WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 26, 2008

“ท่านครับ!...อย่าทำภาษาไทยสับสน!!”


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ตีความคำว่า “ลูกจ้าง” เพี้ยนไปจากคำว่าลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน โดยตีความกว้างขวางออกไป และอ้างพจนานุกรมมาเป็นหลักในการตีความ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ต้องมีอันพ้นจากตำแหน่งผู้นำประเทศไป

ผู้คนในบ้านเมืองนี้ก็ได้วิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยกันอย่างกว้างขวาง ด้วยเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเกิดขึ้นในเวลาสำคัญ ที่กำลังมีการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลที่พยายามรักษากฎระเบียบของบ้านเมือง กับผู้ที่ละเมิดกฎหมาย ซึ่งเข้ายึดถนนราชดำเนิน กีดขวางเส้นทางเสด็จฯ ที่สำคัญ และยังก่อพฤติกรรมที่อุกอาจด้วยการบุกเข้ายึดสถานที่ราชการ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศ

เมื่อผู้นำของประเทศต้องพ้นจากตำแหน่งไปเพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เหล่าผู้ละเมิดกฎหมายก็ออกอาการฮึกเหิม แต่อย่างไรก็ตาม ผู้นำของกลุ่มนี้ก็ยังต้องเผชิญกับข้อหาฉกรรจ์ คือ

“กบฏในพระราชอาณาจักร!”

มาถึงยามนี้ รัฐบาลใหม่ก็จะต้องพิจารณาว่า จะเลือกหนทางปฏิบัติกับกบฏกลุ่มนี้อย่างไร จึงจะเหมาะและถูกใจประชาชน? ซึ่งอีกไม่นาน ชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ คงจะได้เห็นกัน

เรื่องประหลาดที่เกิดติดตามมาคือ หนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กลับต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาคล้ายคลึงกันกับอดีตนายกรัฐมนตรี คือ

ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น ท่านผู้นี้ก็ยังดอดไปหารายได้พิเศษ ด้วยการสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยเอกชน และได้รับเงินค่าสอนด้วย อีกทั้งยังมีการนำชื่อของตุลาการรายนี้ไปโฆษณาสถานศึกษาที่เจ้าตัวไปทำการสอน เพื่อจูงใจเด็กๆ ให้มาเข้าเรียนในสถานศึกษาเอกชนแห่งนั้นอีกต่างหาก

ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนั้น คงจะต้องติดตามกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ เป็นการดักหน้ากลุ่มคนที่เคลื่อนไหวกดดันตุลาการรายนี้ให้โดนพิจารณาในข้อหาอย่างเดียวกัน โดยผู้ที่ออกมารับหน้าเสื่อแทนนั้นบอกว่า การไปสอนหนังสือ ให้ความรู้แก่นักศึกษานั้น เป็นเสรีภาพทางวิชาการ แตกต่างไปจากการจ้างธรรมดา สรุปความพอฟังกันเป็นภาษาไม่ยอกย้อน คือ

ถ้าเป็น “ลูกจ้าง” ผิดแน่ แต่ถ้าหากเป็นครู อาจารย์ ถือว่าเป็น “เรือจ้าง” ไม่ใช่ลูกจ้างลูกออนที่ไหน แม้จะได้เงินจากการสั่งสอนศิษย์ก็ไม่ผิดรัฐธรรมนูญ

ว่ากันเสียอย่างนี้แล้วก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี คงบอกได้เพียงว่า ถ้าอยากจะ แถ โดยไม่เกรงใจประชาชน ก็เชิญแถกันเข้าไป...เอาให้สะดวก!

ทันทีที่ผมได้ยินคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แวบแรกที่ผมคิดก็คือ บทความของตัวเองที่เขียนลงในประชาทรรศน์ ชื่อบทความคือ

“วิบากกรรม ป.ป.ช. เห็นทีต้องคืนเงินอย่างนั้นหรือ?”

ผมมีความสงสัยในคำว่า “รัฐาธิปัตย์” จึงได้เขียนในเชิงตั้งคำถาม

...อยากจะถามท่านผู้รู้ว่า ไอ้อำนาจ “รัฐาธิปัตย์” ที่ชอบพูดกันนักหนา โดยเฉพาะตอนยึดอำนาจ ชอบพูดกันว่า “คณะรัฐประหารมีอำนาจรัฐาธิปัตย์” จริงๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่?

พจนานุกรมไทยไม่บัญญัติคำนี้ไว้ “บังสนธิ” ก็ได้ใช้อาญาสิทธิ์ส่วนตน ในฐานะผู้นำการรัฐประหาร ได้โขกกะโหลก (แบบหลวงพ่อคูณ) ด้วยการออกคำสั่ง คปค. แต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่คนที่บอกผมชี้แจงว่า อาญาสิทธิ์ที่ว่านั้นคือ อำนาจ “รัฐาธิปัตย์” ที่หัวหน้าคณะรัฐประหารมีอยู่ในมือนั่นไงเล่า!...

ผมเขียนต่อไปอีกว่า

“...แม้ในตำรับตำราของคณะรัฐศาสตร์แทบทุกมหาวิทยาลัย ชอบพูดกันถึงคำนี้นัก แต่พจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ที่นักกฎหมายต้องยึดกันเป็นหลัก ในการแปลถ้อยคำกฎหมายตามแนวทางที่ศาลฎีกาท่านวางเอาไว้ กลับไม่มีคำนี้อยู่เลย แสดงว่าคำนี้ไม่ได้รับการ “ยอมรับ” ว่ามีอยู่ในภาษาไทย!!...”

ผู้เขียนเองนั้น มีความเชื่อมั่นว่า

ทางสำนักราชเลขาธิการคงจะไม่ตอบหนังสือของ เลขาธิการ ครม. โดยการใช้ถ้อยคำที่ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เป็นแน่แท้ แต่สิ่งที่คาดไว้กลับผิดถนัด กล่าวคือ

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ชี้แจงโดยนำหนังสือ (ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2549) ของ นายรองพล เจริญพันธุ์ เลขาธิการ ครม. ที่แจ้งความเห็นของสำนักราชเลขาธิการว่า

...คณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ คปค. มีประกาศฉบับที่ 19 แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแล้วนั้น ย่อมถือได้ว่ามีผลสมบูรณ์ที่สามารถบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย เนื่องจากขณะนั้น คปค. มีฐานะเป็น "รัฐาธิปัตย์" มีอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว...

ที่ต้องเอามาพูดวันนี้ ก็เพราะว่า...

หน่วยราชการ 2 แห่ง ที่เป็นหน่วยงานสำคัญของประเทศ แต่ให้ความเห็นในเรื่องคำภาษาไทยแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว คือ

1.ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความคำว่า “ลูกจ้าง” กว้างขวางกว่าที่มีบัญญัติเอาไว้ในกฎหมายแรงงาน โดยเอาพจนานุกรมเข้ามาจับ นายกฯ สมัคร เลยต้องพ้นจากตำแหน่ง

2.นายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ ผู้รับผิดชอบงานทั้งหลายทั้งปวงของสำนักราชเลขาธิการ กลับใช้ถ้อยคำที่ไม่มีอยู่ในพจนานุกรม ตอบหนังสือสำคัญของฝ่ายบริหาร ที่สอบถามเรื่องความถูกต้องตามกฎหมายของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
เมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า การใช้ภาษาไทยบ้านเมืองเรานั้นมีปัญหาอย่างแน่นอน ทำไมหรือครับ
ตอบได้ว่า

ขนาดหน่วยงานสำคัญของชาติ และสำนักราชเลขาธิการ ยังมีความเห็นในเรื่องความสำคัญของ “พจนานุกรม” แตกต่างกันออกไป ถึงปานฉะนี้!

บอกตรงๆ เลยว่า

หากไม่เกรงใจกันแล้ว ผมจะวิพากษ์วิจารณ์สวนให้แรงๆ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ และทางท่านราชเลขาธิการ แต่มานั่งทบทวนดูแล้ว กลับเห็นว่าเท่าที่เขียนไปแล้วก็คงพอเพียงที่จะทำให้คนไทยทั้งหลายได้ฉุกคิดกันว่า

“ภาษาไทย” ของเรานั้น ดูท่าจะมีปัญหาแน่!

เหตุผลก็คือ...

ทั้งๆ ที่ทั้งกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกาได้ให้ความสำคัญกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานเอาไว้แล้ว แต่การพิจาณาของศาลฎีกาเองก็มีการใช้คำที่ไม่มีบัญญัติเอาไว้ในพจนานุกรม โดยเฉพาะคำเจ้าปัญหา คือ “รัฐาธิปัตย์” ไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาบางเรื่อง

การที่สถาบันศาลและหน่วยราชการสำคัญใช้คำที่ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมกันอย่างไม่ระมัดระวัง หากมีคนแปลแตกต่างไปจากที่ท่านเข้าใจ เช่น แปลคำเจ้าปัญหา อย่าง “รัฐาธิปัตย์” ว่า
- รัฐาธิปัตย์ คือ อำนาจปกครองประเทศโดยวิธีเผด็จการ หรือ
- รัฐาธิปัตย์ คือ การปกครองบ้านเมืองด้วยการกดขี่ประชาชนโดยทรราช หรือ
- รัฐาธิปัตย์ คือ อำนาจสูงสุดในการข่มเหงประชาชน ฯลฯ

แปลมันอย่างนี้แหละ ใครจะว่าผิด ให้ไปเอาพจนานุกรมมายันกัน!

จึงต้องขอฝากให้ท่านผู้รู้ทั้งหลาย โดยเฉพาะบรรดาคณาจารย์ฝ่ายอักษรศาสตร์ ที่เชี่ยวชาญ ชำนาญภาษาไทยว่า น่าจะประชุมเพื่อพิจารณาหารือกันว่า

“คำที่ไม่มีอยู่ในภาษาไทย หากมีการใช้ในหนังสือราชการ สมควรที่ผู้เกี่ยวข้องจะปฏิบัติอย่างไรดี?”

ขอฝากไว้เป็นการบ้านเพียงแค่นี้ ขอได้โปรดนำไปลองพิจารณากันดู แต่อยากจะบอกว่า หากคำว่า “รัฐาธิปัตย์” นี้สำคัญจริง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แก้ไขมาก็หลายครั้งแล้ว

ทำไมจึงไม่มีการบัญญัติคำๆ นี้ เพิ่มเติมเข้าไปแต่อย่างใด!?

ก่อนจบเรื่องยุ่งๆ อยากให้ท่านอ่านบันทึกของข้าราชการหนุ่ม ซึ่งเป็นบุตรของข้าราชการผู้ใหญ่ผู้มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันดี ได้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงเพื่อน และมีผู้ใหญ่ได้ส่งต่อให้ผม ซึ่งอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์ เลยต้องขออนุญาตนำมาลงให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณากันดู

ข้อความมีดังนี้ครับ...

...สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมถูกรุ่นน้องขอร้องให้ไปบรรยายกะทันหัน เรื่องการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น ที่ศูนย์ฝึกอบรมของหน่วยราชการ เพราะวิทยากรซึ่งก็คือสามีของเธอป่วยกะทันหัน เธอให้ข้อมูลว่า

"ผู้เข้ารับการอบรมชุดนี้เป็นข้าราชการที่ถูกบังคับให้มาอบรม เพราะไม่ผ่านการประเมินความรู้ด้านสารสนเทศ...ให้จบตามหัวข้อ...อย่าโต้ตอบ"

ผมรับปาก

เมื่อไปถึงห้องบรรยาย ผมก็เริ่มเข้าใจคำพูดของรุ่นน้อง แต่ละคนคุยกันอื้ออึงขณะผมแนะนำตัว ชายคนหนึ่งพูดเสียงดังให้ผมสอนวิธีแชตหาคู่ การดูคลิปวิดีโอและเว็บไซต์โป๊ หลายคนหัวเราะสนับสนุน ผมต้องตะล่อมให้เข้าสู่บทเรียนว่า

“ได้ครับ แต่ต้องหัดเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ก่อน จึงจะเข้าไปดูได้”

ได้ผล!

ทุกคนเริ่มหาปุ่มเปิดเครื่อง และความโกลาหลก็เริ่ม เพราะวิธีเปิดปิดของเครื่องแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน และที่น่าเวียนหัวที่สุดคือ ทำทุกอย่างแต่เครื่องไม่ทำงาน หาอยู่นานจึงพบว่าปลั๊กไม่ได้เสียบ

แค่เปิดครบทุกเครื่องก็ถึงเวลาพักทานกาแฟแล้ว

หลังหมดเวลาพัก ผู้เข้าอบรมก็ยังยืนสูบบุหรี่หรือจับกลุ่มคุยกัน ผมต้องประกาศผ่านไมค์เชิญเข้าห้อง บางคนมองด้วยความไม่พอใจ ผมชี้แจงว่า

“...ต้องรีบสอน เพราะยังมีอุปกรณ์ต่อพ่วงอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้ เช่น มอนิเตอร์ คีย์บอร์ด เมาส์ โมเด็ม ยูพีเอส...”
คุณพี่ผู้หญิงคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมาว่า

“ขอโทษนะคะ ตามระเบียบสำนักนายกฯ เวลาพิมพ์เอกสารราชการต้องใช้ภาษาไทย ช่วยแปลไอ้เตอร์ๆ เด็มๆ อะไรของคุณให้เป็นคำไทยหน่อยได้ไหมคะ จะได้ก่อประโยชน์กับการทำงานบ้าง...”

มีเสียงลอยมาตามลมให้ได้ยินจากท้ายห้องว่า

“เด็กสมัยนี้ติดไทยคำฝรั่งคำ...อยากให้รู้ว่าจบนอก”

ผมฉุนกึก สูดหายใจยาว

“ได้ครับ งั้นเอาใหม่ เรารู้วิธีเปิดเครื่องคณิตกรณ์แล้ว บางเครื่องอาจเป็นคณิตกรณ์ส่วนบุคคล บางเครื่องเป็นคณิตกรณ์วางตัก แต่ไม่ว่าอย่างไร...

...มันจะทำงานไม่ได้ถ้าขาดชุดคำสั่งระบบปฏิบัติการ และชุดคำสั่งประยุกต์อื่นๆ ประการต่อมา คณิตกรณ์จะต้องมีครุภัณฑ์ต่อพ่วง ซึ่งทำหน้าที่หลัก 2 รูปแบบ คือ นำเข้าข้อมูลไปส่งหน่วยประมวลผลกลาง กับนำข้อมูลที่ประมวลแล้วมาแสดงให้เราดู”

ผมชี้ไปที่จอภาพ

“นี่คือเครื่องเฝ้าสังเกต ซึ่งอาจหนาเทอะทะแบบจอโทรทัศน์ หรือเป็นจอภาพผลึกเหลวที่ให้ความคมชัดกว่า ส่วนครุภัณฑ์ต่อพ่วงที่นำเข้าข้อมูลไปให้หน่วยประมวลผลกลางอาจอยู่ในรูปหน่วยขับ ก และหน่วยขับ ข ซึ่งสามารถอ่านและบันทึกข้อมูลเก็บไว้ในแผ่นบันทึก ชนิดอ่อนปวกเปียก (floppy) หรือในจานบันทึกแบบแข็ง ที่หน่วยขับอุปกรณ์นำเข้าและส่งออกข้อมูล ยังมีในรูปแบบอื่นๆ อีก เช่น...เครื่องกราดภาพ ตัวกล้ำและแยกสัญญาณโทรภาพ แต่ที่ขาดไม่ได้เลยคือสิ่งนี้”

ผมยกคีย์บอร์ดขึ้นมา

“แผงแป้นอักขระ ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุด ที่เราจะป้อนชุดคำสั่งเข้าสู่เครื่องคณิตกรณ์ จะเห็นว่าบนแผงแป้นอักขระจะมีกระดุมหรือปุ่มอักขระมากมาย มีทั้งที่คุ้นเคยกันดี เช่น มหัพภาค อัฒภาค ทวิภาค วิภัชภาค ยัติภังค์ ปรัศนี อัศเจรีย์ เสมอภาค สัญประกาศ ทีฆสัญญา กับที่ยังไม่ได้บัญญัติศัพท์ เช่น กระดุมสอดแทรก กระดุมเข้าไป กระดุมหลบหนี กระดุมอวกาศถอยหลัง หรือ backspace...”

วันนั้นไม่มีใครได้ดูคลิปวิดีโอ ต่อมาผมได้รับผลการประเมินการสอนว่า

“ไม่น่าพอใจ และพูดภาษาไทย...แต่ไม่รู้เรื่อง!”…

จดหมายรำพันของข้าราชการหนุ่ม มีชื่อหัวข้อว่า “เมื่อผมต้องสอนคอมพิวเตอร์ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่” มีเนื้อความสั้นๆ เพียงเท่านี้

อ่านจดหมายของข้าราชการหนุ่มสายเลือดดีคนนี้จบแล้ว อยากจะบอกฝากไปถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองง่ายๆ สั้นๆ ว่า

“ท่านครับ...กรุณาอย่าทำภาษาไทยสับสน!!!”

....แฟนๆ ที่อยากอ่านหนังสือ “นินทา...ประชาธิปัตย์” (พรรคฝ่ายค้าน-ดักดาน) โปรดติดตามรายละเอียดใน vattavan.com ส่วนท่านที่ยังไม่ได้สั่งซื้อ “รัดทำมะนวย ...ฉบับหัวคูณ” และ “เหี้ยส่องกระจก” ต้องรีบสั่ง เพราะใกล้หมดเต็มทีแล้ว!...

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ปลาเน่าตัวเดียว...?


คอลัมน์ : ละครชีวิต

มีคนบอกว่าจากนี้ต่อไปคือ “ความสนุก” แต่ผมว่าไม่ใช่ความสนุกแล้วกระมัง เพราะนอกจากจะสู้กับ “เผด็จการ” แล้วยังอับอายขายขี้หน้า “ความอัปลักษณ์” ในหน้าตา ครม. ที่มี “รัฐมนตรีขี้โกง” บางคนเข้าร่วม “ครม.สมชาย 1” ด้วย

แม้ภาพรวมจะดู “โอเค” แต่เมื่อมีรัฐมนตรีเพียงแค่คนเดียวที่พัวพันคดีทุจริตยา คดีโกงอันลือลันสนั่นเมือง ก็เข้าคำโบร่ำโบราณที่สั่งสอนไว้ว่า "ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นหมดทั้งข้อง"

ตรงนี้แหละที่บอกว่า “ไม่สนุก” เพราะประชาชนก็สับสนว่าตกลงจะเอาอย่างไรแน่ เพราะจู่ๆ ก็มาฟัดกันเองซะแล้ว

ก็ต้องอธิบายกันไปตรงๆ ว่าเราสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ส่งเสริมประชาธิปไตย ต่อสู้กับเผด็จการ และขับไล่พันธมิตรฯ ให้ออกจากทำเนียบรัฐบาล

แต่นาทีนี้ต้องว่ากันด้วย “ขี้โกง” ก่อน เพราะไม่รู้ว่าหลับหูหลับตาแต่งตั้งขึ้นมาได้อย่างไร ทั้งๆ ที่มีแผลหวอะหวะขนาดนี้

แบบนี้แสดงว่าไม่ได้แคร์ความรู้สึกประชาชนบ้างเลยใช่ไหม เพราะคดีทุจริตยา 1,400 ล้านบาท ศาลตัดสินให้ นายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงหมอเข้าคุกเข้าตะรางไปเรียบร้อยแล้ว

นายรักเกียรติ โดนศาลตัดสินจำคุก 15 ปี สร้างบรรทัดฐานให้กับนักการเมืองขี้โกงคนอื่นๆ ว่าถ้าประพฤติตนเหมือนนายรักเกียรติก็จะต้องเข้าซังเต ชดใช้กรรมเหมือนกัน

ผู้เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตยาซึ่งมีมากมาย บางคนที่สาวไปถึงตัวก็ได้รับโทษทัณฑ์ แต่บางคนที่รอดพ้นเงื้อมมือไปได้ วันนี้ผมได้รับทราบมาว่าหลายคนเสียชีวิตไปบ้างแล้ว

บางคนยังมีชีวิตอยู่ก็เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่ไปเป็นอย่างอื่น หรือไม่ก็ขอหลีกเลี่ยงการงานที่จะต้องออกสังคมเพราะอับอายถ้ามีใครรื้อฟื้นคดีโกงอันลือลั่นนี้ขึ้นมาสนทนา

แต่วันนี้ยังมีคนหน้าไม่อาย ตั้ง นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.พรรคพลังประชาชน จังหวัดเลย มานั่งตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับกรณีทุจริตจัดซื้อยา และเวชภัณฑ์ ขณะทำหน้าที่เป็นเลขานุการนายรักเกียรติ

คดีนี้ไม่ใช่การใส่ร้ายป้ายสี เพราะหลักฐานชัดเจน ศาลได้พิพากษาอย่างตรงไปตรงมา แถมการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหลายชุดก็ระบุว่านายปรีชามีส่วนเกี่ยวข้องและต้องได้รับโทษด้วย

แต่ก็ไม่รู้ว่า “โชคดี” ของนายปรีชา หรือ “โชคร้าย” ของประชาชนที่ผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนครั้งนั้นคือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ซึ่งดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข

ผมยังจำได้ดีว่าช่วงนั้นกระแสสังคมกดดันอย่างหนักให้นำตัวผู้เกี่ยวพันคดีทุจริตยามาลงโทษให้ได้ ทั้งนักการเมือง และ ข้าราชการประจำ

คุณหญิงสุดารัตน์ ตอนนั้นก็ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทางเอาเรื่อง แต่น่าเสียดายสุดท้ายก็ พยายาม “ตัดตอน” ให้คดีทุจริตยาจบลง

ข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ชงเรื่องให้ยกเลิกราคากลางยา ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูง บางคนจะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ส่วนบางคนขณะนี้นั่งเก้าอี้อธิบดีอยู่

วันนี้ชัดเจนแล้วครับว่าทำไมเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เจ้ากระทรวงหมอจึงต้องพยายาม “ตัดตอน”นักการเมืองที่พัวพันคดีทุจริตยา

ในเมื่อ ครม.สมชาย 1 มีชื่อ นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข อดีตเลขานุการนายรักเกียรติ ดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย

วันนี้ขอประกาศไว้เป็น “บันทึกช่วยจำ” ว่านายรักเกียรติเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความผิดเท่านั้น

แต่ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข และนักการเมืองบางคนที่เกี่ยวข้องยังอยู่ดีมีสุข รวมทั้งบริษัทยาที่ให้สินบนยังไม่ถูกขึ้นบัญชีดำ

หวังว่า ป.ป.ช. ที่มี นายภักดี โพธิศิริ ดำรงตำแหน่ง กรรมการ ป.ป.ช.จะหันมาปัดฝุ่นคดีนี้อีกครั้ง เพราะเป็นกรรมการเพียงคนเดียวที่ทราบข้อมูลทั้งหมด

ฝากบอกนายภักดีด้วยว่า ... อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวลครับ !

ลวดหนาม

ก๊วนทุจริตยาเปื้อนมหาดไทย


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

รูปโฉมโนมพรรณของคณะรัฐมนตรี ภายใต้การนำของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างถึงพริกถึงขิง แล้วต้องบอกตามตรงว่า พอไปวัดไปวากับเขาได้พอสมควร แม้จะไม่ถูกต้อง ถูกใจ ทั้งหมดก็ตาม

แต่รัฐมนตรีคณะนี้จะเรียกความเชื่อมั่นเชื่อถือให้ประเทศไทย ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพของคนในชาติ แก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนผู้ยากจนข้นแค้นแสนสาหัสได้มากน้อยแค่ไหน “หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน”

จริงอยู่ว่าการจัดคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้อาจจะมีความน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง เพราะหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค ไม่ได้รับรู้รับทราบอะไรด้วยมากมายนัก ลูกพรรค หัวหน้าแถว ต่างจัดสรรกันเอง จึงทำให้พรรคการเมืองเหมือนไม่ใช่พรรคการเมือง พิลึกพิลั่นพอสมควร แต่ด้วยความเก่ง ความเก๋า และความน่าเชื่อถือของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เลยทำให้ผ่านจุดเหล่านี้มาได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาค้างคาใจสำหรับชาวบ้านชาวช่องคือ การนำบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตยาและเวชภัณฑ์ ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นคดีฉาวโฉ่ในแวดวงการเมือง และวงการยุติธรรม ที่ลงโทษนักการเมืองระดับรัฐมนตรีถึงขั้นติดคุกติดตะราง 15 ปี ไม่มีการรอลงอาญา มาอยู่ร่วมสังฆกรรมกับรัฐบาลชุดนี้ได้อย่างไร?

นักการเมืองคนนี้เคยมีชื่ออยู่ในคำพิพากษาศาลหน้า 30 อย่างชัดเจนว่า มีส่วนไปเรียกรับเงินรับทองแทนรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าได้เข้าร่วมในกระบวนการทุจริตฉ้อฉล กินสินบาทคาดสินบน ทำให้ราคายาและเวชภัณฑ์สูงขึ้นกว่าท้องตลาด 50-300% ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั่วประเทศ

ทำไมจึงเอา คนที่หากินกับความเดือดร้อนของผู้คนที่ได้รับทุกขเวทนาสาหัสอยู่แล้ว เจ็บ ป่วย ใกล้ตาย เขาถึงจะไปหาหมอ เขาถึงจะไปรับยามารับประทาน แต่กลับมาหากินกับความเจ็บป่วย ความตาย ของประชาชนตาดำๆ แบบนี้อยากจะถามว่าจิตใจของพวกเขาเหล่านี้ทำด้วยอะไร หัวใจสีแดง หรือ สีดำ...ปิ๊ด...ปี๋ โหดเหี้ยมอำมหิตผิดมนุษย์ไหม

แบบนี้ยังจะเอาเข้ามาเป็นรัฐมนตรีให้แปดเปื้อน?

แบบนี้ยังจะเอาเข้ามาเป็นรัฐมนตรีให้ลดความน่าเชื่อถือไปได้อย่างไร?

ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ต้องยอมเสี่ยง...ยอมถูกต่อว่า...ยอมถูกเหม็นหน้า...ยอมเป็นหมาหัวเน่า...ในการเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง!!! คัดค้านการตั้งคณะรัฐมนตรีคนเดียวนี่แหละ เนื่องเพราะอาจจะมีตำหนิอย่างรุนแรง “นักการเมืองป้ายดำ” โดยกระชากหน้ากาก เอาคนที่มีส่วนพัวพันกับการทุจริตยาและเวชภัณฑ์ออกไปจากวงการการเมืองไทยให้จงได้

ปฏิเสธไม่ได้ นักการเมืองพัวพันทุจริตยา ที่จะเปลี่ยนสถานะสูงส่งขึ้นเป็น...“รัฐมนตรีพัวพันทุจริตยา”...มาจากโควตากลุ่มอีสานพัฒนา ซึ่งไปควบรวมเอากับกลุ่ม กทม. อดีตนักการเมืองหญิงผู้ทรงอิทธิพล ได้ภูมิใจเสนอ ทั้งที่ตัวเองโดนแจ้งความ ม.157 เว้นหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ เพราะไม่ยอมดำเนินการสอบสวนลงโทษ ขุดรากถอนโคนขบวนการทุจริตยาให้สิ้นซาก ไม่รู้ตอนนั้นได้รับผลประโยชน์อะไรเข้าไปด้วย

กระทรวงบำบัดทุกข์บำรุงสุข ต้องมาแปดเปื้อนกับคนชั่วๆ เคยหากินบนความเดือดร้อนของคนเจ็บไข้ได้ป่วย คราวนี้จะมาหากินกับความเดือดร้อนของผู้คนแบบไหนอีกเล่า? น่าสมเพช อัปยศอดสูแทนซะจริงๆ

Thursday, September 25, 2008

ถึงเวลาเเล้วที่สังคมไทยควรมีกฎหมายการชุมนุมหรือไม่


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

บทนำ
ในสังคมประชาธิปไตย การชุมนุมและการเเสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ซึ่งสิทธิดังกล่าวเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย เนื่องจากกฎหมายสมัยใหม่รับรองว่ามนุษย์เป็นบุคคลที่กฎหมายรับรองว่ามีคุณค่าในตัวเอง มิใช่เป็นไพร่ทาสที่อยู่ใต้การปกครองอย่างเดียว ในอดีตสังคมที่มีทาส ทาสจะถูกกีดกันออกจากการมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่มีสิทธิมีเสียงได้เลย

อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิชุมนุมก็เหมือนกับสิทธิอื่นๆ ที่มีขอบเขต ผู้ชุมนุมไม่มีสิทธิที่จะชุมนุมอย่างไรก็ได้ เวลาใดก็ได้ นานเท่าใดก็ได้ ที่ใดก็ได้ อย่างที่เป็นอยู่ในสังคมไทยในเวลานี้ ความวุ่นวายในสังคมไทยเวลานี้ส่วนหนึ่งมาจากการที่ประเทศไทยยังมิได้ตรากฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุม ทำให้ผู้ชุมนุมใช้สิทธิการชุมนุมอย่างพร่ำเพรื่อ ตามอำเภอใจ ไร้ขอบเขตจำกัด ข้อเขียนนี้จะกล่าวถึงกฎหมายการชุมนุมของต่างประเทศว่ามีสาระสำคัญอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางในการตรากฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมต่อไปในอนาคต
กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมของต่างประเทศ

ในหลายประเทศมีกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมในที่สาธารณะ (Public Assembly) เเละรวมถึงการเดินขบวน (Procession) หรือการประชุม (Meeting) ด้วย โดยกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการชุมนุมหรือการเดินขบวนอาจปรากฏอยู่ในกฎหมายอาญา หรือกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการชุมนุมโดยตรง ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาแต่ละมลรัฐจะมีกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมเป็นของตนเอง1หรืออาจอยู่ในกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย (Public Order Act) ก็ได้

การวางเงื่อนไขเกี่ยวกับการชุมนุมตามกฎหมายต่างประเทศนี้ค่อนข้างเข้มงวดระดับหนึ่ง โดยกฎหมายจะกำหนดมาตรการควบคุมการชุมนุมทั้งก่อนการชุมนุมและระหว่างการชุมนุม โดยแบ่งออกได้ดังนี้

มาตรการควบคุมการชุมนุมก่อนการชุมนุม

กฎหมายการชุมนุมของต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นของประเทศอังกฤษ รัสเซีย เนเธอร์แลนด์ อาเซอร์ไบจาน ฮ่องกง ฯลฯ ได้กำหนดมาตรการควบคุมก่อนที่จะมีการชุมนุมหรือเดินขบวน โดยแกนนำหรือคนจัดตั้ง (Organizer) จะต้องแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับการชุมนุมหรือการเดินขบวนให้เจ้าหน้าที่ทราบ รายละเอียดที่ว่านี้ได้แก่ วัตถุประสงค์ของการชุมนุม สถานที่ที่จะมีการชุมนุม เวลาที่จะมีการชุมนุมหรือเดินขบวน จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม (จำนวนคร่าวๆ) หรือเส้นทางสัญจรที่จะใช้ในการเดินขบวน รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับแกนนำ

ซึ่งกฎหมายบางประเทศหากแกนนำเคยมีประวัติความผิดอาญา เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจไม่อนุญาตให้มีการชุมนุมก็ได้ ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร กฎหมายของบางประเทศกำหนดระยะเวลาของการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไว้ไม่เท่ากัน เช่น 7 วัน 12 วัน หรือ 15 วัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็จะใช้ดุลพินิจว่าจะอนุญาตหรือไม่ หากแกนนำไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ว่านี้ แกนนำจะมีความผิดทางอาญา2

นอกจากนี้แล้ว หากมีการชุมนุมหรือเดินขบวนผิดไปจากเส้นทางที่ได้แจ้งไว้ แกนนำก็มีความผิด เว้นเสียแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนเองไม่สามารถควบคุมมวลชนได้ ที่น่าสนใจก็คือ กฎหมายของประเทศสวีเดนกำหนดว่า หากผู้เดินขบวนเปลี่ยนเส้นทางสัญจรโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่มีอำนาจสลายการชุมนุมได้ เนื่องจากการเดินขบวนดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าหน้าที่

นอกจากนี้ กฎหมายการชุมนุมจะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับสถานที่และเวลาในการชุมนุมอีกด้วย โดยเงื่อนไขเกี่ยวกับสถานที่นั้นกฎหมายจะกำหนดสถานที่ต้องห้ามที่ผู้ชุมนุมไม่อาจชุมนุมได้ เช่น กฎหมายการชุมนุมของประเทศรัสเซีย (Federal Law on Assemblies, Meeting, Demonstration, Procession and Picket) ปี ค.ศ.2004 มาตรา 8 บัญญัติว่า พื้นที่รอบๆ ที่อันเป็นที่พำนักของประธานาธิบดีก็ดี ที่ทำการของศาลยุติธรรมก็ดี เหล่านี้เป็นสถานที่ต้องห้ามมิให้มีการชุมนุมได้ หรือกฎหมายของประเทศเนเธอร์แลนด์ ปี ค.ศ.1988 ระบุว่า การชุมนุมบริเวณที่ตั้งของศาลโลกก็ดี สถานทูตสถานกงสุลก็ดี ที่ตั้งขององค์การระหว่างประเทศก็ดี การชุมนุมจะต้องไม่มีลักษณะที่จะเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรข้างต้น

มิฉะนั้นแล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจสลายการชุมนุมได้ทันที หรือกฎหมายของประเทศคีร์กีซ กฎหมายกำหนดให้มีการชุมนุมห่างภายในระยะ 30 เมตร จากทางหลวงและทางรถไฟ และห่าง 50 เมตร จากที่พำนักของประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงตึกของรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล และศาลด้วย หรือกฎหมายของประเทศอาเซอร์ไบจานกำหนดว่า ผู้ชุมนุมต้องชุมนุมให้ห่างอย่างน้อย 300 เมตรจากสถานที่ทำการของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญติ และฝ่ายตุลาการ รวมไปถึงอาณาบริเวณอันเป็นที่ตั้งของการวางท่อน้ำมันหรือแก๊สด้วย

ส่วนเงื่อนเวลานั้น กฎหมายการชุมนุมก็กำหนดระเบียบไว้ด้วย เช่น กฎหมายของประเทศคีร์กีซ กำหนดว่า ให้มีการชุมนุมได้ภายในระยะเวลาตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึงสองทุ่ม โดยไม่อนุญาตให้มีการตั้งเต็นท์ หรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ หรือกฎหมายของประเทศรัสเซีย ระบุว่า อนุญาตให้มีการชุมนุมได้ตั้งแต่เวลา 7 โมงเช้าจนถึง 5 ทุ่ม หรือกฎหมายของประเทศอาเซอร์ไบจานกำหนดว่า ให้เริ่มมีการชุมนุมได้ตั้งแต่เวลา 8โมงเช้าจนถึง 1 ทุ่ม

มาตรการควบคุมระหว่างการชุมนุม

มาตรการควบคุมระหว่างการชุมนุมนี้ กฎหมายการชุมนุมของหลายประเทศได้กำหนดมาตรการไว้หลายมาตรการ ตั้งเเต่เบาที่สุดจนถึงหนักที่สุด มาตรการที่ว่านี้ได้แก่ การออกกฎระเบียบ หรือเงื่อนไข หรือคำสั่งให้ผู้ชุมนุมปฏิบัติตาม3 การสั่งพักการชุมนุม การสั่งให้การชุมนุมสิ้นสุดลง (หรือการยุติการชุมนุม)4 การสลายการชุมนุม (Dispersion) และการห้ามมิให้มีการชุมนุมเป็นระยะเวลาหนึ่ง (บางประเทศห้ามนานถึง 3 เดือน) ที่น่าสนใจคือ กฎหมายสวีเดนที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้มาตรการที่จำเป็น (Necessary) รักษาความสงบเรียบร้อยได้

โดยมาตรการที่จำเป็นนี้ในทางนิติศาสตร์หมายถึง มาตรการใดๆ ที่ไม่สามารถใช้หนทางอื่นๆ ได้แล้วในการที่จะดำเนินให้บรรลุวัตถุประสงค์ หากหนทางอื่นๆ ยังพอทำได้อยู่และสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ การใช้มาตรการนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นมาตรการที่จำเป็น แต่ถ้าไม่มีมาตรการอื่นใดที่จะทำได้แล้ว การใช้มาตรการนั้น (เช่น การใช้กำลังทางกายภาพ) ถือว่าเป็นมาตรการที่จำเป็นตามกฎหมายแล้ว

โดยเหตุผลประการสำคัญที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจในการสั่งยุติการชุมนุมหรือสลายการชุมนุมนั้น ส่วนใหญ่จะมาจากการชุมนุมนั้นมีลักษณะที่จะนำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อย หรือความปั่นป่วนวุ่นวาย (Disturbance) ทั้งนี้ สาเหตุของความปั่นป่วนวุ่นวายนั้นอาจมาจากการใช้คำพูดที่ยั่วยุ ปลุกระดม หรืออาจเกิดจากการใช้สัญลักษณ์หรือการใช้กิริยาท่าทางก็ได้ เช่น ทำท่าเคารพแบบฮิตเลอร์ด้วยการยกมือขวาไปข้างหน้า
บทส่งท้าย

ชื่อของบทความนี้ได้ตั้งคำถามกับสังคมไทยว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยจะมีกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุม โดยอาศัยกฎหมายการชุมนุมของต่างประเทศมาเป็นแนวทางร่างกฎหมาย ในระหว่างที่สังคมไทยไม่มีกฎหมายการชุมนุมโดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่ของรัฐก็สามารถใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อควบคุมการชุมนุมมิให้มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายอาญา ยิ่งกว่านั้น ตัวผู้ชุมนุมเองต้องคำนึงถึงมาตรา 28 แห่งรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเป็นบททั่วไปที่บัญญัติว่า “บุคคลย่อม…ใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน” กล่าวอีกนัยหนึ่ง การใช้สิทธิชุมนุมตามมาตรา 63 ตกอยู่ภายใต้มาตรา 28 ด้วย การอ้างแต่สิทธิชุมนุมมาตรา 63 วรรคแรกอย่างเดียว เป็นการอ้างรัฐธรรมนูญแบบครึ่งๆ กลางๆ โดยมีเจตนาเพื่อใช้สิทธิชุมนุมเป็น “อาวุธทางการเมือง”

แต่มีข้อควรระวังว่า รัฐบาลต้องสื่อกับประชาชนให้ดีๆ โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า กฎหมายนี้มิได้ห้ามประชาชนมิให้มีการชุมนุม แต่เป็นกฎหมายที่วางระเบียบเกี่ยวกับการชุมนุม โดยเป็นการชั่งน้ำหนักระหว่างสิทธิการชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นกับสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น (ที่มีไม่น้อยไปกว่าผู้ชุมนุม) และความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ มิใช่ปล่อยให้เสรีเละเทะอย่างทุกวันนี้ ที่ผู้ชุมนุมอ้างสิทธิชุมนุมตามรัฐธรรมนูญเพียงแค่มาตราเดียว แต่กลับไปทำลายสิทธิเสรีภาพอย่างอื่น รวมถึงหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญอีกนับสิบมาตรา จริงไหมพ่อแม่พี่น้อง

1 โปรดดู Public Order and the Right of Assembly in England and the United States” A comparative Study, The Yale Law Journal, 1938,p.412 เป็นต้นไป

2 ดูกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประเทศอังกฤษ (Public Order Act 1986) ส่วนที่เกี่ยวกับการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

3 เช่น กฎหมายของประเทศเนเธอร์แลนด์ กฎหมายความสงบเรียบร้อยของอังกฤษ เป็นต้น

4 กฎหมายการชุมนุมที่รับรองให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสั่งให้ยุติการชุมนุม ได้แก่ กฎหมายการชุมนุมของประเทศเนเธอร์แลนด์ สวีเดน รัสเซีย (มาตรา 13)

รศ.ดร.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช



'ในหลวง' ทรงย้ำ ครม.ทำงานเพื่อบ้านเมืองไม่ง่าย แต่ขอให้มีกำลังใจ


“สมชาย วงศ์สวัสดิ์” นำ ครม.ใหม่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเริ่มทำหน้าที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานพระบรมราโชวาท ให้มีความตั้งใจและมีกำลังใจทำงานเพื่อบ้านเมือง

เมื่อเวลา 17.02 น. วันที่ 25 กันยายน 2551 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานพระบรมราโชวาท เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่แก่คณะรัฐมนตรี

"ข้าพเจ้ายินดี ที่คณะรัฐมนตรี ที่จะเข้ารับหน้าที่ต่อไปนี้ และก็ขอให้ได้ปฏิบัติตามที่ได้ปฏิญาณไว้ว่าจะทำงานเพื่อประเทศชาติ เพื่อให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ก็ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติในงานนี้ที่ได้รับให้ได้ผล ได้ประโยชน์ ซึ่งในสมัยนี้ก็ไม่ใช่ง่ายที่จะปฏิบัติงานรัฐบาล เพื่อที่จะให้บ้านเมืองมีความเจริญ แล้วก็ให้ประชาชนได้รับความเจริญ ก็ขอให้ท่านได้สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้ปฏิญาณไว้เพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมือง ให้สำเร็จโดยแท้ ก็ขอให้ท่านมีกำลังทั้งกาย ทั้งใจที่จะปฏิบัติงานนี้ซึ่งก็ไม่ใช่ง่าย ก็ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติด้วยความเข้มแข็งแล้วก็ได้ความสำเร็จ ขอให้ท่านมีกำลังใจ กำลังกายสมบูรณ์เพื่อปฏิบัติงานนี้ซึ่งไม่ใช่ง่าย ก็ขอให้ท่านมีความสำเร็จในงานที่ได้ตั้งไว้แก่ตัว โดยที่ได้ปฏิญาณตนด้วยเข้มแข็งอย่างนี้"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราโชวาทแก่ ครม.ใหม่

หัวหิน 25 ก.ย. - พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะรัฐมนตรีเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

วันนี้ (25 ก.ย.) เวลา 17.02 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราโชวาท เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่แก่คณะรัฐมนตรีด้วย

“ข้าพเจ้ายินดีที่คณะรัฐมนตรีจะเข้ารับหน้าที่ต่อไปนี้ และขอให้ปฏิบัติตามที่ได้ปฏิญาณไว้ว่าจะทำงานเพื่อประเทศชาติ เพื่อให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ก็ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติในงานนี้ที่ได้รับให้ได้ผล ได้ประโยชน์ ซึ่งในสมัยนี้ก็ไม่ใช่ง่ายที่จะปฏิบัติงานรัฐบาล เพื่อที่จะให้บ้านเมืองมีความเจริญ และให้ประชาชนได้รับความเจริญ

ก็ขอให้ท่านได้สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้ปฏิญาณไว้ เพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมืองให้สำเร็จโดยแท้ ขอให้ท่านมีกำลัง ทั้งกาย ทั้งใจ ที่จะปฏิบัติงานนี้ ซึ่งไม่ใช่ง่าย ก็ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติด้วยความเข้มแข็ง และได้ความสำเร็จ ขอให้ท่านมีกำลังใจ กำลังกายสมบูรณ์ เพื่อปฏิบัติงานนี้ ซึ่งไม่ใช่ง่าย ก็ขอให้ท่านมีความสำเร็จในงานที่ได้ตั้งไว้ โดยที่ได้ปฏิญาณตนเข้มแข็งอย่างนี้” - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-25 18:29:21

การเมืองใหม่ การโยนหินถามทางจากนายหน้าอำมาตยาธิปไตย การเมืองแบบย้อนยุค


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ช่วงนี้ผมได้อ่าน ได้ฟัง ได้ยิน การพูดวิจารณ์เรื่อง การเมืองใหม่ ของกลุ่มชนที่เรียกตัวเอง สวยหรูว่า นักวิชาการ แล้ว ผมรู้สึกตะครั่นตะคร้อ แบบคลื่นไส้ทุกที ผมว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว เพราะมันเป็นข้อเสนอย้อนยุค แต่ก็อดไม่ได้

ผมอยากจะเรียกว่า การเมืองย้อนยุค มากกว่าการเมืองใหม่ และนักวิชาการที่สนับสนุนเรื่องนี้ ผมอยากจะเรียกว่า นักวิชาการย้อนยุค เสียมากกว่า และส่วนใหญ่ก็เป็นพวกหลงยุค มาตั้งแต่ ปลายยุคสงครามเย็น

ช่วงหลัง มี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เข้ามาร่วมแจมกับเขาด้วย หากใครศึกษาประวัติ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ให้ดี จะรู้ว่า คือ ศิษย์เอก ของ นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร อดีตกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่ตอนหลังแปรพักตร์มาเข้ากับฝ่ายทหาร และแนะนำวิธีการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ซึ่ง พล.อ.ชวลิต น่าจะรับเอาแนวคิดเกี่ยวกับ สภาที่คัดเลือกมาจากสาขาอาชีพ ซึ่งเป็นข้อเสนอแบบ Master piece ของขบวนการคอมมิวนิสต์สากล ตั้งแต่ยุคมาร์ก-เลนินส์มาแล้ว ระบบแบบนี้จึงไม่ได้ใหม่แต่อย่างใด เพราะเสนอกันมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 โน้นแล้ว

การเมืองใหม่ที่ไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานของการเลือกตั้งจากตัวแทนมหาชน คือ การปฏิเสธ หลักการของความเท่าเทียมกันของมนุษย์โดยสิ้นเชิง คนพวกหนึ่งคิดว่า ตัวเองมีอำนาจ มีสิทธิพิเศษในสังคมเหนือมนุษย์คนอื่น ตัวเองควรได้ปกครองคนอื่น ดังนั้น พวกเขาจึงเสนอสภาแต่งตั้งขึ้นมา เพราะหากมีการเลือกตั้ง พวกเขาก็ไม่อาจเข้ามาได้ เพราะพวกเขาไม่ใช่พวกเดียวกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ



สภาแบบนี้ หากจะเรียกตามระบบอังกฤษให้โก้หรูแบบโบราณก็ต้องเรียกว่า สภาขุนนาง นั้นแหละครับ ต่างกันตรงไม่ใช่เป็นขุนนางสืบตระกูลเท่านั้น แต่ระบบสภาขุนนางแบบอังกฤษก็มีขุนนางที่ไม่ได้สืบตระกูลอยู่ด้วย เช่น Life Peer เป็นต้น ตัวอย่างคือ นางมากาเร็ต แธตเชอร์ ซึ่งเมื่อพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอังกฤษแล้ว รัฐบาลของพรรคอนุรักษ์นิยม ของนายจอห์น เมเจอร์ นายกรัฐมนตรีคนต่อมา ก็เสนอให้เป็น Baroness ตำแหน่งขุนนางที่มีสิทธิเป็นสมาชิกของสภาขุนนางตลอดชีพ แต่ไม่ได้สืบตระกูล เป็นตำแหน่งเฉพาะตัว ซึ่งปัจจุบัน Life Peer นี้เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของสภาขุนนางอังกฤษ ดังนั้น ระบบแต่งตั้งไม่ว่าอย่างไร มันก็คือ สภาขุนนางนั้นเอง ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอย่างไรก็ตาม โดยเนื้อแท้ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก

ในเมืองไทยเอง ก็ไม่ใช่ไม่เคยมีสภาแบบนี้มาก่อน มันมีมาตั้งแต่ปี 2475 แล้ว ที่มีการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง และเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง หรือในระยะเวลาอันใกล้นี้ คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ปี 2549 ที่มาจากการแต่งตั้งของ คมช. ทั้งหมด ไม่ใช่ ระบบ 70/30 ด้วยซ้ำ แต่มัน 100% เลยทีเดียว

ปี 2549 นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทั้งหลาย ก็มาจากผู้ที่คิดว่าตัวเอง สูงส่งทางจริยธรรม ทั้งสิ้น มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ ที่โฆษณากันนักหนาว่า จริยธรรมสูงส่ง สุดท้าย โดยวิจารณ์เรื่อง ที่ดินเขายายเที่ยง จนต้องออกมายอมรับสารภาพว่า ตัวเองเป็นโจรกลับใจไปโน้น ไม่ได้เปี่ยมจริยธรรมมากมายแต่อย่างใด

รัฐบาลจริยธรรมสูงส่งของ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลลานนท์ กลายเป็นรัฐบาลที่ล้มเหลวมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะรัฐบาลแบบนี้ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ที่มีมากมายหลายกลุ่ม ไม่ได้สะท้อนเสียงจากประชาชน สุดท้าย เมื่อประชาชน เข้าถึงรัฐบาลไม่ได้ เพราะไม่ใช่ตัวแทนของพวกเขา สังคมก็ต้องเกิดระเบิดขึ้นมาแน่นอน

ตอนนี้มีการเสนอ สิ่งที่เรียกว่าการเมืองใหม่ ขึ้นมาอีก ซึ่งโยนหินถามทาง โดย กลุ่มพันธมิตร ที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาล โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น รียกว่า ระบบ 70/30 ต่อมาขอลดและเพิ่มสัดส่วนกันไปเรื่อย

ผมไม่ได้คิดว่า พธม. เป็นกลุ่มอิสระของตนเอง แต่คนพวกนี้เป็นแค่ นักรบรับจ้าง ของพวก ศักดินาอำมาตยาธิปไตย เท่านั้น ข้อเสนอของ พธม. จึงเหมือนการโยนหินถามทางของคนที่อยู่เบื้องหลังขบวนการนี้นั่นเอง และเป็นการพยายามสร้างความชอบธรรม เพื่อจะได้นำระบบนี้มาใช้ เพื่อพวกอภิสิทธิ์ชนทั้งหลาย จะได้ครองอำนาจทางการเมืองสืบไปนั่นเอง



ข้อเสนอของสภา ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้ง หรือ ระบบเลือกจากตัวแทนสาขาอาชีพต่างๆ ผมไม่ได้คิดว่ามันใหม่แต่อย่างใด

เพราะระบบ ตัวแทนสาขาอาชีพ นั้น คือ ระบบที่ขบวนการคอมมิวนิสต์เสนอมานานแล้ว หากระบบนี้มันได้ผลจริง ป่านนี้พวกคอมมิวนิสต์คงครองโลกไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ล่มสลายแปรเปลี่ยนไปเป็นทุนนิยมหมดเหมือนทุกวันนี้ ไม่ว่า สหภาพโซเวียต ยุโรปตะวันออก จีน เวียดนาม ก็ใช้ระบบนี้ทั้งนั้น แล้วมันเจริญทันประเทศทุนนิยมแบบโลกตะวันตกหรือไม่ มันเจริญทันญี่ปุ่น หรือสิงคโปร์ไหม



ข้อเสนอนี้ เกิดขึ้นมา เพราะพวกกลุ่ม คนชั้นนำ กำลังเข้าตาจน และจนตรอกนั่นเอง เพราะพวกเขาไม่สามารถครอบงำ คนรากหญ้า ได้อีกต่อไป หากขืนปล่อยให้มีการใช้ระบบเลือกตั้ง แบบทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน ชาวนามีเสียงเท่ากับพวกผู้ดีสูงศักดิ์ ขอทานมีเสียงเท่ากับมหาเศรษฐีหมื่นล้าน คนจบ ป.4 มีเสียงเท่ากับศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ หากเป็นเช่นนี้ คนพวกนี้ก็จะสูญเสียอำนาจควบคุมการเมืองของชาติไป

เพราะนักการเมือง ย่อมต้องตอบสนองต่อกลุ่มชนที่เลือกตั้งเขาขึ้นมากกว่า ที่จะไปตอบสนองต่อใคร ที่อ้างว่ามีบารมี แต่ไม่มีอิทธิพลต่อการทำให้พวกเขาได้รับการเลือกตั้ง หากระบบนี้ดำเนินต่Thai Free Newsอไป อำนาจของคนชั้นสูงก็ต้องหมดสิ้นไปอย่างแน่นอน

เมื่ออับจนสิ้นหนทาง ก็เลยต้องคิดย้อนยุค กลับไปเอาแนวคิดในสมัยต้นศตวรรษที่ 19 กลับมาปัดฝุ่นใช้ แล้วอ้างว่านี่คือ การเมืองใหม่

มันจึงเป็นเรื่องที่ตลกสิ้นดี ในต้นศตวรรษที่ 21 นี้

ที่พวกนักวิชาการค้างยุคมาแต่ช่วงสงครามเย็น พยายามที่จะจูงใจ พลเมืองในต้นศตวรรษที่ 21 ให้เห็นดีเห็นงามกับระบอบที่ล้าหลัง ในตอนต้นศตวรรษที่ 19

นี่ประเมินได้เลยว่า พวกเขากำลังจะแพ้แล้ว พวกเขาไม่มีทางออกใดที่ดีกว่าในการเสนอต่อสังคม จึงหันกลับไปหาของเก่าเช่นนี้

หน้ากากของระบบการเมืองใหม่ ก็คือ การเมืองระบบแต่งตั้ง ของ ระบอบอำมาตยาธิปไตยนั่นเอง

จาก thaifreenews

ลากไส้ขบวนการกบฏพันธมิตรฯ.....โดย Albatross (เพิ่มเติม)

ลากไส้ขบวนการกบฏพันธมิตรฯ

โดย.....Albatross

21 กันยายน 2551

ในที่สุดบริษัทใหญ่ๆ หลายบริษัทที่มีชนักคดี ปรส.อัปยศขายชาติมูลค่ากว่าแสนล้านบาทติดหลังอยู่ก็เริ่มปล่อยเกาะกบฏพันธมิตรฯ หน้าทำเนียบให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวและหิวโหย เพราะคดีดังกล่าวได้หมดอายุความไปแล้ว อีกทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช หนึ่งเดียวที่เคยประกาศกร้าวว่าจะทวงเงินของแผ่นดินจากคดีนี้คืนก็ได้กลายเป็นอดีตไปแล้วจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้การสนับสนุนกบฏพันธมิตรฯ อีกต่อไป ม็อบจัดจ้างจึงลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วจนแกนนำรู้สึกวิตกกังวลอย่างหนัก การห้อมล้อมเหล่าแกนนำเพื่อป้องกันการบุกจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงกลายเป็นหน้าที่หลักของเหล่าสาวก “สันติอโศก” ของนายรักษ์ รักพงศ์ หรือ โพธิรักษ์ ซึ่งไม่เคยลดจำนวนลงเลย สันติอโศกคือใคร ทำไมจึงยอมปกป้องแกนนำกบฏพันธมิตรฯ โดยไม่สนใจสินจ้างรางวัลและถวายชีวิตให้ได้ถึงเพียงนี้

การขับเคลื่อนม็อบพันธมิตรฯ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร จนถึงปัจจุบัน หลายต่อหลายครั้งที่มีผู้เข้าร่วมชุมนุมบางตาแค่หลักร้อยแต่สามารถทำให้เพิ่มขึ้นได้ชั่วข้ามคืนโดยกำลังเสริมจากสาวกสันติอโศก ใครคือผู้สั่งรวมพลสาวกสันติอโศก จำลอง หรือ โพธิรักษ์ ?

ทุกๆที่ ที่ม็อบกบฏพันธมิตรฯ หยุดปักหลัก สิ่งอำนวยความสะดวกในทุกๆด้านที่เป็นสมบัติของ กทม.จะเข้าถึงทันที ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านเช่น นปก.ต้องอยู่กันอย่างทุลักทุเลไม่เคยได้รับการเหลียวแลและถูกหมางเมินเมื่อถูกร้องขอ เผลอเมื่อไรเป็นต้องถูกเทศกิจรื้อเวทีทุกครั้งไป แต่ถ้าเป็นม็อบกบฏพันธมิตรฯ กทม.จะนำแผงเหล็กไปกั้นการจราจรให้ทันที เป็นเพราะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนของพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับการทำลายชาติของกบฏพันธมิตรฯ อย่างนั้นหรือ ?

นักวิชาการตลอดจนแพทย์บางส่วน ผู้ได้รับการยกย่องจากสังคมได้ร่วมมือกับสื่อเกือบทุกแขนงออกมาทำลายล้างรัฐบาลที่เพิ่งเริ่มทำงานมาได้ไม่นานเพราะรัฐบาลชั่วร้ายจนเหลือทนหรือเสียผลประโยชน์เพราะรัฐบาลคุณสมัครฯ ประกาศสานต่อนโยบายของรัฐบาลคุณทักษิณฯ กันแน่ ?

คนที่เข้าไปร่วมชุมนุมกับกบฏพันธมิตรฯ แน่นอนว่าต้องมีทั้งที่ถูกจ้างมาและพลังบริสุทธิ์ แต่การที่พลังบริสุทธิ์ยอมทุ่มเทจิตวิญญาณเข้าร่วมชุมนุมและปกป้องแกนนำด้วยชีวิต เป็นเพราะพวกเขาเชื่อในสิ่งที่สนธิฯ โกหกหรือต้องการจะปกป้องอะไรบางอย่างที่ตัวเองรักและเทิดทูน ?

“แล้วเหล่าชนชั้นสูงล่ะ......ทำไมจึงไม่ชอบรัฐบาลประชาธิปไตย”

“เพราะเชื่อสนธิฯ หรือเห็นแก่ตัว ?”

หลายกลุ่มที่กล่าวไว้ข้างต้นเป็นตัวอย่างกลุ่มหลักๆ ที่กำลังทำตัวเป็นศัตรูกับรัฐบาล แต่ถ้าเพ่งเล็งไปที่ม็อบกบฏพันธมิตรฯ หน้าทำเนียบ กลุ่มที่น่าที่จะนำออกมาตีแผ่ให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยได้รับรู้มากที่สุดเพราะเป็นกลุ่มกำลังหลักที่ทำให้ม็อบพันธมิตรฯ คงรูปอยู่ได้หน้าทำเนียบดังเช่นทุกวันนี้คือ “สาวกสันติอโศก” จึงขอตีแผ่คนกลุ่มนี้ก่อนเป็นกลุ่มแรกก่อนจะไปถึงกลุ่มอื่นๆ เป็นลำดับต่อไป

เป็นที่ทราบกันดีว่าลัทธินอกรีตสันติอโศกถูกก่อตั้งขึ้นโดยโพธิรักษ์พระนอกรีตผู้ประกาศตัวเป็นศัตรูกับมหาเถรสมาคมไทย เดิมชื่อ นายมงคล รักพงษ์ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น นายรัก รักพงษ์) เป็นคนศรีษะเกษโดยกำเนิดมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและมีวาจาเป็นเลิศ อดีตเป็นผู้กำกับละครเวทีมือทองทางโทรทัศน์ผู้โด่งดังเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ในช่วงที่ยังมีอาชีพเป็นผู้กำกับ นายรัก รักพงษ์ จัดว่าเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายด้วยรายได้มหาศาลที่ตัวเองสามารถหามาได้โดยง่าย จากงานในวงการบันเทิงและงานสอนหนังสือถึงเดือนละ 120,000 บาท ในขณะที่เงินเดือนนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเท่ากับ 40,000 บาท

นายรัก รักพงษ์ เสพสุขอยู่บนกองเงินกองทองได้ไม่นานก็เกิดอาการผิดเพี้ยนทางอารมณ์อย่างรุนแรง ซึ่งอาจเกิดจากการเสพสุขจนเอียน คิดว่าความสุขที่กำลังเสพอยู่นั้นยังไม่ถึงที่สุด จึงคิดหาวิธีที่จะสามารถสร้างความสุขให้ตัวเองได้มากกว่าเดิมโดยเริ่มศึกษาวิชาไสยศาสตร์อย่างจริงจังจนถึงขั้นงมงายและออกมายืนยันกับสาธารณะว่าไสยศาสตร์มีจริงและตนเองคือผู้ขมังเวทวิทยาคมไสยศาสตร์มนต์ดำ ฯ จึงถูกปฏิเสธจากวงการบันเทิงแต่ก็อ้างว่าตนเองเป็นผู้ละทิ้งวงการออกมาเอง นายรักฯ ดำรงตนเป็นผู้ขมังเวทอยู่พักใหญ่ก่อนตัดขาดจากทางโลกมาศึกษาพระธรรมได้ถึงขั้นแตกฉานและพบว่าพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ดีกว่าไสยศาสตร์ที่เคยงมงายจึงตัดสินใจออกบวชเป็นพระภิกษุภายใต้ข้อบัญญัติแห่งมหาเถรสมาคมไทย โพธิรักษ์บวชอยู่ได้ไม่นานก็มีเหตุให้ต้องลาออกจากการเป็นพระภิกษุของมหาเถรสมาคมด้วยเหตุผลที่อ้างว่าตนและพวกไม่สามารถปฏิบัติตามข้อบัญญัติของมหาเถรสมาคมที่ผิดเพี้ยนไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ แต่เหตุผลที่แท้จริงคือ โพธิรักษ์ได้อวดอุตริมนุษย์ธรรมแอบอ้างตนเป็นพระอรหันต์และขอเทศนาสั่งสอนพุทธบริษัท แต่ถูกปฏิเสธโดยพระผู้ใหญ่เพราะพรรษายังน้อย ทำให้ โพธิรักษ์ หันหลังให้กับมหาเถรสมาคมและประกาศลัทธิใหม่โดยมีตัวเองเป็นเจ้าลัทธิทันที

ด้วยกิริยาสำรวมน่าเลื่อมใสและสีจีวรสีไม้กรักที่ไม่เหมือนพระภิกษุทั่วไปประกอบกับเป็นผู้แตกฉานในพระพุทธศาสนาและมีวาจาเป็นเลิศจึงได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากผู้เคร่งศาสนาในชนบทอย่างรวดเร็ว โพธิรักษ์จึงจัดตั้งชุมชนสันติอโศกขึ้นและขยายสาขาออกไปได้อย่างรวดเร็วในหลายจังหวัดเช่น ชุมชนปฐมอโศก จ.นครปฐม ชุมชนศรีษะอโศกที่บ้านเกิด จ.ศรีษะเกษ ชุมชนสีมาอโศก จ.นครราชสีมา เป็นต้น โพธิรักษ์ได้เร่งเผยแผ่ลัทธิของตัวเองด้วยเงินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการบริจาคโดยสร้างโรงพิมพ์เพื่อผลิตสื่อสิ่งพิมพ์เอง สร้างห้องอัดสำเนาเทปคลาสเสทคำสอนของตัวเองออกจำหน่ายโดยใช้แรงงานของเหล่าสาวกที่ไม่ต้องเสียเงินจ้างเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว คำสอนของโพธิรักษ์จึงสามารถแพร่ออกไปได้อย่างรวดเร็ว

ชุมชนสันติอโศกเป็นชุมชนของผู้ปฏิบัติธรรมที่ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา นักปฏิบัติธรรมในชุมชนสันติอโศกส่วนใหญ่เป็นพวกเคร่งศาสนาและปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่แล้ว แต่เบาปัญญาเพราะการศึกษาขั้นพื้นฐานต่ำ จึงถูกชักจูงได้ง่ายและหลงเชื่ออย่างงมงายบางคนถึงขั้นสามารถตายแทนโพธิรักษ์ได้ วิธีการชักจูงคนเหล่านี้ให้เข้ามาปฏิบัติธรรมจะใช้วิธี ให้สาวกไปชักชวนคนใกล้ชิดด้วยวิธีและคำพูดที่ได้รับการปลูกฝังเป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัวจากโพธิรักษ์ เรียกได้ว่าสามารถถอดคำพูดของโพธิรักษ์ออกไปได้ชนิดคำต่อคำเลยทีเดียว โดยสร้างความน่าเชื่อถือให้ชุมชนด้วยการอ้างถึงผู้มีฐานะและชื่อเสียงที่แวะเวียนเข้ามาทำบุญว่าเป็นส่วนหนึ่งของสันติอโศก ด้วยวาทศิลป์เดียวกันอย่างไม่ผิดเพี้ยนนี้เองทำให้ชุมชนสันติอโศกเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดมีการบริหารจัดการปัจจัย 4 แบบระบอบคอมมิวนิสต์ ทุกคนในชุมชนที่กินนอนอยู่ประจำจะร่วมกันทำงานตามความถนัดและได้รับมอบหมายด้วยความซื่อสัตย์ ผลิตผลที่ได้ทุกชนิดจะเก็บเข้าสู่ส่วนกลาง แล้วดำเนินการจัดสรรปันส่วนตามที่แต่ละคนต้องการ แต่ด้วยเหตุที่ทุกคนถูกปลูกฝังอย่างฝังหัวว่าให้อยู่อย่างสมถะทุกคนจึงพร้อมใจกันแข่งกันเก่า(ใส่เสื้อผ้าเก่าไม่เอาของใหม่) แข่งกันอด(อาหาร) จึงไม่เคยมีปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่องการแบ่งผลประโยชน์เกิดขึ้นเลย นับว่าเป็นวิธีการบริหารจัดการที่แยบยลมาก

สำหรับสาวกที่ไม่สามารถอยู่ประจำในชุมชนได้จะถูกขอร้องให้นำเมล็ดพันธุ์พืชติดตัวกลับไปปลูกที่บ้านตัวเองด้วย โดยหลอกว่าสำนักจะส่งสาวกไปช่วยดูแลรดน้ำใส่ปุ๋ยให้ สาวกที่นำเมล็ดพันธุ์กลับไปไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงขอให้ช่วยปลูกในที่ดินของตัวเองให้ก่อนเท่านั้น สำหรับผลผลิตที่ได้จะนำกลับไปบริโภคที่สำนัก แต่ในความเป็นจริงสันติอโศกไม่เคยส่งสาวกออกไปช่วยดูแลให้ตามที่ได้บอกไว้เลยโดยอ้างว่าสาวกป่วย หรือขาดกำลังคนในช่วงนั้นๆ เจ้าของที่ดินจึงต้องกลายเป็นผู้ดูแลเองทั้งหมดและยินดีส่งผลผลิตที่ได้ทั้งหมดไปให้สำนักด้วยตัวเอง เพราะคิดว่าเป็นการบำเพ็ญเพียรอย่างหนึ่งโดยมีน้อยคนที่จะรู้สึกสงสัยในกลอุบายหลอกใช้งานในลักษณะนี้ ทำให้สันติอโศกสามารถทำกำไลจากการเปิดร้านขายผลิตผลทางการเกษตรที่มีอยู่ทั่วประเทศได้โดยไม่ต้องลงทุนเป็นมูลค่ามหาศาล ฉะนั้นโรงทานทั้งหลายที่มีอยู่ทั่วไปของสันติอโศกที่ทำตัวเป็นนักบุญชอบแจกอาหารให้คนจนกินฟรีช่วงเทศกาลต่างๆ จึงเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อจูงใจให้คนที่หลงเชื่อเข้าไปติดบ่วงเป็นสาวกต่อไป

ผู้ที่ประสงค์จะขอบวชเป็นนักบวชในลัทธินอกรีตสันติอโศก ต้องนุ่งขาวห่มขาวเข้าไปปฏิบัติตัวตามคำสอนของโพธิรักษ์อย่างเคร่งครัด เรียกว่า "นาค" ในช่วงนี้นาคจะถูกกลั่นแกล้งถากถางสารพัดจากนักบวชคนอื่นๆ เรียกว่า "รับน้อง" อย่างสนุกสนาน โดยอ้างว่าเป็นวิธีการพิสูจน์จิตใจว่าจะสามารถลดละกิเลสได้จริงหรือไม่ พระอุปปัชชาเถื่อนนอกรีตของลัทธินี้คือโพธิรักษ์เพียงคนเดียว วิธีการบวชก็แสนง่ายเพียงโพธิรักษ์พอใจและได้รับความเห็นชอบจากพระนอกรีตด้วยกันก็จะเรียกนาคเข้าไปพบแล้วกล่าววาจาว่า "ท่านเป็นพระภิกษุแล้ว" เท่านี้นาคก็จะกลายเป็นนักบวชของลัทธิที่สามารถใช้คำแทนตัวเองว่า "อาตมา" ได้ทันที ไม่ต้องมาถามความสมัครใจให้เสียเวลาตามพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ นับเป็นพุทธแบบเพี๊ยนๆตามแต่ใจจะคิดของโพธิรักษ์โดยแท้

โพธิรักษ์ดื้อแพ่งเลี่ยงบาลีปฏิเสธคำขอร้องของมหาเถรสมาคมที่ขอให้โพธิรักษ์และนักบวชผู้ติดตามปฏิบัติให้เป็นแบบอันเดียวกันกับภิกษุอื่นๆ ด้วยการอ้างว่าตนและพวกได้ลาออกจากมหาเถรสมาคมแล้วกฎของมหาเถรสมาคมจึงไม่สามารถบังคับตนและพวกได้ มหาเถรสมาคมพิจารณาเห็นว่าโพธิรักษ์กำลังสร้างอาณาจักรแห่งลัทธิใหม่ขึ้น แต่ยังคงอ้างตนว่าเป็นภิกษุในบวรพุทธศาสนา จึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับโพธิรักษ์จนถึงขั้นถูกจับกุมคุมขังและพ่ายแพ้คดีพธิรักษ์ถูกสั่งบังคับตามคำพิพากษาห้ามเรียกตนเองว่าพระภิกษุและห้ามแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ ตั้งแต่นั้นมาโพธิรักษ์จึงบัญญัติชื่อตัวเองใหม่เป็น สมณะโพธิรักษ์ แล้วนุ่งห่มชุดแขนยาวสีไม้กรักทับด้วยจีวรสีขาว จนกระทั่งคดีความเริ่มส่างซาลงจึงเปลี่ยนสีจีวรกลับไปเป็นสีไม้กรักตามเดิมแต่ยังคงใส่ชุดแขนยาวสีไม้กรักไว้ด้านในเพื่อเลี่ยงกฎหมาย มหาจัญไรเคยขอให้ คุณทักษิณฯ ซึ่งกำลังมีอำนาจอยู่ในขณะนั้นช่วยเหลือเรื่องคดีความของสมณะโพธิรักษ์ในฐานะที่ตนเองเป็นผู้มีพระคุณเคยเป็นผู้ชักนำ คุณทักษิณฯ เข้าสู่วงการการเมือง แต่กลับได้รับการปฏิเสธ สมณะโพธิรักษ์โกรธแค้น คุณทักษิณฯ เป็นอันมากถึงกับเอ่ยปากออกมาว่า

ทักษิณฯ มันโอหัง ต้องเอามันลงจากบัลลังก์ให้รู้สำนึก

สาวกทุกคนของสันติอโศกต้องทำลายพระพุทธรูปที่เคยมีไว้ในบ้านทั้งหมด และห้ามกราบไหว้เพราะโพธิรักษ์บัญญัติไว้ว่าการกราบไหว้พระพุทธรูปเป็นความผิดเพี๊ยนของพระพุทธศาสนาไม่ใช่การกระทำของชาวพุทธ เมื่อสาวกต้องการจะระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าโดยตรงหรือนึกถึงโพธิรักษ์ก็ได้เพราะโพธิรักษ์กับพระพุทธเจ้าไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อเข้าร่วมขายชาติกับม็อบกบฏพันธมิตรฯ โพธิรักษ์กลับกลืนน้ำลายตัวเองอย่างหน้าด้านๆ โดยสั่งให้สาวกนำโต๊ะหมู่บูชาอันมีพระพุทธรูปเป็นองค์ประธานตั้งไว้ในเต้นท์ที่โพธิรักษ์ใช้เป็นที่นอน โพธิรักษ์รวมทั้งเหล่าสาวกทุกคนล้วนกราบไหว้พระพุทธรูปองค์นั้นเฉกเช่นเดียวกันกับพุทธบริษัททั่วไปโดยให้เหตุผลว่าการกราบไหว้พระพุทธรูปเป็นการระลึกถึงพระพุทธเจ้า

ด้วยเหตุแห่งคดีความได้สร้างรอยแค้นที่ฝังลึกให้กับสมณะโพธิรักษ์จนเกิดแรงอาฆาตอำนาจรัฐอย่างรุนแรงและเป็นช่องทางให้มหานอกรีตผู้ถูกปฏิเสธจากพี่น้องร่วมสถาบัน จปร.อันทรงเกียรติ ชักจูงเข้าสู่เวทีพันธมิตรอย่างง่ายดายและกลายเป็นกำลังหลักของพันธมิตรในวันนี้เพื่อผลประโยชน์ของตนเองที่ จ.กาญจนบุรี และผลทางการเมืองในอนาคต

ด้วยเหตุนี้สาวกสันติอโศกจึงกลายเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์คอยปกป้องเหล่าแกนนำกบฏพันธมิตรฯ ตามคำบัญชาของโพธิรักษ์อย่างถวายชีวิต งานทำครัว หุงหาอาหาร ตลอดจนงานกุลีภายในพื้นที่หน้าทำเนียบทุกชนิดรวมไปถึงการเก็บอุจจาระเหล่าสาวกเหล่านี้จะยินดีทำอย่างเต็มใจ การเดินทางเข้าไปสมทบกันหน้าทำเนียบจะถูกจัดสรรคิวโดยจำลองอย่างเป็นระบบโดยใช้รถบรรทุกโดยสารสองแถวกองทัพธรรมมูลนิธิที่มีอยู่จำนวนมากของสันติอโศกเป็นยานพาหนะขนสาวก เพื่อสลับสับเปลี่ยนสาวกให้มีความสดอยู่เสมอ โพธิรักษ์จึงเปรียบเสมือนเป็นแม่ทัพกองหนุนชั้นเลิศของกบฏพันธมิตรฯ เพื่อโค่นรัฐบาลของประชาชนและล้มล้างประชาธิปไตย

โพธิรักษ์ทำไปเพื่อล้างแค้นเท่านั้นหรือ? คำตอบคือ “ไม่ใช่” เป้าหมายที่แท้จริงของโพธิรักษ์คือ ต้องการประกาศให้ลัทธิของตัวเองเป็นลัทธิที่ถูกต้องตามกฎหมายและยึดอำนาจการปกครองหมู่สงฆ์ทั้งประเทศจากมหาเถรสมาคม ส่วนเป้าหมายโค่นล้มรัฐบาลนั้นเป็นของกบฏจำลอง ที่ต้องการกลับมาบริหารประเทศด้วยทางลัด จึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกันบนพื้นฐานความขายชาติเยี่ยงสัตว์นรกที่ลงตัว

จาก thaifreenews

ขุนศึกเศรษฐกิจ?

ยังไม่นิ่งครับ...ยังไม่นิ่งสำหรับวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ กรณีบริษัท การเงินล้มละลาย และหลายๆแห่งกำลังร่อแร่จนรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจับมือกับรัฐสภาสหรัฐฯเตรียมฉีดยาเข็มยักษ์ เพื่อเยียวยารักษาด้วยวงเงินก้อนใหญ่ถึง 700,000 ล้านเหรียญ

ผมเขียนไปวันก่อนว่า สถานการณ์ดูเหมือนดีขึ้น...เพราะเพียงวันแรกที่ข่าวรั่ว หุ้นดาวโจนส์กระโจนพรวดเดียวกว่า 400 จุด

วันต่อมาหลังจากประธานาธิบดีบุช พร้อมด้วย รมว.คลัง และประธานธนาคารกลาง ออกมาแถลงยืนยันว่าเอาแน่ หุ้นก็กระโจนต่ออีก 300 กว่าจุด

ที่ไหนได้ ระหว่างหยุดเสาร์-อาทิตย์ รัฐบาลกับรัฐสภากำลังหารือในรายละเอียดว่าจะออกกฎหมายอย่างไร? มีระเบียบปฏิบัติอย่างไร? ทำอะไรได้บ้าง? ทำอะไรไม่ได้บ้าง?

คนอเมริกันคงมีเวลานั่งคิดยาวๆกว่าวันแรกๆ เพราะเป็นวันหยุด...คิดไปคิดมา...ชักจะเกิดอาการผวาเสียแล้วซี

ใช้เงินมากขนาดนี้ แสดงว่าบาดแผลจะต้องใหญ่มากแน่นอน? และถ้ามันใหญ่จน 700,000 ล้านเหรียญ เอาไม่อยู่อะไรจะเกิดขึ้น?

สถานการณ์ด้านการคลังจะเป็นยังไง? ทุกวันนี้ก็เหนื่อยอยู่แล้ว เพิ่ม หนี้ขึ้นมาอีกแบบนี้จะไหวไหม?

ค่าเงินจะเป็นยังไง? สงสัยจะอ่อนลงอีกล่ะซี? แล้วเงินเฟ้อล่ะ...จะพุ่งพรวดอีกไหมเนี่ย? ทุกวันนี้ก็หนักพอควรแล้ว ถ้าเฟ้อขึ้นไปอีกจะไหวหรือ?

ตั้งโจทย์ถามกันไปถามกันมาตลอดเสาร์อาทิตย์ว่าอย่างนั้นเถอะ ดังนั้น พอย่างเข้าวันจันทร์ตลาดหุ้นเปิดปุ๊บก็ได้เรื่องเลย...ร่วงระนาว เฉพาะดาวโจนส์ อย่างเดียวไม่กระโจนแล้วครับ กลายเป็นกระจุยร่วงไป 372 จุด

อะไรไม่อะไร ราคานํ้ามันดิบที่น่าเป็นห่วงมากกว่าเพื่อน เพราะจะมีผลกระทบมาถึงเราโดยตรง...ขึ้นกระฉูดยังกับจรวด พรวดเดียวในวันเดียว 16 เหรียญ 37 เซนต์ต่อ 1 บาร์เรล

เป็นสถิติใหม่ประเภทวันเดียวว่าอย่างนั้นเถอะ...ทำให้ราคานํ้ามันดิบที่ตลาดนิวยอร์กไปอยู่ที่ 120 เหรียญ กับ 92 เซนต์ ซะอีกแล้ว

โธ่! เพิ่งดีใจว่าลดไปหลัก 90 เหรียญกว่าอยู่หลัดๆ

ผมไม่แน่ใจว่าวันอังคาร วันพุธ ต่อมาจะเป็นอย่างไร? (เพราะต้นฉบับผมจะลงตีพิมพ์วันพฤหัสบดี) ท่านผู้อ่านอย่าลืมติดตามด้วยนะครับ

ที่ผมนำเรื่องราวทั้งหมดมาเขียนอีกครั้งก็เพื่อจะติงรัฐบาลไทยที่กำลังจะจัดตั้งกันขึ้นใหม่... ให้ใส่ใจเรื่องนี้ให้มากที่สุด

โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาล ซึ่งผมเชื่อว่าคงจะติดตามอยู่แล้ว ...แต่จะต้องติดตามต่อไปอย่าให้คลาดสายตา

ผมยังไม่แน่ใจว่าเป็นใคร แต่เท่าที่อ่านจากโผในหนังสือพิมพ์เห็นว่าจะเป็น ดร.โอราฬ ไชยประวัติ ในฐานะรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ และ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช จากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง จะขึ้นว่าการกระทรวงการคลัง

ก็บอกตรงๆรู้สึกหนักใจแทนครับ เพราะ ดร.โอราฬนั้นอายุเกินเกษียณมาหลายปีแล้ว

เท่าที่ผมทราบเกียรติประวัติ...ความรู้ ฝีมือของท่านอยู่ในเกณฑ์ดี ถ้าไม่ใจร้อนออกจากแบงก์ชาติไปอยู่ภาคเอกชนเสียก่อน อนาคตถึงผู้ว่าการฯ หรืออย่างน้อยๆก็รองผู้ว่าการฯแน่นอน

แต่อย่างว่าแหละครับ วันนี้กับวันโน้นมันห่างกันหลายปี...ช่วงนั้นท่าน ยังหนุ่มแน่นฟิตเปรี๊ยะ อะไรๆก็ดูดีไปหมด

เดี๋ยวนี้ไม่ทราบเป็นอย่างไรบ้าง ยังฟิตเหมือนเดิมหรือเปล่า?

สำหรับ ดร.สุชาติ อายุ 50 กว่าๆ ถือว่ายังหนุ่มแน่น

ประวัติการเรียนของท่านแน่นปึ้ก จบตรีเกียรตินิยมจากคณะเศรษฐศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จบโทจากลอนดอนสกูล ออฟอีโคโนมิกส์ ส่วนปริญญาเอกดูเหมือนจะจบจากแคนาดา ถ้าผมจำไม่ผิด

ความรู้แม้จะแน่น แต่ก็มีจุดอ่อนที่ไม่เคยผ่านงานภาคปฏิบัติในสนาม เพราะสอนหนังสือเป็นส่วนใหญ่อาจไปเป็นกรรมการ หรือกรรมาธิการอะไรมากมาย แต่ก็คงไม่เหมือนลงลุยด้วยตัวเอง

สรุปแล้วก็เป็นห่วง...เพราะสถานการณ์มันไม่ง่ายอย่างคิด... โลกเราทุกวันนี้มันทั้งยุ่งยากทั้งซับซ้อนและสับสน ลำพัง 2 ท่านคงเหนื่อยแน่

ต้องพึ่งพาอาศัยเจ้าหน้าที่ประจำ ทั้งจากแบงก์ชาติ จากกระทรวงการคลัง และสภาพัฒน์เป็นหลัก แต่อย่าลืมเชิญภาคเอกชนเก่งๆมาร่วมด้วย

ต้องแพ็กทีมครับ ถึงจะสู้ไหว จะต้องประสานงาน จะต้องแลกเปลี่ยนข้อมูล จะต้องไว้วางใจซึ่งกันและกัน

แม้หลายฝ่ายจะบอกว่าศึกครั้งนี้ไกลตัวเรา ไม่เหมือนต้มยำกุ้งที่เกิดในบ้านเราเอง...แต่ก็อย่าวางใจเป็นอันขาด

โลกเราทุกวันนี้มันแคบเหลือเกิน และโรคร้ายๆก็ติดต่อกันง่าย...อยู่คนละทวีป ยังลามถึงกันในชั่วข้ามคืน ที่นี่ล้มที่โน่นซวดเซ เป็นเรื่องธรรมดาๆที่เกิดขึ้นเสมอ

ภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดก็คือ...“อย่าประมาท” และ “ระมัดระวัง”...ท่องเอาไว้ด้วยนะครับ ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล.

"ซูม"



ความจริงที่ไม่ตอแหล

ภาพของ ชาวบ้านตาดำๆ ที่เดือดร้อนอย่างแสนสาหัสอันเนื่องมาจาก อุทกภัยครั้งร้ายแรง ช่างแตกต่างจากภาพของบรรดานักการเมืองที่วิ่งกันจนฝุ่นตลบแถวบ้าน นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ย่านหลักสี่ สะท้อนความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ถึงความตกต่ำ จริยธรรมและคุณภาพ ของนักการเมืองไทย

ภาพมันฟ้อง

และความจริงที่ฟ้องด้วยภาพอีกเรื่องทำไมรัฐบาลทั้งรัฐบาล นักการเมืองทั้งประเทศ จึงดูหน่อมแน้ม แค่ประชาชนกลุ่มหนึ่งมาชุมนุมประท้วงก็สามารถยึดทำเนียบรัฐบาลอยู่อาศัยได้อย่างถาวร ระบบการเมือง เป็นอัมพาตไปทั้งระบบ

ช่างน่าสมเพช

แล้วทำไมวิกฤติการเมืองไทยที่ปลุกปั่นออกมาไล่คนนั้นคนนี้ แม้แต่คนคนหนึ่งอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เอาเป็นเอาตายถึงกับเผาบ้านเพื่อจะไล่หนูแค่ตัวเดียว มองย้อนไปได้ถึงอารยธรรม บัดนี้คนกลุ่มนั้นยังต้องหาบันไดลงกันจนหน้ามืด

แต่คนที่ถูกขับไล่ ถูกยึดอำนาจ ถูกยึดอิสรภาพ ถูกยึดเสรีภาพถูกยึดทรัพย์สมบัติสารพัด แต่คนคนนั้นก็ยังฆ่าไม่ตาย วันดีคืนดีขายหุ้นสโมสรฟุตบอลได้กำไรเหนาะๆเป็นพันล้าน นี่ดีแต่ว่าช่วงนี้ไม่ค่อยจะมีเงินลงทุน ไม่อย่างนั้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารการเงินคงเข้าเทกโอเวอร์เป็นเจ้าของบานตะไทไปแล้ว

หันหลังกลับเห็นประเทศไทยกำลังล่มจม

ฟังมาจากบ้านนักธุรกิจลงทุนระดับประเทศ การลงทุนในประเทศไทยแม้ยังจะพอมีอยู่บ้าง แต่มีเงื่อนไขอยู่ที่ว่า เขาจะต้องไปทำสัญญากันที่ประเทศสิงคโปร์ และบริษัทที่ลงทุนอยู่แล้วก็กำลังพยายามจะขอไปแก้ไขสัญญา โดยให้ยึดเอากฎหมายของสิงคโปร์เป็นหลัก เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาก็จะได้ดำเนินการ ตามขบวนการยุติธรรมของประเทศสิงคโปร์อย่างปลอดภัย

ข้อนี้คงไม่ต้องอธิบาย

มีเหตุก็ต้องมีผล ยกตัวอย่างเรื่องของ โรงงานยาสูบแห่งใหม่ แม้จะผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการไปแล้ววันก่อนมีแฟกซ์ จากกระทรวงการคลังไปถึงสวนอุตสาหกรรมโรจนะหาข้ออ้างที่จะยกเลิกเนื่องจากมี แก๊งตบทรัพย์ ไปเสนอที่แห่งใหม่อยู่แถวๆชลบุรี มีข้อเสนอพิเศษ 40 ล้าน 50 ล้านก็เป็นอีกเรื่อง

แต่ที่แห่งนี้เกี่ยวข้องกับนักการเมืองบางคน เดิมราคาที่ดินขายกันอยู่ที่ไร่ละ 1.9 ล้านเท่านั้น แต่มา เสนอขายให้ราชการ ในราคาไร่ละ 2.2 ล้าน เป็นจำนวนประมาณ 240 ไร่ คิดส่วนต่างเอาเอง

ในขณะที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ เดิมขายไร่ละ 3 ล้าน แต่การเสนอขายลดลงเหลือไร่ละ 2.2 ล้าน ความพร้อมก็เหมาะสมกว่าให้เอาสมองส่วนไหนคิดก็ตาม เห็นความไม่ชอบมาพากลชัดเจน

มีความพยายามที่จะรวบรัดเอาให้ได้

บรรทัดนี้ผมขอฝากย้ำไปที่ รมว.คลังคนใหม่ ความไม่ชอบมาพากลที่กำลังจะเกิดขึ้น ถ้าไม่รีบแก้ไขยับยั้ง ท่าน รมว. คลังจะต้อง ร่วมรับผิดชอบด้วย เพราะผมเตือนเอาไว้แล้ว.

“หมัดเหล็ก”