WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 23, 2008

DSIจม.เรียกตัวสอบเลขากกต.คดีโกงบัตรลต.


“ดีเอสไอ” เดินหน้าสางคดีโกงบัตรเลือกตั้งของ กกต. หลังจากถูกยื้อมานานเพราะถูกแย้งว่าไม่มีอำนาจสอบสวน ระบุได้เอกสารจาก กกต.แล้วหลายรายการ แต่ยังขาดหลักฐานสำคัญอีกบางชิ้น พร้อมทำหนังสือเชิญตัว “สุทธิพล ทวีชัยการ” ให้ปากคำ ระบุถ้าจำเป็นก็ต้องเรียกสอบทุกคนที่เกี่ยวข้องไม่เว้นประธาน กกต.

จากกรณีที่ พล.ต.ท.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้นำเรื่องคดีฮั้วประมูลการพิมพ์บัตรเลือกตั้งของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) เพื่อลงมติรับคดีไว้เป็นคดีพิเศษภายใต้อำนาจสอบสวนของดีเอสไอ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมา และต่อมา คณะอนุกรรมการ กคพ.ก็ได้ลงมติว่า ดีเอสไอ มีอำนาจสอบสวนคดีดังกล่าว ซึ่งเป็นการยุติข้อโต้แย้งที่ กกต. อ้างมาตลอด และได้เตรียมเสนอให้บอร์ด กคพ.ลงมติรับเป็นคดีพิเศษ และลงมือดำเนินการสอบสวนในเรื่องดังกล่าวทันทีนั้น

พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ ดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีฮั้วประมูลการพิมพ์บัตรเลือกตั้งของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า ตนเองได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.จักรกฤษณ์ แดงสุรีย์ศรี พนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าพบ นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. แล้ว เพื่อแจ้งให้ทราบถึงมติของคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ตามที่การพิจารณาระบุชัดว่า คดีเกี่ยวกับการพิมพ์บัตรเลือกตั้งอยู่ในอำนาจสอบสวนของ DSI จึงขอทาง กกต. ให้ความร่วมมือในการจัดส่งพยานเอกสารทั้งหมดเกี่ยวกับการประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ตามที่พนักงานสอบสวนร้องขอทั้งหมด 30 รายการ รวมถึงการส่งพยานบุคคลตามหมายเรียกมาให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนด้วย

ซึ่งกรณีดังกล่าว ประธาน กกต. ได้สั่งการให้นายสุทธิพล ทำหน้าที่ประสานการจัดหาพยานเอกสารตามที่ดีเอสไอทำหนังสือขอ โดยได้รับเอกสารบ้างแล้วบางส่วน และยังขาดเอกสารสำคัญอยู่บ้างบางรายการ

พ.ต.อ.สุชาติ กล่าวต่ออีกว่า ส่วนในขั้นตอนของการเรียกตัวผู้เกี่ยวข้องเข้ามาสอบสวนนั้นได้ส่งหมายให้พยานเข้ามาพบเจ้าหน้าที่แล้วบางส่วน รวมไปถึงได้ทำหนังสือเชิญ นายสุทธิพล เลขาฯกกต.เข้ามา แล้วแต่ยังไม่ได้เข้ามาตามที่มีหนังสือแจ้งแต่อย่างใด ซึ่งนายสุทธิพล ได้ทำหนังสือตอบกลับเพื่อขอเลื่อนการเข้าไปให้ข้อมูล โดยระบุว่า ช่วงนี้ติดภารกิจเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ส่วนทางด้านประธาน กกต. จะมีการส่งหนังสือเชิญตัวมาสอบด้วยหรือไม่นั้น คงต้องรอดูพยานเอกสารให้ครบถ้วนก่อน จึงจะสามารถตอบได้ว่าจะมีการสอบด้วยหรือไม่ แต่ถ้าพยานเอกสารบ่งชี้ว่าจำเป็นจะต้องมีการสอบ ก็จะทำหนังสือเชิญตัวมาแน่นอน

ทั้งนี้ หาก DSI ได้รับความร่วมมือจาก กกต. ด้วยดี คาดว่าจะใช้เวลาในการสอบสวนไม่เกิน 2 เดือน จะสามารถสรุปสำนวนคดีได้ แต่เนื่องจากที่ผ่านมา DSI ได้รวบรวมพยานหลักฐานได้บ้างแล้ว แต่ยังติดขัดที่เอกสารบางชิ้น ประกอบกับการเชิญตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับการเลื่อนเข้าให้ปากคำ ซึ่งกฎหมายระบุชัดเจนว่ามีสิทธิ์ขอเลื่อนได้ จึงทำให้อาจจะติดปัญหาล่าช้าไปบ้าง บางประการ และอาจส่งผลให้ความคืบหน้าช้าตามไปด้วย


พธม.อ้างเลือกตั้ง100%จงใจหลอกคนไทย

ซัดแนวคิด “การเมืองใหม่” ถึงจะเปลี่ยนหน้าตาไปอย่างไรก็รับไม่ได้ เพราะแนวคิดยังเป็นการทำลายประชาธิปไตย หวังสืบทอดอำนาจ “อำมาตย์” ชัดเจน แถมข้ออ้างให้มีการเลือกตั้ง 100% หลังแนวคิด 70 : 30 ถูกค้านหนัก ก็แค่เรื่องหลอกลวงประชาชน เพราะการเลือกตั้งส่วนของกลุ่มสาขาอาชีพก็ไม่หนีวิธีการสรรหา ซ้ำยังซื้อเสียงได้สบาย ระบุแบ่งแยกยกย่องแต่กลุ่มที่ทำประโยชน์ให้ตัวเอง

แม้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะมีการปรับเปลี่ยนข้อเสนอเรื่องการเมืองใหม่ ที่หลายฝ่ายไม่ยอมรับ จากเดิมที่ให้มีการเลือกตั้งร้อยละ 30 และสรรหาร้อยละ 70 มาเป็นแนวทางที่อ้างว่าให้มีการเลือกตั้งทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ และให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากนั้น แต่ก็ยังไม่วายหมกเม็ดให้เป็นการเลือกตั้งแบบเดิมเพียงครึ่งเดียว ส่วนอีกร้อยละ 50 ให้เป็นการเลือกจากตัวแทนสาขาอาชีพ ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับแนวทางลากตั้งตามข้อเสนอเดิม และด้วยแนวคิดดังกล่าวนี้เองจึงเป็นแนวทางที่หลายฝ่ายยังคงไม่เห็นด้วย และมองว่าอย่างไรเสียก็ยังมีเงื่อนไขเป็นเผด็จการอยู่ดี

แนวคิดพันธมิตรดูถูกมนุษย์
นพ.เหวง โตจิราการ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดการเมืองใหม่แบบ ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า เรื่องดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงการดูถูกมนุษย์ เป็นพวกมองเห็นเพื่อนร่วมชาติไม่เท่าเทียมกันโดยถือว่ามนุษย์ที่เหลือนั้นไม่มีความสำคัญ ไปตัดสิทธิของอีกฝั่งหนึ่งออกเพื่อให้ บุคคลอีกกลุ่มได้เลือกคนที่ตัวเองต้องการเข้าไปทำหน้าที่สร้างผลประโยชน์ช่วยเหลือพวกเดียวกัน

ซึ่งสิ่งที่ นายสุริยะใส กตะศิลา คิดออกมาเป็นวิธีคิดบวกลบของเด็กอนุบาล โดยเอา 50 เปอร์เซ็นต์ที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มาบวกกับ 50 เปอร์เซ็นต์ ที่มาจากการลากตั้งของพวกที่เป็นคณาธิปไตย โดยการบวกรวมกันเช่นนี้ทำไม่ได้โดยหลักการของบวก ลบเลขคณิตศาสตร์ เพราะต้องใช้เลขฐานที่เท่าเทียมกันมาบวกกัน

แต่การเอาประชาธิปไตยและเผด็จการมาผสมกันคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ซึ่งในความพยามใช้แนวคิดการเมืองใหม่ที่ใช้คำว่า 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นเพียงสิ่งที่แก้ไขชื่อเรียกให้ดูดีกว่า แต่แท้ที่จริงไม่ได้ต่างจากของเก่าเลยแม้แต่น้อย

เลือกตัวแทนอาชีพก็ซื้อเสียง
นพ.เหวง ยังกล่าวอีกว่า ส่วนวิธีคิดที่จะมีการเลือกตั้งมาจากสมาคมวิชาชีพ ตนจะยกตัวอย่างสมาคมที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมที่ตนเคยมีโอกาสได้เข้าไปคลุกคลีรู้เบื้องลึกเบื้องหลังการเลือกตั้งนายกสมาคมฯ ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับการเลือกตั้งของพวกนักการเมืองสกปรกที่ใช้อำนาจเงินหรือบารมีเข้าช่วงชิงตำแหน่งเลย

ฉะนั้น แนวคิดเช่นนี้ เท่ากับเป็นศรย้อนเข้าหาตัว เป็นหอกทมิฬฆ่าทมิฬ เพราะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้เลย แต่กับเป็นการส่งเสริมให้มีการแย่งชิงอำนาจการเมือง สิ่งที่ชี้ให้เห็นได้ชัดจากตัวอย่างที่ตนได้ยกมาซึ่งเป็นประสบการณ์โดยตรงทั้งสิ้น

สรุปได้เลยว่า โดยวิธีคิดของพันธมิตรฯ ยังคงเป็นเผด็จการโดยแท้ และเหมือนเดิม มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีแตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่นโดยทั่วไป ก็เพราะเป็นสัตว์การเมือง การเมืองทำให้มนุษย์ยังคงเป็นมนุษย์ การที่พันธมิตรฯมาใช้การเมืองใหม่ที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ การใช้ 1 สิทธิ 1 เสียงประชาชนไปนั้นเท่ากับเป็นการดูถูกเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ดังนั้นการเมืองไทยต้องอยู่ภายใต้ระบอบการเลือกตั้งอย่างแท้จริง จะใช้ประชาธิปไตยบวกอำนาจนิยม อย่างละ 50 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้

ซึ่งคำพูดของนายสุริยะใสทั้งหมดนั้นเป็นการโกหกประชาชน จะใช้วิธีดังกล่าวลิดรอนสิทธิของคนอื่นไปไม่ได้แม้แต่ 0.01 เปอร์เซ็นต์

โมเดลไหนก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย

ด้าน นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษชน กล่าวถึง ข้อเสนอของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรื่องการเมืองใหม่ให้มีผู้แทนมาจากการเลือกตั้ง 100% โดยมาจากการเลือกตั้งผ่านเขตพื้นที่และผ่านสาขาอาชีพว่า ที่จริงตนไม่อยากให้ความเห็นเรื่องข้อเสนอรูปธรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ เนื่องจากเชื่อว่า การเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ แม้จะเสนออะไรก็ไม่เป็นประชาธิปไตยแน่นอน เพราะพันธมิตรฯ มีความเชื่อไปในทางที่เป็นระบอบอำมาตยาธิปไตย โดยอยากได้แต่คนดีมาเป็นผู้นำประเทศ

ทั้งที่หลักการในระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เรื่องการหาคนดีหรือคนไม่ดี แต่ระบอบประชาธิปไตยต้องอาศัยนักการเมือง แม้อาจจะไม่ใช่คนดีแต่ก็เป็นคนที่ประชาชนต้องการเพราะเป็นที่พึ่งพาของประชาชนได้ ทั้งนี้ถ้าหากพันธมิตรฯ อยากได้คนดีเป็นหลักก็ไม่ต้องให้มีการเลือกตั้งไปเลยจะดีกว่า

นายจรัล กล่าวถึงข้อเสนอให้มีการเลือกตั้งผ่านสาขาอาชีพว่า อาจจะมีปัญหาในเชิงหลักการตามมา เพราะเดิมทีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปนั้นอยู่บนหลักการที่ว่าทุกคนมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเหมือนกัน แม้บางคนอาจเป็นคนไม่ดีอาจเป็นนักเลงแต่ก็มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเช่นกัน

ตัวแทนอาชีพสุดท้ายก็มีแต่เจ้านาย
ขณะเดียวกันประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเองก็สามารถเลือกใครด้วยเหตุผลอะไรก็ได้ เช่น ประชาชนอาจจะเลือก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยเหตุผลเพราะเป็นคนรูปหล่อ หรืออาจจะเลือกมาเพราะเป็นคนฉลาดมีความสามารถก็ได้ ไม่ใช่การเลือกตั้งเพราะถูกบังคับให้เลือกด้วยเหตุว่ามาจากสาขาอาชีพใด หรือไม่ได้เลือกตั้งเพราะเหตุถูกบังคับให้เลือกผู้หญิงหรือผู้ชาย

"การเลือกตัวแทนสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพเกษตรกร หรือแรงงาน เราก็ไม่มีทางได้ผู้แทนที่เป็นเกษตรกรหรือผู้ใช้แรงงานแท้ๆ อยู่ดี เพราะผู้ที่มีโอกาสลงสมัครหรือได้รับเลือกตั้งก็คงเป็นผู้นำของแต่ละสาขาอาชีพไม่ใช่ผู้ประกอบอาชีพตัวจริง ที่สำคัญคือไม่มีหลักประกันว่าการเลือกผู้แทนแบบนี้จะดีกว่าการเลือกตั้งทั่วไปอย่างไร อีกทั้งหากผู้แทนสำนึกอยู่เสมอว่าตัวเองเป็นตัวแทนของคนกลุ่มใด ก็จะไม่คำนึงถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ขณะที่ในรัฐธรรมนูญระบุว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่ได้บัญญัติว่าเป็นผู้แทนของเขตพื้นที่จังหวัดหรือกลุ่มอาชีพใดๆ หลักการนี้มีการถกเถียงกันมาเมื่อ 200 ปีที่แล้วในประเทศอังกฤษ และสุดท้ายถือว่าผู้แทนต้องเป็นผู้แทนของปวงชนทั้งประเทศ" นายจรัลกล่าว

และว่าวิธีการเลือกตั้งจากกลุ่มสาขาอาชีพ เคยถูกนำมาใช้โดยพรรคนาซีของฮิตเลอร์ อดีตผู้นำประเทศเยอรมนี และพรรคฟาสซิสต์ของมุสโสลินีในประเทศอิตาลี โดยผู้แทนไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทั่วไปของประชาชนแต่เป็นการเลือกตั้งผ่านกลุ่มอาชีพต่างๆ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วนาซีและฟาสซิสต์ มีบทบาทสำคัญในการกำหนดและคัดเลือกการส่งรายชื่อผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง

พันธมิตรย้ำเลือกตั้ง 100%
ขณะที่วันเดียวกันนี้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และ นายพิภพ ธงไชย ได้ร่วมกันแถลงข่าว โดย พล.ต.จำลอง กล่าวถึงข้อเสนอการเมืองใหม่ว่า ขณะนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ยังไม่ได้ข้อยุติ แต่ยืนยันว่าจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน 100 เปอร์เซ็นต์ โดยจะมาจาก 2 ทางคือ

1.การเลือกตั้งตามพื้นที่แต่ละจังหวัด และ 2.มาจากตัวแทนของกลุ่มอาชีพ และให้ประชาชนทั่วประเทศเลือกอีกครั้งหนึ่ง เช่น กลุ่มแพทย์ พยาบาล สื่อมวลชน และทหารผ่านศึก ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ต้องมีสัดส่วนที่จะเข้ามาสู่สภาด้วย

อีกทั้งผู้ที่จะเสนอตัวสมัครรับการเลือกตั้งทั้ง 2 ระบบ ต้องมีคุณธรรม ซื่อสัตย์มากกว่าคนธรรมดา โดยต้องมีการลงสัตยาบันก่อนที่จะลงสมัคร สำหรับการออกแบบเช่นนี้เพราะไม่ต้องการให้นายทุนได้ใช้เงินเข้ามาซื้อสภา และครอบงำทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร สามารถทำอะไรผิดกฎหมายได้โดยไม่มีการตรวจสอบ

พร้อมเจรจาคนมีอำนาจตัดสินใจ
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีรัฐบาลมอบหมายให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี จะดึง พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร นักเรียนนายร้อย จปร.รุ่น7 รุ่นเดียวกับ พล.ต.จำลอง มาเป็นผู้เจรจา พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ทางพันธมิตรฯ พร้อมจะเจรจากับทุกคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจ โดยยินดีที่จะเจรจาที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ทำเนียบรัฐบาลหรือให้ออกไปพบที่ใด แต่ตอนนี้หากออกไปจะถูกตำรวจจับกุมตัว ก็สามารถคุยทางโทรศัพท์ได้ สำหรับข้อเสนอของเรายังเป็นเหมือนเดิมที่เคยประกาศไว้ คือต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญและไม่ต้องการรัฐบาลที่มาจากพรรคพลังประชาชน แต่ก็ยังไม่ได้ปิดช่องที่รัฐบาลจะเจรจาแต่อย่างใด

พล.ต.จำลอง กล่าวอีกว่า ทางพันธมิตรฯ ไม่ได้มอบหมายให้แกนนำคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่ในการเจรจา แต่หลังจากที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี โทรศัพท์เข้ามาก็ยังไม่มีการติดต่อมาแต่อย่างใด ขอให้รัฐบาลทำสิ่งที่เร่งด่วน คือการจัดตั้งรัฐบาลให้เสร็จสิ้นก่อน พันธมิตรฯ ไม่มีอำนาจไปเร่งรัดอะไรและไม่ได้ปิดช่องทางในการเจรจา รัฐบาลก่อนหน้านี้ที่ไม่เจรจา เพราะไม่ยอมติดต่อมาก็ไม่รู้จะเจรจากับใคร ทางกลุ่มไม่ได้ดึงดันอะไรทั้งสิ้น

ค้านคนใกล้ชิดเจ๊แดงนั่งกลาโหม
ผู้สื่อข่าวถามว่า พันธมิตรฯ อาจลดข้อเรียกร้องลงมา พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดกัน การตัดสินใจของพันธมิตรฯ จะทำโดยคนใดคนหนึ่งไม่ได้ ต้องนำมาเข้าที่ประชุมของแกนนำ แต่หากเป็นเรื่องสำคัญต้องถามผู้ชุมนุมก่อน

พล.ต.จำลอง ยังกล่าวเตือน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี กรณีมีกระแสข่าวว่าจะเอาพล.อ.ทวีชัย องคสิน อดีตเลขารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่ เพราะอาจทำให้เกิดเสียงครหาได้

เนื่องจากเป็นที่ทราบดีว่า พล.อ.ทวีสิน มีความใกล้ชิดกับทั้ง นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และ นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร

ตะแบงไม่เลิกอ้างไม่มีสรรหา
นายพิภพ กล่าวว่า ตามที่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งได้ลงว่า การเมืองใหม่จะต้องมาจากการเลือกตั้ง 50 เปอร์เซ็นต์ และสรรหาอีก 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นการตีความเอาเอง ขอยืนยันว่าไม่ได้พูดถึงการสรรหาเลย ต้องมีการเลือกตั้งจากประชาชน 100 เปอร์เซ็นต์ โดยหลักการต้องมีการกระจายตัวแทนไปสู่ทุกภาคส่วน ไม่ใช่กระจุกตัวอย่างที่ผ่านมา ซึ่งการกำหนดสัดส่วนนั้นจะไม่เฉพาะเจาะจงแค่ส่วนอาชีพเพียงเท่านั้น แต่จะรวมถึงภาคส่วนอื่นๆ อาทิ คนด้อยโอกาส และชนกลุ่มน้อยด้วย โดยต้องให้ประชาชนที่สังกัดกลุ่มต่างๆ มาขึ้นทะเบียนเพื่อเลือกตั้งแทนและให้ประชาชนทั่วประเทศเลือกอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามในเรื่องของรายละเอียดโดยเฉพาะสัดส่วนของผู้แทนทั้งสองระบบในสภา ยังต้องเว้นว่างให้สังคมและประชาชนช่วยคิดต่อไป

นายพิภพ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้การเมืองใหม่พันธมิตรฯ เสนอจะรวมถึงการเพิ่มบทบาทและอำนาจหน้าที่ขององค์กรภาคประชาชน สามารถถอดถอนตัวแทนของตัวเองได้ตลอดเวลา รวมทั้งสามารถยื่นฟ้องศาลในคดีเกี่ยวกับการทุจริตของภาครัฐได้โดยตรง ซึ่งคดีทุจริตเหล่านี้ต่อไปต้องไม่มีอายุความ และต้องมีสื่อมวลชนที่มีอิสระอย่างแท้จริง

ด้าน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ในวันที่ 27 กันยายน เวลา 14.00 น. กลุ่มพันธมิตรฯ จะเชิญนักวิชาการและผู้มีความรู้ทางสังคมประมาณ 40-50 คน มาระดมความเห็นเรื่องการเมืองใหม่อีกครั้ง



ซัดพธม.-สันติอโศกเหี้ยยังประเสริฐกว่า


เวทีวิชาการรุมถล่ม “ลัทธินอกรีต” สันติอโศก ระบุเป็นพวกมารศาสนาจ้องทำลายพุทธศาสนาให้หมดไปจากเมืองไทย หวังสถาปนาลัทธิชั่วขึ้นมาใหม่ พร้อมกับการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย สร้างการเมืองใหม่หมกเม็ดเผด็จการแบบพันธมิตรฯ “พระเทพวิสุทธิกวี” แนะต้องช่วยกันขับไล่ลัทธิเถื่อน ด้าน “อ.วรพล” ซัดสันติอโศกกับพันธมิตรฯ เป็นพวกจ้องทำลายสถาบัน ระบุ “เหี้ยยังประเสริฐกว่า”

องค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทยและเครือข่ายชาวพุทธในยุโรป ร่วมกันจัดเสวนาวิชาการเรื่อง “ลัทธิสันติอโศก ได้อำนาจรัฐแล้วพระพุทธศาสนาจะอยู่อย่างไร” ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ โดยมีพระญาณวิสิฐ เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม จ.ราชบุรี เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และพระเทพดิลก เลขาธิการศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถานำ

ก่อนจะเริ่มการเสวนาโดย วิทยากรประกอบด้วย พระเทพวิสุทธิกวี เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกรัฐบาล พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.บุญทัน ดอกไธสง อดีตรองประธานวุฒิสภา ศ.ดร.เสริน ปุณณะหิตานนท์ นักวิชาการอาวุโส และผศ.เสถียร วิพรมหา เลขาธิการองค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินรายการ

พระเทพวิสุทธิกวี กล่าวว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่รู้สึกกลัวลัทธิสันติอโศก เพราะ ของจริงต้องอยู่ได้อย่างสง่างาม กลุ่มคนในสันติอโศกไม่ใช่พระ วันหนึ่งเมื่อแกนนำสั่งให้เปลี่ยนเขาต้องเปลี่ยน คำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นของจริงไม่ใช่การกล่าวอ้าง เหมือนที่นายรักษ์ รักษ์พงษ์ กล่าวอ้าง เนื้อหาคำสอนที่มากมายแต่หาข้อพิสูจน์ไม่ได้ โง่แล้วยังตั้งตัวเป็นบัณฑิต อวดฉลาด พฤติกรรมอย่างนี้จะทำให้จมปลักและไม่เกิดปัญญา

พระพุทธศาสนาสอนให้เชื่ออย่างชาญฉลาดและให้ใช้ปัญญาคิด สิ่งที่เกิดขึ้นในทำเนียบรัฐบาลเวลานี้ ทำให้ประชาชนทั้งคนไทยและต่างชาติเข้าใจผิด เพราะฉะนั้นชาวพุทธควรร่วมมือกันอย่างสมานฉันท์ เพราะทุกคนมีธงชัยเดียวกันคือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศาสนาคือความมั่นคงของชาติ

“ณ วันนี้ อาตมาเชื่อว่าจะดำรงอยู่ได้ ภัยที่เกิดขึ้นจากสันติอโศก เป็นเพียงมารศาสนา เราต้องร่วมมือกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว เพื่อขับไล่ลัทธินี้”

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า ตนยังเชื่อว่าพระพูทธศาสนายังยืนหยัดเคียงคู่กับประเทศไทยได้ เพียงแต่เวลานี้ ชาวพุทธกำลังเผชิญกับมารศาสนาอย่างลัทธิสันติอโศก หากร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่น ลัทธิสันติอโศกก็คงอยู่ไม่ได้ เพราะนายรักษ์ ไม่ใช่พระ เมื่อกระทำการใดๆ ล่วงล้ำกฎหมาย หลักประชาธิปไตย และหลักศาสนา ก็ไม่ควรได้รับเกียรติจากชาวพุทธอีกต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นในทำเนียบรัฐบาล พวกพันธมิตรฯ และสันติอโศก เรียกว่า การอภิวัตน์สังคมไทยไปสู่การเมืองใหม่ จึงอยากจะตั้งคำถาม ถึงแกนนำพันธมิตรฯ ทำไมไม่พูดเรื่องคดีเก่าก่อนถึงจะพูดเรื่องการเมืองใหม่ มีคดีติดตัวอยู่แล้วยังจะมาพูดว่า เป็นนักสู้เพื่อประชาธิปไตย นักสู้ที่ประกาศตัวบนเวทีว่า พร้อมที่จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม แต่เมื่อพูดเสร็จ ทำไมจึงไปนั่งอยู่ในวงล้อมของผู้หญิง หรือต้องการเป็นไข่แดงในหมู่ไข่ดาว

สิ่งที่ลัทธิสันติอโศก กำลังทำอยู่ตอนนี้คือความมุ่งหวังทางการเมืองโดยตั้งพรรค เพื่อฟ้าดินขึ้นมา หากไม่มีความมุ่งหวังด้านการเมืองคงไม่ตั้งพรรคขึ้นมาสู้และหากนายโพธิรักษ์ เกิดเข้ามาเล่นการเมือง เขาอาจจะเป็นนายกฯ คนต่อไปในระบบการเมืองใหม่ พฤติกรรมเช่นนี้ กระทบทั้งการเมืองและศาสนาเพราะมีการเคลื่อนไหวไปพร้อมๆ กัน คิดง่ายๆ ในระบบการเมืองใหม่ 70 : 30 ถ้าหากกฎหมายระบุว่า นายกฯต้องมาจาก ส.ส. ในสภา พวกลากตั้งที่มีถึง 70% ต้องได้ตำแหน่งนายกฯ แน่นอน ต่อให้ที่เหลืออีก 30% รวมทั้งมือทั้งเท้าก็สู้ไม่ได้ การเมืองจะวุ่นวายมากกว่านี้ ตนมองว่าผ้าคลุมที่โพธิรักษ์ใส่คล้ายชุดพระสงฆ์เป็นสิ่งปกป้องพฤติกรรมและคุ้มครองความเคลื่อนไหวของตนเองไปสู่เป้าหมายทางการเมืองเท่านั้น

“วันนี้จึงไม่อยากให้ยึดติดกับสิ่งที่เป็นวัตถุ เมื่อเขาเข้ามายึดทำเนียบรัฐบาลและไม่ยอมออกมา ผมจะเสนอไปยังกรมราชทัณฑ์ให้นำลวดหนามมาล้อมและติดป้ายว่าเป็นสถานกักกันชั่วคราว ให้กลายเป็นดาวกระจุกอยู่แต่ในทำเนียบรัฐบาล” ความเสียหายที่เกิดขึ้นวันนี้แม้พันธมิตรฯ และกองทัพธรรมจะออกมาจากทำเนียบ ฝ่ายรัฐบาลเองก็คงไมสามารถเข้าไปปฏิบัติงานได้ทันที คงต้องทำการบูรณะและทำบุญครั้งใหญ่

ความคิดการเมืองใหม่ที่พันธมิตรฯ กำลังจะเสนอ ไม่ใช่ทางสว่างของสังคมไทย แต่มันกำลังนำไปสู่ความมืดมิด เพราะความจริงแล้วแนวทางการเมืองใหม่เป็นแนวทางที่ต้องการยึดอำนาจ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กินข้าวมื้อเดียวคงหิวจนตาลาย จึงทำอะไรเลอะเทอะขึ้นทุกวัน พูดมาได้ว่าการเคลื่อนไหวเป็นสิทธิของประชาชน แต่ถ้าหากเกิดการปะทะและเกิดความรุนแรงขึ้น ให้เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะต้องจัดการและรับผิดชอบ สุดท้ายตนจะขอรับถล่มนายโพธิรักษ์ให้อยู่หมัด ขอให้พี่น้องประชาชนคอยติดตามในรายการความจริงวันนี้ และไม่ต้องวิตกกังวล เพียงแต่ต้องตระหนักรู้และคิดเท่าทันการกระทำของคนกลุ่มนี้เท่านั้น

รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร กล่าวว่า หากสันติอโศกและผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังได้อำนาจมากกว่านี้ สมาชิกชาวพุทธเถรวาทและพระชั้นผู้ใหญ่จะถูกบังคับให้บิดเบือนรับเอาสันติอโศกเข้าไปเป็นนิกายใหม่ของศาสนาพุทธ และอาจมีการสังฆกรรมครั้งใหญ่เกิดขึ้น จะมีการกวาดล้างล้มล้างศาสนาพุทธ ซึ่งตอนนี้ศาสนาพุทธก็อยู่อย่างล่อแหลม ซึ่งหากถูกทำลายลงไปก็จะส่งผลถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่อาจจะถูกลัทธิสันติอโศกล้มด้วยก็ได้ สันติอโศกและพวกพันธมิตรฯ ไม่ใช่ชาวพุทธ เพราะหลักของชาวพุทธให้ยึดปฏิบัติศีล 5 ข้อ แต่แกนนำสองกลุ่มนี้ละเมิดศีล 5 ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดมา ฆ่าทั้งคนทั้งตัวตะกวดที่ไม่รู้เรื่องด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับสันติวิธีโดยสิ้นเชิง ตนมองว่า “ตัวเหี้ยที่ถูกฆ่ายังมีความประเสริฐกว่าพันธมิตรฯ”

ดังนั้น สันติอโศกและพันธมิตรฯ ถือว่าเป็นฝั่งตรงข้ามชาวพุทธ และไม่มีความพยายามที่จะรักษาศีล อีกทั้งยังทำลายสังคมอย่างสิ้นเชิง

ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย คือผู้ที่ใช้หลักประชานิยมมาบริหารประเทศ แต่ถูกกลุ่มคนพวกนี้บิดเบือนหาว่าติดสินบนประชาชน กลุ่มอำนาจคณาธิปไตยได้จ้องมองการทำงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างชิงชัง เพราะคนพวกนี้แปลงร่างมาจากคณะราษฎร ซึ่งเป็นอำมาตยาธิปไตยที่ยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์ การบริหารงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงถือว่าขัดผลประโยชน์

โดยส่วนตัวพันธมิตรฯ เป็นเพียงเครื่องมือของกลุ่มคณาธิปไตยเท่านั้น เพราะคนกลุ่มนี้ต้องการให้อำนาจยังคงอยู่ และการเมืองที่พูดกันก็เป็นการเมืองที่หมุนกลับไปในปี 2475 ทางทฤษฎีของคณะราษฎร สวนทางกับวิวัฒนาการทางการเมืองของไทยซึ่งควรจะใช้สิทธิในการเลือกตั้ง 100% ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. แต่ก็มีความพยายามจากกลุ่มคณาธิปไตยที่ต้องการจะเบี่ยงเบนประเด็นให้มีทั้งการเลือกตั้งและแต่งตั้งผสมผสานกัน
สิ่งที่องค์กรชาวพุทธและประชาชนต้องทำตอนนี้คือ ตรวจสอบรัฐธรรมนูญใหม่ และตรวจสอบระบบการเมืองด้วย

สุดสมเพชครม.ในฝัน พผ.รุมทึ้งเก้าอี้รัฐมนตรี200ล้าน

คลอดแล้วรัฐบาลในฝัน แต่น่าเศร้าใจข่าวสะพัด พผ. จ่าย 200 ล้านแลกเก้าอี้รัฐมนตรี แฉ! นายทุน “ป” จ่าย 103 ล้าน ให้กรรมการบริหารพรรค ขณะที่อดีตรัฐมนตรี “พ” รับปากจ่าย 200 ล้าน แต่จ่ายไม่ครบ เลยต้องชวดเก้าอี้ ลูกพรรค “เพื่อแผ่นดิน” ขย่มหัวหน้าพรรคถ่างขาควบ 2 เก้าอี้ไม่พอ ยังเอาคนนอกมาเป็นรัฐมนตรี เบียดโควตา ส.ส. ฉะ “สุวิทย์” ไร้มารยาท ชักเข้า-ชักออก ขณะที่ “สมชาย” ยังปรับโผจนนาทีสุดท้าย ท่ามกลาง ส.ส.พลังประชาชน ตำรวจ*-ทหาร แห่เข้าบ้านจนหัวกระไดไม่แห้ง “เติ้ง” ออกโรงหนุน “สมชาย” ควบกลาโหม ยันชาติไทยไม่มีเกาเหลา

* “บรรหาร” หนุน “สมชาย” ถ่างขาควบกลาโหม
ท่ามกลางการจัดทัพรัฐบาลในฝันที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ออกมาการันตีว่าต้องเป็นที่พอใจ และยืนยันว่านั่งจัดโผด้วยตัวเองเพียงคนเดียวไม่มีใครมาเกี่ยวข้อง แม้แต่ภริยา นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อย่างที่เป็นข่าว และยังเป็นครม. ที่อยู่บนความคาดหวังจากคนหลายกลุ่ม ว่านายสมชาย จะเลือกจัดครม. เพื่อจัดการปัญหาทางการเมืองภายในรัฐบาลเป็นหลัก หรือจะเลือกการแก้ปัญหาประเทศชาติ ที่กำลังมีวิกฤติหลายด้านรอการแก้ไขเป็นสำคัญนั้น

โบ้ยเพื่อแผ่นดินทำโผครม.ล่าช้า
ในที่สุดการจัด ครม. “เจ๊แดง 1” ก็ลงตัว หลังจากใช้เวลายาวนานและมีการปรับเปลี่ยนกันหลายรอบ โดยเฉพาะในส่วนรัฐมนตรีของพรรคพลังประชาชนเอง

รวมไปถึงพรรคที่นายสมชาย อ้างว่าเป็นสาเหตุของความล่าช้า ก็คือพรรคเพื่อแผ่นดินที่ส่งรายชื่อเข้ามาเป็นพรรคสุดท้าย ท่ามกลางเสียงคัดค้าน ตำหนิติติงกันเองของบรรดาสมาชิกพรรค ที่ส่วนใหญ่ไม่พอใจกับท่าทีของ นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค ที่พยายามรวบรัดตัดความ และตัวเองยังนั่งถ่างขาควบถึง 2 ตำแหน่ง ทั้งที่เก้าอี้รัฐมนตรีมีจำกัด

โดยในส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดิน 5 ที่นั่ง นั้น มีรายงานว่านายสุวิทย์ จะนั่งควบ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุตสาหกรรม นายมั่น พัธโนทัย นั่ง รมว.ไอซีที ตามเดิม นางระนองรักษ์ สุวรรณฉวี กลับมาเป็น รมช.คลัง อีกครั้ง และยังมีรัฐมนตรีคนนอก คือ นายประสงค์ โฆษิตานนท์ ยังคงอยู่ในตำแหน่ง รมช.มหาดไทย

แฉ “พ” จ่ายไม่ครบชวด รมต.
ซึ่งในส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดินนั้น มีกระแสข่าวหนาหูมากถึงบรรยากาศฝุ่นตลบก่อนจะได้รายชื่อรัฐมนตรีดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องเงิน 200 ล้านบาท ที่เป็นข่าวออกมาก่อนหน้านี้มีแหล่งข่าวระบุว่า มีนายทุน “ป” จ่ายเงินให้กับกรรมการบริหารพรรค “พ” ที่ควักเนื้อในการเลือกตั้งครั้งก่อนไป 53 ล้านบาท และยังเติมเข้าไปให้อีก 50 ล้านบาท เพื่อแลกกับเก้าอี้รัฐมนตรี

ขณะเดียวกันแหล่งข่าวก็ยังอ้างว่ามีอดีตรัฐมนตรี “พ” อีกคน ที่รับปากจะสนับสนุนพรรค 200 ล้านบาท แต่จ่ายไม่ถึงจำนวนที่รับปากไว้ มาถึงการปรับคณะรัฐมนตรีเที่ยวนี้ชื่อจึงหลุดไปจากโผในโค้งสุดท้าย

นอกจากนี้ในการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีของพรรคเล็ก แต่มุ้งเยอะพรรคนี้ ก็ส่งผลให้การจัดสรรเก้าอี้เป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง และเป็นผลของความขัดแย้งภายในพรรค เหมือนอย่างกรณีของกลุ่มบ้านริมน้ำ ที่ปรากฏว่าชวดตำแหน่งรัฐมนตรี ในขณะที่กลุ่มมี ส.ส. 4 คน คือ นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ นายรณฤทธิชัย คานเขต นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ และ นายพิกิฏ ศรีชนะ

“สุวิทย์” ไม่เคยฟังคนในพรรค
นายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดิน หนึ่งใน ส.ส. กลุ่มบ้านริมน้ำ ระบุ ถึงกรณีกลุ่มไม่ได้รับตำแหน่งว่าไม่แปลกใจ เพราะทราบอยู่แล้วว่า กลุ่มของตนได้รับความกดดันอย่างต่อเนื่อง และที่ผ่านมานายสุวิทย์ไม่เคยรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกในพรรค ทั้งยังแสดงอาการไม่เหมาะสมต่อที่ประชุมพรรคโดยการทุบโต๊ะ นี่คือกิริยาที่ไม่สมควรกระทำ ทั้งนี้เท่าที่ตนทราบมีการเสนอรายชื่อของคนที่เหมาะสมเป็นรัฐมนตรี คือ นายสุวิทย์ นายมั่น พัธโนทัย และ คนนอก 2 คน ซึ่งกลุ่มตนและสมาชิกหลายคนคัดค้านการเอาคนนอกมากินตำแหน่ง แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจ

อย่างไรก็ตาม ตนและกลุ่มสมาชิกต้องรอดูท่าทีในเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง หากมีการดึงคนนอกเข้ามาจริง และอยากฝากถามหัวหน้าพรรคว่า หากยังคงดึงดันนำคนนอกเข้ามาจริง นายสุวิทย์จะสามารถควบคุม ส.ส. ในพรรคได้ทั้งหมดหรือไม่ ซึ่งไม่มีความต้องการที่จะสร้างความขัดแย้ง แต่ต้องการให้ ส.ส. ในพรรคได้รับสิทธิ์ตรงจุดนี้ในฐานะที่ประชาชนมอบความไว้วางใจเลือกเข้ามาเป็นผู้แทน

เศร้า!คนมีเงินทำอะไรก็ได้
“ที่ผ่านมาคุณสุวิทย์ไม่เคยประสานงานกับสมาชิกพรรค การหารือในที่ประชุมล่าสุด เราเคยเสนอว่า หากคุณสุวิทย์ เป็นผู้นำรายชื่อโควตารัฐมนตรียื่นต่อนายสมชาย เราก็จะไม่ยอมรับ และการที่เอาคนนอกมากินตำแหน่ง ส.ส.คนอื่นที่มีความสามารถมันก็เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม”

ส่วนกรณีกระแสข่าวที่ว่ามีการซื้อตำแหน่งกันภายในพรรคหัวละ 200 ล้านบาท โดยมีชื่อของนายทุนใหญ่บางคนนั้น เรื่องดังกล่าวตนก็เคยได้ทราบมา และก็ไม่สบายใจว่ามีกระแสเช่นนี้ออกมาในสื่อได้อย่างไร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คนมีเงินจะทำอย่างไรก็ย่อมได้

ส่วนบทบาทของนายประสงค์นั้น ตนเคยกล่าวในที่ประชุมว่า หากให้นายประสงค์มาดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีจริง ก็ไม่ทราบว่าจะเอามาทำไม จะสามารถทำงานช่วยประชาชน และประเทศชาติได้บ้างหรือไม่ เพราะเจ้าตัวเคยพูดว่าไม่ถนัดทางการเมือง

ลูกพรรคซัด “สุวิทย์” ไร้มารยาท
เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ทางกลุ่มบ้านริมน้ำอาจจะมีการย้ายสังกัดไปอยู่พรรคพลังประชาชน นายรณฤทธิชัย ย้ำว่า เป็นเรื่องของอนาคต แต่สมาชิกในพรรคเพื่อแผ่นดินส่วนใหญ่ก็มาจากพรรคไทยรักไทยเดิม มีความแน่นแฟ้นกันอยู่ และพรรคพลังประชาชนเองก็ยังไม่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค แต่แม้จะเคยอยู่กลุ่มพรรคเดียวกัน ก็ยังเป็นเรื่องที่ตอบไม่ได้ว่าจะมีการกลับไปร่วมกิจกรรมกันได้หรือไม่

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรกับการที่นายสุวิทย์ อาจกลับเข้ามานั่งตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง นายรณฤทธิชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมานายสุวิทย์ จะดำเนินการอะไรก็ไม่เคยหารือ หรือประสานงานกับ ส.ส. ซึ่งโอกาสในการกลับเข้ามารับตำแหน่งสำคัญอีกครั้งนั้น ก็มีความเป็นไปได้ แต่ที่ผ่านมาผลงานของนายสุวิทย์ ในฐานะเป็น รมว.อุตสาหกรรม ก็น้อย ไม่ค่อยมีภาพโครงการในการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีพฤติกรรมที่ไร้มารยาททางการเมือง โดยการประกาศไม่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งๆ ที่ยังไม่ผ่านมติพรรค คราวนี้จะขอกลับเข้ามานั่งเก้าอี้สำคัญอีก

“เติ้ง”หนุน “สมชาย”ควบกลาโหม
ส่วนทางด้านพรรคชาติไทย มีความเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก โดยข่าวระบุว่ามีการสลับเอานายวราวุธ ศิลปอาชา มานั่งเป็น รมช.คมนาคม เพียงตำแหน่งเดียว ซึ่งการหารือและตกลงกันภายในพรรคเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า ตนสนับสนุนให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกหนึ่งตำแหน่ง เพื่อป้องกันปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต จากกรณีที่มีทหารเข้ามารับตำแหน่งดังกล่าว

ทั้งนี้ ตนไม่ทราบกระแสข่าว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี จะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ต้องไปถามจาก พล.อ.ชวลิต เอง แต่ในส่วนของพรรคชาติไทยนั้น ยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งภายในพรรคเรื่องจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ที่จัดสรรตำแหน่งลงตัวมาตั้งแต่ต้น และส่วนใหญ่ยังคงเป็นรัฐมนตรี หน้าเดิม

“บิ๊กจิ๋ว-เหลิม” นั่งรองนายกฯ
ด้าน พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การจัดคณะรัฐมนตรีจะเสร็จสิ้นในวันที่ 22 กันยายน นี้แน่นอน ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี อาจได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีนั้น จนถึงขณะนี้รายชื่อยังเป็นไปตามนั้น ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น ผู้ที่มีโอกาสสูงสุดยังคงเป็น นายโอฬาร ไชยประวัติ รวมทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จะได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเช่นกัน

ส่วน นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รักษาการ รมช.สาธารณสุข กล่าวถึงการจัดสรรตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด เพราะเป็นการดำเนินการกันภายใน ตนยังไม่ทราบว่าจะได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงไหน เพราะ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้แจ้งมา แต่คาดว่า ส.ส. กลุ่มกรุงเทพมหานครจะได้รับโควตาเก้าอี้รัฐมนตรี 1 ตำแหน่งเท่าเดิม

ด้าน นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รักษาการ รมช.คลัง กล่าวว่า ยังไม่ทราบข่าวว่า ตนจะได้เป็น รมว.คลัง แต่หากได้เป็นจริง ก็พร้อมจะดำรงตำแหน่งดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หาก นายวีรพงษ์ รามางกูร หรือ นายโอฬาร ไชยประวัติ ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตนก็พร้อมสนับสนุน เนื่องจากเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และเป็นอาจารย์ของตนทั้งคู่ เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจในขณะนี้จำเป็นต้องได้คนที่มีความรู้เข้ามาแก้ปัญหา

รอเลขาฯ ครม.ตรวจสอบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเวลาประมาณ 16.00 น. วันที่ 22 กันยายน ที่ผ่านมา นายสมชาย กล่าวถึงรายชื่อ ครม. ว่าน่าจะเสร็จเรียบร้อยภายในวันเดียวกันนี้ แต่ยังมีขั้นตอนอยู่อีกเล็กน้อย เพราะเมื่อรายชื่อเสร็จแล้วก็จะต้องให้ผู้ที่จะมาเป็นรัฐมนตรีมากรอกประวัติและคุณสมบัติ แล้วให้ทางสำนักเลขาธิการ ครม. ตรวจสอบ โดยในส่วนของเลขาธิการ ครม. บอกว่าจะตรวจให้เสร็จโดยเร็ว ซึ่งทุกอย่างจะต้องทำให้ถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมาย ดังนั้นต้องใช้เวลา

ในส่วนของกระทรวงการคลัง การต่างประเทศ และกลาโหม ผู้ที่มาเป็นรัฐมนตรีจะมีคนนอกและคนในปะปนกันไป อย่างไรก็ตาม ครม. ใหม่จะได้เข้าเฝ้าฯ เมื่อไรก็แล้วแต่จะทรงโปรด

อย่างไรก็ตาม รายชื่อ ครม. จะเสร็จทันทูลเกล้าฯ วันนี้หรือไม่นั้น นายกฯ กล่าวว่า จะทันหรือไม่ทัน ก็ต้องรอสำนักเลขาธิการ ครม. ตรวจสอบให้ละเอียดอีกครั้ง ทั้งนี้ได้พยายามทำให้ดีที่สุด แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อาจจะมีหรือไม่มีก็แล้วแต่ เป็นเรื่องของความเห็น แต่ในฐานะที่ตนทำตรงนี้ รับผิดชอบตรงนี้ก็พยายามทำให้ดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ เลขาฯ ครม. ได้เดินทางออกจากบ้านนายกรัฐมนตรี ไปพร้อมกับเอกสารเมื่อเวลาประมาณ 17.30 น.

แห่เข้าบ้าน“นายกฯ” คึกคัก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในห้วงของการจัดโผครม. ที่บ้านย่านแจ้งวัฒนะของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากมีบุคคลสำคัญเดินทางเข้าพบนายสมชายอย่างต่อเนื่อง เช่น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส. สัดส่วนพรรคพลังประชาชน นายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน และคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชาชน

ขณะที่ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ซึ่งเดินทางเข้าพบนายสมชายโดยใช้เวลาหารือประมาณ 40 นาที และไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน



ประชาธิปไตยแบบอารยะ (Civilized Democracy)

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

หลายสิบปีมานี้ ประชาธิปไตยมีหลายแบบขึ้นอยู่กับว่าสังคมหนึ่งจะแถลงว่าระบอบการปกครองของตนเองนั้นเป็นแบบใด แต่เนื่องจากประชาธิปไตยเป็นคำที่ฟังดูไพเราะ เพราะแปลว่าอำนาจเป็นของประชาชน สังคมไหนก็อวดอ้างตนเองเป็นประชาธิปไตยทั้งสิ้น เพียงแต่จะเป็นจริงแค่ไหน และหากทนซ่อนเร้นบางอย่างไม่ได้ ก็จะต้องเติมสร้อยไว้ด้านหลังหรือเติมคำคุณศัพท์ไว้ข้างหน้า เพื่อให้คนในสังคมนั้นได้รู้ว่า นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตยเต็มร้อย แต่ต้องดูที่คำข้างหน้าหรือที่ต่อท้ายเป็นสำคัญ เพราะนั่นคือตัวจริง เสียงจริง

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมเองก็ต้องเดินตามแฟชั่นดังกล่าวด้วย นั่นคือ ขอมีคำสร้อยต่อท้าย แต่จะขอย้ำว่าคำสร้อยที่เพิ่มเข้ามาจะไม่บิดเบือนหรือลดคุณค่าของระบอบประชาธิปไตย มีแต่จะตอกย้ำความสำคัญของระบอบนี้

วิชารัฐศาสตร์มักพูดเสมอว่า ประชาธิปไตยนั้นเป็นทั้งอุดมการณ์ (คือความอยากที่จะเป็น) เป็นทั้งสถาบัน (คือมีสถาบันต่างๆ ในทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย เช่น รัฐธรรมนูญ พรรคการเมือง ศาลยุติธรรม ฝ่ายบริหารที่โปร่งใส สภาผู้แทนฯ ที่ยึดมั่นในหลักการไม่ใช่พวกมากลากไป สื่อมวลชนที่เสนอข่าวรอบด้าน ไม่ใช่เลือกเสนอข่าว และนำเอาความเห็นส่วนตัวไปปะปนกับเนื้อหาของข่าว มีสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีการเลือกตั้ง และมีกิจกรรมการเมืองของประชาชนที่หลากหลาย ไม่ใช่มีแต่การเลือกตั้ง ฯลฯ) และเป็นทั้งวิถีชีวิต (คือสังคมมีค่านิยมและพฤติกรรมต่างๆแบบประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่มีระบบอภิสิทธิ์ ไม่มีนอกกติกา ฯลฯ)

3 อย่างนี้ปรากฏในสังคมใด ประชาธิปไตยก็ย่อมรุ่งเรืองและมั่นคง ไม่มีใครบิดเบือน หรือถูกฉีกทิ้งทำลายง่ายๆ แถมมีคนร่วมยินดีปรีดาอย่างที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในบางประเทศ

สำหรับผม วิชารัฐศาสตร์ต้องไปให้ไกลกว่านั้นอีก นั่นคือ ประชาธิปไตยต้องเป็นทั้งจุดหมายและวิธีการ ตลอดจนประวัติศาสตร์การพัฒนาระบบการเมืองในห้วงกว่า 2,000 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ยุคกรีก ประชาธิปไตยคือเส้นทางการเดินของมนุษยชาติ บนเส้นทางสายนั้น จึงมีทั้งส่วนที่เป็นประชาธิปไตยและไม่เป็น มีทั้งประชาธิปไตยที่ถูกทำลายไปบางส่วนหรือมากส่วน หรือถูกบิดเบือนไปทั้งเนื้อหาและถ้อยคำ กระทั่งแต่งเติมคำข้างหน้าและข้างหลังเพื่อให้คุณค่าของคำว่าประชาธิปไตย ถูกลดทอนลงไป

แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ประชาธิปไตยก็ยังจะเดินไปข้างหน้า เพราะตัวของมันเป็นทั้งเส้นทางและจุดหมายของมนุษยชาติ อาจจะหกล้มบ้าง แต่ก็ลุกขึ้น ปัดฝุ่น ดึงเสี้ยนหนามออก ซับน้ำตา ปาดเหงื่อ ล้างหน้าล้างตา หายใจลึกๆ แล้วก็เดินหน้าต่อไป

ในการอภิปรายที่คณะรัฐศาสตร์ มช. (16 ก.ย. 2551) คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้พูดถึงความขมขื่นของตนเองที่ได้เห็นนักการเมืองไทยแก่งแย่งผลประโยชน์ ช่วงชิงและต่อรองเพื่อตำแหน่งและงบประมาณ ทุจริตคอร์รัปชั่น และไม่เห็นหัวประชาชนมาปีแล้วปีเล่า

คำถามมีอย่างน้อย 2 ข้อ 1.มีแต่นักการเมืองเท่านั้นหรือที่ทุจริต อาชีพอื่นๆ ไม่มีเลยหรือที่ทุจริตในสังคมไทย และ 2.อะไรเล่าที่ทำให้นักการเมืองเป็นเช่นนั้น

คำตอบคือ ในสังคมที่เป็นอำนาจนิยมและอภิสิทธิ์ชนนิยมมานาน ผู้มีอำนาจไม่ว่าอาชีพใดก็ฉ้อฉลอำนาจทั้งนั้น และวัฒนธรรมอำนาจนิยมดังกล่าวได้แพร่เข้าไปในหมู่ประชาชนด้วย การก่นด่าว่านักการเมืองและพรรคการเมืองจึงเป็นการมองด้านเดียว คนด่าด้านเดียวแบบนี้ไม่รู้ตัวหรือรู้ตัวว่าตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มอำนาจนิยม

อีกข้อหนึ่งที่พรรคการเมืองและนักการเมืองอ่อนแอ ด้อยคุณภาพ หรือชอบทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น ข้อเท็จจริงต้องมีที่ใส่ไข่ใส่นมเพื่อหาเหตุทำรัฐประหารก็ย่อมมี แต่ที่ควรเป็นประเด็นคือ เพราะประชาธิปไตยของไทยถูกทำลายบ่อยครั้งโดยรัฐประหาร และรัฐประหารแต่ละครั้งมิได้ลงโทษนักการเมืองที่ทำผิดมาขึ้นศาล แต่ทำได้เพียงไล่ออกจากตำแหน่ง ยุบพรรค และฉีกรัฐธรรมนูญ ดังนั้น พอมีการเลือกตั้ง นักการเมืองก็กลับมาอีก และเป็นเช่นนี้ทุกครั้ง

การที่สภาล่มในวันที่ 12 กันยายน เหตุผลหนึ่งก็คือ มีพรรคการเมืองมากเกินไป ทำให้เกิดการต่อรอง การช่วงชิงจากฝ่ายต่างๆ ทั้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน และกลุ่มนอกระบบ ทำไมมีพรรคการเมืองมาก ก็เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ต้องการทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ กลัวรัฐบาลเข้มแข็งมากเกินไป

รัฐธรรมนูญ 2540 มาถูกทางแล้ว คือสร้างพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง มีจุดอ่อนบางข้อ เช่น ปิดกั้นพรรคขนาดเล็กมากเกินไป แต่แทนที่สังคมไทยจะแก้ไขปัญหารัฐบาลเข้มแข็งเกินไปด้วยการถ่วงดุลรัฐบาลพรรคไทยรักไทย กลับใช้วิธีรัฐประหาร ล้มรัฐบาลและฉีกรัฐธรรมนูญ และสร้างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ถอยหลังไปอีก การเมืองไทยจึงเวียนกลับไปที่เก่า

ประชาธิปไตยที่หวนคืนแต่ละครั้งมีลักษณะอารยะเล็กๆ ที่เผยให้เห็น และควรจะเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเพื่อให้การก้าวเดินไปข้างหน้ามีสิ่งที่ดีๆ เก็บไว้เป็นประเพณี

เช่น คืนวันที่ 23 ธันวาคม 2550 พรรคการเมืองที่พ่ายแพ้แสดงอาการฮึดฮัด ต้องการจัดตั้งรัฐบาลสู้กับพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมาก ในที่สุด ก็ถูกสอนมวยว่าต้องรู้จักเคารพกติกา ยอมรับผลการแข่งขัน ต้องแสดงความยินดีกับผู้ชนะและแสดงความเต็มใจที่จะร่วมงานด้วยเพื่อรักษาและเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตย

สายวันพุธที่ 17 กันยายน 2551 ทันทีที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป เขาไม่ได้เสียเวลาขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่อยู่ข้างๆ แต่เดินอย่างรวดเร็ว ฝ่ากลุ่ม ส.ส. ไปยังฝั่งตรงข้าม ไปจับมือกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ เช่นกัน จับมือกันเพื่อให้รู้ว่าความแตกต่างคือลักษณะธรรมชาติของระบอบประชาธิปไตย เราต้องเคารพความแตกต่าง เราต้องเคารพคะแนนเสียงของคนส่วนใหญ่ แล้วเราก็ร่วมมือกันทำงาน คนอยู่ฝ่ายค้านก็ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลต่อไป หลังจากนั้น นายสมชายจึงเข้าไปกราบขอบคุณนายบรรหาร พล.ต.สนั่น และ ส.ส. คนอื่นๆ ที่สนับสนุนตน

นี่ต่างหากที่เป็นประชาธิปไตยแบบอารยะ

จะชอบนายสมชายหรือไม่ก็ไม่สำคัญ จะออกเสียงให้นายสมชายหรือนายอภิสิทธิ์ก็ไม่สำคัญ แต่สำคัญคือเราต้องเคารพกติกาของระบอบที่กำหนดขึ้น หากไม่ชอบ ก็ไปหาคะแนนเสียงมามากๆเพื่อแก้ไขระบอบดังกล่าว

นายสมชายเป็นนอมินี เป็นญาติ เป็นน้องเขยของนายกฯ ในอดีต แล้วอย่างไร ถ้าพ่อของผมเป็นนักโทษประหาร เพราะปล้นธนาคารกว่า 10 แห่ง ฆ่าคนตายกว่า100 ศพ แล้วสังคมจะต้องลงโทษผมที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเหล่านั้นด้วยหรือ

นายสมชายจะเป็นอะไร ประเด็นที่สังคมไทยจะต้องพิจารณาก็คือ เขาจะทำอะไรต่อไป เขาจะทำเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ของครอบครัว หรือญาติและพวกพ้อง

วิธีการตัดสินคนจากการเป็นญาติ การเกี่ยวดอง คือวิธีคิดแบบอำนาจนิยมของสังคมเก่า ไม่ได้ดูคุณค่าของความเป็นคนที่แต่ละคนมีสิทธิเสรีภาพเท่ากัน ไม่ได้ดูคนที่ผลงานของเขา แต่กลับไปดูถูกคนเหนือ คนอีสานที่ตัดสินใจเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งว่า เพราะพวกเขาขายเสียง

เป็นวิธีคิดแบบเดิมๆ คือคิดว่าตนเองเก่ง พรรคที่ตนเองชอบจะต้องได้เป็นรัฐบาล ใครคิดไม่เหมือนตนเอง เป็นคนโง่ เป็นพวกขายเสียง ถูกครอบงำ ตนเองดี พรรคพวกของตนเองก็ดี ญาติพี่น้องของตนเองก็ดี แต่อะไรที่เป็นของคนอื่นเลวหมด

การเมืองใหม่จะต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของทุกๆ คน ต้องเคารพกฎหมายเหมือนกันหมด ถ้าศาลตัดสินว่านายสมัครเป็นลูกจ้างต้องออกจากตำแหน่ง คนอื่นๆ เช่น นายจรัญ หรือคุณหญิงจารุวรรณ ที่ทำงานเป็นลูกจ้างแบบนายสมัครก็ต้องออกจากตำแหน่งเหมือนกันด้วย

หากกลุ่มของนายกฯ ทักษิณถูกฟ้องและถูกลงโทษครั้งแล้วครั้งเล่า แต่คนอื่นๆ ที่มีการกระทำคล้ายๆ กันกลับลอยนวลอยู่เช่นนี้ เมื่อไร บ้านเมืองนี้จะมีสิ่งที่เรียกว่า ความเป็นธรรม?

การเดินไปหาหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านอย่างรวดเร็ว เป็นก้าวใหญ่ก้าวหนึ่งในสังคมที่มีประชาธิปไตยเล็กๆ และโหยหาประชาธิปไตยแบบอารยะตลอดมา เช่น สังคมไทย

ถ้าจะให้ดี ผู้แพ้ในการลงคะแนนควรจะก้าวเร็วกว่าไปหา เพื่อแสดงความยินดีและเสนอตัวร่วมมือกันหาทางทำให้สภาที่มาจากประชาชนทำงานรับใช้ประชาชนมากขึ้น

ที่สำคัญควรจะคิดให้มากๆ ว่า ส.ส. คนหนึ่งไปเป็นแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ นำการชุมนุมขับไล่รัฐบาลตั้งแต่เริ่มตั้งรัฐบาลได้ไม่กี่วัน กระทั่งนำเรื่องราวการประชุมสภาไปเล่าแบบเย้ยหยันทุกค่ำคืนหน้าทำเนียบนั้น คนคนนี้กำลังทำอะไรให้กับการเมืองในสภา ถ้าเขาชิงชังสาหัสขนาดนั้น เขายังรักษาสมาชิกภาพไว้เพื่อสิ่งใด รับเงินเดือนจำนวนมากไปทำไม และพรรคการเมืองที่บอกว่ายึดมั่นกับระบบรัฐสภามาตลอดนั้น คิดอะไรในใจที่ปล่อยให้เกิดภาวะทวิมาตรฐานเช่นนี้

นี่ถ้ามี ส.ส. พรรคฝ่ายค้านจำนวนหนึ่งออกเสียงเลือกนายสมชายเป็นนายกฯ ในวันนี้ คนพวกนั้นยังจะได้เป็นสมาชิกของพรรคนี้ต่อไปอีกหรือไม่ หรือว่าเป็นเอกสิทธิ์ส่วนตัวเช่นเดียวกับ ส.ส. คนหนึ่งที่นำประชาชนไปยึดครองทำเนียบรัฐบาล

การเมืองใหม่-รัฐบาลใหม่และทางเลือกใหม่ของสังคมไทย

อย่าลืมว่าระบอบประชาธิปไตยของไทยที่ล้มลุกคลุกคลานมา 61 ปี (พ.ศ. 2490-2551) เป็นผลพวงของอำนาจฝ่ายความมั่นคงและความคิดเก่าในสังคมที่จะต่อสู้กับประเทศเพื่อนบ้าน และการพยายามเก็บการเมืองเก่าเอาไว้ มันเนิ่นนานมากจนเกิดความเคยชินว่ายึดอำนาจได้แล้ว ทุกอย่างก็จบ มันเนิ่นนานจนทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ขาดการพัฒนา นักการเมืองไม่เคยต้องคำพิพากษา ขณะเดียวกันกลุ่มคนที่ได้รับผลพวงจากรัฐประหารก็ไม่เคยต้องคำพิพากษาใดๆ ในการทำลายระบอบประชาธิปไตยแต่ละครั้ง ทั้งสองจึงสะสมนิสัยบางอย่างที่ไม่เคยมีการแก้ไขตลอดมา

ในห้วง 61 ปีที่ผ่านมา การเมืองไทยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มการเมืองอำนาจนิยม กลุ่มการเมืองแบบประชาธิปไตยตัวแทน (พรรคการเมือง) และกลุ่มประชาธิปไตยฝ่ายประชาชน สองกลุ่มแรกต่อสู้กันมากว่า 60 ปีแล้ว (อย่างน้อย) ยังไม่ยุติ กลุ่มที่ 3 ก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา เป็นต้นมา

กว่า 100 วันมานี้ มีคนกลุ่มหนึ่งออกมาโจมตีกลุ่มประชาธิปไตยแบบตัวแทน แล้วเรียกหาการเมืองใหม่ แต่วิธีการทำงานหลายอย่างของพวกเขากลับสร้างความสงสัยเพิ่มขึ้น เช่น การเมืองใหม่เพื่อประชาชนไยจึงเลือกเคารพกฎหมาย แต่ไม่เคารพระบอบการปกครองโดยกฎหมาย (Rule of Law) เช่น ดีใจตัวสั่นเมื่อคุณหญิงพจมานติดคุก ไม่พอใจที่นายกฯ ทักษิณหนีศาล เรียกร้องให้กลับมาฟังศาล เฮลั่นเมื่อสมัครหลุดจากตำแหน่ง ไชโยเมื่อจักรภพและนพดลต่างก็หลุดจากตำแหน่ง แต่กลับเงียบเมื่อถูกหมายจับกรณียึดทำเนียบ หรือฝ่าย นปก. เจ็บกับตาย แต่พันธมิตรฯ ไม่เป็นอะไร กรณียึด NBT หรือกรณีคนในศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นลูกจ้าง ฯลฯ

สังคมไทยต้องก้าวไปสู่ประชาธิปไตยแบบอารยะ

แน่นอนที่สุด ด้วยข้อจำกัดทางการเมืองคืออำนาจนอกระบบแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ตลอดมาเป็นเวลานานถึง 6 ทศวรรษ (ขนาดทั่วทั้งโลกนึกว่าเมืองไทยจะไม่มีรัฐประหารแล้ว ยังกลับมาอีกในปี 2549 แล้วยังสร้างกลไกทิ้งไว้อีกมาก) ประชาธิปไตยแบบตัวแทนย่อมมีจุดอ่อนหลายด้าน ยิ่งนักการเมืองจำนวนมากถูกตัดสิทธิถึง 5 ปี บุคลากรการเมืองก็ยิ่งขาดแคลนหนัก การสัมผัสมือกันระหว่างนายกฯ คนใหม่กับหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านยิ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมมาก ที่ต้องปรบมือให้อย่างยิ่งก็คือคำยืนยันของแม่ทัพบก และนายทหารสำคัญๆ ที่จะไม่ทำรัฐประหารอีก เพราะว่าหมดสมัยแล้ว

หนทางที่เหลืออยู่ก็คือ การจัดความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) ในสภา และประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) นอกสภา จะเรียกว่าการเมืองใหม่ให้ฟังดูตื่นเต้นก็ได้ แต่ในความเป็นจริง ก็คือ ประชาธิปไตยแบบอารยะที่หลายประเทศยอมรับแล้วว่า เมื่อประชาชนตื่นตัวทางการเมือง มีความเป็นพลเมืองที่เอาการเอางาน (Active Citizenship) ไม่หลงติดอยู่แต่การเลือกตั้ง แต่สนใจและมีบทบาทในกิจการสาธารณะทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะการกำหนดนโยบาย การออกกฎหมาย การบริหารงานของภาครัฐ การติดตามพฤติกรรม การทำงานของส.ส. และการถอดถอนนักการเมืองที่ด้อยคุณภาพและทุจริต ฯลฯ

สังคมสมัยใหม่มีความหลากหลาย ต้องเคารพความหลากหลายและไม่ใช่ดึงดันจะเอาชนะให้ฝ่ายอื่นๆ พ่ายแพ้หมด มีแต่ฝ่ายของตนเองชนะเท่านั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะมีแต่จะทำให้เกิดการเผชิญหน้า เกิดความตึงเครียด การลงทุนหดหาย เศรษฐกิจฟุบ ประชาชนเดือดร้อนทั้งประเทศ การต่อสู้ต้องทำให้ทุกฝ่ายได้ ให้ส่วนรวมอยู่ได้ และต้องมีการหยุด

ในสังคมสมัยใหม่ที่มีประชากรจำนวนมาก ประชาธิปไตยแบบตัวแทนมีความจำเป็น แต่ประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมก็ไม่อาจขาดได้ ในความเป็นจริง คนที่มาจากการแต่งตั้งส่วนหนึ่งที่วุฒิสภา คือตัวแทนจากกลุ่มสาขา อาชีพต่างๆ ที่ต่อไปควรปรับปรุงให้ดีกว่าเดิม ขณะเดียวกัน สภาผู้แทนฯ สามารถขยายบทบาทไปจัดการประชุมร่วมกับภาคประชาชน การเมืองภาคประชาชนสามารถจัดตั้งสภาของตนเองขึ้นได้ สามารถรวบรวมเงินกันเองหรือของบประมาณมาสร้างที่ทำการเอง ไม่ใช่ไปแย่งทำเนียบรัฐบาลมาเป็นของตน

สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่จริงควรเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองภาคประชาชน นำมาปรับปรุงโครงสร้างและบทบาทเสียใหม่

ประชาธิปไตยแบบอารยะที่ควรจะเกิดขึ้นนับจากวันนี้เป็นต้นไป ควรเป็นการพบปะเจรจาภาคส่วนต่างๆ ระดมความคิดเห็นจากหลายๆ ส่วน ไม่ใช่เฉพาะจากฝ่ายที่เผชิญหน้ากันด้วยการถอยจากจุดเดิม

บัดนี้ ประชาธิปไตยแบบตัวแทนก็ถอยแล้ว เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีแล้ว กองทัพก็ประกาศแล้วว่าจะไม่แทรกแซงระบอบประชาธิปไตยและสนับสนุนการเจรจา

บัดนี้ ประชาธิปไตยแบบอารยะใกล้จะมาถึงแล้ว รอแต่ว่ากลุ่มที่เรียกร้องประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมจะเสนอทางออกอย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไร หรือด้วยการถอยเช่นเดียวกับกลุ่มอื่นๆ

ธเนศวร์ เจริญเมือง
ที่มา : ประชาไท



คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่าน หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน พบกันเป็นฉบับที่ 245 วันอังคารที่ 23 กันยายน 2551 อยู่กับ “แทง แทนไท” ท่ามกลางพายุฝน ในหลายจังหวัด ที่ได้ประสบปัญหาอุทกภัย น้ำท่วมขัง น้ำป่าไหลหลาก ไม่แพ้พายุไซโคลนทางการเมือง ที่มุ่งถล่มพรรคพลังประชาชน และ พรรคร่วมรัฐบาล อีกหลายพรรคเลยทีเดียว ขอเป็นกำลังใจให้กับคนที่ประสบความเดือดร้อนนี้ ให้ร่วมกัน สู้...สู้...

** ก่อนอื่น แทง แทนไท ขอแสดงความยินดีกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีคนที่ 26 “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ที่ได้รับการไว้วางใจจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จำนวนสูงถึง 298 เสียง และ ได้รับความไว้วางใจจากพรรคฝ่ายค้าน ประชาธิปัตย์ ที่เลขาธิการพรรค สุเทพ เทือกสุบรรณ โอ้ประโลมให้เป็นพิเศษจนเรียกได้ว่าเป็นพี่เลี้ยงกิตติมศักดิ์ ในฐานะนายกฯ คนใต้ และ ได้รับความไว้วางใจจากสื่อบางฉบับ ที่มีสายสัมพันธ์กับ “เจ๊ตอแหล” มากเป็นพิเศษ

** หลายคนเป็นห่วงว่า “ครม.สมชาย 1” จะ...พัง!!! เพราะเมีย แต่ แทง แทนไท ไม่เห็นดังว่า ที่จะพังเพราะกระบวนการสร้างภาพ ที่ดูแล้วเหมือนกับว่า ไม่ได้เป็นธรรมชาติเลยสักนิดเดียว วันนี้ หากไม่หยุดกระบวนการสร้างภาพ เอาไว้ รับรองได้ว่า จะเดี้ยง...ในไม่ช้า เช่น จัดโผ ครม. บอกนักข่าวว่า “ทำคนเดียว ขนาดเมียยังไม่ให้ยุ่ง สายตรงลอนดอน ไม่ต้องพูดถึง” ข่าววงในเขาบอกว่า “มันจริงซะที่ไหน” โผ ครม. หากนายกฯ ทำคนเดียวล่ะเรียกว่า เจ๊ง ไม่เป็นท่า เพราะ ท่านต้องแชร์ความคิดความเห็นกับหลายๆ คน เพื่อให้ โผ ครม. ชุดนี้ออกมาดีที่สุด...

** นี่พูดถึงนักการเมืองทั่วๆ ไป การลงทุนสร้างภาพ เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากประชาชน ทุกภาคฝ่าย เป็นเรื่องที่ “ดี” และ “ไม่ดี” พร้อมๆ กันไป เพราะหากสร้างภาพแล้วทำการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศไม่ได้ ที่สุดจะ “ตกม้าตาย” แบบไม่ทันตั้งตัว เพราะความจริงย่อมหนีความจริงไปไม่พ้น 1.การเข้าไปซุกอยู่ใต้ชายคาพรรคประชาธิปัตย์ 2.การเข้าไปซุกอยู่ใต้รังสื่อสารมวลชนบางแห่ง 3.การเข้าไปเจรจาความกับพันธมารธิปไตย ท่านเลือกที่จะ ฟังคนสองสามกลุ่มนี้ มากกว่าจะ ฟังพี่น้องประชาชน มวลชนคนสนามหลวงที่ต่อสู้ยอมตายให้กับพวกท่านหรืออย่างไร?

** วันนี้ พ่อแม่พี่น้อง ชาวสนามหลวง เขากำลัง บ่นกันอุบ!!! ว่า ฯพณฯ นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ กำลัง เล่นเกม เล่นไพ่ อะไร มันหลายหน้าเกินไปไหม อาจจะเข้าข่ายหลอกคนไปบาดเจ็บล้มตาย แล้ว ทรยศหักหลัง ที่สุดไป เจรจาต้าอ่วย กันซะยังงั้น ขอเตือน!!! อย่าเล่นไพ่หลายหน้า เดี๋ยวจะตกหลุมพรางแล้วจะหาว่าไม่เตือน เพราะการตกหลุมครั้งใหม่ของ อำมาตยาธิปไตย จะยิ่งเป็นการ ตกหลุมดำมืด จน กู่ไม่กลับ เพราะหมากเกมที่เขาวางเอาไว้นั้น โหด เหี้ยม อำมหิต ผิดมนุษย์มนา หวังจะไปเจรจาให้คืนมาดังเดิม บอกได้ว่ายาก เพราะ เผด็จการ กับ ประชาธิปไตย มันเหมือน น้ำ กับ น้ำมัน ไม่มีวันเข้ากันได้หรอก…

** น่าเศร้าใจกับ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่ ให้สัมภาษณ์ ออกมา ในลักษณะที่จะจัดการกับกลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. หากมีการเคลื่อนกำลังจากสนามหลวง สู่ทำเนียบรัฐบาล จะเอา “กระบอง- แก๊สน้ำตา” มายำอีกเหมือนที่ “หน้าบ้านป๋า” แต่ทีพวก พันธมารธิปไตย ที่สะสมอาวุธ ปืน ไม้ มีด ยาเสพติด ไม่เห็นจะกล้าไปจัดการ มันมีอะไรหนุนหลัง พันธมารธิปไตย อยู่หรือเปล่าเนี่ย... ถามจริงๆ เถอะ มาตรฐานตำรวจไทยมันถึงได้ต่างกันราว ฟ้า กับ นรกภูมิ เยี่ยงนี้!!!

** ทำชาติเสียหายเอาไว้ยังไม่เจียม!!!... อดีตเลขาธิการสำนักงาน คมช. พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สวมบทไล่งับ...นักการเมือง กล่าวหาว่านักการเมืองโกงกินทุจริต แทง แทนไท ขอบอกไว้เลยว่าท่านพูดมานี่ “ผิดซีน” จริงๆ ไม่รู้จุดมุ่งหมายทำเพื่ออะไร จะหนุนหลังม็อบ พันธมารธิปไตย ในการทำการเมืองใหม่ ลากตั้ง 70 เลือกตั้ง 30 หวังจะเข้าไปนั่งในสัดส่วนไหนหลังเกษียณอายุราชการหรืออย่างไร? อ้าปากเห็นลิ้นไก่ อ๊ะ...อ๊ะ... อย่าเพิ่งโกรธ ที่ว่านักการเมืองโกงกิน แทง แทนไท ว่ามันน้อยกว่าข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ที่ โกงกิน กันมากกว่า เพราะพวกคุณโกงกินกันไม่มีใครตรวจสอบได้เลย เข้าไปมีหวังเจอลูกปืน เจอระเบิด หากพวกคุณไม่ทะเลาะกันเอง สังคมไม่มีวันได้รับรู้ เช่น คู่กรณี พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ไปบริหาร องค์การแบตเตอรี่ ยังไงล่ะท่านเจ้าขา...ยังจำได้ไหม

** จับตา!!! เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. โค้งสุดท้าย ขึ้น ป้ายกันให้พรึ่บ กทม. ทุกถนนมีแต่ ป้าย ป้าย และ ป้าย อ่านแทบไม่ทันเลยทีเดียว แชมป์เก่า ให้คำมั่นสัญญาผุดโครงการใหม่ๆ ขณะที่ ฝ่ายผู้ท้าชิง พยายามตั้งคำถามเรื่อง โครงการรถและเรือดับเพลิง 6,000 ล้านบาท จ่ายไปแล้วไม่ได้ใช้ จอดอยู่ที่ท่าเรือซะเฉยๆ งานนี้ คนเซ็นเช็คไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะฮั้วกับหน่วยงานตรวจสอบ ขณะที่ โครงการรถบีอาร์ที ยังไม่ได้เปิดใช้แม้แต่เส้นเดียว เจอเข้าไปสองคำถาม นักการเมือง ที่อ้างว่ามีจริยธรรมสูงส่ง มันควรจะหน้าบาง ไป กระโดดท่อล้างอาย แต่นี่หา ยาง...อาย...บ่...ได้...เลย

** วันนี้ กรุงเทพมหานคร อยู่ในวังวนอำนาจของพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่ง ควรจะมีคนอีกฝ่าย ที่เข้าไปทำการตรวจสอบ ที่ผ่านๆ มามีการ ทุจริต ฉ้อราษฎร์ บังหลวง อะไรกันเอาไว้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นโครงการอัจฉริยะ ต่างๆ โครงการเมกะโปรเจ็กต์ 1.9 หมื่นล้านบาท และโครงการรถและเรือดับเพลิง ที่สำคัญคือ งบประชาสัมพันธ์ กทม. ร่ำลือกันวงใน “ผัวชง-เมียรับงาน” เรียกส่วนต่างราคากัน 30-40% เหล่านี้มีจริงหรือไม่ ต้องให้คนละพรรค คนละฝ่าย ไปตรวจสอบจะดีกว่า


ปัญหาการตั้งคณะรัฐมนตรี


คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเคยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีและตั้งรัฐบาลไว้สองประเด็น ประเด็นแรก การเลือกนายกรัฐมนตรีและตั้งรัฐบาลในภาวะวิกฤติ ประเด็นที่สอง ผมเห็นว่างานสำคัญที่สุดของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ คือ เอาทำเนียบนายกรัฐมนตรีคืนมา เอาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกไป วันนี้ ขอย้อนกลับไปแสดงความคิดเห็นต่อการตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความผิดหวังกันพอสมควร ซึ่งเป็นเช่นนี้มาทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใด พรรคใด ตั้งหรืออยู่ในภาวะเช่นไร ปกติหรือวิกฤติ กล่าวคือ

ปัญหาการตั้งคณะรัฐมนตรีดังกล่าว มิได้เกิดจากความคิดหรือความสามารถของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี หากมาจากระบบรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลสภา(parliamentary government ) รัฐบาลระบบนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมาจากความเห็นชอบของสภา ตั้งแต่สภาเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายต่อสภา ต้องยอมรับการควบคุมของสภา หากสมาชิกสภาส่วนใหญ่ไม่ผ่านร่างกฎหมาย ไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี (รวมทั้งรัฐมนตรี) จะต้องลาออกหรือยุบสภา

ดังนั้น ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคใด และประเทศใดๆ จะตั้งรัฐมนตรีที่ไม่เพียงเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภา หากยังจะต้องตั้งคนที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสนับสนุน โดยทั่วไป จะเป็นผู้นำ กรรมการพรรค หรือหัวหน้ากลุ่ม ส.ส. เราจึงเห็นว่า คณะรัฐมนตรีของรัฐบาลระบบนี้จะประกอบด้วยหัวหน้า เลขาธิการพรรค กรรมการ ผู้นำ ส.ส. กระทั่งนายทุนของพรรคการเมือง บุคคลเหล่านี้ จะได้เป็นรัฐมนตรีอยู่เสมอ อย่างเช่น ในประเทศไทยในช่วง 20 ปี นายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายสุวิทย์ คุณกิตติ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายพินิจ จารุสมบัติ นายจาตุรนต์ ฉายแสง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ฯลฯ จะได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีไม่ว่าพรรคของตนเป็นแกนนำหรือร่วมรัฐบาล

คณะรัฐมนตรีของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็เช่นกัน จึงประกอบด้วยผู้นำ กรรมการ หัวหน้ากลุ่ม ส.ส. ของพรรคพลังประชาชน พรรคร่วมรัฐบาล ชาติไทย เพื่อแผ่นดิน มัชฌิมาธิปไตย รวมใจไทยชาติพัฒนา และประชาราช เป็นเหมือนระบบโควตาของพรรค ส่วนใหญ่จะเป็นรัฐมนตรีรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช แน่นอนว่าเมื่อประกาศรายชื่อรัฐมนตรี นอกจากฝ่ายพันธมิตรฯ แล้ว คนกลางๆ คงจะรู้สึก และแสดงความคิดเห็นวิจารณ์กันมากพอสมควร ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นเมื่อมีรัฐบาลใหม่ ดังที่กล่าวมาข้างต้น

ประการที่สอง การตั้งคณะรัฐมนตรีไม่ว่าระบบใด จะต้องเป็นบุคคลที่มาดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศไว้ในช่วงการเลือกตั้งทั่วไป นายกรัฐมนตรีจะตั้งบุคคลใดเป็นรัฐมนตรี ซึ่งต้องเป็นคนมีความรู้ความสามารถที่จะดำเนินนโยบายด้านต่างๆ อันเป็นความเรียกร้องต้องการและความคาดหวังของประชาชนผู้เลือกพรรคนั้นๆ เป็นรัฐบาล รัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นอกจากจะสืบทอดนโยบายของพรรคไทยรักไทยแล้ว ยังมีนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศที่เสียหายตกต่ำย่ำแย่อันเป็นผลมาจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ดำรงมาหลายเดือน โดยเฉพาะวิกฤติสถาบันการเงินของสหรัฐอเมริกา บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ เช่น การคลัง จะต้องเป็นคนที่มีความรู้ความเข้าใจสภาพเศรษฐกิจโลก และมีความรู้ความสามารถคิดค้นมาตรการทางเศรษฐกิจช่วยลดผลกระทบจากวิกฤติดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีอีกหลายประการ เช่น จะต้องคำนึงถึงภูมิภาค พยายามหาบุคคลมาเป็นรัฐมนตรีจากทุกภาคทั้ง เหนือ ใต้ อีสาน กลาง และคำนึงถึงเรื่องเพศ ว่าจะให้สตรีเป็นรัฐมนตรีกี่คน

นี่เป็นภาวะกดดันทางการเมืองในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งไม่ต่างจากคนก่อนๆ และคนต่อไป

จรัล ดิษฐาอภิชัย


อย่าเสียศักดิ์ศรี !


คอลัมน์ : ละครชีวิต

ทันทีที่ทราบข่าวว่า “นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์” นายกรัฐมนตรี โทรศัพท์ประสานกับ “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” เพื่อเจรจายุติปัญหาแล้วรู้สึกว่า อันธพาลที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาล ยิ่งใหญ่จริงๆ

ยิ่งใหญ่ขนาดนายกรัฐมนตรีต้องลดตัวลงมาขออนุญาตสนทนาเจรจาหาทางลงกันเชียวหรือ

ทั้งๆ ที่คนพวกนี้ก่อความวุ่นวายให้กับประเทศชาติ สร้างความเสียหายให้บ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง แต่รัฐบาลกลับต้องขออนุญาตเพื่อทำโน่นทำนี้

ถ้ารัฐบาลยอมทำตามข้อเรียกร้องของคนกลุ่มนี้แล้วประเทศชาติจะเป็นอย่างไรต่อไป

มีประชาชนจำนวนมากที่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องยอมให้คนพวกนี้อยู่เหนือกฎหมาย ทำไมต้องยอมรับเงื่อนไขหลายๆ อย่าง

คนเหล่านี้มีสิทธิกำหนดทิศทางประเทศด้วยหรือ “นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” ที่สู้รบกับเผด็จการมาทั้งชีวิตยังไม่มีสิทธิไปต่อรองด้วยเลย

แล้วข้อหากบฏที่ตอนแรกทำท่าทางขึงขังจะเข้าไปจับตัวมาขังคุก แต่มาจนถึงวันนี้แล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะปราบปรามพวกอันธพาล แถมยังปล่อยให้ลอยนวลออกทีวีต่อรองทางการเมืองอีก

แบบนี้ ขอฝากไปทาง ท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของเมืองไทย ด้วยว่าอย่าทำให้ประชาชนสับสน

อย่าทำให้นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้ และสิ้นหวัง เพราะอุตส่าห์เรียกร้องประชาธิปไตยกันมาจนเกือบตาย

แต่วันนี้เผด็จการกลับเป็นใหญ่ มีอำนาจต่อรองทางการเมือง แถมท่านนายกรัฐมนตรียังต้องฟังเสียงคนพวกนี้เป็นหลักว่าจะเอาอย่างไร

ไม่รู้ว่านาทีนี้ เสียงที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชนจะเหมือนเดิมหรือไม่ แต่ก็มีคนจำนวนมากที่บ่นกันเข้ามาว่า ไอ้ที่ฟาดฟันกันจนล้มหายตายจากไปกันทีละคน สองคน บางคนถึงกับสังเวยชีวิต บางคนไม่ถึงตาย ก็ไมเกรนขึ้นสมอง

ตกลงว่า เวลานี้ นาทีนี้ สถานการณ์แบบนี้ตกลงยอมความกันแล้วใช่ไหม ?

เพราะมีข่าวเสนอนิรโทษกรรมให้กับแกนนำพันธมิตรทั้ง 9 คนที่ถูกตั้งข้อหากบฏ รวมทั้งมีสัญญาณบางอย่างให้เจรจากันด้วยดี

คำถามนี้ผมไม่ทราบว่าจะตอบอย่างไร เพราะไม่แน่ใจว่า ท่านนายกรัฐมนตรีสมชายกำลังคิดอะไรอยู่

เวลานี้ได้แต่ปลอบใจ บรรดานักสู้เพื่อประชาธิปไตย ทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง และกองหนุนอีกจำนวนมหาศาล
นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กลุ่มนี้มีเยอะจริงๆ เพราะเท่าที่ได้สัมผัสความรู้สึกนึกคิดแล้วจึงรู้ว่าพวกเขามีอุดมการณ์ที่แน่วแน่

พวกเขายืนกรานเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ยอมยกโทษให้ “กบฏ” ที่ทำลายคนของพวกเขาจนบาดเจ็บล้มตายอย่างแน่นอน

พวกเขายืนกรานว่าไม่ยอมเปลี่ยน “จุดยืน” เพื่อปกปักรักษาประชาธิปไตย

ท่านนายกฯ สมชาย คงจำเหตุการณ์เมื่อครั้งที่นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายรวมตัวกันเพื่อรักษาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยได้นะครับ

ถ้าจำได้ก็ขอเพียงฟังเสียงคนเหล่านี้บ้าง เพราะแม้จะเป็นเพียงเสียงเล็กเสียงน้อย เสียงคนที่ไม่ได้พูดแล้วดังเหมือนพวกอันธพาลที่ได้รับการเชิดชูจากสื่อมวลชนกระแสหลัก

แต่ก็เป็นเสียงที่ “ทรงพลัง” และมีความหมาย

เขียนแบบนี้ ไม่ใช่ต้องการจะบอกว่าการเจรจาเป็นสิ่งที่ไม่ดี

แต่อยากบอกว่า “ประชาธิปไตย” ยังเป็นสิ่งที่ควรยึดไว้ เพราะเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ!

ลวดหนาม


จริงใจ...หรือแค่หมากที่ถูกบังคับให้ต้องเดิน


คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่มีสิทธิ์ที่จะมายึกยัก ยื่นข้อเสนอเรียกร้องอะไรได้เลย หลังจากที่มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และมีรัฐบาลใหม่เข้ามาทำงาน เพราะหัวหน้ารัฐบาลประกาศชัดเจนว่า จะทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ยึดถือกฎหมาย และต้องการสร้างความปรองดอง ความสามัคคี ให้เกิดขึ้นในประเทศ นอกจากกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น

หลังจากเราได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สิ่งที่เป็นความหวังความปรารถนาของคนไทยทั้งชาติดูจะแจ่มใสขึ้น เป็นความหวังที่จะลดความร้อนแรง ความสุ่มเสี่ยงทางการเมืองที่มีอยู่ได้

เนื่องจากนายกรัฐมนตรีคนนี้ถือเป็นประเภท “มือประสานสิบทิศ” ชีวิตการงานที่อยู่ในแวดวงของ “ความยุติธรรม” มาโดยตลอด พร้อมจะทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย เพื่อให้บ้านเมืองสามารถเดินไปได้ หลังจากต้องตกหล่มหยุดชะงักลง เพราะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาขัดขวางต่อต้าน กระทำการที่สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้น และยังแสดงเจตนาไม่ยอมรับรัฐบาลนี้อีก และพร้อมจะจับจ้องเล่นงานต่อไปให้ลาออก ทั้งยังห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกด้วย ผมว่าเป็นเรื่องที่สังคมไม่อาจรับได้

แม้แต่ทหารก็ออกมาตอกย้ำอย่างหนักแน่นว่า ปัญหาทางการเมืองต้องแก้ด้วยการเมืองเท่านั้น

ประธานวุฒิสภาก็ยังเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะคลี่คลายไปในทางที่ดี เพราะบุคลิกของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เป็นคนประนีประนอม และนุ่มนวล จะทำให้แก้ปัญหาทางการเมืองได้ ขอให้ทุกฝ่ายให้โอกาสนายสมชาย และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ได้ทำงานเพื่อพิสูจน์ตัวเองก่อน

พร้อมกันนี้ มีเสียงเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คืน “ทำเนียบรัฐบาล” ให้รัฐบาล ใช้เป็นที่ทำงานแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชน และสร้างความเชื่อถือต่อระดับนานาชาติ เพื่อให้ออกไปยืนบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม มีเกียรติ เพราะนั่นเป็นความพอใจและความต้องการของประชาชน ทั้งยังเป็นเกียรติยศชื่อเสียงของประเทศชาติ

ทำเนียบรัฐบาล นอกจากเป็นศูนย์กลางอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ที่ “ตึกแดง” เป็นที่ทำงานของกองประกาศิต สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นสถานที่สำคัญที่จัดเก็บรักษาตราพระราชลัญจกร ตราแผ่นดิน

พระราชลัญจกร คือ ตราหรือเครื่องหมายรูปลักษณ์ต่างๆ ซึ่งสร้างขึ้นสำหรับใช้ตีหรือประทับ หรือปิดผนึกบนเอกสาร ทั้งที่เป็นเอกสารทางราชการ หรือเอกสารส่วนพระองค์ จำแนกตามรูปแบบหลักการใช้ได้หลายองค์หลายประเภท ตามโบราณราชประเพณี

ถือว่าเครื่องราชลัญจกรเป็นเครื่องมงคลอย่างหนึ่ง ในหมวดพระราชสิริ ประกอบด้วย พระสุพรรณปัฏปรมาภิไธย ดวงพระบรมราชสมภพ และพระราชลัญจกรประจำพระองค์

ตามพระราชประเพณี การประทับกำกับพระปรมาภิไธยประจำรัชกาลบนเอกสารและหนังสือสำคัญของแผ่นดิน ทั้งหมดล้วนเป็นตราประทับที่แสดงถึงพระราชอิสริยยศ พระเกียรติยศ และพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทย

กล่าวได้ว่า ตราพระราชลัญจกร เป็นหลักฐานสำคัญอย่างหนึ่งของประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของชาติ ที่ควรค่าแก่การรักษาไว้ชั่วกาลนาน

ดังนั้นการแสดงออกถึงความไม่บังควรในทำเนียบรัฐบาล ถือเป็นความอัปยศอดสู ลบหลู่เบื้องสูง ส่อให้เห็นถึงการไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำ ไม่รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรอย่างไร

ทางที่ดีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องแสดงความกล้าหาญ และความรับผิดชอบ ถอยออกมาจากทำเนียบรัฐบาลเถอะครับ ไม่ใช่เรื่องที่จะมาทำกันเล่นๆ เพียงเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ประกาศชัยชนะเหนือรัฐบาลที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ต้องการเท่านั้น

ผมมีความเชื่อย่างสุจริตใจว่า คนไทย พูดภาษาไทย รักประเทศไทยกันทุกคนครับ

ถ้ายังพูดภาษาไทยกันไม่รู้เรื่อง ก็ต้องถามกันตรงๆ ว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นคนไทยหรือเปล่า รักประเทศชาติ มีความกตัญญูรู้คุณต่อแผ่นดินเกิดหรือไม่

ถ้าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คิดว่า “การเมืองใหม่” นี่แหละใช่เลย...ก็ต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนให้รู้ลึกรู้จริงให้ได้ว่า หน้าตาเป็นอย่างไร อย่าทำลับๆ ล่อๆ คลุมหน้าเป็นไอ้โม่ง

การจะเดินไปสู่จุดนั้นเป็นไปได้ถ้าดีจริง แต่ต้องไม่ชงเองกินเอง คิดเองทำเอง ต้องไม่ดื้อรั้น แม้จะเชื่อว่า “การเมืองใหม่” จะสร้างอะไรที่ดีงามให้เกิดขึ้น ก็ต้องให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมคิดร่วมทำด้วยอย่างเต็มใจและเข้าใจ เพื่อนำไปสู่การยอมรับจริงๆ

“การเมืองใหม่” ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ถ้าเกิดขึ้นจริงจะมีผลกับประชาชนคนทั้งชาติอย่างแน่นอน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จะเห็นได้จากการที่มี “ผู้รู้” ทั้งหลาย ออกมาแสดงความคิดเห็นติติงว่ายังไม่เห็นด้วย

ระหว่างที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถอยออกมา ก็ขอให้ช่วยกันขบคิดว่า สิ่งที่ได้ที่ทำลงไปนั้นมีความเหมาะสมมากน้อยอย่างไร มีวิธีการหรือกระบวนการอื่นที่สามารถทำได้อีกหรือไม่

จะคิดการใด ต้องเอาประชาชนและประเทศชาติเป็นตัวตั้งครับ

ถ้ายังคิดว่าถูกต้อง ก็ขอให้ชี้แจงแสดงเหตุผลไปให้ครบถ้วน ไม่มีการหมกเม็ดอำพราง ต้องไร้ข้อกังขา

ถ้าเป็นเรื่องที่ยังมี “ความสุ่มเสี่ยง” หรือยังเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นไปแล้วรังแต่จะสร้างความเสียหาย ความแตกแยกวุ่นวายให้เกิดขึ้น ก็ขอให้คิดพิจารณาให้ดี อย่าดันทุรัง

ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนอยากเห็นความปรองดองสมานฉันท์เกิดขึ้นมาได้จริงๆ เพราะนั่นหมายความว่าสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย อย่างน้อยได้เห็นว่า คนไทยพูดภาษาไทยกันรู้เรื่อง ไม่ต้องมาโกรธเคืองเคียดแค้น เกิดความร้าวฉานแตกแยกกันอย่างที่เกิดขึ้นทุกวันนี้

เรียกได้เต็มปากว่า เป็นความอัปยศของประเทศชาติจริงๆ

ถามว่า...เรายังจะให้สิ่งเลวร้ายเหล่านี้ดำรงอยู่ และทอดเวลาให้เนิ่นนานออกไป ยังต้องให้สร้างความเสียหายทั้งในด้านเกียรติยศชื่อเสียงของประเทศชาติ รวมทั้งเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ ที่ไม่สามารถโงหัวขึ้นมาได้อย่างนั้นหรือ

เรายังต้องการให้คนในบ้านเมืองแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ยังมุ่งเอาชนะกันโดยไม่ใช้เหตุผล ไม่คำนึงถึงกฎบัตรกฎหมายของบ้านเมืองอย่างนั้นหรือ

รวมไปถึงพรรคการเมืองเก่าแก่ ที่จ้องฉกฉวยโอกาส ช่วงชิงผลประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้นหรือ

อย่าให้บ้านเมืองมี “นิติรัฐ” แค่ลมปาก ในขณะที่การใช้ “กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย” ยังมีให้เห็นตำตา ซึ่งจะมีผลต่อความมั่นคงของประเทศ

การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องเปลี่ยน “การเมืองใหม่” จากลากตั้ง 70% เลือกตั้ง 30% มาเป็น 50 : 50 ไม่ใช่เพราะแกนนำยอมรับในเสียงท้วงติงคัดค้านว่าเป็นการทำลายประชาธิปไตย แต่เป็น “หมาก” ที่ถูกบังคับให้เดินต่างหาก ทำให้สิ่งที่หวังไว้ต้องรอไปก่อน...ก็เท่านั้น

อัฐศิริ


อย่า! เจรจากับโจร

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กำลังตั้งไข่ในการบริหารประเทศชาติบ้านเมืองต่อไป ซึ่งจะต้องผจญกับปัญหาความขัดแย้งนานัปการ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งภายในพรรคส่วนหนึ่ง และความขัดแย้งระหว่างคนในชาติส่วนหนึ่ง

แน่นอนว่าปัญหาความขัดแย้งภายในน่าจะแก้ไขปัญหาวิกฤติผ่านไปได้ไม่ช้าก็เร็ว เพราะน่าจะพูดคุยกันรู้เรื่องได้ไม่ยากเย็นนัก เพราะแต่ละคนล้วนแต่เป็นผู้มีเหตุผล

แต่...ปัญหาความขัดแย้งภายนอกพรรคนั้นดูจะเป็นเรื่องใหญ่

โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกิดจาก “พันธมารประชาธิปไตย” ที่ปักหลักยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นที่ซ่องสุมไพร่พล ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด

เป็นเรื่องน่าขายขี้หน้าที่สุดในแง่ความมั่นคงต่อสายตานานาชาติ

เป็นเรื่องที่กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนนานาชาติ

เป็นเรื่องที่กระทบต่อความแตกแยกในสังคมไทยมากที่สุด

ตลอดเวลาที่มีการต่อรองตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ เราจะได้ยินว่า มีความพยายามเคลียร์ กันกับ คนกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นเรื่องแปลกประหลาดพอสมควรทีเดียว เพราะงานนี้ ผู้นำรัฐบาลไปเจรจากับแกนนำบางคนผ่านสายโทรศัพท์

รู้ทั้งรู้ว่า “แกนนำ” เหล่านี้ เป็นผู้ที่ถูกออกหมายจับในข้อหากบฏ ซึ่งเรียกว่า “โจร” ได้เต็มขั้นแล้ว เพราะทำผิดกฎหมายอาญามากมายหลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นการ บุกยึดเอ็นบีที การบุกรุกส่วนราชการต่างๆ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม และทำเนียบรัฐบาล ศูนย์กลางการบริหารราชการของรัฐบาล
ไม่ได้...กระทำการในเชิงสัญลักษณ์ เพียงอย่างเดียว

แต่...ต้องการอยู่ยาวทำลายความมั่นคงของชาติ ทำลายชื่อเสียงของประเทศ จนเสียหายป่นปี้ยับเยินไปหมด

การที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จะไปเจรจาความกับ “พันธมารธิปไตย” จึงไม่ใช่เรื่องถูกต้องแม้แต่น้อย มีเหตุผลอันใดที่จะไปเจรจากับกลุ่ม โจรานุโจร

คนกลุ่มนี้ไม่ใช่หรือที่เชื้อเชิญคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เข้ามาทำการปฏิวัติยึดอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน และทุกวี่วันที่ชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล พวกเขายังมีพฤติกรรมเดิมๆ นั่นคือการเรียกร้องให้ทหารเข้ามาทำการปฏิวัติรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง

คนพวกนี้ไม่เคยเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง ใช้กำลังทั้งทางความคิด การพูด และการกระทำ ข่มขืนใจผู้อื่น ปืน มีด ไม้เบสบอล ไม้กอล์ฟ ใช้ยาเสพติดกล่อมประสาท คือ ใบกระท่อม และ ยาไอซ์

วันนี้ผู้นำรัฐบาลคนใหม่ “ใจร้อน” ไปเปิดทางเจรจากับโจร เจ้าหน้าที่บ้านเมือง เลยไม่ กล้าที่จะดำเนินการตามกฎหมาย ในการจับกุม โจรกบฏเหล่านี้...พวกเขาเลยยิ่งได้ใจ นึกจะเรียกร้องอะไรก็พูดไปเรื่อย จนไม่รู้จะมีจุดจบที่ไหนอย่างไร

เมื่อมีอำนาจรัฐแล้วใช้ไม่เป็น ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมาย...ให้เป็นกฎหมาย ไม่รู้จะว่าอย่างไรเหมือนกัน

วันนี้เราเห็นแล้วว่าพวกโจรกบฏไม่ได้ให้ค่ากับการเจรจาของรัฐบาลแม้แต่น้อย จะยังยึดทำเนียบรัฐบาลอยู่ต่อไป