WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 29, 2008

โพลถล่มครม.โควตา


สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 3,659 คน เกี่ยวกับภาพลักษณ์ของรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผลปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 37.25 เห็นว่า นายสมชายเป็นคนประนีประนอม ปรองดอง น่าจะนำรัฐบาลได้ดี ขณะที่ร้อยละ 29.36 เห็นว่า คณะรัฐมนตรียังหน้าเดิมๆ และใช้การแบ่งโควตามากกว่าการพิจารณาผู้ที่มีความรู้ และร้อยละ 19.76 ระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งทำงานแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนตามลำดับ

ส่วนความคาดหวังจากรัฐบาลกรณีแก้วิกฤติการเมือง ปรากฏว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 44.58 เห็นว่าคงเหมือนเดิม เพราะปัญหาหนักหนาสาหัสยากที่จะแก้ไข ขณะที่ร้อยละ 43.29 เห็นว่าน่าจะดีขึ้น เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นคนประนีประนอม ตั้งใจทำงาน มีเพียงร้อยละ 12.13 ที่เห็นว่าจะแย่ลง โดยให้เหตุผลว่ายังเป็นรัฐบาลนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่าคงมีการประท้วงไม่จบสิ้น

ปชป.โวยมือดีใส่ร้ายป้ายสีโชว์รูปสัมพันธ์‘มาร์ค-สนธิ’

โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่จะมาถึงในวันที่ 5 ตุลาคมนี้ ได้เพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น ทั้งการออกหาเสียงขอคะแนนสนับสนุนจากชาว กทม. พร้อมกันนี้ยังมีการเล่นสกปรกควบคู่ไปด้วย

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์มีการจัดกิจกรรมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อปล่อยขบวนหาเสียงทั่ว กทม. ทั้ง 50 เขต โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เป็นประธานในการปล่อยขบวนรถหาเสียง โดยมีแกนนำพรรคมาร่วมงาน อาทิ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และรองหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ผอ.เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ของพรรค

ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการปล่อยขบวน นายอภิสิทธิ์ได้นำคณะสักการะพระบรมรูปทรงม้า ขอพรเพื่อเป็นสิริมงคล ก่อนที่จะมีการมอบธงชัยสัญลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อนำไปปักประกาศชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยนายองอาจ กล่าวว่า การปล่อยขบวนรถหาเสียงครั้งนี้ถือเป็นการหาเสียงโค้งสุดท้ายของพรรค เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและเข้าถึงนโยบายของพรรค

พร้อมกันนี้นายองอาจกล่าวด้วยว่า มีความพยายามโจมตีและใส่ร้าย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในหลายรูปแบบ เพื่อหวังลดคะแนนนิยมของนายอภิรักษ์ และยังมีข่าวว่าจะมีการเทคะแนนให้กับผู้สมัครบางคน เพื่อให้คะแนนรวมชนะนายอภิรักษ์ ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์กำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ข่าวระบุว่า ย่านสะพานพระราม 7 มีป้ายหาเสียงของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ติดอยู่ริมถนนและต้นไม้ ขณะที่ป้ายหาเสียงของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน มีมือดีนำสติ๊กเกอร์รูป นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถ่ายคู่กับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ อย่างสนิทสนม พร้อมกับเขียนข้อความ "เดี๋ยวพันธมิตรฯ จัดม็อบให้เลือก...อภิรักษ์"

ส่วนพรรคพลังประชาชน ในเวลาประมาณ 11.40 น. วันเดียวกัน ระหว่าง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่ห้างสยามพารากอน เพื่อช่วย นายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. พรรคพลังประชาชน หาเสียง มีผู้หญิง 2 คนใช้มือตบโห่ตะโกนไล่และด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย ทีมงานหาเสียงของนายประภัสร์ได้เข้าไปกัน มีการกระทบกระทั่งด่าทอกัน เมื่อนายสมชายเดินเข้ามาในห้างก็มีผู้หญิงอีกกลุ่ม ประมาณ 5 คน ใช้มือตบตะโกนไล่อีก แต่นายสมชายก็ยังเดินเข้ามาในห้าง กลุ่มต่อต้านก็พยายามติดตาม และเข้ามาตะโกนขับไล่

ส่วนในการจัดแสดงวิสัยทัศน์ผู้ว่าฯ กทม. ในวันเดียวกันนี้ที่จัดโดยเครือข่ายสลัม 4 ภาค ร่วมกับ ม.ธรรมศาสตร์ มี นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ และ นายประภัสร์ จงสงวน ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ได้ถูก นางลีนา จังจรรจา ขอร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้วย แต่ก็ถูกกีดกันแล้วอ้างเพียงว่าไม่ได้เชิญมาร่วมงาน ทำให้นางลีน่าจังและทีมงานเกิดความไม่พอใจ ตะโกนต่อว่าว่า ม.ธรรมศาสตร์ ไม่เป็นกลาง

จับตาใบแดงวิฑูรย์ลือหึ่งมีมติอุ้มวันนี้กก.อึดอัดลาออก2

ผลสอบใบแดง “วิฑูรย์ นามบุตร” ทุจรติเลือกตั้งที่อุบลราชธานี ถึงมือ กกต.ชุดใหญ่วันนี้ ท่ามกลางข่าวลือมีรายการ “อุ้ม” ให้ได้ “ใบขาว” เพื่อตัดตอนไม่ให้ถึงยุบพรรคประชาธิปัตย์ เผยการสอบสวนมีแรงกดดันอย่างหนัก ถึงขั้นอนุกรรมการขอไขก๊อก ลาออกไปแล้วถึง 2 รายนซ้อน

หลังจากที่มีการร้องเรียนกรณี นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ที่ จ.อุบลราชธานี แจกคูปองชมภาพยนตร์สลับปราศรัยหาเสียง ที่พฤติกรรมชวนให้เชื่อว่าน่าจะได้ใบแดง และอาจนำไปสู่การยุบพรรคประชาธิปัตย์ ได้ หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้มาตรฐานการพิจารณาเดียวกันกับพรรคการเมืองอื่นๆ

แต่ก็กลับมีการเลื่อนเวลาและยืดเยื้อกันมานับครั้งไม่ถ้วน จนเป็นข้อกังวลสงสัยไปทั่ว กระทั่งได้มีการสอบพยานเพิ่มเติมอีกหลายปาก นั้น

เมื่อวันที่ 28 กันยายน นายสุธน แสงสายัณห์ ประธานอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนสำนวนร้องคัดค้านการเลือกตั้ง กรณีนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกร้องว่า แจกคูปองชมภาพยนตร์และสลับปราศรัยหาเสียงในโรงภาพยนตร์ จ.อุบลราชธานี เปิดเผยว่า หลังจากที่ กกต. มีมติให้อนุกรรมการฯ สอบพยานเพิ่มอีก 7 ปาก ตามที่ นายสมบัติ รัตโน อดีตผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ได้ยื่นหนังสือร้องขอเข้ามา ตอนนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอน โดยได้เรียกพยานทั้ง 7 ปากให้มาสอบตามวันที่พยานสะดวก แต่ปรากฏว่า มีพยานได้ให้การตามนัดเพียง 3 คน

อย่างไรก็ตามพยานอีก 4 คนไม่ได้มาตามที่นัด ซึ่งทางคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า เมื่อเปิดโอกาสให้มาชี้แจงแล้วแต่ไม่มา ก็จะส่งพยานเท่าที่มี 3 คนไปให้กับทาง กกต. ประกอบการพิจารณาต่อไปว่าจะดำเนินการอย่างไร

ประธานอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนสำนวนฯ ระบุด้วยว่า สำหรับพยานอีกคนที่ไม่มาให้การตามนัดนั้น คงไม่จำเป็นต้องรอ เพราะสอบไปก็คงไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลสอบพยานเพิ่มเติมไปให้ กกต. ได้ในวันที่ 29 กันยายน

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีอนุกรรมการสอบสวนคำร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งของนายวิฑูรย์ ลาออกไป 2 คน ซึ่งทาง กกต. ได้แต่งตั้งขึ้นใหม่ โดยทั้ง 2 คน เป็นบุคคลภายนอก ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของ กกต. และทั้ง 2 คน ให้เหตุผลว่ามีภารกิจมาก ไม่สามารถร่วมพิจารณาในสำนวนดังกล่าวได้

แหล่งข่าวระบุว่าได้มีการกดดันและแทรกแซงอนุกรรมการสอบสวนทั้ง 2 คนอย่างหนัก ในการพิจารณาสำนวนดังกล่าวเพื่อให้ผลการสอบสวนเป็นไปตามกรอบที่วางไว้ อย่างไรก็ตามด้วยพยานหลักฐานที่ชัดเจนรวมทั้งถ้าใช้มาตรฐานเดียวกันกับพรรคการเมืองอื่นๆ กกต.จะต้องสรุปสำนวนเพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์ แต่ด้วยการแทรกแซงของอำนาจมืดดังกล่าวจึงทำให้อนุกรรมการอึดอัดถึงกับต้องลาออกไป 2 คน



ขบวนการล้มปชต.หางโผล่รับลูกม็อบ

“นักวิชาการ” ดาหน้าเบรกการเมืองใหม่ ลัทธิพันธมารทำลายประชาธิปไตย ไม่ควรรับฟัง ชี้ควรยกเลิกรัฐธรรมนูญโจรแล้วมาปรับแก้ รธน.40 ระบุทั้ง 24 อธิการบดี-ประชาธิปัตย์-หมอประเวศ ที่ออกมาเสนอแนวคิดปฏิรูปการเมือง ล้วนรับลูกแนวทางการเมืองแบบม็อบพันธมิตรฯ เป็นพวกปฏิเสธระบอบประชาธิปไตย ซัดหากยังคิดถึงแต่ตัวเองและพวกพ้องจะสร้างความสมานฉันท์ในบ้านเมืองได้อย่างไร

หลังจากแกนนำพันธมิตรฯ ได้ออกมาเสนอแนวคิดการเมืองใหม่ ให้ ส.ส.มาจากการแต่งตั้งร้อยละ 70 และเลือกตั้งร้อยละ 30 เพื่อให้สังคมพิจารณา ท่ามกลางกระแสคัดค้านว่าเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ต่อมาก็มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อหลอกชาวบ้าน และพยายามอ้างว่าข้อเสนอใหม่ล่าสุดนี้ จะเปิดทางให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม

24อธิการ-พธม.จูบปากการเมืองใหม่
ล่าสุดในวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย และ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ได้ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าการพัฒนาการเมืองใหม่ว่า แกนนำพันธมิตรฯ เห็นด้วยกับแนวทางจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูประบบการเมืองการปกครองขึ้น ตามที่อธิการบดีมหาวิทยาลัย 24 สถาบันเสนอ โดยเห็นว่าเป็นแนวทางที่ดี ที่ทุกฝ่ายร่วมแก้ไขวิกฤติการเมือง โดยพันธมิตรฯ ยังมีความเห็นตรงกับแนวทางอารยะประชาธิปไตย ที่เสนอโดย นพ.ประเวศ วะสี ราษฏรอาวุโส ที่เห็นว่าการปฏิรูปการเมืองใหม่ต้องเป็นแนวทางที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันพัฒนา และการรณรงค์ต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้น นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต นายอนุมงคล ศิริเวทิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และตัวแทนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ร่วมแถลงถึงแถลงการณ์ที่อธิการบดีมหาวิทยาลัย 24 แห่งทั่วประเทศร่วมลงลายมือชื่อ

ช่างลงตัว!เสนอ”ประเวศ”นั่งประธาน
แถลงการณ์ระบุว่าให้จัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูประบบการเมืองการปกครอง เพื่อศึกษาหาแนวทางและข้อเสนอแนะในการปฏิรูประบบการเมืองการปกครองของประเทศ โดยยึดหลักการการเพิ่มบทบาทของการเมืองภาคประชาชน การกระจายอำนาจ การจัดระบบการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองที่เหมาะสมเป็นธรรม จัดระบบตรวจสอบการใช้อำนาจทางการเมือง ภายในกรอบระยะเวลาไม่เกิน 120 วัน และขอให้นายกฯประกาศต่อสาธารณะว่าเมื่อได้รับข้อเสนอดังกล่าวแล้วจะนำข้อเสนอไปสู่กระบวนการลงประชามติ หากประชาชนเห็นชอบแล้ว คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะได้นำเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามแนวทางดังกล่าวขอความเห็นชอบต่อรัฐสภาต่อไป

นายสุรพล กล่าวว่าได้นำเสนอ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เป็นตัวอย่างหนึ่งที่จะสามารถทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการอิสระชุดนี้ได้

"มาร์ค"หางโผล่กระโดดงับทันใจ
แม้แนวคิดการเมืองใหม่จะเสนอออกมาจากหลายๆ ภาคส่วน แต่แนวคิดดังกล่าวก็มีคณะบุคคลใกล้ชิดพันธมาร และสามารถเชื่อมโยงเป็นกระบวนการได้ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฏร ออกมารับลูกว่าตนเห็นด้วยกับแนวทางการปฏิรูปเพราะกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ออกมาเรียกร้องเรื่องการเมืองใหม่

ดังนั้นสิ่งที่จะแก้ไขได้คือการปฏิรูปการเมืองก่อนที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอยากให้ทุกฝ่ายได้มาหารือกันว่าจะมีกระบวนการปฎิรูปการเมืองอย่างไร เพื่อหาทางออกร่วมกัน

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่า นพ.ประเวศ เป็นบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูประบอบการเมืองการปกครอง

นักวิชาการเบรกอย่าฟัง-ไร้สาระ
ด้าน นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตอนนี้ตนไม่ทราบรายละเอียดการปฏิรูปการเมืองของ 24 อธิการบดีว่าเป็นอย่างไร แต่การจะเสนอให้มีการปฏิรูปการเมืองควรให้อำนาจแก่ประชาชนมากขึ้น อีกทั้งทางทีดีควรยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 50 แล้วมาแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 40 ให้มีประชาธิปไตยมากขึ้น ก็จะเป็นที่ยอมรับของหลายฝ่าย ส่วนข้อเสนอของพันธมิตรฯที่จะให้ ส.ส.มาจากการแต่งตั้ง เปรียบเสมือนการถอยหลังเข้าคลอง หากไม่เอารัฐธรรมนูญปี 40 เป็นตัวตั้ง ก็เข้าทางกลุ่มพันธมิตรพูด นั่นหมายถึงไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย

เมื่อถามว่ารูปแบบการปฏิรูปการเมืองใหม่มีข้ออะไรที่ต้องระวังหรือไม่ นายสุธาชัย กล่าวว่า คงไม่มีข้อระมัดระวังอะไร เพราะอำนาจสูงสุดอยู่ที่ประชาชน ซึ่งข้อเสนอของกลุ่มพันธมิตรเป็นข้อเสนอการเมืองที่ไม่มีวันยุติได้ หากข้อเรียกร้องของ 24 อธิการบดีเป็นแบบเดียวกับกลุ่มพันธมิตรก็ไม่สามารถรับฟังได้เช่นกัน ทั้งนี้ที่มาของ ส.ส.และ ส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นขบวนการอันเดียวที่เป็นประชาธิปไตย และวิธีนี้ใช้เหมือนกันทุกประเทศ

อย่างไรก็ตามข้อเสนอการเมืองใหม่ 70 : 30 ของกลุ่มพันธมิตรเป็นข้อเสนอที่รับฟังไม่ได้มาโดยตลอดเป็นข้อเสนอที่ต้องการชุมนุมยืดเยื้อ อีกทั้งข้อเสนอทุกอย่างที่มาจากกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นข้อเสนอที่รับฟังไม่ได้ ซึ่ง 3-4 เดือนที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรฯ เสนอข้อเรียกร้องต่างๆเป็นการเสนอข้อเรียกร้องขึ้นมาเพื่อป่วนเมือง ซึ่งการที่ชุมนุมยืดเยื้ออยู่นี้เนื่องจากเขาจะได้ประโยชน์หลายอย่างหากฝ่ายที่เขาต้องการขึ้นเป็นรัฐบาล ตนจึงอยากเสนอว่ารัฐบาลไม่ควรรับฟังข้อเสนอของกลุ่มพันธมิตรฯไม่ว่ากลุ่มนี้จะเสนออะไรมาก็ตาม ซึ่งตนเองอยากรู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะแยกย้ายออกจากทำเนียบเพื่อไปทำมาหากินตามอาชีพที่เคยทำอยู่ และรัฐบาลเองต้องเอาอำนาจมาให้กับประชาชน

ซัด24อธิการปฏิเสธประชาธิปไตย
นายคณิน บุญสุวรรณ นักวิชาการอิสระ อดีต ส.ส.ร. 2540 กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของ 24 อธิการบดี เพื่อต้องการหาทางออกในการปฏิรูปการเมืองใหม่ นั่นแสดงว่าเขาปฏิเสธการเมืองระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ เป็นการเห็นดีเห็นงามกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะการตั้งกรรมการปฏิรูปทุกอย่างต้องทำต่อเมื่อ 1.ไม่เห็นชอบกับกติกาที่เป็นอยู่ 2. แนวทาง 24 อธิการบดีอยู่กับ สนช.มาตลอด เป็นเหมือนอยู่ฝ่ายพันธมิตร ซึ่งจุดยืนของคนเหล่านนี้คือไม่ต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญ 3.คณะกรรมการอิสระวันนี้มีเหลืออยู่ในประเทศไทยที่เสนอชื่อมา 7-8 คนไม่มีอิสระ อีกทั้งเป็นการให้รัฐบาลระบอบประชาธิปไตยยอมจำนนว่ารัฐบาลไม่สามารถพาบ้านเมืองไปได้

นายคณิน กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังเห็นดีเห็นงามด้วย เพราะพรรคประชาธิปัตย์เองก็ผ่านการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล ซึ่งพรรคเองก็มีจุดยืนไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญปี 50 แต่เหตุใดถึงเห็นด้วยกับการปฏิรูปการเมืองใหม่ ซึ่งการที่กลุ่มพันธมิตร 24 อธิการบดี พรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้กระทั่งหมอประเวศ ที่ขานรับกันอย่างนี้เป็นเสมือนแนวร่วมกัน ก็เท่ากับเป็นการเดินขบวนสวนกระแสกติกา จะหวังให้สร้างสมานฉันท์ได้อย่างไรเมื่อปฏิเสธระบอบประชาธิปไตย
อีกทั้งการให้ ส.ส.มาจากการแต่งตั้ง แสดงว่าคนเหล่านี้จะใช้ระบบอุปถัมภ์เพื่อเข้าไปเป็น ส.ส.ในการแต่งตั้ง จึงคาดหวังว่าจะเข้ามาเป็นรัฐบาลได้ด้วย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้ามาสร้างความสมานฉันท์ เมื่อไหร่ที่ปฏิเสธระบอบประชาธิปไตยไม่มีสิทธิ์ที่จะเสนอแนวทางทุกอย่าง

กบฎยึดทำเนียบไม่มีสิทธิเสนอ
นายคณิน กล่าวอีกว่า การเสนอให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการอิสระต้องให้ทั้ง 3 ฝ่ายเห็นด้วยใช่หรือไม่ ถ้าทั้ง 3 ฝ่ายเห็นด้วยพันธมิตรฯ จะยอมถอยออกจากทำเนียบหรือไม่ ซึ่งการเสนอแนวทางใหม่นี้ไม่สามารถไล่กลุ่มพันธมิตรให้ยุติการชุมนุมได้ ต้องให้กลุ่มพันธมิตรถอนตัวออกจากทำเนียบ หากยึดทำเนียบอยู่อย่างนี้ไม่มีสิทธิ์เสนอแนวทางทุกอย่าง อีกทั้งรัฐธรรมนูญปี 50 ที่เขาร่างขึ้นมาไม่สามารถให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการเมือง

นอกจากนี้ถ้ามีนายกรัฐมนตรีหรือคนที่เป็นฝ่ายพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล กลุ่มนี้ก็จะโจมตีอย่างนี้ต่อไป ซึ่งบรรยากาศเหล่านี้ไม่มีทางเกิดความสมานฉันท์ได้ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายระดับอธิการรวมตัวกันอย่างนี้ เท่ากับจุดยืนคือเข้าข้างกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เป็นเหมือนทางตัน เพียงแต่มีภาพลักษณ์การเป็นอธิการบดี ซึ่งบุคคลเหล่านี้ไม่เป็นกลางเลย เพราะอธิการบดีหลายคนเป็น คมช.ด้วย และมี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำพันธมิตรฯ
อดีต ส.ส.ร.40 กล่าวอีกว่า จุดสำคัญคือใครก็ตามที่จะมีข้อเสนออย่างไรต้องให้กลุ่มพันธมิตรฯถอยออกจากทำเนียบรัฐบาล

จี้พันธมารออกทำเนียบก่อน
นายคณิน กล่าวอีกว่า การที่ให้ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ถอยออกมาก็เหมือนกับยอมพันธมิตรฯ แล้ว เพราะอดีตนายกฯเป็นบุคคลเดียวที่กล้าต่อรองกับกลุ่มพันธมิตรฯ อีกทั้งปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นทหาร ตุลาการ หรือแม้กระทั่งเอ็นจีโอ ก็ยอมสวามิภักดิ์ ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งพูด มีทางเดียวคือให้พันธมิตรฯ ถอยออกจากทำเนียบ จากนั้นยื่นให้สภาฯตั้งบุคคลภายนอกเป็นคณะกรรมการ

“ทั้งหมดนี้เป็นความพยายามของระบบอุปถัมภ์ทั้งนั้น เพราะทั่วโลกเองก็ได้ ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง ขนาดประเทศเวียดนามที่เป็นระบบคอมมิวนิสต์ก็ยังมี ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง ถ้าให้มีการสรรหาบุคคลก็รู้อยู่แล้วว่ามาจากไหน ซึ่งอยู่แวดวงของระบบอุปถัมภ์ทั้งนั้น จะอ้างว่าเป็นระบบประชาธิปไตยไม่ได้”

นายคณิน กล่าวว่า ข้อเสนอที่จะให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการเมือง ไม่มีข้อระมัดระวังอะไรเลย เพราะที่ผ่านมาเป็นข้อเดิมๆ ทั้งหมดคือต้องการให้ระบอบประชาธิปไตยยอมจำนนกับระบบอุปถัมภ์ หากเป็นเช่นนี้แล้วบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร จึงไม่รู้ว่าจะระวังอะไรแล้ว เพราะเป็นเพียงวิธีการเสนอเท่านั้น เป็นความพยายามของระบบอุปถัมภ์ แต่ที่น่ากังวลคือประเทศต้องถดถอย เขาไม่ได้รู้สึกรู้สากับสิ่งที่ทำให้บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ ซึ่งการกระทำของกลุ่มพันธมิตรเอาไม่อยู่แล้วขณะนี้ ในขณะที่ประชาธิปไตยยังไม่แข็งพอ และเรื่องที่น่าเศร้าที่สุดคือฝ่ายที่เป็นประชาธิปไตยไม่มีที่จะยืน

ชี้ควรเอารธน.40 เป็นตัวตั้ง
นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ ทนายความ กล่าวว่า ใครที่จะเสนอแนวทางอย่างไรเพื่อเสนอแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ตนมองว่ารัฐบาลควรรับฟังเพื่อไปประกอบกับการพิจารณา และปัจจุบันตนมองว่าบ้านเมืองอยู่ในระบอบประชาธิปไตย และตัวแทนของประชาชนอยู่ในรัฐสภา และเชื่อว่ามีเจตนาบริสุทธิ์ อีกทั้งตอนนี้ควรเอารัฐธรรมนูญปี 40 เป็นตัวตั้ง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเพราะรัฐธรรมนูญปี 50

ทั้งนี้ควรเชิญสถาบันทั้งของรัฐและเอกชนมาร่วมกันเสนอความคิดเห็น เพื่อเสนอไปยังรัฐสภา เพราะ ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง ไม่เฉพาะแค่ 24 อธิการบดีมาแสดงความเห็น เพื่อมาวิพากษ์วิจารณ์แล้วเสนอต่อรัฐบาล ทั้งนี้ความคิดเห็นนี้ไม่ควรหยุดที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ควรเอาอาจารย์ทั้งประเทศมาร่วมหารือกัน รวมทั้งตัวแทนแต่ละสาขาอาชีพด้วย

นายคำนวณ กล่าวอีกว่า ตนมองในฐานะที่ใกล้ชิดกับการเมืองและองค์กรต่างๆ ควรให้บุคคลหลายๆกลุ่มมาร่วมลงขันเพื่อแสดงความคิดเห็น ถึงจะเป็นที่ยอมรับของรัฐบาลและสถาบันนิติบัญญัติ ไม่ใช่การเสนอมาเพื่อเจาะจงเฉพาะตรงนั้นซึ่งเป็นไปไม่ได้



กังขา‘เจ๊หน่อย’ซุกทุจริตยาผลสอบมัด‘ปรีชา’หายเงียบ

“เครือข่าย 30 องค์กร” ที่เคยเปิดประเด็นทุจริตยา แฉซ้ำ “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” ที่ได้ดิบได้ดีเป็น มท.2 มีชื่ออยู่ในกลุ่ม “คนสีดำ” พัวพันคดีทุจริตยา ซึ่งยังไม่ถูกลงโทษตามกฎหมาย แต่น่าแปลกใจผลสอบของกระทรวง ถูกเก็บเงียบเชียบหาต้นตอไม่เจอ แม้แต่เรื่องที่เคยไปแจ้งความไว้ที่กองปราบปราม เอาผิด “สุดารัตน์” ละเลยปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องเดียวกันก็เงียบเป็นเป่าสาก ระบุเหนื่อยใจไม่อยากทำอะไรต่อ แนะให้ไปตามคนที่แต่งตั้งว่าคิดอย่างไร ทั้งยังไม่เชื่อว่า รมต. คนใหม่ “หมอเหลิม” จะคิดรักษาผลประโยชน์บ้านเมือง กล้าขุดคดีขึ้นมาปัดฝุ่น

เรื่องราวทางการเมืองของรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แค่เริ่มต้นก็ดูจะวุ่นวายเสียแล้ว โดยเฉพาะจากกรณีการเลือกเฟ้นคนที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรี ซึ่งถูกตำหนิว่าให้ความสนใจกับโควตา มากกว่าพิจารณาความรู้ความสามารถ จนทำให้รัฐมนตรีหลายคนขาดคุณสมบัติ ทั้งคุณธรรม จริยธรรม และซ้ำร้ายรัฐมนตรีบางคนยังมีตำหนิ มีชื่อพัวพันความฉ้อฉล และเป็นที่สงสัยของสังคมอย่างกว้างขวาง

ในกรณีของ นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมช.มหาดไทย ที่ถือเป็นจุดบอดสำคัญของรัฐบาลโดยถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวข้องคดีทุจริตยา ซึ่งพบว่ามีชื่อเกี่ยวพันทั้งในเอกสารการสอบสวนชุด นายธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข และในคำพิพากษาคดีจำคุก 15 ปี นายรักเกียรติ สุขธนะ อดีต รมว.สาธารณสุข

น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. ในฐานะผู้ที่เคยติดตามคดีทุจริตยาอย่างใกล้ชิด ย้อนความกรณีในคดีทุจริตยาและเวชภัณฑ์ กระทรวงสาธารณสุข ว่าสมัย นายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรมว.สาธารณสุข โดยระบุว่า ตนในฐานะประธานเครือข่าย 30 องค์กรพัฒนาเอกชนต่อต้านการทุจริต ได้รวบรวมรายชื่อ 5 หมื่นรายชื่อ และได้ใช้ช่องทางของพระราชบัญญัติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 ให้ ป.ป.ช. ใช้อำนาจตามมาตรา 80 ให้ทำการตรวจสอบนายรักเกียรติเข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งทาง ป.ป.ช. พบว่า นายรักเกียรติมีทรัพย์สินจำนวน 103.8 ล้านบาท ที่ไม่สามารถชี้แจงได้ แจ้งแต่เพียงว่าเป็นเงินที่ได้มาจาการเล่นการพนัน

จากนั้น ป.ป.ช. ได้ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นผู้พิจารณาต่อไป ซึ่งศาลก็มีคำตัดสินยึดทรัพย์จำนวน 103.8 ล้านบาท และในส่วนคดีอาญา ป.ป.ช. พบว่าในจำนวนเงินดังกล่าว มีเงินอีก 5 ล้านบาท ที่นายรักเกียรติได้รับสินบทจากบริษัทยา จึงส่งมอบให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และก็ศาลมีคำพิพากษาให้นายรักเกียรติจำคุก 15 ปี

นอกจากนี้ในส่วนของ นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมช.หมาดไทย และอดีตเลขาฯ ของนายรักเกียรติสมัยนั้น หลุดไปในชั้นการสอบสวนของ ป.ป.ช. ต่อมาภาคประชาชนจึงผลักดันให้ นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีต รมว.สาธารณสุข ต่อจากนายรักเกียรติ ทำการตรวจสอบคดีทั้งระบบ จึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบ โดยมี รศ.ธงทอง จันทรางศุ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น เป็นประธาน ปรากฏว่า มีการชี้มูลว่า มีกลุ่มคนสีดำอยู่ 4 คน หนึ่งในนั้นคือ นายปรีชา แต่นางสุดารัตน์ก็ไม่ได้มีการนำผลการสอบไปดำเนินการแต่อย่างใด

จึงเป็นเหตุให้ตนต้องทำการร้องทุกข์กล่าวโทษกับนางสุดารัตน์ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในปี พ.ศ.2548 กับ พล.ต.ต.วินัย ทองสอง ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) ในขณะนั้น แต่ก็ยังไม่มีรายงานความคืบหน้าแต่อย่างใดจนถึงบัดนี้

ทั้งนี้ ตนเคยทำเรื่องขอหนังสือเพื่อขอดูรายละเอียดผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบชุดนายธงทอง ทั้งนายธงทอง และ รมว.สาธารณสุข ในขณะนั้น แต่ก็ไม่เคยได้รับการอนุญาตแต่อย่างใด

เมื่อถามว่าเมื่อนายปรีชาได้เป็น รมช.มหาดไทย ในชุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) สมชาย 1 มีความเหมาะสมหรือไม่ ทั้งๆ ที่ผลการสอบของคณะกรรมการชุดดังกล่าวระบุชัดว่าเป็นกลุ่มคนสีดำ ที่มีความผิด น.ส.รสนา ระบุว่า ตนไม่อยากจะเอ่ย เรื่องนี้ต้องไปถามรัฐบาลที่นำกลุ่มคนเหล่านี้มาโดยไม่มีการพิจารณาถึงปูมหลังในอดีต

พร้อมกับแสดงท่าทีไม่อยากเอ่ยถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.สาธารณสุข คนปัจจุบัน และ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โดยกล่าวเพียงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทราบกันดีอยู่แล้ว รวมทั้งไม่คาดหวังว่า ร.ต.อ.เฉลิม จะทำการรื้อคดีกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง

“ไม่ขอฝากอะไร เรื่องเหล่านี้เป็นที่รู้ดีกันอยู่แล้ว ว่าถ้าคนใต้บังคับบัญชา กระทำผิดและไม่ถูกต้อง แต่ก็ยังจะส่งเสริมให้ได้รับตำแหน่งที่สำคัญๆอย่างนี้ สังคมก็เห็นๆ กันอยู่ และคิดว่าคุณเฉลิมคงไม่รื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นมาทำแน่ๆ” น.ส.รสนา กล่าว

พร้อมระบุว่าคงไม่ดำเนินการอะไรต่อไปอีก เพราะได้ทำหน้าที่ในส่วนของภาคประชาชนเรียบร้อยทุกประการแล้ว โดยมีการกล่าวโทษร้องทุกข์ ทั้งบริษัทยาที่ให้สินบน และในส่วนของเจ้าพนักงานที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ที่เหลือจึงเป็นส่วนของทางราชการ ซึ่งหากตนยังคงเดินหน้าฟ้องร้อง หรือกล่าวโทษร้องทุกข์อีก คงเหมือนเป็นงูกินหาง และต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีความกับข้าราชการที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หลายคน เพราะยังคงมีการนิ่งเฉยกันถ้วนหน้าจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าสื่อมวลชนต้องมีส่วนสำคัญในการเร่งผลักดันกระตุ้นคดีความดังกล่าวเกิดการพัฒนา และขอย้ำว่าตนและองค์ในเครือข่ายคงไม่เดินหน้าเรียกร้องอะไรนอกจากนี้ เพราะที่ผ่านมาก็ทำมามากพอแล้ว



ปปช.ส่อฟัน‘อภิรักษ์’พลิกคดีเปิดแอลซี

* เปิดหลักฐานใหม่มัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง

ประเด็นความอื้อฉาวของการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง กทม. มูลค่า 6,687 ล้านบาท เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้คนทั่วไปอย่างกว้างขวาง เพราะต้องถือว่าเป็นการทุจริต และเป็นมหกรรมการแหกตาประชาชนครั้งยิ่งใหญ่ โดยมีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวข้องกับตัวบุคคลสำคัญหลายคน รวมถึงนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เป็นผู้ลงนามใน แอลซี (Letter of credit) จนเป็นผลให้เกิดการผูกพันและเกิดปัญหาต่อเนื่องนั้น

ล่าสุดเว็บไซต์ “ประชาไท” http://www.prachatai.com/webboard/wbtopic.php?id=723748 ได้ตั้งข้อสงสัยถึงการออก แอลซี ดังกล่าว พร้อมกับเสนอเอกสารที่ชวนให้เกิดข้อสงสัย 4 ชิ้นด้วยกัน โดยระบุว่าสิ่งที่ยังเป็นข้อสงสัยและยังไม่มีความกระจ่างก็คือ ทำไมต้องมีการออก แอลซี และตั้งข้อสังเกตว่านายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. ไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้ เพราะในสัญญาที่ทำกันไว้นั้น ข้อ 9.1 ระบุไว้ชัดเจนว่า...This Agreement will come into force with opening of L/C in a favour of and acceptable for the Seller.

ซึ่งแปลตามตัวก็คือ... “สัญญาฉบับนี้จะมีผลบังคับเมื่อมีการเปิดแอลซี ให้กับผู้ขาย และผู้ขายยอมรับ”

จากหลักฐานดังกล่าวเป็นการยืนยันว่า บริษัท สไตเออร์ฯ มีการทำหนังสือตรงถึงนายวัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าฯ กทม. เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 (เอกสารหมายเลข 1) ซึ่งระบุชัดเจนเลยว่า สัญญามีผลบังคับทันทีที่มีการเปิด แอลซี หากนายอภิรักษ์ไม่เปิดแอลซี สัญญานี้ก็จะยังไม่มีผล และสิ่งที่ตามมาคือ จะไม่มีการส่งมอบรถดับเพลิงที่เป็นปัญหาดังกล่าว

ซึ่งกรณีดังว่ายังถูกตั้งข้อสงสัยต่อไปอีกว่า ทำไมจึงมีการเปิดแอลซี ทั้งที่รู้ว่าอาจจะมีปัญหา เพราะมีการทักท้วงกันแล้ว แม้แต่คนในพรรคประชาธิปัตย์อย่าง นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ก็ยังได้มีการตั้งข้อท้วงติงแล้ว แต่นายอภิรักษ์ก็อ้างถึงคำยืนยันของกระทรวงมหาดไทยว่า การจัดซื้อดังกล่าวไม่สามารถยกเลิกได้

นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดที่ถูกมองข้าม คือ ทำไมถึงต้องมีการแก้ไขแอลซี เพราะเดิมในสมัย นายสมัคร สุนทรเวช นั่งเป็นผู้ว่าฯ กทม. ได้ขอเปิดแอลซีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2547 โดยระบุให้...”ส่งมอบสินค้าได้ที่ท่าเรือในยุโรป หรือสนามบินยุโรป หรือสถานที่ใดๆ ในประเทศไทย” (European Portland or European airport and / or any place in Thailand for transportation to Thailand)

แต่พอมาถึงสมัย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน กลับมีการเสนอขอแก้เงื่อนไขในแอลซีใหม่เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2548 ให้เป็น... “ให้ส่งมอบสินค้าที่ท่าเรือหรือสนามบินในยุโรปเท่านั้น” (Any European port and / or any European airport) โดยไม่ได้ระบุว่า... “ต้องมีสถานที่ใดๆ ในประเทศไทย”

จากนั้นอีกเพียง 11 วันคือวันที่ 21 มกราคม 2548 นายอภิรักษ์ก็ขอแก้ไขแอลซีอีก โดยกลับมาเพิ่มข้อความ “ให้มีการส่งมอบสินค้า ณ สถานที่ใดๆ ในประเทศไทย” (Please insert: and / or any place in Thailand) เข้าไปใหม่อีกครั้ง

ซึ่งเหตุผลหลักที่มีการกลับไป-กลับมา ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะเป็นเพราะ รู้ว่าสินค้าที่สั่ง ไม่ได้ผลิตที่โรงงานของสไตเออร์ฯ ที่ประเทศออสเตรีย ตามที่ระบุไว้ในสัญญา จึงมีความพยายามที่จะหาทางแก้ไข เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นอกจากนี้จากเอกสารที่ นายนิยม กรรณสูต ผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของ กทม. ทำถึงบริษัท สไตเออร์ฯ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 (เอกสารหมายเลข 2) ที่ระบุชัดถึงการปฏิเสธการตรวจรับเรือดับเพลิง ว่า...After the Fire and Rescue Department, as the department in charge, inspected the Purchase / Sale Agreement and the company’s letters, we found that the fireboat is not manufactured at the Seller’s factory as indicated in the Purchase / Sale Agreement. We, therefore, request the company to proceed according to the Agreement.

ซึ่งแปลตามความหมายก็คือว่า...”หลังจากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. ได้ตรวจสอบสัญญาการซื้อขายแล้ว พบว่า เรือดับเพลิงไม่ได้มีการผลิตที่โรงงานของบริษัท สไตเออร์ฯ ตามที่ระบุไว้ชัดเจนในสัญญา ดังนั้นจึงขอให้บริษัทสไตเออร์ฯดำเนินการตามข้อตกลงในสัญญาด้วย”

โดยที่ก่อนหน้านั้นมีการเปิดโปงกันว่า เรือดับเพลิงดังกล่าว ผลิตกันที่พัทยา โดยว่าจ้างให้บริษัท เซียทโบ๊ท พัทยา ประเทศไทย จำกัด เป็นผู้ผลิต และกลายเป็นการสอดรับกับข้อสงสัยเรื่องการแก้ไขแอลซี เพื่อเปิดทางให้มีการส่งมอบสินค้าในประเทศไทยได้

อย่างไรก็ดีเอกสารอีกชิ้นก็ยืนยันว่า บริษัท สไตเออร์ฯ เองก็ไม่ได้ใส่ใจกับคำท้วงติงของ นายนิยม กรรณสูต ที่ปฏิเสธการตรวจรับเรือดับเพลิง เพราะต่อมาในวันที่ 8 ธันวาคม 2548 ทางบริษัท สไตเออร์ฯ ได้ทำหนังสือตรงถึง นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ( เอกสารหมายเลข 3) เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการจะส่งมอบเรือดับเพลิงครั้งที่ 2 ที่พัทยา ในวันที่ 28 ธันวาคม 2548 โดยไม่สนใจกับคำท้วงติงของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. ซึ่งเป็นต้นสังกัดที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรง

การตั้งข้อสังเกตดังกล่าวระบุด้วยว่าทั้งหมดนั้น ยิ่งสร้างความสงสัยให้กับนายอภิรักษ์ มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันกลับไม่มีคำตอบ หรือคำชี้แจงที่ชัดเจนจากนายอภิรักษ์ในเรื่องดังกล่าวเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ด้าน นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ทางคณะกรรมการได้นำเอาประเด็นของการเปิดสัญญาแอลซีมาเป็นหนึ่งในการพิจารณาด้วยแล้ว ซึ่งตอนนี้คณะกรรมการกำลังเร่งพิจารณาอยู่

“ทางคณะกรรมการก็ได้มีการตรวจสอบเอกสาร และดำเนินการสอบพยานไปเรื่อยๆ ซึ่งจะรีบดำเนินการให้แล้วเสร็จ อาจจะใช้เวลาสักระยะหนึ่งอาจจะประมาณ 1-2 เดือน เนื่องจากว่าคดีดังกล่าวมีพยานเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก”

นายวิชา กล่าวต่อไปว่า กระบวนการดำเนินการสอบเกี่ยวกับการเปิดสัญญาแอลซี ก็เป็นกระบวนการเดียวกับการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่สอบ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการตรวจสอบไปพร้อมๆ กัน


Sunday, September 28, 2008

ทนายยัน 'สมัคร' ไม่หนี ชี้คดีหมิ่น เป็นเพียงความผิดเล็กน้อย

ทนายความนายสมัคร อดีตนายกรัฐมนตรี ยืนยันนายสมัครไม่หนีคดีแน่ เพราะไม่ใช่ความผิดร้ายแรง ชี้อยู่ระหว่างขั้นตอนยื่นฎีกาคดีให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา 30 วัน

นายประชุม ทองมี ทนายความของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตนเชื่อว่านายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี จะไม่หลบหนีไปต่างประเทศแน่นอน เพราะไม่ใช่คดีอาชญากรรม เป็นเพียงความผิดเล็กน้อยเท่านั้น

ส่วนความคืบหน้าการยื่นฎีกาคดีหมิ่นประมาท นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯกทม. ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา 30 วัน พร้อมยืนยันว่า ไม่รู้สึกหนักใจ เพราะที่ผ่านคดีในลักษณะนี้ศาลจะให้สิทธิ์ฎีกาได้ ส่วนรายละเอียดไม่ขอเปิดเผย

เครือข่ายพลังประชาธิปไตย แนะแก้วิกฤติชาติ

เครือข่ายพลังประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แนะจัดตั้งสภาปฏิรูปการเมืองเพื่อระดมความคิดแก้วิกฤติชาติพร้อมเผาพวกหรีดคัดค้านการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ

เครือข่ายพลังประชาธิปไตยเพื่อประชาชนได้ยกเลิกการจัดกิจกรรมเสวนาพิพากการเมืองใหม่ที่กำหนดการจัดขึ้น ณ ห้องประชุมอนุสรณ์สถานศึกษา 14 ตุลา ทั้งนี้ได้เปลี่ยนจากการจัดเสวนาเป็นการเปิดปราศรัยแบบไฮปาร์ค โดยทางกลุ่มได้อ่านคำแถลงการณ์เรียกร้องและเสนอแนวทางการแก้ไขวิกฤติการเมืองโดยขอเสนอให้รัฐสภาจัดประชุมร่วมกันเพื่อให้มีการจัดตั้งสภาปฏิรูปการเมืองและประชาธิปไตยแห่งชาติขึ้น เพื่อรวบรวมความคิดเห็นหาแนวทางแก้ไขวิธีการเมือง

ขณะเดียวกันทางด้าน นายวรัญชัย โชคชนะ แกนนำกลุ่มพลังประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการได้จุดไฟเผาพวงหรีดเพื่อต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯที่ยังคงปักหลักชุมนุมอยู่ในทำเนียบรัฐบาล

มูลนิธิ111 มอบถุงยังชีพช่วยเหลือ “ชาวขอนแก่น”

เลขาธิการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย นำทีมสมาชิก ตรวจสอบสภาพน้ำท่วมและมอบถุงยังชีพ จำนวน554 ชุดให้กับผู้ประสบภัย เผย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรมอบหมายให้ทุกคนทำความดีแก่แผ่นดิน

นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ในฐานะ เลขาธิการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย พร้อมด้วยอดีตกรรมการบริหารพรรคและกรรมการมูลนิธิฯ อาทิ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิชย์ ,นายอดิศร เพียงเกษ, นายพินิจ จันทรสุรินทร์ และ นายประสบ บุษราคัม ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพน้ำท่วมและมอบถุงยังชีพ จำนวน554 ชุดให้กับผู้ประสบภัย ที่ บ.เหล่านกชุม บ.โนนเขวา ต.ดอนหัน อ.เมือง และ ที่ บ.ละว้า บ.ชีกกค้อ อ.บ้านไผ่ ซึ่งเป็นสองพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมขังซ้ำซากและเป็นพื้นที่รองรับน้ำที่ไหลเอ่อมาจากแม่น้ำชี จนทำให้บ้านเรือนของประชาชนถูกน้ำท่วมขังและถูกตัดขาดจากพื้นที่ข้างเคียง หลังระดับน้ำยังคงท่วมถนนในหลายเส้นทาง

นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล เลขาธิการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานมูลนิธิฯ ได้มอบหมายให้กรรมการบริหารมูลนิธิฯ ทุกคนทำความดีให้แก่แผ่นดินที่ทุกคนจะต้องลงพื้นที่พบปะกับพี่น้องประชาชนและให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ซึ่งปกติในทุกเช้าวันหยุดจะได้ยินเสียงนายกทักษิณ มาบอกเสมอว่าที่ผ่านมาทำอะไรไปบ้าง ตอนนี้เสียงท่านทักษิณไม่มี ไม่ใช่ที่ท่านไม่อยากพูด

แต่เพราะขบวนการทำลายล้างระบอบรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่ง 111 ไม่ให้มีเวทีทำความดีให้กับประชาชน แต่มาวันนี้ทุกคนคิดว่ากระบวนการเหล่านั้นจะไม่สามารถที่จะขัดขวางได้ เพราะทุกคนยังคงยืนยันในการลงพื้นที่ให้กำลังใจและดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะผู้ประสบอุทกภัย เดือดร้อนในเรื่องที่ดินทำกิน

เดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัย แม้ว่าสิ่งของที่มอบวันนี้มูลนิธิ 111 ไทยรักไทยจะมีไม่มาก แต่สิ่งนั้นเรามาด้วยน้ำใจและหัวใจ ให้ได้ทราบว่า มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีวันลืมประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

“วันนี้ 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย วันนี้เราถูกพังบ้าน เราก็ทำใจ วันหนึ่งที่ถึงวันเลือกตั้งคืนสิทธิ์กลับคืนมา ก็ขอให้ประชาชนให้การสนับสนุนอีกครั้ง พรรคการเมืองใดก็ได้ที่ทำความดีและทำประโยชน์ให้แก่ทุกท่าน วันนี้ของฝากถึงประชาชนทั่วประเทศว่า ทันทีที่สามารถกลับมาพบท่านได้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ท่านกลับมาแน่นอน วันนี้ตัวไม่มาก็ขอฝากหัวใจมาถึงท่านครับ และถ้ากลับมาประเทศไทยแล้วก็จะยังคงลงพื้นที่พบปะกับพี่น้องประชาชนเหมือนดังเดิม”

เลขาธิการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย กล่าวต่อว่า ที่ประชุม มูลนิธิฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้มอบหมายภารกิจให้กับ กรรมการบริหารมูลนิธิฯ ทั้ง 111 คน ในการดำเนินกิจกรรมตามโครงการ มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ช่วภัยน้ำท่วม โดยที่ได้มอบหมายให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทุกคน จะต้องลงพื้นที่พบปะประชาชนและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมให้ครบทุกจั งหวัด


นายกฯ ยันแนวทางเดิมคุยพันธมิตรฯ -หนุน"บิ๊กจิ๋ว" เป็นกาวใจ

นายกฯ ยืนยันใช้เหตุผลพูดคุย พันธมิตรฯ ให้เข้าใจเป็นเรื่องดีที่สุด เผยยึดประชาชนเป็นหลักสำคัญ พร้อมหนุน “บิ๊กจิ๋ว” ตัวแทนเจรจา

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า จะยังคงใช้แนวทางเดิมในการพูดคุยกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะเห็นว่า การใช้เหตุผลพูดคุยกันให้เข้าใจเป็นเรื่องดีที่สุด โดยต้องร่วมมือกันยึดประชาชนเป็นหลักสำคัญ ซึ่งในเบื้องต้นเห็นด้วย หากจะให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรีเป็นตัวแทน เพราะ พล.อ.ชวลิต เป็นคนซื่อสัตย์เป็นที่เคารพ มีความจริงใจ และยังมีความสามารถสูง หากสามารถพูดคุยกันให้รู้เรื่องได้ก็จะเป็นเรื่องดี

อย่างไรก็ตามยังย้ำว่า ไม่โกรธที่มีกลุ่มพันธมิตรฯ ตะโกนขับไล่ในระหว่างการช่วย นายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชาชนหาเสียง เพราะเห็นว่า เป็นวิจารณญาณของประชาชน และไม่ได้ทำให้การหาเสียงยากขึ้น แต่ทำให้การหาเสียงดังกล่าวลุล่วงไปได้ด้วย