WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 25, 2008

ลากไส้ขบวนการกบฏพันธมิตรฯ.....โดย Albatross (เพิ่มเติม)

ลากไส้ขบวนการกบฏพันธมิตรฯ

โดย.....Albatross

21 กันยายน 2551

ในที่สุดบริษัทใหญ่ๆ หลายบริษัทที่มีชนักคดี ปรส.อัปยศขายชาติมูลค่ากว่าแสนล้านบาทติดหลังอยู่ก็เริ่มปล่อยเกาะกบฏพันธมิตรฯ หน้าทำเนียบให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวและหิวโหย เพราะคดีดังกล่าวได้หมดอายุความไปแล้ว อีกทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช หนึ่งเดียวที่เคยประกาศกร้าวว่าจะทวงเงินของแผ่นดินจากคดีนี้คืนก็ได้กลายเป็นอดีตไปแล้วจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้การสนับสนุนกบฏพันธมิตรฯ อีกต่อไป ม็อบจัดจ้างจึงลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วจนแกนนำรู้สึกวิตกกังวลอย่างหนัก การห้อมล้อมเหล่าแกนนำเพื่อป้องกันการบุกจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงกลายเป็นหน้าที่หลักของเหล่าสาวก “สันติอโศก” ของนายรักษ์ รักพงศ์ หรือ โพธิรักษ์ ซึ่งไม่เคยลดจำนวนลงเลย สันติอโศกคือใคร ทำไมจึงยอมปกป้องแกนนำกบฏพันธมิตรฯ โดยไม่สนใจสินจ้างรางวัลและถวายชีวิตให้ได้ถึงเพียงนี้

การขับเคลื่อนม็อบพันธมิตรฯ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร จนถึงปัจจุบัน หลายต่อหลายครั้งที่มีผู้เข้าร่วมชุมนุมบางตาแค่หลักร้อยแต่สามารถทำให้เพิ่มขึ้นได้ชั่วข้ามคืนโดยกำลังเสริมจากสาวกสันติอโศก ใครคือผู้สั่งรวมพลสาวกสันติอโศก จำลอง หรือ โพธิรักษ์ ?

ทุกๆที่ ที่ม็อบกบฏพันธมิตรฯ หยุดปักหลัก สิ่งอำนวยความสะดวกในทุกๆด้านที่เป็นสมบัติของ กทม.จะเข้าถึงทันที ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านเช่น นปก.ต้องอยู่กันอย่างทุลักทุเลไม่เคยได้รับการเหลียวแลและถูกหมางเมินเมื่อถูกร้องขอ เผลอเมื่อไรเป็นต้องถูกเทศกิจรื้อเวทีทุกครั้งไป แต่ถ้าเป็นม็อบกบฏพันธมิตรฯ กทม.จะนำแผงเหล็กไปกั้นการจราจรให้ทันที เป็นเพราะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนของพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับการทำลายชาติของกบฏพันธมิตรฯ อย่างนั้นหรือ ?

นักวิชาการตลอดจนแพทย์บางส่วน ผู้ได้รับการยกย่องจากสังคมได้ร่วมมือกับสื่อเกือบทุกแขนงออกมาทำลายล้างรัฐบาลที่เพิ่งเริ่มทำงานมาได้ไม่นานเพราะรัฐบาลชั่วร้ายจนเหลือทนหรือเสียผลประโยชน์เพราะรัฐบาลคุณสมัครฯ ประกาศสานต่อนโยบายของรัฐบาลคุณทักษิณฯ กันแน่ ?

คนที่เข้าไปร่วมชุมนุมกับกบฏพันธมิตรฯ แน่นอนว่าต้องมีทั้งที่ถูกจ้างมาและพลังบริสุทธิ์ แต่การที่พลังบริสุทธิ์ยอมทุ่มเทจิตวิญญาณเข้าร่วมชุมนุมและปกป้องแกนนำด้วยชีวิต เป็นเพราะพวกเขาเชื่อในสิ่งที่สนธิฯ โกหกหรือต้องการจะปกป้องอะไรบางอย่างที่ตัวเองรักและเทิดทูน ?

“แล้วเหล่าชนชั้นสูงล่ะ......ทำไมจึงไม่ชอบรัฐบาลประชาธิปไตย”

“เพราะเชื่อสนธิฯ หรือเห็นแก่ตัว ?”

หลายกลุ่มที่กล่าวไว้ข้างต้นเป็นตัวอย่างกลุ่มหลักๆ ที่กำลังทำตัวเป็นศัตรูกับรัฐบาล แต่ถ้าเพ่งเล็งไปที่ม็อบกบฏพันธมิตรฯ หน้าทำเนียบ กลุ่มที่น่าที่จะนำออกมาตีแผ่ให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยได้รับรู้มากที่สุดเพราะเป็นกลุ่มกำลังหลักที่ทำให้ม็อบพันธมิตรฯ คงรูปอยู่ได้หน้าทำเนียบดังเช่นทุกวันนี้คือ “สาวกสันติอโศก” จึงขอตีแผ่คนกลุ่มนี้ก่อนเป็นกลุ่มแรกก่อนจะไปถึงกลุ่มอื่นๆ เป็นลำดับต่อไป

เป็นที่ทราบกันดีว่าลัทธินอกรีตสันติอโศกถูกก่อตั้งขึ้นโดยโพธิรักษ์พระนอกรีตผู้ประกาศตัวเป็นศัตรูกับมหาเถรสมาคมไทย เดิมชื่อ นายมงคล รักพงษ์ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น นายรัก รักพงษ์) เป็นคนศรีษะเกษโดยกำเนิดมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและมีวาจาเป็นเลิศ อดีตเป็นผู้กำกับละครเวทีมือทองทางโทรทัศน์ผู้โด่งดังเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ในช่วงที่ยังมีอาชีพเป็นผู้กำกับ นายรัก รักพงษ์ จัดว่าเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายด้วยรายได้มหาศาลที่ตัวเองสามารถหามาได้โดยง่าย จากงานในวงการบันเทิงและงานสอนหนังสือถึงเดือนละ 120,000 บาท ในขณะที่เงินเดือนนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเท่ากับ 40,000 บาท

นายรัก รักพงษ์ เสพสุขอยู่บนกองเงินกองทองได้ไม่นานก็เกิดอาการผิดเพี้ยนทางอารมณ์อย่างรุนแรง ซึ่งอาจเกิดจากการเสพสุขจนเอียน คิดว่าความสุขที่กำลังเสพอยู่นั้นยังไม่ถึงที่สุด จึงคิดหาวิธีที่จะสามารถสร้างความสุขให้ตัวเองได้มากกว่าเดิมโดยเริ่มศึกษาวิชาไสยศาสตร์อย่างจริงจังจนถึงขั้นงมงายและออกมายืนยันกับสาธารณะว่าไสยศาสตร์มีจริงและตนเองคือผู้ขมังเวทวิทยาคมไสยศาสตร์มนต์ดำ ฯ จึงถูกปฏิเสธจากวงการบันเทิงแต่ก็อ้างว่าตนเองเป็นผู้ละทิ้งวงการออกมาเอง นายรักฯ ดำรงตนเป็นผู้ขมังเวทอยู่พักใหญ่ก่อนตัดขาดจากทางโลกมาศึกษาพระธรรมได้ถึงขั้นแตกฉานและพบว่าพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ดีกว่าไสยศาสตร์ที่เคยงมงายจึงตัดสินใจออกบวชเป็นพระภิกษุภายใต้ข้อบัญญัติแห่งมหาเถรสมาคมไทย โพธิรักษ์บวชอยู่ได้ไม่นานก็มีเหตุให้ต้องลาออกจากการเป็นพระภิกษุของมหาเถรสมาคมด้วยเหตุผลที่อ้างว่าตนและพวกไม่สามารถปฏิบัติตามข้อบัญญัติของมหาเถรสมาคมที่ผิดเพี้ยนไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ แต่เหตุผลที่แท้จริงคือ โพธิรักษ์ได้อวดอุตริมนุษย์ธรรมแอบอ้างตนเป็นพระอรหันต์และขอเทศนาสั่งสอนพุทธบริษัท แต่ถูกปฏิเสธโดยพระผู้ใหญ่เพราะพรรษายังน้อย ทำให้ โพธิรักษ์ หันหลังให้กับมหาเถรสมาคมและประกาศลัทธิใหม่โดยมีตัวเองเป็นเจ้าลัทธิทันที

ด้วยกิริยาสำรวมน่าเลื่อมใสและสีจีวรสีไม้กรักที่ไม่เหมือนพระภิกษุทั่วไปประกอบกับเป็นผู้แตกฉานในพระพุทธศาสนาและมีวาจาเป็นเลิศจึงได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากผู้เคร่งศาสนาในชนบทอย่างรวดเร็ว โพธิรักษ์จึงจัดตั้งชุมชนสันติอโศกขึ้นและขยายสาขาออกไปได้อย่างรวดเร็วในหลายจังหวัดเช่น ชุมชนปฐมอโศก จ.นครปฐม ชุมชนศรีษะอโศกที่บ้านเกิด จ.ศรีษะเกษ ชุมชนสีมาอโศก จ.นครราชสีมา เป็นต้น โพธิรักษ์ได้เร่งเผยแผ่ลัทธิของตัวเองด้วยเงินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการบริจาคโดยสร้างโรงพิมพ์เพื่อผลิตสื่อสิ่งพิมพ์เอง สร้างห้องอัดสำเนาเทปคลาสเสทคำสอนของตัวเองออกจำหน่ายโดยใช้แรงงานของเหล่าสาวกที่ไม่ต้องเสียเงินจ้างเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว คำสอนของโพธิรักษ์จึงสามารถแพร่ออกไปได้อย่างรวดเร็ว

ชุมชนสันติอโศกเป็นชุมชนของผู้ปฏิบัติธรรมที่ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา นักปฏิบัติธรรมในชุมชนสันติอโศกส่วนใหญ่เป็นพวกเคร่งศาสนาและปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่แล้ว แต่เบาปัญญาเพราะการศึกษาขั้นพื้นฐานต่ำ จึงถูกชักจูงได้ง่ายและหลงเชื่ออย่างงมงายบางคนถึงขั้นสามารถตายแทนโพธิรักษ์ได้ วิธีการชักจูงคนเหล่านี้ให้เข้ามาปฏิบัติธรรมจะใช้วิธี ให้สาวกไปชักชวนคนใกล้ชิดด้วยวิธีและคำพูดที่ได้รับการปลูกฝังเป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัวจากโพธิรักษ์ เรียกได้ว่าสามารถถอดคำพูดของโพธิรักษ์ออกไปได้ชนิดคำต่อคำเลยทีเดียว โดยสร้างความน่าเชื่อถือให้ชุมชนด้วยการอ้างถึงผู้มีฐานะและชื่อเสียงที่แวะเวียนเข้ามาทำบุญว่าเป็นส่วนหนึ่งของสันติอโศก ด้วยวาทศิลป์เดียวกันอย่างไม่ผิดเพี้ยนนี้เองทำให้ชุมชนสันติอโศกเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดมีการบริหารจัดการปัจจัย 4 แบบระบอบคอมมิวนิสต์ ทุกคนในชุมชนที่กินนอนอยู่ประจำจะร่วมกันทำงานตามความถนัดและได้รับมอบหมายด้วยความซื่อสัตย์ ผลิตผลที่ได้ทุกชนิดจะเก็บเข้าสู่ส่วนกลาง แล้วดำเนินการจัดสรรปันส่วนตามที่แต่ละคนต้องการ แต่ด้วยเหตุที่ทุกคนถูกปลูกฝังอย่างฝังหัวว่าให้อยู่อย่างสมถะทุกคนจึงพร้อมใจกันแข่งกันเก่า(ใส่เสื้อผ้าเก่าไม่เอาของใหม่) แข่งกันอด(อาหาร) จึงไม่เคยมีปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่องการแบ่งผลประโยชน์เกิดขึ้นเลย นับว่าเป็นวิธีการบริหารจัดการที่แยบยลมาก

สำหรับสาวกที่ไม่สามารถอยู่ประจำในชุมชนได้จะถูกขอร้องให้นำเมล็ดพันธุ์พืชติดตัวกลับไปปลูกที่บ้านตัวเองด้วย โดยหลอกว่าสำนักจะส่งสาวกไปช่วยดูแลรดน้ำใส่ปุ๋ยให้ สาวกที่นำเมล็ดพันธุ์กลับไปไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงขอให้ช่วยปลูกในที่ดินของตัวเองให้ก่อนเท่านั้น สำหรับผลผลิตที่ได้จะนำกลับไปบริโภคที่สำนัก แต่ในความเป็นจริงสันติอโศกไม่เคยส่งสาวกออกไปช่วยดูแลให้ตามที่ได้บอกไว้เลยโดยอ้างว่าสาวกป่วย หรือขาดกำลังคนในช่วงนั้นๆ เจ้าของที่ดินจึงต้องกลายเป็นผู้ดูแลเองทั้งหมดและยินดีส่งผลผลิตที่ได้ทั้งหมดไปให้สำนักด้วยตัวเอง เพราะคิดว่าเป็นการบำเพ็ญเพียรอย่างหนึ่งโดยมีน้อยคนที่จะรู้สึกสงสัยในกลอุบายหลอกใช้งานในลักษณะนี้ ทำให้สันติอโศกสามารถทำกำไลจากการเปิดร้านขายผลิตผลทางการเกษตรที่มีอยู่ทั่วประเทศได้โดยไม่ต้องลงทุนเป็นมูลค่ามหาศาล ฉะนั้นโรงทานทั้งหลายที่มีอยู่ทั่วไปของสันติอโศกที่ทำตัวเป็นนักบุญชอบแจกอาหารให้คนจนกินฟรีช่วงเทศกาลต่างๆ จึงเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อจูงใจให้คนที่หลงเชื่อเข้าไปติดบ่วงเป็นสาวกต่อไป

ผู้ที่ประสงค์จะขอบวชเป็นนักบวชในลัทธินอกรีตสันติอโศก ต้องนุ่งขาวห่มขาวเข้าไปปฏิบัติตัวตามคำสอนของโพธิรักษ์อย่างเคร่งครัด เรียกว่า "นาค" ในช่วงนี้นาคจะถูกกลั่นแกล้งถากถางสารพัดจากนักบวชคนอื่นๆ เรียกว่า "รับน้อง" อย่างสนุกสนาน โดยอ้างว่าเป็นวิธีการพิสูจน์จิตใจว่าจะสามารถลดละกิเลสได้จริงหรือไม่ พระอุปปัชชาเถื่อนนอกรีตของลัทธินี้คือโพธิรักษ์เพียงคนเดียว วิธีการบวชก็แสนง่ายเพียงโพธิรักษ์พอใจและได้รับความเห็นชอบจากพระนอกรีตด้วยกันก็จะเรียกนาคเข้าไปพบแล้วกล่าววาจาว่า "ท่านเป็นพระภิกษุแล้ว" เท่านี้นาคก็จะกลายเป็นนักบวชของลัทธิที่สามารถใช้คำแทนตัวเองว่า "อาตมา" ได้ทันที ไม่ต้องมาถามความสมัครใจให้เสียเวลาตามพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ นับเป็นพุทธแบบเพี๊ยนๆตามแต่ใจจะคิดของโพธิรักษ์โดยแท้

โพธิรักษ์ดื้อแพ่งเลี่ยงบาลีปฏิเสธคำขอร้องของมหาเถรสมาคมที่ขอให้โพธิรักษ์และนักบวชผู้ติดตามปฏิบัติให้เป็นแบบอันเดียวกันกับภิกษุอื่นๆ ด้วยการอ้างว่าตนและพวกได้ลาออกจากมหาเถรสมาคมแล้วกฎของมหาเถรสมาคมจึงไม่สามารถบังคับตนและพวกได้ มหาเถรสมาคมพิจารณาเห็นว่าโพธิรักษ์กำลังสร้างอาณาจักรแห่งลัทธิใหม่ขึ้น แต่ยังคงอ้างตนว่าเป็นภิกษุในบวรพุทธศาสนา จึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับโพธิรักษ์จนถึงขั้นถูกจับกุมคุมขังและพ่ายแพ้คดีพธิรักษ์ถูกสั่งบังคับตามคำพิพากษาห้ามเรียกตนเองว่าพระภิกษุและห้ามแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ ตั้งแต่นั้นมาโพธิรักษ์จึงบัญญัติชื่อตัวเองใหม่เป็น สมณะโพธิรักษ์ แล้วนุ่งห่มชุดแขนยาวสีไม้กรักทับด้วยจีวรสีขาว จนกระทั่งคดีความเริ่มส่างซาลงจึงเปลี่ยนสีจีวรกลับไปเป็นสีไม้กรักตามเดิมแต่ยังคงใส่ชุดแขนยาวสีไม้กรักไว้ด้านในเพื่อเลี่ยงกฎหมาย มหาจัญไรเคยขอให้ คุณทักษิณฯ ซึ่งกำลังมีอำนาจอยู่ในขณะนั้นช่วยเหลือเรื่องคดีความของสมณะโพธิรักษ์ในฐานะที่ตนเองเป็นผู้มีพระคุณเคยเป็นผู้ชักนำ คุณทักษิณฯ เข้าสู่วงการการเมือง แต่กลับได้รับการปฏิเสธ สมณะโพธิรักษ์โกรธแค้น คุณทักษิณฯ เป็นอันมากถึงกับเอ่ยปากออกมาว่า

ทักษิณฯ มันโอหัง ต้องเอามันลงจากบัลลังก์ให้รู้สำนึก

สาวกทุกคนของสันติอโศกต้องทำลายพระพุทธรูปที่เคยมีไว้ในบ้านทั้งหมด และห้ามกราบไหว้เพราะโพธิรักษ์บัญญัติไว้ว่าการกราบไหว้พระพุทธรูปเป็นความผิดเพี๊ยนของพระพุทธศาสนาไม่ใช่การกระทำของชาวพุทธ เมื่อสาวกต้องการจะระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าโดยตรงหรือนึกถึงโพธิรักษ์ก็ได้เพราะโพธิรักษ์กับพระพุทธเจ้าไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อเข้าร่วมขายชาติกับม็อบกบฏพันธมิตรฯ โพธิรักษ์กลับกลืนน้ำลายตัวเองอย่างหน้าด้านๆ โดยสั่งให้สาวกนำโต๊ะหมู่บูชาอันมีพระพุทธรูปเป็นองค์ประธานตั้งไว้ในเต้นท์ที่โพธิรักษ์ใช้เป็นที่นอน โพธิรักษ์รวมทั้งเหล่าสาวกทุกคนล้วนกราบไหว้พระพุทธรูปองค์นั้นเฉกเช่นเดียวกันกับพุทธบริษัททั่วไปโดยให้เหตุผลว่าการกราบไหว้พระพุทธรูปเป็นการระลึกถึงพระพุทธเจ้า

ด้วยเหตุแห่งคดีความได้สร้างรอยแค้นที่ฝังลึกให้กับสมณะโพธิรักษ์จนเกิดแรงอาฆาตอำนาจรัฐอย่างรุนแรงและเป็นช่องทางให้มหานอกรีตผู้ถูกปฏิเสธจากพี่น้องร่วมสถาบัน จปร.อันทรงเกียรติ ชักจูงเข้าสู่เวทีพันธมิตรอย่างง่ายดายและกลายเป็นกำลังหลักของพันธมิตรในวันนี้เพื่อผลประโยชน์ของตนเองที่ จ.กาญจนบุรี และผลทางการเมืองในอนาคต

ด้วยเหตุนี้สาวกสันติอโศกจึงกลายเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์คอยปกป้องเหล่าแกนนำกบฏพันธมิตรฯ ตามคำบัญชาของโพธิรักษ์อย่างถวายชีวิต งานทำครัว หุงหาอาหาร ตลอดจนงานกุลีภายในพื้นที่หน้าทำเนียบทุกชนิดรวมไปถึงการเก็บอุจจาระเหล่าสาวกเหล่านี้จะยินดีทำอย่างเต็มใจ การเดินทางเข้าไปสมทบกันหน้าทำเนียบจะถูกจัดสรรคิวโดยจำลองอย่างเป็นระบบโดยใช้รถบรรทุกโดยสารสองแถวกองทัพธรรมมูลนิธิที่มีอยู่จำนวนมากของสันติอโศกเป็นยานพาหนะขนสาวก เพื่อสลับสับเปลี่ยนสาวกให้มีความสดอยู่เสมอ โพธิรักษ์จึงเปรียบเสมือนเป็นแม่ทัพกองหนุนชั้นเลิศของกบฏพันธมิตรฯ เพื่อโค่นรัฐบาลของประชาชนและล้มล้างประชาธิปไตย

โพธิรักษ์ทำไปเพื่อล้างแค้นเท่านั้นหรือ? คำตอบคือ “ไม่ใช่” เป้าหมายที่แท้จริงของโพธิรักษ์คือ ต้องการประกาศให้ลัทธิของตัวเองเป็นลัทธิที่ถูกต้องตามกฎหมายและยึดอำนาจการปกครองหมู่สงฆ์ทั้งประเทศจากมหาเถรสมาคม ส่วนเป้าหมายโค่นล้มรัฐบาลนั้นเป็นของกบฏจำลอง ที่ต้องการกลับมาบริหารประเทศด้วยทางลัด จึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกันบนพื้นฐานความขายชาติเยี่ยงสัตว์นรกที่ลงตัว

จาก thaifreenews

ขุนศึกเศรษฐกิจ?

ยังไม่นิ่งครับ...ยังไม่นิ่งสำหรับวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ กรณีบริษัท การเงินล้มละลาย และหลายๆแห่งกำลังร่อแร่จนรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจับมือกับรัฐสภาสหรัฐฯเตรียมฉีดยาเข็มยักษ์ เพื่อเยียวยารักษาด้วยวงเงินก้อนใหญ่ถึง 700,000 ล้านเหรียญ

ผมเขียนไปวันก่อนว่า สถานการณ์ดูเหมือนดีขึ้น...เพราะเพียงวันแรกที่ข่าวรั่ว หุ้นดาวโจนส์กระโจนพรวดเดียวกว่า 400 จุด

วันต่อมาหลังจากประธานาธิบดีบุช พร้อมด้วย รมว.คลัง และประธานธนาคารกลาง ออกมาแถลงยืนยันว่าเอาแน่ หุ้นก็กระโจนต่ออีก 300 กว่าจุด

ที่ไหนได้ ระหว่างหยุดเสาร์-อาทิตย์ รัฐบาลกับรัฐสภากำลังหารือในรายละเอียดว่าจะออกกฎหมายอย่างไร? มีระเบียบปฏิบัติอย่างไร? ทำอะไรได้บ้าง? ทำอะไรไม่ได้บ้าง?

คนอเมริกันคงมีเวลานั่งคิดยาวๆกว่าวันแรกๆ เพราะเป็นวันหยุด...คิดไปคิดมา...ชักจะเกิดอาการผวาเสียแล้วซี

ใช้เงินมากขนาดนี้ แสดงว่าบาดแผลจะต้องใหญ่มากแน่นอน? และถ้ามันใหญ่จน 700,000 ล้านเหรียญ เอาไม่อยู่อะไรจะเกิดขึ้น?

สถานการณ์ด้านการคลังจะเป็นยังไง? ทุกวันนี้ก็เหนื่อยอยู่แล้ว เพิ่ม หนี้ขึ้นมาอีกแบบนี้จะไหวไหม?

ค่าเงินจะเป็นยังไง? สงสัยจะอ่อนลงอีกล่ะซี? แล้วเงินเฟ้อล่ะ...จะพุ่งพรวดอีกไหมเนี่ย? ทุกวันนี้ก็หนักพอควรแล้ว ถ้าเฟ้อขึ้นไปอีกจะไหวหรือ?

ตั้งโจทย์ถามกันไปถามกันมาตลอดเสาร์อาทิตย์ว่าอย่างนั้นเถอะ ดังนั้น พอย่างเข้าวันจันทร์ตลาดหุ้นเปิดปุ๊บก็ได้เรื่องเลย...ร่วงระนาว เฉพาะดาวโจนส์ อย่างเดียวไม่กระโจนแล้วครับ กลายเป็นกระจุยร่วงไป 372 จุด

อะไรไม่อะไร ราคานํ้ามันดิบที่น่าเป็นห่วงมากกว่าเพื่อน เพราะจะมีผลกระทบมาถึงเราโดยตรง...ขึ้นกระฉูดยังกับจรวด พรวดเดียวในวันเดียว 16 เหรียญ 37 เซนต์ต่อ 1 บาร์เรล

เป็นสถิติใหม่ประเภทวันเดียวว่าอย่างนั้นเถอะ...ทำให้ราคานํ้ามันดิบที่ตลาดนิวยอร์กไปอยู่ที่ 120 เหรียญ กับ 92 เซนต์ ซะอีกแล้ว

โธ่! เพิ่งดีใจว่าลดไปหลัก 90 เหรียญกว่าอยู่หลัดๆ

ผมไม่แน่ใจว่าวันอังคาร วันพุธ ต่อมาจะเป็นอย่างไร? (เพราะต้นฉบับผมจะลงตีพิมพ์วันพฤหัสบดี) ท่านผู้อ่านอย่าลืมติดตามด้วยนะครับ

ที่ผมนำเรื่องราวทั้งหมดมาเขียนอีกครั้งก็เพื่อจะติงรัฐบาลไทยที่กำลังจะจัดตั้งกันขึ้นใหม่... ให้ใส่ใจเรื่องนี้ให้มากที่สุด

โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาล ซึ่งผมเชื่อว่าคงจะติดตามอยู่แล้ว ...แต่จะต้องติดตามต่อไปอย่าให้คลาดสายตา

ผมยังไม่แน่ใจว่าเป็นใคร แต่เท่าที่อ่านจากโผในหนังสือพิมพ์เห็นว่าจะเป็น ดร.โอราฬ ไชยประวัติ ในฐานะรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ และ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช จากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง จะขึ้นว่าการกระทรวงการคลัง

ก็บอกตรงๆรู้สึกหนักใจแทนครับ เพราะ ดร.โอราฬนั้นอายุเกินเกษียณมาหลายปีแล้ว

เท่าที่ผมทราบเกียรติประวัติ...ความรู้ ฝีมือของท่านอยู่ในเกณฑ์ดี ถ้าไม่ใจร้อนออกจากแบงก์ชาติไปอยู่ภาคเอกชนเสียก่อน อนาคตถึงผู้ว่าการฯ หรืออย่างน้อยๆก็รองผู้ว่าการฯแน่นอน

แต่อย่างว่าแหละครับ วันนี้กับวันโน้นมันห่างกันหลายปี...ช่วงนั้นท่าน ยังหนุ่มแน่นฟิตเปรี๊ยะ อะไรๆก็ดูดีไปหมด

เดี๋ยวนี้ไม่ทราบเป็นอย่างไรบ้าง ยังฟิตเหมือนเดิมหรือเปล่า?

สำหรับ ดร.สุชาติ อายุ 50 กว่าๆ ถือว่ายังหนุ่มแน่น

ประวัติการเรียนของท่านแน่นปึ้ก จบตรีเกียรตินิยมจากคณะเศรษฐศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จบโทจากลอนดอนสกูล ออฟอีโคโนมิกส์ ส่วนปริญญาเอกดูเหมือนจะจบจากแคนาดา ถ้าผมจำไม่ผิด

ความรู้แม้จะแน่น แต่ก็มีจุดอ่อนที่ไม่เคยผ่านงานภาคปฏิบัติในสนาม เพราะสอนหนังสือเป็นส่วนใหญ่อาจไปเป็นกรรมการ หรือกรรมาธิการอะไรมากมาย แต่ก็คงไม่เหมือนลงลุยด้วยตัวเอง

สรุปแล้วก็เป็นห่วง...เพราะสถานการณ์มันไม่ง่ายอย่างคิด... โลกเราทุกวันนี้มันทั้งยุ่งยากทั้งซับซ้อนและสับสน ลำพัง 2 ท่านคงเหนื่อยแน่

ต้องพึ่งพาอาศัยเจ้าหน้าที่ประจำ ทั้งจากแบงก์ชาติ จากกระทรวงการคลัง และสภาพัฒน์เป็นหลัก แต่อย่าลืมเชิญภาคเอกชนเก่งๆมาร่วมด้วย

ต้องแพ็กทีมครับ ถึงจะสู้ไหว จะต้องประสานงาน จะต้องแลกเปลี่ยนข้อมูล จะต้องไว้วางใจซึ่งกันและกัน

แม้หลายฝ่ายจะบอกว่าศึกครั้งนี้ไกลตัวเรา ไม่เหมือนต้มยำกุ้งที่เกิดในบ้านเราเอง...แต่ก็อย่าวางใจเป็นอันขาด

โลกเราทุกวันนี้มันแคบเหลือเกิน และโรคร้ายๆก็ติดต่อกันง่าย...อยู่คนละทวีป ยังลามถึงกันในชั่วข้ามคืน ที่นี่ล้มที่โน่นซวดเซ เป็นเรื่องธรรมดาๆที่เกิดขึ้นเสมอ

ภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดก็คือ...“อย่าประมาท” และ “ระมัดระวัง”...ท่องเอาไว้ด้วยนะครับ ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล.

"ซูม"



ความจริงที่ไม่ตอแหล

ภาพของ ชาวบ้านตาดำๆ ที่เดือดร้อนอย่างแสนสาหัสอันเนื่องมาจาก อุทกภัยครั้งร้ายแรง ช่างแตกต่างจากภาพของบรรดานักการเมืองที่วิ่งกันจนฝุ่นตลบแถวบ้าน นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ย่านหลักสี่ สะท้อนความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ถึงความตกต่ำ จริยธรรมและคุณภาพ ของนักการเมืองไทย

ภาพมันฟ้อง

และความจริงที่ฟ้องด้วยภาพอีกเรื่องทำไมรัฐบาลทั้งรัฐบาล นักการเมืองทั้งประเทศ จึงดูหน่อมแน้ม แค่ประชาชนกลุ่มหนึ่งมาชุมนุมประท้วงก็สามารถยึดทำเนียบรัฐบาลอยู่อาศัยได้อย่างถาวร ระบบการเมือง เป็นอัมพาตไปทั้งระบบ

ช่างน่าสมเพช

แล้วทำไมวิกฤติการเมืองไทยที่ปลุกปั่นออกมาไล่คนนั้นคนนี้ แม้แต่คนคนหนึ่งอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เอาเป็นเอาตายถึงกับเผาบ้านเพื่อจะไล่หนูแค่ตัวเดียว มองย้อนไปได้ถึงอารยธรรม บัดนี้คนกลุ่มนั้นยังต้องหาบันไดลงกันจนหน้ามืด

แต่คนที่ถูกขับไล่ ถูกยึดอำนาจ ถูกยึดอิสรภาพ ถูกยึดเสรีภาพถูกยึดทรัพย์สมบัติสารพัด แต่คนคนนั้นก็ยังฆ่าไม่ตาย วันดีคืนดีขายหุ้นสโมสรฟุตบอลได้กำไรเหนาะๆเป็นพันล้าน นี่ดีแต่ว่าช่วงนี้ไม่ค่อยจะมีเงินลงทุน ไม่อย่างนั้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารการเงินคงเข้าเทกโอเวอร์เป็นเจ้าของบานตะไทไปแล้ว

หันหลังกลับเห็นประเทศไทยกำลังล่มจม

ฟังมาจากบ้านนักธุรกิจลงทุนระดับประเทศ การลงทุนในประเทศไทยแม้ยังจะพอมีอยู่บ้าง แต่มีเงื่อนไขอยู่ที่ว่า เขาจะต้องไปทำสัญญากันที่ประเทศสิงคโปร์ และบริษัทที่ลงทุนอยู่แล้วก็กำลังพยายามจะขอไปแก้ไขสัญญา โดยให้ยึดเอากฎหมายของสิงคโปร์เป็นหลัก เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาก็จะได้ดำเนินการ ตามขบวนการยุติธรรมของประเทศสิงคโปร์อย่างปลอดภัย

ข้อนี้คงไม่ต้องอธิบาย

มีเหตุก็ต้องมีผล ยกตัวอย่างเรื่องของ โรงงานยาสูบแห่งใหม่ แม้จะผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการไปแล้ววันก่อนมีแฟกซ์ จากกระทรวงการคลังไปถึงสวนอุตสาหกรรมโรจนะหาข้ออ้างที่จะยกเลิกเนื่องจากมี แก๊งตบทรัพย์ ไปเสนอที่แห่งใหม่อยู่แถวๆชลบุรี มีข้อเสนอพิเศษ 40 ล้าน 50 ล้านก็เป็นอีกเรื่อง

แต่ที่แห่งนี้เกี่ยวข้องกับนักการเมืองบางคน เดิมราคาที่ดินขายกันอยู่ที่ไร่ละ 1.9 ล้านเท่านั้น แต่มา เสนอขายให้ราชการ ในราคาไร่ละ 2.2 ล้าน เป็นจำนวนประมาณ 240 ไร่ คิดส่วนต่างเอาเอง

ในขณะที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ เดิมขายไร่ละ 3 ล้าน แต่การเสนอขายลดลงเหลือไร่ละ 2.2 ล้าน ความพร้อมก็เหมาะสมกว่าให้เอาสมองส่วนไหนคิดก็ตาม เห็นความไม่ชอบมาพากลชัดเจน

มีความพยายามที่จะรวบรัดเอาให้ได้

บรรทัดนี้ผมขอฝากย้ำไปที่ รมว.คลังคนใหม่ ความไม่ชอบมาพากลที่กำลังจะเกิดขึ้น ถ้าไม่รีบแก้ไขยับยั้ง ท่าน รมว. คลังจะต้อง ร่วมรับผิดชอบด้วย เพราะผมเตือนเอาไว้แล้ว.

“หมัดเหล็ก”




ทางไป...พันธมิตร

วิกฤติการเมืองขณะนี้ อาจารย์หมอประเวศ วะสี เห็นว่าเป็นโอกาส ท่านเพิ่งเขียนบทความเรื่อง การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ที่ดี โอกาสอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทย

บทความของอาจารย์ แบ่งเป็น 7 หัวข้อ ความยาว 5 หน้า กระดาษ ตามเคย...ผมก็ต้องขออนุญาตเลือกประเด็นที่ผมชอบ คัดย่อ...

เราคุ้นเคยอยู่กับพลังอำนาจ 2 ประเภท คือ พลังอำนาจรัฐ ใช้กฎหมายและกำลังติดอาวุธคือทหาร ตำรวจ พลังอำนาจเงิน ใช้เป็นอำนาจ ซึ่งอาจครอบงำอำนาจรัฐได้ด้วย

ทั้งสองอำนาจนี้ล้มเหลว ในการขจัดความไม่ถูกต้องเป็นธรรม หรือกลับเป็นปัญหาเสียเอง ดังที่มีการรัฐประหาร หรือการที่ทุนขนาดใหญ่

เข้ามายึดอำนาจรัฐ

มีพลังอำนาจอีกชนิดหนึ่ง ที่เราไม่ค่อยรู้จักกัน คือพลังอำนาจทางสังคม

ตัวอย่าง...สมัยก่อนโจรปล้นควายชุกชุม เจ้าหน้าที่บ้านเมืองแก้ไขไม่ได้ ชาวบ้านรวมตัวกันตีเกาะเคาะไม้ เมื่อโจรมา โจรก็ทำอะไรไม่ได้

ที่ดอนสามหมื่น เชียงใหม่ กลุ่มลักลอบตัดไม้เคยบุกขึ้นไป แต่เมื่อเจอชาวบ้านรวมตัวกันหนึ่งพันคน ก็ไม่กล้าตัดไม้

จึงกล่าวว่า อำนาจของสังคม หรืออำนาจแห่งการรวมตัวกัน คือเครื่องยุติความชั่วร้ายทั้งปวง

อีกตัวอย่าง เกิดขึ้นเมื่อครั้งพุทธกาล พระกรุงโกสัมพีสองพวกทะเลาะกัน พระพุทธองค์เสด็จไปทรงห้ามก็ไม่เชื่อฟัง พระบรมศาสดาเสด็จหลีกเข้าป่าเลไลยก์ ชาวบ้านรำคาญหยุดใส่บาตรพระ

พระสองฝ่ายหมดกำลัง หยุดทะเลาะ เรื่องนี้แสดงว่า แม้พระศาสดาก็ยังยุติความขัดแย้งไม่ได้

แต่สังคมคือชาวบ้านสามารถทำได้

ระบอบทักษิณทรงพลังอำนาจมหาศาล ทักษิณานุภาพนี้ไม่มีองค์กรหรือสถาบันใดๆจะต้านทานได้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะถูกหรือผิดก็แล้วแต่ผู้มอง

แต่ที่แน่ๆ คือการรวมตัวกันของคนนับแสนนับล้าน เป็นพลังทางสังคมที่ทำให้ทักษิณานุภาพอ่อนกำลังลง

เปิดโอกาสให้กระบวนการยุติธรรมเข้มแข็งขึ้น

การที่พันธมิตรฯเติบโตเข้มแข็งขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากวิกฤตการณ์ สุดๆไม่มีทางไป อีกส่วนหนึ่งเกิดจากมีคนอย่างคุณทักษิณ คุณสมัคร เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่ถ้าเกิดขึ้น เป็นทุนทางสังคมอันยิ่งใหญ่

สังคมเข้มแข็งนั่นแหละ คือประชาธิปไตยโดยสาระ

ในขณะที่กลไกทางการเมือง อาจเป็นเพียงรูปแบบ

พันธมิตรฯควรอยู่กับการสร้างขบวนการมหาประชาชน เพื่อธรรมาธิปไตย-ประชาธิปไตย ดีกว่าเข้าไปสู่กลไกและรูปแบบทางการเมือง ซึ่งจะทำให้เปลืองตัวและอ่อนแอลง

ในหัวข้อที่ 7 อาจารย์หมอประเวศ เปรียบคนไทยเหมือนไก่ อยู่ในเข่ง ขณะรอความพินาศ ก็ยังจิกตีกัน เข่งคับแคบก็ยิ่งบีบคั้นให้กระทบกระทั่งกันยิ่งขึ้น

เข่งคือระบอบเผด็จการอันคับแคบ ต้องรวมตัวกัน บินออกจากเข่ง

นั่นคือสร้างระบอบประชาธิปไตย การปฏิวัติประชาธิปไตย โดยคนไทยทั้งมวล สามารถทำได้ด้วยสันติวิธี ไม่มีการ ยึดอำนาจ หรือการฆ่าแกงอะไรใครทั้งสิ้น.

กิเลน ประลองเชิง



กทม.มั่นใจความพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.รอเพียงผู้ใช้สิทธิ


กทม.25 ก.ย.- นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงความพร้อมการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม.ที่กำลังจะมาถึงในวันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคมนี้ ว่าทุกอย่างดำเนินการด้วยความเรียบร้อย ทั้งเรื่องหน่วยเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ วัสดุอุปกรณ์ เตรียมพร้อมหมดแล้วและในสัปดาห์นี้จะมีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่อีกครั้ง ประมาณ 60,000 คน

ส่วนปัญหาเรื่องฝนตกน้ำท่วมไม่มีปัญหา ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดเหลือเพียงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4.2 ล้านคนออกไปใช้สิทธิซึ่งใช้เวลาไม่นาน ขอให้ไปช่วยกันดูแลคนที่จะเข้ามาทำงาน สำหรับเรื่องการส่งหีบบัตรหรือการนับคะแนนนั้น จากการซักซ้อมการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะ กทม.ผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้งแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรและเลือกตั้งครั้งนี้ ก็มีการดูแลเอาใจใส่พิเศษเพราะเป็นการเลือกตั้งผู้บริหาร กทม.ด้วย .-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-25 09:21:02

Wednesday, September 24, 2008

ครม.สมชาย 1 บิ๊กจิ๋ว รองนายกฯ เฉลิม รมว.สธ.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็น นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

ขณะที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้รับแต่งตั้งเป็น รองนายกรัฐมนตรี, นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ, นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี, นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็น รองนายกรัฐมนตรี นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ได้รับแต่งตั้งเป็น รมว.คลัง, นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช. คลัง

ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รมว.สาธารณสุข , พล.ต.อ. โกวิท วัฒนกุล รมว. มหาดไทย, นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์, นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รมว.ยุติธรรม, นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว. คมนาคม, นายวราวุธ ศิลปอาชา รมช. คมนาคม, พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก รมว.อุตสาหกรรม, นพ. วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.ท่องเที่ยวและการกีฬา, นางองค์วรรณ เทพสุทิน รมว. ทรัพยากรและธรรมชาติ, นายวุฒิพงษ์ ฉายแสง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรี สมชาย 1

กรุงเทพฯ 24 ก.ย.- มาตรวจสอบรายชื่อ ครม. สมชาย 1 ซึ่งมีรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ เข้ามากว่า 10 ราย รวมถึงยังมีรัฐมนตรีอีกหลายคนที่พ้นจากตำแหน่งไปเลย ที่น่าสนใจมีใครบ้างไปติดตามจากรายงาน.


ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-09-24 20:21:51

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม.สมชาย 1

กรุงเทพฯ 24 ก.ย.- หลังผ่านการคาดหมาย และรายชื่อพลิกไปมาอยู่หลายวัน ในที่สุด ครม.สมชาย 1 ก็มีความชัดเจน เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ในจำนวนคณะรัฐมนตรีใหม่ ทั้ง 36 คน มีใคร เป็นใคร.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-24 20:14:59


ล่มสลาย

พรรคเพื่อไทยเปิดตัวเรียบร้อยไปแล้วมีนายสุชาติ ธาดา-ธำรงเวชรั้งเก้าอี้หัวหน้าพรรค ส่วนรองหัวหน้าพรรค เลขาธิการก็คนหน้าเก่าจากไทยรักไทย และยังมีจากพลังประชาชนอีกด้วย พูดง่ายๆเหล้าเก่าในขวดใหม่...ว่างั้นเถอะ

เพียงแต่ว่าจะมากันทั้งพวงหรือจะต้องแยกย้ายกัน

แน่นอนว่าความเป็นไปของนักการเมืองในซีกนี้พูดง่ายๆ ก็คือไทยรักไทยเก่าซึ่งเป็นฐานกำลังทางการเมืองที่สำคัญของอดีตนายกฯทักษิณ ด้วยศักยภาพส่วนตัว ด้วยทุนหนา มีนโยบายเข้าถึงรากหญ้าหรือประชานิยม ความทันสมัยเสนอสิ่งใหม่ๆ

เหล่านี้ทำให้ไทยรักไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว ชนะเลือกตั้งอย่างขาดลอย เป็นรัฐบาลพรรคเดียวครั้งแรกในประวัติศาสตร์ การเมืองไทย

ความนิยมระดับรากหญ้า ระดับชั้นกลางใหม่จากต่างจังหวัด จากชนบทที่มีความรู้สึกว่าพวกเขาได้ฐานเสียงไทยรักไทยจึงกระจายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว ภาคอีสานนั้นที่สุดและเป็นฐานเสียงใหญ่และสำคัญ

แม้จะลอกคราบมาเป็นพรรคพลังประชาชน แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิมแม้ไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายสมัคร สุนทรเวช จึงได้เป็นนายกฯ เพราะถูกดึงมาเป็นหัวหน้าพรรค “นอมินี” โดยไม่ต้องออกแรงมากนัก

จริงๆแล้ว “นายสมัคร สุนทรเวช” ก็ไม่ได้เป็นขวัญใจมหาชน โดยเฉพาะคนอีสานไม่ได้ชมชอบเพราะรู้กันดีว่าประวัติศาสตร์การเมือง ของชายผู้นี้เป็นอย่างไร

เพียงแต่ว่าเขาได้เป็นตัวแทน “ทักษิณ” ก็เลยได้รับผลพวงทางการเมืองและการสนับสนุนอย่างที่เจ้าตัวก็งงเหมือนกัน

แต่ปรากฏการณ์ในพลังประชาชนที่เกิดปัญหาแตกแยกผ่าซีกอย่างนี้ มีการประลองกำลังทางการเมืองแบบได้เสียมาแล้ว

โอกาสที่จะเดินหน้าทางการเมืองร่วมกันต่อไปดูท่าจะยาก เพราะมันมีทั้งการแก่งแย่งชิงอำนาจ ชิงการนำ ชิงผลประโยชน์ การต่อสู้บนเก้าอี้รัฐมนตรีจึงเข้มข้น แม้วันนี้ยังไม่แตกหักแต่ก็เพียงรอเวลาเท่านั้น

เพราะนอกเหนือจากการแย่งชิงกันแล้ว ความไว้วางกำลังเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีการเอาคำว่า “เนรคุณ” มาเล่นงานกัน

มันเป็นความรู้สึกที่อยู่กันลำบากแน่

หากมีการยุบสภาหรือยุบพรรค พรรคเพื่อไทยคือจุดชี้ชัดว่าพลังประชาชนแตกหรือไม่ หากไม่มีกลุ่มเพื่อนเนวินเข้าร่วมหรือไปก็เพียงส่วนน้อยมันก็คือคำตอบ

สิ่งที่น่าสนใจก็คือหากไทยรักไทยมาสู่พลังประชาชนแตกแบบนี้ น่าจะทำให้ดุลการเมืองเปลี่ยนไปอีกครั้งแน่ อยู่ว่ากลุ่มเพื่อนเนวินไปสังกัดพรรคการเมืองใหม่จะไปรอดหรือไม่จะเป็นแบบแกนนำ ที่มีลูกพรรคเพียบแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะไม่ได้พะยี่ห้อ “ทักษิณ”

แต่ที่แน่นอนคือพรรคทักษิณแตกไปอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งน่าจะทำให้ดุลการเมืองเปลี่ยนไปอีกระนาบหนึ่ง อยู่ที่พรรคเพื่อไทยภายใต้ยี่ห้อนี้จะมีนักการเมืองมากน้อยแค่ไหนที่ร่วมวงกันต่อไป และแนวทางการเมือง นโยบายที่บอกว่า “ก๊อบปี้” มาจากไทยรักไทยและพลังประชาชนจะ “ขาย” ได้อีกหรือไม่

จะทำให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง เป็นรัฐบาลนอนมาอย่างไทยรักไทยหรือพลังประชาชนหรือไม่ ต่างๆเหล่านี้มันให้คำตอบอนาคตการเมืองได้ หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเชิงปฏิรูปอย่างที่มีการผลักดันกันอยู่

แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่เข้าเป้า ไปไม่ถึงเป้าหมาย รากหญ้าอาจเปลี่ยนแปลงความคิดหันไปสนับสนุนพรรคอื่นหรือนักการเมือง ที่โดดเด่นเข้ามาเป็นผู้นำประเทศเพราะเบื่อที่จะเกิดปัญหาขัดแย้งอีก

นั่นมันอาจจะมาถึงความล่มสลายของระบบ “ทักษิณ”.

“สายล่อฟ้า”


ฝากให้พิจารณา

โผรายชื่อครม.สมชาย 1 จะเข้าตา? หรือไม่เข้าตา? นายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หัวหน้ารัฐบาลประกาศขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว

ในฐานะนายกฯมือใหม่ “สมชาย” พร้อมจะเดินหน้าทำงานแก้ปัญหาของบ้านเมืองอย่างเต็มกำลัง

เพื่อให้ทุกปัญหาที่ติดค้างลำกล้องได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว

“แม่ลูกจันทร์” ขอฝากปัญหาใหญ่ 2 เรื่องให้นายกฯสมชายพิจารณา

ปัญหาแรกคือ “ยาบ้า” ภัยใกล้ตัวที่ทำลายอนาคตของคนไทย

เพราะขณะนี้ยาบ้ากำลังกลับมาระบาดกันอย่างมโหฬาร มีการขนยาบ้าเข้ามากระจายในกรุงเทพฯ แทบทุกตรอกซอกซอย

หลังจาก 5 ปีก่อน “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” ประกาศสงครามยาบ้าจนราบคาบเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

น่าเสียดาย 2-3 ปีที่ผ่านมา การปราบขบวนการค้ายาบ้า รู้สึกว่าจะไม่เต็มลูกสูบเท่าที่ควร

วันนี้ ปัญหายาบ้ากำลังยกระดับกลับมาเป็นวิกฤติสังคมไทย!!

เมื่อก่อนขบวนการค้ายาบ้าจะทะลักเข้ามาทางภาคเหนือทางเดียว แต่เดี๋ยวนี้ขบวนการค้ายาบ้าไหลบ่าเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง มียาบ้านับร้อยล้านเม็ดสต๊อกอยู่ตามตะเข็บชายแดนรอขนเข้าประเทศไทย

รูปแบบการขนยาบ้าก็แนบเนียนยากแก่การจับกุม การกระจายยาบ้าจากผู้ขายถึงผู้ซื้อก็สะดวกโยธิน

เมื่อยาบ้าหาซื้อได้ง่ายจำนวนผู้เสพรายใหม่ก็เพิ่มขึ้นทุกวัน คนที่เคยเลิกยาบ้าไปแล้วก็หวนกลับมาติดยาบ้าซ้ำรอยเดิม

จำนวนคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาบ้าก็เพิ่มมากกว่าเก่าอย่างน่าตกใจ

“แม่ลูกจันทร์” ขอกระชุ่น “นายกฯสมชาย” ให้เทกแอ็กชั่นประกาศสงครามปราบปรามขบวนการค้ายาบ้าอย่างเข้มข้นขุดรากถอนโคน

ยัง...ยังมีอีกวิกฤติที่รอพิสูจน์ฝีมือ นายกฯคนใหม่ คือวิกฤติไฟใต้ที่บานทะโร่ มาแล้ว 4 ปี

“แม่ลูกจันทร์” ไม่คาดหวังว่า “สมชาย” จะดับไฟใต้ได้ด้วยตัวเอง

เพราะถ้าแก้ได้ง่ายๆ คงไม่ยืดเยื้อผ่านมือนายกฯมาแล้ว 3 คน!!

แต่ประเด็นที่ “สมชาย” ต้องระวังคือรัฐบาลต้องไม่หลวมตัวไปเจรจากับกลุ่มผู้ก่อ การร้ายโดยตรง!!

เพราะจะเป็นการรับรองสถานะของโจรก่อการร้ายทันที

ส่วนใครจะอาสาเจรจาก็เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล

อย่างที่ล่าสุด มีการเปิดเวทีเจรจา 3 เส้า เพื่อแก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ของไทย ที่เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งได้เชิญผู้แทนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบชื่อ “นายวาห์ยุดิน มูหะหมัด” และตัวแทนฝ่ายไทยคือ “พล.ท.ขวัญชาติ กล้าหาญ” อดีตแม่ทัพภาค 4 โดยมีรองประธานาธิบดีอินโดนีเซีย “นายยูซุฟ คัลลา” ในฐานะคนกลางเป็นโต้โผเจรจา

ถ้าการเจรจาที่อินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพ เกิดผลทางปฏิบัติสามารถยุติความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ได้จริงก็เป็นเรื่องที่ดี

ก็ต้องขอบคุณรัฐบาลอินโดนีเซียที่รับอาสาเข้ามาช่วยแก้ปัญหาของเรา

แต่ถ้าการเจรจาล้มเหลว ก็ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลไทย

“แม่ลูกจันทร์” ขอย้ำว่าการเจรจา 3 เส้า โดยมีประเทศที่ 3 เป็นตัวกลาง ก็ไม่แน่ว่าจะสำเร็จเสมอไป

อดีตนายกฯมาเลเซีย “มหาเด่” ก็เคยเป็นเจ้าภาพเจรจา 3 เส้ามาแล้วเช่นกัน ปรากฏว่าไม่ได้ผล เพราะคนที่เป็นตัวแทนเจรจาไม่ใช่หัวหน้าโจรตัวจริง

หรือเหมือนที่ “บิ๊กเหวียง” พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร เอาใครก็ไม่รู้ที่อ้างว่าเป็นหัวหน้าสูงสุดขบวนการแบ่งแยกดินแดน ไปออกทีวีประกาศหยุดยิงจนขำกลิ้งกันทั้งเมือง

ล่าสุด “บิ๊กจิ๋วหวานเจี๊ยบ” ก็ออกมาประกาศความสำเร็จว่าได้เจรจากับหัวหน้าโจรก่อการร้ายตัวจริง ตกลงจะยุติการก่อเหตุร้ายใน 3 จังหวัดภาคใต้อย่างแน่นอนตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม เป็นต้นไป

“บิ๊กจิ๋ว” พูดอะไร ฟังหูไว้หูซะก่อนนะโยม.

แม่ลูกจันทร์