศษ ส.ส.นครราชสีมา เป็นต้น

ในที่ประชุมได้มีการเตรียมกล่องลงคะแนนเพื่อให้สมาชิกพรรคได้หย่อนบัตรลงคะแนนเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยมี นายบรรจงศักดิ์ วงศ์รัตนวรรณ ในฐาะนะหัวหน้าพรรค ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม

นายสุรชัย เบ้าจรรยา อดีต ส.ส.ขอนแก่น และสมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าผู้สมัครคนใดไม่สังกัดพรรคนี้ โอกาสในการสอบตกมีสูง เพราะเป็นพรรคที่ประชาชนรู้ว่าเป็นเจ้าของนโยบายที่ทำเพื่อประชาชนดั้งเดิม

ทั้งนี้ในการประชุมเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ 13 คน ที่ประชุมมีมติเลือก นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช เป็นหัวหน้าพรรค นายปลอดประสพ สุรัสวดี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ เป็นรองหัวหน้าพรรค นางสุณีย์ เหลืองวิจิตร เป็นเลขาธิการพรรค นายคณวัฒน์ วศินสังวร เป็นรองเลขาธิการพรรค นางอรุณลักษณ์ กิจเลิศไพโรจน์ เป็นเหรัญญิกพรรค นายศักดา นพสิทธิ์ เป็นโฆษกพรรค

นายวัฒนา เซ่งไพเราะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า สำหรับการวางตัวนายสุชาติ เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เนื่องจากเป็นนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ กำลังเป็นที่ต้องการของประชาชนในเวลานี้ โดย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ทาบทามนายสุชาติมาช่วยงานด้านการเมืองด้วยตัวเอง ทั้งยังมีบุคลิกคล้ายนายสมชาย และมีความสัมพันธ์ที่ห่างไกลทางการเมือง จึงน่าจะเป็นที่ยอมรับของข้าราชการประจำ นักการเมือง และนักวิชาการ

คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์


คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์

“...ข่าวบอกว่า พรรคพลังประชาชนได้ทาบทามให้ พล.อ.ชวลิต เข้าร่วมรัฐบาลในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ บอกด้วยว่าท่านตอบรับแล้วถ้าข่าวนี้เป็นความจริง ข้าพเจ้าก็ขอแสดงความยินดีและต้องบอกว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และรัฐบาลของเขาโชคดีที่ได้คนคนนี้ไปช่วยงาน...”

บทความนี้เขียนตามข้อมูลข่าวสารที่หนังสือพิมพ์รายวันในวันอาทิตย์ลงข่าว ผิด-ถูก อยู่ที่หนังสือพิมพ์ ข้าพเจ้าเป็นแต่เพียงผู้มาต่อยอด เติมความคิดเห็น

เรื่องของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ครับ

ข่าวบอกว่า พรรคพลังประชาชนได้ทาบทามให้ท่านเข้าร่วมรัฐบาลในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ บอกด้วยว่าท่านตอบรับแล้ว

ถ้าข่าวนี้เป็นความจริง ข้าพเจ้าก็ขอแสดงความยินดีและต้องบอกว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และรัฐบาลของเขาโชคดีที่ได้คนคนนี้ไปช่วยงาน

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แม้จะอายุ 76 ปี แต่ยังมีสุขภาพที่ดี ปฏิบัติสมาธิภาวนาตามวิธีของพุทธศาสนาเถรวาทที่คนไทยนับถือและปฏิบัติมาตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยาย จึงทำให้เป็นคนสุขภาพจิตดี สามารถสู้วิกฤติต่างๆได้ด้วยความสงบ เยือกเย็น

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายทหารที่มีมันสมองปราดเปรื่อง ศึกษาลัทธิการเมืองเจนจบ เป็นนักยุทธศาสตร์ตัวฉกาจที่หาคนในกองทัพเทียบไม่ได้ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

ท่านเป็นผู้บัญชาการทหารบกคนแรกที่ลาออกจากราชการในขณะที่มีอำนาจสูงสุด เพื่อออกมาตั้งพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ลงแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นๆ ทั้งหลายอย่างเสมอภาค เพื่อเข้าครองอำนาจรัฐจัดการบริหารประเทศ

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า ‘การเมืองวงจรอุบาทว์’ ซึ่งความหมายก็คือ การเลือกตั้งที่มีนักการเมืองไร้อุดมการณ์ ใช้วิธีซื้อเสียง หรือโกงการเลือกตั้งเข้าสู่สภา แล้วไปตั้งรัฐบาลแสวงหาผลประโยชน์กันโดยไม่คำนึงถึงผู้ลงคะแนนเสียงให้ รวมทั้งไม่พัฒนาประชาธิปไตยไปสู่ความสมบูรณ์

การเมืองเช่นนี้นำไปสู่การทำรัฐประหารของคณะทหารซึ่งเมื่อทำรัฐประหารแล้ว ก็แก้ปัญหาให้ประเทศชาติและประชาชนไม่ได้อยู่นั่นเอง อีกทั้งการแสวงหาผลประโยชน์ที่เรียกว่าการทุจริต คอร์รัปชั่นก็กลับมาทวีมากขึ้นจนประชาชนทนไม่ได้ต้องออกมาชุมนุมประท้วงกันบาดเจ็บ ล้มตายเพื่อจะได้ผู้บริหารชุดใหม่ มาจัดทำรัฐธรรมนูญกันอีก
นายกรัฐมนตรีของประเทศนี้เสียคนมามากแล้ว

หัวหน้าทหารที่ทำรัฐประหารก็เสียคนเหมือนกัน

การวนเวียนระหว่าง เลือกตั้ง - ทุจริต - ทำรัฐประหาร - ทำรัฐธรรมนูญด้วยทุจริตด้วย - แล้วเลือกตั้งทุจริตกันอีก เป็นวัฏจักร หมุนวนอยู่อย่างนี้ เรียกว่า วงจรอุบาทว์

แต่เจ้าของศัพท์และทฤษฎีวงจรอุบาทว์ เมื่อตั้งพรรคการเมืองชื่อ ความหวังใหม่ ก็สามารถดูดข้าพเจ้าให้เข้าไปเป็นลูกพรรคด้วยคนหนึ่ง สามารถดูด น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติและอดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์) เข้าไปด้วยอีกคนหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีนักการเมืองผู้มีความสามารถอื่นๆ อีกหลายคน
ข้าพเจ้ากับ น.ต.ประสงค์ มุ่งที่จะเสนอให้ทำพรรคการเมืองใหม่ให้สะอาดตามอุดมคติหรือมิฉะนั้นก็ให้เข้าไปใกล้อุดมคติให้มากที่สุด โดยเฉพาะ น.ต.ประสงค์ ด้วยแล้วการเข้าสู่การเมืองครั้งแรก หลังเกษียณอายุราชการย่อมต้องมีความเข้มข้น

แต่เมื่อหัวหน้าพรรคคือ พล.อ.ชวลิต เจ้าของทฤษฎีวงจรอุบาทว์ตัดสินใจเลือกทำงานการเมืองโดยตั้งเป้ายึดอำนาจรัฐรวดเร็ว โดยลดความสำคัญของปัญหาคุณภาพและความบริสุทธิ์โปร่งใสตามข้อเสนอของนักการเมืองบางพวก (เช่นเดียวกับการตัดสินใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตอนตั้งพรรคไทยรักไทย) จึงทำให้ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ต้องแยกทางไป

ข้าพเจ้ามีจุดยืนเดียวกับ น.ต.ประสงค์ แต่เนื่องจากเป็นนักการเมืองมานาน เคยย้ายพรรคมาแล้ว 3 หนจึงไม่อยากตกเป็นขี้ปากคนว่า ‘กระหรี่หลายซ่อง หมาหลายราง’ จึงไม่ยอมออกตามไปด้วย กัดฟันยืนหยัดอยู่อย่างนั้น ตายเป็นตาย
ผลก็อย่างที่ท่านผู้อ่านทราบแหละครับ

คือ พล.อ.ชวลิต นำพรรคความหวังใหม่ได้อำนาจรัฐมาบริหารเพียงปีเดียวก็ต้องปล่อยมือไป เพราะปัญหาเศรษฐกิจและสัจจะที่ท่านมีโดยคนนอกไม่เข้าใจ

พล.อ.ชวลิต ดูเหมือนจะเสียหายจากการทำงานการเมืองและยึดครองการนำประเทศได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่ข้าพเจ้าสามารถยืนยันได้ว่า พล.อ.ชวลิต ไม่เสียหายหรือด่างพร้อยใดๆ เพียงเพราะว่าความสับสนของข้อมูล การโจมตีอย่างไร้จรรยาของคู่ต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งช่ำชองในการใช้วาทกรรมทำให้ภาพของท่านมัวหมองไประยะหนึ่งเท่านั้น

เหตุและปัจจัยที่ไม่เกื้อหนุนทำให้ท่านทำได้เพียงแค่นั้น
แต่ทองคำแท้ย่อมเป็นทองคำ คงทนต่อไฟหลอมละลาย เหล็กกล้าก็ย่อมเป็นเหล็กกล้า ยิ่งถลุงยิ่งแข็งแกร่ง พล.อ.ชวลิต ได้มีโอกาสกลับเข้ามาช่วยบริหารประเทศอีกครั้งหนึ่งคราวนี้ ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ข้าพเจ้าหวังว่าศักยภาพของท่านทั้งหมดจะถูกนำมาใช้และประโยชน์สูงสุดจะเกิดแก่ประเทศชาติโดยไม่ต้องสงสัย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศชาติกำลังอยู่ในภาวะความแตกแยกทางความคิดและมีการตั้งป้อมเผชิญหน้ากัน โดยอ้างความเน่าเฟะของการเมืองเก่า แล้วเสนอทฤษฎีการเมืองใหม่ ทั้งที่ยังไม่มีสาระที่ชัดเจนรวมทั้งผู้เสนอก็เป็นเพียงเหล่าอนาธิปไตย ผู้มีปัญหาส่วนตัวจนกลายเป็น ‘ผู้ต้องหาคดีกบฏ’ ตามหมายจับของศาลอาญา

อนึ่ง งานด้านต่างประเทศเป็นช่วงเวลาที่รับหน้าที่ประธานกลุ่มอาเซียน พร้อมๆ กับการมีปัญหาขัดแย้งกับกัมพูชา เรื่องเขาพระวิหารและเขตแดน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยบุคคลผู้มากบารมีและมีประสบการณ์สูงระดับที่ต่างประเทศให้ความนับถือ

อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาพื้นฐานความคิดของ พล.อ.ชวลิต แล้วไม่มีปัญหาว่า ได้แก่ ระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภาอันมีสถาบันกษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งก็คือระบอบปัจจุบันนี้ เพียงแต่ว่าขณะนี้รัฐธรรมนูญยังไม่มีความเป็นประชาธิปไตย จึงต้องหาทางแก้ไขกัน

ประชาธิปไตยของ พล.อ.ชวลิต คงไม่ใช่การเมืองใหม่ของพวกพันธมิตรฯ พันธมารและรวมทั้งพุทธศาสนาก็ย่อมไม่ใช่พุทธศาสนาของ รักษ์ รักษ์พงษ์ แห่งสันติอโศก ความรู้ความเข้าใจเรื่องเหล่านี้ย่อมจะหาคนเทียบ พล.อ.ชวลิต ไม่ได้

ขอต้อนรับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ด้วยความยินดี

เวลาจะแก้ตัว หากผิดพลาดอีกครั้งไม่มีแล้วครับ

วีระ มุสิกพงศ์


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

* หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 22 กันยายน 2551 จงรัก ภักดีราช รายงานตัว ในวันฟ้ามืดฝนมัว น้ำเหนือไหลบ่า น้ำป่าไหลท่วม เติมทุกข์เข็ญให้คนไทย ราวกับจะกลั่นแกล้ง รัฐบาลใหม่ไม่ให้มีเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ หากแต่ต้องทำงานหนัก เพื่อคลายทุกข์ในใจคนไทยทั้งที่เกิดจาก อากาศวิปริต และ ผู้คนจิตแปรปรวน นับแต่วินาทีแรกที่เริ่มต้นทำงาน

* แม้จะไม่ใคร่ชอบใจนัก แต่ก็ยังคงต้องกล่าวคำ ยินดีต้อนรับ รัฐบาลใหม่ ที่มี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องเพราะมีที่มาตามระบบรัฐสภา แม้จะไม่สง่างามนัก เพราะได้มาด้วยการ ฆ่าหัวหน้าพรรคตัวเอง แล้วสถาปนาตนขึ้นเป็นผู้ปกครองแทน และคาดว่าภายในวันนี้น่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ครบทุกตำแหน่ง หากไม่มีใครทรยศ หักหลัง ปล้นฆ่า ชิงทรัพย์ ใครอีก

* อีกไม่กี่วัน เราก็จะได้เห็นบรรดาผู้คนที่ร่วมกันสำแดงพลังฝ่าฝืนมติพรรค ก่อกบฏ โค่นล้ม สมัคร สุนทรเวช ได้รับบำเหน็จรางวัลกันถ้วนหน้า อาทิ ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เหล่าสมุนบริวารของแก๊งออฟโฟร์ตัวจริง “หน่อย-ยุทธ-เพ้ง-แดง” สถาปนาตัวเองขึ้นเถลิงอำนาจบนเก้าอี้รัฐมนตรีกันถ้วนหน้า

* คำเตือนจาก ผู้เฒ่า เสนาะ เทียนทอง ที่ส่งผ่านสื่อมวลชนไปถึงนายกรัฐมนตรีใหม่หมาด ว่า “อยากให้ไปตั้ง ครม.ที่อื่น ไม่ใช่ที่บ้าน เพราะจะถูกจับตามองว่าเกี่ยวข้องกับนางเยาวภา และนายสมชาย ต้องหาคนที่เหมาะสมจริงๆ ไม่ใช่ทำตามกลุ่มการเมืองเรียกร้องมาเป็นรัฐมนตรี” ต้องนับเป็นความปรารถนาดีและมีเมตตาอย่างยิ่งต่อนายกฯ สมชาย ที่ไม่ควรจะแปลความเป็นอื่น อันจะนำไปสู่ความเข้าใจผิด ติดค้างเป็นอารมณ์ แล้วบ่มเพาะเป็นความแค้นที่ต้องชำระสะสางในวันข้างหน้า

* จงรัก ภักดีราช อ่านถ้อยคำของ ผู้เฒ่าวังน้ำเย็น แล้วพอจะมองเห็นความห่วงใยที่เต็มไปด้วยความกังวลในหัวใจของผู้เฒ่าอยู่มากหลาย หากนายกฯ สมชาย ไม่นำไปครุ่นคิดใคร่ครวญให้ดี วันหนึ่งข้างหน้าจะสำนึกเสียใจก็สายเสียแล้ว เมื่อสังคมเปลี่ยนชื่อ รัฐบาล สมชาย 1 เป็น รัฐบาลเยาวภา 1 ซึ่งขณะนี้อยู่ในสภาพที่ใกล้เคียงเต็มทีแล้ว

* หากมัวแต่เพลิดเพลินกับอำนาจ วาสนา ที่ไหลมาเทมาไม่หยุดยั้ง จงพึงระวังการไหลบ่าเข้าท่วมของกิเลส ความอยากได้ใคร่มีที่จะท่วมท้นหัวจิตหัวใจของผู้คนแวดล้อมรอบข้าง ในที่สุดก็จะนำไปสู่ข้อครหาต่างๆ ประดามี เหมือนกับที่ นายกฯ ทักษิณ และ นายกฯ สมัคร ประสบมาแล้ว ซึ่งอาการของโรค “บริวารเป็นพิษ” เยี่ยงนี้ หากเกิดกับผู้นำคนใด มักจะไปไม่รอด

* อ่านกันให้ดี ตีความกันให้แตก ว่า ภาพการเดินรี่ ปรี่เข้าไปขอจับมือกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ การโทรศัพท์ไปหา สนธิ ลิ้มทองกุล และ การเอ่ยเอื้อนวาจาขอเข้าคารวะป๋าเปรม เป็นการ สร้างสมานฉันท์ หรือ สร้างภาพ หรือ สร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ ว่าเพื่อความอยู่รอดของรัฐบาล แม้จะต้องผูกมิตรกับศัตรู เชิดชูคนผิด มีสปิริตกับผู้ทำลายชาติ เอาบันไดพาดให้สื่อมวลชนขี่คอ ก็ต้องทำ หากเป็นเช่นประการหลัง มวลชนฝ่ายประชาธิป ไตย ที่ประกาศตัวยืนตรงข้ามกับคนทำร้ายนายกฯ ทักษิณ ต้องล้างตา ล้างหู และล้างใจไว้ล่วงหน้า น่าจะ มีลีลาและวาจาสมานฉันท์ ให้ดู ให้ได้ยินและให้ทำใจอีก หลายครั้ง

* มี คนลงคะแนนให้กับพรรคพลังประชาชน คนใดไม่รู้บ้างว่า เหตุที่ ทักษิณ ชินวัตร ต้องมีอันเป็นไป จนต้องลี้ภัยไม่มีแผ่นดินอยู่เช่นทุกวันนี้ มาจากผู้ก่อเหตุที่ชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ใช้ความเท็จปลุกระดมประชาชนออกมาขับไล่ ตามด้วย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ ที่บอยคอตการเลือกตั้ง และส่งสมาชิกเข้าร่วมขบวนการพันธมิตรฯ ปิดท้ายด้วยการรัฐประหารของ คมช. ที่มีข้อกล่าวหาว่า “ป๋า” อยู่เบื้องหลัง

* นอกจากแสดงความ เป็นมิตร เห็นอก เห็นใจ สนธิ ลิ้มทองกุล ช่วยหาทางลง อยากได้ลิฟต์ บันไดเลื่อน หรือ ปูทางลาดด้วยเงินทองกี่มากน้อยดังใจ ก็พร้อมจะหาให้ จงรัก ภักดีราช อยากจะสะกิดเอวนายกฯ สมชาย อย่าลืมเผื่อแผ่น้ำใจไปให้ประชาชนเสื้อแดง ที่แสดงตัวเป็นพวกพ้องของพลังประชาชน มาแต่วันแรกจนถึงวันนี้ วันที่พวกเขาถูกทุบตี เข่นฆ่า บาดเจ็บ เสียชีวิต ด้วยน้ำมือของคนเสื้อเหลือง ลูกสมุนบริวาร สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ท่านกำลังพะเน้าพะนอเอาใจอยู่นั่นเอง ช่วยเยียวยาหัวใจคนเสื้อแดง ด้วยการตามจับตัวฆาตรกรฆ่า ณรงศักดิ์ กรอบไธสง ให้ด้วยเถิด

* บ้างมีความเห็นว่าการได้อดีตผู้พิพากษา เป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ ตุลาการภิวัตน์ กำลังแผ่ขยายอาณาเขตแห่งอำนาจครอบคลุมไปทั่วทุกปริมณฑลแห่งอำนาจและละเมิดเข้าไปกินแดนในฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร น่าจะทำให้การประสานงานระหว่างอำนาจตุลาการกับอำนาจบริหาร เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น การปีนเกลียวน่าจะลดลง

* แต่ จงรัก ภักดีราช ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง บอกตรงๆ ว่า ไม่ต้องการบรรยากาศที่ดีขึ้น โดยที่จะต้องเอาอำนาจฝ่ายบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ ไปแลกให้อยู่ใต้อำนาจอันน่าสะพรึงกลัวของตุลาการภิวัตน์ ตลอดกาลนาน ในยุคที่เรามีนายกรัฐมนตรี ที่เคยเป็นตุลาการ มาก่อน

* คำถามเดียวที่ จงรัก ภักดีราช อยากจะวัดใจนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็คือ ท่านจะทำอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ นายกฯ ทักษิณ เปรียบเป็นต้นไม้พิษ และออกผลมาเป็นผลไม้พิษ ทำร้ายประชาชน ทำลายประเทศชาติ วันนี้มีประชาชนคนรักทักษิณ ในนามของ คพปร. 70,000 คน เข้าชื่อเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านจะตอบคำถามคนรักทักษิณ เหล่านั้นอย่างไร ทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรี และในฐานะน้องเขยนายกฯ ทักษิณ

* การเมืองวันนี้ ไม่ได้มีสาระที่ใครจะเป็นใหญ่ในตำแหน่งอะไรอีกต่อไป เพราะทุกสำนักวิเคราะห์ ฟันธงตรงกัน รัฐบาลเยาวภา 1 เอ๊ย ขอประทานโทษ รัฐบาลสมชาย 1 ไม่น่าอยู่เกินสิ้นปีนี้ หากไม่ยุบสภา ก็ต้องเจอยุบพรรค ดังนั้นใน วาระ 3 เดือนสุดท้ายแห่งการครอบครองอำนาจของพรรคพลังประชาชน ที่ประชาชนมอบให้ จึงควรจะแสดงความจริงใจตอบแทนประชาชนสักครั้ง

* การตอบแทนที่มีคุณค่าเหนือสิ่งอื่นใด ก็คือ การตัดต้นไม้พิษ (รัฐธรรมนูญ 2550) ของนายกฯ ทักษิณ ทิ้ง แล้วเอาต้นไม้เก่า (รัฐธรรมนูญ 2540) ที่ คมช.รื้อถอนไป กลับมาปลูกใหม่ ทั้งนี้ก็ไม่ใช่เพื่อใคร หากแต่เพื่อนายกฯ ทักษิณ เจ้าของพรรคพลังประชาชนตัวจริง ผู้เป็นที่รักใคร่ไม่เสื่อมคลายของประชาชนนั่นเอง หากรัฐธรรมนูญ 2550 ยังคงอยู่ เราก็คงแค่ได้ดูได้เห็นนายกฯ ทักษิณ ผ่านจอโทรทัศน์ ไม่มีโอกาสได้สัมผัสตัวจริง ไปจนกว่าจะตายจากกันไปข้างหนึ่ง

ระวัง !!!พังเพราะเมีย

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หลายฝ่ายตั้งความหวังและรอการตัดสินใจของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ล่าสุด ที่พยายามสร้างภาพเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา ทั้งจากคนในประเทศ และ คนต่างประเทศ หลังจากที่ “พันธมารธิปไตย” เดินเกมล้างผลาญ ทำประเทศชาติของเราเสียหายป่นปี้

ท่ามกลางข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าการจัดโผคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ หลังบ้านของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เข้ามา “จุ้นจ้าน” ใครจะเป็นตำแหน่งอะไรจะต้องเข้าไปหาแทบทุกคนและต้องผ่านความเห็นชอบจาก “หลังบ้าน” ก่อน อาทิ กรณี “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม” ที่มีข่าวแพร่สะพัดว่าเข้าไปเคลียร์กับหลังบ้านได้แล้ว จึงได้นั่งเก้าอี้ตัวนี้ต่อไป

แม้จะไม่มีภาพปรากฏเป็นหลักฐาน แต่ไม่มีใครตอบปฏิเสธในกระแสข่าวนี้ ทั้งคนเข้าไปเคลียร์และคนที่รับเคลียร์ปัญหาในตำแหน่งดังกล่าว

สื่อมวลชนหลายแขนงต่างตั้งข้อสังเกตในบทบาทของ “หลังบ้าน” อย่างถึงพริกถึงขิง

พรรคฝ่ายค้าน ตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของ “หลังบ้าน” นี้เช่นกัน

นี่...อาจจะเป็นจุดจบอันเร็วเกินควร สำหรับ “รัฐบาลสมชาย 1” หากจะให้หลังบ้านเข้ามามีบทบาทในการต่อรองทางการเมือง

เริ่มมีข่าวหนาหูถึงประชาชนในภาคเหนือ ที่จะรวบรวมคนกว่า 3 พันคน ลงมากรุงเทพมหานคร ที่ถนนท่าพระอาทิตย์เพื่อปิดล้อมสถานีโทรทัศน์ เอเอสทีวี และ เข้าปิดหมู่บ้าน ที่เกี่ยวข้องกับ ลัทธิสันติอโศก โดยมีการซักซ้อมศิลปะการป้องกันตัวเต็มรูปแบบ

สงครามประชาชนจะเกิดขึ้นจริงๆ แล้วใช่หรือไม่? หรือ...เป็นแค่กระบวนการสร้างข่าวเพื่อขู่พันธมารธิปไตย ให้ยอมออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยไม่ต้องยื่นเงื่อนไขใด ๆ ให้กับรัฐบาล

“เจ๊แดง” คือชื่อเรียกกันติดปากในฐานะหัวหน้ากลุ่ม “วังบัวบาน” ที่เป็นกลุ่มขั้วทางการเมืองที่ใหญ่โตคับพรรคไทยรักไทยในอดีต เป็นภรรยาของ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ผสานกับกลุ่ม “เจ๊หน่อย” กลุ่ม กทม. และ “ประธานยุทธ” กลุ่มเหนือ ประกอบ “เสี่ยเพ้ง” เข้าด้วยช่วยเหลือร่วมขบวน

วันนี้การเมืองจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองถึงบทบาทของ “เจ๊แดง” เป็นอย่างมาก “เพาเวอร์หลังบ้าน” สามารถไปใช้ดำเนินการทางการเมืองอะไรได้มากน้อยขนาดไหน คราวที่แล้วยังไม่ใช่เป้าล่อที่สำคัญทางการเมืองมากมายนัก ยังมีเสียงวิจารณ์ อื้ออึง กระฉ่อน ไปทั่ววงการเมือง วงการธุรกิจ ในฐานะน้องอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่คราวนี้เธอคือเป้าล่อตัวจริง เสียงจริง ในฐานะ “หลังบ้าน” ของนายกรัฐมนตรีคนที่ 26

ปัญหาสำคัญคือ การที่หลังบ้านยืนโชว์ตัว ในลักษณะลับ ๆ ล่อ ๆ อาจจะเป็นเป้าล่อทางการเมือง ที่บั่นทอนอายุของรัฐบาล เพราะดีกรี... ยี่ห้อ...เจ๊แดง ไม่ธรรมดา สำหรับ นักธุรกิจ นักลงทุน และนักการเมือง ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น

เริ่มตั้ง ครม. เที่ยวนี้ อย่าให้ใครวิจารณ์ได้ว่านี่ไม่ใช่ “ครม. สมชาย1” แต่เป็น “ครม. เยาวภา 1” ไม่อย่างนั้นอยู่ได้สั้น ไม่อยู่ยาว เป็นแน่แท้

Sunday, September 21, 2008

ประภัสร์ เปิดคาราวานรถหาเสียง 50 คัน 50 เขต ช่วงโค้งสุดท้ายหาเสียง


กรุงเทพฯ 21 ก.ย.- นายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดตัวคาราวานรถหาเสียง 50 คัน 50 เขต ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยมีกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน (พปช.) ส.ส. ส.ก.กทม.ร่วมงานจำนวนมาก นำทีมโดย นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการรวมผู้บริหารพรรคมากที่สุด ในโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ของ นายประภัสร์

พร้อมกันนี้ นายประภัสร์ ได้ชูนโยบายความสุข 10 ด้าน ที่จะมอบให้กับคนกรุงเทพฯ เช่น การเดินทางที่สะดวกและรวดเร็ว โรงเรียนดีใกล้บ้านปลอดอบายมุข น้ำไม่ท่วมขังสภาพแวดล้อมที่ดี โดยย้ำว่าเป็นนโยบายที่ทำได้จริงเพราะระยะเวลา 4 ปี ในการทำงานนั้นสั้นมาก และไม่เชื่อว่านโยบายขายฝันของผู้สมัครคนอื่นๆ จะทำได้ จากนั้นได้เดินทางไปสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่วงเวียนใหญ่ และได้เดินทางหาเสียงย่านฝั่งธนบุรีต่อไป.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-21 10:57:24


คอลัมน์ : ชุมชนคนแท็กซี่

คอลัมน์ : ชุมชนคนแท็กซี่

วันนี้ ชุมชนคนแท็กซี่ขอเตือนความทรงจำของท่านผู้อ่านว่า อย่าลืม 2 ปีที่ผ่านมา คือ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 หลังเวลา 3 ทุ่ม เราได้ยินประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ทางโทรทัศน์ ไม่อยากเชื่อหูที่ได้ยิน และไม่อยากเชื่อสายตาที่ได้เห็น เพราะคงไม่มีใครคิดหรอกว่าประเทศไทยจะมีการประกาศยึดอำนาจรัฐบาลกันอีก

หลังจากที่เคยได้ยินมาเมื่อ 14 ปีก่อน และก็คิดว่าในครั้งนั้นจะเป็นครั้งสุดท้าย คงไม่มีกลุ่มทหารกลุ่มใดหลงยุคเข้ามาทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย และประกอบกับประเทศต่างๆ ในโลกใบนี้ไม่มีใครเขาทำกันแล้ว แม้แต่ประเทศพม่า แม้ว่าจะปกครองโดยรัฐบาลทหาร แต่ก็คนละรูปแบบ ประเทศของเขาเผด็จการอย่างถาวรอยู่แล้ว แต่ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย และก็เดินทางมาถึงยุคที่ทุกอย่างจะสมบูรณ์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง คนไทยทั้งประเทศต่างก็ตั้งความหวังกันไว้สูงมาก ที่อยากจะเห็นประเทศไทยเจริญไปข้างหน้า แต่อนิจจา นี่ประเทศไทยจะต้องถอยหลังกลับไปอีกกี่ปี

ในที่สุดประเทศไทยก็ตกอยู่ในระบอบเผด็จการ หลังจากนั้นก็มีประกาศ คำสั่ง ของคณะรัฐประหารออกมาเป็นระยะ เราก็คิดตามไปว่า บัดนี้สิทธิมนุษยชนของเราได้สูญสิ้นไปแล้ว โดยการปล้นของโจรกลุ่มหนึ่ง แล้วเมื่อไรหนอสิทธิเสรีภาพของเราจะกลับคืนมาอีก เรากังวลและสับสนในชีวิตมาก เราก็คิดไปว่า จะมีใครที่จะออกมาเป็นผู้นำขับไล่กลุ่มโจรกบฏกลุ่มนี้ ตัวเราเองแม้จะเป็นแกนนำในการต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อคราวตั้งเวทีจตุจักร แต่กลุ่มพันธมิตรฯ เป็นกลุ่มประชาชนธรรมดา แต่นี่เป็นกลุ่มทหาร

ซึ่งมีอาวุธครบมือและมีอำนาจในการจับกุมคุมขัง และประการสำคัญ จะมีประชาชนที่คิดอย่างเราและกล้าออกไปต่อต้านหรือไม่ งานแบบนี้จะต้องใช้มวลชนเป็นจำนวนมาก หากว่าไปกันน้อยก็คงจะไม่พ้นถูกจับกุมแน่นอน ในระหว่างที่สับสนและกังวลอยู่นั้น ก็เริ่มมีความอุ่นใจอยู่บ้างว่าเราคงจะไม่โดดเดี่ยวแน่นอน เพราะคนรักประชาธิปไตย เช่น คนเดือนตุลา และครูอาจารย์ที่เคยต่อต้านเผด็จการในอดีต พร้อมทั้งนักศึกษาในปัจจุบัน ก็คงจะไม่ปล่อยให้อำนาจเผด็จการครองเมืองแน่นอน

ต่อมาเมื่อนานวันเข้า กลุ่มคนที่เราตั้งความหวังไว้กลับเงียบ และแสดงท่าทีคล้ายๆ จะเห็นด้วยกับกลุ่มโจรกบฏที่มายึดอำนาจ เราต้องมานั่งถามตัวเองต่อว่า “มันเกิดอะไรขึ้น” จนกระทั่งไม่นานนักก็พอจะตอบตัวเองได้ว่า คนกลุ่มที่เราตั้งความหวังไว้ เขาไม่ชอบอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็เลยไปเห็นดีเห็นงามกับกลุ่มโจรกบฏ เพื่อให้เกิดความสะใจเท่านั้นเอง มันน่าแปลกไหมครับ ไม่ชอบคนคนหนึ่ง แต่เอาประเทศชาติมาเป็นเดิมพัน

จากวันนั้น (19 ก.ย. 49) มาถึงวันนี้ 2 ปีเต็ม ใครได้และใครเสีย แน่นอนละครับ กลุ่มคนที่เข้ายึดอำนาจได้แน่นอน คือ ได้อำนาจและผลประโยชน์ ส่วนกลุ่มคนที่ต้องการความสะใจก็ได้ความสะใจที่เห็นอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร สิ้นอำนาจ แต่ในส่วนของความเสียหายก็คือประเทศชาติและประชาชน ที่ต้องอยู่กับความเสียหายดังต่อไปนี้

1.ความเสียหายด้านเศรษฐกิจ คงจะไม่ต้องอธิบายกันมากว่ามีอะไรบ้างที่เกิดความเสียหาย แต่อย่างน้อยการท่องเที่ยวเกิดการหยุดชะงักงันทันที กรุ๊ปทัวร์ต่างๆ ยกเลิกเป็นจำนวนมาก นักลงทุนย้ายฐานการลงทุนไปประเทศอื่น นักลงทุนใหม่ก็ไม่มา เพราะไม่มั่นใจรัฐบาลเผด็จการ ผลกรรมก็ตกกับประเทศชาติและประชาชน

2.ความเสียหายด้านสังคม ประชาชน แต่ก่อนคนไทยเคยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข แต่ 2 ปีมานี้ คนไทยเป็นศัตรูกันมากขึ้น มีการแบ่งกลุ่มกัน รวมไปถึงแบ่งประเภทสีกัน ฝ่ายหนึ่งสีแดง อีกฝ่ายหนึ่งสีเหลือง ไม่เพียงแต่ประชาชนทั่วไป ความแตกแยกลุกลามไปสู่ประชาชนกับสื่อมวลชน เมื่อก่อนประชาชนทั่วไปมีความเดือดร้อนไม่สามารถพึ่งหน่วยงานของรัฐได้ จะมาขอพึ่งสื่อมวลชน เช่น ไปร้องทุกข์กับสถานีวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ แต่เดี๋ยวนี้ประชาชนกับสื่อมวลชนเป็นคู่อริกัน เห็นกันทีไรเกิดปัญหา บางครั้งรุนแรง ลงไม้ลงมือกันก็มี ซ้ำร้ายไปกว่านั้น คนในครอบครัวเดียวกัน กินข้าวร่วมวงกันไม่ได้ ใส่เสื้อผ้ากันคนละสี ผัวกับเมียต้องแยกห้องนอนกันเพราะว่าความคิดเห็นไม่ตรงกัน เมื่อก่อนนั้นแม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันบ้าง ก็ยังไม่เคยแตกแยกกันถึงขนาดนี้

3.ความเสียหายด้านการเมือง นับว่าเป็นความเสียหายอย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน ประชาชนเลือกตัวแทนเข้ามา แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะอยู่รอดหรือไม่ จะโดนใบแดงหรือไม่ จะถูกถอดถอนวันไหน หรือแม้แต่จะพ้นหน้าที่วันไหน พรรคจะถูกยุบหรือไม่ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะพ้นจากคณะรัฐบาลวันไหน ในรัฐสภาก็เกิดการแตกแยก มีทั้ง ส.ว. เลือกตั้ง และ ส.ว. แต่งตั้ง ทำงานกันคนละทาง ส.ว. ที่แต่งตั้งพวกเดียวกันเข้ามา ก็เข้ามาทำหน้าที่คอยจ้องล้มรัฐบาลที่เป็นคนละพวก องค์กรอิสระต่างๆ ถูกแทรกแซง ขบวนการยุติธรรมหวังพึ่งไม่ได้ ตุลาการบางคนออกมาพูดดูหมิ่นประชาชนทั้งประเทศ ประชาชนหมดศรัทธา และขาดความเคารพยำเกรง ผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองขาดคุณธรรม เป็นที่พึ่งไม่ได้

ผลพวงความเสียหายที่กล่าวมาแล้วเป็นเพียงบางส่วน แต่ความเสียหายอันยิ่งใหญ่ที่ประเมินค่ามิได้คือการเสียหายทางด้านจิตใจ ที่มีผลกระทบให้เกิดความห่อเหี่ยว จนถึงขั้นตรอมใจตายกันไปก็มี เมื่อเป็นอย่างนี้ยังจะมีกลุ่มทหารที่คิดจะปฏิวัติอีกหรือ ขอให้การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นครั้งสุดท้ายของประเทศไทยเถอะครับ

ชินวัฒน์ หาบุญพาด