WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 29, 2008

"บิ๊กจิ๋ว"เผยเหตุรีเทิร์นหลังได้รับการร้องขอเข้ามาช่วยแก้ปัญหา

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การหวนกลับคืนสู่เวทีการเมืองเพื่อรับตำแหน่งในรัฐบาลสมชาย 1 เนื่องจากได้รับการขอร้องให้เข้ามาทำงานเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ แม้จะเป็นการเข้ามาทำงานเพียงวันเดียวก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่เข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เพราะเป็นคนเก่ง แต่เห็นว่าขณะนี้บ้านเมืองมีปัญหาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแตกแยกทางการเมือง ปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ปัญหาความยากจน ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ดูแลแก้ไขต่อไป

ส่วนการทำหน้าที่เป็นคนกลางเจรจากับแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ยังไม่ได้ต่อสายหารือ แต่ก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยกันมาตลอด และเชื่อว่าจะสามารถเจรจากับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ เนื่องจากเป็นพี่เป็นน้องกันแทบจะพูดได้ว่าเป็นสายเลือดเดียวกัน

ศาลสั่งจำคุก'รังสรรค์'25ปีสั่งฆ่า อดีตประธานศาลฎีกา

รังสรรค์ ต่อสุวรรณศาลอาญากรุงเทพใต้ สั่งจำคุก "รังสรรค์ ต่อสุวรรณ" นักธุรกิจและสถาปนิกชือดัง เป็นเวลา 25 ปี คดีจ้างวานฆ่าอดีตประธานศาลฎีกา ขณะที่ทีมมือปืน เจอ 16 ปี 8 เดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริงกรุง ว่า ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีลอบสังหาร นายประมาณ ชันซื่อ อดีตประธานศาลฎีกาเหตุเกิดเมื่อปี 2535-2536 ซึ่งคดีนี้พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมพร หรือ หมา เดชานุภาพ, นายเณร มหาวิไล, นายอภิชิต อังศุธรางกูร หรือ เล็ก สตูล และนายรังสรรค์ ต่อสุวรรณ นักธุรกิจและสถาปนิกชื่อดัง ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ตามลำดับในความผิดฐานใช้ จ้าง วาน และก่อให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าคนตาย

โดยศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก นายรังสรรค์ และนายอภิชิต เป็นเวลา 25ปี และยังได้มีคำพิพากษาให้จำคุก นายสมพร หรือหมา เดชานุภาพ นายเณร มหาวิไล ซึ่งเป็นทีมมือปืน เป็นเวลา 16 ปี 8เดือน

สำหรับคดีนี้ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่าพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐาน ได้มีการสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก โดยให้การสอดคล้องต้องกัน พยานจำเลย ยากที่จะเป็นสร้างเรื่องขึ้นมา ส่วนคำเบิกความการต่อสู้คดีของจำเลย ทั้ง 4 ก็ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหลักล้างพยานหลักฐานได้ จึงพิพากษาว่า จำเลยทั้งหมดกระทำความผิดฐานจ้างวานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเหตุการยังไม่สำเร็จผล ตามกฎหมายให้ลงโทษผู้กระทำความผิดรับโทษ 1 ใน 3 ของโทษประหารชีวิต โดยเมื่อเทียบโทษประหารชีวิต คือ จำคุก 50 ปี ดังนั้น อัตราโทษ 1 ใน 3 ของ โทษจำคุก 50 ปี คือจำคุกคนละ 25 ปีสำหรับจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ให้การรับสารภาพในการชั้นสอบสวน ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงเหลือจำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 คนละ 16 ปี 8 เดือน ส่วนจำเลยที่ 3 และ 4 จำคุกคนละ 25 ปี


'สมพงษ์' ปัดแถลงนโยบายที่ยูเอ็น หวั่นผิดรัฐธรรมนูญ

"รมว.ต่างประเทศ"ระบุรัฐบาลยังไม่แถลงนโยบาย จะไม่เหมาะ อาจส่งผลกระทบต่อประเทศชาติได้ เหตุหวั่นผิดกฏหมายรัฐธรรมนูญ

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองนายกฯ และรมว. ต่างประเทศ กล่าวก่อนจะเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 63 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อช่วงค่ำวันที่ 28 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่น หรือช่วงเช้าเวลาในไทยว่า ได้ตัดสินใจที่นายดอน ปรมัตถ์วินัย เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ในนครนิวยอร์ก เป็นผู้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลง ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติแทนตน

เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า ตนไม่ควรเป็นผู้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลง ด้วยสิ่งเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับนโยบาย แม้ว่าถ้อยแถลงที่ตระเตรียมไว้ จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับนโยบายใดๆเป็นการนำเอาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง มาขยายให้ประชาคมโลกรับทราบ รวมถึงความเป็นไปของบ้านเมืองไทย เพราะอยากให้ประชาคมโลกเห็นว่า ประเทศไทย ไม่ได้เป็นกลียุค อยากที่เขาคิด

"ผมคิดไปคิดมาแล้ว เห็นว่าผู้ที่จะหยิบยกเรื่องที่รัฐบาล ยังไม่ได้แถลงนโยบาย แล้วรัฐมนตรีต่างประเทศมาขึ้นกล่าวที่ประชุมสหประชาชาติ แล้วนำไปวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานา คงไม่ได้คิดหรอกว่าเนื้อหาที่จะกล่าว เป็นเรื่องใด แต่รู้เพียงว่าขึ้นกล่าวก็ผิดแล้ว ดังนั้นผมจึงระมัดระวัง จะไม่ทำในส่วนนี้" นายสมพงษ์ กล่าวและว่า

จริงๆ แล้ว ที่ไม่ขึ้นกล่าว ก่อนเดินทางมานครนิวยอร์ก ตนได้หยิบยกเรื่องนี้หารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นัดพิเศษ วันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา รัฐมนตรีทุกคนเห็นว่า การร่วมประชุมมีความจำเป็น อนุญาตให้เดินทางมา เมื่อมาถึง จึงต้องระมัดระวังการดำเนินการที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดไว้ แม้ว่าครม.จะรู้สึกว่าทำได้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่า หากมีภารกิจเร่งด่วนที่มีความจำเป็น ซึ่งไม่เกิดความเสียหายต่อชาติ บ้านเมือง ย่อมกระทำได้ แต่ตนเห็นว่าต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก


กกต.ยืนยันให้ความเป็นธรรมพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง วิฑูรย์ นามบุตร


ว่า พร้อมให้ความเป็นธรรมในการพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.ประชาธิปัตย์ หลังพยานมาสอบปากคำไม่ครบตามที่ร้องขอ

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง กำกับดูแลกิจการพรรคการเมือง ระบุว่า กกต. พร้อมพิจารณาว่าจะให้มีการสอบพยานเพิ่มในคำร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งของนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.และกรรมการบริการพรรคประธิปัตย์ หลังอนุกรรมการสอบสวนส่งผลการสอบพยานในวันนี้ ซึ่งการสอบพยานไม่ครบทั้ง 7 ปาก ตามที่มีการร้องขอให้สอบพยานเพิ่ม เนื่องจากพยานไม่มาให้การ ซึ่งส่วนตัวมองว่าต้องให้ความเป็นธรรม เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมือง

ก่อนหน้านี้ นางสดศรี เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับเรื่องการเงินและบัญชีของพรรคการเมือง โดยได้เตือนพรรคการเมืองที่จดทะเบียนกับ กกต.ไว้ ว่าในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ จะครบกำหนดที่พรรคการเมืองจะต้องหาสมาชิกและสาขาพรรคให้ครบตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีพรรคการเมือง 34 พรรค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพรรคที่จดทะเบียนใหม่และพรรคเล็ก ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้และเข้าข่ายอาจต้องยุบพรรค.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-29 12:13:17



ตั้ง‘จิ๋ว’เจรจาม็อบเชื่อลดภาพขัดแย้ง

จากกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้กระจายคนออกไปชุมนุมก่อกวนการทำงานของผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ทั้งกรณีของ นายชัย ชิดชอบ และล่าสุดที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เดินทางไป จ.สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช กระทั่งถึงเหตุการณ์ครั้งล่าสุดนั้น

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีถูกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจำนวนหนึ่งตะโกนกล่าวหานายสมชายเป็นคนขายชาติ ขณะเดินหาเสียงให้ นายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากพรรคพลังประชาชน ย่านสยามพารากอนว่า ไม่รู้สึกโกรธกับการกระทำดังกล่าว และขอให้ประชาชนช่วยกันคิด เพราะที่ผ่านมาประเทศพบปัญหามามากแล้ว ซึ่งภายใต้ภาวะขณะนี้จะขออดทน และขอให้ประชาชนใช้เหตุผลแก้ปัญหา

สำหรับการเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นจะมอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนไปทำการเจรจา เพราะ พล.อ.ชวลิต เป็นคนซื่อสัตย์ เป็นที่เคารพ มีความจริงใจ และยังมีความสามารถสูง หากสามารถพูดคุยกันให้รู้เรื่องได้ก็จะเป็นเรื่องดี

โพลถล่มครม.โควตา


สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 3,659 คน เกี่ยวกับภาพลักษณ์ของรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผลปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 37.25 เห็นว่า นายสมชายเป็นคนประนีประนอม ปรองดอง น่าจะนำรัฐบาลได้ดี ขณะที่ร้อยละ 29.36 เห็นว่า คณะรัฐมนตรียังหน้าเดิมๆ และใช้การแบ่งโควตามากกว่าการพิจารณาผู้ที่มีความรู้ และร้อยละ 19.76 ระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งทำงานแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนตามลำดับ

ส่วนความคาดหวังจากรัฐบาลกรณีแก้วิกฤติการเมือง ปรากฏว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 44.58 เห็นว่าคงเหมือนเดิม เพราะปัญหาหนักหนาสาหัสยากที่จะแก้ไข ขณะที่ร้อยละ 43.29 เห็นว่าน่าจะดีขึ้น เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นคนประนีประนอม ตั้งใจทำงาน มีเพียงร้อยละ 12.13 ที่เห็นว่าจะแย่ลง โดยให้เหตุผลว่ายังเป็นรัฐบาลนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่าคงมีการประท้วงไม่จบสิ้น

ปชป.โวยมือดีใส่ร้ายป้ายสีโชว์รูปสัมพันธ์‘มาร์ค-สนธิ’

โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่จะมาถึงในวันที่ 5 ตุลาคมนี้ ได้เพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น ทั้งการออกหาเสียงขอคะแนนสนับสนุนจากชาว กทม. พร้อมกันนี้ยังมีการเล่นสกปรกควบคู่ไปด้วย

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์มีการจัดกิจกรรมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อปล่อยขบวนหาเสียงทั่ว กทม. ทั้ง 50 เขต โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เป็นประธานในการปล่อยขบวนรถหาเสียง โดยมีแกนนำพรรคมาร่วมงาน อาทิ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และรองหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ผอ.เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ของพรรค

ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการปล่อยขบวน นายอภิสิทธิ์ได้นำคณะสักการะพระบรมรูปทรงม้า ขอพรเพื่อเป็นสิริมงคล ก่อนที่จะมีการมอบธงชัยสัญลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อนำไปปักประกาศชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยนายองอาจ กล่าวว่า การปล่อยขบวนรถหาเสียงครั้งนี้ถือเป็นการหาเสียงโค้งสุดท้ายของพรรค เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและเข้าถึงนโยบายของพรรค

พร้อมกันนี้นายองอาจกล่าวด้วยว่า มีความพยายามโจมตีและใส่ร้าย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในหลายรูปแบบ เพื่อหวังลดคะแนนนิยมของนายอภิรักษ์ และยังมีข่าวว่าจะมีการเทคะแนนให้กับผู้สมัครบางคน เพื่อให้คะแนนรวมชนะนายอภิรักษ์ ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์กำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ข่าวระบุว่า ย่านสะพานพระราม 7 มีป้ายหาเสียงของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ติดอยู่ริมถนนและต้นไม้ ขณะที่ป้ายหาเสียงของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน มีมือดีนำสติ๊กเกอร์รูป นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถ่ายคู่กับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ อย่างสนิทสนม พร้อมกับเขียนข้อความ "เดี๋ยวพันธมิตรฯ จัดม็อบให้เลือก...อภิรักษ์"

ส่วนพรรคพลังประชาชน ในเวลาประมาณ 11.40 น. วันเดียวกัน ระหว่าง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่ห้างสยามพารากอน เพื่อช่วย นายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. พรรคพลังประชาชน หาเสียง มีผู้หญิง 2 คนใช้มือตบโห่ตะโกนไล่และด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย ทีมงานหาเสียงของนายประภัสร์ได้เข้าไปกัน มีการกระทบกระทั่งด่าทอกัน เมื่อนายสมชายเดินเข้ามาในห้างก็มีผู้หญิงอีกกลุ่ม ประมาณ 5 คน ใช้มือตบตะโกนไล่อีก แต่นายสมชายก็ยังเดินเข้ามาในห้าง กลุ่มต่อต้านก็พยายามติดตาม และเข้ามาตะโกนขับไล่

ส่วนในการจัดแสดงวิสัยทัศน์ผู้ว่าฯ กทม. ในวันเดียวกันนี้ที่จัดโดยเครือข่ายสลัม 4 ภาค ร่วมกับ ม.ธรรมศาสตร์ มี นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ และ นายประภัสร์ จงสงวน ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ได้ถูก นางลีนา จังจรรจา ขอร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้วย แต่ก็ถูกกีดกันแล้วอ้างเพียงว่าไม่ได้เชิญมาร่วมงาน ทำให้นางลีน่าจังและทีมงานเกิดความไม่พอใจ ตะโกนต่อว่าว่า ม.ธรรมศาสตร์ ไม่เป็นกลาง

จับตาใบแดงวิฑูรย์ลือหึ่งมีมติอุ้มวันนี้กก.อึดอัดลาออก2

ผลสอบใบแดง “วิฑูรย์ นามบุตร” ทุจรติเลือกตั้งที่อุบลราชธานี ถึงมือ กกต.ชุดใหญ่วันนี้ ท่ามกลางข่าวลือมีรายการ “อุ้ม” ให้ได้ “ใบขาว” เพื่อตัดตอนไม่ให้ถึงยุบพรรคประชาธิปัตย์ เผยการสอบสวนมีแรงกดดันอย่างหนัก ถึงขั้นอนุกรรมการขอไขก๊อก ลาออกไปแล้วถึง 2 รายนซ้อน

หลังจากที่มีการร้องเรียนกรณี นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ที่ จ.อุบลราชธานี แจกคูปองชมภาพยนตร์สลับปราศรัยหาเสียง ที่พฤติกรรมชวนให้เชื่อว่าน่าจะได้ใบแดง และอาจนำไปสู่การยุบพรรคประชาธิปัตย์ ได้ หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้มาตรฐานการพิจารณาเดียวกันกับพรรคการเมืองอื่นๆ

แต่ก็กลับมีการเลื่อนเวลาและยืดเยื้อกันมานับครั้งไม่ถ้วน จนเป็นข้อกังวลสงสัยไปทั่ว กระทั่งได้มีการสอบพยานเพิ่มเติมอีกหลายปาก นั้น

เมื่อวันที่ 28 กันยายน นายสุธน แสงสายัณห์ ประธานอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนสำนวนร้องคัดค้านการเลือกตั้ง กรณีนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกร้องว่า แจกคูปองชมภาพยนตร์และสลับปราศรัยหาเสียงในโรงภาพยนตร์ จ.อุบลราชธานี เปิดเผยว่า หลังจากที่ กกต. มีมติให้อนุกรรมการฯ สอบพยานเพิ่มอีก 7 ปาก ตามที่ นายสมบัติ รัตโน อดีตผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ได้ยื่นหนังสือร้องขอเข้ามา ตอนนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอน โดยได้เรียกพยานทั้ง 7 ปากให้มาสอบตามวันที่พยานสะดวก แต่ปรากฏว่า มีพยานได้ให้การตามนัดเพียง 3 คน

อย่างไรก็ตามพยานอีก 4 คนไม่ได้มาตามที่นัด ซึ่งทางคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า เมื่อเปิดโอกาสให้มาชี้แจงแล้วแต่ไม่มา ก็จะส่งพยานเท่าที่มี 3 คนไปให้กับทาง กกต. ประกอบการพิจารณาต่อไปว่าจะดำเนินการอย่างไร

ประธานอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนสำนวนฯ ระบุด้วยว่า สำหรับพยานอีกคนที่ไม่มาให้การตามนัดนั้น คงไม่จำเป็นต้องรอ เพราะสอบไปก็คงไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลสอบพยานเพิ่มเติมไปให้ กกต. ได้ในวันที่ 29 กันยายน

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีอนุกรรมการสอบสวนคำร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งของนายวิฑูรย์ ลาออกไป 2 คน ซึ่งทาง กกต. ได้แต่งตั้งขึ้นใหม่ โดยทั้ง 2 คน เป็นบุคคลภายนอก ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของ กกต. และทั้ง 2 คน ให้เหตุผลว่ามีภารกิจมาก ไม่สามารถร่วมพิจารณาในสำนวนดังกล่าวได้

แหล่งข่าวระบุว่าได้มีการกดดันและแทรกแซงอนุกรรมการสอบสวนทั้ง 2 คนอย่างหนัก ในการพิจารณาสำนวนดังกล่าวเพื่อให้ผลการสอบสวนเป็นไปตามกรอบที่วางไว้ อย่างไรก็ตามด้วยพยานหลักฐานที่ชัดเจนรวมทั้งถ้าใช้มาตรฐานเดียวกันกับพรรคการเมืองอื่นๆ กกต.จะต้องสรุปสำนวนเพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์ แต่ด้วยการแทรกแซงของอำนาจมืดดังกล่าวจึงทำให้อนุกรรมการอึดอัดถึงกับต้องลาออกไป 2 คน



ขบวนการล้มปชต.หางโผล่รับลูกม็อบ

“นักวิชาการ” ดาหน้าเบรกการเมืองใหม่ ลัทธิพันธมารทำลายประชาธิปไตย ไม่ควรรับฟัง ชี้ควรยกเลิกรัฐธรรมนูญโจรแล้วมาปรับแก้ รธน.40 ระบุทั้ง 24 อธิการบดี-ประชาธิปัตย์-หมอประเวศ ที่ออกมาเสนอแนวคิดปฏิรูปการเมือง ล้วนรับลูกแนวทางการเมืองแบบม็อบพันธมิตรฯ เป็นพวกปฏิเสธระบอบประชาธิปไตย ซัดหากยังคิดถึงแต่ตัวเองและพวกพ้องจะสร้างความสมานฉันท์ในบ้านเมืองได้อย่างไร

หลังจากแกนนำพันธมิตรฯ ได้ออกมาเสนอแนวคิดการเมืองใหม่ ให้ ส.ส.มาจากการแต่งตั้งร้อยละ 70 และเลือกตั้งร้อยละ 30 เพื่อให้สังคมพิจารณา ท่ามกลางกระแสคัดค้านว่าเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ต่อมาก็มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อหลอกชาวบ้าน และพยายามอ้างว่าข้อเสนอใหม่ล่าสุดนี้ จะเปิดทางให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม

24อธิการ-พธม.จูบปากการเมืองใหม่
ล่าสุดในวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย และ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ได้ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าการพัฒนาการเมืองใหม่ว่า แกนนำพันธมิตรฯ เห็นด้วยกับแนวทางจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูประบบการเมืองการปกครองขึ้น ตามที่อธิการบดีมหาวิทยาลัย 24 สถาบันเสนอ โดยเห็นว่าเป็นแนวทางที่ดี ที่ทุกฝ่ายร่วมแก้ไขวิกฤติการเมือง โดยพันธมิตรฯ ยังมีความเห็นตรงกับแนวทางอารยะประชาธิปไตย ที่เสนอโดย นพ.ประเวศ วะสี ราษฏรอาวุโส ที่เห็นว่าการปฏิรูปการเมืองใหม่ต้องเป็นแนวทางที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันพัฒนา และการรณรงค์ต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้น นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต นายอนุมงคล ศิริเวทิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และตัวแทนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ร่วมแถลงถึงแถลงการณ์ที่อธิการบดีมหาวิทยาลัย 24 แห่งทั่วประเทศร่วมลงลายมือชื่อ

ช่างลงตัว!เสนอ”ประเวศ”นั่งประธาน
แถลงการณ์ระบุว่าให้จัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูประบบการเมืองการปกครอง เพื่อศึกษาหาแนวทางและข้อเสนอแนะในการปฏิรูประบบการเมืองการปกครองของประเทศ โดยยึดหลักการการเพิ่มบทบาทของการเมืองภาคประชาชน การกระจายอำนาจ การจัดระบบการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองที่เหมาะสมเป็นธรรม จัดระบบตรวจสอบการใช้อำนาจทางการเมือง ภายในกรอบระยะเวลาไม่เกิน 120 วัน และขอให้นายกฯประกาศต่อสาธารณะว่าเมื่อได้รับข้อเสนอดังกล่าวแล้วจะนำข้อเสนอไปสู่กระบวนการลงประชามติ หากประชาชนเห็นชอบแล้ว คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะได้นำเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามแนวทางดังกล่าวขอความเห็นชอบต่อรัฐสภาต่อไป

นายสุรพล กล่าวว่าได้นำเสนอ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เป็นตัวอย่างหนึ่งที่จะสามารถทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการอิสระชุดนี้ได้

"มาร์ค"หางโผล่กระโดดงับทันใจ
แม้แนวคิดการเมืองใหม่จะเสนอออกมาจากหลายๆ ภาคส่วน แต่แนวคิดดังกล่าวก็มีคณะบุคคลใกล้ชิดพันธมาร และสามารถเชื่อมโยงเป็นกระบวนการได้ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฏร ออกมารับลูกว่าตนเห็นด้วยกับแนวทางการปฏิรูปเพราะกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ออกมาเรียกร้องเรื่องการเมืองใหม่

ดังนั้นสิ่งที่จะแก้ไขได้คือการปฏิรูปการเมืองก่อนที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอยากให้ทุกฝ่ายได้มาหารือกันว่าจะมีกระบวนการปฎิรูปการเมืองอย่างไร เพื่อหาทางออกร่วมกัน

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่า นพ.ประเวศ เป็นบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูประบอบการเมืองการปกครอง

นักวิชาการเบรกอย่าฟัง-ไร้สาระ
ด้าน นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตอนนี้ตนไม่ทราบรายละเอียดการปฏิรูปการเมืองของ 24 อธิการบดีว่าเป็นอย่างไร แต่การจะเสนอให้มีการปฏิรูปการเมืองควรให้อำนาจแก่ประชาชนมากขึ้น อีกทั้งทางทีดีควรยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 50 แล้วมาแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 40 ให้มีประชาธิปไตยมากขึ้น ก็จะเป็นที่ยอมรับของหลายฝ่าย ส่วนข้อเสนอของพันธมิตรฯที่จะให้ ส.ส.มาจากการแต่งตั้ง เปรียบเสมือนการถอยหลังเข้าคลอง หากไม่เอารัฐธรรมนูญปี 40 เป็นตัวตั้ง ก็เข้าทางกลุ่มพันธมิตรพูด นั่นหมายถึงไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย

เมื่อถามว่ารูปแบบการปฏิรูปการเมืองใหม่มีข้ออะไรที่ต้องระวังหรือไม่ นายสุธาชัย กล่าวว่า คงไม่มีข้อระมัดระวังอะไร เพราะอำนาจสูงสุดอยู่ที่ประชาชน ซึ่งข้อเสนอของกลุ่มพันธมิตรเป็นข้อเสนอการเมืองที่ไม่มีวันยุติได้ หากข้อเรียกร้องของ 24 อธิการบดีเป็นแบบเดียวกับกลุ่มพันธมิตรก็ไม่สามารถรับฟังได้เช่นกัน ทั้งนี้ที่มาของ ส.ส.และ ส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นขบวนการอันเดียวที่เป็นประชาธิปไตย และวิธีนี้ใช้เหมือนกันทุกประเทศ

อย่างไรก็ตามข้อเสนอการเมืองใหม่ 70 : 30 ของกลุ่มพันธมิตรเป็นข้อเสนอที่รับฟังไม่ได้มาโดยตลอดเป็นข้อเสนอที่ต้องการชุมนุมยืดเยื้อ อีกทั้งข้อเสนอทุกอย่างที่มาจากกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นข้อเสนอที่รับฟังไม่ได้ ซึ่ง 3-4 เดือนที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรฯ เสนอข้อเรียกร้องต่างๆเป็นการเสนอข้อเรียกร้องขึ้นมาเพื่อป่วนเมือง ซึ่งการที่ชุมนุมยืดเยื้ออยู่นี้เนื่องจากเขาจะได้ประโยชน์หลายอย่างหากฝ่ายที่เขาต้องการขึ้นเป็นรัฐบาล ตนจึงอยากเสนอว่ารัฐบาลไม่ควรรับฟังข้อเสนอของกลุ่มพันธมิตรฯไม่ว่ากลุ่มนี้จะเสนออะไรมาก็ตาม ซึ่งตนเองอยากรู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะแยกย้ายออกจากทำเนียบเพื่อไปทำมาหากินตามอาชีพที่เคยทำอยู่ และรัฐบาลเองต้องเอาอำนาจมาให้กับประชาชน

ซัด24อธิการปฏิเสธประชาธิปไตย
นายคณิน บุญสุวรรณ นักวิชาการอิสระ อดีต ส.ส.ร. 2540 กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของ 24 อธิการบดี เพื่อต้องการหาทางออกในการปฏิรูปการเมืองใหม่ นั่นแสดงว่าเขาปฏิเสธการเมืองระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ เป็นการเห็นดีเห็นงามกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะการตั้งกรรมการปฏิรูปทุกอย่างต้องทำต่อเมื่อ 1.ไม่เห็นชอบกับกติกาที่เป็นอยู่ 2. แนวทาง 24 อธิการบดีอยู่กับ สนช.มาตลอด เป็นเหมือนอยู่ฝ่ายพันธมิตร ซึ่งจุดยืนของคนเหล่านนี้คือไม่ต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญ 3.คณะกรรมการอิสระวันนี้มีเหลืออยู่ในประเทศไทยที่เสนอชื่อมา 7-8 คนไม่มีอิสระ อีกทั้งเป็นการให้รัฐบาลระบอบประชาธิปไตยยอมจำนนว่ารัฐบาลไม่สามารถพาบ้านเมืองไปได้

นายคณิน กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังเห็นดีเห็นงามด้วย เพราะพรรคประชาธิปัตย์เองก็ผ่านการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล ซึ่งพรรคเองก็มีจุดยืนไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญปี 50 แต่เหตุใดถึงเห็นด้วยกับการปฏิรูปการเมืองใหม่ ซึ่งการที่กลุ่มพันธมิตร 24 อธิการบดี พรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้กระทั่งหมอประเวศ ที่ขานรับกันอย่างนี้เป็นเสมือนแนวร่วมกัน ก็เท่ากับเป็นการเดินขบวนสวนกระแสกติกา จะหวังให้สร้างสมานฉันท์ได้อย่างไรเมื่อปฏิเสธระบอบประชาธิปไตย
อีกทั้งการให้ ส.ส.มาจากการแต่งตั้ง แสดงว่าคนเหล่านี้จะใช้ระบบอุปถัมภ์เพื่อเข้าไปเป็น ส.ส.ในการแต่งตั้ง จึงคาดหวังว่าจะเข้ามาเป็นรัฐบาลได้ด้วย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้ามาสร้างความสมานฉันท์ เมื่อไหร่ที่ปฏิเสธระบอบประชาธิปไตยไม่มีสิทธิ์ที่จะเสนอแนวทางทุกอย่าง

กบฎยึดทำเนียบไม่มีสิทธิเสนอ
นายคณิน กล่าวอีกว่า การเสนอให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการอิสระต้องให้ทั้ง 3 ฝ่ายเห็นด้วยใช่หรือไม่ ถ้าทั้ง 3 ฝ่ายเห็นด้วยพันธมิตรฯ จะยอมถอยออกจากทำเนียบหรือไม่ ซึ่งการเสนอแนวทางใหม่นี้ไม่สามารถไล่กลุ่มพันธมิตรให้ยุติการชุมนุมได้ ต้องให้กลุ่มพันธมิตรถอนตัวออกจากทำเนียบ หากยึดทำเนียบอยู่อย่างนี้ไม่มีสิทธิ์เสนอแนวทางทุกอย่าง อีกทั้งรัฐธรรมนูญปี 50 ที่เขาร่างขึ้นมาไม่สามารถให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการเมือง

นอกจากนี้ถ้ามีนายกรัฐมนตรีหรือคนที่เป็นฝ่ายพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล กลุ่มนี้ก็จะโจมตีอย่างนี้ต่อไป ซึ่งบรรยากาศเหล่านี้ไม่มีทางเกิดความสมานฉันท์ได้ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายระดับอธิการรวมตัวกันอย่างนี้ เท่ากับจุดยืนคือเข้าข้างกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เป็นเหมือนทางตัน เพียงแต่มีภาพลักษณ์การเป็นอธิการบดี ซึ่งบุคคลเหล่านี้ไม่เป็นกลางเลย เพราะอธิการบดีหลายคนเป็น คมช.ด้วย และมี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำพันธมิตรฯ
อดีต ส.ส.ร.40 กล่าวอีกว่า จุดสำคัญคือใครก็ตามที่จะมีข้อเสนออย่างไรต้องให้กลุ่มพันธมิตรฯถอยออกจากทำเนียบรัฐบาล

จี้พันธมารออกทำเนียบก่อน
นายคณิน กล่าวอีกว่า การที่ให้ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ถอยออกมาก็เหมือนกับยอมพันธมิตรฯ แล้ว เพราะอดีตนายกฯเป็นบุคคลเดียวที่กล้าต่อรองกับกลุ่มพันธมิตรฯ อีกทั้งปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นทหาร ตุลาการ หรือแม้กระทั่งเอ็นจีโอ ก็ยอมสวามิภักดิ์ ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งพูด มีทางเดียวคือให้พันธมิตรฯ ถอยออกจากทำเนียบ จากนั้นยื่นให้สภาฯตั้งบุคคลภายนอกเป็นคณะกรรมการ

“ทั้งหมดนี้เป็นความพยายามของระบบอุปถัมภ์ทั้งนั้น เพราะทั่วโลกเองก็ได้ ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง ขนาดประเทศเวียดนามที่เป็นระบบคอมมิวนิสต์ก็ยังมี ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง ถ้าให้มีการสรรหาบุคคลก็รู้อยู่แล้วว่ามาจากไหน ซึ่งอยู่แวดวงของระบบอุปถัมภ์ทั้งนั้น จะอ้างว่าเป็นระบบประชาธิปไตยไม่ได้”

นายคณิน กล่าวว่า ข้อเสนอที่จะให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการเมือง ไม่มีข้อระมัดระวังอะไรเลย เพราะที่ผ่านมาเป็นข้อเดิมๆ ทั้งหมดคือต้องการให้ระบอบประชาธิปไตยยอมจำนนกับระบบอุปถัมภ์ หากเป็นเช่นนี้แล้วบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร จึงไม่รู้ว่าจะระวังอะไรแล้ว เพราะเป็นเพียงวิธีการเสนอเท่านั้น เป็นความพยายามของระบบอุปถัมภ์ แต่ที่น่ากังวลคือประเทศต้องถดถอย เขาไม่ได้รู้สึกรู้สากับสิ่งที่ทำให้บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ ซึ่งการกระทำของกลุ่มพันธมิตรเอาไม่อยู่แล้วขณะนี้ ในขณะที่ประชาธิปไตยยังไม่แข็งพอ และเรื่องที่น่าเศร้าที่สุดคือฝ่ายที่เป็นประชาธิปไตยไม่มีที่จะยืน

ชี้ควรเอารธน.40 เป็นตัวตั้ง
นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ ทนายความ กล่าวว่า ใครที่จะเสนอแนวทางอย่างไรเพื่อเสนอแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ตนมองว่ารัฐบาลควรรับฟังเพื่อไปประกอบกับการพิจารณา และปัจจุบันตนมองว่าบ้านเมืองอยู่ในระบอบประชาธิปไตย และตัวแทนของประชาชนอยู่ในรัฐสภา และเชื่อว่ามีเจตนาบริสุทธิ์ อีกทั้งตอนนี้ควรเอารัฐธรรมนูญปี 40 เป็นตัวตั้ง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเพราะรัฐธรรมนูญปี 50

ทั้งนี้ควรเชิญสถาบันทั้งของรัฐและเอกชนมาร่วมกันเสนอความคิดเห็น เพื่อเสนอไปยังรัฐสภา เพราะ ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง ไม่เฉพาะแค่ 24 อธิการบดีมาแสดงความเห็น เพื่อมาวิพากษ์วิจารณ์แล้วเสนอต่อรัฐบาล ทั้งนี้ความคิดเห็นนี้ไม่ควรหยุดที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ควรเอาอาจารย์ทั้งประเทศมาร่วมหารือกัน รวมทั้งตัวแทนแต่ละสาขาอาชีพด้วย

นายคำนวณ กล่าวอีกว่า ตนมองในฐานะที่ใกล้ชิดกับการเมืองและองค์กรต่างๆ ควรให้บุคคลหลายๆกลุ่มมาร่วมลงขันเพื่อแสดงความคิดเห็น ถึงจะเป็นที่ยอมรับของรัฐบาลและสถาบันนิติบัญญัติ ไม่ใช่การเสนอมาเพื่อเจาะจงเฉพาะตรงนั้นซึ่งเป็นไปไม่ได้



กังขา‘เจ๊หน่อย’ซุกทุจริตยาผลสอบมัด‘ปรีชา’หายเงียบ

“เครือข่าย 30 องค์กร” ที่เคยเปิดประเด็นทุจริตยา แฉซ้ำ “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” ที่ได้ดิบได้ดีเป็น มท.2 มีชื่ออยู่ในกลุ่ม “คนสีดำ” พัวพันคดีทุจริตยา ซึ่งยังไม่ถูกลงโทษตามกฎหมาย แต่น่าแปลกใจผลสอบของกระทรวง ถูกเก็บเงียบเชียบหาต้นตอไม่เจอ แม้แต่เรื่องที่เคยไปแจ้งความไว้ที่กองปราบปราม เอาผิด “สุดารัตน์” ละเลยปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องเดียวกันก็เงียบเป็นเป่าสาก ระบุเหนื่อยใจไม่อยากทำอะไรต่อ แนะให้ไปตามคนที่แต่งตั้งว่าคิดอย่างไร ทั้งยังไม่เชื่อว่า รมต. คนใหม่ “หมอเหลิม” จะคิดรักษาผลประโยชน์บ้านเมือง กล้าขุดคดีขึ้นมาปัดฝุ่น

เรื่องราวทางการเมืองของรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แค่เริ่มต้นก็ดูจะวุ่นวายเสียแล้ว โดยเฉพาะจากกรณีการเลือกเฟ้นคนที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรี ซึ่งถูกตำหนิว่าให้ความสนใจกับโควตา มากกว่าพิจารณาความรู้ความสามารถ จนทำให้รัฐมนตรีหลายคนขาดคุณสมบัติ ทั้งคุณธรรม จริยธรรม และซ้ำร้ายรัฐมนตรีบางคนยังมีตำหนิ มีชื่อพัวพันความฉ้อฉล และเป็นที่สงสัยของสังคมอย่างกว้างขวาง

ในกรณีของ นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมช.มหาดไทย ที่ถือเป็นจุดบอดสำคัญของรัฐบาลโดยถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวข้องคดีทุจริตยา ซึ่งพบว่ามีชื่อเกี่ยวพันทั้งในเอกสารการสอบสวนชุด นายธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข และในคำพิพากษาคดีจำคุก 15 ปี นายรักเกียรติ สุขธนะ อดีต รมว.สาธารณสุข

น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. ในฐานะผู้ที่เคยติดตามคดีทุจริตยาอย่างใกล้ชิด ย้อนความกรณีในคดีทุจริตยาและเวชภัณฑ์ กระทรวงสาธารณสุข ว่าสมัย นายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรมว.สาธารณสุข โดยระบุว่า ตนในฐานะประธานเครือข่าย 30 องค์กรพัฒนาเอกชนต่อต้านการทุจริต ได้รวบรวมรายชื่อ 5 หมื่นรายชื่อ และได้ใช้ช่องทางของพระราชบัญญัติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 ให้ ป.ป.ช. ใช้อำนาจตามมาตรา 80 ให้ทำการตรวจสอบนายรักเกียรติเข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งทาง ป.ป.ช. พบว่า นายรักเกียรติมีทรัพย์สินจำนวน 103.8 ล้านบาท ที่ไม่สามารถชี้แจงได้ แจ้งแต่เพียงว่าเป็นเงินที่ได้มาจาการเล่นการพนัน

จากนั้น ป.ป.ช. ได้ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นผู้พิจารณาต่อไป ซึ่งศาลก็มีคำตัดสินยึดทรัพย์จำนวน 103.8 ล้านบาท และในส่วนคดีอาญา ป.ป.ช. พบว่าในจำนวนเงินดังกล่าว มีเงินอีก 5 ล้านบาท ที่นายรักเกียรติได้รับสินบทจากบริษัทยา จึงส่งมอบให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และก็ศาลมีคำพิพากษาให้นายรักเกียรติจำคุก 15 ปี

นอกจากนี้ในส่วนของ นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมช.หมาดไทย และอดีตเลขาฯ ของนายรักเกียรติสมัยนั้น หลุดไปในชั้นการสอบสวนของ ป.ป.ช. ต่อมาภาคประชาชนจึงผลักดันให้ นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีต รมว.สาธารณสุข ต่อจากนายรักเกียรติ ทำการตรวจสอบคดีทั้งระบบ จึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบ โดยมี รศ.ธงทอง จันทรางศุ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น เป็นประธาน ปรากฏว่า มีการชี้มูลว่า มีกลุ่มคนสีดำอยู่ 4 คน หนึ่งในนั้นคือ นายปรีชา แต่นางสุดารัตน์ก็ไม่ได้มีการนำผลการสอบไปดำเนินการแต่อย่างใด

จึงเป็นเหตุให้ตนต้องทำการร้องทุกข์กล่าวโทษกับนางสุดารัตน์ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในปี พ.ศ.2548 กับ พล.ต.ต.วินัย ทองสอง ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) ในขณะนั้น แต่ก็ยังไม่มีรายงานความคืบหน้าแต่อย่างใดจนถึงบัดนี้

ทั้งนี้ ตนเคยทำเรื่องขอหนังสือเพื่อขอดูรายละเอียดผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบชุดนายธงทอง ทั้งนายธงทอง และ รมว.สาธารณสุข ในขณะนั้น แต่ก็ไม่เคยได้รับการอนุญาตแต่อย่างใด

เมื่อถามว่าเมื่อนายปรีชาได้เป็น รมช.มหาดไทย ในชุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) สมชาย 1 มีความเหมาะสมหรือไม่ ทั้งๆ ที่ผลการสอบของคณะกรรมการชุดดังกล่าวระบุชัดว่าเป็นกลุ่มคนสีดำ ที่มีความผิด น.ส.รสนา ระบุว่า ตนไม่อยากจะเอ่ย เรื่องนี้ต้องไปถามรัฐบาลที่นำกลุ่มคนเหล่านี้มาโดยไม่มีการพิจารณาถึงปูมหลังในอดีต

พร้อมกับแสดงท่าทีไม่อยากเอ่ยถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.สาธารณสุข คนปัจจุบัน และ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โดยกล่าวเพียงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทราบกันดีอยู่แล้ว รวมทั้งไม่คาดหวังว่า ร.ต.อ.เฉลิม จะทำการรื้อคดีกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง

“ไม่ขอฝากอะไร เรื่องเหล่านี้เป็นที่รู้ดีกันอยู่แล้ว ว่าถ้าคนใต้บังคับบัญชา กระทำผิดและไม่ถูกต้อง แต่ก็ยังจะส่งเสริมให้ได้รับตำแหน่งที่สำคัญๆอย่างนี้ สังคมก็เห็นๆ กันอยู่ และคิดว่าคุณเฉลิมคงไม่รื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นมาทำแน่ๆ” น.ส.รสนา กล่าว

พร้อมระบุว่าคงไม่ดำเนินการอะไรต่อไปอีก เพราะได้ทำหน้าที่ในส่วนของภาคประชาชนเรียบร้อยทุกประการแล้ว โดยมีการกล่าวโทษร้องทุกข์ ทั้งบริษัทยาที่ให้สินบน และในส่วนของเจ้าพนักงานที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ที่เหลือจึงเป็นส่วนของทางราชการ ซึ่งหากตนยังคงเดินหน้าฟ้องร้อง หรือกล่าวโทษร้องทุกข์อีก คงเหมือนเป็นงูกินหาง และต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีความกับข้าราชการที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หลายคน เพราะยังคงมีการนิ่งเฉยกันถ้วนหน้าจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าสื่อมวลชนต้องมีส่วนสำคัญในการเร่งผลักดันกระตุ้นคดีความดังกล่าวเกิดการพัฒนา และขอย้ำว่าตนและองค์ในเครือข่ายคงไม่เดินหน้าเรียกร้องอะไรนอกจากนี้ เพราะที่ผ่านมาก็ทำมามากพอแล้ว