WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 30, 2008

"สมัคร" ตัดสินใจลาออก คืนเก้าอี้ หน.พรคพลังประชาชนแล้ว


อดีตนายกฯ สมัคร " ยื่นใบลาออกพ้นจากหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ต่อ นายสมาน เลิศวงศ์รัฐ กรรมการบริหารพรรคแล้ว

รายงานข่าวจากพรรคพลังประชาชน แจ้งว่า นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีต รมว.กลาโหม ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชนได้ส่งโทรสาร ยื่นใบลาออกพ้นจากตำแหน่ง หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ต่อ นายสมาน เลิศวงศ์รัฐ กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ในฐานะนายทะเบียนพรรค เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ก่อนหน้านี้ นายกุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ได้ออกมากล่าวเป็นนัยว่า นายสมัคร ต้องการลาออกจากตำแหน่ง รวมทั้งต้องการยุติบทบาทในนามพรรคพลังประชาชนด้วย แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดมากกว่านี้

ปธ.วุฒิเชื่อนายกฯ พบ “ป๋าเปรม” สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น


ประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภาเชื่อนายกฯพบ 'ป๋าเปรม' สถานการณ์จะดีขึ้น ระบุป๋าพร้อมแนะแนวทางเจรจากับพันธมิตรฯ เพื่อยุติปัญหา

นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เชื่อว่าหากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อหารือถึงแนวทางการทำงานและการแก้ไขปัญหาของประเทศ จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะจะได้รับคำแนะนำที่ดีจากผู้อาวุโสที่มีประสบการณ์ รวมถึงแนวทางในการเจรจากับพันธมิตรฯ เพื่อยุติปัญหา

นอกจากนี้ นายประสพสุข ยังกล่าวถึง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทางวุฒิสภาก็ถือว่าเรื่องยุติและไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้ต่อไป

ครม.นักแรก!นายกฯเร่งถกรับมือวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ


นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะบรรจุเรื่องแนวทางรับมือวิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐเป็นวาระเร่งด่วน หลังจากที่นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี และ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลัง เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการเร่งด่วนเช้าวันนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากสภาคองเกรสของสหรัฐไม่อนุมัติแผน 7 แสนล้านดอลลาร์อัดฉีดสภาพคล่อง

ที่ประชุมในช่วงเช้าได้มีการประเมินสถานการณ์ในเบื้องต้นแล้วว่าวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐจะส่งผลกระทบเศรษฐกิจไทยบ้างแต่ไม่มากนัก โดยการลงทุนอาจจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ที่จะได้รับผลกระทบเป็นด่านแรกคาดว่าจะเป็นธุรกิจประกัน

นายสมชาย กล่าวว่า ในวันนี้นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะรายงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบว่าจะมีมาตรการรองรับอย่างไรในส่วนของภาครัฐและเอกชน โดยในส่วนของภาคเอกชนจะมีการเชิญเข้ามาหารือแลกเปลี่ยนความเห็น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความกังวลต่อปัญหาเงินทุนไหลออก และสภาพคล่องในระบบการเงิน
ด้าน ศ.ดีรณ พงศ์มฆพัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาตร์ จุฬาลงกรณ์ กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า รัฐบาลได้ประเมินสถานการณ์ดีเกินไป ส่วนใหญ่ยังคงพึ่งระบบราชการอยู่ เช่นการเรียกประชุมปลัดกระทรวงกันใหม่ ทั้งที่เราคงไม่มีเวลามากมายไปรออย่างนั้น

ทั้งนี้เรื่องเศรษฐกิจต้องมีปัญหาชะลอตัวแน่นอนซึ่งรัฐบาลต้องรีบวางแผนตั้งแต่วันนี้เพราะเชื่อว่า 3 เดือนหลังจากนี้ อาจมีปัญหาเกิดขึ้น ซึ่งอาจกระทบาคการท่องเที่ยวและส่งออก ในส่วนของประชาชนทั่วไปก็ต้องระวังการใช้จ่ายและการก่อหนี้ ต้องทำอะไรอย่างระวัง เท่าที่ดูสถานการณ์อาจใช้เวลานานประมาณ 4 ปี ในการฟื้นตัว สำหรับประเทศไทยเมื่อรัฐบาลมีงบประมาณก็ใช้เงินแบบไม่มีแผนใช้ในสิ่งที่หมดไปเร็วอยากเห็นรัฐบาลช่วยคนจน

'จำลอง' มึนบอกโห่ไล่นายกฯเรื่องปกติ

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ที่กลุ่มพันธมิตรฯระบุว่าการเมืองใหม่ จะต้องปฏิรูปองค์กรอิสระ โดยเฉพาะ กกต.ที่ต้องออกแบบโครงใหม่หมด เนื่องจากถูกนักการเมืองแทรกแซงได้ง่ายว่า ไม่ทราบว่าจะออกแบบได้อย่างไร เพราะการที่พันธมิตรฯทำผิดกฎหมายโดยการบุกเข้าไปยึดครองทำเนียบ ต้องถามว่าทำถูกต้องหรือไม่ ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องการเมืองใหม่ ในส่วน กกต.ถ้าสภาฯเห็นว่า สมควรจะต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจริง เรายินดีสลายตัวไป เพราะไม่มี กกต.คนไหนยึดติดกับตำแหน่ง ส่วนที่แกนนำพันธมิตรฯ ระบุว่า มี กกต.2 คนไปรับเงินนักการเมือง ที่โรงแรมเรดิสัน เพื่อยื้อคดียุบพรรคนั้น เรื่องนี้ได้ดำเนินการฟ้องร้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ พร้อมพวก และหนังสือพิมพ์ในเครือข่ายของนายสนธิอีก 7 ฉบับเรียบร้อยแล้ว จากนี้ขอให้นำหลักฐานข้อเท็จจริงมาแสดงกันที่ศาล ทั้งนี้คงไม่มีใครโง่ไปรับเงินรับทองกันที่โรงแรม เรื่องนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับคดีที่นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ที่ถูกศาลตัดสินจำคุก 2 ปี จากกรณีที่ไปกล่าวหานายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯกทม. ว่าไปรับเงินสินบนมา ดังนั้น เห็นว่า คดีนี้ต้องใช้บรรทัดฐานเดียวกัน และศาลอาจสั่งไม่ให้ประกันตัวจำเลยได้

“สดศรี” ลั่นสรุปคดี “วิฑูรย์” ต.ค.

นางสดศรีกล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนคัดค้านการเลือกตั้งของนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น กรณีถูกร้องเรื่องการแจกบัตรชมภาพยนตร์และปราศรัยหาเสียงในโรงภาพยนตร์นั้น หลังจาก กกต.มีมติให้ขยายเวลา 15 วัน เพื่อให้สอบพยานเพิ่มเติมตามที่ผู้ร้องเสนอนั้น ล่าสุดทราบว่าสอบพยานไป 2 ปาก ส่วนที่เหลือยังไม่ทราบว่าทำไมจึงไม่ได้สอบ ทางคณะอนุกรรมการสอบฯบอกว่าขณะนี้มีน้ำหนักเพียงพอแล้ว คาดว่าอนุกรรมการสอบฯ น่าจะยื่นเรื่องมาให้ กกต.ได้ในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม กกต.จะพิจารณาว่าสมควรตัดพยานที่เหลือหรือไม่ เมื่อถามว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าสืบพยานเพียงพอแล้วหรือไม่ นางสดศรีตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องการเมืองด้วย และนายวิฑูรย์ก็เคยมายื่นหนังสือขอไม่ให้สืบพยานเพิ่ม เมื่อถามอีกว่า เกรงว่าเป็นเรื่องการเมืองและโยนมาให้ กกต.หรือไม่ นางสดศรีตอบว่า แน่นอน ตลอดเวลาที่ทำงาน กกต.มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องตลอด กกต.ต้องดูที่พยานหลักฐานที่สำคัญที่สุดว่า วีดิโอที่ถ่ายไว้ชัดเจน มีการหาเสียงในโรงภาพยนตร์จริงหรือไม่ มีการแจกตั๋วหนังหรือไม่ อย่างไรก็ดี คาดว่า กกต.จะพิจารณาเสร็จได้ภายในเดือน ต.ค.นี้แน่นอน ส่วนคดียุบพรรคอื่นๆที่มองว่ามีความล่าช้านั้น ไม่ใช่ความผิดของ กกต. เพราะได้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดไปแล้ว

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ


‘สมชาย’จัดสัมมนาหวังแก้ปัญหาพรรค

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ในฐานะ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน มั่นใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นภายในพรรค สามารถพูดคุยกันได้เพราะเป็นพรรคเดียวกัน ทั้งนี้ได้เตรียมมองหาสถานที่สำหรับการจัดสัมมนา ส.ส.ของพรรค เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และทำกิจกรรมร่วมกัน โดยจะจัดขึ้นหลังการแถลงนโยบายบริหารราชการแผ่นดินกับรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาที่ทำการพรรคพลังประชาชน เพื่อหารือถึงร่างนโยบายบริหารราชการแผ่นดินกับแกนนำพรรค

โดย นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้พิจารณาดูอีกครั้งแล้วค่อนข้างพอใจ โดยไม่แตกต่างจากนโยบายของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ มากนัก โดยการประชุมในวันนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายในการที่จะพิจารณาโครงร่างให้รอบคอบ ก่อนนำไปแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาต่อไป

เสร็จแล้วนโยบายรัฐ

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมร่างนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ว่า การร่างนโยบายรัฐบาลมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ โดยมีการเพิ่มเรื่องการสมานฉันท์ในชาติ ซึ่งได้จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะรายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันพรุ่งนี้ ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คาดว่าน่าจะมีการพูดคุยกันในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้เช่นกัน

ด้านนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าแต่ละกระทรวงได้เสนอแผนนโยบาย ซึ่งคล้าย ๆ กับนโยบายของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอให้เน้นเรื่องประวัติศาสตร์ในหลักสูตร และให้เพิ่มกระบวนการเรียนภาษาที่ 2 และ 3 เพราะปัจจุบันเด็กนักเรียนน่าจะเรียนมากกว่า 1 ภาษา ด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้นำเสนอให้ใช้ศักยภาพของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยว และมีการเพิ่มนโยบายเร่งด่วน 16 ด้าน ส่วนผลกระทบจากเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้มีการพูดถึง

อินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ปชี้ม็อบเป็นผลเสียต่อระบบปชต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา มีรายงานจากอินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป ได้วิเคราะห์การชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เรียกร้องให้รัฐบาลนำโดยพรรคพลังประชาชน ลงจากอำนาจ จนเกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มที่ต่อต้านและสนับสนุนรัฐบาล มีความวิตกว่าสถานการณ์ความวุ่นวายอาจจะนำไปสู่การรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งในรายงานบอกว่า “การล้มรัฐบาลไม่ว่าจะด้วยการชุมนุมประท้วงหรือการก่อรัฐประหารจะสร้างผลเสียต่อระบอบประชาธิปไตย” น.ส.รุ่งรวี เฉลิม ศรีภิญโญรัช นักวิเคราะห์ของอินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป ประจำประเทศไทยกล่าว “มันจะไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทาง การเมืองที่กำลังสร้างความแตกแยกอย่างรุนแรงในประเทศไทยในขณะนี้”

จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญได้พิพากษาในวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมาให้ นายสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังคงเดินหน้าการชุมนุมประท้วงและเรียกร้องให้รัฐบาลทั้งคณะ ลาออกและยังคงยึดพื้นที่ในทำเนียบรัฐบาลต่อไป ยิ่งมีการปล่อยให้การเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯและรัฐบาลยาวนานมากขึ้น เท่าไร การแตกแยกทางการเมืองก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นและยากที่จะแก้ไขและอาจจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการก่อการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง ด้วย วิกฤติทางการเมืองในกรุงเทพฯ ได้ก่อความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและดึงความสนใจของรัฐบาลไปจากปัญหาที่ ควรได้รับการแก้ไขเร่งด่วน เช่น การก่อความไม่สงบในภาคใต้ นอกจากนี้ ปัญหาการเมืองยังส่งผลกระทบต่อบทบาทของไทยในฐานะ ประธานอาเซียนในปีนี้อีกด้วย

สิ่งที่สำคัญเร่งด่วนขณะนี้คือการดำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมและรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง มิใช่เพราะว่ารัฐบาลที่มา จากการเลือกตั้งนั้นสมบูรณ์และปราศจากข้อผิดพลาด หากแต่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยและเสถียรภาพ ของประเทศ ชนชั้นนำของไทย ควรจะหยุดส่งสัญญาณอันคลุมเครือและแสดงการสนับสนุนรัฐบาลในการรักษาไว้ซึ่งหลักแห่งกฎหมาย กลุ่มพันธมิตรฯ ควรเลิกยึดทำเนียบรัฐบาล ผู้นำทหารระดับสูงควรเข้าไปเจรจากับพันธมิตรฯ ตำรวจควรวางมาตรการเป็นขั้นเป็นตอนในการนำพันธมิตรออกจากทำเนียบฯ โดยไม่ใช้ความ รุนแรง

สำหรับมาตรการระยะกลาง รัฐธรรมนูญปี 2550 จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข เพราะรธน.ฉบับนี้ร่างขึ้นโดย สภาร่างรัฐธรรมนูญที่คัดเลือกโดยคณะรัฐประหารได้ให้อำนาจกับระบบราชการและศาลมากเกินไปในการระงับการดำเนินการของ รัฐบาล กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมเพื่อพิจารณาประเด็นสำคัญ กล่าวคือ การหาสมดุลระหว่างการสร้างกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพและการให้อำนาจกับรัฐบาลในระดับที่เหมาะสมที่จะไม่ทำให้ รัฐตกอยู่ในสภาพปฏิบัติหน้าที่แทบไม่ได้

นายจอห์น เวอร์โก้ ผู้อำนวยการโครงการเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ของอินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป กล่าว “เพื่อนบ้านของไทย โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนควรที่จะส่งสัญญาณ เตือนว่าพวกเขาไม่อาจยอมรับได้ หากเกิดการรัฐประหารขึ้นอีกครั้งหนึ่ง”

ชาตินี้ได้รู้ผลแน่คดีใบแดง‘วิฑูรย์’เลื่อนอีกตุลาจบ

กกต.เลื่อนสรุปผลสอบใบแดง “วิฑูรย์ นามบุตร” ออกไปอีกไม่มีกำหนด อ้างยังสอบพยานไม่ครบ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยระบุว่าไม่มีความจำเป็น ส่อจงใจยื้อช่วยพรรคการเมืองเก้าแก่ “สดศรี” เผยไม่เกินเดือนตุลาคมนี้รู้ผล ยันพิจารณาอย่างรอบคอบ ด้านอนุกรรมการฯ ที่ลาออกไป 2 คน อ้างเหตุผลจำเป็นส่วนตัว ส่วนคนที่มาแทน ที่แท้ลูกประธาน ส.ว.จากการสรรหา “ประสพสุข บุญเดช”

กรณีร้องเรียนทุจริตการเลือกตั้งของ นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ขณะถูกร้องเรียนมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย ส.ส.อุบลราชธานี อีก 2 คน ซึ่งกรณีดังกล่าวหากมีการแจกใบแดงก็อาจนำไปสู่การยุบพรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ นั้น

กรณีดังกล่าวได้ถูกดึงเรื่องมายาวนาน แตกต่างจากกรณีของพรรคการเมืองอื่นจนเห็นได้ชัดเจน จนเกิดเป็นข้อครหาว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จงใจช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ ตามที่มีการมองว่าเป็นพวกเดียวกัน และเชื่อมโยงย้อนไปถึงความสัมพันธ์กับการรัฐประหารอย่างไร หรือไม่

โดยที่การสอบสวนของคณะอนุกรรมการได้ถูกเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง และเพิ่งจะมีการเลื่อนจากช่วงต้นเดือน จนมีข่าวออกมาว่าจะมีการสรุปความเห็นส่งให้กับกกต.ชุดใหญ่ ในวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา แต่ก็ต้องเลื่อนออกไปอีก โดยอ้างว่าจะรอพยานบางรายที่ยังไม่มาให้การ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น กกต.หลายคนออกมาบอกตรงกันว่าไม่มีความจำเป็นต้องสอบเพิ่มเติมอีกแล้ว และไม่มีความจำเป็นต้องรอสอบเพิ่มเติมอีก

กรณีดังกล่าว นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนทุจริตเลือกตั้งของนายวิฑูรย์ นามบุตร ว่า กกต.ยังไม่สามารถพิจารณาลงมติได้ เนื่องจากนายสมบัติ รัตโน ผู้ร้อง ยังไม่มีการนำพยานมาสอบปากคำ ต่อคณะอนุกรรมการของกกต. ตามที่ยื่นเรื่องขอให้มีการสอบพยานเพิ่มเติมได้ ล่าสุดยังเหลือพยานที่ยังไม่ได้สอบอีก 4 ปาก แต่จนถึงขณะนี้พยานผู้ร้องมาให้ปากคำเพียง 3 ปากเท่านั้น

ซึ่งหากคณะอนุกรรมการจะตัดพยานออก ก็ควรจะทำหนังสือแจ้งมายัง กกต. ภายในสัปดาห์นี้ หรือจะขอยืดระยะการดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จเป็นเวลากี่วัน ก็ควรจะแจ้งให้ทราบด้วย เนื่องจากขณะนี้ทาง กกต. ทราบรายงานการสอบพยานเบื้องต้นจากคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน

ทั้งนี้หากไม่ประสงค์จะให้สอบพยานเพิ่มเติม กกต.คงจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม เพื่อจะพิจารณาตัดพยานออกไป และพิจารณาลงมติตามหลักฐานที่คณะอนุกรรมการสรุปมาก่อนหน้านี้ ซึ่งคาดว่าการพิจารณาจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ อย่างไรก็ตาม นางสดศรี ยืนยันว่า กกต.จะพิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วยความรอบคอบ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องเป็นประเด็นทางการเมืองด้วย

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการลาออกของ 2 อนุกรรมการคือ พล.ต.ต.ขรรค์ชัย อนันตสมบูรณ์ รองผบ.ตม. และนายจำนงค์ พนัสจุฑาบูลย์ ว่ามีการรายงานชี้แจ้งการขอลาออกเนื่องจากติดภารกิจส่วนตัว ไม่สามารถปลีกเวลามาทำหน้าที่ตรงจุดนี้ได้

ซึ่งขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งอนุกรรมการใหม่แล้ว โดยเป็นนายตำรวจท่านหนึ่ง และอีกท่านเป็นบุตรชายของนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา แต่ 2 อนุกรรมการใหม่จะไม่มีผลต่อการสอบสวนพิจารณาที่ผ่านมา แต่จะมีผลภายหลังจากการแต่งตั้ง

สตง.สอบกทม.ยุค‘อภิรักษ์’ตุกติกใช้งบ

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด! ถูกเปิดหลักฐานใหม่คดีรถ-เรือดับเพลิงไม่พอ ล่าสุดโครงการ กทม. ยุค “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” ยังถูก สตง. ตรวจสอบการใช้งบประมาณพัฒนาสำนักงานเขต ที่ส่อตั้งราคากลางสูงผิดปกติ แถมการปรับปรุงไม่เป็นไปตามเงื่อนไข แต่มีการเซ็นรับงานไปเป็นที่เรียบร้อย ขณะเดียวกันกรณี “โฆษณาแฝง” พ่นพิษ ลือสะพัดจ่อโดนใบเหลือง ขณะที่ประธาน กกต.กทม. แย้มมติเป็นเอกฉันท์ อีก 2-3 วันรู้ผลแน่

หลังจากมีการเปิดเอกสารใหม่ในการสอบสวนกรณีทุจริตรถ-เรือดับเพลิง ของกทม. มูลค่ากว่า 6 พันล้านบาท ที่ประชิดติดตัว นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. เข้าไปมากยิ่งขึ้น และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการสอบสวน และจะรู้ผลในระยะเวลาไม่เกิน 1-2 เดือนข้างหน้า นั้น

ในวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมาก็มีการเปิดประเด็นใหม่ที่เกี่ยวโยงไปถึงนายอภิรักษ์ อีกถึง 2 เรื่องด้วยกัน ทั้งความเดิมที่มีการร้องเรียนว่านายอภิรักษ์ จงใจเอาเปรียบคู่ต่อสู้ด้วยการโฆษณาแฝงผ่านป้ายประชาสัมพันธ์ของ กทม. และยังมีการติดป้ายหาเสียงที่มีข้าราชการ กทม. ร่วมอยู่ในภาพ ซึ่งส่อว่าจะเข้าข่ายเอาเปรียบคู่แข่งเข้าชิงตำแหน่ง โดยมีข่าวว่าอาจจะถึงกับได้ใบเหลือง

ขณะเดียวกันก็มีเรื่องการใช้งบประมาณพัฒนาสำนักงานเขต ก็ถูกสมาชิกสภา กทม. ออกมาแฉว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ได้มีหนังสือทักท้วงถึงความไม่ชอบมาพากลดังกล่าว เพราะพบว่ามีการใช้จ่ายงบอย่างผิดเงื่อนไข และยังมีการกำหนดราคากลางในการประกวดราคาไว้สูงเกินกว่าความเป็นจริง

โดยในกรณีแรกนั้นมีข่าวออกมาว่า นายอภิรักษ์ส่อโดนแจกใบเหลือง จากกรณีที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร้องเรียนต่อ กกต. และ กกต.กทม. ให้สอบสวนกรณีป้ายประชาสัมพันธ์ของกทม.ยังมีชื่อของนายอภิรักษ์ ติดอยู่ว่า เป็นการโฆษณาหาเสียงแฝง รวมถึงกรณีที่มีรูปข้าราชการ กทม. ปรากฏในป้ายหาเสียงของนายอภิรักษ์ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ล่าสุด มีรายงานว่ามีความเป็นไปได้ที่ กกต. อาจพิจารณาให้ใบเหลืองนายอภิรักษ์ ทำให้อาจต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่อีกรอบ และนายอภิรักษ์ จะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง 158 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว อาจทำให้มีคำสั่งโยกย้ายผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ กทม. ไปเป็นผู้ตรวจราชการ และหาก กกต. สอบสวนแล้วพบว่า ข้าราชการไม่เก็บป้ายประชาสัมพันธ์เพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายอภิรักษ์ก็อาจ มีความผิดตามมาตรา 60 ต้องระวางโทษจำคุกระหว่าง1-10 ปี

อย่างไรก็ดี นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้งด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงกระบวนการพิจารณากรณีนายอภิรักษ์ว่า การดำเนินการสอบสวนเบื้องต้นเป็นหน้าที่ของ กกต.กทม. ที่เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนมาจะต้องพิจารณาหาข้อมูลและข้อเท็จจริง หากเห็นว่าการกระทำดังกล่าวผิดจริง ทาง กกต.กทม. จะยื่นรายงานสรุปมายังกกต.กลาง เพื่อพิจารณาต่อไป และถ้า กกต.กลางพบว่ามีเหตุให้ต้องสอบสวนต่อ ก็จะตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนพิจารณาเช่นเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้ หากสามารถสรุปผลตัดสินใบแดงใบเหลืองได้ก่อนมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ทางกกต. กลางก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ทันทีโดยไม่ต้องยื่นต่อศาล แต่ถ้าผ่านพ้นไป 30 วันหลังจากการเลือกตั้ง กกต.กลางจะต้องนำเรื่องเสนอต่อศาลเพื่อพิจารณาใบเหลืองใบแดงต่อไป

ด้าน นายพิงค์ รุ่งสมัย ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) เปิดเผยว่ากรณีดังกล่าวขณะนี้อยู่ในระหว่างคณะกรรมการสอบสวนของกกต.กทม. จำนวน 3 คน ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานอยู่ ซึ่งถึงตอนนี้ผ่านพ้นไปแล้วกว่า 10 วัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 29 กันยายน ได้มีการติดตามผลการปฏิบัติงานกับคณะกรรมการทั้งสาม ปรากฏมีการรายงานว่าอีกประมาณ 2-3 วัน จะพร้อมนำเสนอต่อที่ประชุม กกต.กทม. เพื่อตรวจสอบว่าได้ทำการสอบสวนครบถ้วนทุกประเด็นตามที่มีผู้ร้องเรียนมาหรือไม่

จากนั้นกกต.กทม.จะส่งสำนวนรายงานไปยัง กกต.กลาง ไม่ว่าคำวินิจฉัยกรณีนายอภิรักษ์จะมีข้อสรุปว่ากระทำความผิดหรือไม่ ทั้งนี้ ไม่สามารถชี้แจงขยายความได้ว่ารูปการของคดีมีทิศทางไปทางใด

ทั้งนี้ นายพิงค์ ระบุว่า ผลการพิจารณาจะออกมาเป็นเอกฉันท์แน่นอน แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าจะเป็นใบเหลือง ใบแดง หรือใบขาว

ส่วนกรณีของงบประมาณนั้น นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ส.ก.เขตห้วยขวาง พรรคพลังประชาชน ในฐานะกรรมการประสานและติดตามงบประมาณรายจ่ายประจำปี กทม. สภา กทม. กล่าวถึงความน่ากังวลสงสัยของโครงการปรับปรุงศูนย์บริการ Bangkok Service center ระยะที่ 2 จำนวน 7 เขต ว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน ที่ผ่านมา นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม. ได้ทำหนังสือถึงผู้บริหาร กทม. ให้ยกเลิกบันทึกสำนักงานปกครองฯ ด่วนที่สุดที่ กท. 0406/2425 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2551 เรื่องขออนุมัติคุณลักษณะเฉพาะครุภัณฑ์ ส่วนประกอบศูนย์บริการ กทม. และให้สำนักงานเขต 7 แห่ง ได้แก่ คลองเตย บึงกุ่ม บางซื่อ ประเวศ บางคอแหลม ห้วยขวาง และมีนบุรี ระงับการดำเนินการ

โดยสาเหตุที่ต้องระงับโครงการเนื่องจาก สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบการจ้างโครงการนี้ พบความผิดปกติ 2 เรื่องคือ คณะกรรมการกำหนดราคากลางประมาณราคาสูงกว่าราคาของสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ และการปรับปรุงไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการ และปริมาณงาน แต่คณะกรรมการตรวจการจ้างได้เซ็นตรวจรับงาน จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อบัญญัติพัสดุ ทำให้ทางราชการได้รับความเสียหาย

โดยโครงการนี้ ริเริ่มสมัยที่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯ กทม. เสนองบผ่านสภากทม. โดยขอความเห็นชอบในหลักการไม่ได้ลงรายละเอียดชัดเจน แถมโยกงบจากหน่วยงานอื่นมาสมทบ จนกลายเป็นงบ 1,300 ล้านบาท ปรับปรุง 50 สำนักงานเขต เฉลี่ยเขตละ 26 ล้านบาท เป็นการก่อสร้าง 20 ล้านบาท จัดซื้อคอมพิวเตอร์ 6 ล้านบาท

ขณะที่สมัย นายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่าฯ กทม. ใช้เงินปรับปรุงสำนักงานเขตเพียงเขตละ 2 ล้านบาทเท่านั้น ในการประชุมสภา กทม. ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ จะยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาสอบถามข้อเท็จจริงกับปลัด กทม. เพราะพบความผิดปกติ ของโครงการโดยเฉพาะการยื่นซองประมูล ที่บริษัทเอกชน ที่ชนะการประมูลเสนอราคาสูงกว่าราคากลางเพียง รายละ 10,000-14,000 บาท

ด้าน นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม. กล่าวยอมรับว่า ได้รับหนังสือแจ้งจาก สตง. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ตรวจสอบการดำเนินโครงการดังกล่าวที่เขตบางขุนเทียน จตุจักร และบางเขน ระบุว่าคิดราคากลางไม่ถูกต้องกับตรวจรับงานไม่ตรงตามแบบ ตนได้แต่งตั้งให้ นายวัฒนา ล้วนรัตน์ ผู้ตรวจ 10 เป็นประธานการสอบฯ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน คาดว่าจะสอบเสร็จราววันที่ 25 ตุลาคมนี้ จากนั้นจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ทางด้าน นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ยังยืนยันที่จะแฉโครงการทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. โดยจะแถลงในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ส่วนเวลาและสถานที่จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากขณะนี้มีความพยายามจากฝ่ายตรงข้ามที่จะบล็อกและก่อกวนข้อมูลจากคนรอบข้าง เพื่อให้ได้รับข้อมูลในโครงการนี้ไม่ครบถ้วนหรือมีข้อมูลน้อย

นศ.ยี้ 24 อธิการฝักใฝ่พันธมิตร

* ซัด‘ประเวศ-ระพี-ปชป.’พวกเดียวกันหมด
“นักศึกษา” ดาหน้ายี้ข้อเสนอ 24 อธิการบดี จวกแนวคิดไร้สาระ ปกป้องม็อบพันธมิตร-ขานรับการเมืองใหม่ ระบุตัวละครที่เข้ามาเกี่ยวข้องทั้ง “หมอประเวศ-ศ.ระพี-ปชป.” ล้วนมีแนวคิดไปทางเดียวกัน เป็นพวกเอียงกระเท่เร่ ทั้งสนับสนุนรัฐประหาร มีจิตใจฝักใฝ่พันธมิตรฯ ไม่มีทางสร้างสมานฉันท์ในบ้านเมืองได้สำเร็จ ชี้ต้องยึดหลักการประชาธิปไตย ที่สำคัญทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่ากัน ถอนหงอก! อย่าคิดว่าเป็นนักวิชาการแล้วเสียงจะดังกว่าคนอื่น “ความจริงวันนี้” อัดซ้ำเด็กนักศึกษายังมีสมองคิดได้มากกว่า น่าให้ 24 อาจารย์สลับไปเรียนหนังสือใหม่

* ถูกเด็กย้อนอธิการบดีอย่าคิดว่าเสียงดังกว่า
หลังจากอธิการบดีมหาวิทยาลัยภาครัฐและเอกชนรวม 24 แห่ง ได้ออกมาเสนอทางออกวิกฤติการเมืองโดยตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการเมืองการปกครอง จากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเป็นกลางทางการเมืองโดยขอให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมชู นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสเป็นคนกลาง ปรากฏว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมายว่าแนวคิดดังกล่าวสอดรับกับความต้องการของกลุ่มพันธมิตรฯ ราวกับว่านั่งโต๊ะวางแผนมาด้วยกัน

โดยที่ล่าสุดเมื่อคืนของวันที่ 28 กันยายน บนเวทีพันธมิตรฯ ในทำเนียบรัฐบาล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย และ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ออกมารับลูกว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของ 24 อธิการบดี โดยพันธมิตรฯ ยังมีความเห็นตรงกับแนวทางอารยะประชาธิปไตย ที่เสนอโดย นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ที่เห็นว่าการปฏิรูปการเมืองใหม่ต้องเป็นแนวทางที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันพัฒนา และการรณรงค์ต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพันธมิตรฯ เห็นว่าแนวทางของ 24 อธิการบดี ที่ระบุว่าจะต้องมีการปฏิรูปการเมืองนั้นเป็นความหมายเดียวกับการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ

พล.ต.จำลอง อ้างด้วยว่า การเมืองในปัจจุบันนี้เป็นการเมืองเก่าที่ไม่มีอนาคต พร้อมขอเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการเมืองโดยเร็วที่สุด

ด้าน พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ก็ออกมาให้สัมภาษณ์รับลูกในทำนองว่าควรเร่งเจรจาในเรื่องของการเมืองใหม่และให้ได้ข้อยุติ เพราะเป็นแนวทางหนึ่ง ที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ

ซัดแนวคิดใหม่แต่สาระเก่า
อย่างไรก็ดี รายการความจริงวันนี้ ดำเนินรายการโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ออกอากาศคืนวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา ทางสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ได้วิจารณ์แนวคิดการเมืองใหม่ที่กลุ่มพันธมิตรฯยังคงทำการหารือเพื่อสร้างความเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้นายจตุพร ได้นำเอาหัวข้อการหารือแนวทางการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ระบุว่า 1. ห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับอำนาจบริหาร 2. นักการเมืองที่อยู่ในพื้นที่จะเข้าสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้ 3. ส.ส.อีก 50 เปอร์เซ็นต์ ที่จะเป็นตัวแทนในแต่ละสาขาอาชีพจะต้องไม่สังกัดพรรคการเมืองอย่างเด็ดขาด

4 . ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยสามารถยื่นถอดถอนนักการเมืองได้โดยตรง 5. ร่วมปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อัยการสูงสุด องค์กรอิสระไม่ให้มีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง และให้กระบวนยุติธรรมมีการกำหนดกรอบเวลาสืบสวนสอบสวนคดีของนักการเมือง

นายวีระ ได้ทำการวิจารณ์แนวคิดดังกล่าวเป็นข้อๆ โดยระบุว่า ประการที่ห้ามมิให้ส.ส.ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับตำแหน่งบริหาร ตนบอกได้เลยว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 2511 ที่มีการประกาศใช้ จากนั้นก็มีการเลือกตั้งในปีพ.ศ. 2512 ซึ่งจอมพลถนอม กิตติขจร ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคสหประชาไทย คราวนั้นได้สั่งส.ส.ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง คนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็คือ จอมพลถนอม จอมพลประภาส และปลัดกระทรวงต่างๆ ที่เป็นข้าราชการประจำโดยการนำคนที่เกษียณมาร่วมด้วยเพื่อแต่งตั้ง แต่ผลสุดท้ายแนวความคิดดังกล่าวก็ล้มเหลวในระยะเวลาเพียง 2 ปี เพราะสภากับรัฐบาลไม่มีความเกี่ยวข้องกันทำงานด้วยความยากลำบาก

ชี้ ส.ส.ไม่สังกัดพรรคแย่กว่าเดิม
นายวีระ กล่าวถึงข้อที่ 2.ที่ระบุว่านักการเมืองที่อยู่ในพื้นที่จะเข้าสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้นั้น ซึ่งที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ยอมให้มีกฎหมายมาตราแบบนี้เด็ดขาด เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ต่อสู้มาตลอดเวลากว่า 30 ปีว่า นักการเมืองต้องสังกัดพรรคการเมือง ฉะนั้นถ้ามีต้องได้ยินเสียงค้านมาจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยให้เหตุผลว่ามีการจัดตั้งรัฐบาลที่ยากลำบาก เว้นแต่ว่า ก็ได้เปลี่ยนเป็นพันธมิตรฯ ซึ่งหากมีการเมืองระบบดังกล่าวจริงสุดท้ายก็จะเป็นระบบสภาที่ไม่มีพรรคการเมือง ส.ส.อิสระก็ต้องเป็นอย่างในอดีตคือรับสินบนกันอย่างถ้วนหน้า

นอกจากนี้ ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ร ะบุว่า ส.ส.ที่เป็นตัวแทนจากสาขาอาชีพ ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง นั่นก็หมายถึงกลุ่มของตนเอง ที่ไม่ต้องการสังกัดหรือตั้งพรรคใดอยู่ตั้งแต่ต้น และข้ออ้างที่ว่าจะไม่ให้องค์กรอิสระถูกแทรกแซงจากการเมือง ตนเสนอว่าอันดับแรก ต้องมีการพิจารณาตรวจสอบบุคคลในองค์กรอิสระทุกคนว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งถ้าใครไม่ตรงตามคุณสมบัติก็ต้องพิจารณาให้ออกจากตำแหน่งไป

“แบบนี้จะเป็นระบบรัฐสภาที่ไม่มีพรรคการเมือง ผมจะบอกในฐานะที่เคยมีประสบการณ์ให้ฟังว่าถ้าส.ส.ไม่สังกัดพรรคการเมือง สมมติว่ามี ส.ส. 300 คน เท่ากับมีพรรคการเมือง 300 พรรค สุดท้าย ส.ส.อิสระในอดีตเป็นยังไร จ่ายเงินกันในห้องน้ำสภาเนี่ยแหละ ให้ซองขาวกันเพราะว่าไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง มันผ่านมาแล้วทั้งนั้น” นายวีระกล่าว

ด้าน นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ล่าสุดที่ตนทราบแนวคิดการเมืองใหม่คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประกาศว่าแนวคิดการเมืองใหม่ที่กลุ่มพันธมิตรฯกำลังเสนออยู่ตอนนี้จะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคพระศรีอาริย์ รวมทั้งมีการอ้างอารยะประชาธิปไตยของ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ซึ่งดูแล้วจะเลยเถิดไปกันใหญ่ ซึ่งข้อเสนอที่กล่าวมาล้วนไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในทางปฏิบัติ โดยจากการประเมิน การเมืองใหม่ที่กำลังผลักดันนี้คือการปฏิเสธระบบพรรคการเมืองอย่างสิ้นเชิง

ชม สนนท.เลือกนายกฯตรง
อย่างไรก็ดี นายจตุพร ยังได้นำแถลงการณ์แนวทางการปฏิรูปการเมืองของสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และกลุ่มประกายไฟ ที่ได้มีการนำเสนอต่อสื่อมวลชนเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 กันยายน พร้อมกับกล่าวคำชื่นชมแนวความคิดดังกล่าว ผ่านทางรายการว่า ตนเห็นด้วยกับแนวความคิดที่เสนอว่า ให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงจากประชาชน ซึ่งจะคล้ายคลึงกับการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล โดยที่ผ่านมาการเมืองระดับชาติยังไม่เป็นในรูปแบบนี้

เช่นเดียวกับนายวีระ ที่ระบุสอดคล้องกันว่า ตนเห็นด้วยทุกประการและเล็งเห็นว่านี่คือการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอในการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ระบุว่า ควรยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค โดยเน้นการรวมศูนย์จากส่วนกลาง ซึ่งจะส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนปกครองตนเอง ผ่านการปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ อยากเรียกร้องให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ใส่ใจกับการพัฒนาการปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ให้มากขึ้น และมั่นใจว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี จะสามารถพัฒนาตรงนี้ได้ด้วยเช่นกัน เพราะนโยบายเก่าๆ ที่ท่านเคยทำไว้ น่าจะส่งผลต่อยอด รวมทั้งตนมองว่า พล.อ.ชวลิต เป็นเจ้าแห่งการปกครองส่วนท้องถิ่น

ฉะ! อธิการกลับไปเป็นนศ.ใหม่
นายวีระ กล่าวว่า ตนสนับสนุนแนวคิดของ 3 เครือข่ายเพราะมีความคิดความอ่านที่พัฒนามากยิ่งกว่าอธิการบดี 24 สถาบันที่ร่วมกันลงนามสนับสนุนการเมืองใหม่ที่ยังคงไม่เห็นความเป็นรูปธรรมของกลุ่มพันธมิตรฯเสียด้วยซ้ำ ซึ่งน่าจะให้สนนท. เป็นอาจารย์สอนอธิการบดีทั้ง 24 สถาบันมากกว่า ส่วนจะมีการรวมกลุ่มเพื่อสนับสนุนการปฏิรูปการเมืองฉบับนี้หรือไม่คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่ทำการเสนอมากกว่า ซึ่งตนขอเป็นผู้ให้กำลังใจน่าจะดีที่สุด เพราะไม่อยากให้กลายเป็นประเด็น

“สนนท.สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และกลุ่มประกายไฟ มีความคิดเหนือกว่าอธิการบดี มหาวิทยาลัย 24 สถาบัน ยังเทียบกันไม่ติด ต้องเอาพวกนั้นมาเป็นนักศึกษาแล้วเอาพวกนี้มาสอน ผมเชียร์สุดขาดใจและจะไปอยู่กลุ่มนี้ เพราะนี่คือการปฏิรูปการเมือง รายนี้ต้องรับไว้พิจารณาเลย การกระจายอำนาจส่วนท้องถิ่น ทุกวันนี้พูดก็พูดเถอะ ไม่จริงใจกันหลอก ขยักกันไว้เรื่อย ถ้ามีโอกาสพูดกับคุณสมชาย จะบอกว่า ให้ท่านให้ความใส่ใจในการปกครองส่วนท้องถิ่น และบังเอิญเจ้าแห่งการปกครองส่วนท้องถิ่น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ตอนนี้มาเป็นรองนายกรัฐมนตรีก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ผมจะเรียนว่า นโยบายที่ท่านเคยทำไว้ ครึ่งๆกลางๆ ดำเนินการไม่เต็มที่”

สงสัยอธิการป้องพันธมิตร
ด้าน นพ.เหวง โตจิราการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวโดยตั้งข้อสังเกตุว่า 1.อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องการที่จะออกมาปกป้องกลุ่มพันธมิตรฯ หรือไม่ เพราะว่าตอนนี้กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังประสบปัญหาอยู่เนื่องจากกำลังถูกหมายจับในข้อหากบฏ แกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องเข้ามอบตัว และการชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลก็เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ไม่มีรัฐธรรมนูญใดให้การยอมรับ จะปล่อยให้คนที่ทำผิดกฎหมายมาเบี่ยงเบนเพื่อต้องการปกป้องรักษากลุ่มพันธมิตรฯ หรือเปล่า

2.อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เองก็ไปให้การสนับสนุนในช่วงของการเกิดรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549ที่ผ่านมา รวมถึงยังสนับสนุนให้มีการเกิด มาตรา 7 ในการขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีด้วย ในเมื่อตัวท่านเองมีจิตวิญญาณในความเป็นพวกรัฐประหารนิยม อำนาจนิยม อำมาตยาธิปไตยนิยม เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะมีจิตวิญญาณในความเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร

ซัดหมอประเวศสุดอำมหิต
ส่วนเรื่องที่มีกระแสของการสนับสนุนให้ นพ.ประเวศ วะสี เป็นคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูประบบการเมืองการปกครองนั้น นพ.เหวงกล่าวว่า การเสนอชื่อ นพ.ประเวศ ตนเกิดความสงสัยว่า ตั้งแต่สมัยที่เกิดคาร์บอมบ์นั้น ท่านได้เขียนบทความและตนก็ได้อ่านบทความชิ้นนั้น ท่านบอกว่าถ้าจะฆ่าก็ให้ฆ่าทักษิณแค่คนเดียว เหมือนเป็นการส่งเสริมให้คนออกมาฆ่ากัน

“ในช่วงรัฐประหารที่ผ่านมา ตัวท่านเองก็ไม่ได้ออกมาต่อต้าน หรือออกมามีความเคลื่อนไหวในเรื่องดังกล่าวเลย ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ท่านคิดว่าการออกมาทำรัฐประหารจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หรือการที่ท่านไม่ออกมาเคลื่อนไหวเป็นเพราะว่าไม่กล้าต่อต้าน เป็นการแสดงออกว่านพ.ประเวศ ไม่มีจิตใจที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”

นพ.เหวง กล่าวว่า เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วมองว่าตัวท่านคงจะไม่มีความเหมาะสม เพราะอาจจะทำให้มีความเป็นเผด็จการมากยิ่งขึ้น และไม่ว่าจะเป็นระบอบไหน ก็ย่อมมีคนดีของแต่ละในระบบ แต่คำว่า คุณธรรม ความดี ที่เรามองนั้นต้องดูว่าอยู่บนพื้นฐานของระบอบแบบไหน

จี้พันธมิตรฯ รับโทษก่อนเรียกร้อง
อย่างไรก็ตาม กรรมการ คปพร. ตั้งข้อสังเกตว่าในส่วนของการนำเสนอความเห็นของอธิการบดีมหาวิทยาลัยทั้ง 24 แห่งนั้น ไม่ทราบว่ามีการแสดงความเห็นแบบใด เป็นการแฟกซ์ขอความเห็น ซึ่งตนสงสัยว่าที่ออกมาพูดนั้นจะเป็นมติองค์รวมของอธิการบดีฯ จริงหรือไม่

“ข้อเสนอนี้เป็นเหมือนการออกมาปกปิดความผิดและเปิดช่องทางให้กลุ่มพันธมิตร นำระบอบทาสมาครอบงำประเทศไทยหรือเปล่า ผมอยากเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ ถอนตัวออกมาจากการยึดทำเนียบฯ และให้แกนนำเข้ามอบตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน ที่จะมาคิดปฏิรูปการเมือง เราต้องรักษาและนำพาให้บ้านเมืองไปสู่ความถูกต้อง เพราะว่าบ้านเมืองมีขื่อมีแป”

นอกจากนี้ นพ.เหวงกล่าวต่อไปว่า การปฏิรูปการเมืองเป็นเรื่องที่ดี แต่จะต้องมีความเป็นลักษณะของประชาธิปไตยยิ่งในมาตรา 309 ควรเร่งให้มีการแก้ไข และการที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะเสนอแนวทางเลือกเพื่อเป็นทางออกของปัญหานั้นควรที่จะนำตัวเองเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตย เพื่อต่อสู้กันทางกฎหมาย มีการสลายม็อบแล้วค่อยมาพูดคุยกัน

สนนท.ถอนหงอก 24 อธิการบดี
ด้านนายพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา คณะกรรมการกลางสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่อธิการบดีของมหาวิทยาลัยทั้ง 24 แห่งออกมาเคลื่อนไหวนั้นทั้งอธิการบดีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยรังสิต ต่างก็เป็นคนที่เคยออกมาเคลื่อนไหวกับกลุ่มพันธมิตรฯ และเคยออกมาเรียกร้องให้ใช้มาตรา 7 ในช่วงของการเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

“การออกมานำเสนอคณะปฏิรูปฯ ของทางอธิการบดี เป็นเหมือนการเสนอแนวทางเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ได้มีการแถลงก่อนหน้านี้ เพราะว่าตัวอธิการบดีบางท่านก็เคยขึ้นเวทีของกลุ่มพันธมิตรฯ และบางท่านก็เคยเป็นอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์”

ส่วนประเด็นเรื่องการนำเสนอชื่อ นพ.ประเวศ วะสี เป็นหนึ่งในคณะกรรมการชุดดังกล่าวนั้น ตนไม่เห็นด้วย เพราะเท่าทราบที่ นพ.ประเวศได้มีการออกมาเคลื่อนไหวทั้งการสนับสนุนการเกิดรัฐประหาร และการขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 เป็นสิ่งที่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตย เป็นแนวทางของกลุ่มอำมาตยาธิปไตยมากกว่า ที่ว่าประชาชนจะไม่สามารถเลือกผู้แทนของตัวเองได้

ทั้งนี้ พวกตนอยากเห็นแนวทางการดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย สภาผู้แทนฯ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ การออกมาเสนอแนวทางเรื่องการปฏิรูปจะต้องเป็นเรื่องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

“การเสนอแนวทางการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เพราะไม่รู้ว่าการนำเสนอแนวคิดนั้นอยู่บนพื้นฐานอะไร ในฐานะของประชาชน หรือในแนวทางของกลุ่มการเมืองหนึ่ง”

ยี้ข้อเสนอแฝงประโยชน์ส่วนตัว
ด้าน น.ส.สุลักษณ์ หลำอุบล นักศึกษาปี 3 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การนำเสนอคณะกรรมการปฏิรูประบอบการเมืองการปกครองของอธิการบดีมหาวิทยาลัย ทั้ง 24 แห่ง ต้องรอดูว่าแนวทางดังกล่าวจะเสนอรูปแบบในเรื่องใดบ้าง หรือว่าจะมีทิศทางออกมาอย่างไรกับเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ โดยส่วนตัวแล้วมองว่าตัวท่านอธิการบดีบางท่านไม่มีความเป็นกลาง เพราะว่าบางท่านก็เคยเข้าไปร่วมในกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นกลาง 100% ส่วนประเด็นเรื่องการเสนอ นพ.ประเวศ วะสี นั้น ตนมองว่า ท่านเคยเป็นคนที่เสนอ มาตรา 7 ในช่วงของการเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แค่นี้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว

“การที่จะเสนอบุคคลเข้ารับตำแหน่งโดยอ้างเรื่องคุณธรรม ความดี แต่ความเป็นจริงไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ของประชาชน อย่างแท้จริงการที่ประชาชนเสียงไม่ดังพอ ไม่ได้หมายความจะไม่มีสิทธิ มีเสียง เพราะว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน การที่อธิการบดี จะเอาตำแหน่งของนักวิชาการ ปัญญาชนชั้นสูงมาพูดหรือเสนอเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ถ้าจะคิดว่าตัวเองจะเสียงดังพอ”

ทั้งแนวทางการเสนอทางเลือก และ นพ.ประเวศ และประชาชนทุกคนต่างมีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกัน การเกิดการปฏิรูปต้องฟังเสียงจากประชาชน เพราะว่าท้ายที่สุดแล้วแนวทางที่เสนอขึ้นมาก็อาจจะเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

ชี้ต้องรู้จักฟังเสียงส่วนใหญ่
ขณะที่ ตัวแทนกลุ่มเยาวธาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวช่วงการเกิดรัฐประหาร จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า การเสนอแนวทางดังกล่าว ไม่ใช่วิถีทางรัฐสภา การดำเนินการเสนอแนวทางต่างๆ ต้องเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย การเสนอแนวคิดที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามกระบวนการดังกล่าว

“ผมมองว่าถ้าออกมาในลักษณะนี้ ดูจากกระแสการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาในช่วง 19 กันยายน 2549 ทั้งกลุ่มพันธมิตร ฯ กับการเสนอรัฐบาลแห่งชาติของ นพ.ประเวศ วะสี เป็นเรื่องที่มีความสอดคล้องกัน”

อย่างไรก็ตาม การที่จะมีแนวคิดในการเสนอคณะกรรมการดังกล่าวก็จะต้องฟังเสียงส่วนใหญ่จากประชาชน แต่โดยส่วนตัวมองว่าไม่เหมาะสมเพราะว่ากระบวนการดังกล่าวจะต้องมาจากการเลือกตั้ง

เผยการเมืองไม่ได้สุญญากาศ
ทางด้านนายคณิต กำลังทวี เลขาธิการสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ภาคอีสาน กล่าวว่า การนำเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมเนื่องจากตอนนี้การเมืองไม่ได้อยู่ในภาวะสุญญากาศที่จะต้องที่จะมีคณะกรรมการที่มาจากการแต่งตั้ง ยังมีคณะรัฐบาลที่บริหารประเทศ

ส่วนแนวคิดของการนำเสนอ นพ.ประเวศ วะสีมาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนั้น แนวคิดที่บอกว่าใครมีความดี ความชอบธรรมที่มาจากการแต่งตั้งนั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องของนามธรรม และไม่มีความชอบธรรมด้วย นอกจากนี้ทางกลุ่มยังคงเดินหน้าในเรื่องของการประชาสัมพันธ์เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วนภาคการศึกษามหาวิทยาลัยทั้ง 8 แห่งในภาคอีสานด้วย