WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 23, 2008

ปัญหาการตั้งคณะรัฐมนตรี


คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเคยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีและตั้งรัฐบาลไว้สองประเด็น ประเด็นแรก การเลือกนายกรัฐมนตรีและตั้งรัฐบาลในภาวะวิกฤติ ประเด็นที่สอง ผมเห็นว่างานสำคัญที่สุดของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ คือ เอาทำเนียบนายกรัฐมนตรีคืนมา เอาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกไป วันนี้ ขอย้อนกลับไปแสดงความคิดเห็นต่อการตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความผิดหวังกันพอสมควร ซึ่งเป็นเช่นนี้มาทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใด พรรคใด ตั้งหรืออยู่ในภาวะเช่นไร ปกติหรือวิกฤติ กล่าวคือ

ปัญหาการตั้งคณะรัฐมนตรีดังกล่าว มิได้เกิดจากความคิดหรือความสามารถของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี หากมาจากระบบรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลสภา(parliamentary government ) รัฐบาลระบบนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมาจากความเห็นชอบของสภา ตั้งแต่สภาเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายต่อสภา ต้องยอมรับการควบคุมของสภา หากสมาชิกสภาส่วนใหญ่ไม่ผ่านร่างกฎหมาย ไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี (รวมทั้งรัฐมนตรี) จะต้องลาออกหรือยุบสภา

ดังนั้น ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคใด และประเทศใดๆ จะตั้งรัฐมนตรีที่ไม่เพียงเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภา หากยังจะต้องตั้งคนที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสนับสนุน โดยทั่วไป จะเป็นผู้นำ กรรมการพรรค หรือหัวหน้ากลุ่ม ส.ส. เราจึงเห็นว่า คณะรัฐมนตรีของรัฐบาลระบบนี้จะประกอบด้วยหัวหน้า เลขาธิการพรรค กรรมการ ผู้นำ ส.ส. กระทั่งนายทุนของพรรคการเมือง บุคคลเหล่านี้ จะได้เป็นรัฐมนตรีอยู่เสมอ อย่างเช่น ในประเทศไทยในช่วง 20 ปี นายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายสุวิทย์ คุณกิตติ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายพินิจ จารุสมบัติ นายจาตุรนต์ ฉายแสง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ฯลฯ จะได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีไม่ว่าพรรคของตนเป็นแกนนำหรือร่วมรัฐบาล

คณะรัฐมนตรีของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็เช่นกัน จึงประกอบด้วยผู้นำ กรรมการ หัวหน้ากลุ่ม ส.ส. ของพรรคพลังประชาชน พรรคร่วมรัฐบาล ชาติไทย เพื่อแผ่นดิน มัชฌิมาธิปไตย รวมใจไทยชาติพัฒนา และประชาราช เป็นเหมือนระบบโควตาของพรรค ส่วนใหญ่จะเป็นรัฐมนตรีรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช แน่นอนว่าเมื่อประกาศรายชื่อรัฐมนตรี นอกจากฝ่ายพันธมิตรฯ แล้ว คนกลางๆ คงจะรู้สึก และแสดงความคิดเห็นวิจารณ์กันมากพอสมควร ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นเมื่อมีรัฐบาลใหม่ ดังที่กล่าวมาข้างต้น

ประการที่สอง การตั้งคณะรัฐมนตรีไม่ว่าระบบใด จะต้องเป็นบุคคลที่มาดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศไว้ในช่วงการเลือกตั้งทั่วไป นายกรัฐมนตรีจะตั้งบุคคลใดเป็นรัฐมนตรี ซึ่งต้องเป็นคนมีความรู้ความสามารถที่จะดำเนินนโยบายด้านต่างๆ อันเป็นความเรียกร้องต้องการและความคาดหวังของประชาชนผู้เลือกพรรคนั้นๆ เป็นรัฐบาล รัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นอกจากจะสืบทอดนโยบายของพรรคไทยรักไทยแล้ว ยังมีนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศที่เสียหายตกต่ำย่ำแย่อันเป็นผลมาจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ดำรงมาหลายเดือน โดยเฉพาะวิกฤติสถาบันการเงินของสหรัฐอเมริกา บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ เช่น การคลัง จะต้องเป็นคนที่มีความรู้ความเข้าใจสภาพเศรษฐกิจโลก และมีความรู้ความสามารถคิดค้นมาตรการทางเศรษฐกิจช่วยลดผลกระทบจากวิกฤติดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีอีกหลายประการ เช่น จะต้องคำนึงถึงภูมิภาค พยายามหาบุคคลมาเป็นรัฐมนตรีจากทุกภาคทั้ง เหนือ ใต้ อีสาน กลาง และคำนึงถึงเรื่องเพศ ว่าจะให้สตรีเป็นรัฐมนตรีกี่คน

นี่เป็นภาวะกดดันทางการเมืองในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งไม่ต่างจากคนก่อนๆ และคนต่อไป

จรัล ดิษฐาอภิชัย


อย่าเสียศักดิ์ศรี !


คอลัมน์ : ละครชีวิต

ทันทีที่ทราบข่าวว่า “นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์” นายกรัฐมนตรี โทรศัพท์ประสานกับ “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” เพื่อเจรจายุติปัญหาแล้วรู้สึกว่า อันธพาลที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาล ยิ่งใหญ่จริงๆ

ยิ่งใหญ่ขนาดนายกรัฐมนตรีต้องลดตัวลงมาขออนุญาตสนทนาเจรจาหาทางลงกันเชียวหรือ

ทั้งๆ ที่คนพวกนี้ก่อความวุ่นวายให้กับประเทศชาติ สร้างความเสียหายให้บ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง แต่รัฐบาลกลับต้องขออนุญาตเพื่อทำโน่นทำนี้

ถ้ารัฐบาลยอมทำตามข้อเรียกร้องของคนกลุ่มนี้แล้วประเทศชาติจะเป็นอย่างไรต่อไป

มีประชาชนจำนวนมากที่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องยอมให้คนพวกนี้อยู่เหนือกฎหมาย ทำไมต้องยอมรับเงื่อนไขหลายๆ อย่าง

คนเหล่านี้มีสิทธิกำหนดทิศทางประเทศด้วยหรือ “นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” ที่สู้รบกับเผด็จการมาทั้งชีวิตยังไม่มีสิทธิไปต่อรองด้วยเลย

แล้วข้อหากบฏที่ตอนแรกทำท่าทางขึงขังจะเข้าไปจับตัวมาขังคุก แต่มาจนถึงวันนี้แล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะปราบปรามพวกอันธพาล แถมยังปล่อยให้ลอยนวลออกทีวีต่อรองทางการเมืองอีก

แบบนี้ ขอฝากไปทาง ท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของเมืองไทย ด้วยว่าอย่าทำให้ประชาชนสับสน

อย่าทำให้นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้ และสิ้นหวัง เพราะอุตส่าห์เรียกร้องประชาธิปไตยกันมาจนเกือบตาย

แต่วันนี้เผด็จการกลับเป็นใหญ่ มีอำนาจต่อรองทางการเมือง แถมท่านนายกรัฐมนตรียังต้องฟังเสียงคนพวกนี้เป็นหลักว่าจะเอาอย่างไร

ไม่รู้ว่านาทีนี้ เสียงที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชนจะเหมือนเดิมหรือไม่ แต่ก็มีคนจำนวนมากที่บ่นกันเข้ามาว่า ไอ้ที่ฟาดฟันกันจนล้มหายตายจากไปกันทีละคน สองคน บางคนถึงกับสังเวยชีวิต บางคนไม่ถึงตาย ก็ไมเกรนขึ้นสมอง

ตกลงว่า เวลานี้ นาทีนี้ สถานการณ์แบบนี้ตกลงยอมความกันแล้วใช่ไหม ?

เพราะมีข่าวเสนอนิรโทษกรรมให้กับแกนนำพันธมิตรทั้ง 9 คนที่ถูกตั้งข้อหากบฏ รวมทั้งมีสัญญาณบางอย่างให้เจรจากันด้วยดี

คำถามนี้ผมไม่ทราบว่าจะตอบอย่างไร เพราะไม่แน่ใจว่า ท่านนายกรัฐมนตรีสมชายกำลังคิดอะไรอยู่

เวลานี้ได้แต่ปลอบใจ บรรดานักสู้เพื่อประชาธิปไตย ทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง และกองหนุนอีกจำนวนมหาศาล
นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กลุ่มนี้มีเยอะจริงๆ เพราะเท่าที่ได้สัมผัสความรู้สึกนึกคิดแล้วจึงรู้ว่าพวกเขามีอุดมการณ์ที่แน่วแน่

พวกเขายืนกรานเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ยอมยกโทษให้ “กบฏ” ที่ทำลายคนของพวกเขาจนบาดเจ็บล้มตายอย่างแน่นอน

พวกเขายืนกรานว่าไม่ยอมเปลี่ยน “จุดยืน” เพื่อปกปักรักษาประชาธิปไตย

ท่านนายกฯ สมชาย คงจำเหตุการณ์เมื่อครั้งที่นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายรวมตัวกันเพื่อรักษาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยได้นะครับ

ถ้าจำได้ก็ขอเพียงฟังเสียงคนเหล่านี้บ้าง เพราะแม้จะเป็นเพียงเสียงเล็กเสียงน้อย เสียงคนที่ไม่ได้พูดแล้วดังเหมือนพวกอันธพาลที่ได้รับการเชิดชูจากสื่อมวลชนกระแสหลัก

แต่ก็เป็นเสียงที่ “ทรงพลัง” และมีความหมาย

เขียนแบบนี้ ไม่ใช่ต้องการจะบอกว่าการเจรจาเป็นสิ่งที่ไม่ดี

แต่อยากบอกว่า “ประชาธิปไตย” ยังเป็นสิ่งที่ควรยึดไว้ เพราะเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ!

ลวดหนาม


จริงใจ...หรือแค่หมากที่ถูกบังคับให้ต้องเดิน


คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่มีสิทธิ์ที่จะมายึกยัก ยื่นข้อเสนอเรียกร้องอะไรได้เลย หลังจากที่มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และมีรัฐบาลใหม่เข้ามาทำงาน เพราะหัวหน้ารัฐบาลประกาศชัดเจนว่า จะทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ยึดถือกฎหมาย และต้องการสร้างความปรองดอง ความสามัคคี ให้เกิดขึ้นในประเทศ นอกจากกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น

หลังจากเราได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สิ่งที่เป็นความหวังความปรารถนาของคนไทยทั้งชาติดูจะแจ่มใสขึ้น เป็นความหวังที่จะลดความร้อนแรง ความสุ่มเสี่ยงทางการเมืองที่มีอยู่ได้

เนื่องจากนายกรัฐมนตรีคนนี้ถือเป็นประเภท “มือประสานสิบทิศ” ชีวิตการงานที่อยู่ในแวดวงของ “ความยุติธรรม” มาโดยตลอด พร้อมจะทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย เพื่อให้บ้านเมืองสามารถเดินไปได้ หลังจากต้องตกหล่มหยุดชะงักลง เพราะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาขัดขวางต่อต้าน กระทำการที่สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้น และยังแสดงเจตนาไม่ยอมรับรัฐบาลนี้อีก และพร้อมจะจับจ้องเล่นงานต่อไปให้ลาออก ทั้งยังห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกด้วย ผมว่าเป็นเรื่องที่สังคมไม่อาจรับได้

แม้แต่ทหารก็ออกมาตอกย้ำอย่างหนักแน่นว่า ปัญหาทางการเมืองต้องแก้ด้วยการเมืองเท่านั้น

ประธานวุฒิสภาก็ยังเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะคลี่คลายไปในทางที่ดี เพราะบุคลิกของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เป็นคนประนีประนอม และนุ่มนวล จะทำให้แก้ปัญหาทางการเมืองได้ ขอให้ทุกฝ่ายให้โอกาสนายสมชาย และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ได้ทำงานเพื่อพิสูจน์ตัวเองก่อน

พร้อมกันนี้ มีเสียงเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คืน “ทำเนียบรัฐบาล” ให้รัฐบาล ใช้เป็นที่ทำงานแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชน และสร้างความเชื่อถือต่อระดับนานาชาติ เพื่อให้ออกไปยืนบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม มีเกียรติ เพราะนั่นเป็นความพอใจและความต้องการของประชาชน ทั้งยังเป็นเกียรติยศชื่อเสียงของประเทศชาติ

ทำเนียบรัฐบาล นอกจากเป็นศูนย์กลางอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ที่ “ตึกแดง” เป็นที่ทำงานของกองประกาศิต สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นสถานที่สำคัญที่จัดเก็บรักษาตราพระราชลัญจกร ตราแผ่นดิน

พระราชลัญจกร คือ ตราหรือเครื่องหมายรูปลักษณ์ต่างๆ ซึ่งสร้างขึ้นสำหรับใช้ตีหรือประทับ หรือปิดผนึกบนเอกสาร ทั้งที่เป็นเอกสารทางราชการ หรือเอกสารส่วนพระองค์ จำแนกตามรูปแบบหลักการใช้ได้หลายองค์หลายประเภท ตามโบราณราชประเพณี

ถือว่าเครื่องราชลัญจกรเป็นเครื่องมงคลอย่างหนึ่ง ในหมวดพระราชสิริ ประกอบด้วย พระสุพรรณปัฏปรมาภิไธย ดวงพระบรมราชสมภพ และพระราชลัญจกรประจำพระองค์

ตามพระราชประเพณี การประทับกำกับพระปรมาภิไธยประจำรัชกาลบนเอกสารและหนังสือสำคัญของแผ่นดิน ทั้งหมดล้วนเป็นตราประทับที่แสดงถึงพระราชอิสริยยศ พระเกียรติยศ และพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทย

กล่าวได้ว่า ตราพระราชลัญจกร เป็นหลักฐานสำคัญอย่างหนึ่งของประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของชาติ ที่ควรค่าแก่การรักษาไว้ชั่วกาลนาน

ดังนั้นการแสดงออกถึงความไม่บังควรในทำเนียบรัฐบาล ถือเป็นความอัปยศอดสู ลบหลู่เบื้องสูง ส่อให้เห็นถึงการไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำ ไม่รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรอย่างไร

ทางที่ดีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องแสดงความกล้าหาญ และความรับผิดชอบ ถอยออกมาจากทำเนียบรัฐบาลเถอะครับ ไม่ใช่เรื่องที่จะมาทำกันเล่นๆ เพียงเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ประกาศชัยชนะเหนือรัฐบาลที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ต้องการเท่านั้น

ผมมีความเชื่อย่างสุจริตใจว่า คนไทย พูดภาษาไทย รักประเทศไทยกันทุกคนครับ

ถ้ายังพูดภาษาไทยกันไม่รู้เรื่อง ก็ต้องถามกันตรงๆ ว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นคนไทยหรือเปล่า รักประเทศชาติ มีความกตัญญูรู้คุณต่อแผ่นดินเกิดหรือไม่

ถ้าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คิดว่า “การเมืองใหม่” นี่แหละใช่เลย...ก็ต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนให้รู้ลึกรู้จริงให้ได้ว่า หน้าตาเป็นอย่างไร อย่าทำลับๆ ล่อๆ คลุมหน้าเป็นไอ้โม่ง

การจะเดินไปสู่จุดนั้นเป็นไปได้ถ้าดีจริง แต่ต้องไม่ชงเองกินเอง คิดเองทำเอง ต้องไม่ดื้อรั้น แม้จะเชื่อว่า “การเมืองใหม่” จะสร้างอะไรที่ดีงามให้เกิดขึ้น ก็ต้องให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมคิดร่วมทำด้วยอย่างเต็มใจและเข้าใจ เพื่อนำไปสู่การยอมรับจริงๆ

“การเมืองใหม่” ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ถ้าเกิดขึ้นจริงจะมีผลกับประชาชนคนทั้งชาติอย่างแน่นอน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จะเห็นได้จากการที่มี “ผู้รู้” ทั้งหลาย ออกมาแสดงความคิดเห็นติติงว่ายังไม่เห็นด้วย

ระหว่างที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถอยออกมา ก็ขอให้ช่วยกันขบคิดว่า สิ่งที่ได้ที่ทำลงไปนั้นมีความเหมาะสมมากน้อยอย่างไร มีวิธีการหรือกระบวนการอื่นที่สามารถทำได้อีกหรือไม่

จะคิดการใด ต้องเอาประชาชนและประเทศชาติเป็นตัวตั้งครับ

ถ้ายังคิดว่าถูกต้อง ก็ขอให้ชี้แจงแสดงเหตุผลไปให้ครบถ้วน ไม่มีการหมกเม็ดอำพราง ต้องไร้ข้อกังขา

ถ้าเป็นเรื่องที่ยังมี “ความสุ่มเสี่ยง” หรือยังเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นไปแล้วรังแต่จะสร้างความเสียหาย ความแตกแยกวุ่นวายให้เกิดขึ้น ก็ขอให้คิดพิจารณาให้ดี อย่าดันทุรัง

ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนอยากเห็นความปรองดองสมานฉันท์เกิดขึ้นมาได้จริงๆ เพราะนั่นหมายความว่าสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย อย่างน้อยได้เห็นว่า คนไทยพูดภาษาไทยกันรู้เรื่อง ไม่ต้องมาโกรธเคืองเคียดแค้น เกิดความร้าวฉานแตกแยกกันอย่างที่เกิดขึ้นทุกวันนี้

เรียกได้เต็มปากว่า เป็นความอัปยศของประเทศชาติจริงๆ

ถามว่า...เรายังจะให้สิ่งเลวร้ายเหล่านี้ดำรงอยู่ และทอดเวลาให้เนิ่นนานออกไป ยังต้องให้สร้างความเสียหายทั้งในด้านเกียรติยศชื่อเสียงของประเทศชาติ รวมทั้งเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ ที่ไม่สามารถโงหัวขึ้นมาได้อย่างนั้นหรือ

เรายังต้องการให้คนในบ้านเมืองแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ยังมุ่งเอาชนะกันโดยไม่ใช้เหตุผล ไม่คำนึงถึงกฎบัตรกฎหมายของบ้านเมืองอย่างนั้นหรือ

รวมไปถึงพรรคการเมืองเก่าแก่ ที่จ้องฉกฉวยโอกาส ช่วงชิงผลประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้นหรือ

อย่าให้บ้านเมืองมี “นิติรัฐ” แค่ลมปาก ในขณะที่การใช้ “กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย” ยังมีให้เห็นตำตา ซึ่งจะมีผลต่อความมั่นคงของประเทศ

การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องเปลี่ยน “การเมืองใหม่” จากลากตั้ง 70% เลือกตั้ง 30% มาเป็น 50 : 50 ไม่ใช่เพราะแกนนำยอมรับในเสียงท้วงติงคัดค้านว่าเป็นการทำลายประชาธิปไตย แต่เป็น “หมาก” ที่ถูกบังคับให้เดินต่างหาก ทำให้สิ่งที่หวังไว้ต้องรอไปก่อน...ก็เท่านั้น

อัฐศิริ


อย่า! เจรจากับโจร

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กำลังตั้งไข่ในการบริหารประเทศชาติบ้านเมืองต่อไป ซึ่งจะต้องผจญกับปัญหาความขัดแย้งนานัปการ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งภายในพรรคส่วนหนึ่ง และความขัดแย้งระหว่างคนในชาติส่วนหนึ่ง

แน่นอนว่าปัญหาความขัดแย้งภายในน่าจะแก้ไขปัญหาวิกฤติผ่านไปได้ไม่ช้าก็เร็ว เพราะน่าจะพูดคุยกันรู้เรื่องได้ไม่ยากเย็นนัก เพราะแต่ละคนล้วนแต่เป็นผู้มีเหตุผล

แต่...ปัญหาความขัดแย้งภายนอกพรรคนั้นดูจะเป็นเรื่องใหญ่

โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกิดจาก “พันธมารประชาธิปไตย” ที่ปักหลักยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นที่ซ่องสุมไพร่พล ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด

เป็นเรื่องน่าขายขี้หน้าที่สุดในแง่ความมั่นคงต่อสายตานานาชาติ

เป็นเรื่องที่กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนนานาชาติ

เป็นเรื่องที่กระทบต่อความแตกแยกในสังคมไทยมากที่สุด

ตลอดเวลาที่มีการต่อรองตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ เราจะได้ยินว่า มีความพยายามเคลียร์ กันกับ คนกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นเรื่องแปลกประหลาดพอสมควรทีเดียว เพราะงานนี้ ผู้นำรัฐบาลไปเจรจากับแกนนำบางคนผ่านสายโทรศัพท์

รู้ทั้งรู้ว่า “แกนนำ” เหล่านี้ เป็นผู้ที่ถูกออกหมายจับในข้อหากบฏ ซึ่งเรียกว่า “โจร” ได้เต็มขั้นแล้ว เพราะทำผิดกฎหมายอาญามากมายหลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นการ บุกยึดเอ็นบีที การบุกรุกส่วนราชการต่างๆ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม และทำเนียบรัฐบาล ศูนย์กลางการบริหารราชการของรัฐบาล
ไม่ได้...กระทำการในเชิงสัญลักษณ์ เพียงอย่างเดียว

แต่...ต้องการอยู่ยาวทำลายความมั่นคงของชาติ ทำลายชื่อเสียงของประเทศ จนเสียหายป่นปี้ยับเยินไปหมด

การที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จะไปเจรจาความกับ “พันธมารธิปไตย” จึงไม่ใช่เรื่องถูกต้องแม้แต่น้อย มีเหตุผลอันใดที่จะไปเจรจากับกลุ่ม โจรานุโจร

คนกลุ่มนี้ไม่ใช่หรือที่เชื้อเชิญคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เข้ามาทำการปฏิวัติยึดอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน และทุกวี่วันที่ชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล พวกเขายังมีพฤติกรรมเดิมๆ นั่นคือการเรียกร้องให้ทหารเข้ามาทำการปฏิวัติรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง

คนพวกนี้ไม่เคยเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง ใช้กำลังทั้งทางความคิด การพูด และการกระทำ ข่มขืนใจผู้อื่น ปืน มีด ไม้เบสบอล ไม้กอล์ฟ ใช้ยาเสพติดกล่อมประสาท คือ ใบกระท่อม และ ยาไอซ์

วันนี้ผู้นำรัฐบาลคนใหม่ “ใจร้อน” ไปเปิดทางเจรจากับโจร เจ้าหน้าที่บ้านเมือง เลยไม่ กล้าที่จะดำเนินการตามกฎหมาย ในการจับกุม โจรกบฏเหล่านี้...พวกเขาเลยยิ่งได้ใจ นึกจะเรียกร้องอะไรก็พูดไปเรื่อย จนไม่รู้จะมีจุดจบที่ไหนอย่างไร

เมื่อมีอำนาจรัฐแล้วใช้ไม่เป็น ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมาย...ให้เป็นกฎหมาย ไม่รู้จะว่าอย่างไรเหมือนกัน

วันนี้เราเห็นแล้วว่าพวกโจรกบฏไม่ได้ให้ค่ากับการเจรจาของรัฐบาลแม้แต่น้อย จะยังยึดทำเนียบรัฐบาลอยู่ต่อไป


Monday, September 22, 2008

หุ่นกระบอกการเมือง (ตอนที่๑)

The Thai Democratic Rights Body
หุ่นกระบอกการเมือง
(ตอนที่๑)
โดย อาคม ซิดนี่ย์
วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๑
เหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยในเวลานี้ ถ้าหากใครมองว่าเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ก็นับได้ว่าคนผู้นั้นมองการเมืองด้วยความไม่เข้าใจ เพราะในความเป็นจริงประเทศไทยเคยมีความขัดแย้งทางการเมืองเพียงครั้งเดียว นั่นก็คือความขัดแย้งระหว่างลัทธิคอมมูนิสต์ที่มีจีนและรัสเชียเป็นแกนนำกับค่ายโลกเสรีที่มีประเทศอเมริกาเป็นพี่ใหญ่ ความขัดแย้งและแย่งชิงความเป็นใหญ่ของสามประเทศมหาอำนาจดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อสังคมมนุษย์ทั่วโลกทุกประเทศ หลายประเทศมีความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นแบ่งแยกประเทศเป็นเหนือและใต้ ทำสงครามห้ำหั่นกันจนผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ดังเช่น เวียดนามและเกาหลี เป็นต้น
ประเทศไทยกับอเมริกาเป็นพันธมิตรถาวรตลอดกาลภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องร่วมทำสงครามต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยรัฐบาลไทยได้ส่งกำลังทหารไปร่วมรบและยินยอมให้อเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพื่อไปทำสงครามกับเวียดนาม ในขณะเดียวกันลัทธิคอมมิวนิสต์ก็แทรกซึมเข้ามาเพื่อบ่อนทำลายประเทศ โดยมีคอมมิวนิสต์ใหญ่ชื่อว่า พ.ท.พโยม จุลานนท์ (คุณพ่อของพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ณ เขายายเที่ยง)หรือสหายคำตันในฐานะ “เสนาธิการกองทัพปลดแอกฯ” ทำสงครามกองโจรกับรัฐบาลไทยอยู่หลายปี ตรงนี้แหละที่ผมบอกว่าคือความขัดแย้งทางการเมืองเพียงครั้งเดียวของประเทศไทย ส่วนความวุ่นวายอื่นๆที่เกิดขึ้นนับไม่ถ้วน ล้วนเป็นการช่วงชิงอำนาจทั้งนั้น
การช่วงชิงอำนาจที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยคงไม่มีครั้งไหนที่ยาวนานเท่ากับเหตุการณ์ปฏิวัติยึดอำนาจรัชกาลที่ ๗ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ หรือที่เรียกกันว่าวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นก็เป็นที่รับรู้กันโดยทั่ว จากการบันทึกอันเป็นประวัติศาสตร์ว่า มีคณะนายทหารร่วมกับพลเรือนจำนวนหนึ่งภายใต้ชื่อว่า “คณะราษฎร์” ได้ใช้กำลังพลและอาวุธเข้าทำการยึดอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.๗) โดยมีจุดประสงค์ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย และก็สืบเนื่องจากที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองภายหลังจากการยึดอำนาจนี่แหละครับที่ผมขอเรียกว่า “ปฏิวัติ” และผลพวงแห่งการปฏิวัติในครั้งนั้น ทำให้เกิดการช่วงชิงอำนาจอย่างยาวนานแม้กระทั่งจนทุกวันนี้
ผมเคยเข้าใจเช่นเดียวกับพี่น้องคนไทยส่วนใหญ่ครับว่า เหตุการณ์แห่งความวุ่นวายที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในเวลานี้ มันมีจุดเริ่มต้นมาจากความขัดแย้งส่วนตัวของคนสองคนคือนายสนธิ ลิ้มทองกุล กับคุณทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น และคาดว่าเรื่องราวมันคงสามารถคลี่คลายไปได้เมื่อนายสนธิหมดมุขที่จะถล่มคุณทักษิณ แล้วมันก็เกือบจะเป็นจริงอย่างที่ผมคาดคิดไว้ เมื่อรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรที่จัดโดยนายสนธิและสโรชาเริ่มแผ่ว อันสืบเนื่องจากผู้คนที่ติดตามรายการเริ่มจับโกหกได้ในหลายครั้ง ที่นายสนธิและนางสโรชามดเท็จและบิดเบือน จึงทำให้ประชาชนคนไทยที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเริ่มมีความผ่อนคลาย และสบายใจขึ้น เนื่องจากวันแห่งการรอคอยของคนไทยทั้งชาติกำลังงวดใกล้เข้ามาทุกขณะในเวลานั้น นั่นก็คืองานเฉลิมฉลองวันครองราชย์ ๖๐ ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ในขณะที่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรเริ่มกร่อย ป้าเปรม (ป้าครับ) กลับมีอาการของขึ้นด้วยการแต่งเครื่องแบบชุดทหารเต็มยศเดินสายไปปาฐกถาตามสถาบันฯและองค์ กรต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการทหารอย่างโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า, โรงเรียนนายเรือและโรงเรียนนายเรืออากาศ โดยมีเนื้อหาสาระในการชักชวนให้สังคมอย่าไปนับถือคนรวยและอย่าไปไหว้คนมีเงิน และให้มุ่งเน้นในเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมตลอดจนชูหลักปรัชญาที่ว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง และที่หนักหนาสาหัสที่สุดก็คือการปลุกระดมกองทัพไม่ต้องฟังคำสั่งของรัฐบาล ด้วยการเปรียบเทียบทหารคือม้า “ม้าของพระราชา” และรัฐบาลเป็นเพียงแค่จ๊อกกี้ มาแล้วก็ไป
การปาฐกถาของเปรมได้ถูกนำไปขยายผลอย่างมีประสิทธิภาพโดยผ่านเครือข่ายองคมนตรีและบุคคลรับใช้ใกล้ชิดฯไม่ว่าจะเป็นนายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง และที่สำคัญที่สุดคือศ.ดร.เกษม วัฒนชัย องคมนตรีผู้ซึ่งมีบทบาทสูงเป็นอย่างยิ่งในการทำหน้าที่รับใช้เปรมอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้แล้วยังมีดร.ชัยอนันท์ สมุทวาณิช ผู้อำนวยการโรงเรียนวชิราวุธและคณาจารย์ตามสถาบันรวมทั้งองค์กรธุรกิจต่างๆที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มบุคคลรับใช้ใกล้ชิดฯ ตลอดจนสื่อมวลชนอีกจำนวนหนึ่ง และที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้อย่างเด็ดขาดนั่นก็คือพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ ได้ทำหน้าที่ร่วมด้วยช่วยอุ้มนายสนธิอย่างชนิดไม่ต้องปิดบังอำพราง
กลุ่มบุคคลดังกล่าวข้างต้นผมขออนุญาติเรียกสั้นๆว่า “เครือข่ายเปรม” เป็นขบวนการที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อการโค่นล้มคุณทักษิณอย่างเป็นระบบภายใต้แผนการที่วางไว้อย่างรัดกุม ถ้าหากท่านผู้อ่านได้สังเกตุเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ก็จะพบความจริงอย่างหนึ่งว่า ยุทธวิธีการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นการรุกหรือรับนั้น เป็นไปแบบสอดประสานรับกันอย่างเป็นระบบ แม้จะมีลักษณะเพลี่ยงพล้ำให้เห็นบ้างในบางครั้ง แต่ก็มีตัวละครหน้าใหม่โผล่ออกมาแก้ไขสถานการณ์ให้กลับคืนเป็นฝ่ายได้เปรียบในเวลาอันรวดเร็ว เหมือนกับละครหุ่นกระบอกที่ต้องการให้ฝ่ายไหนรุกหรือรับก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ชักรอกหุ่นที่ยืนอยู่หลังฉาก (เปรมเป็นเพียงผู้กำกับอยู่หน้าเวที ทำหน้าที่ล่อเป้าไม่ให้ผู้คนจับได้ว่ามีผู้ชักรอกอยู่ข้างหลัง)
เมื่อรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรได้รับการอุ้มชูจากเครือข่ายเปรมอย่างเปิดเผย นายสนธิจึงไม่รีรอที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็น “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” และยกระดับการต่อสู้จากท๊ากกก....ษิณ.........ออกไป ซึ่งเพียงต้องการขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณเพื่อให้มีการเปลี่ยนตัวนายกฯในเบื้องต้น มาเป็นโค่นรัฐบาลและล้มล้างนโยบายประชานิยมที่นายสนธิเรียกว่าระบอบทักษิณ ด้วยการยื่นถวายฎีกาขอนายกฯพระราชทาน! จึงยิ่งเป็นการขับเน้นเครือข่ายที่ช่วยกันโค่นล้มให้ได้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมว่า การยื่นฎีกาขอนายกฯพระราชทานนั้นมันมีจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวโดยดร.ชัยอนันท์เป็นหัวหอกและราชนิกูลกลุ่มหนึ่งได้เข้าชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานรัฐบาลชั่วคราว และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยมีพรรคประชาธิปัตย์ให้การสนับสนุนอย่างออกนอกหน้า จนเป็นที่มาของมาร์คม.๗ ซึ่งรายละเอียดของฎีกามีดังต่อไปนี้
5 มีนาคม 2549

ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม
ตามที่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทำการยุบสภา โดยมิได้มีเหตุอันควรที่ถือธรรมเนียมปฏิบัติ ตามครรลองของระบบรัฐสภา การกระทำดังกล่าวนอกจากจะเป็นการทำลายระบบรัฐสภาแล้ว ยังทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ประชาชนได้มาชุมนุมมากขึ้นเป็นลำดับ กลุ่มบุคคลผู้หวังดีต่อประเทศชาติหลายกลุ่มเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก แต่ก็ไม่เป็นผล นายกรัฐมนตรีกลับสั่งให้มีการระดมประชาชนเพื่อมาสนับสนุนตนเอง โดยไม่ใส่ใจต่อคำเรียกร้องของประชาชน
บัดนี้ พรรคฝ่ายค้านได้ตกลงร่วมกันไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งน่าจะทำให้พรรคไทยรักไทยกลายเป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวในสภา การต่อต้านของประชาชนจะมีมากขึ้นทั้งก่อนระหว่างและหลังการเลือกตั้งนำไปสู่สภาวการณ์ที่ไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ ข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นทางออกใดนอกจากการขอพระราชทานพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมขอพระมหากรุณาเป็นที่พึ่ง ขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยนำจารีตประเพณีการปกครอง ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาใช้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีรัฐบาลชั่วคราวทำหน้าที่แก้ไขรัฐธรรมนูญและดูแลเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เป็นการเริ่มต้นกิจกรรมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยใหม่ โดยพรรคการเมืองทุกพรรคมีโอกาสในการแข่งขันอย่างเท่าเทียมและบริสุทธิ์ยุติธรรม
ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า
นายแพทย์มงคล ณ สงขลา
ม.ร.ว. ยงยุพลักษณ์ เกษมสันต์ ขอเดชะ
การขอนายกฯพระราชทานได้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างกว้างขวาง ทั้งจากกลุ่มบุคคลที่รักหวงแหนระบอบประชาธิปไตยและกลุ่มต่อต้านเผด็จการ นอกจากนี้แล้วยังมีกลุ่มบุคคลที่รักและชื่นชอบในผลงานบริหารบ้านเมืองตามแนวนโยบายประชานิยมของพ.ต.ท.ทักษิณ ทำการเคลื่อนไหวอยู่ทุกภาคส่วนไม่เว้นแม้ภาคใต้อันเป็นเขตอิทธิพลของพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ การต่อต้านดำเนินไปด้วยความเข้มข้นขึ้นตามกาลเวลา (ทำให้มีการรวมตัวของกลุ่มต่างๆมาเป็นแนวร่วมภายใต้ชื่อว่า “แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ” หรือที่รู้จักกันในนามนปก. ในเวลาต่อมา)
เมื่อรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรได้ปรับเปลี่ยนมาเป็น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายสนธิ ลิ้มทองกุลก็เลยกลายเป็นพยัคฆ์ติดปีกและไม่โดดเดี่ยวเดียวดายอีกต่อไป เพราะมีกุ๊ยกวนเมืองตลอดกาลเพิ่มขึ้นมาเสริมความแข็งแกร่งอีก ๔ หน่ออันประกอบด้วย เฒ่าหัวเกรียนจำลอง ศรีเมือง,มนุษย์ประหลาดสมศักดิ์ โกศัยสุข,เด็กเลี้ยงแกะสุริยใส กตะศิลา,และจอมลวงโลกพิภพ ธงไชย เมื่อเป็นเช่นนี้นายสนธิก็เลยมีความมั่นใจเหมือนได้ยาชูกำลังตำรับสวรรค์ประทาน ถึงกับกล้าประกาศก้องบนเวทีปราศรัยว่าเป็นสมาชิกพรรคจักรี และขยายความว่า “จักรีที่แปลว่าราชวงค์จักรี”
คำปราศรัยของนายสนธิได้ถูกรัฐบาลทักษิณดำเนินการทางกฏหมายในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่สุดท้ายอัยการสูงสุดมีคำสั่งถอนฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล โดยระบุเหตุผลการถอนฟ้องว่า การดำเนินคดีดังกล่าวต่อไปก็ไม่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ และเพื่อให้ประชาชนทุกฝ่ายเกิดความสมานฉันท์ การที่นายสนธิและสมัครพรรคพวกสามารถลอยตัวอยู่เหนือกฏหมายได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านอย่างรุนแรง จนเป็นเหตุให้ทหารโจรถือโอกาสทำการยึดอำนาจด้วยการอ้างเหตุเผชิญหน้าของกลุ่มผู้ต่อต้านและสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ
การยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๑๙กันยายน ๒๕๔๙ ทำให้มองเห็นภาพของเปรมชัดเจนเป็นอย่างยิ่งในการสนับสนุนให้มีอำนาจนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นกรณีนำคณะนายทหารโจรที่ทำการยึดอำนาจเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯกลางดึก, หรือเจ้ากี๊เจ้าการในการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีแม่ทัพนายกองมุ่งหน้าไปบ้านสี่เสาชนิดหัวกระไดไม่แห้ง ตลอดจนการออกมารับประกันพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดของประเทศไทย และแม้การครอบงำกระบวนการยุติธรรมด้วยการโทรศัพท์ตรงไปสั่งการเอง จนส่งผลให้มีคำสั่งตัดสินจองจำอดีตสามกกต.โดยไม่รอลงอาญาและยุบพรรคไทยรักไทยแล้วเพิกถอนสิทธิ์นักการเมือง ๑๑๑ คนที่เป็นกรรมการพรรค (โดยคณะตุลาการโจรที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร) ในเวลาต่อมา ซึ่งปรากฏหลักฐานเป็นเทปเสียงที่มือดีแอบดักฟังและอัดบันทึกไว้ แล้วถูกดร.จักรภพ เพ็ญแขนำไปเปิดเผยกลางสนามหลวงภายหลังจากที่อาคม ซิดนี่ย์เปิดโปงผ่านบทความได้ไม่นาน
ภายหลังการยึดอำนาจกลุ่มทหารโจรที่อยู่ภายใต้การสนับสนุนของเปรมก็ได้รวบรวมกลุ่มบุคคลที่เคยเป็นปฏิปักษ์กับคุณทักษิณเข้าไปทำงานตามองค์กรอิสระต่างๆที่พวกมันจัดตั้งขึ้นมา เพื่อรองรับรัฐบาลเถื่อน (ที่พวกมันจัดตั้งขึ้นมาอีกนั่นแหละ) ทำหน้าที่ในการเข่นฆ่าคุณทักษิณและพลพรรคโดยมีเจตนาให้หลุดพ้นจากเส้นทางการเมือง
การที่โจรมันครองเมืองในครั้งนี้ ต้องถือเป็นความโชคดีของพี่น้องประชาชน ที่ทำให้ได้เห็นพวกมิจฉาชีพที่แฝงเข้ามาในหลากหลายสาขาอาชีพ รวมตัวกันเป็นโจรเสื้อนอกแยกย้ายไปทำหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นตุลาการโจร(ที่ทำให้ตาชั่งเอียง), โจรรัฐธรรมนูญ(เขียนร่างบัญญัติข้อบังคับโจรที่เรียกเสียสุดหรูว่า “รัฐธรรมนูญ ๕๐” ที่ทำให้งานบริหารราชการแผ่นดินไม่อาจขับเคลื่อนได้ในเวลานี้), นักวิชาการและคณาจารย์โจร(ทั้งสอนและวิจารณ์นอกตำราอันตรงข้ามกับหลักประชาธิปไตย), สื่อโจร(บิดเบือนและปลุกกระแสให้เกิดการเผชิญหน้า), สมณโจรโพธิรักษ์ (สนับสนุนให้เกิดการนองเลือด) โดยมีองค์กรอิสระสมุนโจรเป็นผู้ชี้เป้า
ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงส่วนเสี้ยวของเหตุการณ์ที่ปรากฏขึ้นตลอดสามปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ผมคงจะไม่นำเสนอในรายละเอียดเกี่ยวกับรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งให้เป็นการเสียเวลาท่านผู้อ่าน เพราะเนื้อหาที่กล่าวมาทั้งหมดคงเพียงพอที่จะสรุปถึงความผิดปรกติที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยในครั้งนี้ได้เป็นอย่างดีว่า ทั้งหมดทั้งปวงมีที่มาจาก
๑. ความต้องการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ดูได้จากการป่วนเมืองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยเริ่มจากการขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตรมาสู่รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์จนกระทั่งรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และแม้แต่รัฐบาลใหม่อย่างนายสมชาย วงค์สวัสดิ์ที่ยังไม่ทันได้เริ่มทำงานก็มีแนวโน้มจะถูกขับไล่แล้วครับ
๒. ต่อต้านนโยบายประชานิยม ก็คงมีประเทศไทยประเทศเดียวละครับที่ต่อต้านในสิ่งที่เป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ในประเทศ
๓. การขับไล่และทำลายผู้นำที่มีผลงานมากที่สุดและเป็นที่ชื่นชอบจนได้รับความนิยมสูงสุดจากประชาชนทั่วทั้งประเทศอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผมคงมองเป็นอื่นไม่ได้ครับ นอกจากเป็นการจงใจกำจัดคนดีมีความสามารถให้พ้นทาง
เปรมแม้จะได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่มีบารมีสูงคนหนึ่งในสังคมไทย ชนิดที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ก็จริงอยู่ แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่าขีดความสามารถของเปรมนั้นห่างไกลเกินกว่าที่จะควบคุมเครือข่ายทั้งหมดที่มีอยู่ได้อย่างยาวนานขนาดนี้แน่นอน ผมถึงได้บอกตั้งแต่ต้นว่า เปรมเป็นเพียงผู้กำกับอยู่หน้าเวที ทำหน้าที่ล่อเป้าไม่ให้ผู้คนจับได้ว่ามีผู้ชักรอกอยู่ข้างหลัง แล้วใครเป็นผู้ชักรอกหุ่นกระบอกการเมืองในครั้งนี้ แล้วกลุ่มพันธมิตรอาศัยอิทธิพลของใครจึงสามารถทำการเคลื่อนไหว โดยเรียกตัวเองและพวกพ้องเป็น “กองทัพพระราชาและกองทัพพระราชินี” ด้วยการเขียนข้อความดังกล่าวติดข้างรถนำฝูงชนเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ที่สำคัญที่สุดหน้ารถขบวนมีการติดธง สก. อันเป็นพระปรมาภิไธยย่อของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ โดยไม่มีการคัดค้านหรือจัดการจากกลุ่มบุคคลที่พล่ามอยู่ตลอดเวลาว่าจงรักภักดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีปฏิกิริยาอันใดจากสำนักราชวัง ด้วยความจงรักภักดีเช่นกัน ผมจึงต้องค้นหาความจริงมานำเสนอท่านผู้อ่านให้ได้ โปรดติดตามตอนต่อไป
ก่อนจากกันในวันนี้ ผมมีเรื่องสำคัญที่จะกราบเรียนท่านผู้อ่านได้โปรดทราบโดยทั่วกันว่า
๑. อาคม ซิดนี่ย์ มีสมาชิกอยู่ทั่วไปทั้งในและนอกประเทศ แต่ไม่เคยแต่งตั้งตัวแทน
๒. บทความอาคม ซิดนี่ย์ มีไว้สำหรับเผยแพร่โดยไม่คิดมูลค่า และไม่มีการจัดจำหน่าย
๓. อาคม ซิดนี่ย์ ไม่ใช่ทั้งพ่อค้าและนักธุรกิจ ดังนั้นหากมีการแอบอ้างนำชื่ออาคม ซิดนี่ย์ไปทำโฆษณาเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของใครบางคน ขอให้ท่านผู้อ่านอย่าได้หลงเชื่อเป็นอันขาด
๔. อาคม ซิดนี่ย์ ไม่ขอรับบริจาคสำหรับการต่อสู้ในครั้งนี้ แต่ขอความร่วมมือมายังพี่น้องทุกคน จงช่วยกันส่งต่อข้อมูลที่ผมนำเสนอให้มากที่สุดเพื่อชัยชนะของพี่น้องชาวไทยทุกคน
๕. ขอให้พี่น้องและเพื่อนร่วมชาติทุกคนจงเลิกกลัวเกินเหตุครับกับไอ้มือที่มองไม่เห็น มันเป็นเพียงคนธรรมดาเหมือนเราท่านนี่แหละ แต่ถูกอุปโลกน์ให้มีสถานะเหนือมนุษย์ หากพวกเราเลิกกลัวเมื่อไหร่ พวกมันอยู่ไม่ได้ครับ
อาคม ซิดนี่ย์
Copyright © 2008 arkomsydney
อ่านแล้วกรุณาส่งต่อ
ติดตามบทความย้อนหลังได้ที่

ทักษิณขายหุ้นแมนฯซิตี้ พรุ่งนี้โกยเงิน 12,000 ล้าน

โดย ไทยรัฐ
22 กันยายน 2551

เว็บไซต์ของแมนเชสเตอร์ซิตี้แจ้งว่า กลุ่มนักลงทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ชื่ออาบูดาบียูไนเต็ดกรุ๊ป นำโดยเชค มานซูร์ บิน ไซเอ็ด อัล นาห์ยาน สรุปกระบวนการสอบทานธุรกิจและสรุปการเจรจาซื้อสโมสรเรียบร้อยแล้ว โดยการเปลี่ยนมือเจ้าของอย่างเป็นทางการจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ไปเป็นกลุ่มอาบูดาบียูไนเต็ดกรุ๊ปจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ (23 ก.ย.) มีการคาดกันว่ามูลค่าข้อตกลงไม่ต่ำกว่า 200 ล้านปอนด์ (ราว 12,400 ล้านบาท)

ทั้งนี้ อาบูดาบียูไนเต็ดกรุ๊ป จะเข้ามาซื้อกิจการต่อจากยูเค สปอร์ต ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ของทีม ซึ่งการเข้ามาเป็นเจ้าของของกลุ่มดังกล่าวจะทำให้แมนเชสเตอร์ซิตี้กลายเป็นสโมสรฟุตบอลรวยที่สุดในโลก ทางสโมสรประกาศเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ว่า จะซื้อตัวนักเตะฝีมือดีเข้าสังกัดให้มากขึ้น หลังจากซื้อตัวโรบินโญ กองหน้าวัย 24 ปี จาก "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด มาร่วมทีมเป็นเวลา 4 ปี

พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวขอบคุณสโมสรแมนฯซิตี้ โดยเฉพาะแฟนบอลที่ได้สร้างความอบอุ่นทั้งต่อตัวเขาและครอบครัว พร้อมระบุว่า แฟนบอลเรือใบสีฟ้า คลั่งไคล้ฟุตบอลอย่างมาก สมควรที่จะเห็นทีมประสบความสำเร็จ

ขณะที่หัวหน้ากลุ่มอาบูดาบี ระบุว่า อาจให้ คาร์ดู อัล มูบารัก เพื่อนสนิทของตัวเองขึ้นมาเป็นประธานสโมสร และยืนยันว่า มาร์ค ฮิวจ์ส ผู้จัดการทีม จะอยู่ในแผนการสร้างทีมของพวกเขาต่อไป




จาก Thai E-News

กกต.แนะพรรคเพื่อไทยส่งการเปลี่ยนแปลง กก.บห.ให้ กกต.ตรวจสอบ


กรุงเทพฯ 22 ก.ย. - นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยได้เลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ว่า หลังจากนี้พรรคเพื่อไทยต้องทำรายละเอียดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารส่งมาให้ กกต.ได้ตรวจสอบและรับรองรายชื่อดังกล่าว

ส่วนกรณีที่มี ส.ส.พรรคพลังประชาชน และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ไปปรากฏตัวอยู่ด้วยมีความเหมาะสมหรือไม่นั้น นายประพันธ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว โดยยืนยันว่า การยุบพรรคเป็นเรื่องใหม่ที่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี ก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ไม่อยากแสดงความคิดเห็นว่า เป็นพรรคนอมินีเหมือนอย่างที่พรรคพลังประชาชนถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือไม่ แต่พรรคเพื่อไทยได้มีการจัดตั้งเป็นพรรคมาก่อนแล้ว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-22 17:19:40


สมชาย ยอมรับ ครม.ชุดใหม่ ได้ชื่อครบแล้ว

กรุงเทพฯ 22 ก.ย.- นายกรัฐมนตรีเผยรายชื่อ ครม.ชุดใหม่เสร็จแล้ว ขณะนี้กำลังให้เลขาธิการ ครม. ตรวจสอบคุณสมบัติ โดย ครม.ชุดใหม่ จะมี รมต.ทั้งคนในและคนนอก

นายเอริค จี จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์สั้นๆ หลังเข้าพบนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่บ้านพักในหมู่บ้านเบเวอร์รี่ ฮิลล์ แจ้งวัฒนะ เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ว่า มาแสดงความยินดีกับนายสมชาย ที่ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี คนใหม่ ถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ ทั้งในฐานะมิตรประเทศ และเพื่อน

ขณะที่ นายสมชาย กล่าวว่า การพบกันครั้งนี้ เป็นการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ และไม่ได้พูดถึงสถานการณ์บ้านเมือง เพราะยังไม่ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ก่อนปฏิบัติหน้าที่ พร้อมกับยอมรับว่า รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกพรรคร่วมรัฐบาลส่งรายชื่อมาแล้ว เลขาธิการคณะรัฐมนตรีกำลังตรวจสอบคุณสมบัติอยู่ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่า มีใครในคณะรัฐมนตรีบ้าง รวมทั้งจะควบตำแหน่งใดหรือไม่ บอกแต่เพียงว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีทั้งคนในและคนนอก.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-22 16:31:20


การเปลี่ยนแม่ทัพ จากสมัคร เป็น สมชาย ไม่ได้หมายความว่า สงครามกลางเมืองครั้งนี้จะยุติลง


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ใครที่คิดว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจะคลี่คลายลง เพราะประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว หรือ พรรคพลังประชาชน ได้เปลี่ยนผู้นำพรรคคนใหม่ และผู้นำคนใหม่มีบุคคลิกภาพที่ประนีประนอม และเข้ากันได้กับทุกฝ่ายแล้ว

บุคคลิกภาพของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตรงกันข้ามกับนายสมัคร สุนทรเวช ที่มีบุคคลิกภาพที่แข็งกร้าว พูดจาโผงผาง ไม่สุภาพกับนักข่าว

ผมว่าหากมองปัญหาการเมืองแค่นี้ มองแค่บุคคลิกภาพของผู้นำว่าเป็นสาเหตุหลักของความขัดแย้ง ผมคิดว่าเป็นการมองที่ตื้นเขินมากเกินไป

ความขัดแย้งทางการเมืองไทยครั้งนี้ ซึ่งดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 3 ปีแล้ว หากเปรียบเทียบได้ มันคือ สงครามกลางเมือง นั่นเอง แม้ไม่ได้มีกองทัพเข้าห้ำหั่นกันแบบสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว หรือเหมือนกับสงครามกลางเมืองในประเทศอื่นๆ แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็เผชิญหน้ากัน มวลชนได้เข้าปะทะกัน จนมีการบาดเจ็บและล้มตายกันไปแล้ว มีการขนมวลชนเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ตั้งเงื่อนไขการเจรจา นี่หากมันไม่ใช่ สงครามกลางเมือง แล้วจะเป็นอะไร

สงครามกลางเมือง ไม่มีทางสงบได้โดยง่าย หากไม่มีผลแพ้ชนะซึ่งกันและกันอย่างเด็ดขาด เพราะสงครามกลางเมือง เป็นความขัดแย้งกันทางความคิด และความเชื่อ การประนีประนอมเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันตินั้น ผมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะต่างฝ่ายต่างมีชุดของความเชื่อที่แตกต่างกัน หากสามารถประนีประนอมกันได้ ความขัดแย้งมันก็จบสิ้นไปนานแล้วตั้งแต่ต้น

ความคิดที่ตรงกันข้ามกันไม่มีทางที่จะอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่มีการปะทะกันรอบใหม่อีก

การเปลี่ยนตัวแม่ทัพ ของแต่ละฝ่าย ผมไม่คิดว่าจะทำให้สงครามกลางเมืองสงบขึ้นได้โดยง่าย เพราะเปลี่ยนตัวแม่ทัพ อาจมีการเปลี่ยนแปลงทางยุทธวิธี หรือรูปแบบการนำ หรือรูปแบบการเผชิญหน้าและการเจรจาเท่านั้น แต่ไม่มีผลทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง ยินยอมอ่อนข้อแต่อย่างใด

การเปลี่ยนนายกฯ หรือผู้นำจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นนายสมัคร สุนทรเวช ในช่วงหนึ่งนั้น ก็ไม่มีผลให้ฝ่าย อำมาตยาธิปไตย ยอมลาข้อ อยู่ร่วมกับฝ่าย นิยมระบอบทักษิณ แต่อย่างใด ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ยังระดมพลสรรพกำลัง มุ่งเข้าทำลายล้าง ฝ่ายนิยมระบอบทักษฺณ อยู่อย่างไม่หยุดยั่ง

ดังนั้น อย่าคิดเลยว่า การเปลี่ยนตัวผู้นำของ พรรคพลังประชาชน จากนายสมัคร สุนทรเวช มาเป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ผ่อนคลายลง เพียงแต่ ทั้งสองฝ่าย อาจ หยุดยิง กันชั่วคราวเท่านั้น

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แม้จะเป็นน้องเขย ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่บุคคลิกภาพไม่ได้โดดเด่นมากเท่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือ นายสมัคร สุนทรเวช แต่อย่างใด ทำให้อำนาจในการนำรัฐบาลนั้น ไม่โดดเด่น เท่าอดีตนายกฯทั้งสองคนที่กล่าวมาแล้ว

ผมจึงคาดว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะเป็นผู้นำแบบกลุ่มเท่านั้น แต่ละกลุ่มทางการเมือง จะมีอำนาจต่อรองสูง และการเมืองในรัฐบาลและในพรรคพลังประชาชน จะมีการเจรจาต่อรองระหว่างกลุ่มต่างๆ ค่อนข้างมาก หากมีการจัดโครงสร้างพรรคที่ดี เช่น มีหัวหน้ากลุ่มต่าง ๆ เข้ามาเป็น แกนในการตัดสินใจ แบบ คณะกรรมการกรมการเมือง หรือ บุริตบุโร ของพรรคคอมมิวนิสต์ ของสหภาพโซเวียต หรือแม้แต่ของจีน ก็จะทำให้การนำพรรคเป็นไปด้วยความราบรื่น เพราะเมื่อมีการตกลงกันระหว่าง หัวหน้ากลุ่มที่เป็นแกนนำของแต่ละกลุ่มแล้ว ความขัดแย้งก็จะลดน้อยลง

พรรคพลังประชาชน ก็จะมีสภาพเหมือนกับพรรคแอลดีพี ของญี่ปุ่น ที่มีกลุ่มหรือ Fraction ทางการเมืองหลายกลุ่ม ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นนั้นก็ผลัดเปลี่ยนกันไปในระหว่างมุ้งต่างๆ แต่ นายกรัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่งไม่นานนัก แต่นโยบายของพรรคค่อนข้างมั่นคง และต่อเนื่อง พรรคแอลดีพี ของญี่ปุ่นชนะเลือกตั้งต่อเนื่องยาวนานมากว่า 50 ปีแล้ว

สำหรับกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตย พธม. นั้น ตอนนี้ ผมไม่ได้ให้ความสำคัญมากมายเท่าใดแล้ว เพราะกลุ่มนี้ เรียกร้องโดยไม่มีจุดยืนที่มั่นคง เลยเถิดจนสังคมไม่รู้ว่าจะตอบสนองได้อย่างไรแล้ว และสังคมมองไม่เห็นจุดหมายว่า คนกลุ่มนี้ ต้องการอะไรกันแน่ ผมเชื่อว่า น้อยคนมากที่จะจำข้อเรียกร้องครั้งแรกของ พธม. ได้ เพราะคนกลุ่มนี้เปลี่ยนข้อเรียกร้องไปเรื่อยๆ จนหาจุดจบไม่ได้

เมื่อเป็นอย่างนี้ ผมจึงคิดว่า สังคมโดยส่วนรวม จะให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องของ พธม. น้อยลง

แต่ สงครามกลางเมือง ครั้งนี้ กลุ่ม พธม. เป็นแค่ กองทัพส่วนหน้า ของพวกอำมาตยาธิปไตย เท่านั้น กองทัพหลักของพวกเขา ยังเป็นทหาร และ ตุลาการภิวัฒน์ อยู่เหมือนเดิม ดังนั้น ฝ่ายประชาธิปไตย อย่าให้ความสำคัญต่อพันธมิตรมากเกินไป จนไม่ได้ไปสนใจต่อต้าน พวกตุลาการภิวัฒน์ ในองค์กรอิสระต่างๆ ที่เป็น ภัยคุกคาม ที่แท้จริง

การกดดันทางการเมือง หรือการเคลื่อนไหวทางการเมือง จึงควรมุ่งไปที่ สมาชิก องค์กรอิสระ เหล่านี้ ทั้ง ปปช. และศาลรัฐธรรมนูญ และ กกต. ต้องกดดัน ให้สมาชิกองค์กรเหล่านี้ ทั้งนายจรัญ ภักดีธนากุล คุณหญิงจารุวรรณ เมทะกา หรือ นายกล้าณรงค์ จัททริก ให้รับผิดชอบทาง จริยธรรมอย่างที่ชอบอวดอ้างกัน

การตัดสินเรื่อง ลูกจ้าง ที่ทำให้นายสมัคร หลุดจากตำแหน่ง เป็น งูที่ขว้างไม่พันคอของ พวกองค์กรอิสระเหล่านี้ ต้องเรียกร้อง มาตรฐานทางจริยธรรม ที่เท่าเทียมกัน ไม่มีสองมาตรฐาน จากพวกองค์กรอิสระเหล่านี้

ต้องตรวจสอบ ใช้อารยะขัดขืน กับคนเหล่านี้บ้าง

เมื่อสามปีที่แล้ว คนเหล่านี้ เคยกดดัน พ.ต.ท.ทักษิณ หลายอย่าง เช่น จัดคนไปด่า หากจากเป็น ก็ต้องใช้ หอกคืนสนอง คนพวกนี้บ้าง

ผมจึงยังไม่คิดว่า สงครามกลางเมืองไทย จะสงบลงได้ภายในเวลาเร็ววัน เพียงเพราะมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี จากนายสมัคร สุนทรเวช มาเป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เท่านั้น

แต่พื้นฐานความขัดแย้งทางการเมืองยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น รธน. ปี 50 ยังไม่ได้แก้ไข การยุบพรรคก็ยังคงเป็นเรื่องที่คุกคามอยู่

เมื่อทั้งสองฝ่ายยังไม่ตาย หรือหมดกำลัง ก็ต้องสู้กันต่อไป ใครอายุยืนกว่า คนนั้นก็ชนะ

ใครแก่ใกล้ตายแล้ว ก่อสงครามขึ้นตอนวัยชรา ก็คงไม่ได้ทันเห็นวันที่ความสงครามสงบ สันติภาพกลับคืนมาเป็นแน่

เมื่อปลุกผีขึ้นมาจากหลุม เพียงเพื่อต้องการกำจัดทักษิณ แต่ไม่มีปัญญาเอาผีต่างๆ กลับหลุมได้เหมือนเดิม ก็จงทนทุกข์กับกรรมที่ได้ก่อให้กับแผ่นดินนี้ต่อไป

ประเทศไทย ไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมก่อนปี 2540 ได้อีกแล้ว ประชาชนได้ตื่นขึ้นมาแล้ว


จาก thaifreenews

นายกฯ ทูลเกล้าฯ ครม.ใหม่วันนี้ "โอฬาร-สุชาติ" เข้าป้ายคุมเศรษฐกิจ


ครม. “เจ๊แดง1” ลงตัวแล้ว คาดทูลเกล้าฯ วันนี้ “โอฬาร-สุชาติ” เต็งคุมทีมเศรษฐกิจ ขณะที่ “พูนภิรมย์” สละสิทธิ์ไม่รับตำแหน่ง ส่วน “มิ่งขวัญ” มีแววถูกลอยแพ

นายสุขุมพงษ์ โง่นคำ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน(พปช.) ในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฏหมาย คาดว่า ช่วงเย็นวันนี้ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ โดยผลหารือถึงช่วงเย็นวานนี้รอเพียงบัญชีรายชื่อรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดินเท่านั้น

รายงานข่าวจากพรรคพลังประชาชน ระบุว่า ขณะนี้การจัดวางรายชื่อรัฐมนตรีในตำแหน่งต่างๆ ส่วนใหญ่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ยังเหลือแต่เพียงโควตารัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดินที่ยังไม่ลงตัว เนื่องจากยังมีแรงต้านจาก ส.ส.ภายในพรรคที่ไม่พอใจนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่จะกลับมาเป็นรัฐมนตรีอีกครั้ง และไม่พอใจที่มีการเสนอรายชื่อรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคโดยไม่สอบถามความเห็นจาก ส.ส.ภายในพรรคก่อน แต่อย่างไรก็ดีคาดว่าจะมีข้อสรุปได้ภายในวันนี้

สำหรับรัฐมนตรีคนนอกที่จะเข้ามาดูแลงานด้านเศรษฐกิจ ในส่วนของกระทรวงการคลังในรัฐบาลสมชาย 1 นั้น ก่อนหน้านี้ได้มีการทาบทามนายโอฬาร ไชยประวัติ ให้มานั่งตำแหน่งรมว.คลัง ขณะที่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะเป็นพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลพรรคที่ 7 ที่คาดว่าจะยังยึดเก้าอี้ รมช.คลัง ไว้ได้ตามเดิม

นอกจากนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม โดยคาดว่าจะให้นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กลับมารับตำแหน่งเดิมอีกครั้ง หลังจากที่เก้าอื้นี้ต้องหลุดไปเป็นของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ในการปรับ ครม.ครั้งสุดท้ายของรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ซึ่งการจัดตั้ง ครม.สมชาย 1 ในครั้งนี้ยังไม่ปรากฎรายชื่อของนายมิ่งขวัญ ว่าจะไปลงที่ตำแหน่งใด

ขณะที่กระทรวงพลังงานในโควตารัฐมนตรีของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา(รช.) ที่เดิมเก้าอี้ รมว.พลังงาน เป็นของ พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ นั้น ล่าสุดจะมีการสละเก้าอี้ให้กับ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รองหัวหน้าพรรค รช. และ ส.ส.นครราชสีมา คนสนิทของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ มาตั้งแต่สมัยพรรคชาติพัฒนา มารับตำแหน่งนี้แทน