WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 29, 2008

ปปช.ส่อฟัน‘อภิรักษ์’พลิกคดีเปิดแอลซี

* เปิดหลักฐานใหม่มัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง

ประเด็นความอื้อฉาวของการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง กทม. มูลค่า 6,687 ล้านบาท เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้คนทั่วไปอย่างกว้างขวาง เพราะต้องถือว่าเป็นการทุจริต และเป็นมหกรรมการแหกตาประชาชนครั้งยิ่งใหญ่ โดยมีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวข้องกับตัวบุคคลสำคัญหลายคน รวมถึงนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เป็นผู้ลงนามใน แอลซี (Letter of credit) จนเป็นผลให้เกิดการผูกพันและเกิดปัญหาต่อเนื่องนั้น

ล่าสุดเว็บไซต์ “ประชาไท” http://www.prachatai.com/webboard/wbtopic.php?id=723748 ได้ตั้งข้อสงสัยถึงการออก แอลซี ดังกล่าว พร้อมกับเสนอเอกสารที่ชวนให้เกิดข้อสงสัย 4 ชิ้นด้วยกัน โดยระบุว่าสิ่งที่ยังเป็นข้อสงสัยและยังไม่มีความกระจ่างก็คือ ทำไมต้องมีการออก แอลซี และตั้งข้อสังเกตว่านายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. ไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้ เพราะในสัญญาที่ทำกันไว้นั้น ข้อ 9.1 ระบุไว้ชัดเจนว่า...This Agreement will come into force with opening of L/C in a favour of and acceptable for the Seller.

ซึ่งแปลตามตัวก็คือ... “สัญญาฉบับนี้จะมีผลบังคับเมื่อมีการเปิดแอลซี ให้กับผู้ขาย และผู้ขายยอมรับ”

จากหลักฐานดังกล่าวเป็นการยืนยันว่า บริษัท สไตเออร์ฯ มีการทำหนังสือตรงถึงนายวัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าฯ กทม. เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 (เอกสารหมายเลข 1) ซึ่งระบุชัดเจนเลยว่า สัญญามีผลบังคับทันทีที่มีการเปิด แอลซี หากนายอภิรักษ์ไม่เปิดแอลซี สัญญานี้ก็จะยังไม่มีผล และสิ่งที่ตามมาคือ จะไม่มีการส่งมอบรถดับเพลิงที่เป็นปัญหาดังกล่าว

ซึ่งกรณีดังว่ายังถูกตั้งข้อสงสัยต่อไปอีกว่า ทำไมจึงมีการเปิดแอลซี ทั้งที่รู้ว่าอาจจะมีปัญหา เพราะมีการทักท้วงกันแล้ว แม้แต่คนในพรรคประชาธิปัตย์อย่าง นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ก็ยังได้มีการตั้งข้อท้วงติงแล้ว แต่นายอภิรักษ์ก็อ้างถึงคำยืนยันของกระทรวงมหาดไทยว่า การจัดซื้อดังกล่าวไม่สามารถยกเลิกได้

นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดที่ถูกมองข้าม คือ ทำไมถึงต้องมีการแก้ไขแอลซี เพราะเดิมในสมัย นายสมัคร สุนทรเวช นั่งเป็นผู้ว่าฯ กทม. ได้ขอเปิดแอลซีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2547 โดยระบุให้...”ส่งมอบสินค้าได้ที่ท่าเรือในยุโรป หรือสนามบินยุโรป หรือสถานที่ใดๆ ในประเทศไทย” (European Portland or European airport and / or any place in Thailand for transportation to Thailand)

แต่พอมาถึงสมัย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน กลับมีการเสนอขอแก้เงื่อนไขในแอลซีใหม่เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2548 ให้เป็น... “ให้ส่งมอบสินค้าที่ท่าเรือหรือสนามบินในยุโรปเท่านั้น” (Any European port and / or any European airport) โดยไม่ได้ระบุว่า... “ต้องมีสถานที่ใดๆ ในประเทศไทย”

จากนั้นอีกเพียง 11 วันคือวันที่ 21 มกราคม 2548 นายอภิรักษ์ก็ขอแก้ไขแอลซีอีก โดยกลับมาเพิ่มข้อความ “ให้มีการส่งมอบสินค้า ณ สถานที่ใดๆ ในประเทศไทย” (Please insert: and / or any place in Thailand) เข้าไปใหม่อีกครั้ง

ซึ่งเหตุผลหลักที่มีการกลับไป-กลับมา ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะเป็นเพราะ รู้ว่าสินค้าที่สั่ง ไม่ได้ผลิตที่โรงงานของสไตเออร์ฯ ที่ประเทศออสเตรีย ตามที่ระบุไว้ในสัญญา จึงมีความพยายามที่จะหาทางแก้ไข เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นอกจากนี้จากเอกสารที่ นายนิยม กรรณสูต ผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของ กทม. ทำถึงบริษัท สไตเออร์ฯ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 (เอกสารหมายเลข 2) ที่ระบุชัดถึงการปฏิเสธการตรวจรับเรือดับเพลิง ว่า...After the Fire and Rescue Department, as the department in charge, inspected the Purchase / Sale Agreement and the company’s letters, we found that the fireboat is not manufactured at the Seller’s factory as indicated in the Purchase / Sale Agreement. We, therefore, request the company to proceed according to the Agreement.

ซึ่งแปลตามความหมายก็คือว่า...”หลังจากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. ได้ตรวจสอบสัญญาการซื้อขายแล้ว พบว่า เรือดับเพลิงไม่ได้มีการผลิตที่โรงงานของบริษัท สไตเออร์ฯ ตามที่ระบุไว้ชัดเจนในสัญญา ดังนั้นจึงขอให้บริษัทสไตเออร์ฯดำเนินการตามข้อตกลงในสัญญาด้วย”

โดยที่ก่อนหน้านั้นมีการเปิดโปงกันว่า เรือดับเพลิงดังกล่าว ผลิตกันที่พัทยา โดยว่าจ้างให้บริษัท เซียทโบ๊ท พัทยา ประเทศไทย จำกัด เป็นผู้ผลิต และกลายเป็นการสอดรับกับข้อสงสัยเรื่องการแก้ไขแอลซี เพื่อเปิดทางให้มีการส่งมอบสินค้าในประเทศไทยได้

อย่างไรก็ดีเอกสารอีกชิ้นก็ยืนยันว่า บริษัท สไตเออร์ฯ เองก็ไม่ได้ใส่ใจกับคำท้วงติงของ นายนิยม กรรณสูต ที่ปฏิเสธการตรวจรับเรือดับเพลิง เพราะต่อมาในวันที่ 8 ธันวาคม 2548 ทางบริษัท สไตเออร์ฯ ได้ทำหนังสือตรงถึง นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ( เอกสารหมายเลข 3) เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการจะส่งมอบเรือดับเพลิงครั้งที่ 2 ที่พัทยา ในวันที่ 28 ธันวาคม 2548 โดยไม่สนใจกับคำท้วงติงของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. ซึ่งเป็นต้นสังกัดที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรง

การตั้งข้อสังเกตดังกล่าวระบุด้วยว่าทั้งหมดนั้น ยิ่งสร้างความสงสัยให้กับนายอภิรักษ์ มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันกลับไม่มีคำตอบ หรือคำชี้แจงที่ชัดเจนจากนายอภิรักษ์ในเรื่องดังกล่าวเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ด้าน นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ทางคณะกรรมการได้นำเอาประเด็นของการเปิดสัญญาแอลซีมาเป็นหนึ่งในการพิจารณาด้วยแล้ว ซึ่งตอนนี้คณะกรรมการกำลังเร่งพิจารณาอยู่

“ทางคณะกรรมการก็ได้มีการตรวจสอบเอกสาร และดำเนินการสอบพยานไปเรื่อยๆ ซึ่งจะรีบดำเนินการให้แล้วเสร็จ อาจจะใช้เวลาสักระยะหนึ่งอาจจะประมาณ 1-2 เดือน เนื่องจากว่าคดีดังกล่าวมีพยานเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก”

นายวิชา กล่าวต่อไปว่า กระบวนการดำเนินการสอบเกี่ยวกับการเปิดสัญญาแอลซี ก็เป็นกระบวนการเดียวกับการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่สอบ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการตรวจสอบไปพร้อมๆ กัน


Sunday, September 28, 2008

ทนายยัน 'สมัคร' ไม่หนี ชี้คดีหมิ่น เป็นเพียงความผิดเล็กน้อย

ทนายความนายสมัคร อดีตนายกรัฐมนตรี ยืนยันนายสมัครไม่หนีคดีแน่ เพราะไม่ใช่ความผิดร้ายแรง ชี้อยู่ระหว่างขั้นตอนยื่นฎีกาคดีให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา 30 วัน

นายประชุม ทองมี ทนายความของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตนเชื่อว่านายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี จะไม่หลบหนีไปต่างประเทศแน่นอน เพราะไม่ใช่คดีอาชญากรรม เป็นเพียงความผิดเล็กน้อยเท่านั้น

ส่วนความคืบหน้าการยื่นฎีกาคดีหมิ่นประมาท นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯกทม. ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา 30 วัน พร้อมยืนยันว่า ไม่รู้สึกหนักใจ เพราะที่ผ่านคดีในลักษณะนี้ศาลจะให้สิทธิ์ฎีกาได้ ส่วนรายละเอียดไม่ขอเปิดเผย

เครือข่ายพลังประชาธิปไตย แนะแก้วิกฤติชาติ

เครือข่ายพลังประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แนะจัดตั้งสภาปฏิรูปการเมืองเพื่อระดมความคิดแก้วิกฤติชาติพร้อมเผาพวกหรีดคัดค้านการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ

เครือข่ายพลังประชาธิปไตยเพื่อประชาชนได้ยกเลิกการจัดกิจกรรมเสวนาพิพากการเมืองใหม่ที่กำหนดการจัดขึ้น ณ ห้องประชุมอนุสรณ์สถานศึกษา 14 ตุลา ทั้งนี้ได้เปลี่ยนจากการจัดเสวนาเป็นการเปิดปราศรัยแบบไฮปาร์ค โดยทางกลุ่มได้อ่านคำแถลงการณ์เรียกร้องและเสนอแนวทางการแก้ไขวิกฤติการเมืองโดยขอเสนอให้รัฐสภาจัดประชุมร่วมกันเพื่อให้มีการจัดตั้งสภาปฏิรูปการเมืองและประชาธิปไตยแห่งชาติขึ้น เพื่อรวบรวมความคิดเห็นหาแนวทางแก้ไขวิธีการเมือง

ขณะเดียวกันทางด้าน นายวรัญชัย โชคชนะ แกนนำกลุ่มพลังประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการได้จุดไฟเผาพวงหรีดเพื่อต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯที่ยังคงปักหลักชุมนุมอยู่ในทำเนียบรัฐบาล

มูลนิธิ111 มอบถุงยังชีพช่วยเหลือ “ชาวขอนแก่น”

เลขาธิการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย นำทีมสมาชิก ตรวจสอบสภาพน้ำท่วมและมอบถุงยังชีพ จำนวน554 ชุดให้กับผู้ประสบภัย เผย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรมอบหมายให้ทุกคนทำความดีแก่แผ่นดิน

นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ในฐานะ เลขาธิการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย พร้อมด้วยอดีตกรรมการบริหารพรรคและกรรมการมูลนิธิฯ อาทิ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิชย์ ,นายอดิศร เพียงเกษ, นายพินิจ จันทรสุรินทร์ และ นายประสบ บุษราคัม ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพน้ำท่วมและมอบถุงยังชีพ จำนวน554 ชุดให้กับผู้ประสบภัย ที่ บ.เหล่านกชุม บ.โนนเขวา ต.ดอนหัน อ.เมือง และ ที่ บ.ละว้า บ.ชีกกค้อ อ.บ้านไผ่ ซึ่งเป็นสองพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมขังซ้ำซากและเป็นพื้นที่รองรับน้ำที่ไหลเอ่อมาจากแม่น้ำชี จนทำให้บ้านเรือนของประชาชนถูกน้ำท่วมขังและถูกตัดขาดจากพื้นที่ข้างเคียง หลังระดับน้ำยังคงท่วมถนนในหลายเส้นทาง

นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล เลขาธิการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานมูลนิธิฯ ได้มอบหมายให้กรรมการบริหารมูลนิธิฯ ทุกคนทำความดีให้แก่แผ่นดินที่ทุกคนจะต้องลงพื้นที่พบปะกับพี่น้องประชาชนและให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ซึ่งปกติในทุกเช้าวันหยุดจะได้ยินเสียงนายกทักษิณ มาบอกเสมอว่าที่ผ่านมาทำอะไรไปบ้าง ตอนนี้เสียงท่านทักษิณไม่มี ไม่ใช่ที่ท่านไม่อยากพูด

แต่เพราะขบวนการทำลายล้างระบอบรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่ง 111 ไม่ให้มีเวทีทำความดีให้กับประชาชน แต่มาวันนี้ทุกคนคิดว่ากระบวนการเหล่านั้นจะไม่สามารถที่จะขัดขวางได้ เพราะทุกคนยังคงยืนยันในการลงพื้นที่ให้กำลังใจและดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะผู้ประสบอุทกภัย เดือดร้อนในเรื่องที่ดินทำกิน

เดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัย แม้ว่าสิ่งของที่มอบวันนี้มูลนิธิ 111 ไทยรักไทยจะมีไม่มาก แต่สิ่งนั้นเรามาด้วยน้ำใจและหัวใจ ให้ได้ทราบว่า มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีวันลืมประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

“วันนี้ 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย วันนี้เราถูกพังบ้าน เราก็ทำใจ วันหนึ่งที่ถึงวันเลือกตั้งคืนสิทธิ์กลับคืนมา ก็ขอให้ประชาชนให้การสนับสนุนอีกครั้ง พรรคการเมืองใดก็ได้ที่ทำความดีและทำประโยชน์ให้แก่ทุกท่าน วันนี้ของฝากถึงประชาชนทั่วประเทศว่า ทันทีที่สามารถกลับมาพบท่านได้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ท่านกลับมาแน่นอน วันนี้ตัวไม่มาก็ขอฝากหัวใจมาถึงท่านครับ และถ้ากลับมาประเทศไทยแล้วก็จะยังคงลงพื้นที่พบปะกับพี่น้องประชาชนเหมือนดังเดิม”

เลขาธิการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย กล่าวต่อว่า ที่ประชุม มูลนิธิฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้มอบหมายภารกิจให้กับ กรรมการบริหารมูลนิธิฯ ทั้ง 111 คน ในการดำเนินกิจกรรมตามโครงการ มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ช่วภัยน้ำท่วม โดยที่ได้มอบหมายให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทุกคน จะต้องลงพื้นที่พบปะประชาชนและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมให้ครบทุกจั งหวัด


นายกฯ ยันแนวทางเดิมคุยพันธมิตรฯ -หนุน"บิ๊กจิ๋ว" เป็นกาวใจ

นายกฯ ยืนยันใช้เหตุผลพูดคุย พันธมิตรฯ ให้เข้าใจเป็นเรื่องดีที่สุด เผยยึดประชาชนเป็นหลักสำคัญ พร้อมหนุน “บิ๊กจิ๋ว” ตัวแทนเจรจา

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า จะยังคงใช้แนวทางเดิมในการพูดคุยกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะเห็นว่า การใช้เหตุผลพูดคุยกันให้เข้าใจเป็นเรื่องดีที่สุด โดยต้องร่วมมือกันยึดประชาชนเป็นหลักสำคัญ ซึ่งในเบื้องต้นเห็นด้วย หากจะให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรีเป็นตัวแทน เพราะ พล.อ.ชวลิต เป็นคนซื่อสัตย์เป็นที่เคารพ มีความจริงใจ และยังมีความสามารถสูง หากสามารถพูดคุยกันให้รู้เรื่องได้ก็จะเป็นเรื่องดี

อย่างไรก็ตามยังย้ำว่า ไม่โกรธที่มีกลุ่มพันธมิตรฯ ตะโกนขับไล่ในระหว่างการช่วย นายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชาชนหาเสียง เพราะเห็นว่า เป็นวิจารณญาณของประชาชน และไม่ได้ทำให้การหาเสียงยากขึ้น แต่ทำให้การหาเสียงดังกล่าวลุล่วงไปได้ด้วย


ดุสิตโพลเชื่อสมชายนำรัฐบาลได้ดี จี้เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม-ความยากจน


สวนดุสิตโพล ระบุ ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อนายกฯสมชายสมานฉันท์ นำรัฐบาลได้ดี พร้อมจี้เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมและความยากจน

สวนดุสิตโพล สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 3,659 คน ระหว่างวันที่25-28 กันยายน 2551 ต่อรัฐบาลสมชาย1 ปรากฏว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 37.25 เชื่อว่า นายกฯสมชายเป็นคนประนีประนอม ปรองดอง สมานฉันท์ น่าจะนำรัฐบาลได้ดี ร้อยละ 29.36 เห็นว่า

คณะรัฐมนตรียังหน้าเดิมๆและใช้การแบ่งโควตามากกว่าการพิจารณาผู้ที่มีความรู้ ร้อยละ 19.76 ระบุ เร่งทำงานแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนร้อยละ 9.21 ประชาชนน่าจะให้เวลารัฐบาลทำงานสักระยะหนึ่ง และร้อยละ 4.42 ระบุ คงเหมือนรัฐบาลชุดเดิมๆที่ผ่านมาส่วนปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลสมชาย 1ลงมือแก้ไข ส่วนใหญร้อยละ 23.48 ต้องการให้แก้ปัญหาน้ำท่วม ประชาชนเดือดร้อน ร้อยละ 22.98 แก้ปัญหาปากท้อง ข้าวของแพง/ความยากจน ร้อยละ 22.71ต้องการให้แก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ร้อยละ 19.81 แก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น และร้อยละ11.02แก้ปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

นายกฯ ตกใจถูกโห่ หลังศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ ตะโกนขอทวงศักดิ์ศรีคืน

นายกฯแสดงอาการตกใจ หลังถูก 2 ศิษย์เก่า ธรรมศาสตร์ ตะโกนขอทวงศักดิ์ศรีมหาวิทยาลัยคืนขณะบันทึกเทป 75 ปี ธรรมศาสตร์

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ ขึ้นกล่าวบนเวทีในการบันทึกเทปรายการ 75 ปี ธรรมศาสตร์ ถึงประวัติทางการศึกษาของตนเองในฐานะศิษย์เก่านิติศาสตร์รุ่น 09 ทั้งนี้ขณะที่นายกฯกำลังกล่าวอยู่บนเวทีนั้นได้มีศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์ชาย 2 คนใช้มือตบพลาสติกที่จำหน่ายอยู่ในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯตบจนมีเสียงดัง และเดินออกจากห้องบันทึกเทป พร้อมตะโกนเสียงดังว่า ขอทวงศักดิ์ศรี ม.ธรรมศาสตร์ คืน โดยให้เหตุผลว่า ไม่พอใจที่ นายสมชาย ใช้เวทีศิษย์เก่าในการหาเสียง จากนั้นยังมีศิษย์เก่าบางส่วนปรบมือสนับสนุน

ด้านนายกฯแสดงอาการตกใจเล็กน้อยและกล่าวว่า คงเป็นเพราะตนเองพูดถึงเรื่องส่วนตัวยาวจนเกินไป ก่อนที่จะจบการกล่าวบนเวทีและกลับเข้าสู่การบันทึก เพลงพระราชนิพนธ์ โดยนายกฯได้ร้องเพลงพระราชนิพนธ์ร่วมกับคณะศิษย์เก่า อาทิ เพลงยุงทอง โดยจะออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ในวันที่ 9 ธันวาคม

Saturday, September 27, 2008

จาก 70/30 สู่ 50/50 จนถึง 30/70 ทุกสูตรก็เพื่อดันให้ ปชป ตั้งรัฐบาลเท่านั้น

บทความ โดย เพื่อนพ้องน้องพี่

จาก 70/30 สู่ 50/50 จนถึง 30/70

ทุกสูตรก็เพื่อดันให้ ปชป ตั้งรัฐบาลเท่านั้น



โดย : Bugbunny

วันเสาร์ที่ 27 เดือน กันยายน พ.ศ.2551

บรรดาแม่ค้าจอมเขี้ยวทั้งหลายนั้นชอบทำเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือบอกผ่านราคาไว้เยอะ ๆเพื่อให้ลูกค้าต่อรองกลับมา ถ้าหากไหวไม่ทันคุณก็จะเสียเงินซื้อของที่แพงกว่าราคาจริง เพราะเขาจะขายได้ในราคาที่บวกกำไรไว้สูงปรี๊ด แต่ถ้าคุณลุกขึ้นเดินหนี เขาก็จะรีบหยวนขายให้อ้างว่าเพราะเห็นแก่มิตรภาพบ้าง หรือขายให้คุณในฐานะลูกค้าพิเศษบ้าง ฯลฯ ทำให้คุณรู้สึกว่าภูมิใจที่ได้ซื้อของในราคาถูก ทั้งที่ความจริงมันก็คือราคาที่เขาตั้งใจจะขายและได้กำไรดีอยู่แล้ว

การที่พวกผู้ก่อการร้ายและกบฏเสนอตัวเลข 70/30 ในครั้งแรก ๆ ที่ต่อมาลดลงเป็น 50/50 โดยเปลี่ยนตัวชงมาเป็นนายหน้าอย่างจิ๋วนั้นก็คือวิธีการของแม่ค้าหน้าเลือดที่ไม่ได้ต่างกันนัก เพราะในความเป็นจริงพวกเผด็จการศักดินาอำมาตย์มีตัวเลขอยู่ในใจเรียบร้อยแล้วคือ 30/70 นั่นคือแต่งตั้ง 30% แล้วเลือกตั้ง 70% เพราะแค่นี้ก็เกินพอแล้วสำหรับให้ ปชป. ตั้งรัฐบาล และมาร์คได้เป็นนายกตามที่พวกศักดินาและอำมาตย์ต้องการ มิตรในแวดวงการเมืองหลายคนเสวนากันให้ความลับของตัวเลขนี้ในวงสัมมนาที่ผมไปร่วมด้วยเมื่อสองสามวันก่อน

ที่เป็นเช่นนี้นั้น มิตรสหายในแวดวงการเมืองคำนวณจากตัวเลข สส.ของ ปชป.จากทั่วประเทศ ที่ปัจจุบันจะขึ้นลงอยู่ที่ 20%– 30% ของจำนวน สส.ในสภา เป็นตัวเลขที่ผันแปรไม่มากนักมาตลอดการเลือกตั้งที่ผ่านมา ไม่เคยปรากฏว่าตัวเลข สส.ของ ปชป.จะได้เกิน 50% ไม่ว่าจะใช้วิชามารแบบไหน รวมถึงวิชามารเลือกตั้งล่วงหน้าที่ถือเป็นเคล็ดวิชามารระดับสุดยอดแบบพลังพิฆาตแผ่นดินขนาดนั้นก็ยังไม่มีปัญญาให้ ปชป.มี สส.เกิน 30% เท่านั้นยังไม่พอ ปชป.เป็นพรรคที่ไร้เพื่อน หรืออีกอย่างหนึ่งคือไม่มีคนคบ นอกจากจำเป็นจริง ๆ เว้นแต่จะเปลี่ยนหัวหน้าและกลุ่มพลพรรคทีมเช็ดเมียเพื่อนออกไปจึงจะพอคุยกันได้ เพราะอะไรเขาไม่บอก นอกจากหัวเราะอย่างเยาะหยัน บอกได้ว่ามิตรคนนี้รู้จักเส้นสนกลในของพรรคสวิงกิ้งดีมาก

เมื่อทำได้แค่ 30% และถือเป็นสุดยอดแล้ว ถ้าจะตั้งรัฐบาลก็ต้องหาเสียงสนับสนุนมาอีกประมาณ 20%-30% จึงมาถึงทางเดียวที่ทำได้คือการเอาพลพรรคกบฏและนักวิชาการกลุ่มที่ขุนเลี้ยงไว้อย่างอธิการบดีทั้งหลาย กลุ่มสมศักดิ์เครา ฯลฯ เข้ามาเป็น สส.สรรหาในสภา ฯ อีกเท่าที่ต้องการ เพื่อช่วยโหวตให้ มาร์ค แมลงสาป และพรรคสวิงกิ้งตั้งรัฐบาลได้ พึงเข้าใจว่านี่เป็นการทำงานเป็นทีม เพราะพรรคสวิงกิ้งนั้นใครบ้างที่เชียร์ก็รู้กันอยู่ มันเป็น Conspiracy เป็นทีมงานที่ร่วมกันทำงาน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มกบฏก่อการร้ายยึดทำเนียบ บ้านหลายเสา คมช และอื่น ๆ รวมทั้งมือที่มองไม่เห็น ฯลฯ

ตัวเลข สส.30% ของพรรคสวิงกิ้งบวกกับพวกลากตั้ง อีก 30% ก็จะมี สส.เกินครึ่งในสภา ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ ตามตัวเลขชี้ได้ว่าต้องการแค่นี้ก็พอ พรรคสวิงกิ้งและมาร์ค แมลงสาป ก็จะตั้งรัฐบาล เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งในสภาที่สังคมโลกว่าอะไรไม่ได้ และทุกคนก็ลอยตัว ไม่ต้องทำงานอะไรเพื่อประชาชนแบบที่เคย ๆ กันมาก่อนยุคทักษิณ ปล่อยให้ชาวบ้านยากจนทำมาหากินเสียภาษีมาเลี้ยงดูอภิสิทธิชนทั้งหลายกันต่อไป เขาต้องการรักษาสภาพนี้เอาไว้ในสังคมไทย คนพวกนี้ได้เปรียบเพราะคุ้นเคยกับการอยู่ดีกินอร่อยปล่อยให้ชาวบ้านอดอยากยากเข็ญเลือดตาแทบกระเด็นกันไปเรื่อย ๆ มาหลายศตวรรษ โดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องของพวกเขาแต่ประการใด

ถ้าเห็นตัวเลขตาสว่างกันแล้ว ก็ต้องต่อต้านการทำทีลดข้อเรียกร้องของพวกมันจาก 70/30 เป็น 30/70 ซึ่งน่าจะต้องเป็นเช่นนี้แน่นอน ตามสไตล์แม่ค้าหน้าเลือดบอกราคาผ่านเยอะ ๆ ที่เอามาใช้ในการปกครองประเทศ อย่ายอมให้มี สส.ลากตั้งเด็ดขาด มันเป็นแผนของชนชั้นปกครองที่จะให้นานาชาติยอมรับเท่านั้น เพราะรัฐประหารยึดอำนาจนั้นทำไม่ได้ โดนต่อต้านจากสังคมโลกรุนแรงแน่ ก็เล่นระบบนี้แหละ รัฐประหารโดยตุลาการวิบัติและ สส.ลากตั้งในสภาการเมืองน้ำเน่าที่อ้างว่าเป็นการเมืองใหม่ ระบบนี้ฟังมาว่าเสนอโดย นายบวรศักดิ์ ที่อ้างว่าเขตปกครองพิเศษฮ่องกงใช้วิธีนี้ แต่ไม่เคยถามคนไทยสักคำว่าจะเอาด้วยหรือเปล่า ประชาชนไม่ต้องเสือก หน้าที่ปกครองเป็นของพวกกรูเท่านั้น

จาก thaifreenews

ภาพความสัมพันธ์ระหว่าง..มือที่มองไม่เห็น..กับ ด.ช.อภิสิทธิ์ รวมทั้งผลงานที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง!



[b]ผลงานด้านการจำกัดสิทธิมนุษยชน

* ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปฯเรื่องห้ามการชุมนุมประท้วง แต่ยังไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก [12]
* การสั่งห้ามคนขับรถแท็กซี่ และมอเตอร์ไซค์รับจ้างในกรุงเทพเข้าร่วมการประท้วงคณะเผด็จการ/รัฐบาลทหาร สมัชชาคนจนหลายพันคนถูกสกัดกั้นไม่ให้เข้าร่วมการประท้วงในกรุงเทพฯโดยอ้างว่าพวกเขาไม่มีใบอนุญาตให้เดินทางตามกฎอัยการศึก (ซึ่งยังมีผลครอบคลุม 30 กว่าจังหวัดในเวลานั้น) [13]
* สิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลนีสารสนเทศและการสื่อสาร ภายใต้รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า การวิพากษ์วิจารณ์ประธานองคมนตรีถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ดังนั้น การปิดเว็บไซต์ที่มีข้อความวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องเหมาะสม[14]
* รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ผลักดันกฎหมายที่ระบุว่า ผู้ที่พยายามเข้าเว็บไซต์ใดๆที่รัฐบาลได้เซ็นเซอร์ไว้หนึ่งหมื่นกว่าเว็บ จะต้องรับโทษตามกฎหมาย และเอาผิดผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่ไม่เปิดเผยไอพีแอดเดรสของผู้ใช้แก่รัฐบาล[15]
* การปิดวิทยุชุมชนที่ต่อสายตรงสัมภาษณ์อดีตนายกฯพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ.ต.ท.ให้สัมภาษณ์หลังเกิดรัฐประหารเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 โดยได้โทรทัศน์เข้ามาที่สถานีวิทยุชุมชนคลื่น 87.75FM และคลื่น 92.75FM วันต่อมา รัฐบาลทหาร กรมประชาสัมพันธ์ และ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในได้เข้ามาตรวจสอบวิทยุชุมชนแห่งนี้ ทำให้วิทยุชุมชนนี้งดออกอากาศ[16]
* การก่อตั้งเครือข่ายสนับสนุนรัฐบาลทหารจำนวน 700,000 คนเพื่อสกัดกั้นผู้ประท้วงรัฐบาลทหาร ผบ.กอ.รมน. กล่าวว่า "เราต้องสกัดกั้นผู้ประท้วงให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ถ้ามีผู้ประท้วงน้อยกว่า 50,000 คน ก็ไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไร"[17]
* วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2550 รัฐบาลทหารสั่งเซ็นเซอร์การแพร่ภาพการสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทาง CNN ในประเทศไทย[18]
* สั่งการให้มีการออกเอกสารลับเพื่อสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550

[แก้] สื่อสารมวลชน

* ได้ปิดสถานีโทรทัศน์ไอทีวีเมื่อวันพุธที่ 7 มีนาคม 2550
* ได้เปิดสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม 2550 และปิดตัวลงเมื่อวันจันทร์ที่ 14 มกราคม 2551 เวลา00.00 น.
* ได้เปิดสถานีโทรทัศน์ทีพีบีเอสก่อตั้งเมื่อวันอังคารที่ 15 มกราคม 2551 และ หลังจากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ - 30 เมษายน 2551 ใช้ชื่อว่าสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และในปัจจุบันใช้ชื่อว่าสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม 2551 (วันแรงงานแห่งชาติ) และได้ทดลองออกอากาศเมื่อวันที่ 1 -14 กุมภาพันธ์ 2551 โดยยังไม่มีรายการข่าวและเปิดทำการออกอากาศเป็นครั้งแรกอย่างเต็มรูปแบบโดยภายใต้องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยเมื่อวันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 โดยใช้สีประจำสถานีคือ สีเหลือง - ส้ม
* จัดรายการที่ให้ข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลให้แก่ประชาชน คือ รายการสายตรงทำเนียบ และรายการ เปิดบ้านพิษณุโลก

[แก้] บัญชีทรัพย์สิน

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 ต.ค. พ.ศ. 2549 พบว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีทรัพย์สินรวม 25,246,091 บาท โดยเป็นเงินฝากธนาคารพาณิชย์ 5 บัญชี จำนวน 7,283,341 บาท หลักทรัพย์และเงินลงทุนอื่น 82,500 บาท ที่ดิน 9 แปลง มูลค่า 17,880,250 บาท พ.อ.หญิง คุณหญิง จิตรวดี จุลานนท์ ภริยา มีทรัพย์สินรวม 65,566,363 บาท โดยเป็นเงินฝากธนาคารพาณิชย์ 15 บัญชี จำนวน 20,620,933 บาท เงินลงทุนในหลักทรัพย์รัฐบาล 10,030,000 บาท เงินลงทุนอื่น 33,430 บาท ที่ดิน 3 แปลง มูลค่า 7 ล้านบาท บ้าน 3 หลัง มูลค่า 10 ล้าน ยาพาหนะ 3 คัน มูลค่า 3,725,000 ทรัพย์อื่น 14,157,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับอัญมณี ทั้งสองคนมีทรัพย์สินรวม 90,812,454 บาท [19]

[แก้] ฉายานาม

เนื่องจากรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประกอบไปด้วยรัฐมนตรีที่เป็นผู้สูงอายุ และข้าราชการประจำที่เกษียณอายุแล้วจำนวนมาก สื่อมวลชนจึงตั้งฉายาให้ว่า " รัฐบาลขิงแก่ " และโดยที่นายกรัฐมนตรีเองถูกมองว่ามุ่งเน้นการรักษาคุณธรรม จริยธรรม และในขณะเดียวกันก็ทำงานเชื่องช้า ทำให้ได้รับฉายาจากนายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าเป็น " ฤๅษีเลี้ยงเต่า " โดยตั้งล้อกับฉายาของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยได้รับฉายาว่า " ฤๅษีเลี้ยงลิง "[20]

[แก้] ข้อวิพากษ์วิจารณ์

นอกจากจะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากรับตำแหน่งจากคณะรัฐประหารแล้ว พล.อ.สุรยุทธ์ ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการบุกรุกป่าสงวนและการคอรัปชั่นด้วย

[แก้] การบุกรุกป่าสงวน

พลเอกสุรยุทธ์ถูกกล่าวหาว่าครอบครองพื้นที่ป่าสงวนเขายายเที่ยง ในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งขัดต่อกฎหมายพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อพลเอกสุรยุทธ์เป็นผู้นำแม่ทัพภาคที่ 2 ได้ซื้อที่ดินมาจากคนๆหนึ่งด้วยราคา 50,000 บาททั้งๆที่พื้นที่นี้มีมูลค่าตลาด 700,000 บาท ต่อมา เขาได้โอนกรรมสิทธิ์ครอบครองให้ภรรยาของเขา พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่าเขาจะลาออกและคืนที่ดินนี้ (ซึ่งเขาไม่ได้ปฏิเสธว่าเขาเป็นเจ้าของ) ทันทีหากพบความผิด [21] อารีย์ วงศ์อารยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปกป้องสุรยุทธ์ว่า "พล.อ.สุรยุทธ์ซื้อที่ดินนี้มาจากคนอื่น ดังนั้นจะต้องไปถามคนๆนั้นว่าที่ดินนี้เป็นพื้นที่สงวนหรือไม่"

จรัญ ดิษฐาอภิชัย อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษชนแห่งชาติ กล่าวว่า "ผมรับไม่ได้ที่ใครคนหนึ่งสร้างบ้านหรูหราในพื้นที่ป่าสงวน กลับเรียกตัวเองว่าเป็นผู้มีจริยธรรมและความพอเพียง"[22]

อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ปฏิเสธที่จะตรวจสอบคดีนี้โดยให้เหตุผลว่าไม่มีอำนาจไปตรวจสอบ กล้าณรงค์ จันทิก หนึ่งใน ปปช. กล่าวว่า พลเอกสุรยุทธ์เกษียณจากกองทัพเมื่อ พ.ศ. 2546 แต่เพิ่งมาฟ้องร้องกัน 4 ปีหลังเกษียณ ปปช. ไม่สามารถสอบสวนคดีที่มีอายุเกิน 2 ปีหลังจากเกษียณได้ [23]

จาก thaifreenews

สุขุมพงศ์ โยนนายกฯ ตัดสินใจเรื่อง กก.ปฏิรูปการเมือง


27 ก.ย. - นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งดูแลด้านกฎหมาย กล่าวถึง ข้อเสนอของอธิการบดี 24 มหาวิทยาลัย ที่ให้ตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการเมือง ว่า ดูจากข้อเสนอคร่าว ๆ แล้ว คณะกรรมการชุดนี้ไม่ใช่เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที แต่คล้ายกับเป็นคณะกรรมการยกร่าง เพื่อทำประชามติ สอบถามประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไร จะมอบให้ใครเป็นผู้ดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม นายสุขุมพงศ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีบอกแล้วว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของสภาฯ ซึ่งขณะนี้สภาฯ ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้เพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีตนเป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ คาดว่า จะสามารถสรุปผลการศึกษาเสนอต่อสภาฯ ได้ประมาณวันที่ 20 ตุลาคมนี้

“เรื่องคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง ขณะนี้เป็นเพียงข้อเสนอ ถ้าทำได้จริงก็จะเป็นประโยชน์ แต่จะทำได้หรือไม่ ต้องดูตัวบุคคลที่เป็นกรรมการ ว่ามีแนวคิดเป็นกลาง มีแนวคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร หากเสนอแนวทางมาแล้ว ฝ่ายการเมืองจะยอมรับได้หรือไม่ เพราะถึงอย่างไรผู้ที่มีอำนาจในการแก้ไขก็ยังเป็นฝ่ายการเมือง” นายสุขุมพงศ์ กล่าว .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-27 17:57:57