WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 23, 2008

บทบาทลับๆ ของ “อนุพงษ์”ในศึกชิงเก้าอี้นายกฯ ของ 3 ส. (คอลัมน์ : แวดวงจักรดาว)


คอลัมน์ : แวดวงจักรดาว

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในขณะที่กำลังชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีกับ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี จะอาศัยสัมพันธ์เก่าๆ ที่มีอยู่บ้างกับ บิ๊กป็อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.

รวมทั้งให้ คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ช่วยอีกแรง จึงทำให้นายสมชายบุกเข้าไปพบ พล.อ.อนุพงษ์ ได้ถึงบ้านพักในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) เมื่อเย็นวันเสาร์ที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา

โดยมีข้ออ้างขอหารือเรื่องการยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ นายสมัคร สุนทรเวช เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศไว้เมื่อวันที่ 2 กันยายน หลังเกิดเหตุม็อบกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ปะทะกับ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนถึงขั้นเสียชีวิตเลือดเนื้อ

เนื่องจากก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน พล.อ.อนุพงษ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า สถานการณ์เช่นนี้สมควรที่จะยกเลิกภาวะฉุกเฉิน อีกทั้งกำลังตำรวจและทหารที่จะเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน จะดูแลไม่ให้ม็อบปะทะกันได้อีก รวมทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ ก็มอบหมายให้ บิ๊กตู่ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาค 1 และตำรวจนครบาล ไปเจรจากับแกนนำ นปก. แล้ว

อีกทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ ก็ได้โทรศัพท์ไปยังนายสมชาย เพื่อแสดงความต้องการนี้ก่อนแล้วด้วย แต่นายสมชายขอเวลา แต่เมื่อขบคิดแล้วเห็นว่าจะเป็นจังหวะที่จะโกยคะแนนนิยมเพื่อหนุนการเป็นนายกรัฐมนตรีได้ นายสมชายจึงตกลงใจยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินในวันรุ่งขึ้น 14 กันยายน 2551 หลังการหารือ โดยควงแขน พล.อ.อนุพงษ์ และ บิ๊กป๊อด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ไปแถลงข่าวพร้อมโชว์วิสัยทัศน์

แต่มีรายงานข่าวว่า การพบกันวันนั้นยังมีการหารือเรื่องให้ พล.อ.อนุพงษ์ สนับสนุนนายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรี

อีกทั้งภาพที่ฉายออกมานั้นทำให้ผู้คนเข้าใจเช่นนั้นด้วยว่า พล.อ.อนุพงษ์ หนุนหลังนายสมชาย ผู้เป็นน้องเขยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเพื่อนร่วมรุ่นของ พล.อ.อนุพงษ์ นั่นเอง ทั้งๆ ที่นายสมชายเป็นฝ่ายกระเถิบเข้าหาเข้าใกล้ พล.อ.อนุพงษ์ เอง เพื่อหวังเอากองทัพหนุนหลัง

คล้ายๆ กับการเดินเกมของนายสมัครเมื่อก่อนและระหว่างเป็นนายกรัฐมนตรี ที่เกาะ พล.อ.อนุพงษ์ ผบ.ทบ. ผู้คุมกำลังปฏิวัติ แน่น

แล้วก็ไม่ใช่เรื่องเกินคาดที่ พล.อ.อนุพงษ์ ก็ดูมีใจ เพราะเขารู้ดีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เปิดไฟเขียวจากลอนดอนมาแล้ว อีกทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ ก็ไม่อยากให้เก้าอี้ ผบ.ทบ. ต้องสะเทือนเพราะการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรี และอาจต้องมี รมว.กลาโหม คนใหม่ เขาจึงมีไมตรีกับนายสมชาย ถึงขั้นให้คำแนะนำหลังการยกเลิกภาวะฉุกเฉินแล้ว จนนายสมชายตั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เป็นผู้อำนวยการประสานงานกับตำรวจและ 20 องค์กรเดิม ในการแก้ปัญหาต่อไป

หากแต่กลับนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของ พล.อ.อนุพงษ์ อย่างแรง ยิ่งเมื่อภาพการนั่งแถลงข่าวร่วมกับนายสมชายปรากฏไปทั่ว

อีกทั้งมีข่าวสะพัดอีกว่า พล.อ.อนุพงษ์ ต่อรองเก้าอี้ รมว.กลาโหม หากนายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อหนุนอดีตบิ๊กทหารหลายคนขึ้นเป็น รมว.กลาโหม เสียที ไม่ว่าจะเป็น นายเหวียง พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา อดีตนายเก่าของ พล.อ.อนุพงษ์ และโดยเฉพาะ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ.

แต่อีกใจของ พล.อ.อนุพงษ์ ก็กลับหนุนให้คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม ไปด้วยเลย ไม่ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม เพราะเชื่อว่ารัฐบาลนี้อายุไม่ยืน ถ้าไม่เจอยุบพรรคเสียก่อนก็ต้องเดินเกมยุบสภาแน่

แต่ปัญหาภายในของพรรคพลังประชาชนที่ยังสู้กันเองใน 3 ส. โดยเฉพาะกลุ่มของ นายเนวิน ชิดชอบ ที่ยืนกรานไม่เอานายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรี ถึงขั้นพากันวอล์กเอาต์ไม่ร่วมประชุมพรรคเมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา ก่อนมีกำหนดโหวตเลือกนายกฯ 17 กันยายน จนมีการขู่ว่าจะยุบสภา เลือกตั้งใหม่ วัดกันอีกที

ทั้งๆ ที่ความจริงเกมยุบสภานั้นถูกวางไว้รอแล้ว หากหนึ่งใน 3 ส. ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เตรียมการยุบสภาในไม่ช้า แถมต้องเจอคดีตัดสินยุบพรรคเสริมเข้ามาอีก

ท่ามกลางความไม่แน่นอนนั้น มีการปล่อยข่าวจากพรรคพลังประชาชนว่า พล.อ.อนุพงษ์ เปลี่ยนใจมาหนุนนายสมพงษ์เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเห็นว่าการที่นายสมชายเป็นน้องเขยของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะยิ่งสร้างปัญหา และถูกมองแน่ว่าเป็นรัฐบาลหุ่นเชิด รัฐบาลครอบครัว

แต่ พล.อ.อนุพงษ์ ก็ออกมาปฏิเสธทุกข่าวลือที่เขาถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการหาตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพราะถือเป็นเรื่องการเมืองที่ทหารไม่เข้าไปยุ่ง

แต่ก็ยังตั้งความหวังว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ ไม่นับรวมการไม่เห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ที่นอกจากจะยากแล้ว ยังไม่มีฝ่ายค้าน หรือแม้แต่ยากที่จะมีนายกรัฐมนตรีจากคนนอก และเห็นว่าในจำนวน ส.ส. ที่มีอยู่ มีคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้อยู่แล้ว

ขณะที่ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. ที่กำลังจะเกษียณ เตือนว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่นอกจากจะต้องเป็นที่ยอมรับแล้ว ยังจะต้องไม่เป็นตัวปัญหาเสียเอง เพราะจะต้องมาแก้ปัญหา ซึ่งสะท้อนตรงถึงการมีนายกรัฐมนตรีที่เป็นน้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ หรือแม้แต่จากพรรคพลังประชาชน ในเมื่อแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศไม่ยอมรับทั้ง 3 ส. หรือนายกฯ ที่มาจากพรรคพลังประชาชน

การแย่งชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของทั้ง 3 ส. และเกมในพรรคพลังประชาชนเอง ทำให้เกิดความวุ่นวาย และสะท้อนภาพของการแย่งชิงอำนาจของนักการเมือง และการแบ่งขั้วแบ่งฝ่ายในพรรค โดยเฉพาะกลุ่มของ นายเนวิน ชิดชอบ ที่ค้านการให้นายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรี ที่เล่มเกมจนจะนำไปสู่การเร่งยุบสภา

พล.อ.อนุพงษ์ ก็เฝ้ามองวิธีการแก้ปัญหาตามระบอบประชาธิปไตยของนักการเมืองบ้านเราที่ยังมาพัฒนา และไม่ยอมเสียสละ ด้วยความเศร้าใจและไม่ค่อยพอใจนัก ทั้งจากการที่ตัวเขาเองถูกดึงมาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะแคนดิเดตต่างจะอาศัยภาพลักษณ์ที่ดีของ พล.อ.อนุพงษ์ ปล่อยข่าวสนับสนุนตัวเอง และไม่พอใจที่ฝ่ายการเมืองแก้ปัญหาอย่างล่าช้า แถมดูว่าจะแก้ไขไม่ได้ด้วยซ้ำ

“บ้านเมืองจะอยู่ในสุญญากาศไปอย่างนี้นานๆ ไม่ได้” บิ๊กป็อกกระตุ้นนักการเมืองราวกับจะขู่ว่า ถ้าช้า อาจต้องแก้วิกฤติด้วยวิธีการอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย

ท่ามกลางข่าวปล่อยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โทรศัพท์ทางไกลข้ามประเทศมาถึง พล.อ.อนุพงษ์ เพื่อขอให้ช่วยนายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรี และฝากให้ดูแลบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อยในยามที่อะไรก็เกิดขึ้นได้

และหากมองใน 3 ส. แล้ว พล.อ.อนุพงษ์ ก็ดูคุ้นเคยกับนายสมชายมากที่สุด ขณะที่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวกับ 2 ส. ที่เหลือ แต่กับนายสมชายนั้น พล.อ.อนุพงษ์ เคยไปร่วมโต๊ะกินข้าวด้วย แต่ก็แค่ 1-2 ครั้งเท่านั้น

จึงส่อเค้าว่าถ้านายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรี ส้มก็หล่นใส่เท้า พล.อ.อนุพงษ์ อีกแน่นอน เพราะเขาจะกลายเป็นที่ปรึกษาด้านการทหารให้กับนายสมชาย ที่อาจควบ รมว.กลาโหม เอง ซึ่งนั่นหมายถึงการที่ พล.อ.อนุพงษ์ เป็นเสมือน รมว.กลาโหม ให้เสียเอง

บทบาทของ พล.อ.อนุพงษ์ ที่อ้างว่าตนเองเป็นทหารอาชีพ ทหารของชาติ และทหารของในหลวง ในช่วงการเลือกหานายกรัฐมนตรี จึงเป็นการสะท้อนชัดว่า พล.อ.อนุพงษ์ เป็นของจริงหรือไม่ เพราะแม้ปากบอกว่าทหารไม่ยุ่งการเมือง แต่พฤติกรรมที่กระทำนั้นไม่อาจปฏิเสธได้เลย...

ตีนตะขาบ


การเมือง...ขี้โกง (คอลัมน์ : ถกถ้อยกระทงความ)


คอลัมน์ : ถกถ้อยกระทงความ

ในที่สุดระบอบประชาธิปไตย ระบอบการปกครองที่ไม่ใช่ระบอบที่ดีมาก แต่เป็นระบอบที่คนทั้งโลกเห็นว่าดีที่สุด ประเสริฐที่สุด สง่างามที่สุด เป็นธรรมที่สุด จึงได้พากันหยิบฉวยและนำไปใช้ จนขณะนี้เหลืออีกไม่กี่ประเทศที่ยังไม่เห็นดีเห็นงามและไปไม่ถึง

เท่าที่เห็นใกล้ๆ บ้านเราก็มีพม่า ปากีสถาน เนปาล แต่เชื่อหรือไม่ว่า ระบอบที่คนเกือบทั้งโลกเห็นว่าดีที่สุดและไทยเราก็พยายามเอาอย่าง หอบหิ้วกระเตงประชาธิปไตยมากว่า 70 ปี ทำไปทำมาแทนที่จะเจริญรุดหน้าเฉกเช่นอารยประเทศ กลับทำท่าจะมาสิ้นท่าบ้อลัดในประเทศไทยนี่เอง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ในประเทศที่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจรุดหน้ากว่าประเทศในแถบเดียวกัน

จะไม่ให้กล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร มีอย่างที่ไหน นักการเมืองที่ประชาชนส่วนใหญ่นิยมชมชอบกลับถูกบอยคอต โค่นล้ม และทำลาย ด้วยกลกติกานานาชนิด จนระเห็จระเหเร่ร่อน ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ คุณงามความดีที่ทำไว้ไม่มีใครพูดถึง

มีอย่างที่ไหน ทั่วโลกเขาต่อต้านเผด็จการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ไทยเรากลับทำท่าจะส่งเสริม เห็นดีเห็นงาม และนิยมชมชอบ

มีอย่างที่ไหน พรรคการเมืองที่ไปหาเสียงและรับปากกับประชาชนจนชนะการเลือกตั้ง กลับทำท่าจะไม่ได้อำนาจในการบริหาร สัญญาที่ให้ไว้ไม่มีใครนำพา

มีอย่างที่ไหน ประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย กลับปล่อยให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

มีอย่างที่ไหน สุจริตชนคนเคารพกติกา โดนกระบวนการยุติธรรมเล่นงานจนโงหัวไม่ขึ้น แต่กลุ่มกบฏคนผิด คนละเมิด กฎหมายกลับทำอะไรไม่ได้

มีอย่างที่ไหน สื่อมวลชน กลุ่มก้อนนักวิชาการ สถาบันการศึกษา แทนที่จะส่งเสริมการปกครองตามครรลองของระบอบ กลับไปเห็นดีเห็นชอบกับขบวนการโค่นล้มและขับไล่ข้างถนน

มีอย่างที่ไหน เห็นกันอยู่หลัดๆ ว่าเลือกตั้งใหญ่ไปแล้ว ยังถึงกับจะต้องลงทุนหวนกลับมาทำประชามติว่าที่เลือกไปใครเห็นชอบ นี่มันระบอบอะไรกัน (วะ)

ที่กล่าวมาทั้งหมด เข้าใจว่านานาอารยประเทศ และคนไทยส่วนใหญ่ที่มีสมอง และทานข้าวเป็นอาหารหลัก คงงงเป็นไก่ตาแตกว่า เป็นอะไรกันไปหมด พล.อ ตาน ฉ่วย ผู้นำพม่า คงขำกลิ้งลิงกับหมา กับประเทศที่ครั้งหนึ่งพยายามจะเสนอเส้นทางประชาธิปไตย (ROADMAP) ให้กับเขา

ออง ซาน ซูจี โมเดลแห่งประชาธิปไตยในโลก คงกุมขมับปวดขมอง ถองยา พลิกตำราใหม่ ด้วยความชอกช้ำระกำใจกับประชาธิปไตยแบบไทยแลนด์

ประชาธิปไตยไทยจะเดินไปทางไหนไม่มีใครให้คำตอบ ไม่มีใครสักคนชี้นำว่าควรจะเดินไปทางไหน เอื้อนเอ่ยขึ้นมาไม่ว่าถูกหรือผิดเป็นได้แบ่งฝักฝ่าย แบ่งขั้ว แบ่งข้างทันที

เชื่อเถิดว่าถ้าเราปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้ เอาแต่อารมณ์ ไม่เอาหลัก ไม่คำนึงถึงเหตุและผล วันนี้เอาอย่าง วันพรุ่งนี้เอาอีกอย่าง วันมะรืนกลับมาเอาอีกอย่าง เลื่อนลอย โลเล เป็นไม้หลักปักขี้เลน ไม่ยึดถือ เกาะกุมหลักอะไรไว้ให้มั่นเหมาะ แล้วจะพากันหายนะทั้งประเทศ รุ่นเราคงอยู่ได้ แต่ลูกหลานจะอยู่อย่างไร คงได้ตีกันตายไปข้าง

ฝ่ายประชาชนต่อไปใครจะไปเลือกตั้ง ในเมื่อเลือกไปแล้วไม่มีหลักประกันอะไรว่าเลือกไปแล้วผลจะเป็นอย่างไร แล้วจะเอาแก่นสารอะไรมาหาเสียง

ขบวนการม็อบโค่นล้มและทำลาย วันนี้ไม่ถูกใจพวกคุณโค่นได้ อย่าลืมว่าวันหน้าถ้าไม่ถูกใจก็ต้องมีคนมาโค่นล้มและขับไล่เหมือนกันกับวันนี้ มึงทีกูที ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าเอ็งอย่าโวย มันจะมาอีหรอบเดียวกัน

ฝ่ายกฎหมายและกองทัพที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงภายในคาถามหานิยมของพวกคุณก็คือ สันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ทำร้ายประชาชน อยู่ข้างประชาชน ถ้าวันนี้พวกคุณคิดว่าวิธีนี้จะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าอยู่รอดปลอดภัยก็เอา แต่คุณอย่าลืมนะว่าวันนี้คุณสันติกับคนกลุ่มหนึ่ง วันหน้าคุณก็ต้องสันติกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง วันนี้คนเรือนพัน เรือนหมื่น เรือนแสน คุณว่าประชาชน วันหน้าคนเรือนร้อย เรือนพัน คุณจะว่าเป็นประชาชนหรือเปล่า

วันนี้คนเรือนหมื่น เรือนแสน เราว่าเป็นมหาประชาชน วันหน้าเราอย่าว่าเป็นเพียงหมาข้างถนน

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อไปพวกคุณจะเอาอะไรมารณรงค์ ในเมื่อคุณก็ยังบอกไม่ได้ว่าจะเลือกไปทำไม แล้วใครจะไปเลือก หรือว่าพวกคุณพอใจกับสายสะพายและรายได้อันงดงาม

วันนี้การเลือกตั้งระดับชาติหาความเด็ดขาดและศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ ไม่มีใครเคยพูดถึงมติของเสียงส่วนใหญ่ ไม่มีใครคิดถึงเสียงประชาชนที่แท้จริง พากันเห็นอกเห็นใจกลุ่มกบฏที่กุมเสียงส่วนหนึ่ง ซึ่งบอกไม่ถูกว่าเป็นเสียงส่วนไหน

น่าสนใจคนขับแท็กซี่ที่มาจากอีสาน ถึงกับกล่าวอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเราก็ต้องกลับไปเป็นคอมมิวนิสต์

จะทำอย่างไรถ้าวัฒนธรรมการเลือกตั้งระดับชาติจะเป็นตัวอย่างที่ลุกลามบานปลายมาถึงการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น อบต. อบจ. และเทศบาล ไม่ทันครบวาระก็มีอันต้องโค่นล้มและขับไล่ คงวุ่นวายไม่เลิกรา

เป็นตำนานที่เล่าขานกันมาว่า ประเทศไทยเรามีการคดโกงกันแทบทุกวงการ ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้คนไทยทั้งประเทศกำลังจะถูกโกงเอาประชาธิปไตยไปโดยอันธพาลข้างถนน...!!!

ดำ อุตรดิตถ์

ต้องแก้ รธน.เผด็จการ (คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ)


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

การเมืองไทยจะเดินหน้าไปทางไหน?

นี่คือคำถามที่เชื่อว่าทุกคนในประเทศไทย และชาวต่างชาติคงจะตั้งคำถามอยู่ในใจ ว่า ตกลงการเมืองประเทศไทยจะปกครองด้วย “ระบอบประชาธิปไตย” หรือว่า “ประชาธิปไตยกึ่งเผด็จการ”

ถึงแม้ประเทศไทยเพิ่งจะได้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 26 และพร้อมที่จะเดินหน้าบริหารชาติบ้านเมืองต่อไป แต่คำถามก็คือว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน?

ในเมื่อ รัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับ “ลับ ลวง พราง” ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย และพร้อมที่จะพิฆาตตัวนายกรัฐมนตรี และครม.ได้ทุกเมื่อ

ฉะนั้น สิ่งแรกที่รัฐบาลของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะต้องทำอย่างเร่งด่วน นอกเหนือจากการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศแล้ว คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยเร็ว

เหตุผลที่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ 2550 เพราะ

รัฐธรรมนูญ 2550 เกิดจากเผด็จการ ย่อมไม่มีความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย และไม่สมควรนำไปบังคับใช้กับองค์กรทั้งหลายของรัฐและประชาชน

รัฐธรรมนูญ 2550 เกิดขึ้นในยามที่สถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ ถูกจัดให้มีขึ้นโดยอำนาจของคณะรัฐประหาร หรือผู้ที่กระทำการล้มล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จึงถือได้ว่าเป็นปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตย

รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ต่างอะไรกับผลไม้ที่มีพิษ เพราะเป็นผลผลิตอันสืบเนื่องโดยตรงมาจากการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 และแฝงไว้ด้วยความอาฆาตแค้นของอำมาตยาธิปไตยที่จ้องทำลายล้างระบอบประชาธิปไตย อาทิ

มาตรา 190 ชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า คนไทยทั้งประเทศต้องสูญเสียสิทธิเสรีภาพ สูญเสียอำนาจของประชาชน รัฐบาลของประชาชนไร้ซึ่งเสถียรภาพในการบริหารบ้านเมือง ในขณะที่ ส.ว.สรรหา องค์กรอิสระ ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร ล้วนแล้วแต่มีอำนาจเหนือรัฐบาล

มาตรา 237 ทำให้สถาบันพรรคการเมืองอ่อนแอ รัฐบาลอ่อนแอ ดังจะเห็นได้จากคดียุบพรรคที่เกิดขึ้นกับพรรคในซีกของรัฐบาล ทั้งพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคมัฌชิมาธิปไตย

มาตรา 309 บทเฉพาะกาล ที่นิรโทษกรรมให้กับคณะโจรปล้นประชาธิปไตย ว่าสิ่งที่กระทำการใดๆ ทั้งหมดที่ผ่านมาถือว่าชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

นี่คือเหตุผลส่วนหนึ่ง ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อการที่รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550

หากไม่เพียงพอ คุณชินวัฒน์ หาบุญพาด แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ได้วิเคราะห์ 2 ปี รัฐประหาร 19 กันายน 2549 และความเลวร้ายของรัฐธรรมนูญ 2550 ไว้อย่างน่าสนใจ

เผื่อว่าคนในรัฐบาลจะหูตาสว่าง คิดแก้ไข ก่อนที่จะถูกฆ่าตายไปจากการเมืองไทยเสียก่อน!

ฤทธิ์ของเฒ่าขันทีของประเทศสารขัณฑ์ (คอลัมน์ : มุมแห่งความจริง)


คอลัมน์ : มุมแห่งความจริง

การวินิจฉัยคดีชิมไปบ่นไป และยกโขยง 6 โมงเช้าของ อดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551 จนเป็นเหตุให้ นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น

ถึงแม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่จะสามารถคาดเดาคำวินิจฉัยล่วงหน้า จากหน้าตาของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยก็ตาม

แต่ก็อดใจหายไม่ได้ เมื่อคำวินิจฉัยออกมาตรงตามกับการคาดเดาของตนเองทุกอย่าง
แต่ที่ทำให้ทุกคนไทยในทุกวงการตกตะลึงคือ!

ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะนำเอาพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปีพุทธศักราช 2542 มาเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาตัดสินคดีความในครั้งนี้ แทนกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ไม่มีใครคิดว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการพิจารณาพิพากษา จนนำไปสู่การพ้นจากตำแหน่งของ นายสมัคร สุนทรเวช

ที่สำคัญอย่างยิ่ง ไม่มีใครจะคิดว่าคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไทยจะไปสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของประเทศสารขัณฑ์

ประเทศสารขัณฑ์เป็นประเทศที่ด้อยพัฒนาในทุกด้าน

เรื่องการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของประเทศสารขัณฑ์เกิดขึ้นแล้วในอดีต จนเป็นที่โจษขานกันไปทั่วในสมัยนั้น

เรื่องการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของประเทศสารขัณฑ์ เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากความไม่พอใจกันอย่างรุนแรงระหว่างขันทีเฒ่าที่ทรงอิทธิพล กับนายกรัฐมนตรีของประเทศ ที่เกิดขึ้นมายาวนาน

ขันทีเฒ่าของประเทศสารขัณฑ์ได้ยึดอำนาจ แล้ววางแผนนำเอาคนของตนเองเข้ามาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเต็มไปหมด เพื่อรอรับเรื่องราวร้องทุกข์เกี่ยวกับคณะรัฐมนตรี

นอกจากนี้ ขันทีเฒ่ายังได้ส่งขันทีที่ตนเองเสนอแต่งตั้งขึ้นมาใหม่ เข้าไปนั่งควบคุมในการเขียนคำวินิจฉัยคดีความต่างๆ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คำวินิจฉัยออกมาในแนวทางที่ตนเองต้องการ

ขันทีหนุ่มที่ได้รับคำสั่งให้ไปนั่งกำกับการเขียนคำวินิจฉัย ได้อาศัยความใกล้ชิดกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนที่เป็นคนของตน ให้เขียนคำวินิจฉัยเป็นไปในแนวทางที่ขันทีเฒ่าต้องการเท่านั้น โดยไม่ต้องสนใจความรู้สึกของประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศว่าจะคิดอย่างไร

ขันทีหนุ่มคนดังกล่าวนี้ อาศัยว่าตนเองเคยดำรงตำแหน่งเป็นประมุขศาลสูงสุดของประเทศมาก่อน และได้รับตำแหน่งมุขมนตรีกระทรวงยุติธรรมในช่วงยึดอำนาจ

ขันทีคนนี้มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งและเป็นแฟนพันธุ์แท้ของพรรคการเมืองและนักการเมืองฝ่ายค้าน ที่ขันทีเฒ่าหวังอย่างยิ่งว่าจะให้ขึ้นมาบริหารประเทศให้ได้ ก่อนที่ตนเองจะจากโลกนี้ไปอย่างถาวร

แม้ขันทีเฒ่าจะรับรู้รับทราบว่า ปวงชนชาวประเทศสารขัณฑ์จะไม่พอใจตนเองอย่างมาก แต่ก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน เพราะในชีวิตจริงของขันทีเฒ่าเอง ไม่เคยรับรู้รับทราบ และไม่เคยใส่ใจใดๆ กับความทุกข์ยากของประชาชนในประเทศอยู่แล้ว

ในชีวิตของขันทีเฒ่าได้รับความสะดวกสบายที่รัฐจัดให้ฟรีทุกอย่าง ชีวิตไม่เคยเดือดร้อน อยากได้อะไรก็ต้องได้

ความรู้สึกนี้ได้กลายเป็นอุปนิสัยสันดานของขันทีเฒ่า จนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

ขันทีเฒ่าหวังเพียงให้ความอาฆาตพยาบาท และความต้องการของตนเองสำเร็จเท่านั้น

ประชาชนในประเทศตนและในต่างประเทศเขาจะคิดอย่างไร เขาไม่เคยรับรู้ และไม่เคยรับทราบ แถมยังไม่แยแสเสียด้วย

ขันทีเฒ่ามีสภาพชีวิตเหมือนปลาที่อยู่ในน้ำ แม้เต่าจะกลับมาบอกความเจริญก้าวหน้า และความอลังการหลากหลายบนบก ปลาก็ไม่สามารถรับรู้ได้ เพราะมองภาพไม่ออก

ปลาก็ได้แต่เพียงถามและเพียรพูดกับเฒ่าในเรื่องน้ำ จอก แหน โคลนตม ปะการังเท่านั้น

แม้ว่าเต่าจะพยายามอธิบายให้เห็นภาพบนบก แต่ปลาก็มองไม่ออก และท้ายที่สุดปลานั้นเองกลับกล่าวหาว่าเต่าต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงทะเลให้เป็นบก

เจ้าปลาเลยเถิดไปถึงการกล่าวหาว่า เต่าต้องการยึดทะเลเป็นของตน เต่าต้องการนำเอาสิ่งที่เลวร้ายบนบกมาทำลายล้างทะเลให้ย่อยยับ

นอกจากนี้ ปลายังได้นำเอาข้อกล่าวหาของตนไปบอกสัตว์น้ำอื่นๆ อีกด้วย จนกระทั่งสัตว์น้ำที่มีอิทธิพลทั้งหลายได้ออกมาต่อต้านเต่า จนเต่าแทบจะเอาตัวไม่รอด

ลักษณะของขันทีเฒ่าก็ไม่ได้แตกต่างไปจากปลาที่จมปลักดักดานอยู่แต่ในน้ำ แต่มองภาพความแตกต่างบนบกไม่ออก

ที่สำคัญ ปลาพยายามคิดว่าทะเลเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว เต่าไม่มีสิทธิ์ที่จะมาเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาอะไรในทะเลทั้งนั้น

ขันทีเฒ่าก็เช่นกัน คิดว่าประเทศสารขัณฑ์เป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ข้าคือผู้กำหนดโครงสร้างทุกอย่างในสังคมของประเทศสารขัณฑ์

แม้เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนจะมอบอำนาจให้แก่พรรคการเมืองและนักการเมือง เข้ามาทำหน้าที่นิติบัญญัติ และบริหาร แล้วก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ ขันฑีเฒ่าจึงไม่ยอมหยุด ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะล้มพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ประชาชนมอบอำนาจให้ ให้จงได้

กระทั่งลงทุนให้คนของตนเองก่อม็อบขึ้นมา แล้วประสานกับกลุ่มนักการเมืองสายตน หาข้อบกพร่องของฝ่ายตรงข้าม ส่งเรื่องให้กระบวนการยุติธรรมที่ตนเองควบคุมดำเนินการจัดการกับฝ่ายตรงข้าม

คณะรัฐบาลของประเทศสารขัณฑ์ที่ได้รับฉันทานุมัติจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ไม่สามารถบริหารงานเพื่อบำบัดทุกข์และบำรุงสุขให้แก่ประเทศชาติและประชาชนได้เลย

เพราะขันทีเฒ่าได้ให้คณะของตนสร้างกับดักไว้ในกฎเกณฑ์ของประเทศ เป็นระเบิดปรมาณูตะปูเรือใบดักไว้ในทุกอณูของทุกตัวอักษรในกฎหมายสูงสุดของประเทศ

แล้วก็เข้าไปกำกับกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งองค์กรอิสระไว้ในมือของตนเองทั้งหมด เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการห้ำหั่นทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก

ขันทีเฒ่าได้สั่งให้คนของตนระดมทุนจากทุกสารทิศ โดยเฉพาะจากกลุ่มทุนสามานย์ผิดกฎหมายทั้งหลาย ที่เสียผลประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาล ให้ทุ่มเงินสนับสนุนม็อบของตนเองอย่างเต็มพิกัด

เป้าหมายของขันทีเฒ่าคือ ต้องการให้นักการเมืองที่ตนเองสนับสนุนขึ้นมาเป็นฝ่ายบริหารให้ได้

นอกจากนี้ยังมีการประสานกับสื่อที่เคยได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน และมีความชอบสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับพรรคการเมืองที่ฝ่ายขันทีเฒ่าสนับสนุน โดยการสร้างข่าว เต้าข่าว ขยายข่าวโจมตีนักการเมืองที่ตนเองไม่ชอบอย่างหนักหน่วง

สื่อมวลชนของฝ่ายขันทีเฒ่าได้สร้างข่าว เต้าข่าว และขยายข่าว โดยให้ผู้สื่อข่าวภาคสนามออกไปสัมภาษณ์นักวิชาการและผู้อาวุโสที่เห็นด้วยกับตน ออกความคิดเห็นขยายข่าวไปในแนวทางที่ตนเองต้องการ

ความยุ่งเหยิง วุ่นวาย ความปั่นป่วน ความหายนะทางด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การลงทุน ตลาดทุนของประเทศและของประชาชนตกต่ำสุดขีด รวมถึงความยากลำบากในการทำมาหากินของคนในประเทศสารขัณฑ์เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความอาฆาตพยาบาท ความโกรธ เกลียด เคียดแค้นชิงชัง ของขันทีเฒ่าคนเดียวเท่านั้น

สภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมืองของประเทศสารขัณฑ์ ยังไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานสักเท่าใดในการฟื้นฟูให้กลับฟื้นคืนมาเป็นปกติ

เราคนไทยก็ได้แต่หวังว่า สภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การลงทุน ตลาดทุน และความเชื่อมั่นระหว่างประเทศของประเทศไทย คงจะไม่มีสภาพเป็นเหมือนกับประเทศสารขัณฑ์

เพราะอย่างน้อยคนไทย และสังคมไทยยังมีสติ มีความคิดที่เจริญก้าวหน้ากว่าคนในประเทศสารขัณฑ์

ที่สำคัญคือ ประเทศไทยของเราไม่มีเฒ่าขันที

นอกจากนี้ กระบวนการยุติธรรมของไทยก็ได้รับความเชื่อถือจากนานาอารยประเทศ อยู่ในอันดับที่ 9 จากทั้งหมด 12 ประเทศทั่วเอเชีย

ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์

โจรกบฏพันธมาร...คุกคามสื่อ


คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

เปิดใจ...ช่างภาพ ‘ข่าวสด’ม็อบกบฏคุกคาม-องค์กรสื่อนิ่ง

“การ์ดพันธมิตรฯ-โจรกบฏศรีวิชัย” ยังออกอาการป่าเถื่อนไม่หยุด เที่ยวไล่คุกคามช่างภาพ-สื่อมวลชน ไม่เลิกรา ล่าสุดช่างภาพ “นสพ.ข่าวสด” โดนเข้าอีกราย ขณะกำลังถ่ายรูปความซกมกในทำเนียบ ก่อนถูกหิ้วปีกเข้าเต็นท์ โดนนักเลงกว่า 20 คนล้อมกรอบ รื้อค้นข้าวของ-ข่มขู่จนหนำใจถึงได้ปล่อยตัว พ้อโทร.เข้าโรงพิมพ์แจ้งหัวหน้าก็ไม่มีใครสนใจ แถมยังไม่คาดหวังกับองค์กรสื่อเพราะไม่เคยเห็นทำอะไรจริงจัง ทั้งที่เรื่องถูกคุกคามเกิดขึ้นมาแล้วหลายกรณี ชี้ผู้ใหญ่สมประโยชน์กันจนสื่อไม่กล้าแตะกบฏพันธมิตรฯ เผยเพื่อนช่างภาพต้องปรับทุกข์ให้กำลังใจกันเอง เพราะไม่รู้จะพึ่งใคร

ข่าวคราวเกี่ยวกับพฤติกรรมเถื่อนถ่อยของกลุ่มการ์ดพันธมิตรฯ และพวกโจรศรีวิชัย ที่กระทำต่อผู้เข้าร่วมชุมนุม กลุ่มที่มีความคิดเห็นตรงกันข้าม และที่สำคัญ บรรดาสื่อมวลชนไม่เว้นนักข่าวหญิง หรือชาย เป็นประเด็นที่ได้ยินว่าเกิดขึ้นบ่อยครั้งตลอดระยะเวลา 3-4 เดือนที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ปรากฏเป็นข่าวครึกโครมมากนัก จนค่อนข้างเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่สื่อส่วนใหญ่ละเลยความสำคัญในเรื่องดังกล่าว

ทั้งที่หลายกรณีเป็นคนในสังกัด เป็นเพื่อนพ้อง พี่น้องในแวดวงสื่อมวลชนด้วยกันเอง แต่กลับไม่เห็นว่าจะมีใครอนาทรร้อนใจสักเท่าไร และที่สำคัญปัญหาดังกล่าวก็ไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งที่เคยมีการรับปากว่าจะดูแลการทำข่าวของสื่อมวลชนให้เป็นไปอย่างราบรื่น และที่สำคัญต้องปลอดภัย ไม่มีการลวนลามหรือคุกคามใดๆ ทั้งสิ้น

แต่เรื่องดังกล่าวก็เกิดขึ้นอีกหลังจากก่อนหน้านี้เพิ่งมีข่าวนักข่าวสาวมติชนถูกคุกคาม โดยล่าสุดเว็บไซต์ “มติชน” ได้ลงข่าวไว้สั้นๆ ประกอบไว้ในส่วนหนึ่งของข่าว ในวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมาว่า

“นอกจากนี้ยังเกิดเหตุขัดขวางการทำงานของผู้สื่อข่าวและช่างภาพในบริเวณที่ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างต่อเนื่อง แม้บรรดาแกนนำเคยออกมาประกาศให้การ์ดอาสาสมัครอำนวยความสะดวกในการทำงานของผู้สื่อข่าวในทุกพื้นที่

โดยล่าสุดช่างภาพของหนังสือพิมพ์ข่าวสด ถูกนักรบศรีวิชัยข่มขู่หลังถ่ายภาพความรกรุงรังของเต็นท์ผู้ชุมนุม และภาพความสกปรกของห้องอาบน้ำบริเวณหน้าสำนักเลขานุการคณะรัฐมนตรี หรือตึกแดง แม้จะแสดงบัตรประจำตัวว่าเป็นสื่อมวลชน แต่นักรบศรีวิชัยไม่สนใจ โดยบอกว่า "ไม่ดูบัตร ไปคุยกันก่อน" ก่อนจะหิ้วปีกเข้าไปภายในเต็นท์ที่พัก และยกพวกมาล้อมกรอบจำนวนมาก พร้อมค้นดูเอกสารทั้งหมดจนพอใจจึงยอมปล่อยออกมา โดยอ้างเหตุผลว่า เมื่อคืนที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่ทำเนียบแอบเข้าไปขโมยเอกสารภายในสำนักเลขาฯ จึงต้องเข้มงวด”

อย่างไรก็ดี ช่างภาพวัยประมาณ 30 ปีคนนี้ได้เปิดใจอีกครั้ง โดยลำดับเหตุการณ์ให้ฟังว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา ได้รับคำสั่งจากหัวหน้า ให้เข้าไปถ่ายภาพบรรยากาศความเละเทะในทำเนียบรัฐบาล เพื่อที่จะทำสกู๊ปพิเศษ

โดยได้เดินเข้าประตูทางเข้าที่ 5 บริเวณตึกแดง หรือตึกสำนักเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี ด้านตรงข้ามกับกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อเดินเข้ามาจะพบเต็นท์ตั้งอยู่ฝั่งขวามือ และจะมีทางเชื่อมเล็กๆ สามารถเดินไปทางสำนักนายกรัฐมนตรีได้ และเมื่อเดินไปบริเวณดังกล่าวพบเต็นท์กลุ่มพันธมิตรฯ เขียนป้ายติดเอาไว้ว่า นักรบศรีวิชัย ภายในมีไม้กอล์ฟ และไม้อยู่จำนวนมาก จึงได้ถ่ายภาพไว้

ขณะกำลังถ่ายภาพอยู่นั้นมีผู้ชายคนหนึ่งเชื่อว่าเป็นสมาชิกกลุ่มนักรบศรีวิชัย เดินเข้ามาแล้วตะโกนถามว่า “ถ่ายอะไร” จึงตอบกลับไปว่า “ไม่มีอะไร ถ่ายภาพเฉยๆ ผมเป็นช่างภาพ มาทำงาน แต่ถ้าพี่ไม่ให้ถ่ายผมก็ไม่ถ่าย งั้นผมขอเดินผ่านไปทางรังนกกระจอกหน่อย” พร้อมกับแสดงบัตรผู้สื่อข่าวให้ดู แต่ปรากฏว่าผู้ชายคนดังกล่าวไม่ให้ผ่าน และห้ามไม่ให้ถ่ายภาพต่อ โดยบอกว่า “บริเวณนี้นายห้าม”

จึงเดินถอยหลังออกมา ตั้งใจว่าจะเดินอ้อมไปทางร้านเซเว่นอีเลฟเว่นที่อยู่อีกฝั่ง ซึ่งไกลมากกว่าจะเดินไปถึงรังนกกระจอก ไม่เหมือนกับเดินผ่านทางเต็นท์ของนักรบศรีวิชัย แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะไม่ต้องการจะมีเรื่องกัน อะไรยอมและคุยกันได้ก็ทำ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของตัวเองด้วย

ในตอนนั้นยอมรับว่าอากาศร้อนมาก เมื่อเดินถอยหลังกลับมาผ่านบริเวณที่กลุ่มพันธมิตรฯ นำผ้าใบมาขึงเป็นห้องน้ำริมตึกแดง พบกางเกงใน ชุดชั้นใน ผ้าขาวม้า และเสื้อผ้าผึ่งแดดแขวนอยู่บนราว จึงถ่ายภาพเก็บไปเรื่อยๆ จู่ๆ ก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 20 คน ซึ่งดูแล้วเข้าใจว่าเป็นคนละกลุ่มกับคนก่อนหน้าที่ได้พูดคุยด้วย เข้ามาถามด้วยเสียงเข้มว่า “ถ่ายอะไร”

ก็ตอบไปว่า “ถ่ายเรื่อยเปื่อย จะไปทำสกู๊ปข่าว” พร้อมกับยกบัตรผู้สื่อข่าวที่คล้องคออยู่ให้กลุ่มชายเหล่านั้นดู
หนึ่งในกลุ่มนั้นก็พูดขึ้นมาว่า “เดี๋ยวค่อยดู ไปคุยกันในเต็นท์ก่อน” จากนั้นก็มีชาย 2 คนเดินตรงเข้ามาหาแล้วล็อกแขนทั้ง 2 ข้างไว้ พร้อมดึงให้เดินตามกลับเข้าไปในเต็นท์

“ขณะนั้นบอกตรงๆ คิดถึงพระคิดถึงเจ้าอย่างเดียว นึกว่าต้องโดนแน่ๆ ภาวนาถึงพระตลอด กลัวมาก กำพระพิฆเนศที่คอไว้แน่น ขอให้รอดๆ”

พอไปถึงในเต็นท์มีกลุ่มชายฉกรรจ์อยู่ตรงนั้นอีก 20 คน มี 2 คนเดินปรี่เข้ามาหา แล้วพูดว่า “เฮ้ยมีอะไร มาทำอะไร” ก็ได้ตอบเหมือนทุกครั้งว่า “ผมเป็นช่างภาพ มาทำงาน ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย คุยกันดีๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องลากกันเข้ามาคุยอย่างนี้เลย”

จากนั้นก็ให้กระเป๋าที่ถือมาไปตรวจสอบ ซึ่งในนั้นมีทั้งบัตรสื่อมวลชนผ่านเข้าออกทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา บช.น. และบัตรอนุญาตสถานที่ราชการหลายใบ รวมทั้งบัตรพนักงานหนังสือพิมพ์ข่าวสดด้วย

กลุ่มชายฉกรรจ์ได้นำกระเป๋าไปตรวจค้น จากนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งบอกว่าให้ปล่อยแขน และพูดในทำนองขอร้องอย่าถ่ายภาพบริเวณดังกล่าว เนื่องจากนายสั่งห้ามไว้ โดยมีการเล่าถึงเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ของทำเนียบรัฐบาลเคยลอบเข้ามาบริเวณนี้ครั้งหนึ่ง ซึ่งฟังไม่ค่อยได้ศัพท์ แต่จับใจความได้ว่า เมื่อครั้งที่กลุ่มพันธมิตรฯ เข้าบุกยึดทำเนียบรัฐบาล เจ้าหน้าที่บางคนคงจะลืมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และของมีค่าไว้ ภายหลังจึงได้แอบเข้ามาเพื่อเอาของตัวเองกลับไป แต่กลุ่มพันธมิตรฯ จับได้ และกล่าวหาว่ามาขโมยของ ทั้งยังกลัวว่าจะเป็นพวก นปก. แอบแฝงตัวเข้ามา รวมทั้งครั้งนี้ก็เข้าใจว่าตนเองจะเป็นสายของ นปก. หรือไม่ก็ขโมย แต่ก็ได้บอกปฏิเสธไปว่าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง

หลังจากนั้นได้โทรศัพท์ถึงบรรณาธิการข่าว โดยขออนุญาตไม่เข้าไปทำงานในทำเนียบรัฐบาลอีก แต่ก็ไม่มีประโยชน์ ไม่มีใครมารับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นว่ากี่ครั้งกี่หนแล้ว เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ที่ผ่านมาก็ไม่ใช่ครั้งแรก แต่รู้สึกว่าหนักกว่าทุกครั้งที่เคยเจอมาตลอดระยะการเข้ามาทำหน้าที่ของตนในกลุ่มพันธมิตรฯ

ส่วนสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ก็จะไม่ขอเข้าไปเรียกร้อง เพราะเห็นอยู่ว่าเรียกร้องไปก็ไม่ได้ออกมาช่วยอะไร ตั้งแต่ตอนที่ผู้สื่อข่าวหญิงหนังสือพิมพ์มติชนแล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะทำอะไรได้ เมื่อก่อนสังคมอาจจะคิดว่าวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นวิชาชีพที่ไม่มีใครกล้าแตะ ถือเป็นฐานันดรที่ 4 ปัจจุบันนี้บอกได้เลยว่าไม่มีความหมายแล้ว นาทีนี้ไม่มีใครช่วยได้ เห็นแล้วว่าฐานันดร 4 ก็ถูกกระทืบได้เหมือนกัน ถึงตอนนี้ตนได้สัมผัสถึงความเสื่อมถ่อยของกลุ่มคนพวกนี้มากขึ้นแล้ว

ด้านเพื่อนๆ ในวิชาชีพเดียวกันยังได้เตือนตนว่าอย่าใส่เสื้อที่เขียนว่า “คุกคามสื่อ” เพราะจะกลายเป็นภัยกับตนเอง และเมื่อเพื่อนๆ ได้ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนต่างก็โกรธแค้น และกล่าวต่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯ กันอย่างกว้างขวางถึงการกระทำที่เกินขอบเขต

ทั้งยังได้ปรึกษากันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดอย่างไร แต่มีเพื่อนๆ สื่อมวลชนก็บอกว่าอย่าพึ่งสมาคมสื่อเลย หวังอะไรไม่ได้ นอกจากนี้ได้ปรึกษาเรื่องดังกล่าวกับครอบครัว ซึ่งพ่อและแม่บอกว่าถ้าเลี่ยงทำงานกับกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ก็ควรทำ เพราะมันไม่คุ้มกันกับการที่จะเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงเพื่อให้ได้ภาพเหล่านั้น ที่สำคัญต้นสังกัดก็ไม่ได้รับผิดชอบ ไม่ได้คุ้มครองหากเกิดอะไรขึ้น

“หนังสือพิมพ์หัวสีไม่เคยสนใจหรอกว่าเราจะเป็นยังไง เขาไม่สนใจว่าเราจะเสี่ยงแค่ไหน ไม่เหมือนหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ที่หากเราเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงจนถึงแก่ชีวิตขณะปฏิบัติงาน เขาจ่ายเงินช่วยเหลือให้”

หากคิดในทางมุมกลับกัน ก็ต้องยอมรับว่าผู้ใหญ่สมประโยชน์กัน จึงไม่เข้ามาดูแลชีวิตความปลอดภัยของพนักงาน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็มีเพื่อนๆ พี่น้องในวงการที่สนิทกันโทรศัพท์มาถามหลายคน และบางคนก็เห็นว่าอาจจะเป็นเพราะกลุ่มนักรบศรีวิชัยกำลังเมายาเสพติดอยู่ เพราะสื่อมวลชนหลายคนต่างรู้กันดีว่ามียาเสพติดระบาดในกลุ่มชุมนุมพันธมิตรฯ แพร่หลายมาก แต่ไม่มีสื่อมวลชนแขนงใดจะสามารถเขียนถึงได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ทราบก็จริงแต่ไม่สามารถหาหลักฐานได้

จากนี้ไปก็จะระวังตัวมากขึ้น แต่จะให้เลิกปฏิบัติหน้าที่ไปเลยคงทำไม่ได้ ถ้าหัวหน้าสั่งมาก็ต้องทำต่อไป


ตุลาการ (Magazine) (คอลัมน์ : ฤๅจะเป็นเมืองนอกกฎหมาย)


คอลัมน์ : ฤๅจะเป็นเมืองนอกกฎหมาย

ดูเหมือนว่าประเทศไทยในห้วง 3 ปี ที่ผ่านมาตุลาการจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยในการบริหารราชการแผ่นดิน และอีกไม่นานนับจากนี้ บทบาทของตุลาการก็จะยิ่งมีความสำคัญยิ่งขึ้น เนื่องด้วยสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องและเกิดขึ้น จะต้องนำไปสู่การใช้อำนาจของตุลาการอีกครั้ง และแน่นอนว่าบทบาทและการใช้อำนาจของสถาบันแห่งนี้ ย่อมจะทำให้เป็นจุดเปลี่ยนอันสำคัญอีกครั้ง

ตามหลักสากลตุลาการมีหน้าที่ตัดสินของพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างคู่กรณีทั้งสองฝ่าย โดยนำหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาปรับใช้ให้เข้ากับรูปคดีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแกคู่กรณีอย่างที่สุดดังนั้นตุลาการจึงเป็นที่พึ่งของประชาชน โดยหวังว่าเมือมีคดีความเกิดขึ้นแล้ว จะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม

ในศตวรรษที่ 18 แนวคิดทางปรัชญาต่างๆ ได้ทำให้บทบาทของตุลาการเด่นชัดขึ้น โดยกำหนดว่าตุลาการจะต้องเป็นบุคคลที่ไร้มลทินและเป็นคนตรงตามแนวคิดแบบเสรีนิยมและเรียกอำนาจดังกล่าวว่าอำนาจตุลาการ ตั้งอยู่บนข้อสมมติฐานแห่งความยุติธรรม โดยอยู่ภายใต้หลักแห่งความเป็นอิสระของตุลาการในการวินิจฉัยข้อพิพากว่า ไม่มีองค์กรอื่นใดมาแทรกแซงการใช้อำนาจดังกล่าวได้ และตุลาการจะต้องนำกฎหมายมาใช้ปรับแก่คดีเพื่อก่อให้เกิดความยุติธรรม

กฎหมายตามแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งที่ยุติธรรมและเป็นผู้ปกป้องแก้เสรีภาพ ดังนั้นตุลาการจึงเปรียบเหมือนสัญลักษณ์ของกฎหมายและเป็นหลักประกันที่ดี สำหรับเสรีภาพของประชาชน ดังนั้น โดยหลักการแล้วจะเห็นได้ว่าจากกฎเกณฑ์ของกฎหมายไปยังการตัดสินหรือคำพิพากษาของศาล ซึ่งก็คือการใช้อำนาจของตุลาการในการตีความกฎหมายและปรับข้อเท็จจริงแห่งคดีกับตัวกฎหมายจะต้องปราศจากการแทรกแซงจากองค์กรอื่น ซึ่งเป็นไปตามหลักความเป็นอิสระของตุลาการ ดังนั้นสถาบันตุลาการจึงเป็นองค์กรที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอันสำคัญที่สุด เพราะองค์กรตุลาการไม่ว่า ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือ ศาลรัฐธรรมนูญ มีความสำคัญเกี่ยวกับการควบคุมความชอบด้วยกฎหมายเป็นหลักประกันได้ดีกว่าระบบอื่นๆ ด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้

1.ศาลหรือองค์กรตุลาการมีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

2.เมื่อราษฎรได้ยื่นคำฟ้องอย่างถูกต้อง ศาลมีหน้าที่ต้องพิจารณาและพิพากษาคดีเสมอ จะปฎิเสธไม่พิจารณาพิพากษาคดีไม่ได้

3.วิธีพิจารณาคดีของศาลเป็นไปอย่างเปิดเผยเปิดโอกาสให้สาธารณชนฟังการพิจารณาได้

4.ศาลต้องให้เหตุผลประกอบคำพิพากษาเสมอ

ศาลรัฐธรรมนูญ นับเป็นศาลที่มีบทบาทสำคัญในสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่วินิฉัยว่ากฎหมายที่ตราขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่เป็นองค์กรที่มีหน้าที่ในการพิทักษ์ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากการตรากฎหมายของรัฐ ซึ่งเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดถึงการดำรงอยู่หรือการยุติของสภาบันการเมือง เช่น พรรคการเมือง ตำแหน่งสำคัญของสถาบันการเมือง เช่น นายกรัฐมนตรี

ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินคดี “ชิมไปบ่นไป” ของอดีตนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ปรากฏขึ้น ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ตามอารมณ์และหลักการทางวิชาการ

กรณีที่มีความเห็นกันอย่างเป็นนัยยะสำคัญก็คือการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะนักนิติศาสตร์ หลายคนได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าการตีความของศาลรัฐธรรมนูญไม่น่าจะชอบตามหลักการตีความกฎหมาย ซึ่งกรณีดังกล่าวนั้นก็คงจะต้องว่ากล่าวกันต่อไปในแวดวงวิชาการ

แต่ดูเหมือนว่า จากการตีความของศาลรัฐธรรมนูญนั้นเอง กลับเป็นเหมือนคมหอกที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงเอากับศาลรัฐธรรมนูญเสียเอง เพราะเมื่อต่อมามีการหยิบยกกิจวัตรปฏิบัติของตุลาการบางคนที่ดูเหมือนจะไม่ต่างไปกับตัวผู้ถูกตัดสิน คือ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าว คือ ตุลาการคนนั้น ไปเป็นลูกจ้างตามความหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความไว้นั้น และเมื่อคุณสมบัติของคนจะเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว เหมือนกับคนจะเป็นนายกรัฐมนตรีสังคมจึงตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดจนวันนี้ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆ จากตุลาการคนนั้น

ดังได้กล่าวแล้วข้างต้นว่า ตุลาการจะต้องเป็นบุคคลที่ไร้มลทินและเป็นคนตรง แต่กรณีที่ปรากฏตุลาการดังกล่าวถูกตั้งข้อสังสัยว่าทำผิดกฎหมายอยู่ จึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรงหากจะให้ดำรงตำแหน่งอันสำคัญเช่นนี้ต่อไป

อย่าปล่อยให้ข้อสงสัยยืดเยื้อยาวนาน เพราะยิ่งนานวัน เกียรติยศเกียรติศักดิ์ของเอกบุรุษก็จะเสื่อมทรามลง พิสูจน์ความจริงเสียแต่วันนี้ เพื่อปกป้องสถาบันอันสำคัญมิให้มัวหมองเพราะคนคนเดียว

ศุภชัย ใจสมุทร


วิกฤติการเงินโลก (คอลัมน์ : วิเทศทรรศน์)


คอลัมน์ : วิเทศทรรศน์

แล้วก็ต้องตระหนักรู้ในพระไตรลักษณ์อีก เมื่อเราได้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเกิดขึ้นในระบบการเงินของโลก จนกิจการขนาดมหึมาชนิดที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดอะไรขึ้นแม้แต่รอยขีดข่วนกลับถึงแก่กาลอวสานลงอย่างไม่เป็นท่า ไม่ต่างอะไรกับเรือไททานิคที่ทุกคนเซ็งแซ่กันว่าเป็น “เรือที่ไม่มีวันจม”

ผมกำลังพูดถึงการประกาศล้มละลายของ เลแมน บราเธอร์ส ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อการลงทุนและการเงินของโลก ผู้ยิ่งใหญ่อันดับสี่ของสหรัฐอเมริกา และการขายกิจการ เมอร์ริล ลินช์ ให้กับธนาคารแห่งอเมริกา (ซึ่งไม่ใช่ธนาคารชาติ แต่เป็นธนาคารเอกชนรายใหญ่รายหนึ่ง) ซึ่งเกิดขึ้นในวันเดียวกัน

มิหนำซ้ำ กิจการประกันภัยที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ คือ เอไอจี ก็กำลังซวนเซอย่างหนักชนิดจะม้วนเสื่อได้ทุกเวลาอีกด้วย

เหตุการณ์ขนาดมโหฬารนี้กำลังเกิดขึ้นกับประเทศที่ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ต้องยอมรับว่าเขาคือพญาอินทรีของโลกในด้านนี้

ทั้งสามบริษัทเป็นมาตรฐานด้านการเงินและการลงทุนของโลกมานานนักหนา ขนาดนักวิเคราะห์ของสามบริษัทนี้มีความเห็นอย่างไร โลกก็แทบจะหมุนตาม ราวกับเป็นผู้วิเศษอย่างไรก็อย่างนั้น

วันนี้ “ผู้วิเศษ” โผล่พรวดมาประกาศว่าเอาตัวเองไม่รอด โลกก็ตะลึงลานกันไป

ปฏิกิริยาแห่งความตระหนกนั้นก็ชัด อย่างปัญหา เลแมน บราเธอร์ส ที่เกิดอย่างฉับพลัน เมื่อไม่สามารถระดมทุนใหม่มาแก้ไขปัญหาหนี้เสียของตนเองได้ทันท่วงที ความกระทันหันส่งผลให้ตัวเลขซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ตกกันระนาวกราวรูด โดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรปที่ได้สร้างสถิติวันซื้อขาย (trading day) ที่เลวที่สุดนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ก่อการร้าย 9/11 เป็นต้นมา

ตลาดนิกเคอิ 225 อินเด็กซ์ของญี่ปุ่น ตกทันที 4.7% หลังเปิดตลาด ในขณะที่ตลาดเกาหลีใช้เวลาเพียง 20 นาทีก็ตกลงไปทันกันที่ 5%

ตลาดไทยก็ตก แต่เพราะเมืองไทยกำลังเกิดวิกฤติในบทแรกๆ ของความเป็นประเทศกำลังเถียงกันว่ามวลอำมาตย์หรือประชาชนมีอำนาจชี้นำทิศทางของประเทศนี้มากกว่ากัน กระแสอนุรักษ์นิยมล้าหลังทำให้เรายังก้าวไม่ถึงบทหลังๆ อย่างของเขา ก็เลยไม่มีใครสนใจนักว่าวิกฤติการเงินของโลกเที่ยวนี้จะนำเราไปสู่อะไร

ทั้งที่เป็นเทวทูตที่จรมาเตือนให้เตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมประเทศกันได้แล้ว

ตราไว้เลยนะครับ การล้มคว่ำหรือใกล้ล้มคว่ำของบริษัททั้งสามไม่ใช่ปัญหาของประเทศเดียวคือสหรัฐอเมริกา แต่เป็นปัญหาของระบบการเงินโลกทั้งหมด เหตุผลก็ง่ายๆ คือทั้งสามบริษัทเป็นกิจการที่ดูดเอาเงินตราและทรัพย์สินของโลกไปรวมกันไว้มากมายมหาศาล เพราะลูกค้าที่ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือประเทศเขาไว้วางใจว่ามีความสามารถในการวิเคราะห์และพยากรณ์เศรษฐกิจโลกมากที่สุดและอยู่ในประเทศที่มีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุด เชื่อกันเหลือเกินว่าเป็น “เรือที่ไม่มีวันจม”

วิกฤตการณ์ที่เขาเรียกกันว่า “การบดขยี้ทางเครดิต” หรือ “Credit Crunch” ครั้งนี้ ดูจะเกินกำลังของรัฐบาลสหรัฐไปมาก เพิ่งเห็นประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ออกมาแถลงเสียงอ่อยๆ หน้าตาเคร่งเครียดว่าขอให้ชาวอเมริกันและชาวโลกอย่าได้เป็นกังวล รัฐบาลจะทำทุกอย่างเต็มกำลังเพื่อไม่ให้เหตุการณ์นี้ลุกลามใหญ่โตไปเป็นเศรษฐกิจล้มละลายในวงกว้าง แต่แล้วก็ไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมหรือน่าเชื่อถือใดๆ ออกจากปากของคนที่เป็นทั้งประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาลของประเทศนั้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เฮนรี่ โพลสัน ก็ออกมาย้ำว่ารัฐบาลสหรัฐจะไม่นำภาษีอากรของคนอเมริกันไปอุดหนุนการขาดทุนของ เลแมน บราเธอร์ส เป็นอันขาด เพราะเห็นว่าเป็นความล้มเหลวของบริษัทเป็นการส่วนตัวและจะไม่ส่งกระทบในวงกว้าง

ส่วน เบ็น เบอร์นานกี้ ประธานกองทุนสำรองสหรัฐหรือผู้ว่าการธนาคารแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีบทบาทอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง ยังไม่แสดงจุดยืนอะไรชัดเจนนักในจังหวะแรกนี้

ถามว่าเรื่องจะกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร ก็ต้องบอกว่าจะกระทบมาก เช่นเดียวกับผลที่ทั่วโลกจะได้รับ แต่มีเหตุผลบางประการที่เตือนว่าเศรษฐกิจของราชอาณาจักรไทยอาจได้รับความเสียหายมากกว่าเขา

ส่วนที่กระทบในลักษณะเดียวหรือคล้ายกับเศรษฐกิจโลกนั้น ก็คือบริษัทและประเทศลูกค้าที่สูญเสียเงินลงทุนและรายได้ที่พึงมีพึงเป็น อย่างน้อยก็คือค่าเสียโอกาส เพราะถ้าลงทุนอยู่ที่อื่นก็อาจจะไม่เป็นเช่นนี้ ลูกค้าเหล่านี้ซึ่งล้วนเป็นผู้เล่นหลักๆ ในเกมเศรษฐกิจโลก อาจจะถูกบังคับโดยกระเป๋าที่เบาโหวงให้วางแผนการลงทุนอย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น ไปลงทุนทำการค้าในประเทศใดก็จะลงเงินเพื่อประกันความเสี่ยงมากขึ้น ประเทศไหนที่เสี่ยงเกินไปก็จะระงับหรือเลื่อนการลงทุนไปโดยไม่มีกำหนด

ประเทศที่ “เสี่ยง” เกินไปในขณะนี้ นักลงทุนโลกเขาได้รวมเมืองไทยเข้าไปด้วยแล้วนะครับ

การส่องกล้องมาที่เมืองไทยแล้วก็เมินหน้า กลับหันไปทางจีน เวียดนาม หรือแม้แต่อินโดนีเซีย ในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเสียแล้ว แต่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง

ผู้มีอำนาจในประเทศที่ออกจะมั่นใจในอิทธิพลบารมีของตนเองว่าสามารถกวาดล้างศัตรูทางการเมืองได้อย่างเกลี้ยงเกลาหมดจด โดยใช้นักกฎหมายโสเภณีบ้าง พรรคการเมืองวิสัยทาสบ้าง ฝูงชนบ้าคลั่งบ้าง สื่อมวลชนและนักวิชาการที่เล็มกินอาหารจากมือ (ที่มองไม่เห็น) ของเขาบ้างเป็นเครื่องมือนั้น ต้องหัดส่องกระจกดูเงาตัวเองให้เกิดความสำนึกขึ้นเสียบ้างว่า ความตกต่ำของประเทศในสายตาของอารยชนโลกนั้นมันเริ่มที่จุดไหน

บอกให้ก็ได้ครับ เมื่อทำให้เกิดการทำลายประชาธิปไตยเมื่อวันอังคารที่ 19 กันยายน 2549 นั่นแหละ เพราะก่อนหน้านั้นประเทศนี้เติบโตมาตลอดไม่มีทีท่าว่าจะตกต่ำเลย แต่มาตกต่ำเพราะท่านผู้มีใจสูงทั้งหลายควบคุมโทสะจริตและโมหะจริตของตนไม่อยู่

วิกฤตการณ์สถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาเที่ยวนี้จะกระทบไทยมากกว่าหลายประเทศเพราะผู้มีอำนาจจริงในเมืองไทยมีปัญหาเฉพาะตัวอย่างแรง

นั่นคือโลกแคบและเห็นแก่ตัวสูงเกินไป

จักรภพ เพ็ญแข


แด่...“ณรงศักดิ์ กรอบไธสง”สู่สุคติ นิรันดร์กาล...(คอลัมน์ : ส่ง...วีรชนกลับบ้าน)


คอลัมน์ : ส่ง...วีรชนกลับบ้าน

ภาพระหว่างการเดินทางไป อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี บ้านของวีรบุรุษประชาธิปไตย “ณรงศักดิ์ กรอบไธสง” เพื่อบำเพ็ญกุศลที่บ้านอย่างสมเกียรติ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 13 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา

โดยมีขบวนรถแห่นำศพอย่างสมเกียรติ และได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนที่อยู่ข้างทาง เมื่อได้ยินเสียงของรถเครื่องเสียงต่างพากันออกมาดู และโบกไม้โบกมือให้กำลังใจ บ้างก็ยกนิ้ว ปรบมือ บ้างก็ตะโกนสู้ๆ ให้กับขบวนแห่ ตลอดทางที่ผ่านไปทางถนนประชาชื่น เทเวศร์ และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

โดยขบวนรถกว่า 100 คัน ได้ขับวนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 3 รอบ และประกาศให้รถทุกคันช่วยกันบีบแตรเพื่อเป็นเกียรติกับวีรชนคนกล้าที่จากไป ก่อนมุ่งหน้าสู่ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี เพื่อทำพิธีบำเพ็ญกุศลที่บ้าน ก่อนจะทำพิธีฌาปนกิจศพ ในวันที่ 21 กันยายน 2551 อย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติวีรบุรุษประชาธิปไตย

ขอบคุณ ภาพจาก “WaSaBi”
www.newskythailand.com


กรณี “สมัคร-จรัญ”กรณีศึกษาบรรทัดฐานศาล รธน. (คอลัมน์ : สะกิดกระบวนการยุติธรรม)


คอลัมน์ : สะกิดกระบวนการยุติธรรม

ก่อนอื่นต้องบอกว่ารู้สึกเสียใจครับกับ คุณสมัคร สุนทรเวช ที่กลายเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทยไปแล้ว หลังจากเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำพิพากษาให้พ้นจากตำแหน่งไปเรียบร้อยโรงเรียนวัดดอนยายหอมครับ เนื่องจากขาดคุณสมบัติ เพราะไปจัดรายการทำกับข้าวโชว์หน้าจอทีวี ชื่อรายการ “ชิมไปบ่นไป” กับ “ยกโขยงหกโมงเช้า”

คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นำโดย นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยกรณี ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอ ส.ว. จำนวน 29 คน และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะผู้ต้องที่ 1-2 ตามลำดับ เพื่อขอให้วินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีของคุณสมัคร สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2550มาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) และมาตรา 267 ประกอบ 182 วรรคสาม และมาตรา 91 โดยมีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว. สรรหา ฝ่ายผู้ร้องที่ 1 และผู้แทนผู้รับมอบอำนาจของ กกต. ผู้ร้องที่ 2 ส่วนฝ่ายผู้ถูกร้องมี นายธนา เบญจาธิกุล ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจากนายสมัครมาฟังคำวินิจฉัย

ประเด็นมีอยู่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญ กลับอ้างอิงคำวินิจฉัยจากความหมายของคำว่า “ลูกจ้าง” จากการถอดความมาจากพจนานุกรม แทนที่จะอ้างอิงตัวบทกฎหมายข้างเคียง โดยศาลให้เหตุผลว่า คำว่า ลูกจ้าง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 มีความหมายกว้างกว่าคำนิยามของกฎหมายอื่น โดยต้องแปลตามความหมายทั่วไป ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ได้ให้ความหมายของคำว่า ลูกจ้าง หมายถึง ผู้รับจ้างทำการงาน ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้าง โดยได้รับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร โดยมิคำนึงถึงว่า จะมีการทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ หรือได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าจ้าง สินจ้าง หรือค่าตอบแทนเป็นค่าจ้าง สินจ้าง หรือค่าตอบแทนในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินอย่างอื่น

หากมีการตกลงเป็นผู้รับจ้างทำการงานแล้ว ย่อมอยู่ในความหมายของคำว่า ลูกจ้าง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 ทั้งสิ้น

อาศัยเหตุผลข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์จึงวินิจฉัยว่า ผู้ถูกร้องกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 มีผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7)

ดังนั้น เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 จึงเป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรคหนึ่ง (1) แต่ด้วยความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีเป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ทำให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่เหลือ จึงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181

จากกรณีดังกล่าว ทำให้มีหลายฝ่ายออกมาตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว บุคคลอื่นๆ ที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นหนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เช่น นายจรัญ ภักดีธนากุล อาจมีคุณสมบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 207 และ 209 เนื่องจากดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยรัฐ และเอกชน

อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน ซึ่งมีลักษณะต้องห้ามคล้ายกับ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี เฉกเช่นเดียวกันหรือไม่

แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีกลุ่มที่ต่อต้านนายสมัคร ทั้ง ส.ว. หรือใครก็ตามหยิบยกเอาประเด็นปัญหาคาใจนี้ขึ้นมาร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญบ้าง …?

ล่าสุด เพิ่งมีอดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) นายเสรี สุวรรณภานนท์ ออกมาให้สัมภาษณ์ตีความถึงประเด็นข้อแตกต่างของคุณสมบัติของนายสมัครกับนายจรัญ แบบชนิดไปคนละทางครับ

คุณเสรีให้ข้อคิดเห็นว่า แม้ทั้ง 2 กรณีจะมีลักษณะคล้ายกัน แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว แตกต่างกัน เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเห็นว่า การสอนหนังสือ ถือเป็นเสรีภาพทางวิชาการ ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 ให้การรับรองว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพทางวิชาการ การศึกษาอบรม การเรียน การสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ และการสอนหนังสือดังกล่าวเป็นลักษณะอาจารย์พิเศษครับ ไม่ใช่ลูกจ้าง แหม…!

สรุปเสร็จสรรพปิดประตูช่วยกันอย่างนี้แล้ว คงไม่รู้จะพูดสาธยายอะไรอีกนะครับ ก็ได้แต่เพียงว่า หากนักกฎหมายปกครองท่านใดที่รู้จริง ลึกซึ้งในประเด็นข้อกฎหมายนี้ ก็อยากจะให้ออกมาช่วยกันชี้แจงแถลงไขให้สังคมหายข้องใจกันเสียที เพราะตัวนายจรัญจะได้ดำรงอยู่ในตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างสง่างามยังไงล่ะครับ สวัสดี

พ.วิพากษ์

พุทโธ่...พาลทะมิด รอฟังเสียงระฆังหมดยก

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

“แพ้” เรื่องเล็ก “หน้าแหก” เรื่องใหญ่

“แพ้” ได้แต่ไม่ยอมรับว่า “แพ้”

คืออาการแน่ชัดของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อต่อต้านประชาธิปไตย” เวลานี้

การยึดทำเนียบรัฐบาลซึ่งเป็นสถานที่ทำงานและสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐ อาจนำมาซึ่งความฮึกเหิมคึกคักในวันแรกที่ปฏิบัติการสำเร็จ

แต่ความผิดพลาดจากการบุกยึด “เอ็นบีที” ไม่สำเร็จ ก็เปรียบเสมือนแผลสดที่ได้มาพร้อมกัน จึงทำให้เป็นชัยเกือบชนะที่มีแต่ความด่างพร้อยและกลืนไม่ลง...

ถึงวันนี้ เวลาได้พิสูจน์แล้วว่าการบุกยึดทำเนียบไปปิดประตูขังตัวเองอยู่ในสถานที่เท่าแมวดิ้นตายตรงนั้น มันกลายเป็นไม่มีความหมายอะไรเลย นอกจากจะเป็นที่ซ่องสุมคนประเภทที่ “สั่งการไม่ได้” ตามปากคำของ นายสุริยะใส กตะศิลา แล้ว ยังกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ “ทัศนอุจาด” เสื่อมทรามทั้งรูป ทั้งกลิ่น

ไม่มีอะไร ตรงไหน บ่งบอกถึงราศีความเป็นวีรบุรุษวีรสตรีแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนไปสู่ “การเมืองใหม่” อย่างที่กล่าวอ้างแม้แต่น้อย

โดยเฉพาะเมื่อ “การเมืองใหม่” 70 : 30 กลายเป็น “จุดอ่อน” ให้คนเขาสงสัย ตั้งคำถาม สับสน และไม่เข้าใจ...ก็ยิ่งยืนยันได้ว่าคณะปฏิวัติที่ไม่มี “โมเดล” หรือรูปแบบการเมืองมานำเสนอได้อย่างแท้จริงนั้น มีแต่การปฏิวัติที่บ้าบอและห่วยแตกเท่านั้น ไม่ว่าจะปฏิวัติโดยกองทัพทหารหรือกองทัพประชาชนก็ตามที

และเพราะถูกด่าไปสามบ้านเจ็ดบ้านเช่นนี้ จึงต้องออกมาแก้เกี้ยวลดเลี้ยวลิ้นด้วยข้ออ้างซ้ำซากว่า การเมืองใหม่เป็นแค่ข้อเสนอนำทาง ยังไม่แน่นอนตายตัว ต้องรอการระดมความเห็นจากหลายๆ ฝ่ายด้วยเสียก่อน…

เป็นการกลับกลอกเพราะเห็นว่าข้อเสนอของตัวเองเป็นจุดอ่อนให้โดนด่าทั่วทิศโดยแท้ จึงกลับลำกันแทบไม่ทันทั้งที่อุตส่าห์เก็งมาแล้วดิบดีว่าประชาสังคมต้องขานรับโมเดล 70 : 30 เป็นแน่

ยิ่งสู้ก็ยิ่งเห็นแต่นักศึกษาอ่อนหัด อ่อนโลก อ่อนวัย อ่อนปัญญาเข้าร่วม ขณะที่ปัญญาชนนักวิชาการเริ่มกระเถิบกายหนี

นักศึกษาพวกนี้ก็ทำขายหน้าพอกัน เพราะถามถึงการเมืองใหม่จุดขายสูงสุดของพันธมิตรฯ ก็ตอบไม่ชัด ตอบไม่ได้กันสักคนว่ามันคืออะไร...

ปัดโธ่...ถ้ายังไม่รู้ว่า “จะเอาอะไร” แล้วจะมาประท้วงทำไมให้ประชาชนเขาเดือดร้อน มันน่าจับเขกกะโหลกด้วยกะลาเสียจริงพับผ่า....

เลยกลายเป็นว่าเวลานี้ ‘พันธมิตรต่อต้านประชาธิปไตย’ ไม่มีอะไรเป็นเนื้อเป็นหนังเป็นความหวังให้สังคมจับต้องได้ มีแต่มหกรรม “ถุยกันมา ขากกันไป” แถจนสีข้างสึกไปถึงซี่โครงโน่นแล้ว...

แม้แต่การตั้งโต๊ะแถลงข่าวรายวันในทำเนียบ ก็มีแต่ร่องรอยของความไม่พร้อมไม่เข้าใจกันปรากฏให้เห็น จากที่เคยให้เด็กอย่าง สุริยะใส กตะศิลา ซึ่งเป็นผู้ประสานงานแถลงเอง ก็ต้องให้คนระดับ จำลอง ศรีเมือง หรือ พิภพ ธงไชย มาออกหน้า

แล้วยังเป็นการออกมาพูดหักหน้าว่า “ยะใส” พูดเองเออเอง ไม่ใช่มติพันธมิตรฯ อีกต่างหาก...ทั้งที่ วันๆ ก็อุดอู้อยู่แต่ในทำเนียบ ออกไป “ลัลล้า” ที่ไหนก็ไม่ได้ แล้วทำม้ายยย...ทำไม ไม่มีเวลา “พุดคุยปรึกษาหารือ” กันให้ดีก่อนให้ข่าว...

หรือต้องการโชว์สปิริตว่าพันธมิตรฯ มีเสรีภาพทางความคิด จึงให้ความเห็นกันคนละแปดทิศสิบทาง เอาให้จับใจความไม่ได้กันไปเลย...

ความแห้ง ความเหี่ยว ความหดหายทั้งกำลังทรัพย์ กำลังสมองและกำลังแห่งสัจจะ จึงมีแต่ทำให้ “พันธมิตรประชาชนเพื่อต่อต้านประชาธิปไตย” แพ้ภัยตัวเองอย่างที่เห็น

เปรียบเหมือนนักชกที่ตาปูด กรามหัก คิ้วแตก เลือดเข้าตาจนมองไม่เห็นว่ามิตรอยู่ไหน ศัตรูอยู่ไหน ความดีอยู่ไหน ความจริงอยู่ไหน และ ทางลงเวทีของกูอยู่ตรงไหน(วะ)...รอเวลาให้ใครก็ได้ช่วยมาอุ้มหรือกระชากลงที เพราะลงเองไม่ได้ กองเชียร์เยอะ รอเหยียบย่ำก็เยอะ...เดี๋ยวเสียฟอร์ม

ส่วนเราๆ ท่านๆ ที่เป็นคนดูก็ไม่ต้องทำอะไรรุนแรง…

เอาแค่นับถอยหลัง รอเสียงระฆัง “หมดยก” ก็พอ