WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 27, 2008

ทูตอังกฤษเข้าพบสมชาย แสดงความยินดีนั่งนายกฯ ใหม่

ดอนเมือง 26 ก.ย.-ทูตอังกฤษประจำประเทศไทยเข้าพบ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” แสดงความยินดีเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามระบอบประชาธิปไตย แนะรัฐบาลไทยส่งเสริมการลงทุนให้มากขึ้น ไม่ห่วงการชุมนุมหากไม่เกิดปะทะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ นายควินทัน เควลย์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ได้เดินทางเข้าพบนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยใช้เวลาประมาณ 45 นาที

จากนั้น นายควินทัน เควลย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้แสดงความยินดีที่นายสมชาย ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาตามหลักของประชาธิปไตย ซึ่งประเทศอังกฤษมีความสัมพันธ์กับไทย จึงอยากเห็นประเทศไทยเคารพในระบอบประชาธิปไตย และตนรู้สึกดีใจที่สถานการณ์ทางการเมืองของไทยดีขึ้น และมีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปแล้ว

เอกอัครราชทูตอังกฤษฯ กล่าวว่า ได้พูดคุยเกี่ยวกับปัญหาพม่า และในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน และเป็นประเทศเพื่อนบ้านกับพม่า จะใช้ความสัมพันธ์ที่ดีส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยและการเคารพสิทธิมนุษยชนในพม่าได้ ส่วนในด้านเศรษฐกิจนั้น ได้บอกนายกรัฐมนตรีว่า อยากให้รัฐบาลมีนโยบายเสรีในเรื่องของทุนนิยม ประเทศอังกฤษลงทุนในไทยมากที่สุดในประเทศแถบยุโรป จึงอยากให้รัฐบาลเร่งส่งเสริมการลงทุนให้มากขึ้น

“การชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ ถ้าเป็นไปอย่างสันติวิธี ไม่มีการปะทะกัน ก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีการเสียเลือดเสียเนื้อเป็นธรรมดาที่คนต่างชาติและนักลงทุนจะตกใจอยู่บ้าง แต่ขณะนี้ ผมก็ดีใจที่สถานการณ์ในประเทศไทยดีขึ้น ผมคิดว่าทุกกลุ่มมีสิทธิเสนอความคิดเห็นหรือมีการแสดงออก แต่ต้องอยู่ในกรอบของประชาธิปไตย จะเห็นด้วยกับรัฐบาลหรือไม่เห็นด้วย ก็ไม่เป็นไร แต่ต้องอยู่ในหลักสันติวิธี” นายควินทัน เควลย์ กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-26 16:23:49


Friday, September 26, 2008

คนชั้นกลางจะโวยทำไมว่า ครม.โควต้า ยุคทักษิณทำลายระบบโควต้าไปแล้ว คนชั้นกลางผู้ไร้จุดยืน ก็ไล่เขาไป

บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ผมรู้สึกเบื่อหน่ายกับกลุ่มคนที่เรียกว่า "ปัญญาชนคนชั้นกลาง จอมกระแดะทั้งหลายเต็มทีแล้วครับ ที่โวยวายว่า รัฐบาลของนายกฯสมชาย เป็น ครม.โควต้า ตั้ง ครม. ตามโควต้า ระบบล้าหลังกลับมาอีก ครม. ขี้เหร่ ให้พวก สส.ได้ต่อรองตำแหน่งแย่งชิงกันอีก

สุดแต่จะพูด จะตะโกนกันตามอารมณ์เหมือนคนวัยทอง ที่ความคิดและการกระทำไม่ได้อยู่กับร่องกับรอยอะไรเลย



เราจะเห็นว่าในยุคที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีทั้งสองสมัยนั้น เป็นช่วงที่นายกรัฐมนตรีมีความเข็มแข็ง มีอำนาจต่อรองสูง การแต่งตั้งรัฐมนตรีขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของนายกฯ ทักษิณเป็นส่วนใหญ่ ทำให้หัวหน้าวัง และกลุ่มการเมืองต่างๆ อ่อนแอ และไร้อำนาจการต่อรองโดยสิ้นเชิง ระบบโควตาทางการเมืองที่เคยมีมาก่อนยุคทักษิณ ก่อนยุครัฐธรรมนูญปี 2540 ได้หายไปเกือบหมดสิ้น และรัฐบาลก็ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนชาวบ้านทั้งรักและเคารพ นายกฯทักษิณ ยิ่งกว่านายกฯ ใดๆ ในอดีตของไทย

แต่คนชั้นกลาง นักวิชาการ และสื่อจอมกระแดะที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยทั้งหลาย ก็โจมตีทักษิณอย่างรุนแรงว่า เป็นเผด็จการบ้าง ไม่ฟังเสียงคนอื่นบ้าง กล่าวหาใส่ความ สาดโคลนสารพัด สุดท้ายเมื่อทำอะไรไม่ได้ ก็ไปชักนำ วางแผนให้ทหารทำรัฐประหาร ทำลายรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ทำให้นายกรัฐมนตรีเข็มแข็งทิ้งไป

แล้วก็เกิดวิกฤตการณ์การเมือง กว่าสามปี ป่านนี้ก็ยังไม่จบ และยังไม่มีใครรู้ว่าจะจบอย่างไร

ตอนนี้เราได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ที่มีบทบัญญัติทำลายอำนาจรัฐบาล และอำนาจนายกรัฐมนตรีไม่ให้มีเหลือมากนัก และเมื่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีอำนาจและบารมีไม่เท่ากับทักษิณ การเมืองแบบโควตากลุ่มก็กลับมาอีก หัวหน้าวังต่างๆ ก็กลับมามีอิทธิพลอีก

เมื่อนายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก อำนาจหัวหน้ากลุ่มต่างๆ มันก็ต้องเข็มแข็ง การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีก็ต้องเป็นระบบโควตาแบ่งไปตามกลุ่มการเมืองต่างๆ มันจะเป็นอื่นไปได้อย่างไร เพราะหากไม่ใช่วิธีนี้รัฐบาลจะหาเสียงที่ไหนมาสนับสนุนรัฐบาลได้



มันก็เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ใช่หรือ ที่จงใจทำลายนักการเมือง จงใจทำลายพรรคการเมือง ทำให้การเมืองอ่อนแอ เพื่อให้กลุ่มอำมาตยาธิปไตยดูดีขึ้น สภาพการณ์มันก็ย้อนกลับไปเหมือนก่อนปี 2540 อีก ผลมันย่อมเกิดจากเหตุ จะมาโวยวายตีโพยตีพายไปทำไม ก็พวกสื่อ และคนชั้นกลางไม่ใช่หรือที่ช่วยกันทำลายระบบการเมืองที่เข็มแข็ง ทำลายพรรคการเมืองที่เข็มแข็งและทำลายนายกรัฐมนตรีที่เข็มแข็งไป

ทุกๆ เรื่องมันมีเหตุมีผล มีทางไป เป็นเหตุเป็นผลกัน จะไปเอาตามแต่ใจตัวเองได้อย่าง



นายกรัฐมนตรีเข็มแข็ง ทำลายระบบโควตาของ สส.กลุ่มต่างๆ ทิ้งไปได้ ก็รุมกันสาดโคลนว่าเผด็จการ พอนายกรัฐมนตรีอ่อนแอไม่มีอำนาจต่อรอง ก็สาดโคลนว่า เป็นการเมืองโควต้า

ผมจึงคิดว่า กลุ่มคนที่ไร้สติ บ้าคลั่งในประเทศไทย ยุคนี้ไม่มีใครเกินพวกที่เรียกตัวเองว่า "นักวิชาการ" และสื่อทั้งหลายนี่เลย กลุ่มคนชั้นกลางในเมืองหลวงที่คุยนักคุยหนาว่าตัวเองมีการศึกษาสูง อยู่ใกล้ข้อมูลมากกว่าคนบ้านนอก ก็กลายเป็น คนชั้นกลางไร้สติ พอ ๆ กับสื่อ และนักวิชาการย้อนยุคทั้งหลาย

คนพวกนี้ทำลายประเทศไม่ได้รู้จักหยุดจักหย่อน ทำลายสามัคคีของคนในชาติไปจนหมดสิ้น

แล้วจะมีหน้ามาร้องตะโกนไปทำไมกัน

ผลมันย่อมเกิดมาจากเหตุ ไม่ใช่ผลมันจะเกิดขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุไปได้

ความวุ่นวายทางการเมืองที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ก็เกิดจากคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ กลุ่มใหญ่นี่แหละ ที่ไปเชื่อการปลุกระดมทางการเมือง ตัดสินทุกอย่างตามอารมณ์ ตามความชอบ ศาลสถิตยุติธรรมทั้งหลาย ที่มีหน้าที่ดำรงความยุติธรรม ก็บ้าคลั่งตามกระแสที่โดนสร้างขึ้น จนการตัดสินต่างๆ ไร้หลักนิติธรรม ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ได้กล่าวหากันเกินเลยนัก เพราะสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ก็จัดให้ระบบยุติธรรมของไทย อยู่ในกลุ่มท้ายๆ ของประเทศต่างๆ ในเอเชีย เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ถึงความไม่โปร่งใส

สำหรับผมแล้ว ไม่ได้แคร์กับว่า รัฐบาลชุดคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะมีทางเลือกมากมายนัก เพราะคุณสมชายเอง ก็ไมได้มีอำนาจบารมีเด็ดขาดในพรรค บุคลิกภาพในการนำ ก็ไม่โดดเด่นเท่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือแม้แต่ นายสมัคร สุนทรเวช เมื่อเป็นอย่างนี้ อำนาจการต่อรองทั้งหลายในพรรคพลังประชาชน ก็ต้องขึ้นกับกลุ่มการเมืองต่างๆอย่างหลีกเลี่ยงไมพ้นอยู่แล้ว

ถึงอย่างไรผมก็ยังสนับสนุนพรรคพลังประชาชนอยู่ แม้ว่า โผคณะรัฐมนตรีจะออกมาแบบที่ผมไม่ค่อยชอบใจนักก็ตาม แต่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก ผมรู้ว่า ถึงอย่างไรพรรคนี้ก็ ขับเคลื่อนด้วยนโยบาย เป็นหลักอยู่ มีนโยบายที่สนับสนุนคนรากหญ้า ตั้งแต่ยุค พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มาแล้ว เป็นแนวทางในการดำเนินการของพรรคอยู่

และสุดท้าย ผมก็รับรู้ได้ว่า นายกฯทักษิณ เองก็ยังคงมีบารมี มีอิทธิพลพอที่จะชี้นำพรรคได้อยู่

ภายใต้วิกฤตการณ์ของพรรคพลังประชาชน ที่ถูกศัตรูทางการเมือง ทำลายล้างอย่างเอาเป็นเอาตายมาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย บุคลากรทางการเมืองจำนวนมาก ต้องโดนห้ามเล่นการเมือง ทีม สส.ที่ส่งลงสนาม ก็เป็นเพียงทีม B เท่านั้น จะให้ การจัด ครม. สวยหรู ออกมาเหมือนยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้อย่างไร รัฐบาลแบบนั้นแทบกลายเป็นอุดมคติที่ประชาชนใฝ่ฝันถึงไปแล้ว

ก็พวกคุณจ้องทำลายเขาทุกอย่าง ใช้วิธีการสกปรก ทำลายเขาแบบ ตัวโกง แล้วจะให้ประชาชนหันไปสนับสนุนตัวโกงอย่างพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างไร

ถามจริงๆ เถอะว่า หากกลับกัน พรรคพลังประชาชน หาทางทำลายพรรคประชาธิปัตย์ทุกอย่าง เช่น ยุบพรรคประชาธิปัตย์ทิ้ง ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคไม่ให้เล่นการเมืองได้ แล้วไป “กระโดดโลดเต้น บอกคนใต้ว่า เห็นไหม เห็นไหม พรรคประชาธิปัตย์ห่วย ไม่มีตัวดีๆ แล้ว มาเลือก พรรคพลังประชาชนเถอะ

พวกคนใต้ จะยอมหรือไม่ จะยอมให้ศัตรูทางการเมืองมาทำลายพรรคของพวกเขา เพื่อให้พวกเราหันไปสนับสนุนศัตรู ทำกันแบบไร้คุณธรรมเช่น ประชาชนไม่ได้ตาบอดนะครับ ที่จะไม่รู้อะไร เป็นอะไร

ดังนั้น รัฐบาลจะออกมาอย่างไร ผมก็ยอมรับได้ทั้งสิ้น เพราะผมยอมรับนโยบายของพรรคพลังประชาชนอยู่แล้ว หากรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นมาไม่มีผลงาน พวกเขาก็อยู่ไม่ได้เอง และเมื่อใกล้เลือกตั้ง รัฐบาลก็ต้องรู้ว่าแรงสนับสนุนมีเท่าใด ก็จะต้องพยายามทำงานให้เข้าเป้าเอง

ถึงอย่างไร รัฐบาลนี้ก็มาจากเลือกตั้ง ผมเลือกของผมมาเองกับมือ ดีหรือเลว ผมตัดสินเอง ไม่ต้องให้ใครมาปั่นหัว หรือชี้นำ

จาก thaifreenews

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับวันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ.2551 ต้อนรับคณะรัฐมนตรี “ชายหนึ่ง” หรืออาจจะเป็น “ชายเดียว” หากโปรแกรมที่กำหนดกันไว้ออกมาเป็นลบ นั่นคือการยุบพรรคพลังประชาชน คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน อยู่ในข่ายถูกตัดสิทธิ ถูกจองจำทางการเมือง

00 รายชื่อคณะรัฐมนตรีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ส่วนใหญ่ไม่ได้ผิดไปจากโผที่ นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ บอกกับนักข่าว ปิดห้องจัดโผคนเดียว แสดงว่านักข่าวเดาใจ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้แม่นยำ ที่ลุ้นกันนาทีสุดท้าย คงจะเป็น บิ๊กจิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ลบสถิติที่เคยทำไว้ หวนกลับคืนมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ซึ่งครั้งแรกยอมลดชั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็สร้างความแปลกใจให้กับคอการเมือง แต่พอรับได้ เมื่อคิดว่า บิ๊กจิ๋ว ยังมีไฟที่จะทำงานให้กับประเทศชาติ ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหนก็ทำงานได้ จึงยุบรวมพรรคความหวังใหม่กับพรรคไทยรักไทย

00 แต่ช้าแต่ การหวนกลับมาครั้งนี้ เอกฉัตร เดาไม่ออก บิ๊กจิ๋ว มีภารกิจอะไรที่จะต้องทำทิ้งทวน เพราะก่อนหน้านี้แพลมถึงขบวนการ ล้มทุน ล้มปืน ล้มเจ้า และตามมาด้วยโผล่ออกมาแสดงความคิดเห็น สนับสนุนการเมืองใหม่ของกลุ่มกบฏที่ยึดทำเนียบรัฐบาล แต่ขอต่อรองสัดส่วน ส.ส. จากการลากตั้งและเลือกตั้งจาก 70 : 30 เหลือ 50 : 50 ทำให้หลายคนเป็นงงกับ เหตุผลสนับสนุนกลุ่มกบฏของบิ๊กจิ๋ว อุตส่าห์ยอมถอดยูนิฟอร์มเขียวขี้ม้า ในตำแหน่งสูงสุดของกองทัพ เพื่อเดินทางไกล 2 แสนไมล์ บนถนนประชาธิปไตย ไหงบิ๊กจิ๋วจึงเห็นดีเห็นงามกับลัทธิใหม่ ซึ่งไม่น่าจะเป็นประชาธิปไตย เมื่ออำนาจของประชาชนถูกลิดรอน

00 หากจะมองว่า บิ๊กจิ๋ว ยอมทำแฮตทริกลดชั้นเป็นรองนายกฯ อีกครั้ง เพื่อสมานฉันท์กับกลุ่มกบฏ เพราะใครก็รู้ความสัมพันธ์ของ บิ๊กจิ๋ว กับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกบฏ แม้ระยะหลังจะไม่สนิทชิดเชื้อ ก็ยังไม่ถึงขั้นหมางเมิน แต่เมื่อมีชื่อเป็นรองนายกรัฐมนตรี ชื่อของ บิ๊กจิ๋ว เป็นดาราบนจอทีวีเอเอสทีวีทันทีทันใด ทำให้สงสัย ผู้ชราอายุย่างเข้าเลขตัวเดียว 77 ปี ยอมเหนื่อยทิ้งทวนทำไม

00 เอาเหอะ ไม่ว่า บิ๊กจิ๋ว จะเข้ามาร่วมรัฐบาลด้วยเหตุผลอะไร เอกฉัตร เอาใจช่วยขอให้อยู่นานๆ ตลอดรอดฝั่งตามที่ นายกฯ สมชาย ตั้งความหวังไว้ เพื่อไม่ให้ถูกครหาว่าใช้งานผู้อาวุโสหนักเกินไป ควรจะให้ดูแลงานด้านความมั่นคงในทำเนียบรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ส่วนปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ บิ๊กจิ๋ว เคยทำมาแล้ว และล้มเหลวมาแล้วในรัฐบาล อดีตนายกฯ ทักษิณ จนถูกปรับออก และเมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาล นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เคยทำสถิติโรงเรียนถูกเผาคืนเดียว 30 แห่ง

00 ดูรายชื่อคณะรัฐมนตรีในภาพรวม เหนื่อยใจแทน ในเมื่อรายชื่อ ครม. ที่ประกาศออกมา เข้าทำนอง บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หนึ่งในขบวนการขวาง อดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ถูกถอดออกจาก สิงห์เหลิม ยังกลับมาเป็น หมอเหลิม นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขณะที่ ส.เสือ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ไม่ทราบเป็นเพราะเป็น หนึ่งในสาม ส.เสือ ที่จะเข้าชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ในห้วงเวลาที่กลุ่มต่างๆ ในพรรคพลังประชาชน ยังงัดข้อแสดงพลังกัน ทำให้ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ถูกโยกไปเป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งที่เจ้าตัวยืนยัน อยากจะนั่งที่เดิม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม งานกำลังเข้าฝัก

00 จริงอยู่ เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีความสำคัญ แต่นั่นคือประเทศอเมริกา แต่สำหรับประเทศไทยในยุคที่ยังใช้ รัฐธรรมนูญฉบับกากเดนเผด็จการ จะเจรจาอะไรกับต่างประเทศต้องแจ้งให้สภารับทราบ ขืนทำไปตามมติคณะรัฐมนตรี เก้าอี้มีสิทธิ์ปิ๋ว รัฐมนตรีต่างประเทศคือคนที่กำลังเดินขึ้นสู่หลักประหาร มันแปลกดีนะ วันนี้ หัวหน้ากลุ่ม 16 คนที่ประสานการจัดโผ ครม. ให้ราบลื่นโดยไว ต้องกลายเป็นคนที่ถูกมองว่า หาญกล้ามาท้าชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี จึงถูกปฏิเสธความต้องการขอนั่งที่เดิม กระทรวงยุติธรรม หรือว่าอดีตที่ผ่านมา รมต.สมพงษ์ อี๋อ๋อกับ นายจรัญ ภักดีธนากุล ยอมให้นั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงยุติธรรม จนได้รับการคัดสรรเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

00 แต่เมื่อดูไปที่กระทรวงอื่นๆ ที่มีการปรับเปลี่ยนกัน เอกฉัตร อดคิดไม่ได้ว่า การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ เป็นการเช็กบิล กลุ่ม 16 ที่เคยโด่งดัง ซึ่งตอนนี้แม้จะแยกกัน แต่ความสัมพันธ์ยังเหนียวแน่น ที่กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถือว่าเป็นกระทรวงสำคัญที่ นายกฯ สมชาย เคยนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการมาแล้ว ในรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี น่าจะรู้ซึ้งงานสำคัญของกระทรวงนี้ แต่ ครม. ชุดนี้มีเพียง นายศรีเมือง เจริญศิริ อดีตวุฒิสมาชิกสายตรง “นายหญิงนายใหญ่” นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพียงคนเดียว โดยปรับรัฐมนตรีช่วยที่ เป็นวอลล์เปเปอร์ให้นายกฯ สมชาย ให้สัมภาษณ์นักข่าว นายบุญลือ ประเสริฐโสภา พ้นจากเก้าอี้โดยไม่มีเยื่อใยที่เคยเป็นวอลล์เปเปอร์ ก็ต้องคิดเหมือนกัน นายบุญลือ คือสายตรงคนสนิทของ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม หนึ่งในแกนนำกลุ่ม 16 ที่ยังถูกจองจำอยู่ในบ้านเลขที่ 111

00 แกนนำกลุ่ม 16 อีกคนหนึ่ง นายสุชาติ ตันเจริญ วันนี้ไปปักหลักอยู่เบื้องหลังพรรคเพื่อแผ่นดิน กลุ่มบ้านริมน้ำ ปรับ ครม. ครั้งนี้ พี่ชาย นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ ถูกปรับพ้นจากเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นี่ยังไม่รวมกับแกนนำกลุ่ม 16 ที่ชื่อ นายเนวิน ชิดชอบ ลูกผู้ชายที่ไม่ได้ดูกันที่นุ่งกางเกง แม้จะถูกกระทำอย่างไร ยอมสงบกัดลิ้นกินเลือด ไม่โวยวายให้ใครเยาะเย้ยสมน้ำหน้า เฮ้อ...หรือว่า วันนี้ถึงเวลาแล้วที่สมาชิกกลุ่ม 16 จะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง จะได้ดังไปถึงลอนดอน

เอกฉัตร



นายกรัฐมนตรีภายใต้ใยแมงมุมเผด็จการ

คอลัมน์ : ขอดเกล็ดการเมือง

นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศ ฯพณฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ผ่านกระบวนการเลือกสรรตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย จากการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 จึงเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีที่มาโดยชอบตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตยแล้ว

นายกรัฐมนตรีคนที่แล้วคือ ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวช มีเหตุต้องออกจากตำแหน่งเพราะไปกระทำการที่กฎหมายหวงห้ามไว้ไม่ให้กระทำ ในขณะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยของบรรดานักกฎหมายที่ฉงนกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เอาเหตุเพียงเล็กน้อยในการจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” ไปฉุดกระชาก “นายกรัฐมนตรีเมืองไทย” หลุดจากตำแหน่ง

ทั้งๆ ที่ในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ดี การรุกเร้าจากฝ่าย “กบฏพันธมิตร” ก็ดี ล้วนไม่สามารถทำลายนายกรัฐมนตรีท่านนี้ได้ แต่ ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวช ต้องถูกคนนอกวงการการเมือง ที่เรียกว่า “ตุลาการภิวัตน์” ดึงท่านออกไปจากตำแหน่ง สร้างความขบขันแก่ชาวโลกผู้ที่มีอารยะว่า เพียงแค่จัดรายการทำอาหาร นายกฯ ก็ไปเสียแล้ว

การได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตอนแรกสังคมยังมีข้อกังขากับท่าน เพราะท่านเกี่ยวพันเป็นน้องเขยของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร พอภาพลักษณ์ “อ่อนน้อมถ่อมตน” ของท่านปรากฏต่อสังคม ทำให้สังคมเกิดอารมณ์ “ต้อนรับ” ท่าน แบกฉีกปลายปากกาของนักเขียน และนักการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล

โพลสำรวจความคิดเห็นหลายสำนักถามความเห็นประชาชน โดยร้อยละ 71.5 จะให้การสนับสนุน ฯพณฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมืองไทย ทั้งๆ ที่ท่านยังไม่ได้ทำงานอะไรเลย นี่เขาเรียกว่า “ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ”

การได้รับความเชื่อถือจากประชาชนทุกวงการเป็นสิ่งที่ดี เพราะปัญหาของการเมืองไทยมีมากมายเหลือเกิน ปัญหาความขัดแย้งหลักก็คือ ความขัดแย้งของกลุ่มกบฏพันธมิตรฯ ที่มีต่อรัฐบาลประชาธิปไตย ไม่ว่าใครจะไปจะมา ผู้ยิ่งใหญ่ที่มีหมายจับแห่งทำเนียบไม่ยอมรับทั้งสิ้น

จึงขอให้กำลังใจท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ปัญหาต่อมาที่ท่านต้องปวดสมองก็คือ การฟอร์มคณะรัฐมนตรีของท่านเอง

ท่านนายกฯ สมชาย ไม่ใช่คนไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้ การเป็นผู้พิพากษาผ่านงานวินิจฉัยคดีมามากมายอย่างโชกโชน คงเป็นทุนรอนในการที่ท่านจะตัดสินใจเลือกใครมาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของท่าน ผมกำลังพูดถึงความเด็ดขาดของท่าน ภาพท่านดูอ่อนโยน แต่ในความอ่อนโยนผมเชื่อว่าท่านมีจุดแข็ง มีลูกเด็ดขาด เมื่อจะตัดสินคดีอะไร หากว่าความเห็นของท่านว่าถูกต้องแล้ว จะต้องยืนยันไปตามนั้น

ผ่านการฟอร์ม ครม. แล้ว การร่างนโยบายพรรคร่วมรัฐบาลคงไม่คัดค้านอะไร มีแต่จะสนับสนุนให้รัฐบาลนี้อยู่ไปอย่างยาวนาน

จะมี ครม. ดีเด่นอย่างไร จะมีนายกรัฐมนตรีที่ผู้คนให้การสนับสนุนมากเพียงใด จะมี ส.ส. ในพรรคการเมืองให้การสนับสนุนอย่างล้นเหลือก็ตาม สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือ กฎกติกาของบ้านเมืองที่ คมช. ผ่าน สสร. และ สนช. ที่ได้นำเอารัฐธรรมนูญ “เผด็จการ” 2550 มาใช้บังคับอยู่ในขณะนี้ รัฐธรรมนูญนี้จะแผลงฤทธิ์ออกดอกออกผล ออกมากำจัดคนที่ประชาธิปไตยส่งมา ให้ตายไปทีละราย ทีละคน

กฎกติกายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ใครก็หลีกหนีไม่พ้น บ่วงเวรที่เผด็จการได้ผูกไว้หนีไม่รอดแน่ บ่วงบาศก์นี้ยิ่งดิ้นมันยิ่งรัด จนในที่สุดก็ต้องตายไปด้วยกันทุกคน

ผมเป็นห่วงคดียุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งเชื่อขนมกินได้ว่า ถูกยุบแน่นอน กรรมการบริหารพรรคก็ต้องถูกตัดสิทธิในทางการเมืองอย่างแน่นอน อย่าหวังลมๆ แล้งๆ ว่ากรรมการบริหารจะหลุดพ้น “มันฆ่าเราแน่” เมื่อพรรคถูกยุบ กรรมการบริหารถูกตัดสิทธิ ยังจะมีอะไรหลงเหลืออีกเล่า

รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยต้องแก้ไขโดยด่วน ไม่เช่นนั้นท่านนายกฯ สมชาย จะพาเพื่อนเข้าสู่หลักประหาร เป็นการสังหารหมู่โดยพวกเผด็จการที่จ้องทำลายพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่พวกเขาเกลียด

มีทางเดียวที่นายกฯ คนใหม่จะต้องทำคือ ต้องทำลายกติกาใยแมงมุมเผด็จการ ที่พวก คมช. ได้ก่อกรรมทำเข็ญแก่ประชาธิปไตยเอาไว้

ต้องรีบแก้ รธน. โดยเร็ว ก่อนที่ท่านจะไม่มีเวลาแก้

เมื่อถึงเวลานั้น ใครก็ไม่ช่วยใครอยู่แล้วครับ

“ขุนพลกล้า ครองเมืองจึ่งเฮืองฮุ่ง

ขุนขี้ฮ้าน แปลงบ้านบ่เฮือง”

คนอีสานเขาคิดอย่างนั้นจริงๆ ครับ

อดิศร เพียงเกษ



ไม่มีเสียงตอบจาก...จรัญ ภักดีธนากุล

คอลัมน์ : ความจริงวันนี้

รายการความจริงวันนี้ เมื่อคืนวันที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา นายวีระ มุสิกพงศ์ ในฐานะผู้ดำเนินรายการ และ 2 แขกรับเชิญ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ยังคงออกเปิดประเด็นความจริง อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นของ นายจรัญ ภักดีธนากุล หนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่พลิกพจนานุกรมตัดสิน จนนายสมัคร สุนทรเวช ต้องพ้นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แต่ตัวเองกลับไปรับจ้างสอนหนังสือ จนเป็นคำถามถึงบรรทัดฐาน รวมไปถึงจริยธรรม และความสำนึก

วีระ – สวัสดีครับ รายการความจริงวันนี้ วันที่ 23 กันยายน 2551 เรายังไม่ได้รับคำตอบจากคุณจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คุณลักษณะของท่านเหมาะที่จะเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อไปหรือไม่

ณัฐวุฒิ – คุณวีระตั้งใจจะถามทุกวันหรือครับ

วีระ – ต้องถามกันทุกวัน ทวงกันทุกวันครับ เพราะว่ามันเป็นประเด็นข้อกฎหมาย จะถามจนคุณ จรัญ อายุ 70 ปี เพราะว่าคำตอบถ้าเฉลยออกมาแล้วมันจะกระทบกับคนอื่นๆ อีกหลายคน รวมทั้งในองค์กรอื่นๆ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ในลักษณะเดียวกัน เราทวงกันแค่นี้ก่อน

วันนี้เรามีบทความสำคัญๆ ของคนที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน แสดงความคิดเห็นมาหลายเรื่อง แต่คัดแล้วคิดว่ามี 3 เรื่อง เพราะว่าเมื่อคืนนี้เอาเรื่องเดียวครับ เอาของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งแสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรพันธมารในทำเนียบรัฐบาล แล้วเสนอทฤษฎีการเมืองใหม่ให้กับสังคมไทยรับไว้พิจารณา อาจารย์นิธิบอกว่า เป็นการเอาทำเนียบรัฐบาลเป็นตัวประกัน ก็เท่านั้นแหละครับ

ณัฐวุฒิ – ผมไม่ได้ดูหรอกครับ แต่ผมฟังเอาในรถ ระหว่างเดินทางกลับบ้าน คุณสมศักดิ์ โกศัยสุข กำลังบรรเลงเต็มที่เลยครับ

จุตพร – คือกลายเป็นว่าการเมืองใหม่นี้ ใครเห็นต่างไม่ได้

ณัฐวุฒิ – เป็นนักประชาธิปไตยที่ใครเห็นต่างตาย

วีระ – เอาล่ะ ไม่เป็นไร เมื่อเข้าใจเสียเช่นนั้นแล้วก็แล้วกันไป แต่วันนี้ครับผมจะเริ่มที่บทความของ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ซึ่งเป็นนักเขียนอยู่ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ แต่ว่าลงในฉบับวันจันทร์ที่ 22 กันยายน 2551 หัวข้อของเขาชื่อว่า “นายกฯสมชายควรเปิดรายงานความเท็จวันนี้”

“รายการความจริงวันนี้ ทางสถานีโทรทัศน์ NBT หรือ ช่อง11 เดิม ผมขอเปลี่ยนชื่อเป็นรายการความเท็จวันนี้ หรือรายการใส่สีตีไข่น่าจะเหมาะสมที่สุด มีการสร้างภาพสอบถามความคิดเห็นจากประชาชนในประเด็นต่างๆ ซึ่งคนเขารู้กันทั้งประเทศว่าตัวเลขที่ขึ้นจอTVนั้นเป็นตัวเลขที่จัดทำขึ้นมาเอง หรือส่งข้อความมาเชียร์เข้าข้างคนจัดฝ่ายเดียว ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ทำให้จับได้ว่าข้อความที่ส่งมานั้น จัดทำขึ้นมาเอง เล่นเอง แสดงเอง เชียร์เอง ชมเอง ให้คะแนนเอง

โดยไม่เกิดความละอายในสิ่งที่ตัวเองกระทำ ต้องขอบอกว่ารัฐบาลที่ผ่านมาหมาดๆ เจ๊งเพราะรายการความเท็จวันนี้ ทางช่อง NBT ส่วนรัฐบาลที่เพิ่งเข้ามาหมาดๆ จะเจ๊งหรือไม่เจ๊ง หรือจะอยู่นานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่านายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริง หรือจะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ขัดตาทัพ ที่คอยทะเลาะกับชาวบ้าน หรือสร้างความขัดแย้งอย่างที่เป็นอยู่ก็เลือกเอา

หากไม่ต้องการให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย หรือไม่คิดที่จะแก้ปัญหาบ้านเมืองก็ให้มีรายการความเท็จวันนี้อย่างที่ทำกันอยู่ต่อไป แทนที่จะเอาเวลารายการมาออกอากาศไปใช้กับการแสดงผลงานหรือแสดงนโยบายอันเป็นแนวทางในการบริหารประเทศ หรือให้ความรู้ประเทืองปัญญาประชาชนคนดู กลับให้คนจัดรายการ 3 คน ได้แก่ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่ไม่มีความรู้ความสามารถอะไร ออกมาให้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงกับประชาชน และออกมาสร้างความแตกแยกให้คนในชาติทุกวี่วัน ก็เป็นเรื่องแปลกที่รัฐบาล คือฝ่ายที่จะต้องใช้สื่อของรัฐให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด กลับเบียดบังเวลาของรัฐมาสร้างประโยชน์ให้กับตัวเองอย่างไม่อับอาย ไม่ละอายใจว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นเป็นการสร้างปัญหาให้เกิดความแตกแยกให้กับคนในชาติ

อันเป็นการขัดต่อความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองในการบริหารราชการแผ่นดิน การใช้สื่อของรัฐฯทุกๆรัฐบาลควรต้องสร้างมาตรฐานใช้สื่อของรัฐให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนให้มากที่สุด การจัดรายการความเท็จวันนี้โดยการแสดงผลงานเพียงเพื่อปูทางให้ตนเองเป็นบุคคลสำคัญในพรรค หรือให้เจ้าของเงินเห็นผลงาน แล้วจะได้สร้างเงินสร้างเงินต่อไป

โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง เห็นนายกฯสมชายพยายามที่จะเสนอการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองสู่ยุคสมานฉันท์ แก้ปัญหาแตกแยกของคนในชาติ ผมจะดูเป็นอันดับแรกว่า นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะยุบรายการความเท็จวันนี้หรือไม่ หากยังคงปล่อยรายการความเท็จวันนี้อยู่ต่อไปแสดงว่า นายกฯ สมชาย ไม่มีเจตนาที่จะแก้ปัญหาความแตกแยก หรือไม่คิดจะแก้ปัญหาบ้านเมือง โดยการสร้างความสมานฉันท์เหมือนกับที่ได้พูดไว้ ขอย้ำเตือนว่ารายการความเท็จวันนี้คือตัวสร้างความแตกแยกให้คนในบ้านเมือง จึงขอให้นายกฯ สมชาย ปิดหรือยกเลิกรายการนี้เสีย เพราะรายการดังกล่าวเป็นตัวทำลายรัฐบาลในที่สุด”

ณัฐวุฒิ – เรามาดูประเด็นที่ คุณเสรี สุวรรณภานนท์ เขียนกันครับ

วีระ - คุณเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นรองประธาน สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เป็นปัญหาอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นสามารถจะกล่าวได้ว่า อาชีพหลักของคุณเสรี เป็นทนายความ แต่มารับหน้าที่เป็นลูกสมุนให้เผด็จการที่ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

ผมขอบอกแบบนี้ครับว่า บทความที่เขียนวันนี้เข้าใจว่า เป็นบทความที่ดีที่สุดในชีวิตของคุณเสรี เขียนออกมาแล้ว “โอ..ดีมากครับขอให้ทำหน้าที่ของท่านต่อไป ขอให้ลิ้นจงเป็นกระดาษทราย น้ำลายจงเป็นชะแล็ก เป็นคุณสมบัติพิเศษสำหรับคนที่จะเป็นสมุนเผด็จการ

ณัฐวุฒิ – ผมเรียนว่านี่ไม่ใช่เป็นการชวนมาทะเลาะกัน เพียงแต่ว่าสังคมนี้มันต้องอยู่กับความจริงและมันต้องอยู่ด้วยเหตุด้วยผล

คุณเสรีเพิ่งออกมาแสดงความเห็นถึงรายการนี้อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ตั้งแต่กรณีเราหยิบยกรัฐธรรมนูญ มาตรา 207 ที่บอกว่า ประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นลูกจ้างของบุคคลใด ต้องไม่ประกอบวิชาชีพอิสระอื่นใด ซึ่งคำว่าลูกจ้างเมื่อศาลรัฐธรรมนูญตีความรายการชิมไปบ่นไปของ คุณสมัคร สุนทรเวช มันครอบคลุมเหลือเกิน เพราะว่าตีความจากพจนานุกรม

ประเด็นก็คือ คุณจรัญ ภักดีธนากุล หนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราแน่ใจว่าน่าจะมีมากกว่านี้ แต่เราหยิบยกตัวอย่างเพียง 1 ท่าน ได้ไปเป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ มหาวิทยาลัยเอกชน และทราบว่าไปเป็นผู้จัดรายการพิเศษทางสถานีวิทยุด้วย นั่นเท่ากับว่าเป็นลูกจ้างของผู้ใดหรือไม่ และหากว่าเป็นลูกจ้างของผู้ใดก็จะต้องพ้นสภาพตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

เราก็ตั้งคำถามกันอย่างนี้ คุณจรัญ ไม่ตอบแต่คุณเสรีออกมาตอบ หยิบยกเอารัฐธรรมนูญ มาตรา 50 บอกว่าเป็นเสรีภาพทางวิชาการ สรุปความว่า คุณจรัญสามารถทำได้ เพราะว่าการสอนหนังสือเป็นการใช้เสรีภาพในทางวิชาการ ไม่ได้หวังประโยชน์หรือกำไร

ประเด็นคำถามต่อมาก็คือว่า แล้วที่ไปสอนหนังสือได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ ค่าตอบแทนที่ได้รับเป็นค่าจ้างหรือค่าอะไร หากได้รับเป็นค่าจ้าง มาตรฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน “รายการชิมไปบ่นไป” เท่ากับเป็นลูกจ้าง หรือเขาจ่ายเป็นค่าเสรีภาพ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ยากเลยเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นสำเร็จสมบูรณ์แล้ว เพียงแค่คุณจรัญ ตอบ หรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตอบ เรื่องก็จะได้กระจ่าง ผมเข้าใจว่าคนเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งต้องเป็นคนที่มีมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมสูงมากกว่าบุคคลใดก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน คุณเสรีที่ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบอะไรเลยก็รีบออกมารับผิดชอบเรื่องนี้

การที่บอกว่า รายการนี้จัด แล้วก็สอบถามความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งคุณเสรีบอกว่า “จับไต๋ได้ว่า ข้อความที่ส่งมานั้นจัดทำขึ้นเอง เล่นเอง แสดงเอง เชียร์เอง ชมเอง ให้คะแนนเอง โดยไม่เกิดความละอายในสิ่งที่ตัวเองกระทำ

ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ถ้าเป็นอย่างที่คุณเสรีพูด พวกผมจะละอายมาก และถ้าใครใน 3 คนนี้เสนอให้ทำแบบนี้นะครับ รายการนี้แตกครับ เพราะไม่มีใครยอมรับวิธีการแบบนั้น

วีระ – คือผมบอกอย่างนี้แล้วกันว่า ยางอายของคุณ กับยางอายของพวกผมไม่เท่ากันแน่ แต่ยางอายของใครหนากว่ากันมัน พิสูจน์ไม่ยาก

จตุพร – และที่สำคัญที่สุดที่คุณเสรีจะต้องรู้ไว้นะครับว่า ข้อความที่ส่งมาทาง SMS มันบันทึกอยู่ในคอมพ์ ซึ่งสามารถจะพิสูจน์ได้ และในแต่ละวันก็มีการรวบรวม เพราะฉะนั้นนี่เป็นประเด็นที่ นายเสรี ได้หมิ่นประมาทนอกจากรายการความจริงวันนี้พวกเราทั้ง 3 คนแล้วนั้น ยังหมิ่นประมาทประชาชนที่ส่งข้อความผ่านทาง SMS มา เพราะมันมีการพิสูจน์ได้ไม่ยาก ทั้งข้อความ หมายเลขโทรศัพท์ก็อยู่ในคอมฯ

ณัฐวุฒิ – คือเบอร์โทรศัพท์ที่ขึ้นบนจอที่ปรากฏหมายใน 4 ตัวท้ายเป็น XXXX แต่เวลาคอมพิวเตอร์บันทึกมันจะปรากฏหมายเลขโทรศัพท์เต็มทั้งหมด ซึ่งตรวจสอบได้ ว่าเป็นเบอร์ของใคร คือถ้าพวกผมทำแบบนั้น ผมยอมไม่ต้องโหวตดีกว่าสบายใจกว่า

จตุพร – คือขอร้องเรียนว่า นายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นบุคคลที่ขึ้นเวทีกับกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งรอบแรกเมื่อล้มรัฐบาลทักษิณ แล้วก็มารอบนี้ขึ้นเวทีปราศรัยพูดในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และถ่ายทอดASTV โดยการกล่าวหารัฐบาลฝ่ายเดียวเช่นกัน ถามว่านั่นเป็นการสร้างความสมานฉันท์ให้กับคนภายในชาติตามความหมายของคุณเสรี หรือไม่

ประเด็นต่อมาก็คือว่า ที่นายเสรีบอกว่า “หากไม่ต้องการให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย หรือไม่คิดจะแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ก็ขอให้มีรายการความเท็จวันนี้” และนี่ก็เป็นการใส่ร้ายเหมือนกัน ผมบอกว่าอะไรที่เป็นความเท็จก็ขอให้แสดงมา แต่ตัวตนของคุณคืออยู่กลุ่มพันธมิตรฯ และก็มีประเด็นหมิ่นประมาทก็คือว่า ผมทั้ง 3 คน เป็นคนที่ไม่มีความรู้ความสามารถอะไร

ต่อมาบอกว่าการจัดรายการความเท็จวันนี้โดยการแสดงผลงานเพียงเพื่อปูทางให้ตนเองเป็นบุคคลสำคัญในพรรค หรือให้เจ้าของเงินเห็นผลงาน แล้วจะได้สร้างงานสร้างเงินต่อไป โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง คือผมว่าสุดท้าย คุณเสรี เป็นทนายความ หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ที่เราวิพากษ์วิจารณ์ตัวคุณ เวลาที่คุณนั่งทำหน้าที่เป็นประธานสสร. ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญบางมาตรา องค์ประชุมไม่ถึงครึ่งคุณไม่เคยตอบคำถามเลย

เพราะถึงที่สุดคุณเล่น “คามิคาเซ่” ไม่สมฐานะ ของการเป็นทั้งอดีตวุฒิสมาชิก รวมกระทั่งประธาน สสร. อย่างที่ว่านี้แต่ทั้งหมดก็คือว่าจะได้มีการพิสูจน์กันว่าสิ่งที่คุณพูดนั้นมีความเท็จ แต่ที่คุณเสรี เขียนบทความหมิ่นประมาทแบบนี้ก็ต้องดำเนินคดีกันไป

วีระ – ว่าแต่ว่ามีความสำคัญพอถึงขนาดที่จะฟ้องเลยหรอครับ

จตุพร – ความเห็นของผมคือว่า การที่คน 1 คนไปทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานในที่ประชุมแล้วองค์ประชุมไม่ครบ รัฐธรรมนูญมันก็พิกลพิการอยู่แล้ว และที่สำคัญที่สุดคือมากล่าวหาคนอื่นว่าสร้างความแตกแยกและพูดความเท็จ ทั้งที่ตัวคุณขึ้นเวทีพันธมิตรฯ แล้วก็ถ่ายทอดASTV “หรือ คุณว่าไม่จริง คุณเสรี”

ณัฐวุฒิ – ผมว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นเหมือนกัน ว่าที่คุณเสรีบอกไว้ในบทความ ต้องขอบอกว่ารัฐบาลชุดที่ผ่านมาหมาดๆ เจ๊งเพราะรายการความเท็จวันนี้ทาง NBT ตกลงศาลรัฐธรรมนูญเขาตัดสินเพราะรายการนี้หรือ

วีระ – ตกลงว่าไม่รวมคุณจรัญใช่ไหม เอาอย่างนี้ดีกว่า คือให้ร่วมคนอื่นใครก็ตาม แต่ถ้าเข้ามาตรานี้โดนหมด แต่กับคุณจรัญ ยกเว้น เพราะว่าเป็นวิทยากรให้ความรู้

ณัฐวุฒิ – คือเป็นอะไรกัน คือตัวเองร่างรัฐธรรมนูญ ตัวเองเห็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญ เอาพจนานุกรมมาตีความ เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันชัดหมดอยู่ในตัวหมด ในเหตุผลว่านายเสรีมาชี้แจงแทน นายจรัญในฐานะอะไร

วีระ- ไม่ใช่กิ๊กก็แล้วกัน

ณัฐวุฒิ – ประเด็นที่ 2 ที่จะต้องถาม นอกจากมาตรา 207 เขียนไว้อย่างนั้นหรือเปล่า ประเด็นที่ 2 ก็คือว่า คุณจรัญ ภักดีธนากุล เป็นอาจารย์พิเศษสถาบันนั้น สถาบันนี้ มันจริงหรือไม่ ทุคนสามารถตรวจสอบได้ โดยเปิดเว็บไซต์มหาวิทยาลัยรังสิต หรือมหาวิทยาลัยต่างๆ ดูได้

จตุพร – นี่คุณณัฐวุฒิ ไม่ใช่เฉพาะค่าสอนนะครับ แม้กระทั่งค่าประชุม ค่าตรวจข้อสอบ มีหลักฐานหมด ผมจึงบอกว่าทำไมคุณจรัญ ภักดีธนากุล ไม่ออกมาชี้แจง

วีระ – มีหน้าที่ออกมาทำให้คุณจรัญ ยิ่งเจ็บ “ยิ่งพูด ก็ยิ่งเจ็บ”

ณัฐวุฒิ – ผมขอหารือ ทั้ง 2 ท่านนะครับว่าเพื่อให้สังคมเกิดการศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน และเพื่อให้คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบรรทัดฐานที่จะใช้ได้เสมอเหมือนกันกับกฎหมายที่มีระบุคำว่าลูกจ้างกับคนไทยทั้งประเทศ เราก็จะรอดูสัปดาห์นี้ว่าท่านจรัญ หรือท่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านใดจะชี้แจงเรื่องนี้ ให้เป็นความรู้ ให้เกิดปัญญากับสังคมหรือไม่

หากไม่มีเช่นนั้น ผมจะต้องขออนุญาตสัปดาห์หน้า ผมขออนุญาตเดินทางไปที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะไปขอพบ ท่านประธาน ชัช ชลวร เพื่อที่จะขอคำชี้แจงเรื่องนี้

วีระ – ถ้าจะไปก็ไปด้วยกันสิ ทำไมจะให้ผมนั่งอยู่ที่สำนักงาน แล้วคุณไปล่ะ

ณัฐวุฒิ – คุณวีระจะไปด้วยนะครับ คุณจตุพรไปไหม

จตุพร – ผมก็ต้องไปสิครับ แต่ว่าที่พูดทั้งหมดก็คือว่า บางครั้งเราก็ต้องไปดูเหมือนกันว่า สุดท้ายคำว่าต่อมจริยธรรม จริยธรรมที่ไม่ใช่คำพูด แต่ว่าเป็นจริยธรรมคุณธรรมที่อยู่ในต่อมในสำนึก ในมโนสำนึก อยู่ในจิตใจนั้นมันจริงเป็นอย่างไร

ณัฐวุฒิ – เอาละครับอาทิตย์นี้ไม่ได้คำตอบอาทิตย์หน้าเราไปด้วยกันนะครับ



ประจานหญิงขายบริการ อีกหนึ่งการเมืองใหม่ของพันธมิตร

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

ยังไม่ทันที่ข้อเสนอให้เลือกตั้งตามกลุ่มสาขาอาชีพของกลุ่มพันธมิตรฯ จะได้รับการถกเถียงแลกเปลี่ยนอย่างจริงจัง

ก็เกิดเหตุการณ์ที่เป็นตัวอย่างจุดอ่อนของระบบนี้เสียแล้ว โดยเกิดขึ้นในรั้วรอบขอบเขตเวทีชุมนุมพันธมิตรฯ เอง ด้วยฝีมือของหน่วยรักษาความปลอดภัย หรือ การ์ด อีกตามเคย...

เป็นข่าวฮือฮาตามหน้าหนังสือและเว็บไซต์ต่างๆ เมื่อมีการติดรูปถ่ายใบหน้าที่เห็นอย่างชัดเจนของหญิงสาวคนหนึ่ง พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของหญิงสาวคนนี้ บนป้ายประกาศในเขตการชุมนุมของพันธมิตรฯ เพื่อจะบอกให้ผู้ชุมนุมทราบว่า

หญิงสาวคนนี้ขายบริการ...!

จุดมุ่งหมายของพันธมิตรฯ คงไม่มีอะไรมากไปกว่าเพื่อต้องการรักษาภาพลักษณ์ชื่อเสียงของการชุมนุม หลังจากก่อนหน้ามีการเผยแพร่ภาพถุงยางอนามัยที่ใช้แล้วเกลื่อนทำเนียบ แม้ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าภาพนั้นเป็นของจริงหรือไม่ แต่ชื่อเสีย(ง)เรื่องถุงยางฯ ในทำเนียบของพันธมิตรฯ ก็เป็นที่โจษจันกลายเป็นที่ล้อเลียนขบขันว่าเป็นการปฏิวัติโดยถุงยางอนามัยและใบกระท่อม

อาจด้วยเหตุนี้ ทีมงานพันธมิตรฯ (ที่ไม่เกี่ยวกับการพากย์หนัง) จึงต้องเข้มงวดเป็นพิเศษกับพฤติกรรมดังกล่าว และนำไปสู่การ “ประกาศ” เรื่องหญิงขายบริการคนหนึ่งให้รู้จักกันถ้วนหน้าเพื่อที่ว่ามวลชนจะได้ไม่ไปซื้อบริการของเธอ หรือช่วยกันกีดกันเธอออกไปจากการชุมนุมนั่นเอง

โดยไม่สนว่า นั่นจะเป็นการ “ประจาน” เป็นการ “ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ของผู้หญิงคนนั้นหรือไม่อย่างไร...

เมื่อเหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ ได้สร้างความตกใจให้แก่องค์กรพัฒนาเอกชนหลายองค์กร เพราะมันเป็นการดูถูกเหยียดหยามมนุษย์ผู้อื่นอย่างรุนแรง แม้คนผู้นั้นจะประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมายของไทย แต่ก็ใช่ว่าใครจะมีสิทธิเหยียบย่ำคนคนนั้นได้ตามชอบใจ

มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ซึ่งทำงานช่วยผู้หญิงที่มีอาชีพในการบริการทางเพศในประเทศไทยมาเกือบ 30 ปีเป็นองค์กรแรกๆ ที่ออกมาคัดค้านการกระทำนี้ของกลุ่มพันธมิตรฯ รวมถึงองค์กรอื่นๆ เช่น มูลนิธิส่งเสริมสันติวิถี (Peace way Foundation) โดยเห็นพ้องต้องกันว่ามันเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยเฉพาะสตรีเพศอย่างรุนแรงเกินรับได้และเรียกร้องให้องค์กรด้านผู้หญิงออกมาประณามการกระทำครั้งนี้

ที่สำคัญก็คือ จากเหตุการณ์นี้ นำไปสู่การตั้งคำถามเรื่องระบบการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ทันที ว่าที่นำเสนอเรื่องระบบเลือกตั้งตามกลุ่มอาชีพนั้น…

ผู้ขายบริการ จะมีที่ทางให้สายตาของกลุ่มพันธมิตรฯ บ้างหรือไม่...

มูลนิธิส่งเสริมสันติวิถีอธิบายถึงภาวะจำยอมของประชาชนบางชนชั้น ที่ไม่มีทางเลือกในชีวิตและการประกอบอาชีพมากนัก อีกทั้งยังด้อยโอกาส ถูกกดทับจากโครงสร้างสังคมมากมายหลายต่อ และสิ่งเหล่านี้ซับซ้อนเกินกว่าจะสามารถกากบาทที่หัวของใครหรืออาชีพใดอาชีพหนึ่งได้ว่าเขาไม่ใช่พลเมือง ไม่ใช่ประชาชน หรือกระทั่งไม่เป็นมนุษย์เทียบเท่าคนอื่นๆ

แต่สิ่งที่พันธมิตรฯ ทำ ซึ่งสะท้อนผ่านเหตุการณ์ดังกล่าว คือการตอกย้ำตัวตนที่ถูกวิจารณ์เรื่อยมา นั่นคือ การไม่เคยเห็นหัวคนยากคนจน ไม่เชื่อในความทัดเทียมกันระหว่างมนุษย์ ไม่เชื่อว่ามนุษย์แต่ละชนชั้นแต่ละสังคมแต่ละสาขาอาชีพมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหมือนกันและมีสิทธิ์ในชะตากรรมบ้านเมืองนี้เท่าๆ กัน

เหมือนที่ไม่เคยเชื่อถือ ยอมรับ ในประชาชนเสียงข้างมากในการเลือกตัวแทนของพวกเขาและกระทำทุกวิถีทางที่จะล้มล้าง ลิดรอน เสียงของประชาชนคนอื่นๆ ของประเทศนี้

พฤติกรรมที่ผ่านมาของพันธมิตรฯ จึงได้เห็นแต่การเกาะเกี่ยวชนชั้นสูง หรือชนชั้นกลางค่อนข้างสูงที่มีกำลังทรัพย์ มีชื่อเสียงมีหน้ามีตาในสังคม ดูเหมือนจะมีแต่คนพวกนี้เท่านั้นที่นับได้ว่าเป็น “คน” ในสายตาของพันธมิตรฯ

จึงไม่แปลกที่พฤติกรรมซ้ำซากเช่นนี้ของคนกลุ่มนี้ จะถูกเคลือบแคลงจากคนอื่นๆ ว่าเป็นไปได้แค่ไหนที่ “การเมืองใหม่” ของพวกเขาจะเป็นการเมืองใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมได้จริงๆ อีกทั้งตัวแทนแต่ละสาขาอาชีพ จะเป็นตัวแทนที่แท้จริงของคนในอาชีพนั้นๆ ได้อย่างไร และแต่ละอาชีพจะมีโอกาสเข้ามาแข่งขันคัดเลือกจริงแท้ได้อย่างไร

นี่อาจไม่ใช่คำถามที่รอคำตอบ…

แต่เป็นเพียงคำบอกเล่าให้กลุ่มพันธมิตรฯ กลับไปทบทวนตัวเองเสียใหม่ ว่าในความคิดและจิตใจที่ไม่เคยเชื่อเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ จะสามารถกำหนดทิศทางการเมืองใหม่ที่ดีงามและสร้างสรรค์ได้อย่างไร...

คำตอบง่ายๆ คือไม่มีทางเลย


“อ.นวลน้อย” ชี้ “ปรีชา” ไม่สมควรรับตำแหน่ง รมช.มหาดไทย


อ.นวลน้อย ระบุแม้ว่าคดีทุจริตยาสาสมารถสาวเอาความผิดได้แค่ 2 คน แต่ก็ไม่รู้ว่าหลังฉากยังมีใครเกี่ยวข้องอีกบ้าง กรณี “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” ที่สังคมกังขา ก็ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะรับตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล

ผศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวย้อนถึงคดีทุจริตยาว่า หลังจากมีการสอบสวนหลายต่อหลายครั้ง ก็ปรากฏชื่อผู้กระทำความผิดเพียง 2 คน ที่ขณะนั้นเอาผิดได้เฉพาะนายจิรายุ จรัสเสถียร ซึ่งเป็นที่ปรึกษานายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ต่อมาพบหลักฐานการบันทึกของนายจิรายุเพิ่มเติมว่าเงินที่ได้รับมาได้แบ่งเป็นส่วนของนายรักเกียรติ จึงมาดำเนินคดีกับนายรักเกียรติในเวลาต่อมา

ในขณะนั้นเมื่อศาลตัดสินแล้วเสร็จ ไม่ได้มีการพาดพิงไปถึงนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นเลขาฯ นายรักเกียรติอยู่ ถึงแม้จะเกิดข้อสงสัยในตัวนายปรีชาก็ตาม แต่อย่างไรเรื่องของการโอนเงิน เรียกเงิน จัดงานเชิญส่วนผู้นำการปกครองท้องถิ่นและสาธารณสุขจังหวัด แกนหลักก็มีรายชื่อของนายจิรายุเป็นผู้รับหน้า แต่ลับหลังก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นอย่างไร ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ผ่านมานานมาก อีกทั้งไม่แน่ใจด้วยว่าหากจะรื้อฟื้นคดีใหม่จะต้องใช้ช่องทางใด ถึงแม้ตนเองจะเคยติดตามเรื่องดังกล่าวแต่ก็คงต้องมีการค้นข้อมูลใหม่

ส่วนการที่นายปรีชา ได้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น หากใช้มาตรฐานที่เคยพัวพันคดีทุจริตยาแล้ว เห็นว่าไม่สมควรนั่งอยู่ตำแหน่งดังกล่าว แต่หลายฝ่ายอาจจะเห็นว่าไม่มีกระบวนการเอาผิด ถือว่ายกประโยชน์ให้จำเลย ถึงอย่างไรโดยมาตรฐานของจริยธรรมแล้ว ก็ไม่สมควรจะตอบรับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ต้องการจะวิจารณ์ เพราะถือว่าประชาชนได้ให้ความไว้วางใจเลือกมาแล้ว เพื่อความเป็นธรรมก็คงต้องปล่อยให้ทำงานกันไปสักระยะหนึ่ง ต่อจากนี้ต้องรอวิจารณ์ผลงานที่จะเกิดขึ้น

“ดูต่อไปอีกหน่อย แล้วค่อยว่ากัน แม้จะโดยดูประวัติแล้ว โอ้ย ไม่น่าเลย ถ้าพุดกันตามตรง แต่ก็คงต้องปล่อยให้ทำต่อไปอีก อย่างที่เขาว่ากันว่าแบบมาตรฐานไทย” ผศ.ดร.นวลน้อยกล่าว


ศาลฎีกาฯ อนุมัติออกหมายจับ"ทักษิณ" เพิ่มอีกคดีหวยบนดิน

ศาลฎีกาอนุมัติออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพิ่มอีก คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว 3 พร้อมนัดตรวจพยานหลักฐาน 22-24 ธ.ค.51 เวลา 10.00 น.

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอนุมัติออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะจำเลยที่ 1 ในคดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว(หวยบนดิน)พร้อมสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราว หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เดินทางมาตามที่ศาลฯ นัดพิจารณาคดีนัดแรกวันนี้

คดีดังกล่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เป็นโจทก์แทนคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ(คตส.)ที่หมดวาระไปแล้ว ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมพวกรวม 47 คน ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรี และคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งตกเป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการทุจริตเรื่องภาษีอากร และการเข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองอีกหลายมาตรา

วันนี้จำเลยที่ 2-47 ได้เดินทางมายังศาลฎีกาฯ และให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ในขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ไม่เดินทางมาศาลตามนัดโดยชอบ ซึ่งมีพฤติการณ์อันมีเหตุที่เชื่อว่าจะหลบหนีคดี ดังนั้น ศาลฯ จึงอนุมัติให้ออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ และสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว

พร้อมกันนั้น ศาลได้นัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 22-24 ธ.ค.51 ในเวลา 10.00 น. และอนุญาตให้มีการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยทั้ง 47 คนได้ แม้จำเลยบางคนจะไม่ได้ยื่นคำร้องขอก็ตาม ทั้งนี้ ศาลฎีกายังได้กำชับถึงกรณีการเดินทางออกนอกประเทศของจำเลยทั้งหมดว่าต้องมายื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตจากศาลฯ ก่อนทุกครั้ง



“ณัฐวุฒิ” ซัดม็อบอันธพาลไล่ “ชัย ชิดชอบ” ชี้เป็นเรื่องน่าเสียใจของคนใต้


ณัฐวุฒิ ซัดม็อบอันธพาลไม่เลิก ไล่ประธานสภาผู้แทนราษฎรนับเป็นเรื่องน่าเสียใจของคนใต้ ด้าน เลขาฯ ปชป.ไม่เกี่ยวคนเมืองคอนชุมนุมไล่ "ชัย"

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตรองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในรายการความจริงวันนี้ ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กรมประชาสัมพันธ์ ได้กล่าวถึงการเดินทางลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ในโครงการรัฐสภาพบประชาชนของ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีกลุ่มพันธมิตรฯ หลายร้อยคนเดินทางมาต่อต้าน ณ บริเวณวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช และ บริเวณโรงแรมทวินโลตัสที่พัก ว่าเป็นเรื่องน่าเสียใจของคนใต้

“ปรากฎการณ์ ณ วันนี้ความขัดแย้งทางการเมืองได้ไปปลุกจนกระทั่งการใช้วิธีการปิดล้อมประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ปิดแม้กระทั่งวัดมหาธาตุฯ เราในความรู้สึกที่เป็นคนใต้ก็ถือว่าเกินไป สถานที่จะพักก็ไปปิดล้อม ผมบอกว่าเวลาที่นักการเมืองของภาคใต้เอง หรือแม้กระทั่งคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้กระทั่งคนในกลุ่มพันธมิตรฯ ถ้าเดินทางไปในภาคอื่นๆ แล้วถูกปฏิบัติอย่างเดียวกัน ถามว่าความสงบสุขจะอยู่อย่างไร"

ขณะที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า พรรคไม่ได้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขับไล่ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ จ.นครศรีธรรมราช ทั้งนี้ ตนเห็นว่าเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนมีความเห็นต่างจากรัฐบาล อีกทั้งนายชัยเป็นตัวละครในทางการเมืองที่มีความสำคัญ

ทั้งนี้ ชนวนความแตกแยกไม่ใช่เรื่องการกระทำของพรรคการเมือง แต่หากดำเนินการจะประกาศและยอมรับ ซึ่งตนขอแสดงความเสียใจกับนายชัยด้วย นอกจากนี้ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นั้นไม่ได้กำไร เนื่องจากแต่งตั้งแบบเดิมที่ตามโควต้าของ ส.ส.แต่ละมุ้ง และน่าเสียดายที่ นายกรัฐมนตรีไม่ฟังความเห็นของหลายฝ่ายที่เรียกร้องให้มีการตั้ง ครม. รูปแบบพิเศษ อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามว่านายกรัฐมนตรีจะกำกับดูแลให้รัฐมนตรีทำงานให้ประชาชนและประเทศชาติได้หรือไม่


“ท่านครับ!...อย่าทำภาษาไทยสับสน!!”


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ตีความคำว่า “ลูกจ้าง” เพี้ยนไปจากคำว่าลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน โดยตีความกว้างขวางออกไป และอ้างพจนานุกรมมาเป็นหลักในการตีความ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ต้องมีอันพ้นจากตำแหน่งผู้นำประเทศไป

ผู้คนในบ้านเมืองนี้ก็ได้วิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยกันอย่างกว้างขวาง ด้วยเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเกิดขึ้นในเวลาสำคัญ ที่กำลังมีการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลที่พยายามรักษากฎระเบียบของบ้านเมือง กับผู้ที่ละเมิดกฎหมาย ซึ่งเข้ายึดถนนราชดำเนิน กีดขวางเส้นทางเสด็จฯ ที่สำคัญ และยังก่อพฤติกรรมที่อุกอาจด้วยการบุกเข้ายึดสถานที่ราชการ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศ

เมื่อผู้นำของประเทศต้องพ้นจากตำแหน่งไปเพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เหล่าผู้ละเมิดกฎหมายก็ออกอาการฮึกเหิม แต่อย่างไรก็ตาม ผู้นำของกลุ่มนี้ก็ยังต้องเผชิญกับข้อหาฉกรรจ์ คือ

“กบฏในพระราชอาณาจักร!”

มาถึงยามนี้ รัฐบาลใหม่ก็จะต้องพิจารณาว่า จะเลือกหนทางปฏิบัติกับกบฏกลุ่มนี้อย่างไร จึงจะเหมาะและถูกใจประชาชน? ซึ่งอีกไม่นาน ชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ คงจะได้เห็นกัน

เรื่องประหลาดที่เกิดติดตามมาคือ หนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กลับต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาคล้ายคลึงกันกับอดีตนายกรัฐมนตรี คือ

ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น ท่านผู้นี้ก็ยังดอดไปหารายได้พิเศษ ด้วยการสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยเอกชน และได้รับเงินค่าสอนด้วย อีกทั้งยังมีการนำชื่อของตุลาการรายนี้ไปโฆษณาสถานศึกษาที่เจ้าตัวไปทำการสอน เพื่อจูงใจเด็กๆ ให้มาเข้าเรียนในสถานศึกษาเอกชนแห่งนั้นอีกต่างหาก

ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนั้น คงจะต้องติดตามกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ เป็นการดักหน้ากลุ่มคนที่เคลื่อนไหวกดดันตุลาการรายนี้ให้โดนพิจารณาในข้อหาอย่างเดียวกัน โดยผู้ที่ออกมารับหน้าเสื่อแทนนั้นบอกว่า การไปสอนหนังสือ ให้ความรู้แก่นักศึกษานั้น เป็นเสรีภาพทางวิชาการ แตกต่างไปจากการจ้างธรรมดา สรุปความพอฟังกันเป็นภาษาไม่ยอกย้อน คือ

ถ้าเป็น “ลูกจ้าง” ผิดแน่ แต่ถ้าหากเป็นครู อาจารย์ ถือว่าเป็น “เรือจ้าง” ไม่ใช่ลูกจ้างลูกออนที่ไหน แม้จะได้เงินจากการสั่งสอนศิษย์ก็ไม่ผิดรัฐธรรมนูญ

ว่ากันเสียอย่างนี้แล้วก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี คงบอกได้เพียงว่า ถ้าอยากจะ แถ โดยไม่เกรงใจประชาชน ก็เชิญแถกันเข้าไป...เอาให้สะดวก!

ทันทีที่ผมได้ยินคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แวบแรกที่ผมคิดก็คือ บทความของตัวเองที่เขียนลงในประชาทรรศน์ ชื่อบทความคือ

“วิบากกรรม ป.ป.ช. เห็นทีต้องคืนเงินอย่างนั้นหรือ?”

ผมมีความสงสัยในคำว่า “รัฐาธิปัตย์” จึงได้เขียนในเชิงตั้งคำถาม

...อยากจะถามท่านผู้รู้ว่า ไอ้อำนาจ “รัฐาธิปัตย์” ที่ชอบพูดกันนักหนา โดยเฉพาะตอนยึดอำนาจ ชอบพูดกันว่า “คณะรัฐประหารมีอำนาจรัฐาธิปัตย์” จริงๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่?

พจนานุกรมไทยไม่บัญญัติคำนี้ไว้ “บังสนธิ” ก็ได้ใช้อาญาสิทธิ์ส่วนตน ในฐานะผู้นำการรัฐประหาร ได้โขกกะโหลก (แบบหลวงพ่อคูณ) ด้วยการออกคำสั่ง คปค. แต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่คนที่บอกผมชี้แจงว่า อาญาสิทธิ์ที่ว่านั้นคือ อำนาจ “รัฐาธิปัตย์” ที่หัวหน้าคณะรัฐประหารมีอยู่ในมือนั่นไงเล่า!...

ผมเขียนต่อไปอีกว่า

“...แม้ในตำรับตำราของคณะรัฐศาสตร์แทบทุกมหาวิทยาลัย ชอบพูดกันถึงคำนี้นัก แต่พจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ที่นักกฎหมายต้องยึดกันเป็นหลัก ในการแปลถ้อยคำกฎหมายตามแนวทางที่ศาลฎีกาท่านวางเอาไว้ กลับไม่มีคำนี้อยู่เลย แสดงว่าคำนี้ไม่ได้รับการ “ยอมรับ” ว่ามีอยู่ในภาษาไทย!!...”

ผู้เขียนเองนั้น มีความเชื่อมั่นว่า

ทางสำนักราชเลขาธิการคงจะไม่ตอบหนังสือของ เลขาธิการ ครม. โดยการใช้ถ้อยคำที่ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เป็นแน่แท้ แต่สิ่งที่คาดไว้กลับผิดถนัด กล่าวคือ

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ชี้แจงโดยนำหนังสือ (ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2549) ของ นายรองพล เจริญพันธุ์ เลขาธิการ ครม. ที่แจ้งความเห็นของสำนักราชเลขาธิการว่า

...คณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ คปค. มีประกาศฉบับที่ 19 แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแล้วนั้น ย่อมถือได้ว่ามีผลสมบูรณ์ที่สามารถบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย เนื่องจากขณะนั้น คปค. มีฐานะเป็น "รัฐาธิปัตย์" มีอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว...

ที่ต้องเอามาพูดวันนี้ ก็เพราะว่า...

หน่วยราชการ 2 แห่ง ที่เป็นหน่วยงานสำคัญของประเทศ แต่ให้ความเห็นในเรื่องคำภาษาไทยแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว คือ

1.ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความคำว่า “ลูกจ้าง” กว้างขวางกว่าที่มีบัญญัติเอาไว้ในกฎหมายแรงงาน โดยเอาพจนานุกรมเข้ามาจับ นายกฯ สมัคร เลยต้องพ้นจากตำแหน่ง

2.นายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ ผู้รับผิดชอบงานทั้งหลายทั้งปวงของสำนักราชเลขาธิการ กลับใช้ถ้อยคำที่ไม่มีอยู่ในพจนานุกรม ตอบหนังสือสำคัญของฝ่ายบริหาร ที่สอบถามเรื่องความถูกต้องตามกฎหมายของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
เมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า การใช้ภาษาไทยบ้านเมืองเรานั้นมีปัญหาอย่างแน่นอน ทำไมหรือครับ
ตอบได้ว่า

ขนาดหน่วยงานสำคัญของชาติ และสำนักราชเลขาธิการ ยังมีความเห็นในเรื่องความสำคัญของ “พจนานุกรม” แตกต่างกันออกไป ถึงปานฉะนี้!

บอกตรงๆ เลยว่า

หากไม่เกรงใจกันแล้ว ผมจะวิพากษ์วิจารณ์สวนให้แรงๆ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ และทางท่านราชเลขาธิการ แต่มานั่งทบทวนดูแล้ว กลับเห็นว่าเท่าที่เขียนไปแล้วก็คงพอเพียงที่จะทำให้คนไทยทั้งหลายได้ฉุกคิดกันว่า

“ภาษาไทย” ของเรานั้น ดูท่าจะมีปัญหาแน่!

เหตุผลก็คือ...

ทั้งๆ ที่ทั้งกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกาได้ให้ความสำคัญกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานเอาไว้แล้ว แต่การพิจาณาของศาลฎีกาเองก็มีการใช้คำที่ไม่มีบัญญัติเอาไว้ในพจนานุกรม โดยเฉพาะคำเจ้าปัญหา คือ “รัฐาธิปัตย์” ไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาบางเรื่อง

การที่สถาบันศาลและหน่วยราชการสำคัญใช้คำที่ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมกันอย่างไม่ระมัดระวัง หากมีคนแปลแตกต่างไปจากที่ท่านเข้าใจ เช่น แปลคำเจ้าปัญหา อย่าง “รัฐาธิปัตย์” ว่า
- รัฐาธิปัตย์ คือ อำนาจปกครองประเทศโดยวิธีเผด็จการ หรือ
- รัฐาธิปัตย์ คือ การปกครองบ้านเมืองด้วยการกดขี่ประชาชนโดยทรราช หรือ
- รัฐาธิปัตย์ คือ อำนาจสูงสุดในการข่มเหงประชาชน ฯลฯ

แปลมันอย่างนี้แหละ ใครจะว่าผิด ให้ไปเอาพจนานุกรมมายันกัน!

จึงต้องขอฝากให้ท่านผู้รู้ทั้งหลาย โดยเฉพาะบรรดาคณาจารย์ฝ่ายอักษรศาสตร์ ที่เชี่ยวชาญ ชำนาญภาษาไทยว่า น่าจะประชุมเพื่อพิจารณาหารือกันว่า

“คำที่ไม่มีอยู่ในภาษาไทย หากมีการใช้ในหนังสือราชการ สมควรที่ผู้เกี่ยวข้องจะปฏิบัติอย่างไรดี?”

ขอฝากไว้เป็นการบ้านเพียงแค่นี้ ขอได้โปรดนำไปลองพิจารณากันดู แต่อยากจะบอกว่า หากคำว่า “รัฐาธิปัตย์” นี้สำคัญจริง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แก้ไขมาก็หลายครั้งแล้ว

ทำไมจึงไม่มีการบัญญัติคำๆ นี้ เพิ่มเติมเข้าไปแต่อย่างใด!?

ก่อนจบเรื่องยุ่งๆ อยากให้ท่านอ่านบันทึกของข้าราชการหนุ่ม ซึ่งเป็นบุตรของข้าราชการผู้ใหญ่ผู้มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันดี ได้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงเพื่อน และมีผู้ใหญ่ได้ส่งต่อให้ผม ซึ่งอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์ เลยต้องขออนุญาตนำมาลงให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณากันดู

ข้อความมีดังนี้ครับ...

...สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมถูกรุ่นน้องขอร้องให้ไปบรรยายกะทันหัน เรื่องการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น ที่ศูนย์ฝึกอบรมของหน่วยราชการ เพราะวิทยากรซึ่งก็คือสามีของเธอป่วยกะทันหัน เธอให้ข้อมูลว่า

"ผู้เข้ารับการอบรมชุดนี้เป็นข้าราชการที่ถูกบังคับให้มาอบรม เพราะไม่ผ่านการประเมินความรู้ด้านสารสนเทศ...ให้จบตามหัวข้อ...อย่าโต้ตอบ"

ผมรับปาก

เมื่อไปถึงห้องบรรยาย ผมก็เริ่มเข้าใจคำพูดของรุ่นน้อง แต่ละคนคุยกันอื้ออึงขณะผมแนะนำตัว ชายคนหนึ่งพูดเสียงดังให้ผมสอนวิธีแชตหาคู่ การดูคลิปวิดีโอและเว็บไซต์โป๊ หลายคนหัวเราะสนับสนุน ผมต้องตะล่อมให้เข้าสู่บทเรียนว่า

“ได้ครับ แต่ต้องหัดเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ก่อน จึงจะเข้าไปดูได้”

ได้ผล!

ทุกคนเริ่มหาปุ่มเปิดเครื่อง และความโกลาหลก็เริ่ม เพราะวิธีเปิดปิดของเครื่องแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน และที่น่าเวียนหัวที่สุดคือ ทำทุกอย่างแต่เครื่องไม่ทำงาน หาอยู่นานจึงพบว่าปลั๊กไม่ได้เสียบ

แค่เปิดครบทุกเครื่องก็ถึงเวลาพักทานกาแฟแล้ว

หลังหมดเวลาพัก ผู้เข้าอบรมก็ยังยืนสูบบุหรี่หรือจับกลุ่มคุยกัน ผมต้องประกาศผ่านไมค์เชิญเข้าห้อง บางคนมองด้วยความไม่พอใจ ผมชี้แจงว่า

“...ต้องรีบสอน เพราะยังมีอุปกรณ์ต่อพ่วงอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้ เช่น มอนิเตอร์ คีย์บอร์ด เมาส์ โมเด็ม ยูพีเอส...”
คุณพี่ผู้หญิงคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมาว่า

“ขอโทษนะคะ ตามระเบียบสำนักนายกฯ เวลาพิมพ์เอกสารราชการต้องใช้ภาษาไทย ช่วยแปลไอ้เตอร์ๆ เด็มๆ อะไรของคุณให้เป็นคำไทยหน่อยได้ไหมคะ จะได้ก่อประโยชน์กับการทำงานบ้าง...”

มีเสียงลอยมาตามลมให้ได้ยินจากท้ายห้องว่า

“เด็กสมัยนี้ติดไทยคำฝรั่งคำ...อยากให้รู้ว่าจบนอก”

ผมฉุนกึก สูดหายใจยาว

“ได้ครับ งั้นเอาใหม่ เรารู้วิธีเปิดเครื่องคณิตกรณ์แล้ว บางเครื่องอาจเป็นคณิตกรณ์ส่วนบุคคล บางเครื่องเป็นคณิตกรณ์วางตัก แต่ไม่ว่าอย่างไร...

...มันจะทำงานไม่ได้ถ้าขาดชุดคำสั่งระบบปฏิบัติการ และชุดคำสั่งประยุกต์อื่นๆ ประการต่อมา คณิตกรณ์จะต้องมีครุภัณฑ์ต่อพ่วง ซึ่งทำหน้าที่หลัก 2 รูปแบบ คือ นำเข้าข้อมูลไปส่งหน่วยประมวลผลกลาง กับนำข้อมูลที่ประมวลแล้วมาแสดงให้เราดู”

ผมชี้ไปที่จอภาพ

“นี่คือเครื่องเฝ้าสังเกต ซึ่งอาจหนาเทอะทะแบบจอโทรทัศน์ หรือเป็นจอภาพผลึกเหลวที่ให้ความคมชัดกว่า ส่วนครุภัณฑ์ต่อพ่วงที่นำเข้าข้อมูลไปให้หน่วยประมวลผลกลางอาจอยู่ในรูปหน่วยขับ ก และหน่วยขับ ข ซึ่งสามารถอ่านและบันทึกข้อมูลเก็บไว้ในแผ่นบันทึก ชนิดอ่อนปวกเปียก (floppy) หรือในจานบันทึกแบบแข็ง ที่หน่วยขับอุปกรณ์นำเข้าและส่งออกข้อมูล ยังมีในรูปแบบอื่นๆ อีก เช่น...เครื่องกราดภาพ ตัวกล้ำและแยกสัญญาณโทรภาพ แต่ที่ขาดไม่ได้เลยคือสิ่งนี้”

ผมยกคีย์บอร์ดขึ้นมา

“แผงแป้นอักขระ ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุด ที่เราจะป้อนชุดคำสั่งเข้าสู่เครื่องคณิตกรณ์ จะเห็นว่าบนแผงแป้นอักขระจะมีกระดุมหรือปุ่มอักขระมากมาย มีทั้งที่คุ้นเคยกันดี เช่น มหัพภาค อัฒภาค ทวิภาค วิภัชภาค ยัติภังค์ ปรัศนี อัศเจรีย์ เสมอภาค สัญประกาศ ทีฆสัญญา กับที่ยังไม่ได้บัญญัติศัพท์ เช่น กระดุมสอดแทรก กระดุมเข้าไป กระดุมหลบหนี กระดุมอวกาศถอยหลัง หรือ backspace...”

วันนั้นไม่มีใครได้ดูคลิปวิดีโอ ต่อมาผมได้รับผลการประเมินการสอนว่า

“ไม่น่าพอใจ และพูดภาษาไทย...แต่ไม่รู้เรื่อง!”…

จดหมายรำพันของข้าราชการหนุ่ม มีชื่อหัวข้อว่า “เมื่อผมต้องสอนคอมพิวเตอร์ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่” มีเนื้อความสั้นๆ เพียงเท่านี้

อ่านจดหมายของข้าราชการหนุ่มสายเลือดดีคนนี้จบแล้ว อยากจะบอกฝากไปถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองง่ายๆ สั้นๆ ว่า

“ท่านครับ...กรุณาอย่าทำภาษาไทยสับสน!!!”

....แฟนๆ ที่อยากอ่านหนังสือ “นินทา...ประชาธิปัตย์” (พรรคฝ่ายค้าน-ดักดาน) โปรดติดตามรายละเอียดใน vattavan.com ส่วนท่านที่ยังไม่ได้สั่งซื้อ “รัดทำมะนวย ...ฉบับหัวคูณ” และ “เหี้ยส่องกระจก” ต้องรีบสั่ง เพราะใกล้หมดเต็มทีแล้ว!...

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช