WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 24, 2008

ล่มสลาย

พรรคเพื่อไทยเปิดตัวเรียบร้อยไปแล้วมีนายสุชาติ ธาดา-ธำรงเวชรั้งเก้าอี้หัวหน้าพรรค ส่วนรองหัวหน้าพรรค เลขาธิการก็คนหน้าเก่าจากไทยรักไทย และยังมีจากพลังประชาชนอีกด้วย พูดง่ายๆเหล้าเก่าในขวดใหม่...ว่างั้นเถอะ

เพียงแต่ว่าจะมากันทั้งพวงหรือจะต้องแยกย้ายกัน

แน่นอนว่าความเป็นไปของนักการเมืองในซีกนี้พูดง่ายๆ ก็คือไทยรักไทยเก่าซึ่งเป็นฐานกำลังทางการเมืองที่สำคัญของอดีตนายกฯทักษิณ ด้วยศักยภาพส่วนตัว ด้วยทุนหนา มีนโยบายเข้าถึงรากหญ้าหรือประชานิยม ความทันสมัยเสนอสิ่งใหม่ๆ

เหล่านี้ทำให้ไทยรักไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว ชนะเลือกตั้งอย่างขาดลอย เป็นรัฐบาลพรรคเดียวครั้งแรกในประวัติศาสตร์ การเมืองไทย

ความนิยมระดับรากหญ้า ระดับชั้นกลางใหม่จากต่างจังหวัด จากชนบทที่มีความรู้สึกว่าพวกเขาได้ฐานเสียงไทยรักไทยจึงกระจายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว ภาคอีสานนั้นที่สุดและเป็นฐานเสียงใหญ่และสำคัญ

แม้จะลอกคราบมาเป็นพรรคพลังประชาชน แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิมแม้ไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายสมัคร สุนทรเวช จึงได้เป็นนายกฯ เพราะถูกดึงมาเป็นหัวหน้าพรรค “นอมินี” โดยไม่ต้องออกแรงมากนัก

จริงๆแล้ว “นายสมัคร สุนทรเวช” ก็ไม่ได้เป็นขวัญใจมหาชน โดยเฉพาะคนอีสานไม่ได้ชมชอบเพราะรู้กันดีว่าประวัติศาสตร์การเมือง ของชายผู้นี้เป็นอย่างไร

เพียงแต่ว่าเขาได้เป็นตัวแทน “ทักษิณ” ก็เลยได้รับผลพวงทางการเมืองและการสนับสนุนอย่างที่เจ้าตัวก็งงเหมือนกัน

แต่ปรากฏการณ์ในพลังประชาชนที่เกิดปัญหาแตกแยกผ่าซีกอย่างนี้ มีการประลองกำลังทางการเมืองแบบได้เสียมาแล้ว

โอกาสที่จะเดินหน้าทางการเมืองร่วมกันต่อไปดูท่าจะยาก เพราะมันมีทั้งการแก่งแย่งชิงอำนาจ ชิงการนำ ชิงผลประโยชน์ การต่อสู้บนเก้าอี้รัฐมนตรีจึงเข้มข้น แม้วันนี้ยังไม่แตกหักแต่ก็เพียงรอเวลาเท่านั้น

เพราะนอกเหนือจากการแย่งชิงกันแล้ว ความไว้วางกำลังเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีการเอาคำว่า “เนรคุณ” มาเล่นงานกัน

มันเป็นความรู้สึกที่อยู่กันลำบากแน่

หากมีการยุบสภาหรือยุบพรรค พรรคเพื่อไทยคือจุดชี้ชัดว่าพลังประชาชนแตกหรือไม่ หากไม่มีกลุ่มเพื่อนเนวินเข้าร่วมหรือไปก็เพียงส่วนน้อยมันก็คือคำตอบ

สิ่งที่น่าสนใจก็คือหากไทยรักไทยมาสู่พลังประชาชนแตกแบบนี้ น่าจะทำให้ดุลการเมืองเปลี่ยนไปอีกครั้งแน่ อยู่ว่ากลุ่มเพื่อนเนวินไปสังกัดพรรคการเมืองใหม่จะไปรอดหรือไม่จะเป็นแบบแกนนำ ที่มีลูกพรรคเพียบแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะไม่ได้พะยี่ห้อ “ทักษิณ”

แต่ที่แน่นอนคือพรรคทักษิณแตกไปอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งน่าจะทำให้ดุลการเมืองเปลี่ยนไปอีกระนาบหนึ่ง อยู่ที่พรรคเพื่อไทยภายใต้ยี่ห้อนี้จะมีนักการเมืองมากน้อยแค่ไหนที่ร่วมวงกันต่อไป และแนวทางการเมือง นโยบายที่บอกว่า “ก๊อบปี้” มาจากไทยรักไทยและพลังประชาชนจะ “ขาย” ได้อีกหรือไม่

จะทำให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง เป็นรัฐบาลนอนมาอย่างไทยรักไทยหรือพลังประชาชนหรือไม่ ต่างๆเหล่านี้มันให้คำตอบอนาคตการเมืองได้ หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเชิงปฏิรูปอย่างที่มีการผลักดันกันอยู่

แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่เข้าเป้า ไปไม่ถึงเป้าหมาย รากหญ้าอาจเปลี่ยนแปลงความคิดหันไปสนับสนุนพรรคอื่นหรือนักการเมือง ที่โดดเด่นเข้ามาเป็นผู้นำประเทศเพราะเบื่อที่จะเกิดปัญหาขัดแย้งอีก

นั่นมันอาจจะมาถึงความล่มสลายของระบบ “ทักษิณ”.

“สายล่อฟ้า”


ฝากให้พิจารณา

โผรายชื่อครม.สมชาย 1 จะเข้าตา? หรือไม่เข้าตา? นายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หัวหน้ารัฐบาลประกาศขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว

ในฐานะนายกฯมือใหม่ “สมชาย” พร้อมจะเดินหน้าทำงานแก้ปัญหาของบ้านเมืองอย่างเต็มกำลัง

เพื่อให้ทุกปัญหาที่ติดค้างลำกล้องได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว

“แม่ลูกจันทร์” ขอฝากปัญหาใหญ่ 2 เรื่องให้นายกฯสมชายพิจารณา

ปัญหาแรกคือ “ยาบ้า” ภัยใกล้ตัวที่ทำลายอนาคตของคนไทย

เพราะขณะนี้ยาบ้ากำลังกลับมาระบาดกันอย่างมโหฬาร มีการขนยาบ้าเข้ามากระจายในกรุงเทพฯ แทบทุกตรอกซอกซอย

หลังจาก 5 ปีก่อน “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” ประกาศสงครามยาบ้าจนราบคาบเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

น่าเสียดาย 2-3 ปีที่ผ่านมา การปราบขบวนการค้ายาบ้า รู้สึกว่าจะไม่เต็มลูกสูบเท่าที่ควร

วันนี้ ปัญหายาบ้ากำลังยกระดับกลับมาเป็นวิกฤติสังคมไทย!!

เมื่อก่อนขบวนการค้ายาบ้าจะทะลักเข้ามาทางภาคเหนือทางเดียว แต่เดี๋ยวนี้ขบวนการค้ายาบ้าไหลบ่าเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง มียาบ้านับร้อยล้านเม็ดสต๊อกอยู่ตามตะเข็บชายแดนรอขนเข้าประเทศไทย

รูปแบบการขนยาบ้าก็แนบเนียนยากแก่การจับกุม การกระจายยาบ้าจากผู้ขายถึงผู้ซื้อก็สะดวกโยธิน

เมื่อยาบ้าหาซื้อได้ง่ายจำนวนผู้เสพรายใหม่ก็เพิ่มขึ้นทุกวัน คนที่เคยเลิกยาบ้าไปแล้วก็หวนกลับมาติดยาบ้าซ้ำรอยเดิม

จำนวนคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาบ้าก็เพิ่มมากกว่าเก่าอย่างน่าตกใจ

“แม่ลูกจันทร์” ขอกระชุ่น “นายกฯสมชาย” ให้เทกแอ็กชั่นประกาศสงครามปราบปรามขบวนการค้ายาบ้าอย่างเข้มข้นขุดรากถอนโคน

ยัง...ยังมีอีกวิกฤติที่รอพิสูจน์ฝีมือ นายกฯคนใหม่ คือวิกฤติไฟใต้ที่บานทะโร่ มาแล้ว 4 ปี

“แม่ลูกจันทร์” ไม่คาดหวังว่า “สมชาย” จะดับไฟใต้ได้ด้วยตัวเอง

เพราะถ้าแก้ได้ง่ายๆ คงไม่ยืดเยื้อผ่านมือนายกฯมาแล้ว 3 คน!!

แต่ประเด็นที่ “สมชาย” ต้องระวังคือรัฐบาลต้องไม่หลวมตัวไปเจรจากับกลุ่มผู้ก่อ การร้ายโดยตรง!!

เพราะจะเป็นการรับรองสถานะของโจรก่อการร้ายทันที

ส่วนใครจะอาสาเจรจาก็เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล

อย่างที่ล่าสุด มีการเปิดเวทีเจรจา 3 เส้า เพื่อแก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ของไทย ที่เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งได้เชิญผู้แทนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบชื่อ “นายวาห์ยุดิน มูหะหมัด” และตัวแทนฝ่ายไทยคือ “พล.ท.ขวัญชาติ กล้าหาญ” อดีตแม่ทัพภาค 4 โดยมีรองประธานาธิบดีอินโดนีเซีย “นายยูซุฟ คัลลา” ในฐานะคนกลางเป็นโต้โผเจรจา

ถ้าการเจรจาที่อินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพ เกิดผลทางปฏิบัติสามารถยุติความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ได้จริงก็เป็นเรื่องที่ดี

ก็ต้องขอบคุณรัฐบาลอินโดนีเซียที่รับอาสาเข้ามาช่วยแก้ปัญหาของเรา

แต่ถ้าการเจรจาล้มเหลว ก็ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลไทย

“แม่ลูกจันทร์” ขอย้ำว่าการเจรจา 3 เส้า โดยมีประเทศที่ 3 เป็นตัวกลาง ก็ไม่แน่ว่าจะสำเร็จเสมอไป

อดีตนายกฯมาเลเซีย “มหาเด่” ก็เคยเป็นเจ้าภาพเจรจา 3 เส้ามาแล้วเช่นกัน ปรากฏว่าไม่ได้ผล เพราะคนที่เป็นตัวแทนเจรจาไม่ใช่หัวหน้าโจรตัวจริง

หรือเหมือนที่ “บิ๊กเหวียง” พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร เอาใครก็ไม่รู้ที่อ้างว่าเป็นหัวหน้าสูงสุดขบวนการแบ่งแยกดินแดน ไปออกทีวีประกาศหยุดยิงจนขำกลิ้งกันทั้งเมือง

ล่าสุด “บิ๊กจิ๋วหวานเจี๊ยบ” ก็ออกมาประกาศความสำเร็จว่าได้เจรจากับหัวหน้าโจรก่อการร้ายตัวจริง ตกลงจะยุติการก่อเหตุร้ายใน 3 จังหวัดภาคใต้อย่างแน่นอนตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม เป็นต้นไป

“บิ๊กจิ๋ว” พูดอะไร ฟังหูไว้หูซะก่อนนะโยม.

แม่ลูกจันทร์


หักนักรบสยบซ่าพ่อมด

เบี้ยวนักรบ คบไม่ได้

นี่คือบทสรุปของบรรดาขาใหญ่ที่ร่วมอยู่ในวงแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่ยอมอดตาหลับ ขับตานอน เมื่อค่ำคืนวันที่ 11 ยันรุ่งเช้าวันที่ 12 กันยายน ร่วมเดินเกมเบรกชื่อ “สมัคร สุนทรเวช” สลาย “แก๊งออฟโฟร์” หักดิบ “พ่อมดเขมร” เปิดทางให้ “ส.” สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นแท่นนายกรัฐมนตรี สมใจเมียรัก

ถึงเวลาโดนหักหลังระนาวเลย

ไม่ต้องพูดถึง “ข้าวนอกนา” คิวของพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่กว่าจะปิดเกมยื้อต่อรองได้ก็ปาเข้าสี่ทุ่มกับอีกยี่สิบนาทีของคืนวันที่ 22 กันยายน โดยคำขู่นิ่มๆของนายกฯสมชาย

ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ไปเป็นฝ่ายค้านก่อน เพราะเรารอไม่ได้

ที่สุดก็เป็นนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่อ้างกันว่า โดนแบล็กลิสต์จากลอนดอน สั่งสอนโทษฐานมีพฤติกรรมเป็น “ปฏิปักษ์” ยึกยักฝักใฝ่ฝ่ายตรงข้ามนายใหญ่

เจอสั่งห้ามเข้าเขต ครม.พลังประชาชน

เบื้องต้นเหตุผลตามข่าวเป็นอย่างนี้ แต่ที่ลึกไปกว่านั้นมันยังเกี่ยวโยงกับเกมฮั้วข้ามพรรคของสาขา “เพื่อนเนวิน” กับก๊วนบ้านริมน้ำของนายสุชาติ ตันเจริญ บวกกับอาการแหย่เพื่อแซะของ “เจ๊แดง” ที่ต้องการยึดเก้าอี้ รมว.อุตสาหกรรมไปแลกกับ “เจ๊เป้า” นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย เพื่อเปิดทางให้คนของนายยงยุทธ ติยะไพรัช กลับไปนั่งสานงานเก่าที่กระทรวงทรัพยากรฯ

“สุวิทย์” เลยกลายเป็นลูกฟุตบอล โดนเตะเด้งไปเด้งมา

ไม่ได้อกได้ใจ แม้จะอยู่ในบรรดาหัวหอกที่ร่วมอยู่ในแผนเบรกชื่อ “สมัคร” ดึงเกมไม่ให้ ฝ่ายฮาร์ดคอร์ของพรรคพลังประชาชน ล่อทหารขับรถถังออกมารวบทั้งยวง

แต่พลาด “เสียตัว” ให้เขาแล้ว จะพูดอะไรออก

และคิวของพรรคเพื่อแผ่นดินก็แค่ข้าวนอกนา นับประสาอะไรข้างในพรรคพลังประชาชนด้วยกันเอง ยังโดนหักกันถ้วนหน้า

ที่เห็นๆไม่มีชื่อ พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน กลุ่มโคราช อยู่ในโผรัฐมนตรีใหม่ ทั้งๆที่เป็นโต้โผใหญ่ร่วมเคลื่อนไหวต่อสู้สนับสนุนให้นายสมชาย ได้เป็นนายกฯ

ตกสำรวจ ชื่อหายไปเลย

นอกจากรายการเบี้ยวนักรบแล้ว ยังมีคิว “สั่งสอน” พวกใจรวนเรแปรพักตร์

โดยเซอร์ไพรส์ชื่อของ “ส.” สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จาก 1 ใน 3

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โอกาสได้ลุ้นมากกว่า “ส.” สมชาย ซะด้วย แต่ สุดท้ายโผพลิก ถูกจับมานั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีควบ รมว.ต่างประเทศ แบบไม่มีเหตุผลความเหมาะสมรองรับ

หากมองในแง่ดี เป็นการตกรางวัลที่ยอมลดตัวเล่นบทเป็นมือเป็นไม้ให้ “คุณนายแดง” คอยวิ่งประสาน เดินเกมต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาล

เฮฮาแฮปปี้กันไป

แต่ถ้ามองในแง่ลบ โดยรูปการณ์หวังดีแต่ประสงค์ร้าย เบื้องหลังน่าจะโยงกับอาการไม่นิ่งของนายสมพงษ์ ในช่วงเข้าด้ายเข้าเข็ม วิ่งต่อสาย “เพื่อนเนวิน” ในฐานะอดีตลูกพี่กลุ่ม 16 ขอเสียงสนับสนุนบี้กับ “ส.” สมชาย หลุดเผยไต๋ไม่ใช่เลือดแท้เพียวๆ

งานนี้เลยต้อง “บอนไซ”

จับ “สมพงษ์” ไปนั่งในกระทรวงที่แห้งแล้งกันดาร ปิดช่องทางสะสมเสบียง ไม่ให้มีโอกาสไปแท็กทีมกับ “แก๊งพ่อมดเขมร” ตั้งค่ายสู้กับพรรคเพื่อไทย ในอนาคตอันใกล้

ทาบบารมีนอมินีของ “นายใหญ่”

แต่ที่รับไปเนื้อๆ เจ็บแสบสุดๆก็คือคนชื่อ “เนวิน ชิดชอบ”

จนนาทีสุดท้ายก็ยังไม่มีชื่อของนายทรงศักดิ์ ทองศรี รักษาการ รมช. คมนาคม ลูกพี่ลูกน้องกับนายเนวิน ได้รับแบบฟอร์มกรอกประวัติรัฐมนตรี

ขณะที่นายสุพล ฟองงาม รักษาการ รมช.มหาดไทย หนึ่งในสี่รัฐมนตรีพะยะห้อ “ก๊วนเพื่อนเนวิน” ก็ออกมาปฏิเสธหน้าตาเฉย จากนี้ไปไม่ใช่โควตาของ “พ่อมดเขมร”

แปรพักตร์กันซึ่งๆหน้า

และก็เป็นอะไรที่พอจะเดาชะตากรรมได้ล่วงหน้า ล่าสุด นายเนวิน ในฐานะอดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามที่ศาลนัดพิจารณาคดีร่วมกันทุจริตจัดซื้อต้นกล้ายางพารา 90 ล้านต้น มูลค่ากว่า 1,440 ล้านบาท

แนวโน้มคงไม่ต่างจาก “นายใหญ่” ไม่ช้าก็เร็วอาจได้ไปใช้ชีวิต อยู่ต่างแดน

นี่เองน่าจะเป็นเหตุให้บรรดา “ลูกกรอก” กล้าแหกคาถา หนีโดนจับใส่หม้อถ่วงน้ำ ฉีกตัวต่อสายตรงรับโบนัสจากฝ่ายเลือดแท้ “นายใหญ่”

ไม่กลัวอิทธิฤทธิ์มนต์เขมรอีกต่อไป.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน


เฉลิมคัมแบ็กสธ. สุชาติคลัง หามจิ๋วรองนายกฯ

สืบเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคมัชฌิมาธิปไตย เรื่องการแก่งแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรีกันเองภายในพรรค จนทำให้การจัดโผรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่พยายามเร่งรัดให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อสยบปัญหาการเมืองภายในพรรคพลังประชาชน และเร่งทำผลงานรัฐบาลออกมาโชว์เพื่อสยบข่าวนอมินีนั้น

บ้าน “สมชาย” หัวกระไดไม่แห้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศความเคลื่อนไหวของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ก.ย.นี้ นายสมชายยังคงเก็บตัวเงียบอยู่ในบ้าน ภายในหมู่บ้านเบเวอร์รี่ฮิลส์ ถนนแจ้งวัฒนะ และได้ยกเลิกกำหนดการในการเดินทางไปตรวจความเรียบร้อยของสนามบินดอนเมือง ที่จะใช้เป็นสถานที่ทำงานของข้าราชการและรัฐมนตรีแทนทำเนียบรัฐบาล โดยในช่วงเช้าเมื่อเวลา 09.20 น. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รักษาการ รมว. ยุติธรรมและรองหัวหน้าพรรค นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ส.ส.เชียงใหม่ นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน เดินทางเข้าพบ โดยนายสมพงษ์ใช้เวลาในการเข้าพบนานประมาณ 1 ชั่วโมง จึงเดินทางกลับออกไป จากนั้นเมื่อเวลา 10.30 น. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ได้เดินทางเข้าพบนายสมชายเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ต่อมาในเวลาไล่เลี่ยกับนายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน หนึ่งในรายชื่อที่จะได้รับเก้าอี้รัฐมนตรีในครั้งนี้ ขณะเดียวกัน นายลอยเลื่อน บุญนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ได้เดินทางเข้าพบนายกฯ โดยใช้เวลาในการเข้าพบนานประมาณ 1 ชั่วโมง ทั้งนี้ นายลอยเลื่อนกล่าวว่า วันอังคารที่ 23 ก.ย.นี้ จะไม่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี ตามที่เป็นข่าวไปแล้วแต่อย่างใด

นายกฯเผยโผ ครม.เสร็จเรียบร้อย

ต่อมาเมื่อเวลา 15.30 น. นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ รักษาการ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เดินทางเข้าพบนายกฯ ไล่เลี่ยกับนายสุรชัย ภู่ประเสริฐ เลขาธิการ ครม. ที่เดินทางตามหลังมา โดยนายอนุสรณ์ได้เข้าพบนายสมชายนานประมาณ 1 ชม. ก่อนเดินทางกลับออกไป

เมื่อเวลา 16.00 น. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายอีริค จี จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้เข้าเยี่ยมคารวะ เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของไทย โดยกล่าวถึงความคืบหน้าการจัดคณะรัฐมนตรีว่า การจัด ครม.น่าจะเสร็จภายในวันที่ 22 ก.ย.นี้ เมื่อถามว่าหลายคนพยายามจับตา และคาดหวังว่า ครม.ชุดนี้จะไม่ยี้เหมือน ครม.ชุดที่แล้ว นายสมชายกล่าวว่า อย่างที่เคยเรียนว่าก็พยายามทำให้ดีที่สุด แต่ว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์จะมีหรือไม่ก็แล้วแต่ เพราะเป็นความเห็นในฐานะที่เป็นคนทำและรับผิดชอบตรงนี้ ก็พยายามทำให้ดี

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

ไม่หวั่นจี้สอบทรัพย์ลูกสาว สมชายเชื่อแค่ประมาท

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี กล่าววานนี้ (23 ก.ย.) กรณี นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา เตรียมยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบ นางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน บุตรสาว หลังตรวจสอบพบว่าไม่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินจำนวนกว่า 100 ล้านบาท ที่ถูก คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) อายัดไว้ต่อ ป.ป.ช.ว่า ยังไม่ทราบข้อมูล เนื่องจากบุตรสาวยังไม่ได้นำเรื่องมาหารือ

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ไม่รู้สึกหนักใจต่อกรณีนี้ เพราะหากเป็นความประมาทของบุตรสาวก็แก้ไขได้ คงไม่เป็นไร ส่วนกรณีมีการระบุว่า กรณีดังกล่าวอาจเป็นเกมการการเมืองของฝ่ายตรงข้าม เพื่อดิสเครดิตนายกรัฐมนตรีและคนใกล้ชิด หรือมีการตั้งธงเรื่องนี้ไว้ ตนไม่รู้ ก็ไปช่วยกันคิดว่าเป็นยังไง


ศาลไต่สวนคดีทุจริตกล้ายางนัดแรก

เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ (23 ก.ย.) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายบุญรอด ตันประเสริฐ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนทุจริตจัดซื้อกล้ายางพารา 90 ล้านต้น พร้อมองค์คณะจำนวน 9 คน นัดพิจารณาคดีครั้งแรกในคดีหมายเลขดำที่ อม. 4/2551 ที่ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ฟ้องนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมช.เกษตรฯ ในฐานะเป็นผู้ริเริ่มโครงการ นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง นายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีต รมว.เกษตรฯ และนายอดิศัย โพธารามิก อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะเป็น คชก. กับพวกบริษัทเอกชนและกลุ่มข้าราชการ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-44 ในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) มาตรา 4, 10-14 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ มาตรา 11 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ทุจริตหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จเพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

การพิจารณานัดนี้โจทก์และจำเลยทั้ง 44 คนมาศาล ศาลได้อ่านคำฟ้องให้จำเลยทั้งหมดรับทราบ โดยจำเลยทั้ง 44 คน ยืนยันให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จำเลยที่ 7 และ 13 แถลงไม่ขอแต่งทนายความ ส่วนจำเลยที่เหลือแถลงขอให้ศาลสืบพยานลับหลังจำเลย เมื่อโจทก์ ไม่คัดค้าน ศาลจึงอนุญาตให้สืบพยานลับหลังได้ จากนั้น กำหนดให้จำเลยยื่นบัญชีพยานหลักฐานต่อศาล และให้ ระยะเวลาจำเลยนำพยานหลักฐานยื่นให้ศาลภายใน 2 เดือน โดยศาลนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 16, 17 และ 18 ธ.ค. 51 เวลา 10.00 น. ให้โจทก์และจำเลยยื่นบัญชีพยาน และแนวทางการต่อสู้คดีต่อศาล เป็นเวลา 7 วัน ก่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐาน


แกนนำพันธมิตรฯ พร้อมเจรจารัฐบาล แต่ต้องมีกรอบชัดเจน

กทม. 24 ก.ย. - แกนนำพันธมิตรฯ พร้อมเจรจาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์บ้านเมือง แต่ต้องมีการวางกรอบเจรจาอย่างชัดเจน

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ทำเนียบรัฐบาล แกนนำทั้ง 5 คน ยังขึ้นเวทีปราศรัย โดยพุ่งเป้าโจมตีระบอบการเมืองแบบเก่าที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับบุคคลใกล้ชิดนักการเมือง

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และแกนนำรัฐบาลหลายคน พยายามติดต่อขอเปิดการเจรจากับแกนนำพันธมิตรฯ แต่ยังไม่มีความคืบหน้า เพราะทั้งหมดต้องอยู่ที่รัฐบาล และเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การเจรจาต้องเริ่มที่นายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องยุติบทบาทของคนรอบข้างที่จะสร้างความขัดแย้งเพิ่มเติม และต้องวางกรอบการเจรจาให้ชัดเจน และให้ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจเท่านั้นมาเจรจา

ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปก. แกนนำได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยใช้หลักนิติรัฐ เนื่องจากมีการกระทำผิดกฎหมายหลายมาตรา. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-24 02:00:56


พปช.ใช้ฐานเสียงอีสาน-ใต้ในกรุงหนุน ประภัสร์ ชิงผู้ว่าฯ กทม.



กรุงเทพฯ 23 ก.ย. - นางฐิติมา ฉายแสง รองโฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงผลการประชุมพรรคว่า ที่ประชุมเปิดโอกาสให้นายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงนโยบายและแสดงวิสัยทัศน์การหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ สมาชิกได้แสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยเห็นว่า ฐานเสียงส่วนใหญ่ของพรรคอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงให้ ส.ส.ในพื้นที่รณรงค์หาเสียงช่วยเหลือนายประภัสร์ เนื่องจากมีคนอีสานเข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน จะใช้ความนิยมของคนภาคใต้ที่ชื่นชอบนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี มาสนับสนุนนายประภัสร์ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 3 ต.ค.นี้ นายกรัฐมนตรีจะไปช่วยนายประภัสร์ ปราศรัยหาเสียงใหญ่ที่ท้องสนามหลวง เชื่อว่าช่วงเวลาที่เหลือจะทำให้ความนิยมในตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ของพรรค ดีขึ้นตามลำดับ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-23 18:05:18


วิจัยกสิกรเผยเทศกาลกินเจปีนี้ไม่คึกคักเหตุผักแพงคนไร้อารมณ์เพราะการเมือง


วิจัยกสิกรเผยเทศกาลกินเจปีนี้ไม่ค่อยคึกคัก เหตุบางคนขาดอารมณ์ร่วมในกิจกรรม เพราะเครียดจากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อมานาน ส่วนคนกรุงที่ตั้งใจกินเจหันมาประหยัดเพราะราคาสินค้าพุ่งขึ้นโดยเฉพาะผัก จึงหันไปพึ่งอาหารเจสำเร็จรูปมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อร้านอาหารเจตามสั่ง คาดปีนี้เงินสะพัด 2,100 ล้าน น้อยกว่าปีที่แล้วกว่า 10%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เผยผลสำรวจพฤติกรรมการบริโภคอาหารเจในช่วงเทศกาลกินเจ 2551 ภายใต้หัวข้อ “คนกรุงเทพกับเทศกาลกินเจปี 2551” จากกลุ่มตัวอย่าง 377 คน ระหว่างวันที่ 8-15 กันยายน 2551 โดยกระจายกลุ่มตัวอย่างตามอายุและรายได้ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่บริโภคอาหารเจเป็นประจำ แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในช่วงเทศกาลกินเจ ซึ่งมีอยู่ 10.7% ของคนกรุงเทพที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ถัดมาเป็นกลุ่มที่บริโภคอาหารเจเฉพาะในช่วงเทศกาลกินเจ 47.1% ของคนกรุงเทพที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง และที่เหลือ 42.2% เป็นกลุ่มที่บริโภคอาหารเจหน้าใหม่ และกลุ่มที่บริโภคอาหารเจตามแฟชั่น

โดยสองกลุ่มแรกนับว่าเป็นผู้ที่สร้างเม็ดเงินสะพัดให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหารเจในช่วงเทศกาลกินเจทุกปี แม้ว่าในปีนี้ผู้ที่บริโภคอาหารเจจะเน้นความประหยัด แต่ด้วยราคาวัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหารเจสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะผัก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการประกอบอาหารเจ

จากการสำรวจพบว่าคนกรุงเทพที่เป็นกลุ่มตัวอย่างคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการรับประทานอาหารเจเฉลี่ยประมาณวันละ 100-120 บาทต่อคน ซึ่งใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเมื่อเทียบกับในปี 2550 เมื่อนำมาคำนวณโดยอิงกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารเจแล้ว คาดว่ามูลค่าของธุรกิจอาหารเจในกรุงเทพฯ ในปี 2551 จะอยู่ที่ประมาณ 2,100 ล้านบาท เฉพาะในช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน เพิ่มขึ้นประมาณ 8.2% เมื่อเทียบกับปี 2550 ซึ่งนับว่าอัตราการขยายตัวของมูลค่าตลาดอาหารเจในปีนี้ต่ำกว่าเมื่อปีก่อนที่มีอัตราการขยายตัวเกือบ 10%

ทั้งนี้ เนื่องจากคนกรุงเทพที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเน้นประหยัด และอยู่ในภาวะที่ไม่มีอารมณ์ร่วมในการที่จะเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ ของเหตุการณ์ความเครียดจากความวุ่นวายทางการเมือง แต่ยังมีปัจจัยที่ยังคงเอื้ออำนวยในการเติบโตต่อธุรกิจอาหารเจ เนื่องจากจำนวนคนกรุงเทพรับประทานอาหารเจเพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น แต่เลือกวันและเลือกมื้อ รวมทั้งการรับประทานอาหารเจเพื่อที่จะได้ทำตามประเพณีขอร่วมกินเจทำบุญล้างกายและล้างใจ โดยการละเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์ เท่ากับเป็นการลดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

ทั้งนี้ การบริโภคอาหารเจสำเร็จรูปหรืออาหารเจกึ่งสำเร็จรูปพบว่ามีมากขึ้น เพราะราคาไม่แพง มีคุณภาพ และสะอาด ซึ่งอาหารเจสำเร็จรูปหรืออาหารเจกึ่งสำเร็จรูปสามารถตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้

ส่วนร้านอาหารเจสำเร็จรูปประเภทตักขายหรือตามสั่งต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรักษายอดขาย และต้องพลิกแพลงสูตรอาหารเช่นกัน เนื่องจากคาดว่าราคาวัตถุดิบในการประกอบอาหารเจโดยเฉพาะผักต่างๆ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการประกอบอาหารเจคาดว่าจะมีราคาสูงขึ้น ผู้ขายอาหารเจกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมากในปีนี้ โดยการปรับราคาเพิ่มขึ้นนั้นทำได้ยาก เนื่องจากมีคู่แข่งขันในตลาดค่อนข้างมาก

ดังนั้น ทางเลือกของร้านอาหารเจสำเร็จรูปประเภทตักขายหรือตามสั่ง ที่จะรักษายอดขายได้ในช่วงเทศกาลกินเจคือ เลือกวัตถุดิบและหาแหล่งวัตถุดิบเพื่อลดต้นทุนในการผลิต ลดปริมาณอาหารลงเล็กน้อย หรือขึ้นราคาอาหารประมาณ 5-10 บาทต่อถุงหรือจาน

ทั้งนี้ เทศกาลกินเจที่จะมาถึงในวันที่ 29 กันยายนนี้ คาดว่าสภาพตลาดจะมีการแข่งขันอย่างรุนแรง เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ถดถอย และมุ่งเพิ่มยอดขายเพื่อให้ผลประกอบการปลายปีเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยรูปแบบการแข่งขันจะยังคงเป็นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายตามจุดขาย จัดรายการส่งเสริมการจำหน่ายเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง และพยายามลดต้นทุนทุกด้านเพื่อคงราคาสินค้าไว้ รวมถึงการเข้าสนับสนุนในชุมชนที่จัดพิธีกินเจ เช่น ภูเก็ต ตรัง เป็นต้น

สำหรับส่วนประกอบอาหารเจที่ได้รับความนิยมในช่วงเทศกาลกินเจ ได้แก่ ผักต่างๆ ซึ่งนับว่าเป็นวัตถุดิบสำคัญอย่างหนึ่งในการประกอบอาหารเจ โปรตีนเกษตร โดยยอดจำหน่ายโปรตีนเกษตรในช่วงเทศกาลกินเจในแต่ละปีคาดว่าสูงถึง 200 ล้านบาท และน้ำมันพืชและซอสปรุงรส ซึ่งประมาณการว่าในช่วงเทศกาลกินเจในแต่ละปียอดจำหน่ายน้ำมันพืชและซอสปรุงรสเพิ่มขึ้นอีก 5% ของยอดจำหน่ายปกติ

ประชาทรรศน์ตูน