WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 26, 2008

“อ.นวลน้อย” ชี้ “ปรีชา” ไม่สมควรรับตำแหน่ง รมช.มหาดไทย


อ.นวลน้อย ระบุแม้ว่าคดีทุจริตยาสาสมารถสาวเอาความผิดได้แค่ 2 คน แต่ก็ไม่รู้ว่าหลังฉากยังมีใครเกี่ยวข้องอีกบ้าง กรณี “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” ที่สังคมกังขา ก็ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะรับตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล

ผศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวย้อนถึงคดีทุจริตยาว่า หลังจากมีการสอบสวนหลายต่อหลายครั้ง ก็ปรากฏชื่อผู้กระทำความผิดเพียง 2 คน ที่ขณะนั้นเอาผิดได้เฉพาะนายจิรายุ จรัสเสถียร ซึ่งเป็นที่ปรึกษานายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ต่อมาพบหลักฐานการบันทึกของนายจิรายุเพิ่มเติมว่าเงินที่ได้รับมาได้แบ่งเป็นส่วนของนายรักเกียรติ จึงมาดำเนินคดีกับนายรักเกียรติในเวลาต่อมา

ในขณะนั้นเมื่อศาลตัดสินแล้วเสร็จ ไม่ได้มีการพาดพิงไปถึงนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นเลขาฯ นายรักเกียรติอยู่ ถึงแม้จะเกิดข้อสงสัยในตัวนายปรีชาก็ตาม แต่อย่างไรเรื่องของการโอนเงิน เรียกเงิน จัดงานเชิญส่วนผู้นำการปกครองท้องถิ่นและสาธารณสุขจังหวัด แกนหลักก็มีรายชื่อของนายจิรายุเป็นผู้รับหน้า แต่ลับหลังก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นอย่างไร ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ผ่านมานานมาก อีกทั้งไม่แน่ใจด้วยว่าหากจะรื้อฟื้นคดีใหม่จะต้องใช้ช่องทางใด ถึงแม้ตนเองจะเคยติดตามเรื่องดังกล่าวแต่ก็คงต้องมีการค้นข้อมูลใหม่

ส่วนการที่นายปรีชา ได้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น หากใช้มาตรฐานที่เคยพัวพันคดีทุจริตยาแล้ว เห็นว่าไม่สมควรนั่งอยู่ตำแหน่งดังกล่าว แต่หลายฝ่ายอาจจะเห็นว่าไม่มีกระบวนการเอาผิด ถือว่ายกประโยชน์ให้จำเลย ถึงอย่างไรโดยมาตรฐานของจริยธรรมแล้ว ก็ไม่สมควรจะตอบรับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ต้องการจะวิจารณ์ เพราะถือว่าประชาชนได้ให้ความไว้วางใจเลือกมาแล้ว เพื่อความเป็นธรรมก็คงต้องปล่อยให้ทำงานกันไปสักระยะหนึ่ง ต่อจากนี้ต้องรอวิจารณ์ผลงานที่จะเกิดขึ้น

“ดูต่อไปอีกหน่อย แล้วค่อยว่ากัน แม้จะโดยดูประวัติแล้ว โอ้ย ไม่น่าเลย ถ้าพุดกันตามตรง แต่ก็คงต้องปล่อยให้ทำต่อไปอีก อย่างที่เขาว่ากันว่าแบบมาตรฐานไทย” ผศ.ดร.นวลน้อยกล่าว


ศาลฎีกาฯ อนุมัติออกหมายจับ"ทักษิณ" เพิ่มอีกคดีหวยบนดิน

ศาลฎีกาอนุมัติออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพิ่มอีก คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว 3 พร้อมนัดตรวจพยานหลักฐาน 22-24 ธ.ค.51 เวลา 10.00 น.

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอนุมัติออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะจำเลยที่ 1 ในคดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว(หวยบนดิน)พร้อมสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราว หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เดินทางมาตามที่ศาลฯ นัดพิจารณาคดีนัดแรกวันนี้

คดีดังกล่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เป็นโจทก์แทนคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ(คตส.)ที่หมดวาระไปแล้ว ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมพวกรวม 47 คน ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรี และคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งตกเป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการทุจริตเรื่องภาษีอากร และการเข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองอีกหลายมาตรา

วันนี้จำเลยที่ 2-47 ได้เดินทางมายังศาลฎีกาฯ และให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ในขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ไม่เดินทางมาศาลตามนัดโดยชอบ ซึ่งมีพฤติการณ์อันมีเหตุที่เชื่อว่าจะหลบหนีคดี ดังนั้น ศาลฯ จึงอนุมัติให้ออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ และสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว

พร้อมกันนั้น ศาลได้นัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 22-24 ธ.ค.51 ในเวลา 10.00 น. และอนุญาตให้มีการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยทั้ง 47 คนได้ แม้จำเลยบางคนจะไม่ได้ยื่นคำร้องขอก็ตาม ทั้งนี้ ศาลฎีกายังได้กำชับถึงกรณีการเดินทางออกนอกประเทศของจำเลยทั้งหมดว่าต้องมายื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตจากศาลฯ ก่อนทุกครั้ง



“ณัฐวุฒิ” ซัดม็อบอันธพาลไล่ “ชัย ชิดชอบ” ชี้เป็นเรื่องน่าเสียใจของคนใต้


ณัฐวุฒิ ซัดม็อบอันธพาลไม่เลิก ไล่ประธานสภาผู้แทนราษฎรนับเป็นเรื่องน่าเสียใจของคนใต้ ด้าน เลขาฯ ปชป.ไม่เกี่ยวคนเมืองคอนชุมนุมไล่ "ชัย"

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตรองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในรายการความจริงวันนี้ ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กรมประชาสัมพันธ์ ได้กล่าวถึงการเดินทางลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ในโครงการรัฐสภาพบประชาชนของ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีกลุ่มพันธมิตรฯ หลายร้อยคนเดินทางมาต่อต้าน ณ บริเวณวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช และ บริเวณโรงแรมทวินโลตัสที่พัก ว่าเป็นเรื่องน่าเสียใจของคนใต้

“ปรากฎการณ์ ณ วันนี้ความขัดแย้งทางการเมืองได้ไปปลุกจนกระทั่งการใช้วิธีการปิดล้อมประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ปิดแม้กระทั่งวัดมหาธาตุฯ เราในความรู้สึกที่เป็นคนใต้ก็ถือว่าเกินไป สถานที่จะพักก็ไปปิดล้อม ผมบอกว่าเวลาที่นักการเมืองของภาคใต้เอง หรือแม้กระทั่งคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้กระทั่งคนในกลุ่มพันธมิตรฯ ถ้าเดินทางไปในภาคอื่นๆ แล้วถูกปฏิบัติอย่างเดียวกัน ถามว่าความสงบสุขจะอยู่อย่างไร"

ขณะที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า พรรคไม่ได้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขับไล่ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ จ.นครศรีธรรมราช ทั้งนี้ ตนเห็นว่าเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนมีความเห็นต่างจากรัฐบาล อีกทั้งนายชัยเป็นตัวละครในทางการเมืองที่มีความสำคัญ

ทั้งนี้ ชนวนความแตกแยกไม่ใช่เรื่องการกระทำของพรรคการเมือง แต่หากดำเนินการจะประกาศและยอมรับ ซึ่งตนขอแสดงความเสียใจกับนายชัยด้วย นอกจากนี้ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นั้นไม่ได้กำไร เนื่องจากแต่งตั้งแบบเดิมที่ตามโควต้าของ ส.ส.แต่ละมุ้ง และน่าเสียดายที่ นายกรัฐมนตรีไม่ฟังความเห็นของหลายฝ่ายที่เรียกร้องให้มีการตั้ง ครม. รูปแบบพิเศษ อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามว่านายกรัฐมนตรีจะกำกับดูแลให้รัฐมนตรีทำงานให้ประชาชนและประเทศชาติได้หรือไม่


“ท่านครับ!...อย่าทำภาษาไทยสับสน!!”


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ตีความคำว่า “ลูกจ้าง” เพี้ยนไปจากคำว่าลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน โดยตีความกว้างขวางออกไป และอ้างพจนานุกรมมาเป็นหลักในการตีความ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ต้องมีอันพ้นจากตำแหน่งผู้นำประเทศไป

ผู้คนในบ้านเมืองนี้ก็ได้วิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยกันอย่างกว้างขวาง ด้วยเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเกิดขึ้นในเวลาสำคัญ ที่กำลังมีการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลที่พยายามรักษากฎระเบียบของบ้านเมือง กับผู้ที่ละเมิดกฎหมาย ซึ่งเข้ายึดถนนราชดำเนิน กีดขวางเส้นทางเสด็จฯ ที่สำคัญ และยังก่อพฤติกรรมที่อุกอาจด้วยการบุกเข้ายึดสถานที่ราชการ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศ

เมื่อผู้นำของประเทศต้องพ้นจากตำแหน่งไปเพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เหล่าผู้ละเมิดกฎหมายก็ออกอาการฮึกเหิม แต่อย่างไรก็ตาม ผู้นำของกลุ่มนี้ก็ยังต้องเผชิญกับข้อหาฉกรรจ์ คือ

“กบฏในพระราชอาณาจักร!”

มาถึงยามนี้ รัฐบาลใหม่ก็จะต้องพิจารณาว่า จะเลือกหนทางปฏิบัติกับกบฏกลุ่มนี้อย่างไร จึงจะเหมาะและถูกใจประชาชน? ซึ่งอีกไม่นาน ชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ คงจะได้เห็นกัน

เรื่องประหลาดที่เกิดติดตามมาคือ หนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กลับต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาคล้ายคลึงกันกับอดีตนายกรัฐมนตรี คือ

ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น ท่านผู้นี้ก็ยังดอดไปหารายได้พิเศษ ด้วยการสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยเอกชน และได้รับเงินค่าสอนด้วย อีกทั้งยังมีการนำชื่อของตุลาการรายนี้ไปโฆษณาสถานศึกษาที่เจ้าตัวไปทำการสอน เพื่อจูงใจเด็กๆ ให้มาเข้าเรียนในสถานศึกษาเอกชนแห่งนั้นอีกต่างหาก

ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนั้น คงจะต้องติดตามกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ เป็นการดักหน้ากลุ่มคนที่เคลื่อนไหวกดดันตุลาการรายนี้ให้โดนพิจารณาในข้อหาอย่างเดียวกัน โดยผู้ที่ออกมารับหน้าเสื่อแทนนั้นบอกว่า การไปสอนหนังสือ ให้ความรู้แก่นักศึกษานั้น เป็นเสรีภาพทางวิชาการ แตกต่างไปจากการจ้างธรรมดา สรุปความพอฟังกันเป็นภาษาไม่ยอกย้อน คือ

ถ้าเป็น “ลูกจ้าง” ผิดแน่ แต่ถ้าหากเป็นครู อาจารย์ ถือว่าเป็น “เรือจ้าง” ไม่ใช่ลูกจ้างลูกออนที่ไหน แม้จะได้เงินจากการสั่งสอนศิษย์ก็ไม่ผิดรัฐธรรมนูญ

ว่ากันเสียอย่างนี้แล้วก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี คงบอกได้เพียงว่า ถ้าอยากจะ แถ โดยไม่เกรงใจประชาชน ก็เชิญแถกันเข้าไป...เอาให้สะดวก!

ทันทีที่ผมได้ยินคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แวบแรกที่ผมคิดก็คือ บทความของตัวเองที่เขียนลงในประชาทรรศน์ ชื่อบทความคือ

“วิบากกรรม ป.ป.ช. เห็นทีต้องคืนเงินอย่างนั้นหรือ?”

ผมมีความสงสัยในคำว่า “รัฐาธิปัตย์” จึงได้เขียนในเชิงตั้งคำถาม

...อยากจะถามท่านผู้รู้ว่า ไอ้อำนาจ “รัฐาธิปัตย์” ที่ชอบพูดกันนักหนา โดยเฉพาะตอนยึดอำนาจ ชอบพูดกันว่า “คณะรัฐประหารมีอำนาจรัฐาธิปัตย์” จริงๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่?

พจนานุกรมไทยไม่บัญญัติคำนี้ไว้ “บังสนธิ” ก็ได้ใช้อาญาสิทธิ์ส่วนตน ในฐานะผู้นำการรัฐประหาร ได้โขกกะโหลก (แบบหลวงพ่อคูณ) ด้วยการออกคำสั่ง คปค. แต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่คนที่บอกผมชี้แจงว่า อาญาสิทธิ์ที่ว่านั้นคือ อำนาจ “รัฐาธิปัตย์” ที่หัวหน้าคณะรัฐประหารมีอยู่ในมือนั่นไงเล่า!...

ผมเขียนต่อไปอีกว่า

“...แม้ในตำรับตำราของคณะรัฐศาสตร์แทบทุกมหาวิทยาลัย ชอบพูดกันถึงคำนี้นัก แต่พจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ที่นักกฎหมายต้องยึดกันเป็นหลัก ในการแปลถ้อยคำกฎหมายตามแนวทางที่ศาลฎีกาท่านวางเอาไว้ กลับไม่มีคำนี้อยู่เลย แสดงว่าคำนี้ไม่ได้รับการ “ยอมรับ” ว่ามีอยู่ในภาษาไทย!!...”

ผู้เขียนเองนั้น มีความเชื่อมั่นว่า

ทางสำนักราชเลขาธิการคงจะไม่ตอบหนังสือของ เลขาธิการ ครม. โดยการใช้ถ้อยคำที่ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เป็นแน่แท้ แต่สิ่งที่คาดไว้กลับผิดถนัด กล่าวคือ

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ชี้แจงโดยนำหนังสือ (ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2549) ของ นายรองพล เจริญพันธุ์ เลขาธิการ ครม. ที่แจ้งความเห็นของสำนักราชเลขาธิการว่า

...คณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ คปค. มีประกาศฉบับที่ 19 แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแล้วนั้น ย่อมถือได้ว่ามีผลสมบูรณ์ที่สามารถบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย เนื่องจากขณะนั้น คปค. มีฐานะเป็น "รัฐาธิปัตย์" มีอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว...

ที่ต้องเอามาพูดวันนี้ ก็เพราะว่า...

หน่วยราชการ 2 แห่ง ที่เป็นหน่วยงานสำคัญของประเทศ แต่ให้ความเห็นในเรื่องคำภาษาไทยแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว คือ

1.ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความคำว่า “ลูกจ้าง” กว้างขวางกว่าที่มีบัญญัติเอาไว้ในกฎหมายแรงงาน โดยเอาพจนานุกรมเข้ามาจับ นายกฯ สมัคร เลยต้องพ้นจากตำแหน่ง

2.นายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ ผู้รับผิดชอบงานทั้งหลายทั้งปวงของสำนักราชเลขาธิการ กลับใช้ถ้อยคำที่ไม่มีอยู่ในพจนานุกรม ตอบหนังสือสำคัญของฝ่ายบริหาร ที่สอบถามเรื่องความถูกต้องตามกฎหมายของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
เมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า การใช้ภาษาไทยบ้านเมืองเรานั้นมีปัญหาอย่างแน่นอน ทำไมหรือครับ
ตอบได้ว่า

ขนาดหน่วยงานสำคัญของชาติ และสำนักราชเลขาธิการ ยังมีความเห็นในเรื่องความสำคัญของ “พจนานุกรม” แตกต่างกันออกไป ถึงปานฉะนี้!

บอกตรงๆ เลยว่า

หากไม่เกรงใจกันแล้ว ผมจะวิพากษ์วิจารณ์สวนให้แรงๆ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ และทางท่านราชเลขาธิการ แต่มานั่งทบทวนดูแล้ว กลับเห็นว่าเท่าที่เขียนไปแล้วก็คงพอเพียงที่จะทำให้คนไทยทั้งหลายได้ฉุกคิดกันว่า

“ภาษาไทย” ของเรานั้น ดูท่าจะมีปัญหาแน่!

เหตุผลก็คือ...

ทั้งๆ ที่ทั้งกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกาได้ให้ความสำคัญกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานเอาไว้แล้ว แต่การพิจาณาของศาลฎีกาเองก็มีการใช้คำที่ไม่มีบัญญัติเอาไว้ในพจนานุกรม โดยเฉพาะคำเจ้าปัญหา คือ “รัฐาธิปัตย์” ไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาบางเรื่อง

การที่สถาบันศาลและหน่วยราชการสำคัญใช้คำที่ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมกันอย่างไม่ระมัดระวัง หากมีคนแปลแตกต่างไปจากที่ท่านเข้าใจ เช่น แปลคำเจ้าปัญหา อย่าง “รัฐาธิปัตย์” ว่า
- รัฐาธิปัตย์ คือ อำนาจปกครองประเทศโดยวิธีเผด็จการ หรือ
- รัฐาธิปัตย์ คือ การปกครองบ้านเมืองด้วยการกดขี่ประชาชนโดยทรราช หรือ
- รัฐาธิปัตย์ คือ อำนาจสูงสุดในการข่มเหงประชาชน ฯลฯ

แปลมันอย่างนี้แหละ ใครจะว่าผิด ให้ไปเอาพจนานุกรมมายันกัน!

จึงต้องขอฝากให้ท่านผู้รู้ทั้งหลาย โดยเฉพาะบรรดาคณาจารย์ฝ่ายอักษรศาสตร์ ที่เชี่ยวชาญ ชำนาญภาษาไทยว่า น่าจะประชุมเพื่อพิจารณาหารือกันว่า

“คำที่ไม่มีอยู่ในภาษาไทย หากมีการใช้ในหนังสือราชการ สมควรที่ผู้เกี่ยวข้องจะปฏิบัติอย่างไรดี?”

ขอฝากไว้เป็นการบ้านเพียงแค่นี้ ขอได้โปรดนำไปลองพิจารณากันดู แต่อยากจะบอกว่า หากคำว่า “รัฐาธิปัตย์” นี้สำคัญจริง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แก้ไขมาก็หลายครั้งแล้ว

ทำไมจึงไม่มีการบัญญัติคำๆ นี้ เพิ่มเติมเข้าไปแต่อย่างใด!?

ก่อนจบเรื่องยุ่งๆ อยากให้ท่านอ่านบันทึกของข้าราชการหนุ่ม ซึ่งเป็นบุตรของข้าราชการผู้ใหญ่ผู้มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันดี ได้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงเพื่อน และมีผู้ใหญ่ได้ส่งต่อให้ผม ซึ่งอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์ เลยต้องขออนุญาตนำมาลงให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณากันดู

ข้อความมีดังนี้ครับ...

...สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมถูกรุ่นน้องขอร้องให้ไปบรรยายกะทันหัน เรื่องการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น ที่ศูนย์ฝึกอบรมของหน่วยราชการ เพราะวิทยากรซึ่งก็คือสามีของเธอป่วยกะทันหัน เธอให้ข้อมูลว่า

"ผู้เข้ารับการอบรมชุดนี้เป็นข้าราชการที่ถูกบังคับให้มาอบรม เพราะไม่ผ่านการประเมินความรู้ด้านสารสนเทศ...ให้จบตามหัวข้อ...อย่าโต้ตอบ"

ผมรับปาก

เมื่อไปถึงห้องบรรยาย ผมก็เริ่มเข้าใจคำพูดของรุ่นน้อง แต่ละคนคุยกันอื้ออึงขณะผมแนะนำตัว ชายคนหนึ่งพูดเสียงดังให้ผมสอนวิธีแชตหาคู่ การดูคลิปวิดีโอและเว็บไซต์โป๊ หลายคนหัวเราะสนับสนุน ผมต้องตะล่อมให้เข้าสู่บทเรียนว่า

“ได้ครับ แต่ต้องหัดเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ก่อน จึงจะเข้าไปดูได้”

ได้ผล!

ทุกคนเริ่มหาปุ่มเปิดเครื่อง และความโกลาหลก็เริ่ม เพราะวิธีเปิดปิดของเครื่องแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน และที่น่าเวียนหัวที่สุดคือ ทำทุกอย่างแต่เครื่องไม่ทำงาน หาอยู่นานจึงพบว่าปลั๊กไม่ได้เสียบ

แค่เปิดครบทุกเครื่องก็ถึงเวลาพักทานกาแฟแล้ว

หลังหมดเวลาพัก ผู้เข้าอบรมก็ยังยืนสูบบุหรี่หรือจับกลุ่มคุยกัน ผมต้องประกาศผ่านไมค์เชิญเข้าห้อง บางคนมองด้วยความไม่พอใจ ผมชี้แจงว่า

“...ต้องรีบสอน เพราะยังมีอุปกรณ์ต่อพ่วงอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้ เช่น มอนิเตอร์ คีย์บอร์ด เมาส์ โมเด็ม ยูพีเอส...”
คุณพี่ผู้หญิงคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมาว่า

“ขอโทษนะคะ ตามระเบียบสำนักนายกฯ เวลาพิมพ์เอกสารราชการต้องใช้ภาษาไทย ช่วยแปลไอ้เตอร์ๆ เด็มๆ อะไรของคุณให้เป็นคำไทยหน่อยได้ไหมคะ จะได้ก่อประโยชน์กับการทำงานบ้าง...”

มีเสียงลอยมาตามลมให้ได้ยินจากท้ายห้องว่า

“เด็กสมัยนี้ติดไทยคำฝรั่งคำ...อยากให้รู้ว่าจบนอก”

ผมฉุนกึก สูดหายใจยาว

“ได้ครับ งั้นเอาใหม่ เรารู้วิธีเปิดเครื่องคณิตกรณ์แล้ว บางเครื่องอาจเป็นคณิตกรณ์ส่วนบุคคล บางเครื่องเป็นคณิตกรณ์วางตัก แต่ไม่ว่าอย่างไร...

...มันจะทำงานไม่ได้ถ้าขาดชุดคำสั่งระบบปฏิบัติการ และชุดคำสั่งประยุกต์อื่นๆ ประการต่อมา คณิตกรณ์จะต้องมีครุภัณฑ์ต่อพ่วง ซึ่งทำหน้าที่หลัก 2 รูปแบบ คือ นำเข้าข้อมูลไปส่งหน่วยประมวลผลกลาง กับนำข้อมูลที่ประมวลแล้วมาแสดงให้เราดู”

ผมชี้ไปที่จอภาพ

“นี่คือเครื่องเฝ้าสังเกต ซึ่งอาจหนาเทอะทะแบบจอโทรทัศน์ หรือเป็นจอภาพผลึกเหลวที่ให้ความคมชัดกว่า ส่วนครุภัณฑ์ต่อพ่วงที่นำเข้าข้อมูลไปให้หน่วยประมวลผลกลางอาจอยู่ในรูปหน่วยขับ ก และหน่วยขับ ข ซึ่งสามารถอ่านและบันทึกข้อมูลเก็บไว้ในแผ่นบันทึก ชนิดอ่อนปวกเปียก (floppy) หรือในจานบันทึกแบบแข็ง ที่หน่วยขับอุปกรณ์นำเข้าและส่งออกข้อมูล ยังมีในรูปแบบอื่นๆ อีก เช่น...เครื่องกราดภาพ ตัวกล้ำและแยกสัญญาณโทรภาพ แต่ที่ขาดไม่ได้เลยคือสิ่งนี้”

ผมยกคีย์บอร์ดขึ้นมา

“แผงแป้นอักขระ ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุด ที่เราจะป้อนชุดคำสั่งเข้าสู่เครื่องคณิตกรณ์ จะเห็นว่าบนแผงแป้นอักขระจะมีกระดุมหรือปุ่มอักขระมากมาย มีทั้งที่คุ้นเคยกันดี เช่น มหัพภาค อัฒภาค ทวิภาค วิภัชภาค ยัติภังค์ ปรัศนี อัศเจรีย์ เสมอภาค สัญประกาศ ทีฆสัญญา กับที่ยังไม่ได้บัญญัติศัพท์ เช่น กระดุมสอดแทรก กระดุมเข้าไป กระดุมหลบหนี กระดุมอวกาศถอยหลัง หรือ backspace...”

วันนั้นไม่มีใครได้ดูคลิปวิดีโอ ต่อมาผมได้รับผลการประเมินการสอนว่า

“ไม่น่าพอใจ และพูดภาษาไทย...แต่ไม่รู้เรื่อง!”…

จดหมายรำพันของข้าราชการหนุ่ม มีชื่อหัวข้อว่า “เมื่อผมต้องสอนคอมพิวเตอร์ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่” มีเนื้อความสั้นๆ เพียงเท่านี้

อ่านจดหมายของข้าราชการหนุ่มสายเลือดดีคนนี้จบแล้ว อยากจะบอกฝากไปถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองง่ายๆ สั้นๆ ว่า

“ท่านครับ...กรุณาอย่าทำภาษาไทยสับสน!!!”

....แฟนๆ ที่อยากอ่านหนังสือ “นินทา...ประชาธิปัตย์” (พรรคฝ่ายค้าน-ดักดาน) โปรดติดตามรายละเอียดใน vattavan.com ส่วนท่านที่ยังไม่ได้สั่งซื้อ “รัดทำมะนวย ...ฉบับหัวคูณ” และ “เหี้ยส่องกระจก” ต้องรีบสั่ง เพราะใกล้หมดเต็มทีแล้ว!...

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ปลาเน่าตัวเดียว...?


คอลัมน์ : ละครชีวิต

มีคนบอกว่าจากนี้ต่อไปคือ “ความสนุก” แต่ผมว่าไม่ใช่ความสนุกแล้วกระมัง เพราะนอกจากจะสู้กับ “เผด็จการ” แล้วยังอับอายขายขี้หน้า “ความอัปลักษณ์” ในหน้าตา ครม. ที่มี “รัฐมนตรีขี้โกง” บางคนเข้าร่วม “ครม.สมชาย 1” ด้วย

แม้ภาพรวมจะดู “โอเค” แต่เมื่อมีรัฐมนตรีเพียงแค่คนเดียวที่พัวพันคดีทุจริตยา คดีโกงอันลือลันสนั่นเมือง ก็เข้าคำโบร่ำโบราณที่สั่งสอนไว้ว่า "ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นหมดทั้งข้อง"

ตรงนี้แหละที่บอกว่า “ไม่สนุก” เพราะประชาชนก็สับสนว่าตกลงจะเอาอย่างไรแน่ เพราะจู่ๆ ก็มาฟัดกันเองซะแล้ว

ก็ต้องอธิบายกันไปตรงๆ ว่าเราสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ส่งเสริมประชาธิปไตย ต่อสู้กับเผด็จการ และขับไล่พันธมิตรฯ ให้ออกจากทำเนียบรัฐบาล

แต่นาทีนี้ต้องว่ากันด้วย “ขี้โกง” ก่อน เพราะไม่รู้ว่าหลับหูหลับตาแต่งตั้งขึ้นมาได้อย่างไร ทั้งๆ ที่มีแผลหวอะหวะขนาดนี้

แบบนี้แสดงว่าไม่ได้แคร์ความรู้สึกประชาชนบ้างเลยใช่ไหม เพราะคดีทุจริตยา 1,400 ล้านบาท ศาลตัดสินให้ นายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงหมอเข้าคุกเข้าตะรางไปเรียบร้อยแล้ว

นายรักเกียรติ โดนศาลตัดสินจำคุก 15 ปี สร้างบรรทัดฐานให้กับนักการเมืองขี้โกงคนอื่นๆ ว่าถ้าประพฤติตนเหมือนนายรักเกียรติก็จะต้องเข้าซังเต ชดใช้กรรมเหมือนกัน

ผู้เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตยาซึ่งมีมากมาย บางคนที่สาวไปถึงตัวก็ได้รับโทษทัณฑ์ แต่บางคนที่รอดพ้นเงื้อมมือไปได้ วันนี้ผมได้รับทราบมาว่าหลายคนเสียชีวิตไปบ้างแล้ว

บางคนยังมีชีวิตอยู่ก็เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่ไปเป็นอย่างอื่น หรือไม่ก็ขอหลีกเลี่ยงการงานที่จะต้องออกสังคมเพราะอับอายถ้ามีใครรื้อฟื้นคดีโกงอันลือลั่นนี้ขึ้นมาสนทนา

แต่วันนี้ยังมีคนหน้าไม่อาย ตั้ง นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.พรรคพลังประชาชน จังหวัดเลย มานั่งตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับกรณีทุจริตจัดซื้อยา และเวชภัณฑ์ ขณะทำหน้าที่เป็นเลขานุการนายรักเกียรติ

คดีนี้ไม่ใช่การใส่ร้ายป้ายสี เพราะหลักฐานชัดเจน ศาลได้พิพากษาอย่างตรงไปตรงมา แถมการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหลายชุดก็ระบุว่านายปรีชามีส่วนเกี่ยวข้องและต้องได้รับโทษด้วย

แต่ก็ไม่รู้ว่า “โชคดี” ของนายปรีชา หรือ “โชคร้าย” ของประชาชนที่ผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนครั้งนั้นคือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ซึ่งดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข

ผมยังจำได้ดีว่าช่วงนั้นกระแสสังคมกดดันอย่างหนักให้นำตัวผู้เกี่ยวพันคดีทุจริตยามาลงโทษให้ได้ ทั้งนักการเมือง และ ข้าราชการประจำ

คุณหญิงสุดารัตน์ ตอนนั้นก็ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทางเอาเรื่อง แต่น่าเสียดายสุดท้ายก็ พยายาม “ตัดตอน” ให้คดีทุจริตยาจบลง

ข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ชงเรื่องให้ยกเลิกราคากลางยา ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูง บางคนจะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ส่วนบางคนขณะนี้นั่งเก้าอี้อธิบดีอยู่

วันนี้ชัดเจนแล้วครับว่าทำไมเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เจ้ากระทรวงหมอจึงต้องพยายาม “ตัดตอน”นักการเมืองที่พัวพันคดีทุจริตยา

ในเมื่อ ครม.สมชาย 1 มีชื่อ นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข อดีตเลขานุการนายรักเกียรติ ดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย

วันนี้ขอประกาศไว้เป็น “บันทึกช่วยจำ” ว่านายรักเกียรติเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความผิดเท่านั้น

แต่ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข และนักการเมืองบางคนที่เกี่ยวข้องยังอยู่ดีมีสุข รวมทั้งบริษัทยาที่ให้สินบนยังไม่ถูกขึ้นบัญชีดำ

หวังว่า ป.ป.ช. ที่มี นายภักดี โพธิศิริ ดำรงตำแหน่ง กรรมการ ป.ป.ช.จะหันมาปัดฝุ่นคดีนี้อีกครั้ง เพราะเป็นกรรมการเพียงคนเดียวที่ทราบข้อมูลทั้งหมด

ฝากบอกนายภักดีด้วยว่า ... อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวลครับ !

ลวดหนาม

ก๊วนทุจริตยาเปื้อนมหาดไทย


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

รูปโฉมโนมพรรณของคณะรัฐมนตรี ภายใต้การนำของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างถึงพริกถึงขิง แล้วต้องบอกตามตรงว่า พอไปวัดไปวากับเขาได้พอสมควร แม้จะไม่ถูกต้อง ถูกใจ ทั้งหมดก็ตาม

แต่รัฐมนตรีคณะนี้จะเรียกความเชื่อมั่นเชื่อถือให้ประเทศไทย ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพของคนในชาติ แก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนผู้ยากจนข้นแค้นแสนสาหัสได้มากน้อยแค่ไหน “หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน”

จริงอยู่ว่าการจัดคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้อาจจะมีความน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง เพราะหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค ไม่ได้รับรู้รับทราบอะไรด้วยมากมายนัก ลูกพรรค หัวหน้าแถว ต่างจัดสรรกันเอง จึงทำให้พรรคการเมืองเหมือนไม่ใช่พรรคการเมือง พิลึกพิลั่นพอสมควร แต่ด้วยความเก่ง ความเก๋า และความน่าเชื่อถือของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เลยทำให้ผ่านจุดเหล่านี้มาได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาค้างคาใจสำหรับชาวบ้านชาวช่องคือ การนำบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตยาและเวชภัณฑ์ ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นคดีฉาวโฉ่ในแวดวงการเมือง และวงการยุติธรรม ที่ลงโทษนักการเมืองระดับรัฐมนตรีถึงขั้นติดคุกติดตะราง 15 ปี ไม่มีการรอลงอาญา มาอยู่ร่วมสังฆกรรมกับรัฐบาลชุดนี้ได้อย่างไร?

นักการเมืองคนนี้เคยมีชื่ออยู่ในคำพิพากษาศาลหน้า 30 อย่างชัดเจนว่า มีส่วนไปเรียกรับเงินรับทองแทนรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าได้เข้าร่วมในกระบวนการทุจริตฉ้อฉล กินสินบาทคาดสินบน ทำให้ราคายาและเวชภัณฑ์สูงขึ้นกว่าท้องตลาด 50-300% ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั่วประเทศ

ทำไมจึงเอา คนที่หากินกับความเดือดร้อนของผู้คนที่ได้รับทุกขเวทนาสาหัสอยู่แล้ว เจ็บ ป่วย ใกล้ตาย เขาถึงจะไปหาหมอ เขาถึงจะไปรับยามารับประทาน แต่กลับมาหากินกับความเจ็บป่วย ความตาย ของประชาชนตาดำๆ แบบนี้อยากจะถามว่าจิตใจของพวกเขาเหล่านี้ทำด้วยอะไร หัวใจสีแดง หรือ สีดำ...ปิ๊ด...ปี๋ โหดเหี้ยมอำมหิตผิดมนุษย์ไหม

แบบนี้ยังจะเอาเข้ามาเป็นรัฐมนตรีให้แปดเปื้อน?

แบบนี้ยังจะเอาเข้ามาเป็นรัฐมนตรีให้ลดความน่าเชื่อถือไปได้อย่างไร?

ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ต้องยอมเสี่ยง...ยอมถูกต่อว่า...ยอมถูกเหม็นหน้า...ยอมเป็นหมาหัวเน่า...ในการเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง!!! คัดค้านการตั้งคณะรัฐมนตรีคนเดียวนี่แหละ เนื่องเพราะอาจจะมีตำหนิอย่างรุนแรง “นักการเมืองป้ายดำ” โดยกระชากหน้ากาก เอาคนที่มีส่วนพัวพันกับการทุจริตยาและเวชภัณฑ์ออกไปจากวงการการเมืองไทยให้จงได้

ปฏิเสธไม่ได้ นักการเมืองพัวพันทุจริตยา ที่จะเปลี่ยนสถานะสูงส่งขึ้นเป็น...“รัฐมนตรีพัวพันทุจริตยา”...มาจากโควตากลุ่มอีสานพัฒนา ซึ่งไปควบรวมเอากับกลุ่ม กทม. อดีตนักการเมืองหญิงผู้ทรงอิทธิพล ได้ภูมิใจเสนอ ทั้งที่ตัวเองโดนแจ้งความ ม.157 เว้นหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ เพราะไม่ยอมดำเนินการสอบสวนลงโทษ ขุดรากถอนโคนขบวนการทุจริตยาให้สิ้นซาก ไม่รู้ตอนนั้นได้รับผลประโยชน์อะไรเข้าไปด้วย

กระทรวงบำบัดทุกข์บำรุงสุข ต้องมาแปดเปื้อนกับคนชั่วๆ เคยหากินบนความเดือดร้อนของคนเจ็บไข้ได้ป่วย คราวนี้จะมาหากินกับความเดือดร้อนของผู้คนแบบไหนอีกเล่า? น่าสมเพช อัปยศอดสูแทนซะจริงๆ

Thursday, September 25, 2008

ถึงเวลาเเล้วที่สังคมไทยควรมีกฎหมายการชุมนุมหรือไม่


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

บทนำ
ในสังคมประชาธิปไตย การชุมนุมและการเเสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ซึ่งสิทธิดังกล่าวเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย เนื่องจากกฎหมายสมัยใหม่รับรองว่ามนุษย์เป็นบุคคลที่กฎหมายรับรองว่ามีคุณค่าในตัวเอง มิใช่เป็นไพร่ทาสที่อยู่ใต้การปกครองอย่างเดียว ในอดีตสังคมที่มีทาส ทาสจะถูกกีดกันออกจากการมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่มีสิทธิมีเสียงได้เลย

อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิชุมนุมก็เหมือนกับสิทธิอื่นๆ ที่มีขอบเขต ผู้ชุมนุมไม่มีสิทธิที่จะชุมนุมอย่างไรก็ได้ เวลาใดก็ได้ นานเท่าใดก็ได้ ที่ใดก็ได้ อย่างที่เป็นอยู่ในสังคมไทยในเวลานี้ ความวุ่นวายในสังคมไทยเวลานี้ส่วนหนึ่งมาจากการที่ประเทศไทยยังมิได้ตรากฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุม ทำให้ผู้ชุมนุมใช้สิทธิการชุมนุมอย่างพร่ำเพรื่อ ตามอำเภอใจ ไร้ขอบเขตจำกัด ข้อเขียนนี้จะกล่าวถึงกฎหมายการชุมนุมของต่างประเทศว่ามีสาระสำคัญอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางในการตรากฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมต่อไปในอนาคต
กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมของต่างประเทศ

ในหลายประเทศมีกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมในที่สาธารณะ (Public Assembly) เเละรวมถึงการเดินขบวน (Procession) หรือการประชุม (Meeting) ด้วย โดยกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการชุมนุมหรือการเดินขบวนอาจปรากฏอยู่ในกฎหมายอาญา หรือกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการชุมนุมโดยตรง ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาแต่ละมลรัฐจะมีกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมเป็นของตนเอง1หรืออาจอยู่ในกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย (Public Order Act) ก็ได้

การวางเงื่อนไขเกี่ยวกับการชุมนุมตามกฎหมายต่างประเทศนี้ค่อนข้างเข้มงวดระดับหนึ่ง โดยกฎหมายจะกำหนดมาตรการควบคุมการชุมนุมทั้งก่อนการชุมนุมและระหว่างการชุมนุม โดยแบ่งออกได้ดังนี้

มาตรการควบคุมการชุมนุมก่อนการชุมนุม

กฎหมายการชุมนุมของต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นของประเทศอังกฤษ รัสเซีย เนเธอร์แลนด์ อาเซอร์ไบจาน ฮ่องกง ฯลฯ ได้กำหนดมาตรการควบคุมก่อนที่จะมีการชุมนุมหรือเดินขบวน โดยแกนนำหรือคนจัดตั้ง (Organizer) จะต้องแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับการชุมนุมหรือการเดินขบวนให้เจ้าหน้าที่ทราบ รายละเอียดที่ว่านี้ได้แก่ วัตถุประสงค์ของการชุมนุม สถานที่ที่จะมีการชุมนุม เวลาที่จะมีการชุมนุมหรือเดินขบวน จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม (จำนวนคร่าวๆ) หรือเส้นทางสัญจรที่จะใช้ในการเดินขบวน รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับแกนนำ

ซึ่งกฎหมายบางประเทศหากแกนนำเคยมีประวัติความผิดอาญา เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจไม่อนุญาตให้มีการชุมนุมก็ได้ ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร กฎหมายของบางประเทศกำหนดระยะเวลาของการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไว้ไม่เท่ากัน เช่น 7 วัน 12 วัน หรือ 15 วัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็จะใช้ดุลพินิจว่าจะอนุญาตหรือไม่ หากแกนนำไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ว่านี้ แกนนำจะมีความผิดทางอาญา2

นอกจากนี้แล้ว หากมีการชุมนุมหรือเดินขบวนผิดไปจากเส้นทางที่ได้แจ้งไว้ แกนนำก็มีความผิด เว้นเสียแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนเองไม่สามารถควบคุมมวลชนได้ ที่น่าสนใจก็คือ กฎหมายของประเทศสวีเดนกำหนดว่า หากผู้เดินขบวนเปลี่ยนเส้นทางสัญจรโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่มีอำนาจสลายการชุมนุมได้ เนื่องจากการเดินขบวนดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าหน้าที่

นอกจากนี้ กฎหมายการชุมนุมจะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับสถานที่และเวลาในการชุมนุมอีกด้วย โดยเงื่อนไขเกี่ยวกับสถานที่นั้นกฎหมายจะกำหนดสถานที่ต้องห้ามที่ผู้ชุมนุมไม่อาจชุมนุมได้ เช่น กฎหมายการชุมนุมของประเทศรัสเซีย (Federal Law on Assemblies, Meeting, Demonstration, Procession and Picket) ปี ค.ศ.2004 มาตรา 8 บัญญัติว่า พื้นที่รอบๆ ที่อันเป็นที่พำนักของประธานาธิบดีก็ดี ที่ทำการของศาลยุติธรรมก็ดี เหล่านี้เป็นสถานที่ต้องห้ามมิให้มีการชุมนุมได้ หรือกฎหมายของประเทศเนเธอร์แลนด์ ปี ค.ศ.1988 ระบุว่า การชุมนุมบริเวณที่ตั้งของศาลโลกก็ดี สถานทูตสถานกงสุลก็ดี ที่ตั้งขององค์การระหว่างประเทศก็ดี การชุมนุมจะต้องไม่มีลักษณะที่จะเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรข้างต้น

มิฉะนั้นแล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจสลายการชุมนุมได้ทันที หรือกฎหมายของประเทศคีร์กีซ กฎหมายกำหนดให้มีการชุมนุมห่างภายในระยะ 30 เมตร จากทางหลวงและทางรถไฟ และห่าง 50 เมตร จากที่พำนักของประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงตึกของรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล และศาลด้วย หรือกฎหมายของประเทศอาเซอร์ไบจานกำหนดว่า ผู้ชุมนุมต้องชุมนุมให้ห่างอย่างน้อย 300 เมตรจากสถานที่ทำการของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญติ และฝ่ายตุลาการ รวมไปถึงอาณาบริเวณอันเป็นที่ตั้งของการวางท่อน้ำมันหรือแก๊สด้วย

ส่วนเงื่อนเวลานั้น กฎหมายการชุมนุมก็กำหนดระเบียบไว้ด้วย เช่น กฎหมายของประเทศคีร์กีซ กำหนดว่า ให้มีการชุมนุมได้ภายในระยะเวลาตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึงสองทุ่ม โดยไม่อนุญาตให้มีการตั้งเต็นท์ หรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ หรือกฎหมายของประเทศรัสเซีย ระบุว่า อนุญาตให้มีการชุมนุมได้ตั้งแต่เวลา 7 โมงเช้าจนถึง 5 ทุ่ม หรือกฎหมายของประเทศอาเซอร์ไบจานกำหนดว่า ให้เริ่มมีการชุมนุมได้ตั้งแต่เวลา 8โมงเช้าจนถึง 1 ทุ่ม

มาตรการควบคุมระหว่างการชุมนุม

มาตรการควบคุมระหว่างการชุมนุมนี้ กฎหมายการชุมนุมของหลายประเทศได้กำหนดมาตรการไว้หลายมาตรการ ตั้งเเต่เบาที่สุดจนถึงหนักที่สุด มาตรการที่ว่านี้ได้แก่ การออกกฎระเบียบ หรือเงื่อนไข หรือคำสั่งให้ผู้ชุมนุมปฏิบัติตาม3 การสั่งพักการชุมนุม การสั่งให้การชุมนุมสิ้นสุดลง (หรือการยุติการชุมนุม)4 การสลายการชุมนุม (Dispersion) และการห้ามมิให้มีการชุมนุมเป็นระยะเวลาหนึ่ง (บางประเทศห้ามนานถึง 3 เดือน) ที่น่าสนใจคือ กฎหมายสวีเดนที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้มาตรการที่จำเป็น (Necessary) รักษาความสงบเรียบร้อยได้

โดยมาตรการที่จำเป็นนี้ในทางนิติศาสตร์หมายถึง มาตรการใดๆ ที่ไม่สามารถใช้หนทางอื่นๆ ได้แล้วในการที่จะดำเนินให้บรรลุวัตถุประสงค์ หากหนทางอื่นๆ ยังพอทำได้อยู่และสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ การใช้มาตรการนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นมาตรการที่จำเป็น แต่ถ้าไม่มีมาตรการอื่นใดที่จะทำได้แล้ว การใช้มาตรการนั้น (เช่น การใช้กำลังทางกายภาพ) ถือว่าเป็นมาตรการที่จำเป็นตามกฎหมายแล้ว

โดยเหตุผลประการสำคัญที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจในการสั่งยุติการชุมนุมหรือสลายการชุมนุมนั้น ส่วนใหญ่จะมาจากการชุมนุมนั้นมีลักษณะที่จะนำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อย หรือความปั่นป่วนวุ่นวาย (Disturbance) ทั้งนี้ สาเหตุของความปั่นป่วนวุ่นวายนั้นอาจมาจากการใช้คำพูดที่ยั่วยุ ปลุกระดม หรืออาจเกิดจากการใช้สัญลักษณ์หรือการใช้กิริยาท่าทางก็ได้ เช่น ทำท่าเคารพแบบฮิตเลอร์ด้วยการยกมือขวาไปข้างหน้า
บทส่งท้าย

ชื่อของบทความนี้ได้ตั้งคำถามกับสังคมไทยว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยจะมีกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุม โดยอาศัยกฎหมายการชุมนุมของต่างประเทศมาเป็นแนวทางร่างกฎหมาย ในระหว่างที่สังคมไทยไม่มีกฎหมายการชุมนุมโดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่ของรัฐก็สามารถใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อควบคุมการชุมนุมมิให้มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายอาญา ยิ่งกว่านั้น ตัวผู้ชุมนุมเองต้องคำนึงถึงมาตรา 28 แห่งรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเป็นบททั่วไปที่บัญญัติว่า “บุคคลย่อม…ใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน” กล่าวอีกนัยหนึ่ง การใช้สิทธิชุมนุมตามมาตรา 63 ตกอยู่ภายใต้มาตรา 28 ด้วย การอ้างแต่สิทธิชุมนุมมาตรา 63 วรรคแรกอย่างเดียว เป็นการอ้างรัฐธรรมนูญแบบครึ่งๆ กลางๆ โดยมีเจตนาเพื่อใช้สิทธิชุมนุมเป็น “อาวุธทางการเมือง”

แต่มีข้อควรระวังว่า รัฐบาลต้องสื่อกับประชาชนให้ดีๆ โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า กฎหมายนี้มิได้ห้ามประชาชนมิให้มีการชุมนุม แต่เป็นกฎหมายที่วางระเบียบเกี่ยวกับการชุมนุม โดยเป็นการชั่งน้ำหนักระหว่างสิทธิการชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นกับสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น (ที่มีไม่น้อยไปกว่าผู้ชุมนุม) และความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ มิใช่ปล่อยให้เสรีเละเทะอย่างทุกวันนี้ ที่ผู้ชุมนุมอ้างสิทธิชุมนุมตามรัฐธรรมนูญเพียงแค่มาตราเดียว แต่กลับไปทำลายสิทธิเสรีภาพอย่างอื่น รวมถึงหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญอีกนับสิบมาตรา จริงไหมพ่อแม่พี่น้อง

1 โปรดดู Public Order and the Right of Assembly in England and the United States” A comparative Study, The Yale Law Journal, 1938,p.412 เป็นต้นไป

2 ดูกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประเทศอังกฤษ (Public Order Act 1986) ส่วนที่เกี่ยวกับการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

3 เช่น กฎหมายของประเทศเนเธอร์แลนด์ กฎหมายความสงบเรียบร้อยของอังกฤษ เป็นต้น

4 กฎหมายการชุมนุมที่รับรองให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสั่งให้ยุติการชุมนุม ได้แก่ กฎหมายการชุมนุมของประเทศเนเธอร์แลนด์ สวีเดน รัสเซีย (มาตรา 13)

รศ.ดร.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช



'ในหลวง' ทรงย้ำ ครม.ทำงานเพื่อบ้านเมืองไม่ง่าย แต่ขอให้มีกำลังใจ


“สมชาย วงศ์สวัสดิ์” นำ ครม.ใหม่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเริ่มทำหน้าที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานพระบรมราโชวาท ให้มีความตั้งใจและมีกำลังใจทำงานเพื่อบ้านเมือง

เมื่อเวลา 17.02 น. วันที่ 25 กันยายน 2551 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานพระบรมราโชวาท เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่แก่คณะรัฐมนตรี

"ข้าพเจ้ายินดี ที่คณะรัฐมนตรี ที่จะเข้ารับหน้าที่ต่อไปนี้ และก็ขอให้ได้ปฏิบัติตามที่ได้ปฏิญาณไว้ว่าจะทำงานเพื่อประเทศชาติ เพื่อให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ก็ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติในงานนี้ที่ได้รับให้ได้ผล ได้ประโยชน์ ซึ่งในสมัยนี้ก็ไม่ใช่ง่ายที่จะปฏิบัติงานรัฐบาล เพื่อที่จะให้บ้านเมืองมีความเจริญ แล้วก็ให้ประชาชนได้รับความเจริญ ก็ขอให้ท่านได้สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้ปฏิญาณไว้เพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมือง ให้สำเร็จโดยแท้ ก็ขอให้ท่านมีกำลังทั้งกาย ทั้งใจที่จะปฏิบัติงานนี้ซึ่งก็ไม่ใช่ง่าย ก็ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติด้วยความเข้มแข็งแล้วก็ได้ความสำเร็จ ขอให้ท่านมีกำลังใจ กำลังกายสมบูรณ์เพื่อปฏิบัติงานนี้ซึ่งไม่ใช่ง่าย ก็ขอให้ท่านมีความสำเร็จในงานที่ได้ตั้งไว้แก่ตัว โดยที่ได้ปฏิญาณตนด้วยเข้มแข็งอย่างนี้"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราโชวาทแก่ ครม.ใหม่

หัวหิน 25 ก.ย. - พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะรัฐมนตรีเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

วันนี้ (25 ก.ย.) เวลา 17.02 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราโชวาท เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่แก่คณะรัฐมนตรีด้วย

“ข้าพเจ้ายินดีที่คณะรัฐมนตรีจะเข้ารับหน้าที่ต่อไปนี้ และขอให้ปฏิบัติตามที่ได้ปฏิญาณไว้ว่าจะทำงานเพื่อประเทศชาติ เพื่อให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ก็ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติในงานนี้ที่ได้รับให้ได้ผล ได้ประโยชน์ ซึ่งในสมัยนี้ก็ไม่ใช่ง่ายที่จะปฏิบัติงานรัฐบาล เพื่อที่จะให้บ้านเมืองมีความเจริญ และให้ประชาชนได้รับความเจริญ

ก็ขอให้ท่านได้สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้ปฏิญาณไว้ เพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมืองให้สำเร็จโดยแท้ ขอให้ท่านมีกำลัง ทั้งกาย ทั้งใจ ที่จะปฏิบัติงานนี้ ซึ่งไม่ใช่ง่าย ก็ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติด้วยความเข้มแข็ง และได้ความสำเร็จ ขอให้ท่านมีกำลังใจ กำลังกายสมบูรณ์ เพื่อปฏิบัติงานนี้ ซึ่งไม่ใช่ง่าย ก็ขอให้ท่านมีความสำเร็จในงานที่ได้ตั้งไว้ โดยที่ได้ปฏิญาณตนเข้มแข็งอย่างนี้” - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-25 18:29:21

การเมืองใหม่ การโยนหินถามทางจากนายหน้าอำมาตยาธิปไตย การเมืองแบบย้อนยุค


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ช่วงนี้ผมได้อ่าน ได้ฟัง ได้ยิน การพูดวิจารณ์เรื่อง การเมืองใหม่ ของกลุ่มชนที่เรียกตัวเอง สวยหรูว่า นักวิชาการ แล้ว ผมรู้สึกตะครั่นตะคร้อ แบบคลื่นไส้ทุกที ผมว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว เพราะมันเป็นข้อเสนอย้อนยุค แต่ก็อดไม่ได้

ผมอยากจะเรียกว่า การเมืองย้อนยุค มากกว่าการเมืองใหม่ และนักวิชาการที่สนับสนุนเรื่องนี้ ผมอยากจะเรียกว่า นักวิชาการย้อนยุค เสียมากกว่า และส่วนใหญ่ก็เป็นพวกหลงยุค มาตั้งแต่ ปลายยุคสงครามเย็น

ช่วงหลัง มี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เข้ามาร่วมแจมกับเขาด้วย หากใครศึกษาประวัติ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ให้ดี จะรู้ว่า คือ ศิษย์เอก ของ นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร อดีตกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่ตอนหลังแปรพักตร์มาเข้ากับฝ่ายทหาร และแนะนำวิธีการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ซึ่ง พล.อ.ชวลิต น่าจะรับเอาแนวคิดเกี่ยวกับ สภาที่คัดเลือกมาจากสาขาอาชีพ ซึ่งเป็นข้อเสนอแบบ Master piece ของขบวนการคอมมิวนิสต์สากล ตั้งแต่ยุคมาร์ก-เลนินส์มาแล้ว ระบบแบบนี้จึงไม่ได้ใหม่แต่อย่างใด เพราะเสนอกันมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 โน้นแล้ว

การเมืองใหม่ที่ไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานของการเลือกตั้งจากตัวแทนมหาชน คือ การปฏิเสธ หลักการของความเท่าเทียมกันของมนุษย์โดยสิ้นเชิง คนพวกหนึ่งคิดว่า ตัวเองมีอำนาจ มีสิทธิพิเศษในสังคมเหนือมนุษย์คนอื่น ตัวเองควรได้ปกครองคนอื่น ดังนั้น พวกเขาจึงเสนอสภาแต่งตั้งขึ้นมา เพราะหากมีการเลือกตั้ง พวกเขาก็ไม่อาจเข้ามาได้ เพราะพวกเขาไม่ใช่พวกเดียวกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ



สภาแบบนี้ หากจะเรียกตามระบบอังกฤษให้โก้หรูแบบโบราณก็ต้องเรียกว่า สภาขุนนาง นั้นแหละครับ ต่างกันตรงไม่ใช่เป็นขุนนางสืบตระกูลเท่านั้น แต่ระบบสภาขุนนางแบบอังกฤษก็มีขุนนางที่ไม่ได้สืบตระกูลอยู่ด้วย เช่น Life Peer เป็นต้น ตัวอย่างคือ นางมากาเร็ต แธตเชอร์ ซึ่งเมื่อพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอังกฤษแล้ว รัฐบาลของพรรคอนุรักษ์นิยม ของนายจอห์น เมเจอร์ นายกรัฐมนตรีคนต่อมา ก็เสนอให้เป็น Baroness ตำแหน่งขุนนางที่มีสิทธิเป็นสมาชิกของสภาขุนนางตลอดชีพ แต่ไม่ได้สืบตระกูล เป็นตำแหน่งเฉพาะตัว ซึ่งปัจจุบัน Life Peer นี้เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของสภาขุนนางอังกฤษ ดังนั้น ระบบแต่งตั้งไม่ว่าอย่างไร มันก็คือ สภาขุนนางนั้นเอง ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอย่างไรก็ตาม โดยเนื้อแท้ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก

ในเมืองไทยเอง ก็ไม่ใช่ไม่เคยมีสภาแบบนี้มาก่อน มันมีมาตั้งแต่ปี 2475 แล้ว ที่มีการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง และเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง หรือในระยะเวลาอันใกล้นี้ คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ปี 2549 ที่มาจากการแต่งตั้งของ คมช. ทั้งหมด ไม่ใช่ ระบบ 70/30 ด้วยซ้ำ แต่มัน 100% เลยทีเดียว

ปี 2549 นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทั้งหลาย ก็มาจากผู้ที่คิดว่าตัวเอง สูงส่งทางจริยธรรม ทั้งสิ้น มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ ที่โฆษณากันนักหนาว่า จริยธรรมสูงส่ง สุดท้าย โดยวิจารณ์เรื่อง ที่ดินเขายายเที่ยง จนต้องออกมายอมรับสารภาพว่า ตัวเองเป็นโจรกลับใจไปโน้น ไม่ได้เปี่ยมจริยธรรมมากมายแต่อย่างใด

รัฐบาลจริยธรรมสูงส่งของ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลลานนท์ กลายเป็นรัฐบาลที่ล้มเหลวมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะรัฐบาลแบบนี้ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ที่มีมากมายหลายกลุ่ม ไม่ได้สะท้อนเสียงจากประชาชน สุดท้าย เมื่อประชาชน เข้าถึงรัฐบาลไม่ได้ เพราะไม่ใช่ตัวแทนของพวกเขา สังคมก็ต้องเกิดระเบิดขึ้นมาแน่นอน

ตอนนี้มีการเสนอ สิ่งที่เรียกว่าการเมืองใหม่ ขึ้นมาอีก ซึ่งโยนหินถามทาง โดย กลุ่มพันธมิตร ที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาล โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น รียกว่า ระบบ 70/30 ต่อมาขอลดและเพิ่มสัดส่วนกันไปเรื่อย

ผมไม่ได้คิดว่า พธม. เป็นกลุ่มอิสระของตนเอง แต่คนพวกนี้เป็นแค่ นักรบรับจ้าง ของพวก ศักดินาอำมาตยาธิปไตย เท่านั้น ข้อเสนอของ พธม. จึงเหมือนการโยนหินถามทางของคนที่อยู่เบื้องหลังขบวนการนี้นั่นเอง และเป็นการพยายามสร้างความชอบธรรม เพื่อจะได้นำระบบนี้มาใช้ เพื่อพวกอภิสิทธิ์ชนทั้งหลาย จะได้ครองอำนาจทางการเมืองสืบไปนั่นเอง



ข้อเสนอของสภา ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้ง หรือ ระบบเลือกจากตัวแทนสาขาอาชีพต่างๆ ผมไม่ได้คิดว่ามันใหม่แต่อย่างใด

เพราะระบบ ตัวแทนสาขาอาชีพ นั้น คือ ระบบที่ขบวนการคอมมิวนิสต์เสนอมานานแล้ว หากระบบนี้มันได้ผลจริง ป่านนี้พวกคอมมิวนิสต์คงครองโลกไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ล่มสลายแปรเปลี่ยนไปเป็นทุนนิยมหมดเหมือนทุกวันนี้ ไม่ว่า สหภาพโซเวียต ยุโรปตะวันออก จีน เวียดนาม ก็ใช้ระบบนี้ทั้งนั้น แล้วมันเจริญทันประเทศทุนนิยมแบบโลกตะวันตกหรือไม่ มันเจริญทันญี่ปุ่น หรือสิงคโปร์ไหม



ข้อเสนอนี้ เกิดขึ้นมา เพราะพวกกลุ่ม คนชั้นนำ กำลังเข้าตาจน และจนตรอกนั่นเอง เพราะพวกเขาไม่สามารถครอบงำ คนรากหญ้า ได้อีกต่อไป หากขืนปล่อยให้มีการใช้ระบบเลือกตั้ง แบบทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน ชาวนามีเสียงเท่ากับพวกผู้ดีสูงศักดิ์ ขอทานมีเสียงเท่ากับมหาเศรษฐีหมื่นล้าน คนจบ ป.4 มีเสียงเท่ากับศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ หากเป็นเช่นนี้ คนพวกนี้ก็จะสูญเสียอำนาจควบคุมการเมืองของชาติไป

เพราะนักการเมือง ย่อมต้องตอบสนองต่อกลุ่มชนที่เลือกตั้งเขาขึ้นมากกว่า ที่จะไปตอบสนองต่อใคร ที่อ้างว่ามีบารมี แต่ไม่มีอิทธิพลต่อการทำให้พวกเขาได้รับการเลือกตั้ง หากระบบนี้ดำเนินต่Thai Free Newsอไป อำนาจของคนชั้นสูงก็ต้องหมดสิ้นไปอย่างแน่นอน

เมื่ออับจนสิ้นหนทาง ก็เลยต้องคิดย้อนยุค กลับไปเอาแนวคิดในสมัยต้นศตวรรษที่ 19 กลับมาปัดฝุ่นใช้ แล้วอ้างว่านี่คือ การเมืองใหม่

มันจึงเป็นเรื่องที่ตลกสิ้นดี ในต้นศตวรรษที่ 21 นี้

ที่พวกนักวิชาการค้างยุคมาแต่ช่วงสงครามเย็น พยายามที่จะจูงใจ พลเมืองในต้นศตวรรษที่ 21 ให้เห็นดีเห็นงามกับระบอบที่ล้าหลัง ในตอนต้นศตวรรษที่ 19

นี่ประเมินได้เลยว่า พวกเขากำลังจะแพ้แล้ว พวกเขาไม่มีทางออกใดที่ดีกว่าในการเสนอต่อสังคม จึงหันกลับไปหาของเก่าเช่นนี้

หน้ากากของระบบการเมืองใหม่ ก็คือ การเมืองระบบแต่งตั้ง ของ ระบอบอำมาตยาธิปไตยนั่นเอง

จาก thaifreenews