WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 22, 2008

หุ่นกระบอกการเมือง (ตอนที่๑)

The Thai Democratic Rights Body
หุ่นกระบอกการเมือง
(ตอนที่๑)
โดย อาคม ซิดนี่ย์
วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๑
เหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยในเวลานี้ ถ้าหากใครมองว่าเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ก็นับได้ว่าคนผู้นั้นมองการเมืองด้วยความไม่เข้าใจ เพราะในความเป็นจริงประเทศไทยเคยมีความขัดแย้งทางการเมืองเพียงครั้งเดียว นั่นก็คือความขัดแย้งระหว่างลัทธิคอมมูนิสต์ที่มีจีนและรัสเชียเป็นแกนนำกับค่ายโลกเสรีที่มีประเทศอเมริกาเป็นพี่ใหญ่ ความขัดแย้งและแย่งชิงความเป็นใหญ่ของสามประเทศมหาอำนาจดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อสังคมมนุษย์ทั่วโลกทุกประเทศ หลายประเทศมีความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นแบ่งแยกประเทศเป็นเหนือและใต้ ทำสงครามห้ำหั่นกันจนผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ดังเช่น เวียดนามและเกาหลี เป็นต้น
ประเทศไทยกับอเมริกาเป็นพันธมิตรถาวรตลอดกาลภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องร่วมทำสงครามต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยรัฐบาลไทยได้ส่งกำลังทหารไปร่วมรบและยินยอมให้อเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพื่อไปทำสงครามกับเวียดนาม ในขณะเดียวกันลัทธิคอมมิวนิสต์ก็แทรกซึมเข้ามาเพื่อบ่อนทำลายประเทศ โดยมีคอมมิวนิสต์ใหญ่ชื่อว่า พ.ท.พโยม จุลานนท์ (คุณพ่อของพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ณ เขายายเที่ยง)หรือสหายคำตันในฐานะ “เสนาธิการกองทัพปลดแอกฯ” ทำสงครามกองโจรกับรัฐบาลไทยอยู่หลายปี ตรงนี้แหละที่ผมบอกว่าคือความขัดแย้งทางการเมืองเพียงครั้งเดียวของประเทศไทย ส่วนความวุ่นวายอื่นๆที่เกิดขึ้นนับไม่ถ้วน ล้วนเป็นการช่วงชิงอำนาจทั้งนั้น
การช่วงชิงอำนาจที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยคงไม่มีครั้งไหนที่ยาวนานเท่ากับเหตุการณ์ปฏิวัติยึดอำนาจรัชกาลที่ ๗ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ หรือที่เรียกกันว่าวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นก็เป็นที่รับรู้กันโดยทั่ว จากการบันทึกอันเป็นประวัติศาสตร์ว่า มีคณะนายทหารร่วมกับพลเรือนจำนวนหนึ่งภายใต้ชื่อว่า “คณะราษฎร์” ได้ใช้กำลังพลและอาวุธเข้าทำการยึดอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.๗) โดยมีจุดประสงค์ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย และก็สืบเนื่องจากที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองภายหลังจากการยึดอำนาจนี่แหละครับที่ผมขอเรียกว่า “ปฏิวัติ” และผลพวงแห่งการปฏิวัติในครั้งนั้น ทำให้เกิดการช่วงชิงอำนาจอย่างยาวนานแม้กระทั่งจนทุกวันนี้
ผมเคยเข้าใจเช่นเดียวกับพี่น้องคนไทยส่วนใหญ่ครับว่า เหตุการณ์แห่งความวุ่นวายที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในเวลานี้ มันมีจุดเริ่มต้นมาจากความขัดแย้งส่วนตัวของคนสองคนคือนายสนธิ ลิ้มทองกุล กับคุณทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น และคาดว่าเรื่องราวมันคงสามารถคลี่คลายไปได้เมื่อนายสนธิหมดมุขที่จะถล่มคุณทักษิณ แล้วมันก็เกือบจะเป็นจริงอย่างที่ผมคาดคิดไว้ เมื่อรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรที่จัดโดยนายสนธิและสโรชาเริ่มแผ่ว อันสืบเนื่องจากผู้คนที่ติดตามรายการเริ่มจับโกหกได้ในหลายครั้ง ที่นายสนธิและนางสโรชามดเท็จและบิดเบือน จึงทำให้ประชาชนคนไทยที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเริ่มมีความผ่อนคลาย และสบายใจขึ้น เนื่องจากวันแห่งการรอคอยของคนไทยทั้งชาติกำลังงวดใกล้เข้ามาทุกขณะในเวลานั้น นั่นก็คืองานเฉลิมฉลองวันครองราชย์ ๖๐ ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ในขณะที่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรเริ่มกร่อย ป้าเปรม (ป้าครับ) กลับมีอาการของขึ้นด้วยการแต่งเครื่องแบบชุดทหารเต็มยศเดินสายไปปาฐกถาตามสถาบันฯและองค์ กรต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการทหารอย่างโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า, โรงเรียนนายเรือและโรงเรียนนายเรืออากาศ โดยมีเนื้อหาสาระในการชักชวนให้สังคมอย่าไปนับถือคนรวยและอย่าไปไหว้คนมีเงิน และให้มุ่งเน้นในเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมตลอดจนชูหลักปรัชญาที่ว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง และที่หนักหนาสาหัสที่สุดก็คือการปลุกระดมกองทัพไม่ต้องฟังคำสั่งของรัฐบาล ด้วยการเปรียบเทียบทหารคือม้า “ม้าของพระราชา” และรัฐบาลเป็นเพียงแค่จ๊อกกี้ มาแล้วก็ไป
การปาฐกถาของเปรมได้ถูกนำไปขยายผลอย่างมีประสิทธิภาพโดยผ่านเครือข่ายองคมนตรีและบุคคลรับใช้ใกล้ชิดฯไม่ว่าจะเป็นนายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง และที่สำคัญที่สุดคือศ.ดร.เกษม วัฒนชัย องคมนตรีผู้ซึ่งมีบทบาทสูงเป็นอย่างยิ่งในการทำหน้าที่รับใช้เปรมอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้แล้วยังมีดร.ชัยอนันท์ สมุทวาณิช ผู้อำนวยการโรงเรียนวชิราวุธและคณาจารย์ตามสถาบันรวมทั้งองค์กรธุรกิจต่างๆที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มบุคคลรับใช้ใกล้ชิดฯ ตลอดจนสื่อมวลชนอีกจำนวนหนึ่ง และที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้อย่างเด็ดขาดนั่นก็คือพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ ได้ทำหน้าที่ร่วมด้วยช่วยอุ้มนายสนธิอย่างชนิดไม่ต้องปิดบังอำพราง
กลุ่มบุคคลดังกล่าวข้างต้นผมขออนุญาติเรียกสั้นๆว่า “เครือข่ายเปรม” เป็นขบวนการที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อการโค่นล้มคุณทักษิณอย่างเป็นระบบภายใต้แผนการที่วางไว้อย่างรัดกุม ถ้าหากท่านผู้อ่านได้สังเกตุเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ก็จะพบความจริงอย่างหนึ่งว่า ยุทธวิธีการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นการรุกหรือรับนั้น เป็นไปแบบสอดประสานรับกันอย่างเป็นระบบ แม้จะมีลักษณะเพลี่ยงพล้ำให้เห็นบ้างในบางครั้ง แต่ก็มีตัวละครหน้าใหม่โผล่ออกมาแก้ไขสถานการณ์ให้กลับคืนเป็นฝ่ายได้เปรียบในเวลาอันรวดเร็ว เหมือนกับละครหุ่นกระบอกที่ต้องการให้ฝ่ายไหนรุกหรือรับก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ชักรอกหุ่นที่ยืนอยู่หลังฉาก (เปรมเป็นเพียงผู้กำกับอยู่หน้าเวที ทำหน้าที่ล่อเป้าไม่ให้ผู้คนจับได้ว่ามีผู้ชักรอกอยู่ข้างหลัง)
เมื่อรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรได้รับการอุ้มชูจากเครือข่ายเปรมอย่างเปิดเผย นายสนธิจึงไม่รีรอที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็น “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” และยกระดับการต่อสู้จากท๊ากกก....ษิณ.........ออกไป ซึ่งเพียงต้องการขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณเพื่อให้มีการเปลี่ยนตัวนายกฯในเบื้องต้น มาเป็นโค่นรัฐบาลและล้มล้างนโยบายประชานิยมที่นายสนธิเรียกว่าระบอบทักษิณ ด้วยการยื่นถวายฎีกาขอนายกฯพระราชทาน! จึงยิ่งเป็นการขับเน้นเครือข่ายที่ช่วยกันโค่นล้มให้ได้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมว่า การยื่นฎีกาขอนายกฯพระราชทานนั้นมันมีจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวโดยดร.ชัยอนันท์เป็นหัวหอกและราชนิกูลกลุ่มหนึ่งได้เข้าชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานรัฐบาลชั่วคราว และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยมีพรรคประชาธิปัตย์ให้การสนับสนุนอย่างออกนอกหน้า จนเป็นที่มาของมาร์คม.๗ ซึ่งรายละเอียดของฎีกามีดังต่อไปนี้
5 มีนาคม 2549

ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม
ตามที่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทำการยุบสภา โดยมิได้มีเหตุอันควรที่ถือธรรมเนียมปฏิบัติ ตามครรลองของระบบรัฐสภา การกระทำดังกล่าวนอกจากจะเป็นการทำลายระบบรัฐสภาแล้ว ยังทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ประชาชนได้มาชุมนุมมากขึ้นเป็นลำดับ กลุ่มบุคคลผู้หวังดีต่อประเทศชาติหลายกลุ่มเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก แต่ก็ไม่เป็นผล นายกรัฐมนตรีกลับสั่งให้มีการระดมประชาชนเพื่อมาสนับสนุนตนเอง โดยไม่ใส่ใจต่อคำเรียกร้องของประชาชน
บัดนี้ พรรคฝ่ายค้านได้ตกลงร่วมกันไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งน่าจะทำให้พรรคไทยรักไทยกลายเป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวในสภา การต่อต้านของประชาชนจะมีมากขึ้นทั้งก่อนระหว่างและหลังการเลือกตั้งนำไปสู่สภาวการณ์ที่ไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ ข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นทางออกใดนอกจากการขอพระราชทานพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมขอพระมหากรุณาเป็นที่พึ่ง ขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยนำจารีตประเพณีการปกครอง ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาใช้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีรัฐบาลชั่วคราวทำหน้าที่แก้ไขรัฐธรรมนูญและดูแลเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เป็นการเริ่มต้นกิจกรรมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยใหม่ โดยพรรคการเมืองทุกพรรคมีโอกาสในการแข่งขันอย่างเท่าเทียมและบริสุทธิ์ยุติธรรม
ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า
นายแพทย์มงคล ณ สงขลา
ม.ร.ว. ยงยุพลักษณ์ เกษมสันต์ ขอเดชะ
การขอนายกฯพระราชทานได้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างกว้างขวาง ทั้งจากกลุ่มบุคคลที่รักหวงแหนระบอบประชาธิปไตยและกลุ่มต่อต้านเผด็จการ นอกจากนี้แล้วยังมีกลุ่มบุคคลที่รักและชื่นชอบในผลงานบริหารบ้านเมืองตามแนวนโยบายประชานิยมของพ.ต.ท.ทักษิณ ทำการเคลื่อนไหวอยู่ทุกภาคส่วนไม่เว้นแม้ภาคใต้อันเป็นเขตอิทธิพลของพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ การต่อต้านดำเนินไปด้วยความเข้มข้นขึ้นตามกาลเวลา (ทำให้มีการรวมตัวของกลุ่มต่างๆมาเป็นแนวร่วมภายใต้ชื่อว่า “แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ” หรือที่รู้จักกันในนามนปก. ในเวลาต่อมา)
เมื่อรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรได้ปรับเปลี่ยนมาเป็น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายสนธิ ลิ้มทองกุลก็เลยกลายเป็นพยัคฆ์ติดปีกและไม่โดดเดี่ยวเดียวดายอีกต่อไป เพราะมีกุ๊ยกวนเมืองตลอดกาลเพิ่มขึ้นมาเสริมความแข็งแกร่งอีก ๔ หน่ออันประกอบด้วย เฒ่าหัวเกรียนจำลอง ศรีเมือง,มนุษย์ประหลาดสมศักดิ์ โกศัยสุข,เด็กเลี้ยงแกะสุริยใส กตะศิลา,และจอมลวงโลกพิภพ ธงไชย เมื่อเป็นเช่นนี้นายสนธิก็เลยมีความมั่นใจเหมือนได้ยาชูกำลังตำรับสวรรค์ประทาน ถึงกับกล้าประกาศก้องบนเวทีปราศรัยว่าเป็นสมาชิกพรรคจักรี และขยายความว่า “จักรีที่แปลว่าราชวงค์จักรี”
คำปราศรัยของนายสนธิได้ถูกรัฐบาลทักษิณดำเนินการทางกฏหมายในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่สุดท้ายอัยการสูงสุดมีคำสั่งถอนฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล โดยระบุเหตุผลการถอนฟ้องว่า การดำเนินคดีดังกล่าวต่อไปก็ไม่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ และเพื่อให้ประชาชนทุกฝ่ายเกิดความสมานฉันท์ การที่นายสนธิและสมัครพรรคพวกสามารถลอยตัวอยู่เหนือกฏหมายได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านอย่างรุนแรง จนเป็นเหตุให้ทหารโจรถือโอกาสทำการยึดอำนาจด้วยการอ้างเหตุเผชิญหน้าของกลุ่มผู้ต่อต้านและสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ
การยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๑๙กันยายน ๒๕๔๙ ทำให้มองเห็นภาพของเปรมชัดเจนเป็นอย่างยิ่งในการสนับสนุนให้มีอำนาจนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นกรณีนำคณะนายทหารโจรที่ทำการยึดอำนาจเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯกลางดึก, หรือเจ้ากี๊เจ้าการในการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีแม่ทัพนายกองมุ่งหน้าไปบ้านสี่เสาชนิดหัวกระไดไม่แห้ง ตลอดจนการออกมารับประกันพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดของประเทศไทย และแม้การครอบงำกระบวนการยุติธรรมด้วยการโทรศัพท์ตรงไปสั่งการเอง จนส่งผลให้มีคำสั่งตัดสินจองจำอดีตสามกกต.โดยไม่รอลงอาญาและยุบพรรคไทยรักไทยแล้วเพิกถอนสิทธิ์นักการเมือง ๑๑๑ คนที่เป็นกรรมการพรรค (โดยคณะตุลาการโจรที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร) ในเวลาต่อมา ซึ่งปรากฏหลักฐานเป็นเทปเสียงที่มือดีแอบดักฟังและอัดบันทึกไว้ แล้วถูกดร.จักรภพ เพ็ญแขนำไปเปิดเผยกลางสนามหลวงภายหลังจากที่อาคม ซิดนี่ย์เปิดโปงผ่านบทความได้ไม่นาน
ภายหลังการยึดอำนาจกลุ่มทหารโจรที่อยู่ภายใต้การสนับสนุนของเปรมก็ได้รวบรวมกลุ่มบุคคลที่เคยเป็นปฏิปักษ์กับคุณทักษิณเข้าไปทำงานตามองค์กรอิสระต่างๆที่พวกมันจัดตั้งขึ้นมา เพื่อรองรับรัฐบาลเถื่อน (ที่พวกมันจัดตั้งขึ้นมาอีกนั่นแหละ) ทำหน้าที่ในการเข่นฆ่าคุณทักษิณและพลพรรคโดยมีเจตนาให้หลุดพ้นจากเส้นทางการเมือง
การที่โจรมันครองเมืองในครั้งนี้ ต้องถือเป็นความโชคดีของพี่น้องประชาชน ที่ทำให้ได้เห็นพวกมิจฉาชีพที่แฝงเข้ามาในหลากหลายสาขาอาชีพ รวมตัวกันเป็นโจรเสื้อนอกแยกย้ายไปทำหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นตุลาการโจร(ที่ทำให้ตาชั่งเอียง), โจรรัฐธรรมนูญ(เขียนร่างบัญญัติข้อบังคับโจรที่เรียกเสียสุดหรูว่า “รัฐธรรมนูญ ๕๐” ที่ทำให้งานบริหารราชการแผ่นดินไม่อาจขับเคลื่อนได้ในเวลานี้), นักวิชาการและคณาจารย์โจร(ทั้งสอนและวิจารณ์นอกตำราอันตรงข้ามกับหลักประชาธิปไตย), สื่อโจร(บิดเบือนและปลุกกระแสให้เกิดการเผชิญหน้า), สมณโจรโพธิรักษ์ (สนับสนุนให้เกิดการนองเลือด) โดยมีองค์กรอิสระสมุนโจรเป็นผู้ชี้เป้า
ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงส่วนเสี้ยวของเหตุการณ์ที่ปรากฏขึ้นตลอดสามปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ผมคงจะไม่นำเสนอในรายละเอียดเกี่ยวกับรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งให้เป็นการเสียเวลาท่านผู้อ่าน เพราะเนื้อหาที่กล่าวมาทั้งหมดคงเพียงพอที่จะสรุปถึงความผิดปรกติที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยในครั้งนี้ได้เป็นอย่างดีว่า ทั้งหมดทั้งปวงมีที่มาจาก
๑. ความต้องการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ดูได้จากการป่วนเมืองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยเริ่มจากการขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตรมาสู่รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์จนกระทั่งรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และแม้แต่รัฐบาลใหม่อย่างนายสมชาย วงค์สวัสดิ์ที่ยังไม่ทันได้เริ่มทำงานก็มีแนวโน้มจะถูกขับไล่แล้วครับ
๒. ต่อต้านนโยบายประชานิยม ก็คงมีประเทศไทยประเทศเดียวละครับที่ต่อต้านในสิ่งที่เป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ในประเทศ
๓. การขับไล่และทำลายผู้นำที่มีผลงานมากที่สุดและเป็นที่ชื่นชอบจนได้รับความนิยมสูงสุดจากประชาชนทั่วทั้งประเทศอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผมคงมองเป็นอื่นไม่ได้ครับ นอกจากเป็นการจงใจกำจัดคนดีมีความสามารถให้พ้นทาง
เปรมแม้จะได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่มีบารมีสูงคนหนึ่งในสังคมไทย ชนิดที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ก็จริงอยู่ แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่าขีดความสามารถของเปรมนั้นห่างไกลเกินกว่าที่จะควบคุมเครือข่ายทั้งหมดที่มีอยู่ได้อย่างยาวนานขนาดนี้แน่นอน ผมถึงได้บอกตั้งแต่ต้นว่า เปรมเป็นเพียงผู้กำกับอยู่หน้าเวที ทำหน้าที่ล่อเป้าไม่ให้ผู้คนจับได้ว่ามีผู้ชักรอกอยู่ข้างหลัง แล้วใครเป็นผู้ชักรอกหุ่นกระบอกการเมืองในครั้งนี้ แล้วกลุ่มพันธมิตรอาศัยอิทธิพลของใครจึงสามารถทำการเคลื่อนไหว โดยเรียกตัวเองและพวกพ้องเป็น “กองทัพพระราชาและกองทัพพระราชินี” ด้วยการเขียนข้อความดังกล่าวติดข้างรถนำฝูงชนเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ที่สำคัญที่สุดหน้ารถขบวนมีการติดธง สก. อันเป็นพระปรมาภิไธยย่อของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ โดยไม่มีการคัดค้านหรือจัดการจากกลุ่มบุคคลที่พล่ามอยู่ตลอดเวลาว่าจงรักภักดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีปฏิกิริยาอันใดจากสำนักราชวัง ด้วยความจงรักภักดีเช่นกัน ผมจึงต้องค้นหาความจริงมานำเสนอท่านผู้อ่านให้ได้ โปรดติดตามตอนต่อไป
ก่อนจากกันในวันนี้ ผมมีเรื่องสำคัญที่จะกราบเรียนท่านผู้อ่านได้โปรดทราบโดยทั่วกันว่า
๑. อาคม ซิดนี่ย์ มีสมาชิกอยู่ทั่วไปทั้งในและนอกประเทศ แต่ไม่เคยแต่งตั้งตัวแทน
๒. บทความอาคม ซิดนี่ย์ มีไว้สำหรับเผยแพร่โดยไม่คิดมูลค่า และไม่มีการจัดจำหน่าย
๓. อาคม ซิดนี่ย์ ไม่ใช่ทั้งพ่อค้าและนักธุรกิจ ดังนั้นหากมีการแอบอ้างนำชื่ออาคม ซิดนี่ย์ไปทำโฆษณาเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของใครบางคน ขอให้ท่านผู้อ่านอย่าได้หลงเชื่อเป็นอันขาด
๔. อาคม ซิดนี่ย์ ไม่ขอรับบริจาคสำหรับการต่อสู้ในครั้งนี้ แต่ขอความร่วมมือมายังพี่น้องทุกคน จงช่วยกันส่งต่อข้อมูลที่ผมนำเสนอให้มากที่สุดเพื่อชัยชนะของพี่น้องชาวไทยทุกคน
๕. ขอให้พี่น้องและเพื่อนร่วมชาติทุกคนจงเลิกกลัวเกินเหตุครับกับไอ้มือที่มองไม่เห็น มันเป็นเพียงคนธรรมดาเหมือนเราท่านนี่แหละ แต่ถูกอุปโลกน์ให้มีสถานะเหนือมนุษย์ หากพวกเราเลิกกลัวเมื่อไหร่ พวกมันอยู่ไม่ได้ครับ
อาคม ซิดนี่ย์
Copyright © 2008 arkomsydney
อ่านแล้วกรุณาส่งต่อ
ติดตามบทความย้อนหลังได้ที่

ทักษิณขายหุ้นแมนฯซิตี้ พรุ่งนี้โกยเงิน 12,000 ล้าน

โดย ไทยรัฐ
22 กันยายน 2551

เว็บไซต์ของแมนเชสเตอร์ซิตี้แจ้งว่า กลุ่มนักลงทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ชื่ออาบูดาบียูไนเต็ดกรุ๊ป นำโดยเชค มานซูร์ บิน ไซเอ็ด อัล นาห์ยาน สรุปกระบวนการสอบทานธุรกิจและสรุปการเจรจาซื้อสโมสรเรียบร้อยแล้ว โดยการเปลี่ยนมือเจ้าของอย่างเป็นทางการจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ไปเป็นกลุ่มอาบูดาบียูไนเต็ดกรุ๊ปจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ (23 ก.ย.) มีการคาดกันว่ามูลค่าข้อตกลงไม่ต่ำกว่า 200 ล้านปอนด์ (ราว 12,400 ล้านบาท)

ทั้งนี้ อาบูดาบียูไนเต็ดกรุ๊ป จะเข้ามาซื้อกิจการต่อจากยูเค สปอร์ต ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ของทีม ซึ่งการเข้ามาเป็นเจ้าของของกลุ่มดังกล่าวจะทำให้แมนเชสเตอร์ซิตี้กลายเป็นสโมสรฟุตบอลรวยที่สุดในโลก ทางสโมสรประกาศเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ว่า จะซื้อตัวนักเตะฝีมือดีเข้าสังกัดให้มากขึ้น หลังจากซื้อตัวโรบินโญ กองหน้าวัย 24 ปี จาก "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด มาร่วมทีมเป็นเวลา 4 ปี

พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวขอบคุณสโมสรแมนฯซิตี้ โดยเฉพาะแฟนบอลที่ได้สร้างความอบอุ่นทั้งต่อตัวเขาและครอบครัว พร้อมระบุว่า แฟนบอลเรือใบสีฟ้า คลั่งไคล้ฟุตบอลอย่างมาก สมควรที่จะเห็นทีมประสบความสำเร็จ

ขณะที่หัวหน้ากลุ่มอาบูดาบี ระบุว่า อาจให้ คาร์ดู อัล มูบารัก เพื่อนสนิทของตัวเองขึ้นมาเป็นประธานสโมสร และยืนยันว่า มาร์ค ฮิวจ์ส ผู้จัดการทีม จะอยู่ในแผนการสร้างทีมของพวกเขาต่อไป




จาก Thai E-News

กกต.แนะพรรคเพื่อไทยส่งการเปลี่ยนแปลง กก.บห.ให้ กกต.ตรวจสอบ


กรุงเทพฯ 22 ก.ย. - นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยได้เลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ว่า หลังจากนี้พรรคเพื่อไทยต้องทำรายละเอียดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารส่งมาให้ กกต.ได้ตรวจสอบและรับรองรายชื่อดังกล่าว

ส่วนกรณีที่มี ส.ส.พรรคพลังประชาชน และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ไปปรากฏตัวอยู่ด้วยมีความเหมาะสมหรือไม่นั้น นายประพันธ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว โดยยืนยันว่า การยุบพรรคเป็นเรื่องใหม่ที่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี ก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ไม่อยากแสดงความคิดเห็นว่า เป็นพรรคนอมินีเหมือนอย่างที่พรรคพลังประชาชนถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือไม่ แต่พรรคเพื่อไทยได้มีการจัดตั้งเป็นพรรคมาก่อนแล้ว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-22 17:19:40


สมชาย ยอมรับ ครม.ชุดใหม่ ได้ชื่อครบแล้ว

กรุงเทพฯ 22 ก.ย.- นายกรัฐมนตรีเผยรายชื่อ ครม.ชุดใหม่เสร็จแล้ว ขณะนี้กำลังให้เลขาธิการ ครม. ตรวจสอบคุณสมบัติ โดย ครม.ชุดใหม่ จะมี รมต.ทั้งคนในและคนนอก

นายเอริค จี จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์สั้นๆ หลังเข้าพบนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่บ้านพักในหมู่บ้านเบเวอร์รี่ ฮิลล์ แจ้งวัฒนะ เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ว่า มาแสดงความยินดีกับนายสมชาย ที่ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี คนใหม่ ถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ ทั้งในฐานะมิตรประเทศ และเพื่อน

ขณะที่ นายสมชาย กล่าวว่า การพบกันครั้งนี้ เป็นการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ และไม่ได้พูดถึงสถานการณ์บ้านเมือง เพราะยังไม่ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ก่อนปฏิบัติหน้าที่ พร้อมกับยอมรับว่า รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกพรรคร่วมรัฐบาลส่งรายชื่อมาแล้ว เลขาธิการคณะรัฐมนตรีกำลังตรวจสอบคุณสมบัติอยู่ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่า มีใครในคณะรัฐมนตรีบ้าง รวมทั้งจะควบตำแหน่งใดหรือไม่ บอกแต่เพียงว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีทั้งคนในและคนนอก.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-22 16:31:20


การเปลี่ยนแม่ทัพ จากสมัคร เป็น สมชาย ไม่ได้หมายความว่า สงครามกลางเมืองครั้งนี้จะยุติลง


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ใครที่คิดว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจะคลี่คลายลง เพราะประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว หรือ พรรคพลังประชาชน ได้เปลี่ยนผู้นำพรรคคนใหม่ และผู้นำคนใหม่มีบุคคลิกภาพที่ประนีประนอม และเข้ากันได้กับทุกฝ่ายแล้ว

บุคคลิกภาพของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตรงกันข้ามกับนายสมัคร สุนทรเวช ที่มีบุคคลิกภาพที่แข็งกร้าว พูดจาโผงผาง ไม่สุภาพกับนักข่าว

ผมว่าหากมองปัญหาการเมืองแค่นี้ มองแค่บุคคลิกภาพของผู้นำว่าเป็นสาเหตุหลักของความขัดแย้ง ผมคิดว่าเป็นการมองที่ตื้นเขินมากเกินไป

ความขัดแย้งทางการเมืองไทยครั้งนี้ ซึ่งดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 3 ปีแล้ว หากเปรียบเทียบได้ มันคือ สงครามกลางเมือง นั่นเอง แม้ไม่ได้มีกองทัพเข้าห้ำหั่นกันแบบสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว หรือเหมือนกับสงครามกลางเมืองในประเทศอื่นๆ แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็เผชิญหน้ากัน มวลชนได้เข้าปะทะกัน จนมีการบาดเจ็บและล้มตายกันไปแล้ว มีการขนมวลชนเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ตั้งเงื่อนไขการเจรจา นี่หากมันไม่ใช่ สงครามกลางเมือง แล้วจะเป็นอะไร

สงครามกลางเมือง ไม่มีทางสงบได้โดยง่าย หากไม่มีผลแพ้ชนะซึ่งกันและกันอย่างเด็ดขาด เพราะสงครามกลางเมือง เป็นความขัดแย้งกันทางความคิด และความเชื่อ การประนีประนอมเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันตินั้น ผมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะต่างฝ่ายต่างมีชุดของความเชื่อที่แตกต่างกัน หากสามารถประนีประนอมกันได้ ความขัดแย้งมันก็จบสิ้นไปนานแล้วตั้งแต่ต้น

ความคิดที่ตรงกันข้ามกันไม่มีทางที่จะอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่มีการปะทะกันรอบใหม่อีก

การเปลี่ยนตัวแม่ทัพ ของแต่ละฝ่าย ผมไม่คิดว่าจะทำให้สงครามกลางเมืองสงบขึ้นได้โดยง่าย เพราะเปลี่ยนตัวแม่ทัพ อาจมีการเปลี่ยนแปลงทางยุทธวิธี หรือรูปแบบการนำ หรือรูปแบบการเผชิญหน้าและการเจรจาเท่านั้น แต่ไม่มีผลทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง ยินยอมอ่อนข้อแต่อย่างใด

การเปลี่ยนนายกฯ หรือผู้นำจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นนายสมัคร สุนทรเวช ในช่วงหนึ่งนั้น ก็ไม่มีผลให้ฝ่าย อำมาตยาธิปไตย ยอมลาข้อ อยู่ร่วมกับฝ่าย นิยมระบอบทักษิณ แต่อย่างใด ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ยังระดมพลสรรพกำลัง มุ่งเข้าทำลายล้าง ฝ่ายนิยมระบอบทักษฺณ อยู่อย่างไม่หยุดยั่ง

ดังนั้น อย่าคิดเลยว่า การเปลี่ยนตัวผู้นำของ พรรคพลังประชาชน จากนายสมัคร สุนทรเวช มาเป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ผ่อนคลายลง เพียงแต่ ทั้งสองฝ่าย อาจ หยุดยิง กันชั่วคราวเท่านั้น

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แม้จะเป็นน้องเขย ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่บุคคลิกภาพไม่ได้โดดเด่นมากเท่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือ นายสมัคร สุนทรเวช แต่อย่างใด ทำให้อำนาจในการนำรัฐบาลนั้น ไม่โดดเด่น เท่าอดีตนายกฯทั้งสองคนที่กล่าวมาแล้ว

ผมจึงคาดว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะเป็นผู้นำแบบกลุ่มเท่านั้น แต่ละกลุ่มทางการเมือง จะมีอำนาจต่อรองสูง และการเมืองในรัฐบาลและในพรรคพลังประชาชน จะมีการเจรจาต่อรองระหว่างกลุ่มต่างๆ ค่อนข้างมาก หากมีการจัดโครงสร้างพรรคที่ดี เช่น มีหัวหน้ากลุ่มต่าง ๆ เข้ามาเป็น แกนในการตัดสินใจ แบบ คณะกรรมการกรมการเมือง หรือ บุริตบุโร ของพรรคคอมมิวนิสต์ ของสหภาพโซเวียต หรือแม้แต่ของจีน ก็จะทำให้การนำพรรคเป็นไปด้วยความราบรื่น เพราะเมื่อมีการตกลงกันระหว่าง หัวหน้ากลุ่มที่เป็นแกนนำของแต่ละกลุ่มแล้ว ความขัดแย้งก็จะลดน้อยลง

พรรคพลังประชาชน ก็จะมีสภาพเหมือนกับพรรคแอลดีพี ของญี่ปุ่น ที่มีกลุ่มหรือ Fraction ทางการเมืองหลายกลุ่ม ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นนั้นก็ผลัดเปลี่ยนกันไปในระหว่างมุ้งต่างๆ แต่ นายกรัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่งไม่นานนัก แต่นโยบายของพรรคค่อนข้างมั่นคง และต่อเนื่อง พรรคแอลดีพี ของญี่ปุ่นชนะเลือกตั้งต่อเนื่องยาวนานมากว่า 50 ปีแล้ว

สำหรับกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตย พธม. นั้น ตอนนี้ ผมไม่ได้ให้ความสำคัญมากมายเท่าใดแล้ว เพราะกลุ่มนี้ เรียกร้องโดยไม่มีจุดยืนที่มั่นคง เลยเถิดจนสังคมไม่รู้ว่าจะตอบสนองได้อย่างไรแล้ว และสังคมมองไม่เห็นจุดหมายว่า คนกลุ่มนี้ ต้องการอะไรกันแน่ ผมเชื่อว่า น้อยคนมากที่จะจำข้อเรียกร้องครั้งแรกของ พธม. ได้ เพราะคนกลุ่มนี้เปลี่ยนข้อเรียกร้องไปเรื่อยๆ จนหาจุดจบไม่ได้

เมื่อเป็นอย่างนี้ ผมจึงคิดว่า สังคมโดยส่วนรวม จะให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องของ พธม. น้อยลง

แต่ สงครามกลางเมือง ครั้งนี้ กลุ่ม พธม. เป็นแค่ กองทัพส่วนหน้า ของพวกอำมาตยาธิปไตย เท่านั้น กองทัพหลักของพวกเขา ยังเป็นทหาร และ ตุลาการภิวัฒน์ อยู่เหมือนเดิม ดังนั้น ฝ่ายประชาธิปไตย อย่าให้ความสำคัญต่อพันธมิตรมากเกินไป จนไม่ได้ไปสนใจต่อต้าน พวกตุลาการภิวัฒน์ ในองค์กรอิสระต่างๆ ที่เป็น ภัยคุกคาม ที่แท้จริง

การกดดันทางการเมือง หรือการเคลื่อนไหวทางการเมือง จึงควรมุ่งไปที่ สมาชิก องค์กรอิสระ เหล่านี้ ทั้ง ปปช. และศาลรัฐธรรมนูญ และ กกต. ต้องกดดัน ให้สมาชิกองค์กรเหล่านี้ ทั้งนายจรัญ ภักดีธนากุล คุณหญิงจารุวรรณ เมทะกา หรือ นายกล้าณรงค์ จัททริก ให้รับผิดชอบทาง จริยธรรมอย่างที่ชอบอวดอ้างกัน

การตัดสินเรื่อง ลูกจ้าง ที่ทำให้นายสมัคร หลุดจากตำแหน่ง เป็น งูที่ขว้างไม่พันคอของ พวกองค์กรอิสระเหล่านี้ ต้องเรียกร้อง มาตรฐานทางจริยธรรม ที่เท่าเทียมกัน ไม่มีสองมาตรฐาน จากพวกองค์กรอิสระเหล่านี้

ต้องตรวจสอบ ใช้อารยะขัดขืน กับคนเหล่านี้บ้าง

เมื่อสามปีที่แล้ว คนเหล่านี้ เคยกดดัน พ.ต.ท.ทักษิณ หลายอย่าง เช่น จัดคนไปด่า หากจากเป็น ก็ต้องใช้ หอกคืนสนอง คนพวกนี้บ้าง

ผมจึงยังไม่คิดว่า สงครามกลางเมืองไทย จะสงบลงได้ภายในเวลาเร็ววัน เพียงเพราะมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี จากนายสมัคร สุนทรเวช มาเป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เท่านั้น

แต่พื้นฐานความขัดแย้งทางการเมืองยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น รธน. ปี 50 ยังไม่ได้แก้ไข การยุบพรรคก็ยังคงเป็นเรื่องที่คุกคามอยู่

เมื่อทั้งสองฝ่ายยังไม่ตาย หรือหมดกำลัง ก็ต้องสู้กันต่อไป ใครอายุยืนกว่า คนนั้นก็ชนะ

ใครแก่ใกล้ตายแล้ว ก่อสงครามขึ้นตอนวัยชรา ก็คงไม่ได้ทันเห็นวันที่ความสงครามสงบ สันติภาพกลับคืนมาเป็นแน่

เมื่อปลุกผีขึ้นมาจากหลุม เพียงเพื่อต้องการกำจัดทักษิณ แต่ไม่มีปัญญาเอาผีต่างๆ กลับหลุมได้เหมือนเดิม ก็จงทนทุกข์กับกรรมที่ได้ก่อให้กับแผ่นดินนี้ต่อไป

ประเทศไทย ไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมก่อนปี 2540 ได้อีกแล้ว ประชาชนได้ตื่นขึ้นมาแล้ว


จาก thaifreenews

นายกฯ ทูลเกล้าฯ ครม.ใหม่วันนี้ "โอฬาร-สุชาติ" เข้าป้ายคุมเศรษฐกิจ


ครม. “เจ๊แดง1” ลงตัวแล้ว คาดทูลเกล้าฯ วันนี้ “โอฬาร-สุชาติ” เต็งคุมทีมเศรษฐกิจ ขณะที่ “พูนภิรมย์” สละสิทธิ์ไม่รับตำแหน่ง ส่วน “มิ่งขวัญ” มีแววถูกลอยแพ

นายสุขุมพงษ์ โง่นคำ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน(พปช.) ในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฏหมาย คาดว่า ช่วงเย็นวันนี้ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ โดยผลหารือถึงช่วงเย็นวานนี้รอเพียงบัญชีรายชื่อรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดินเท่านั้น

รายงานข่าวจากพรรคพลังประชาชน ระบุว่า ขณะนี้การจัดวางรายชื่อรัฐมนตรีในตำแหน่งต่างๆ ส่วนใหญ่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ยังเหลือแต่เพียงโควตารัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดินที่ยังไม่ลงตัว เนื่องจากยังมีแรงต้านจาก ส.ส.ภายในพรรคที่ไม่พอใจนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่จะกลับมาเป็นรัฐมนตรีอีกครั้ง และไม่พอใจที่มีการเสนอรายชื่อรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคโดยไม่สอบถามความเห็นจาก ส.ส.ภายในพรรคก่อน แต่อย่างไรก็ดีคาดว่าจะมีข้อสรุปได้ภายในวันนี้

สำหรับรัฐมนตรีคนนอกที่จะเข้ามาดูแลงานด้านเศรษฐกิจ ในส่วนของกระทรวงการคลังในรัฐบาลสมชาย 1 นั้น ก่อนหน้านี้ได้มีการทาบทามนายโอฬาร ไชยประวัติ ให้มานั่งตำแหน่งรมว.คลัง ขณะที่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะเป็นพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลพรรคที่ 7 ที่คาดว่าจะยังยึดเก้าอี้ รมช.คลัง ไว้ได้ตามเดิม

นอกจากนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม โดยคาดว่าจะให้นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กลับมารับตำแหน่งเดิมอีกครั้ง หลังจากที่เก้าอื้นี้ต้องหลุดไปเป็นของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ในการปรับ ครม.ครั้งสุดท้ายของรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ซึ่งการจัดตั้ง ครม.สมชาย 1 ในครั้งนี้ยังไม่ปรากฎรายชื่อของนายมิ่งขวัญ ว่าจะไปลงที่ตำแหน่งใด

ขณะที่กระทรวงพลังงานในโควตารัฐมนตรีของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา(รช.) ที่เดิมเก้าอี้ รมว.พลังงาน เป็นของ พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ นั้น ล่าสุดจะมีการสละเก้าอี้ให้กับ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รองหัวหน้าพรรค รช. และ ส.ส.นครราชสีมา คนสนิทของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ มาตั้งแต่สมัยพรรคชาติพัฒนา มารับตำแหน่งนี้แทน


“บรรหาร” หนุน “สมชาย” ถ่างขานั่งควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม


“บรรหาร” ระบุหนุนให้ “สมชาย” ควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม เพราะไม่อยากให้มีปัญหาเหมือนที่เคยมีนายทหารไปนั่งเป็นรัฐมนตรีแล้วไม่ได้รับการยอมรับ เผยโควตาชาติไทย สลับ “ลูกทอป” ที่เดียว

นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า ตนสนับสนุนให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกหนึ่งตำแหน่ง เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างในอดีต จากกรณีที่มีทหารเข้ามารับตำแหน่งดังกล่าว ทั้งนี้ ตนไม่ทราบข่าวพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี จะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ต้องไปถามพล.อ.ชวลิตเอง แต่ในส่วนของพรรคชาติไทยนั้น ยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งภายในพรรคเรื่องจัดสรรตำแหน่ง

ด้าน นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคชาติไทยมีเปลี่ยนแปลงแค่ตำแหน่งเดียว คือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่นายวราวุธ ศิลปอาชา บุตรชายนายบรรหารรับตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถทำงานได้

บ้านนายกฯ สมชายคึกคัก ส.ส.พปช.หลายคนแห่เข้าพบ


บ้าน "สมชาย วงศ์สวัสดิ "คึกคัก ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และส.ส.พปช.หลายคนแห่เข้าพบ ก่อนจะโปรดเกล้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่

รายงานข่าวแจ้งว่าที่บ้านย่านแจ้งวัฒนะของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี มีบรรยากาศคึกคัก เนื่องจากมีบุคคลสำคัญเดินทางเข้าพบนายสมชายอย่างต่อเนื่อง เช่น พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน นายลอยเลื่อน บุญนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร นายสุขุมพงษ์ โง่นคำ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน และคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชาชน

ขณะที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง.ยุติธรรม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ซึ่งเดินทางเข้าพบนายสมชายก่อนหน้านี้ได้เดินทางกลับแล้ว ภายหลังใช้เวลาหารือประมาณ 40 นาที โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

หน.พรรคเพื่อไทยพร้อมรับตำแหน่งรมว.คลัง หากได้รับการเสนอ

ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช"รักษาการรมช.คลัง ลั่นพร้อมรับตำแหน่งรมว.คลังหากได้รับการเสนอชื่อจากรัฐบาล บอกโจทย์ใหญ่ต้องทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อ-เร่งเบิกจ่ายงบประมาณ

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่ามีกระแสข่าวว่าตนจะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่หากเป็นจริงตนพร้อมจะนั่งในตำแหน่งดังกล่าว ขณะที่หากเป็นนายวีรพงษ์ รามางกูร หรือนายโอฬาร ไชยประวัติ ก็พร้อมสนับสนุน เนื่องจากเป็นคนมีความรู้ความสามารถ และเป็นอาจารย์ของตนทั้งคู่ พร้อมทั้งระบุว่า ปัญหาขณะนี้ต้องเป็นคนมีความรู้มาแก้ปัญหา

นายสุชาติ ยังกล่าวถึงปัญเศรษฐกิจสหรัฐฯ ว่าจะกระทบต่อการส่งออกสินค้าบริการของไทย ดังนั้นรัฐบาลจะต้องทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อและเร่งใช้จ่ายงบประมาณ

ตร.ลดกำลังดูแลม็อบ-เตรียมรปภ.รำลึกเหตุการณ์การเมืองสำคัญ


รองผบช.น. เผยที่ประชุมประเมินสถานการณ์การชุมนุมเสนอสตช.ปรับลดกำลังพลดูแลม็อบ เพื่อเตรียมกำลังรักษาความปลอดภัยงานรำลึกเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองช่วง 10-14 ต.ค. ย้ำ ขณะนี้สถานการชุมนุมสงบเรียบร้อยดี

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เมื่อเวลา 11.30 น. พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รอง ผบช.น. กล่าวภายหลังประชุมนายตำรวจที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินและสรุปสถานการณ์การชุมนุมและมีการเสนอปรับลดกำลังเจ้าหน้าที่ในการดูแลการชุมนุม ว่า ในที่ประชุมประเมินและสรุปสถานการณ์ รวมถึงรายงานด้านการข่าวขณะนี้สถานการณ์การชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งส่วนนี้มีการเสนอไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อปรับลดกำลังลงจากเดิม เหลือเพียงพันกว่านายเท่านั้น โดยจะพิจารณาจากกองบัญชาการตำรวจภูธรที่อยู่ห่างไกลก่อน ซึ่งทุกพื้นที่มีการปรับลดกำลังหมด ไม่ว่าจะเป็นรอบทำเนียบรัฐบาล ด้านหน้าและด้านหลังกองบัญชาการตำรวจนครบาล

พล.ต.ต.เอกรัตน์ กล่าวต่อว่า การปรับลดกำลังครั้งนี้บางส่วนเพื่อรองรับการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพหมานครในวันที่ 5 ต.ค. นี้ รวมถึงการเตรียมกำลังเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยการรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง ในวันที่ 10-14 ต.ค. เพื่อให้สถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย