WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 23, 2008

'ชูศักดิ์' ยอมรับถูกปรับออก รมว.สำนักนายกฯ


"ชูศักดิ์"ยอมรับถูกปรับออกจากรมต.สำนักนายกฯ เพราะนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีอำนาจตัดสินคนเดียว ยืนยันไม่น้อยใจ เพราะทำงาน 7 เดือนถือว่าพอแล้ว

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รักษาการ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน และประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย ได้เดินทางเข้าพรรคโดยได้ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวถูกวางตัวให้เป็น รมว.ศึกษาธิการ ว่ายังไม่มีชื่อ เป็นโผจากสื่อมวลชน ซึ่งเข้าใจว่านายกฯ คงมองคนอื่นไว้ ก็ไม่เป็นไร ส่วนตัวคงกลับมาทำงานให้พรรค ดูแลด้านกฎหมายและมาช่วยเรื่องคดียุบพรรค ก็จะได้ทำอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า ค่อนข้างแน่นอนแล้วใช่ไหมว่าไม่มีชื่อในโผ ครม.ชุดนี้ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า คิดว่าอย่างนั้น ตนนี้ไม่มีชื่อแล้ว นายกฯ คงดูด้วยความรอบคอบแล้ว ที่ผ่านมาทำงานในหน้าที่มา 7 เดือน ถึงเวลาพักผ่อนมาช่วยงานพรรค ไม่ได้รู้สึกน้อยใจอะไร คิดว่าเป็นธรรมดา ที่ผ่านมาก็เหนื่อยเต็มที่แล้วก็ให้คนอื่นทำหน้าที่ไปแทน ส่วนที่มีรายชื่อปรากฏตามสื่อนั้นเป็นเพียงการคาดการณ์ของสื่อเพราะคิดว่าปัจจัยการตั้ง ครม.มีปัจจัยหลายเรื่องทั้งพรรคร่วม เรื่องโควต้า

เมื่อถามว่าการจัดตั้ง ครม.ครั้งนี้ นายกฯ เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจคนเดียวใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า มีปัจจัยหลายอย่าง ก็มีการหมุนเวียนกันไป คนที่เคยเป็นการผลัดเปลี่ยนเข้ามาทำหน้าที่ซึ่งได้ทำหน้าที่มา 7เดือนก็พอแล้ว ซึ่งทราบมาหลายวัน มีการประสานภายในว่าจะไม่มีชื่อใน ครม. เราก็เฉยๆ ปล่อยให้สื่อวิจารณ์กันไป

เมื่อถามอีกว่า ทราบว่าคนที่เข้ามาทำหน้าที่แทนเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย นายชูศักดิ์กล่าวว่า คนที่เข้ามาทราบว่าเป็นนายสุขุมพงษ์ โง่นคำ ก็ทำงานด้านกฎหมาย มีความรู้ มีความสามารถ ขอเอาใจใช่วยให้ทำงานให้เต็มที่ไปด้วยดี แต่ฝากว่ามีร่างกฎหมายค้างอยู่ในยสภาหลายฉบับก็ต้องดูแลต่อไป และต้องคิดเรื่องการปฏิรูปการเมืองไปด้วย

“สุชาติ” ยอมรับนั่ง ก.คลัง แต่ยังอุบเก้าอี้รมว.หรือ รมช.

"สุชาติ ธาดาธำรงเวช" ตอบรับคำเชิญนั่ง คลัง แต่ยังอุบเก้าอี้รมว.หรือ รมช. เครื่องร้อนเตรียม กระตุ้นการลงทุน พร้อมแก้ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่จะกระทบต่อการส่งออกของไทย

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมช.คลัง กล่าวยอมรับว่า ได้รับการทาบทามเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว และได้ตอบรับการทำงานร่วมกับครม.ใหม่แล้ว แต่ยังไม่ขอให้รายละเอียดว่าเป็นตำแหน่ง รมว.คลัง หรือ รมช.คลัง

"ผมได้รับการทาบทามเป็น รมต. แต่ไม่ขอบอกว่าเป็นตำแหน่งใด ขอให้รอพระบรมราชโองการก่อน ซึ่งไม่ว่าตำแหน่งใดผมก็พร้อมทำงานเพื่อเข้ามาช่วยประเทศชาติ"นายสุชาติ กล่าวกะบ"อินโฟเควสท์"

นายสุชาติ กล่าวว่า งานเร่งด่วนที่ต้องเข้ามาสานต่อของกระทรวงการคลัง คือการกระตุ้นศก.ทั้งภาคการลงทุน การบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่จะกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยในปลายปีนี้ ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงบ้าง

ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งออกมากระตุ้นการลงทุนและการบริโภค ทั้งการเดินหน้าโครงการลงทุนเมกะโปรเจ็คต์ วงเงินรวม 1.9 ล้านล้านบาท โดยภายในสิ้นปีนี้รัฐบาลน่าจะออกมาประกาศแผนการลงทุนเมกะโปรเจ็คต์ 5 ด้าน พร้อมแผนการระดมเงินลงทุนที่ชัดเจน

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ทั้งงบลงทุน และงบรายจ่ายประจำ เพื่อมาชดเชยภาคการส่งออกที่จะชะลอ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ดีที่สถานการณ์การเมืองในประเทศขณะนี้เริ่มคลี่คลายและมีทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้นักลงทุนและประชาชน กลับมามีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยมากขึ้นด้วย


“สุทิน” เผยรายชื่อ ครม. พ้นมือนายกฯ แล้ว เหลือเพียงตรวจสอบเพื่อทูลเกล้าฯ


รองโฆษกพรรคพลังประชาชน "สุทิน คลังแสง" เผย รายชื่อคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้นแล้ว ร้อยเปอร์เซ็นต์เหลือตรวจสอบเพื่อเตรียมนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม

นายสุทิน คลังแสง รองโฆษกพรรคพลังประชาชน เปิดเผยภายหลังเข้าพบ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่บ้านพักว่ารายชื่อคณะรัฐมนตรีเสร็จเรียบร้อยแล้ว 100 เปอร์เซ็นต์ ครบทุกพรรค และรอการนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย พร้อมระบุว่า โผที่ออกมาจากสื่อมวลชนมีความผิดพลาดอยู่มาก เพราะรัฐมนตรีปิดเป็นความลับดีมาก และได้คิดอย่างรอบคอบแต่ไม่ถึงกับกดดัน แม้น้ำหนักจะลดลงไปบ้าง ทั้งนี้ ยังปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่า มีบุคคลภายนอกกี่คน แต่ระบุว่า มีอยู่ผสมผสานกันโดยโควตาไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่เน้นที่ความสามารถ

รองโฆษกพรรคพลังประชาชน ยังยอมรับว่า คณะรัฐมนตรีชุดนี้มีข้อจำกัดมาก แต่เน้นที่เสียงของสังคมเป็นหลัก

อสส.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรรค ชาติไทย-มัชฌิมาธิปไตย พรุ่งนี้


อัยการสูงสุด ได้ฤกษ์ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรรค ชาติไทย-มัชฌิมาธิปไตย พรุ่งนี้ ชี้สำนวนคดียุบพรรคการเมืองทั้งสองคณะทำงานได้แยก 2 สำนวน เนื่องจากความผิดต่างกัน

นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ รองอัยการสูงสุด ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานอัยการ พิจารณาสำนวนคดียุบพรรคชาติไทยและ พรรคมัชฌิมาธิปไตย เปิดเผยว่า ล่าสุด นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด ได้ลงนามคำสั่งฟ้องยุบพรรคชาติไทย และ พรรคมัชฌิมาธิปไตยแล้ว หลังคณะทำงานอัยการ ได้เรียบเรียงคำฟ้อง และสรุปสำนวนคดีให้พิจารณา โดยในวันพรุ่งนี้ คณะทำงานอัยการจะนำสำนวนคดีไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยต่อไป

ขณะที่ นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ในฐานะคณะทำงานอัยการ เปิดเผยว่า สำนวนคดียุบพรรคการเมืองทั้งสองคณะทำงานอัยการได้แยกออกเป็น 2 สำนวน เนื่องจากความผิดต่างกัน ก่อนยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยการยื่นคำร้องในวันพรุ่งนี้ ต้องรอดูว่าคณะทำงานอัยการที่จะไปยื่นนั้น จะยื่นสำนวนคำร้องของพรรคการเมืองใดก่อน

พรรคเพื่อแผ่นดิน ป่วน ! “ม.ร.ว.กิติวัฒนา” เบรกสุวิทย์ร่วมครม.สมชาย1


ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน "ม.ร.ว.กิติวัฒนา" ต้องการให้ "พิเชษฐ์ ตันเจริญ" มีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีพร้อมวอน หัวหน้าพรรค อย่ารับตำแหน่ง

หม่อมราชวงศ์ กิติวัฒนา ปกมนตรี ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์ ระหว่างเปิดตัวหนังสือสายพระโลหิตในพระพุทธเจ้าหลวง โดยย้ำว่า ยังสนับสนุน ส.ส.กลุ่มบ้านริมน้ำ และต้องการให้ นายพิเชษฐ์ ตันเจริญได้รับตำแหน่งทำงานในคณะรัฐมนตรีต่อไป นอกจากนี้ อยากขอร้องให้ นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค อย่ารับตำแหน่งรัฐมนตรี ให้มาดูแลพรรค ดูแลเอาใจใส่ ส.ส. เพื่อให้พรรคมีสถานภาพมั่นคง เป็นปึกแผ่น

หม่อมราชวงศ์หญิง กิติวัฒนา ยังกล่าวถึง กรณี ส.ส.ภายในพรรค ไม่ให้การยอมรับหัวหน้าพรรคว่า จะมีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคหรือไม่ ส.ส. ในพรรคทั้ง 24 คน ต้องมาหารือกันและส่วนตัวยืนยัน จะไม่มีการย้ายพรรคแน่นอน

"คุณหญิงสุดารัตน์" ไขสือ ปัดร่วมปรับโผ ครม.สมชาย 1

อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ปฏิเสธการมีส่วนร่วมในการปรับโผคณะรัฐมนตรี และการต่อรองขอตำแหน่งของกลุ่ม กทม.

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ปฏิเสธการมีส่วนร่วมปรับคณะรัฐมนตรีสมชาย 1 พร้อมยืนยันกลุ่ม กทม.ไม่ได้เข้าไปต่อรองขอตำแหน่งใดๆ เพิ่มจากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามเห็นว่าบุคลิกของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เป็นคนประนีประนอม อาจช่วยให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้นได้

ส่วนกรณีที่มีบางกลุ่มเสนอแนวทางการเมืองใหม่นั้น เห็นว่าควรให้มีตัวแทนของแต่ละสาขาอาชีพคล้ายกับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี 2540 เปิดเวทีกลางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแก้ไขปัญหาทางการเมือง โดยไม่ใช้ความรุนแรง และเคารพมติของประชาชน

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ คุณหญิงสุดารัตน์ ได้เดินทางเข้ารายงานตัวต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัวและ 3 ตัว หรือหวยบนดินด้วย ซึ่งคดีดังกล่าวได้นัดพิจารณาคดีครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 26 กันยายนนี้

สส.เพื่อแผ่นดิน ขู่เคลื่อนไหวหากรายชื่อ ครม.ไม่น่าพอใจ


สส.สัดส่วนพรรคเพื่อแผ่นดิน ขู่สส.ในกลุ่มเตรียมเคลื่อนไหว หากรายชื่อ ครม.ไม่เป็นที่น่าพอใจ อัดหัวหน้าพรรคไม่เคยขอความคิดเห็นจากลูกพรรค

นายประพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒน์ สส.สัดส่วนพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า สส.ในกลุ่มเตรียมเคลื่อนไหว หากรายชื่อ ครม.ในส่วนของพรรคไม่เป็นที่น่าพอใจ โดยทาง กลุ่มได้เสนอ นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ และนายพิเชษฐ์ ตันเจริญ ให้เป็นรัฐมนตรีใน ครม. สมชาย 1 ด้วย ซึ่งที่ผ่านมานายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคไม่เคยขอความคิดเห็นจากพวกตน

อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าจะเคลื่อนไหวในรูปแบบใด ซึ่งได้มีการหารือนายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อแผ่นดิน บ้างแล้ว

ทั้งนี้นายสุชาติ ยืนยันว่าบัญชีรายชื่อ รมต.ในส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดินยังไม่ลงตัว และเตรียมแถลงข่าวเพื่อต่อรองตำแหน่งกับหัวหน้าพรรคในวันนี้ด้วย

ด้านนายปาน พึ่งสุจริต รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เปิดเผย ถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดของการจัดคณะรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคว่า ล่าสุด มีการเปลี่ยนแปลงเพียงแค่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ที่เข้ามาแทน นายสุวิทย์ คุณกิตติ เท่านั้น

2 ปีรัฐประหาร“หางโผล่”


คอลัมน์ : Cover Story

หนังใกล้จบ ผู้ร้าย! “ติดคุก”การเมืองใหม่ 70 : 30 ย้อนยุค

ชินวัฒน์ หาบุญพาด แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ นายกสมาคมพิทักษ์สิทธิประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ วิเคราะห์ 2 ปี รัฐประหาร 19 กันายน 2549 ประเทศไทยมีแต่ความสูญเสีย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ประเทศเกิดความแตกแยกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เนื่องจากมีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เลือกข้างบังคับใช้กฎหมาย เชื่อถึงที่สุดประชาชนผู้รักความเป็นธรรมจะลุกฮือขึ้นมาจัดการเอง เตือน! หมุนกงจักรไปอย่างเก่า ไม่มีทางชนะ การเมืองใหม่ 70 : 30 เป็นการยึดอำนาจเงียบ!

** ประเมินการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมาอย่างไร เพราะขณะนี้ครบระยะเวลา 2 ปีแล้ว
2 ปีแห่งการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ผ่านมา หากเราจะประเมินว่าบ้านเมืองเราได้อะไร เสียอะไร ผลได้ไม่มี มีแต่ผลเสีย การเมืองเละเหลวหมด เศรษฐกิจหากินกันลำบาก การท่องเที่ยว การค้า การลงทุน เราต้องรับความเป็นจริงว่าเป็นผลกระทบมาตั้งแต่ 19 กันยายน ที่ทำให้ความเลวร้ายมีผลมากที่สุด สังคมแตกแยกกันเป็นหมู่เป็นพวกมากที่สุด ไม่เคยปรากฏครั้งไหนที่แตกแยกกันขนาดนี้ ประชาชนแบ่งแยกเป็น 3 ฝ่าย ฝ่ายพันธมิตรฯ ฝ่ายประชาธิปไตย และฝ่ายอยู่นิ่งๆ แม้แต่ครัวเรือนเดียวกันบางครั้งยังกินข้าวร่วมกันไม่ได้ นี่คือผลพวงที่เกิดมาจาก 19 กันยายน ซึ่งเราอาจจะหาผลสรุปไม่ได้ด้วยซ้ำไปว่าประชาชนจะกลับมารักกันเหมือนพี่น้องเมื่อไร

วันนี้จะเกิดความรุนแรงขึ้น มีฝ่ายใส่เสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อขาว เป็นเพราะเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน เป็นต้นมา นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาทำรัฐประหารเพื่อบ้านเพื่อเมือง รัฐบาลโกงกิน รัฐบาลบริหารประเทศชาติไม่ได้ มันมีการทำรัฐประหารเพื่อให้ดีขึ้น แม้จะดีไม่ดีเราไม่ทราบ แต่รัฐบาลในอดีตที่ก่อการรัฐประหารรัฐบาลมีส่วนในการบริหารชาติบ้านเมืองล้มเหลว มีการโกงกินมากมาย แต่ว่าการทำรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 เป็นการทำที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะบ้านเมืองไม่ได้ถูกโกงกินจนได้รับความเสียหาย แต่รัฐบาลของท่าน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ประชาชนส่วนใหญ่สัมผัสได้ ทุกวันนี้เขายังเรียกร้องหาทักษิณอยู่ เท่ากับว่ารัฐบาลไทยรักไทยในขณะนั้นทำให้บ้านเมืองอยู่ในสถานะที่ดี

แต่เมื่อมีการออกมาขับเคลื่อน ขับไล่ กล่าวหาต่างๆ นานา จนทุกวันนี้สรุปไม่ได้ว่าจริงหรือเปล่า ซึ่ง 2 ปีมานี้ประชาชนเขาเสียความรู้สึกกับการทำรัฐประหาร และประชาชนไม่นึกเลยว่าประเทศชาติของเราเดินทางมาไกลแล้ว ดังนั้น การทำรัฐประหารไม่น่าจะเกิดขึ้น มันน่าจะต้องให้ดำเนินการไปตามระบอบประชาธิปไตย ถ้ารัฐบาลไม่ดีให้สภาเป็นผู้พิจารณา และในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกขับไล่ ทำการคืนอำนาจให้กับปวงชนชาวไทยคือการยุบสภา ให้ประชาชนตัดสินใจว่าถ้าไม่ดีไม่ต้องเลือก แต่ทหารออกมายึดอำนาจ

วันนั้นไม่ได้เป็นการยึดอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่เป็นการยึดอำนาจของปวงชนชาวไทยไม่ให้มีการเลือกตั้ง เพราะว่ากำหนดการเลือกตั้ง 15 ตุลาคม ในปีเดียวกัน เหลืออีกเดือนเศษๆ ทางคณะรัฐประหารมายึดอำนาจ ถือว่าเป็นการยึดอำนาจของปวงชนชาวไทย ไม่ใช่รัฐบาล เพราะตอนนั้นรัฐบาลอยู่ในช่วงรักษาการ ทำไมไม่ให้ชาวไทยได้ตัดสินใจ ถ้าเป็นดังคำที่ต้องขับไล่ ประชาชนตัดสินใจไม่เลือกเขาเอง แต่นี่การเข้ามายึดอำนาจ แล้วมาทำอะไรอีกหลายอย่าง ปิดประตูไม่ให้พรรคไทยรักไทยและนักการเมืองซีกนี้ทำอะไรอีก แสดงว่าที่ยึดอำนาจนั้นไม่ได้เป็นไปตามข้ออ้าง แต่เพื่อเป็นการล้มล้างการเมืองอีกซีกหนึ่งเท่านั้นเอง

ตรงนี้เป็นความเลวร้ายมากกว่าการยึดอำนาจทุกครั้ง จนกระทั่งวันนี้ 2 ปีแล้ว นอกจากจะทำให้เศรษฐกิจ การเมือง สังคม ต้องแตกแยก วันนี้จิตใจของประชาชนทั้งประเทศมืดมน ไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหน และจะไปอย่างไร

แม้กระทั่งกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ยึดทำเนียบรัฐบาลอยู่นี้เป็นผลพวงจากการยึดอำนาจเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ถ้าบอกว่าคณะทหารที่มาทำรัฐประหารกับกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นพวกเดียวกัน ก็ไม่น่าจะผิด เพราะเมื่อปี 2549 กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวก่อน โดยกล่าวอ้างรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า 1.โกงกิน คอร์รัปชั่น 2.แทรกแซงองค์กรอิสระ 3.หมิ่นเบื้องสูง 4.ทำให้ประชาชนแตกแยกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งข้ออ้าง 4 ข้อนี้เป็นข้ออ้างของพันธมิตรฯ มาก่อน จำได้ว่าข้ออ้างทั้ง 4 ข้อเป็นของกลุ่มนายสนธิ

วันหนึ่งเป็นวันเกิดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ชูรูปของ พล.อ.เปรม แล้วพาขบวนมาที่บ้าน 4 เสาเทเวศร์ พร้อมข้ออ้าง 4 ข้อยื่นให้ป๋าเปรม จากนั้นไม่นาน ไม่ถึงเดือน มีการทำรัฐประหาร โดยมีข้ออ้าง 4 ข้อ เหมือนของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ดังที่กล่าวมา ฉะนั้นเราจึงเห็นว่าคณะรัฐประหารกับกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นพวกเดียวกัน เพราะไม่มีข้อแตกต่างกันในตัวอักษรเลยแม้แต่นิดเดียว

วันนี้…เช่นเดียวกันที่กลุ่มพันธมิตรฯ น่าจะอาศัยกลุ่มทหารที่เผด็จการทั้งหลาย อาศัยบารมีตรงนี้ไปบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ซึ่งไม่เคยปรากฏเลยว่ามีการชุมนุมประท้วงยึดทำเนียบรัฐบาล นอกจากนั้นกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้ชุมนุมธรรมดา ยังมีการกระทำผิดกฎหมายมากมาย การที่เข้ายึดทำเนียบโดยไม่ให้รัฐบาลทำงานได้ พร้อมกับบุกหน่วยงานราชการอย่าง “เอ็นบีที” เนี่ยนะครับ อันนี้ส่อให้เห็นว่าไม่ได้เป็นการชุมนุม แต่เป็นการล้มล้างแทนทหาร...กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาชุมนุมเรียกร้องให้ทหารทำการปฏิวัติ เรียกเท่าไรก็ไม่มา ใช้ประชาชนยึดอำนาจเสียเอง โดยให้ประชาชนยึดทำเนียบรัฐบาลไว้ สิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเป็นผลพวงมาจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

** แม้ว่า คมช. จะยุติบทบาทไปแล้ว ทางกายภาพไม่มี คมช. แล้ว และสิ่งใดคือตัวชี้ว่าเป็นผลพวงที่ตามมา
แม้ว่าคณะ คมช. จะสลายไปตามกฎหมายแล้ว แต่ความคิดยังมีอยู่ คนกลุ่มนี้ไม่เฉพาะแต่ คมช. มันเป็นอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง คมช. เป็นเพียงผู้ออกมาทำรัฐประหาร ไม่ได้ก่อการโดยลำพัง แต่ว่ามีผู้หนุนอยู่เบื้องหลัง ที่เรียกว่าพวกอำมาตยาธิปไตย ที่หวงอำนาจแต่ไม่ยอมลงเลือกตั้ง เพราะเชื่อว่ากลุ่มคนอย่างพวกเขาไม่จำเป็นต้องลงเลือกตั้ง ถือว่ากลุ่มเขาเป็นชนชั้นปกครอง แม้บ้านเมืองเราเปลี่ยนแปลงการปกครองมา 76 ปี ตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 จริงๆ แล้วอำนาจแฝงที่เป็นประชาธิปไตยมันมีอยู่ จะเห็นได้ว่าบ้านเมืองเราไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย ถ้ามันจะไปได้ดี สวยงาม มักมีการยึดอำนาจกัน

สมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ มีคำพูดบอกว่า มีนโยบายจะทำสนามรบให้เป็นสนามการค้า หมายความว่า พล.อ.ชาติชาย มองเห็นว่าประเทศต้องกลับเข้าสู่ทุนนิยม ไม่ใช่มัวแต่รบอยู่ ซึ่งถ้าทำแล้วจะเกิดความพัฒนาในบ้านเมือง ทีนี้พวกอำมาตยาธิปไตยเขาทนไม่ได้ที่จะเห็นบ้านเมืองเจริญ เกิดความรักใคร่มากขึ้น เขาต้องตัดตอนโดยการยึดอำนาจ
จากนั้นมาจนถึงยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ท่านมีแนวคิดที่จะบริหารประเทศให้ทัดเทียมนานาประเทศ ที่มีแนวคิดพัฒนาประเทศ เราต้องยอมรับว่าท่านนำพาประเทศไปได้ดี มีความพออยู่พอกิน โครงการปลดหนี้สิน โครงการที่แก้ไขปัญหาความยากจน คนไทยที่ไม่มีที่พึ่งมีสวัสดิการ คนหันเหไปรักรัฐบาล เมื่อก่อนได้รัฐบาลนี้เหมือนได้รัฐบาลนู้น ได้รัฐบาลนู้นเหมือนได้รัฐบาลนี้ ย่ำเท้าอยู่อย่างเก่า เหมือนเดิม แต่พอมาได้คิดใหม่ทำใหม่ เกิดการพัฒนาด้วยโครงการต่างๆ นโยบายต่างๆ เริ่มจับต้องได้ ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลสามารถทำได้ เกิดความปลูกฝังและรักการเมืองที่มีนโยบายทำได้จริงมากยิ่งขึ้น

สิ่งเหล่านี้ระบอบอำมาตยาธิปไตยเขาอยากปกครองแต่ไม่อยากเลือกตั้ง เพราะไม่ใช่ของที่ทำกันง่ายๆ แต่ถ้าให้อยู่เฉยๆ แล้วกินดีอยู่ดีเขาเอา เขากลัวว่าการเมืองในระบอบประชาธิปไตยจะทำให้ประชาชนเกิดความรักความหวงแหน เขาจึงต้องทำลาย ให้มันอยู่ในระบบไม่ดีเท่าที่ควร หรือให้ประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายกับการเลือกตั้ง เราได้เห็นจากการเขียนรัฐธรรมนูญ ที่เขียนให้การเมืองอ่อนแอ

เช่นเดียวกับกรณีของ นายสมัคร สุนทรเวช ใครจะไปคิดว่าแค่ทำรายการผัดกับข้าวในรายการชิมไปบ่นไป จะบอกว่าท่านผัดกับข้าวในวันนี้จะทำให้ชาติบ้านเมืองเสียหาย มันไม่ใช่ นี่คืออีกเรื่องหนึ่ง เป็นการเอาเรื่องที่ไม่เสียหายมาตัดสินให้เสียหาย บ้านเมืองเราว่างจากการมีนายกรัฐมนตรี ทำให้บ้านเมืองเสียหาย กับการทำกับข้าว กับการที่ให้นายกฯ พ้นจากหน้าที่ อันไหนเสียหายกว่ากัน ตอนนี้มีนายกฯ รักษาการ ทีนี้การที่จะไปทำสัญญาตกลงอะไรที่เราอาจจะมีผลประโยชน์มันชะงักงันไปหมด

** ปัญหาที่มันเป็นอย่างนี้ควรแก้ไขอย่างไร
ผมมองว่า...ทุกวันนี้เราจะแก้ไขโดยการใช้พระราชกำหนดปราบพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาลมันไม่สิ้นสุด เขายังเรียกร้องต่อ และภาคของรัฐธรรมนูญที่เป็นตะปูเรือใบและให้นักการเมืองเดินเข้าไปมันเกิดจากรัฐธรรมนูญ ที่เรารู้กันอยู่ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนไม่ได้เขียน แต่เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาเขียน โดยมุ่งเน้นเขียนทำลายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง นี่เราเห็นแล้ว นายกฯ สมัคร...ไปแล้ว ต่อมาอาจเป็นหมอเลี้ยบ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รักษาการรองนายกฯ รมว.คลัง คดีหวยบนดิน และต่อมาพรรคอาจถูกยุบ ลักษณะอย่างนี้เป็นการทำลายล้าง ดังนั้นผมคิดว่าที่ต้องทำการแก้ไขคือต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ซึ่งเป็นเงื่อนปมต่างๆ ที่นำไปสู่วิกฤติ ไม่ได้วิกฤติเพราะคน แต่วิกฤติเพราะเงื่อนไข

ตอนนี้กระบวนการยุติธรรมเราหวังพึ่งไม่ได้ เราดูง่ายๆ บางพรรคมีการแจกเงินแจกทองนับล้านบาท จับได้คาหนังคาเขา มีเบอร์ มีเงินเป็นล้านบาท แต่ได้แค่ใบเหลือง แต่บางพรรค เช่น พรรคพลังประชาชน แจกเงิน 100-200 บาท ได้ใบแดงกันทั้งพวง สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้เกิดจากกระบวนการยุติธรรม ซึ่งตัวบทกฎหมายใช้ได้หากใช้กับคนอย่างเท่าเทียมกัน แต่ ณ วันนี้ต้องยอมรับว่าคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมเราไม่มั่นใจในการวินิจฉัยบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งเราฟังมา พรรคหนึ่งทำเหมือนกัน อีกพรรคทำเหมือนๆ กัน ถูกกล่าวหามาในลักษณะเดียวกัน แต่พรรคหนึ่งไม่เป็นไร อีกพรรคหนึ่งถูกยุบ เป็นผลที่ประชาชนเขารู้อยู่

แต่สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นกับการกระทำของคน ประชาชนจะทนไม่ไหว ประชาชนถึงที่สุด แล้ววันนั้นเองท่านที่ทำบาปไว้ หรือคนที่เอาเปรียบเขาไว้ต้องรับกรรม

** การแก้รัฐธรรมนูญจะมีแนวโน้มอย่างไร เพราะตอนนี้กำลังจะมีรัฐบาลใหม่ขึ้น
การแก้รัฐธรรมนูญนั้นยอมรับว่า...ทำยาก ต้องอาศัยความกล้าหาญของรัฐบาลว่าจะมีหรือไม่ เราไม่ได้ตำหนิรัฐบาล แต่ที่ผ่านมาเอาบ้างไม่เอาบ้าง ซึ่งการแก้รัฐธรรมนูญมันทำได้ 3 ทาง 1.โดยคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ 2.โดยสมาชิกสภาเป็นผู้เสนอตามขั้นตอน 3.โดยภาคประชาชน ซึ่งเราเคยเห็นทางรัฐบาลทำการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนกัน แม้แต่ทาง ส.ส.- ส.ว. มีการลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่พอเห็นกลุ่มพันธมิตรฯ กลับถอยหลังออกมาอีก ตอนนี้เหลือภาคประชาชนที่จะดำเนินการทำต่อ

** จะผลักดันอย่างไรเมื่อมีรัฐบาลใหม่
ตอนนี้ต้องอาศัยทางภาคประชาชนกับทางรัฐสภา เพราะ ส.ส. ถอยหลังไปแล้ว ถ้ามีรัฐบาลใหม่มาเราต้องเข้าไปพูดกับรัฐบาลว่าให้กล้าๆ หน่อย ไอ้เงื่อนปมอยู่ที่รัฐธรรมนูญ ถ้าไม่แก้ให้เป็นประชาธิปไตย เอาปี 2540 เข้ามาปรับปรุง แม้ไม่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนใหญ่...ใช้ได้ ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ส่วนใหญ่มันเป็นกากเดนของเผด็จการ เราเอาออก เราต้องคุยกับรัฐบาล

** คิดว่าอีกกี่เดือน หลังจากมีรัฐบาลใหม่แล้ว
คงไม่กี่เดือนหรอก เพราะหลังจากที่รัฐบาลได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แถลงนโยบายแล้ว เราคงดำเนินการผลักดันเพื่อหารือกับรัฐบาลว่า กฎกติกาเกิดจากรัฐธรรมนูญ เราต้องการตรงนี้ แก้ไขตรงนี้ เอาสิ่งที่เป็นประชาธิปไตย อย่างมาตรา 190 ที่เขียนไว้อย่างไรไม่พ้นวิกฤติ ในการทำสัญญามีการเขียนครอบคลุมเหมือนกับคนไปดักสัตว์ออกทางไหนไม่ได้ อย่างไรก็ต้องเจอ เพราะเขียนครอบจักรวาล มันไม่รัดกุม ทำให้กระบวนการยุติธรรมมีการวินิจฉัยไปตามรัฐธรรมนูญ มีหลายแง่มุม ไม่อยู่ในกรอบที่ชัดเจน อย่างนี้ต้องแก้ไข เอาไว้ไม่ได้

** กลุ่มพันธมิตรฯ อาจโจมตี และหากรัฐบาลชุด นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้ามาแน่นอนว่าอาจจะมีท่าทีอ่อนตามพันธมิตรฯ แล้วจะทำอย่างไร
เราแก้โดยประชาชน แต่เราต้องให้รัฐบาลสนับสนุน เพราะรัฐบาลมี ส.ส. ที่ต้องสนับสนุน เพราะอย่างไรเสียต้องแก้โดยสภา มันไม่ได้แก้ที่เรา 5 หมื่นคน กลุ่มพันธมิตรฯ จะออกมาพูดคงไม่มีน้ำหนักว่าจะแก้เพื่อคนนั้นคนนี้ ถึงอย่างไรสภาเป็นผู้พิจารณา ถ้าสภาไม่เห็นด้วยเราคงไม่ดึงดัน เราคงจะไม่แก้ มันไม่ใช่เรื่องของเรา เราเป็นเพียงผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญเพื่อขอแก้ไข เมื่อสภาจะแก้ พันธมิตรฯ ค้านไม่ได้ เพราะพันธมิตรฯ ไม่ใช่สภา เมื่อเรามอบหมายให้ตัวแทน ส.ส. – ส.ว. ทำหน้าที่ พันธมิตรฯ ก็เรียกร้องอะไรไม่ได้ พันธมิตรฯ เป็นเพียงกบฏ เป็นมาเฟียแผ่นดินเท่านั้น ไม่มีอะไรมาก

** ที่พันธมิตรฯ เรียกร้องให้มีการทำรัฐประหารอยู่เนืองๆ แล้วปัญหาต่างๆ จะจบได้อย่างไร
มองทหารที่ทำการรัฐประหารมา ที่เชื้อสายยังไม่หมด และต้นตอยังอยู่ ผมมองว่าคงจะไม่ลากรถถังมาแล้ว เพราะว่าทั้งกฎหมาย ทั้งรัฐธรรมนูญ เป็นการยึดอำนาจเงียบ องค์กรอิสระต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. กกต. หรืออะไรต่างๆ มันเป็นเชื้อสายของการปฏิวัติอยู่แล้ว ไม่ต้องรัฐประหารนายกฯ สมัคร พ้นหน้าที่ได้ กฎหมายนี่แหละเป็นการคุมอำนาจเงียบ เขาทำตรงนี้ดีกว่า ดีกว่าจะลากรถถังมาให้ชาวโลกมองด้วยสายตาที่ไม่ดี และเขาก็รู้ว่ามีกฎหมายที่ควบคุมนักการเมืองอยู่ มันเป็นการรัฐประหารเงียบอยู่แล้ว

** พันธมิตรฯ เสนอการเมืองใหม่ มองเรื่องนี้อย่างไร
นักวิชาการที่อยู่ข้างพันธมิตรฯ แต่ยังไม่ตอบรับ เพราะอาจจะอายไม่กล้าพูด เพราะว่าไอ้เรื่อง 30 :70 เป็นการยึดอำนาจ รัฐประหารเงียบ เหมือนกัน การควบคุมอำนาจ 70 เปอร์เซ็นต์ โดยคุมคน 30 เปอร์เซ็นต์ทั้งประเทศ เป็นการยึดอำนาจโดยไม่ต้องใช้รถถัง ใน 70 เปอร์เซ็นต์ นี่อย่าคิดว่ามีเท่านี้ ไอ้ 30 เปอร์เซ็นต์ อาจมีส่วนของคน 70 เปอร์เซ็นต์ไปเลือกตั้ง เผลอๆ ได้มามากกว่าประชาชน ดูจาก ส.ว. ที่มาจากสายสรรหา แต่มาลงเลือกตั้งมีไหม ฉะนั้นอย่าดีใจว่าเราเหลือ 30 เราอาจเหลือแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ก็ได้ ฉะนั้น...นี่คือการยึดอำนาจโดยไม่ต้องใช้ปืน ถ้าหากว่านำไปสู่การเมืองใหม่ที่ผมเชื่อว่าไม่ใช่กลุ่มพันธมิตรฯ เป็นผู้คิดแล้วเสนอ แต่พวกอำมาตยาธิปไตยเป็นคนคิด พันธมิตรฯ เป็นเพียงแนวหน้าในการกวนน้ำให้ขุ่นเท่านั้นเอง จริงๆ แล้วมีคนที่อยู่ข้างหลัง มันชัดเจนครับ 70 : 30 ส่วน 70 เขาตั้งกันมา สมมติว่าสภามี ส.ส. 500 ... 30 เปอร์เซ็นต์คือมี 150 คน อีก 350 คนเป็นพวกแต่งตั้งมา ฉะนั้นถ้าเรายอม 70 เปอร์เซ็นต้องเป็นฝ่ายควบคุม แล้ว 30 เปอร์เซ็นต์เป็นฝ่ายค้านที่ไร้คุณภาพ ฉะนั้นเขาไม่ต้องเลือกตั้งให้ลำบาก เป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาอยู่แล้ว

** ล่าสุดพันธมิตรฯ บอกว่าไม่เอาการเมืองใหม่ แต่จะเอารัฐบาลประชาภิวัตน์-สภาประชาภิวัตน์ โดยไม่ให้นักการเมืองมายุ่ง
ไม่ให้นักการเมืองเข้ามายุ่ง อำมาตยาธิปไตยชัดๆ นักการเมืองคือพวกที่เลือกตั้ง ฉะนั้น รัฐบาลประชาภิวัตน์...ชัดเจนว่าจะเอาพวกอำมาตย์เข้ามาเป็น นี่หนักกว่า 70 : 30 เสียอีก นี่...หางโผล่ ให้เห็นแล้วว่าเขาไม่เอาระบอบประชาธิปไตย เอาระบอบอำมาตย์มาทำการปกครองบ้านเมืองอย่างชัดเจน แล้วที่บอกว่านักการเมืองเลวทั้งหมด เอาตัวอะไรมาวัดว่าดีหรือไม่ดี คุณดูถูกคนทั้งประเทศหรือ คนทั้งประเทศเขาเลือกคนเลวหรือ แม้บ้านเมืองเรามันจะไม่เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ แต่นักการเมืองเขาพยายามรักษาบ้านเมืองไว้ให้ได้นะครับ ถึงทุกวันนี้มันเลวอย่างที่พันธมิตรฯ คิด มันล้มเหลวแล้ว

ผมคิดว่าคิดได้แต่ทำไม่ได้ เพราะประชาชนคนส่วนใหญ่เขาไม่เอาด้วยอยู่แล้ว ไม่มีพลังใดเท่ากับพลังมหาประชาชนที่เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่

ทุกวันนี้ก็ไม่ใช่ว่าพันธมิตรฯ จะชนะนะ มันแพ้มาตลอด ทุกวันนี้ที่ดิ้นมากกว่าเก่าคือแพ้มาตลอด ครั้งแรกเองยังแลดูดีกว่าครั้งนี้ ก็ยังถือว่าเขาแพ้ไม่มาก แต่วันนี้เป็นวันที่แพ้มาก จึงดิ้นมาก มันดิ้นจนต้องไปทนคัน ทนแฉะ ทนเชื้อโรค ไม่รู้จะทำอย่างไร มีไม้เดียว คือลงไปอยู่ในทำเนียบรัฐบาล

** ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วง 2 ปี ที่มีการสนับสนุนรัฐประหาร พันธมิตรฯ และให้มีนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 ล่าสุดมาหนุนเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ ส่วนตัวมองประวัติศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์อย่างไร
พรรคประชาธิปัตย์เราต้องพูดความจริงกันว่าเขาไม่ได้เป็นพรรคเพื่อประชาธิปไตย แต่เป็นเพื่อ พรรคอำมาตยาธิปไตย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2489 ที่ตั้งพรรคกันมา ซึ่งพวกอำมาตย์เป็นพวกตั้ง จะพูดได้ว่าพรรรคนี้เป็นพรรคพวกอำมาตยาธิปไตย พอมีการเลือกตั้ง ส่งตัวแทนไป จับพลัดจับผลูมีคนเลือกเขามาก เข้ามาเป็นตัวแทนของฝ่ายอำมาตย์ เราไม่ว่ากัน แต่มาทุกวันนี้เขาต้องคงสายเลือดความเป็นอำมาตย์ คือเขาต้องเป็นตัวแทนของพวกนี้ตลอดเวลา แน่นอนที่ต้องเห็นด้วยกับ 70 : 30 หรือรัฐบาลประชาภิวัตน์อะไรนั่น เพราะเขาอยู่ในซีกนั้นอยู่แล้ว เพราะคนเขาอยู่ซีกนั้น คล้ายๆ ว่าพรรคการเมืองเกิดมาเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่คนอยู่ในระบอบอำมาตยาธิปไตยจะเคลื่อนไหวต่อเมื่อคนพวกนี้ขยับ

ฉะนั้นคนพรรคประชาธิปัตย์เขามีเลือดเนื้อเชื้อไขของอำมาตยาธิปไตย เขาไม่ใช่ประชาธิปไตย วันนี้ชัดเจนที่เขาเป็นห่วงเป็นใยพันธมิตรฯ เหลือเกิน เพราะพันธมิตรฯ เป็นลูกน้องของพวกอำมาตย์ เขาเป็นฐานการเมืองของพวกอำมาตย์ ต้องห่วงกันเป็นธรรมดา โดนอะไรเขี่ยนิดหน่อยลงไปดูแลแล้ว

ทุกวันนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้พูดถึงประชาชน ตั้งแต่เขาเป็นฝ่ายค้านมาตั้งแต่ปี 2544 พรรคไทยรักไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล และพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน เป็นมาจนถึงทุกวันนี้ ถามว่าตั้ง 7 ปีมาแล้วที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นผู้บริหาร เมื่อไม่ได้เป็นควรจะรวมกันนั่งคิดว่าจะทำอะไรให้ประชาชนเมื่อได้เป็นผู้บริหาร แต่นี่...เปล่าครับ 7 ปีทิ้งไปเฉยๆ เขาคิดเพียงอย่างเดียวว่าจะล้มล้างรัฐบาลอื่นได้อย่างไร นี่...เขาไม่ได้คิดเพื่อประชาชน เขาคิดเพื่อตัวเขาเองทั้งนั้น ว่าต้องล้มรัฐบาลอื่นอย่างไรที่ไม่ใช่ซีกของเรา จะได้มาอย่างไรก็ช่าง ขอให้ได้เป็นรัฐบาลแล้วกัน นี่คือพฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ที่ผมมองและวิเคราะห์ได้

** พรรคพลังประชาชนที่เกิดมีปัญหาเรื่องการหาตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้น มองว่าอย่างไร
เออ...ผมมองว่าพรรคพลังประชาชนเป็นเหตุผลของเขาเหมือนกัน เราเองไม่อยากไปซ้ำเติมในขณะที่เขายังวุ่นวายในขณะนี้ เหตุผลซึ่งผมได้ยินมาว่า เสียงกลุ่มอีสานที่ออกไปไม่ใช่ออกไปเพราะไปขายตัวขายเสียงอะไร เป็นแต่เพียงว่าเกิดเหตุผลแต่คนละมุมมอง เพราะพรรคพลังประชาชนมีตัวเก็งที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหลายคน บางกลุ่มเขาคิดว่าถ้านายกฯ สมัคร กลับมาเป็นอีก อาจทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย หรือมีการต่อต้านสูงเหมือนเดิม อาจต้องลดดีกรีตรงนี้บ้าง บางคนอาจมองว่าอดีตนายกฯ สมัคร มีคดีหมิ่นประมาทติดตัวอยู่ อาจไม่จบ จึงมีความคิดเห็นที่ต่างกัน

แต่ผมอยากให้ความคิดเห็นนิดหนึ่งว่า ไม่ว่าใครอย่าว่าแต่คนในพรรคพลังประชาชน ให้พรรคร่วมรัฐบาลอีก 5 พรรคมาเป็นนายกรัฐมนตรี ให้ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย นายเสนาะ เทียนทอง ผู้สนับสนุนพรรคประชาราช ล้วนแต่มีปัญหาอย่างนี้ทั้งนั้น เพราะกลุ่ม พันธมิตรฯ ประกาศชัดเจนแล้วว่าถ้ากลุ่มในซีกของพรรครัฐบาล จะมีใครก็ตามมาเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องไล่เหมือนกัน

นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวว่า ไม่ได้สนับสนุนนายอภิสิทธิ์ หรือนายชวน แต่ถ้าหากว่า 2 คนนี้ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีต้องดีกว่าคนอื่นทั้งหมด เพราะเขาพูดอย่างนี้ แสดงว่าจะเป็นคนไหนก็มีปัญหา ไม่เฉพาะนายกฯ สมัคร ถ้าไม่ใช่ซีกที่ถูกใจ ซีกที่ต้องการ ซีกที่ไม่ได้เป็นอำมาตย์

** ภาคประชาชนจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป
ในภาคประชาชน นอกจากที่เราต้องติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เรายื่นรายชื่อไปแล้ว และต้องดำเนินการต่อนะครับ เราก็ต้องแสดงออกถึงการไม่รับ ไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเมืองใหม่ 30 : 70 หรือรัฐบาลแห่งชาติที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลประชาภิวัตน์ที่มันนอกกรอบประชาธิปไตย ถึงคราวจำเป็นที่เราต้องออกมาชุมนุมเราก็ต้องออก ซึ่งหมายถึงชุมนุมโดยสงบของพวกเรา ซึ่งในต่างจังหวัดมีการประสานงานกันว่าจังหวัดไหนที่เขาจะจัดชุมนุมกันเราจะสนับสนุน ซึ่งขณะนี้มี จ.เชียงใหม่ ที่จัดการชุมนุมทุกวัน ผมคิดว่าจะไปร่วมกับเขาสักวันหนึ่ง เมื่อวันก่อนนี้ทาง จ.เชียงใหม่ โทร.มาให้ร่วมชุมนุม ไปไม่ได้ เพราะอยู่ไทรโยค ติดส่งศพ คุณณรงศักดิ์ กรอบไธสง ถ้าว่างจะไป

ในภาคประชาชนจริงๆ ในกรุงเทพฯ เราจะยึดท้องสนามหลวงมาชุมนุม ถ้าหากกลุ่มพันธมิตรฯ หรือพรรคประชาธิปัตย์ยังออกมาเคลื่อนไหวให้มีการเมืองใหม่ ถ้าไม่ได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราจะแสดงจุดยืนว่าไม่เอาด้วย ไม่เห็นด้วย เราจะใช้สนามหลวงเป็นเวทีปักหลัก แต่จะยืดเยื้อหรือไม่อยู่ที่สถานการณ์ แต่วันที่ 19 กันยายน 2551 มีการชุมนุมที่สนามหลวง เพื่อระลึกถึง 2 ปีที่มีการทำรัฐประหาร มีการปราศรัยที่แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับระบอบใดที่ไม่เป็นไปเพื่อประชาธิปไตย ที่นานาอารยประเทศเขาได้ทำการปกครองอยู่

** ในชีวิตนี้เคยเห็นว่ามีประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน อย่างแท้จริงไหม

คือ...อยากฝากกับประชาชนทั่วไปว่า บางคนเขาห่อเหี่ยวต่อการบ้านการเมือง อยากให้กำลังใจว่า หนังเรื่องนี้ใกล้จะจบแล้ว สุดท้ายผู้ร้ายติดคุก เพราะเดินมาครึ่งเรื่องแล้ว ในชีวิตของพวกเราคงได้เห็นการเมืองที่เป็นอำนาจของประชาชนจริงๆ

วันนี้ที่ติดขัดกันคือว่าพวกที่ยังมีความคิดเก่าๆ การเมืองที่ถอยหลังแบบเก่า 70 : 30 เราไม่อาจหมุนโลกไปเป็นแบบเก่าได้ มันฝืนธรรมชาติ ในโลกนี้มันไม่มีแล้วที่จะถอยหลังไปอยู่อย่างเก่า ดังนั้นคนที่หวังจะหมุนโลก หมุนกงจักรไปอย่างเก่า มันไม่มีทางชนะ เราจะได้เห็นการเมืองที่เป็นรูปแบบในไม่ช้านี้ครับ...


ย้อนร้อยรัฐประหาร 19 ก.ย. 49


คอลัมน์ : Cover story

เช้าวันที่ 19 กันยายน 2549 มีคำสั่งจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้เรียกผู้นำทุกเหล่าทัพเข้าประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่มีผู้นำเหล่าทัพคนใดเข้าร่วมทำให้มีกระแสข่าวลือการปฏิวัติรัฐประหารแพร่สะพัดไปทั่วทำเนียบรัฐบาล ช่วงพลบค่ำมีข่าวว่ากำลังทหารหน่วยรบพิเศษจาก จ.ลพบุรี เคลื่อนกำลังเข้ากรุงเทพฯ

เวลา 18.00 น. นายสมชาย มีเสน ผู้จัดรายการวิทยุ FM 92.25 MHz นัดผู้ฟังรายการจำนวนหนึ่งเข้าพบ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) เพื่อขอให้ทหารให้ความคุ้มครองกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ในวันรุ่งขึ้น

ประมาณ 21.00 น. กำลังทหารจากพลร่มป่าหวาย หน่วยสงครามพิเศษลพบุรี เข้ามาประจำการที่กองบัญชาการกองทัพบก

เวลา 22.00 น. ขบวนรถถังเคลื่อนเข้าคุมเชิงที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ และถนนราชดำเนิน ไม่กี่นาทีต่อมา ทหารจำนวนมากออกมาตรึงกำลังตามถนนต่างๆ ตั้งแต่แยกเกียกกาย ผ่านมาถึงถนนราชสีมา บริเวณสวนรื่นฤดี สี่แยกราชตฤณมัยสมาคม (สนามม้านางเลิ้ง) โดยมีทหารแต่งกายลายพราง เป็นผู้ควบคุมกำลัง

เวลา 22.15 น. วันที่ 19 กันยายน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ออกแถลงการณ์สถานการณ์ฉุกเฉินในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ผ่านดาวเทียมจากประเทศสหรัฐอเมริกา เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี แต่เมื่ออ่านแถลงการณ์ได้ 3 ฉบับ ก็มีกำลังทหารพร้อมอาวุธกลุ่มหนึ่งบุกเข้าไปยังสถานี พร้อมออกคำสั่งให้หยุดการแพร่ภาพโดยทันที เป็นผลให้เจ้าหน้าที่สถานีต้องตัดสัญญาณการแถลงข่าวลงทันที

เวลา 22.54 น. โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ออกอากาศทางสถานีทุกช่อง ขึ้นคำประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมขออภัยในความไม่สะดวก และเปิดเพลง "ความฝันอันสูงสุด" ประกอบ ด้านสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น และบีบีซี เผยแพร่ข่าวรถถังและกำลังทหารควบคุมสถานการณ์ภายในกรุงเทพมหานคร หลังจากนั้น พล.ต.ประพาศ ศกุนตนาค อดีตโฆษก ททบ.5 ได้อ่านแถลงการณ์คณะปฏิรูปการปกครองฯ ที่แสดงไว้ในหน้าจอก่อนหน้านั้นซ้ำถึง 2 ครั้ง

เกือบเที่ยงคืน ผู้บัญชาทหารทุกเหล่าทัพเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต

จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ปรับกำหนดการที่จะขึ้นแถลงต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ แต่แล้วก็ยกเลิกการขึ้นแถลง จากนั้นจึงขึ้นเครื่องบินเที่ยวพิเศษ เดินทางออกจากนิวยอร์กไปกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 20 กันยายน ตามเวลาในประเทศไทย

มีข่าวว่าอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังเดินทางไปสมทบกันที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อหารือในการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น โดยจะขอให้สหประชาชาติให้การรับรอง

ในที่ประชุมแกนนำ คปค. เมื่อวันที่ 23 กันยายน ในที่ประชุมได้กล่าวถึงการติดต่อจาก พ.ต.ท.ทักษิณ จากประเทศอังกฤษ เข้ามายังคณะปฏิรูปการปกครองฯ ด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ให้การยืนยันทางโทรศัพท์กับ พล.อ.สนธิ โดยระบุว่า พร้อมจะยุติการเคลื่อนไหวทางการเมืองในทุกกรณี และได้แจ้งให้รัฐมนตรีและสมาชิกพรรคไทยรักไทยทุกคนรับทราบ พร้อมจะปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองฯ ทุกประการ และจะพักผ่อนกับครอบครัวในต่างประเทศ จนกว่าจะมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จึงจะเดินทางกลับประเทศไทย

ก่อนที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จะนำคณะรัฐประหารที่ใช้ชื่อว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ออกแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ทุกช่องในช่วงเช้ามืดของวันที่ 20 กันยายน 2551 โดยระบุว่า ทหารบกมีส่วนสำคัญในการก่อรัฐประหารครั้งนี้

การรัฐประหารครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนตุลาคม หลังจากที่การเลือกตั้งเดือนเมษายนถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ดำเนินมายาวนานนับตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ.2548

รัฐประหารดังกล่าวแม้จะไม่มีการเสียเลือดเนื้อ และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ทว่าปฏิกิริยาจากนานาชาติมีตั้งแต่การวิพากษ์วิจารณ์โดยประเทศเช่นออสเตรเลีย การแสดงความเป็นกลาง เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ไปจนถึงการแสดงความผิดหวังอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าประเทศไทยเป็นพันธมิตรนอกนาโต และกล่าวว่า การก่อรัฐประหารนั้น "ไม่มีเหตุผลที่ยอมรับได้"

อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์จากหลายฝ่ายชี้ให้เห็นว่า ยังมีสาเหตุอีกบางประการนอกเหนือจากเหตุผลของ คมช. ที่นำมาสู่รัฐประหาร เช่น ความขัดแย้งทางอำนาจที่เห็นได้จากการโยกย้ายนายทหารประจำปี รวมไปถึงความขัดแย้งระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับประธานองคมนตรี

วันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2549 ในช่วงเที่ยงวัน ร.ต.ฉลาด วรฉัตร และ นายทวี ไกรคุปต์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำการประท้วงการรัฐประหารที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บริเวณถนนราชดำเนิน นายทวีกางป้ายขนาดใหญ่ 2 ป้ายระบุว่า "กระผม นายทวี ไกรคุปต์ ขออดข้าวประท้วงผู้ที่ล้มล้างประชาธิปไตย ทำให้บ้านเมืองถอยหลังและแตกแยก" พร้อมทั้งทำการแจกจ่ายจดหมายเปิดผนึกของตนให้กับบรรดาสื่อมวลชนด้วย ในเวลาต่อมาได้มีเจ้าหน้าที่ทหารเชิญตัว ร.ต.ฉลาด ขึ้นรถมิตซูบิชิที่มีรถบัสทหารติดตาม ระบุ ร.1 พัน 1 รอ. ไปที่หน่วยบังคับบัญชา จากนั้น 3 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ทหารจำนวน 7 นาย ได้ล็อกตัวนายทวีขึ้นรถตู้สีขาวและขับออกไปทันที โดยระหว่างขึ้นรถนายทวีมีอาการขัดขืน จากนั้นทหารบางส่วนได้เข้าเก็บป้ายประท้วงออกจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ศูนย์ข่าวสารกิจกรรมนักศึกษาประณามเผด็จการทหารว่าเป็นการ "ฉีก" รัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมกันการร่างมากที่สุด การปิดหูปิดตาประชาชนด้วยการควบคุมสื่ออย่างเบ็ดเสร็จ รวมไปถึงการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และได้เรียกร้องประชาชนร่วมกันใส่ชุดดำหรือปลอกแขนดำเพื่อไว้อาลัยประชาธิปไตย

กลุ่มองค์กรที่เรียกตัวเองว่า "เครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร" มีการชุมนุมและกล่าวแถลงการณ์ที่หน้าศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อวันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ.2549 เวลา 18.00 น. ซึ่งศูนย์ข่าวสารกิจกรรมนักศึกษาได้เข้าร่วมการชุมนุมด้วย และกล่าวว่าพวกเขาจะยื่นแถลงการณ์ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อเรียกร้องให้ปกป้องสิทธิในการชุมนุมที่หน้าสยามพารากอน

วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ.2549 ได้มีผู้กล่าวโทษ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กับพวกในฐานความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งทางดีเอสไอได้รับเรื่องไว้ดำเนินการตามกฎหมาย ตามเลขรับที่ 03614 พอทางกองทัพบกและรัฐบาลได้ทราบ จึงได้มีคำสั่งให้ยุติเรื่องดังกล่าว โดยยึดถือตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ได้นิรโทษกรรมการกระทำความผิดไม่ว่ากรณีใดๆ ของคณะปฏิรูปฯ แต่ทางดีเอสไอได้แย้งว่า พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ ต่างจากกฎหมายอื่น ที่กฎหมายแม่สามารถหักล้างกฎหมายลูกได้ กล่าวคือ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษและกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตั้งขึ้นตามสนธิสัญญาทางกฎหมายกับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นสนธิสัญญาความร่วมมือแนวนโยบายและปฏิบัติระหว่าง FBI และหน่วยงานสอบสวนกลางของประเทศในกลุ่มภาคีสมาชิกเพื่อต่อต้านการกระทำผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง การนิรโทษกรรมตามรัฐธรรมนูญจึงไม่สามารถกระทำได้

วันเสาร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ.2549 เวลา 12:46 น. นายนวมทอง ไพรวัลย์ อายุ 60 ปี ขับรถแท็กซี่พ่นสีคำว่า "พลีชีพ" ที่กระโปรงท้าย ส่วนบริเวณด้านข้างประตูรถทั้ง 2 ข้างพ่นเป็นตัวหนังสือจับใจความว่า "พวกทำลายประเทศ"? พุ่งเข้าชนรถถังบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า? จนรถพังยับเยิน และตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัส ซี่โครงซ้ายหัก คางแตก ปากแตก และตาซ้ายบวมเป่ง หลังจากนั้นแท็กซี่จำนวนหลายร้อยคันรีบรุดไปเยี่ยม แต่ถูกห้ามไม่ให้เข้าเยี่ยม เรื่องราวการรวมตัวของกลุ่มแท็กซี่ไม่ได้ถูกรายงานข่าวต่อสาธารณชน

กระทั่งเมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2549 นายนวมทอง ไพรวัลย์ ได้ผูกคอประท้วงบนสะพานลอยข้ามถนนวิภาวดีรังสิต หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ พร้อมด้วยจดหมายประท้วงรัฐบาล โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า "เหตุที่ผมกระทำการพลีชีพครั้งที่ 2 โดยการทำลายตัวเอง เพื่อมิให้เสียทรัพย์เหมือนครั้งแรก ก็เพื่อลบคำสบประมาทของท่านรองโฆษก คปค. (พ.อ.อัคร ทิพโรจน์) ที่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์หลายฉบับว่า 'ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้'"

ด้านปฏิกิริยาของนานาชาติ รัฐบาลสหรัฐกล่าวว่า "ไม่มีเหตุผลที่ยอมรับได้สำหรับการรัฐประหารในไทยหรือที่ใดก็ตาม ทางสหรัฐมีความผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง" และกล่าวว่า รัฐบาลต้องรีบจัดการเลือกตั้งให้เร็วกว่า 1 ปี ตามที่ คปค. ได้กำหนด นอกจากนี้รัฐบาลสหรัฐได้ตัดเงินช่วยเหลือด้านการทหาร และด้านการรักษาสันติภาพแก่ไทยเป็นจำนวน 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 900 ล้านบาท) และกล่าวว่า กำลังกำหนดมาตรการลงโทษเพิ่มเติม

ขณะที่ โคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า ไม่สนับสนุนให้เกิดการรัฐประหาร และอยากให้กลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างรวดเร็วที่สุด พร้อมกับระบุว่า "ในสหภาพแอฟริกา เราจะไม่สนับสนุนผู้ที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยกระบอกปืน"

การรัฐประหารครั้งดังกล่าวนอกจากจะฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 แล้ว ยังคุกคามสื่อมวลชน โดยช่วงหัวค่ำวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 สถานีโทรทัศน์ไทยทุกช่องได้ยุติรายการปกติ และให้ดำเนินรายการอย่างที่คณะรัฐประหารต้องการ สลับกับการอ่านประกาศด้วยการขึ้นต้นประโยคเชิงบังคับว่า ‘โปรดฟังอีกครั้ง...’

จากนั้น วันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2550 พล.อ.วินัย ภัททิยกุล เลขาธิการ คมช. พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. ได้เชิญผู้บริหารสื่อ ซึ่งมีทั้งสื่อโทรทัศน์และวิทยุ จำนวนประมาณ 50 คน จากสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง และผู้บริหารสถานีวิทยุของรัฐ รวมทั้งสถานีวิทยุชุมชน มาร่วมหารือที่กองบัญชาการกองทัพบก

โดยสั่งให้สถานีโทรทัศน์ทุกช่อง วิทยุทุกสถานี ไม่แพร่ภาพกระจายเสียงข้อความหรือแถลงการณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรี และแกนนำของพรรคไทยรักไทย พร้อมกับสั่งบล็อกเว็บ CNN และรายการ CNN ทางโทรทัศน์ ที่มีการถ่ายทอดบทสัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ 15 มกราคม 2550 เพื่อไม่ให้ประชาชนไทยได้รับรู้ข่าวสารของ พ.ต.ท.ทักษิณ สนองนโยบายล่าสุดของทหารที่ไม่ให้เสนอข่าวและความคิดเห็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมทั้งปิดสื่ออินเตอร์เน็ตที่เข้าข่ายโจมตีฝ่าย คมช.

สำหรับปฏิกิริยาของตลาดการเงินในขณะนั้น เงินบาทได้ลดค่าจาก 37.280 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็น 37.900 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นการลดค่าในวันเดียวมากที่สุดในรอบ 3 ปี กองทุน Thai Fund Inc. ในตลาดหลักทรัพย์ NYSE ได้ ลดค่า 10.9% ภายใน 2 วัน ดัชนี Nikkei ตกลงไปถึง 177.78 จุด หรือประมาณ 1.12% ก่อนที่จะกระเตื้องขึ้นก่อนปิดตลาดที่ 15874.28 จุด ส่วนที่ New York ดัชนี Dow Jones ร่วงไปถึง 14.09 จุด ปิดตลาดที่ 11540.91 จุด

ขณะที่ระดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในขณะนั้น แสตนดาร์ดแอนด์พัวร์ ได้เตือนว่า อาจมีการลดเรตติ้งสินเชื่อ (debt rating) ไทย จาก BBB+ ตามความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

ส่วน "ไอเอ็มเอฟ” กำลังเฝ้าจับตาสถานการณ์การก่อรัฐประหารในไทยอย่างใกล้ชิด แต่ยังเห็นว่าเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบในตลาดการเงิน

สำหรับชนวนที่นำมาสู่รัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมือง โดยมีสถานการณ์รอบด้านหลายประการรุมเร้า โดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เปิดเผยว่า ได้ใช้เวลาประมาณ 7 เดือนในการเตรียมการก่อรัฐประหาร ซึ่งหมายความว่าเริ่มวางแผนในราวเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ซึ่งเป็นห้วงเวลาเดียวกับที่มีการเปิดตัวพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อมธ. เปิดล่ารายชื่อ 50,000 ชื่อ เพื่อถอดถอนนายกรัฐมนตรี การเข้าพบ พล.อ.สนธิ ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อเรียกร้องให้ทหารออกมายืนข้างประชาชน การเสนอให้ใช้มาตรา 7 นายกฯ พระราชทาน จาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และการประกาศยุบสภาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ภายหลังรัฐประหาร คปค. ได้จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว โดยมี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกับตั้ง ครม.ขิงแก่ ขึ้นมาบริหารราชการแผ่นดิน ก่อนที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ขึ้นมาโดย สสร. และผ่านการรับรองจากสมาชิก สนช. และมีการลงประชามติจากประชาชนทั้งประเทศ และมีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550

ผลการเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนได้ ส.ส. มากเป็นอันดับ 1 จำนวน 223 ที่นั่ง ก่อนที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลกับอีก 5 พรรคร่วม โดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากจะสร้างความประหลาดใจให้กับคณะรัฐประหารแล้ว ยังสร้างความแปลกใจให้กับนักประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า เป็นครั้งแรกที่พรรคที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากคณะรัฐประหารชนะการเลือกตั้ง

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี บริหารงานได้ไม่ถึง 4 เดือน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศชุมนุมต่อต้านการบริหารงานของรัฐบาล และนำมาสู่การขับไล่รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช และนำมาสู่วิกฤติการเมืองในประเทศไทยอีกครั้ง และดูเหมือนว่าเหตุการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะความคิดที่แตกแยกของประชาชนในเกือบทุกชนชั้น

ถึงแม้การต่อสู้ของพรรคพลังประชาชนที่สืบทอดมาจากพรรคไทยรักไทย จนสามารถตั้งรัฐบาล ดูเหมือนว่าเป็นชัยชนะ กุมอำนาจรัฐไว้ได้ หากในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะพรรคพลังประชาชนยังต้องเผชิญชะตากรรมอย่างหนักหนาสาหัส จากขบวนการตุลาการภิวัตน์ ที่มีเสียงนินทากันว่ากลายพันธุ์มาจากคณะรัฐประหารนั่นเอง

บทบาทลับๆ ของ “อนุพงษ์”ในศึกชิงเก้าอี้นายกฯ ของ 3 ส. (คอลัมน์ : แวดวงจักรดาว)


คอลัมน์ : แวดวงจักรดาว

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในขณะที่กำลังชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีกับ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี จะอาศัยสัมพันธ์เก่าๆ ที่มีอยู่บ้างกับ บิ๊กป็อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.

รวมทั้งให้ คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ช่วยอีกแรง จึงทำให้นายสมชายบุกเข้าไปพบ พล.อ.อนุพงษ์ ได้ถึงบ้านพักในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) เมื่อเย็นวันเสาร์ที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา

โดยมีข้ออ้างขอหารือเรื่องการยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ นายสมัคร สุนทรเวช เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศไว้เมื่อวันที่ 2 กันยายน หลังเกิดเหตุม็อบกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ปะทะกับ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนถึงขั้นเสียชีวิตเลือดเนื้อ

เนื่องจากก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน พล.อ.อนุพงษ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า สถานการณ์เช่นนี้สมควรที่จะยกเลิกภาวะฉุกเฉิน อีกทั้งกำลังตำรวจและทหารที่จะเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน จะดูแลไม่ให้ม็อบปะทะกันได้อีก รวมทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ ก็มอบหมายให้ บิ๊กตู่ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาค 1 และตำรวจนครบาล ไปเจรจากับแกนนำ นปก. แล้ว

อีกทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ ก็ได้โทรศัพท์ไปยังนายสมชาย เพื่อแสดงความต้องการนี้ก่อนแล้วด้วย แต่นายสมชายขอเวลา แต่เมื่อขบคิดแล้วเห็นว่าจะเป็นจังหวะที่จะโกยคะแนนนิยมเพื่อหนุนการเป็นนายกรัฐมนตรีได้ นายสมชายจึงตกลงใจยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินในวันรุ่งขึ้น 14 กันยายน 2551 หลังการหารือ โดยควงแขน พล.อ.อนุพงษ์ และ บิ๊กป๊อด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ไปแถลงข่าวพร้อมโชว์วิสัยทัศน์

แต่มีรายงานข่าวว่า การพบกันวันนั้นยังมีการหารือเรื่องให้ พล.อ.อนุพงษ์ สนับสนุนนายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรี

อีกทั้งภาพที่ฉายออกมานั้นทำให้ผู้คนเข้าใจเช่นนั้นด้วยว่า พล.อ.อนุพงษ์ หนุนหลังนายสมชาย ผู้เป็นน้องเขยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเพื่อนร่วมรุ่นของ พล.อ.อนุพงษ์ นั่นเอง ทั้งๆ ที่นายสมชายเป็นฝ่ายกระเถิบเข้าหาเข้าใกล้ พล.อ.อนุพงษ์ เอง เพื่อหวังเอากองทัพหนุนหลัง

คล้ายๆ กับการเดินเกมของนายสมัครเมื่อก่อนและระหว่างเป็นนายกรัฐมนตรี ที่เกาะ พล.อ.อนุพงษ์ ผบ.ทบ. ผู้คุมกำลังปฏิวัติ แน่น

แล้วก็ไม่ใช่เรื่องเกินคาดที่ พล.อ.อนุพงษ์ ก็ดูมีใจ เพราะเขารู้ดีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เปิดไฟเขียวจากลอนดอนมาแล้ว อีกทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ ก็ไม่อยากให้เก้าอี้ ผบ.ทบ. ต้องสะเทือนเพราะการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรี และอาจต้องมี รมว.กลาโหม คนใหม่ เขาจึงมีไมตรีกับนายสมชาย ถึงขั้นให้คำแนะนำหลังการยกเลิกภาวะฉุกเฉินแล้ว จนนายสมชายตั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เป็นผู้อำนวยการประสานงานกับตำรวจและ 20 องค์กรเดิม ในการแก้ปัญหาต่อไป

หากแต่กลับนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของ พล.อ.อนุพงษ์ อย่างแรง ยิ่งเมื่อภาพการนั่งแถลงข่าวร่วมกับนายสมชายปรากฏไปทั่ว

อีกทั้งมีข่าวสะพัดอีกว่า พล.อ.อนุพงษ์ ต่อรองเก้าอี้ รมว.กลาโหม หากนายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อหนุนอดีตบิ๊กทหารหลายคนขึ้นเป็น รมว.กลาโหม เสียที ไม่ว่าจะเป็น นายเหวียง พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา อดีตนายเก่าของ พล.อ.อนุพงษ์ และโดยเฉพาะ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ.

แต่อีกใจของ พล.อ.อนุพงษ์ ก็กลับหนุนให้คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม ไปด้วยเลย ไม่ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม เพราะเชื่อว่ารัฐบาลนี้อายุไม่ยืน ถ้าไม่เจอยุบพรรคเสียก่อนก็ต้องเดินเกมยุบสภาแน่

แต่ปัญหาภายในของพรรคพลังประชาชนที่ยังสู้กันเองใน 3 ส. โดยเฉพาะกลุ่มของ นายเนวิน ชิดชอบ ที่ยืนกรานไม่เอานายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรี ถึงขั้นพากันวอล์กเอาต์ไม่ร่วมประชุมพรรคเมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา ก่อนมีกำหนดโหวตเลือกนายกฯ 17 กันยายน จนมีการขู่ว่าจะยุบสภา เลือกตั้งใหม่ วัดกันอีกที

ทั้งๆ ที่ความจริงเกมยุบสภานั้นถูกวางไว้รอแล้ว หากหนึ่งใน 3 ส. ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เตรียมการยุบสภาในไม่ช้า แถมต้องเจอคดีตัดสินยุบพรรคเสริมเข้ามาอีก

ท่ามกลางความไม่แน่นอนนั้น มีการปล่อยข่าวจากพรรคพลังประชาชนว่า พล.อ.อนุพงษ์ เปลี่ยนใจมาหนุนนายสมพงษ์เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเห็นว่าการที่นายสมชายเป็นน้องเขยของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะยิ่งสร้างปัญหา และถูกมองแน่ว่าเป็นรัฐบาลหุ่นเชิด รัฐบาลครอบครัว

แต่ พล.อ.อนุพงษ์ ก็ออกมาปฏิเสธทุกข่าวลือที่เขาถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการหาตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพราะถือเป็นเรื่องการเมืองที่ทหารไม่เข้าไปยุ่ง

แต่ก็ยังตั้งความหวังว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ ไม่นับรวมการไม่เห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ที่นอกจากจะยากแล้ว ยังไม่มีฝ่ายค้าน หรือแม้แต่ยากที่จะมีนายกรัฐมนตรีจากคนนอก และเห็นว่าในจำนวน ส.ส. ที่มีอยู่ มีคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้อยู่แล้ว

ขณะที่ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. ที่กำลังจะเกษียณ เตือนว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่นอกจากจะต้องเป็นที่ยอมรับแล้ว ยังจะต้องไม่เป็นตัวปัญหาเสียเอง เพราะจะต้องมาแก้ปัญหา ซึ่งสะท้อนตรงถึงการมีนายกรัฐมนตรีที่เป็นน้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ หรือแม้แต่จากพรรคพลังประชาชน ในเมื่อแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศไม่ยอมรับทั้ง 3 ส. หรือนายกฯ ที่มาจากพรรคพลังประชาชน

การแย่งชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของทั้ง 3 ส. และเกมในพรรคพลังประชาชนเอง ทำให้เกิดความวุ่นวาย และสะท้อนภาพของการแย่งชิงอำนาจของนักการเมือง และการแบ่งขั้วแบ่งฝ่ายในพรรค โดยเฉพาะกลุ่มของ นายเนวิน ชิดชอบ ที่ค้านการให้นายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรี ที่เล่มเกมจนจะนำไปสู่การเร่งยุบสภา

พล.อ.อนุพงษ์ ก็เฝ้ามองวิธีการแก้ปัญหาตามระบอบประชาธิปไตยของนักการเมืองบ้านเราที่ยังมาพัฒนา และไม่ยอมเสียสละ ด้วยความเศร้าใจและไม่ค่อยพอใจนัก ทั้งจากการที่ตัวเขาเองถูกดึงมาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะแคนดิเดตต่างจะอาศัยภาพลักษณ์ที่ดีของ พล.อ.อนุพงษ์ ปล่อยข่าวสนับสนุนตัวเอง และไม่พอใจที่ฝ่ายการเมืองแก้ปัญหาอย่างล่าช้า แถมดูว่าจะแก้ไขไม่ได้ด้วยซ้ำ

“บ้านเมืองจะอยู่ในสุญญากาศไปอย่างนี้นานๆ ไม่ได้” บิ๊กป็อกกระตุ้นนักการเมืองราวกับจะขู่ว่า ถ้าช้า อาจต้องแก้วิกฤติด้วยวิธีการอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย

ท่ามกลางข่าวปล่อยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โทรศัพท์ทางไกลข้ามประเทศมาถึง พล.อ.อนุพงษ์ เพื่อขอให้ช่วยนายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรี และฝากให้ดูแลบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อยในยามที่อะไรก็เกิดขึ้นได้

และหากมองใน 3 ส. แล้ว พล.อ.อนุพงษ์ ก็ดูคุ้นเคยกับนายสมชายมากที่สุด ขณะที่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวกับ 2 ส. ที่เหลือ แต่กับนายสมชายนั้น พล.อ.อนุพงษ์ เคยไปร่วมโต๊ะกินข้าวด้วย แต่ก็แค่ 1-2 ครั้งเท่านั้น

จึงส่อเค้าว่าถ้านายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรี ส้มก็หล่นใส่เท้า พล.อ.อนุพงษ์ อีกแน่นอน เพราะเขาจะกลายเป็นที่ปรึกษาด้านการทหารให้กับนายสมชาย ที่อาจควบ รมว.กลาโหม เอง ซึ่งนั่นหมายถึงการที่ พล.อ.อนุพงษ์ เป็นเสมือน รมว.กลาโหม ให้เสียเอง

บทบาทของ พล.อ.อนุพงษ์ ที่อ้างว่าตนเองเป็นทหารอาชีพ ทหารของชาติ และทหารของในหลวง ในช่วงการเลือกหานายกรัฐมนตรี จึงเป็นการสะท้อนชัดว่า พล.อ.อนุพงษ์ เป็นของจริงหรือไม่ เพราะแม้ปากบอกว่าทหารไม่ยุ่งการเมือง แต่พฤติกรรมที่กระทำนั้นไม่อาจปฏิเสธได้เลย...

ตีนตะขาบ