WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 30, 2008

'สมศักดิ์' เผย6พรรคร่วมรัฐบาล หนุนแก้รัฐธรรมนูญ


สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ยืนยัน 6 พรรคร่วมรัฐบาล หนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ เชื่อแก้ไขวิกฤตการเมือง เป็นทางออกที่ดีได้

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคชาติไทย (ชท.) ยืนยันว่า 6 พรรคร่วมรัฐบาล เห็นสอดคล้องกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.3) แก้ไขวิกฤตการเมือง เพื่อให้เกิดการปฏิรูป เพราะเชื่อว่าจะเป็นทางออกที่ดีได้ โดยจะมีการหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้อีกครั้งให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส.ส.ร.3 จะเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ โดยไม่มีฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งจะให้ ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และทำประชาพิจารณ์ก่อนแก้ไขในแต่ละมาตรา ทั้งนี้ เห็นว่าไม่จำเป็นต้องหารือกับแกนนำพันธมิตรฯ เพราะความเห็นที่แตกต่างถือเป็นปกติในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม นายสมศักดิ์ ระบุว่า แนวทางที่จะใช้นั้นเป็นแนวทางเดียวกับสมัยรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ ในปี 2538.

ปธ.สภาฯ เชื่อหลังนายกฯ เข้าพบป๋าเปรม สถานการณ์จะดีขึ้น


ประธานสภาผู้แทนราษฎร เชื่อหลังนายกรัฐมนตรีเข้าเยี่ยมคารวะประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษแล้ว จะทำให้สถานการณ์การเมืองดีขึ้น

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่มีข้อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 โดยการตั้ง ส.ส.ร.3 หรือตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาดำเนินการว่า สามารถดำเนินการได้ทั้ง 2 แนวทาง แต่เห็นว่าการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ท้ายที่สุดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการรัฐสภาเพื่อดำเนินการ และส่วนตัวเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญควรให้ประชาชนทั่วประเทศมีส่วนร่วมให้มากที่สุด

โดยประชาชนทั้ง 76 จังหวัด ควรร่วมมือรวบรวมความเห็นและข้อเสนอแนะของแต่ละจังหวัดมายังรัฐสภา เพื่อนำไปใช้ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พร้อมเชื่อว่า เรื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมืองเพิ่มขึ้นอีก เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นคนมีความอ่อนน้อม และยังเตรียมเข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อขอคำแนะนำด้วย ดังนั้นเชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เนื่องจาก พล.อ.เปรม เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั้งประเทศ

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน เห็นว่า ควรนำทั้งการตั้ง ส.ส.ร.3 และการตั้งคณะกรรมการอิสระ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญมาปรับใช้รวมกัน เพื่อให้รัฐบาลและการเมืองภาคประชาชนยอมรับได้ เพื่อให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น

"สมัคร" ตัดสินใจลาออก คืนเก้าอี้ หน.พรคพลังประชาชนแล้ว


อดีตนายกฯ สมัคร " ยื่นใบลาออกพ้นจากหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ต่อ นายสมาน เลิศวงศ์รัฐ กรรมการบริหารพรรคแล้ว

รายงานข่าวจากพรรคพลังประชาชน แจ้งว่า นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีต รมว.กลาโหม ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชนได้ส่งโทรสาร ยื่นใบลาออกพ้นจากตำแหน่ง หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ต่อ นายสมาน เลิศวงศ์รัฐ กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ในฐานะนายทะเบียนพรรค เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ก่อนหน้านี้ นายกุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ได้ออกมากล่าวเป็นนัยว่า นายสมัคร ต้องการลาออกจากตำแหน่ง รวมทั้งต้องการยุติบทบาทในนามพรรคพลังประชาชนด้วย แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดมากกว่านี้

ปธ.วุฒิเชื่อนายกฯ พบ “ป๋าเปรม” สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น


ประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภาเชื่อนายกฯพบ 'ป๋าเปรม' สถานการณ์จะดีขึ้น ระบุป๋าพร้อมแนะแนวทางเจรจากับพันธมิตรฯ เพื่อยุติปัญหา

นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เชื่อว่าหากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อหารือถึงแนวทางการทำงานและการแก้ไขปัญหาของประเทศ จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะจะได้รับคำแนะนำที่ดีจากผู้อาวุโสที่มีประสบการณ์ รวมถึงแนวทางในการเจรจากับพันธมิตรฯ เพื่อยุติปัญหา

นอกจากนี้ นายประสพสุข ยังกล่าวถึง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทางวุฒิสภาก็ถือว่าเรื่องยุติและไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้ต่อไป

ครม.นักแรก!นายกฯเร่งถกรับมือวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ


นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะบรรจุเรื่องแนวทางรับมือวิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐเป็นวาระเร่งด่วน หลังจากที่นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี และ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลัง เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการเร่งด่วนเช้าวันนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากสภาคองเกรสของสหรัฐไม่อนุมัติแผน 7 แสนล้านดอลลาร์อัดฉีดสภาพคล่อง

ที่ประชุมในช่วงเช้าได้มีการประเมินสถานการณ์ในเบื้องต้นแล้วว่าวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐจะส่งผลกระทบเศรษฐกิจไทยบ้างแต่ไม่มากนัก โดยการลงทุนอาจจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ที่จะได้รับผลกระทบเป็นด่านแรกคาดว่าจะเป็นธุรกิจประกัน

นายสมชาย กล่าวว่า ในวันนี้นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะรายงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบว่าจะมีมาตรการรองรับอย่างไรในส่วนของภาครัฐและเอกชน โดยในส่วนของภาคเอกชนจะมีการเชิญเข้ามาหารือแลกเปลี่ยนความเห็น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความกังวลต่อปัญหาเงินทุนไหลออก และสภาพคล่องในระบบการเงิน
ด้าน ศ.ดีรณ พงศ์มฆพัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาตร์ จุฬาลงกรณ์ กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า รัฐบาลได้ประเมินสถานการณ์ดีเกินไป ส่วนใหญ่ยังคงพึ่งระบบราชการอยู่ เช่นการเรียกประชุมปลัดกระทรวงกันใหม่ ทั้งที่เราคงไม่มีเวลามากมายไปรออย่างนั้น

ทั้งนี้เรื่องเศรษฐกิจต้องมีปัญหาชะลอตัวแน่นอนซึ่งรัฐบาลต้องรีบวางแผนตั้งแต่วันนี้เพราะเชื่อว่า 3 เดือนหลังจากนี้ อาจมีปัญหาเกิดขึ้น ซึ่งอาจกระทบาคการท่องเที่ยวและส่งออก ในส่วนของประชาชนทั่วไปก็ต้องระวังการใช้จ่ายและการก่อหนี้ ต้องทำอะไรอย่างระวัง เท่าที่ดูสถานการณ์อาจใช้เวลานานประมาณ 4 ปี ในการฟื้นตัว สำหรับประเทศไทยเมื่อรัฐบาลมีงบประมาณก็ใช้เงินแบบไม่มีแผนใช้ในสิ่งที่หมดไปเร็วอยากเห็นรัฐบาลช่วยคนจน

'จำลอง' มึนบอกโห่ไล่นายกฯเรื่องปกติ

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ที่กลุ่มพันธมิตรฯระบุว่าการเมืองใหม่ จะต้องปฏิรูปองค์กรอิสระ โดยเฉพาะ กกต.ที่ต้องออกแบบโครงใหม่หมด เนื่องจากถูกนักการเมืองแทรกแซงได้ง่ายว่า ไม่ทราบว่าจะออกแบบได้อย่างไร เพราะการที่พันธมิตรฯทำผิดกฎหมายโดยการบุกเข้าไปยึดครองทำเนียบ ต้องถามว่าทำถูกต้องหรือไม่ ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องการเมืองใหม่ ในส่วน กกต.ถ้าสภาฯเห็นว่า สมควรจะต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจริง เรายินดีสลายตัวไป เพราะไม่มี กกต.คนไหนยึดติดกับตำแหน่ง ส่วนที่แกนนำพันธมิตรฯ ระบุว่า มี กกต.2 คนไปรับเงินนักการเมือง ที่โรงแรมเรดิสัน เพื่อยื้อคดียุบพรรคนั้น เรื่องนี้ได้ดำเนินการฟ้องร้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ พร้อมพวก และหนังสือพิมพ์ในเครือข่ายของนายสนธิอีก 7 ฉบับเรียบร้อยแล้ว จากนี้ขอให้นำหลักฐานข้อเท็จจริงมาแสดงกันที่ศาล ทั้งนี้คงไม่มีใครโง่ไปรับเงินรับทองกันที่โรงแรม เรื่องนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับคดีที่นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ที่ถูกศาลตัดสินจำคุก 2 ปี จากกรณีที่ไปกล่าวหานายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯกทม. ว่าไปรับเงินสินบนมา ดังนั้น เห็นว่า คดีนี้ต้องใช้บรรทัดฐานเดียวกัน และศาลอาจสั่งไม่ให้ประกันตัวจำเลยได้

“สดศรี” ลั่นสรุปคดี “วิฑูรย์” ต.ค.

นางสดศรีกล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนคัดค้านการเลือกตั้งของนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น กรณีถูกร้องเรื่องการแจกบัตรชมภาพยนตร์และปราศรัยหาเสียงในโรงภาพยนตร์นั้น หลังจาก กกต.มีมติให้ขยายเวลา 15 วัน เพื่อให้สอบพยานเพิ่มเติมตามที่ผู้ร้องเสนอนั้น ล่าสุดทราบว่าสอบพยานไป 2 ปาก ส่วนที่เหลือยังไม่ทราบว่าทำไมจึงไม่ได้สอบ ทางคณะอนุกรรมการสอบฯบอกว่าขณะนี้มีน้ำหนักเพียงพอแล้ว คาดว่าอนุกรรมการสอบฯ น่าจะยื่นเรื่องมาให้ กกต.ได้ในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม กกต.จะพิจารณาว่าสมควรตัดพยานที่เหลือหรือไม่ เมื่อถามว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าสืบพยานเพียงพอแล้วหรือไม่ นางสดศรีตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องการเมืองด้วย และนายวิฑูรย์ก็เคยมายื่นหนังสือขอไม่ให้สืบพยานเพิ่ม เมื่อถามอีกว่า เกรงว่าเป็นเรื่องการเมืองและโยนมาให้ กกต.หรือไม่ นางสดศรีตอบว่า แน่นอน ตลอดเวลาที่ทำงาน กกต.มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องตลอด กกต.ต้องดูที่พยานหลักฐานที่สำคัญที่สุดว่า วีดิโอที่ถ่ายไว้ชัดเจน มีการหาเสียงในโรงภาพยนตร์จริงหรือไม่ มีการแจกตั๋วหนังหรือไม่ อย่างไรก็ดี คาดว่า กกต.จะพิจารณาเสร็จได้ภายในเดือน ต.ค.นี้แน่นอน ส่วนคดียุบพรรคอื่นๆที่มองว่ามีความล่าช้านั้น ไม่ใช่ความผิดของ กกต. เพราะได้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดไปแล้ว

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ


‘สมชาย’จัดสัมมนาหวังแก้ปัญหาพรรค

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ในฐานะ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน มั่นใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นภายในพรรค สามารถพูดคุยกันได้เพราะเป็นพรรคเดียวกัน ทั้งนี้ได้เตรียมมองหาสถานที่สำหรับการจัดสัมมนา ส.ส.ของพรรค เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และทำกิจกรรมร่วมกัน โดยจะจัดขึ้นหลังการแถลงนโยบายบริหารราชการแผ่นดินกับรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาที่ทำการพรรคพลังประชาชน เพื่อหารือถึงร่างนโยบายบริหารราชการแผ่นดินกับแกนนำพรรค

โดย นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้พิจารณาดูอีกครั้งแล้วค่อนข้างพอใจ โดยไม่แตกต่างจากนโยบายของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ มากนัก โดยการประชุมในวันนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายในการที่จะพิจารณาโครงร่างให้รอบคอบ ก่อนนำไปแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาต่อไป

เสร็จแล้วนโยบายรัฐ

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมร่างนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ว่า การร่างนโยบายรัฐบาลมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ โดยมีการเพิ่มเรื่องการสมานฉันท์ในชาติ ซึ่งได้จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะรายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันพรุ่งนี้ ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คาดว่าน่าจะมีการพูดคุยกันในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้เช่นกัน

ด้านนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าแต่ละกระทรวงได้เสนอแผนนโยบาย ซึ่งคล้าย ๆ กับนโยบายของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอให้เน้นเรื่องประวัติศาสตร์ในหลักสูตร และให้เพิ่มกระบวนการเรียนภาษาที่ 2 และ 3 เพราะปัจจุบันเด็กนักเรียนน่าจะเรียนมากกว่า 1 ภาษา ด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้นำเสนอให้ใช้ศักยภาพของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยว และมีการเพิ่มนโยบายเร่งด่วน 16 ด้าน ส่วนผลกระทบจากเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้มีการพูดถึง

อินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ปชี้ม็อบเป็นผลเสียต่อระบบปชต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา มีรายงานจากอินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป ได้วิเคราะห์การชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เรียกร้องให้รัฐบาลนำโดยพรรคพลังประชาชน ลงจากอำนาจ จนเกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มที่ต่อต้านและสนับสนุนรัฐบาล มีความวิตกว่าสถานการณ์ความวุ่นวายอาจจะนำไปสู่การรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งในรายงานบอกว่า “การล้มรัฐบาลไม่ว่าจะด้วยการชุมนุมประท้วงหรือการก่อรัฐประหารจะสร้างผลเสียต่อระบอบประชาธิปไตย” น.ส.รุ่งรวี เฉลิม ศรีภิญโญรัช นักวิเคราะห์ของอินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป ประจำประเทศไทยกล่าว “มันจะไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทาง การเมืองที่กำลังสร้างความแตกแยกอย่างรุนแรงในประเทศไทยในขณะนี้”

จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญได้พิพากษาในวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมาให้ นายสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังคงเดินหน้าการชุมนุมประท้วงและเรียกร้องให้รัฐบาลทั้งคณะ ลาออกและยังคงยึดพื้นที่ในทำเนียบรัฐบาลต่อไป ยิ่งมีการปล่อยให้การเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯและรัฐบาลยาวนานมากขึ้น เท่าไร การแตกแยกทางการเมืองก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นและยากที่จะแก้ไขและอาจจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการก่อการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง ด้วย วิกฤติทางการเมืองในกรุงเทพฯ ได้ก่อความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและดึงความสนใจของรัฐบาลไปจากปัญหาที่ ควรได้รับการแก้ไขเร่งด่วน เช่น การก่อความไม่สงบในภาคใต้ นอกจากนี้ ปัญหาการเมืองยังส่งผลกระทบต่อบทบาทของไทยในฐานะ ประธานอาเซียนในปีนี้อีกด้วย

สิ่งที่สำคัญเร่งด่วนขณะนี้คือการดำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมและรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง มิใช่เพราะว่ารัฐบาลที่มา จากการเลือกตั้งนั้นสมบูรณ์และปราศจากข้อผิดพลาด หากแต่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยและเสถียรภาพ ของประเทศ ชนชั้นนำของไทย ควรจะหยุดส่งสัญญาณอันคลุมเครือและแสดงการสนับสนุนรัฐบาลในการรักษาไว้ซึ่งหลักแห่งกฎหมาย กลุ่มพันธมิตรฯ ควรเลิกยึดทำเนียบรัฐบาล ผู้นำทหารระดับสูงควรเข้าไปเจรจากับพันธมิตรฯ ตำรวจควรวางมาตรการเป็นขั้นเป็นตอนในการนำพันธมิตรออกจากทำเนียบฯ โดยไม่ใช้ความ รุนแรง

สำหรับมาตรการระยะกลาง รัฐธรรมนูญปี 2550 จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข เพราะรธน.ฉบับนี้ร่างขึ้นโดย สภาร่างรัฐธรรมนูญที่คัดเลือกโดยคณะรัฐประหารได้ให้อำนาจกับระบบราชการและศาลมากเกินไปในการระงับการดำเนินการของ รัฐบาล กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมเพื่อพิจารณาประเด็นสำคัญ กล่าวคือ การหาสมดุลระหว่างการสร้างกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพและการให้อำนาจกับรัฐบาลในระดับที่เหมาะสมที่จะไม่ทำให้ รัฐตกอยู่ในสภาพปฏิบัติหน้าที่แทบไม่ได้

นายจอห์น เวอร์โก้ ผู้อำนวยการโครงการเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ของอินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป กล่าว “เพื่อนบ้านของไทย โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนควรที่จะส่งสัญญาณ เตือนว่าพวกเขาไม่อาจยอมรับได้ หากเกิดการรัฐประหารขึ้นอีกครั้งหนึ่ง”

ชาตินี้ได้รู้ผลแน่คดีใบแดง‘วิฑูรย์’เลื่อนอีกตุลาจบ

กกต.เลื่อนสรุปผลสอบใบแดง “วิฑูรย์ นามบุตร” ออกไปอีกไม่มีกำหนด อ้างยังสอบพยานไม่ครบ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยระบุว่าไม่มีความจำเป็น ส่อจงใจยื้อช่วยพรรคการเมืองเก้าแก่ “สดศรี” เผยไม่เกินเดือนตุลาคมนี้รู้ผล ยันพิจารณาอย่างรอบคอบ ด้านอนุกรรมการฯ ที่ลาออกไป 2 คน อ้างเหตุผลจำเป็นส่วนตัว ส่วนคนที่มาแทน ที่แท้ลูกประธาน ส.ว.จากการสรรหา “ประสพสุข บุญเดช”

กรณีร้องเรียนทุจริตการเลือกตั้งของ นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ขณะถูกร้องเรียนมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย ส.ส.อุบลราชธานี อีก 2 คน ซึ่งกรณีดังกล่าวหากมีการแจกใบแดงก็อาจนำไปสู่การยุบพรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ นั้น

กรณีดังกล่าวได้ถูกดึงเรื่องมายาวนาน แตกต่างจากกรณีของพรรคการเมืองอื่นจนเห็นได้ชัดเจน จนเกิดเป็นข้อครหาว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จงใจช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ ตามที่มีการมองว่าเป็นพวกเดียวกัน และเชื่อมโยงย้อนไปถึงความสัมพันธ์กับการรัฐประหารอย่างไร หรือไม่

โดยที่การสอบสวนของคณะอนุกรรมการได้ถูกเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง และเพิ่งจะมีการเลื่อนจากช่วงต้นเดือน จนมีข่าวออกมาว่าจะมีการสรุปความเห็นส่งให้กับกกต.ชุดใหญ่ ในวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา แต่ก็ต้องเลื่อนออกไปอีก โดยอ้างว่าจะรอพยานบางรายที่ยังไม่มาให้การ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น กกต.หลายคนออกมาบอกตรงกันว่าไม่มีความจำเป็นต้องสอบเพิ่มเติมอีกแล้ว และไม่มีความจำเป็นต้องรอสอบเพิ่มเติมอีก

กรณีดังกล่าว นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนทุจริตเลือกตั้งของนายวิฑูรย์ นามบุตร ว่า กกต.ยังไม่สามารถพิจารณาลงมติได้ เนื่องจากนายสมบัติ รัตโน ผู้ร้อง ยังไม่มีการนำพยานมาสอบปากคำ ต่อคณะอนุกรรมการของกกต. ตามที่ยื่นเรื่องขอให้มีการสอบพยานเพิ่มเติมได้ ล่าสุดยังเหลือพยานที่ยังไม่ได้สอบอีก 4 ปาก แต่จนถึงขณะนี้พยานผู้ร้องมาให้ปากคำเพียง 3 ปากเท่านั้น

ซึ่งหากคณะอนุกรรมการจะตัดพยานออก ก็ควรจะทำหนังสือแจ้งมายัง กกต. ภายในสัปดาห์นี้ หรือจะขอยืดระยะการดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จเป็นเวลากี่วัน ก็ควรจะแจ้งให้ทราบด้วย เนื่องจากขณะนี้ทาง กกต. ทราบรายงานการสอบพยานเบื้องต้นจากคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน

ทั้งนี้หากไม่ประสงค์จะให้สอบพยานเพิ่มเติม กกต.คงจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม เพื่อจะพิจารณาตัดพยานออกไป และพิจารณาลงมติตามหลักฐานที่คณะอนุกรรมการสรุปมาก่อนหน้านี้ ซึ่งคาดว่าการพิจารณาจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ อย่างไรก็ตาม นางสดศรี ยืนยันว่า กกต.จะพิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วยความรอบคอบ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องเป็นประเด็นทางการเมืองด้วย

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการลาออกของ 2 อนุกรรมการคือ พล.ต.ต.ขรรค์ชัย อนันตสมบูรณ์ รองผบ.ตม. และนายจำนงค์ พนัสจุฑาบูลย์ ว่ามีการรายงานชี้แจ้งการขอลาออกเนื่องจากติดภารกิจส่วนตัว ไม่สามารถปลีกเวลามาทำหน้าที่ตรงจุดนี้ได้

ซึ่งขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งอนุกรรมการใหม่แล้ว โดยเป็นนายตำรวจท่านหนึ่ง และอีกท่านเป็นบุตรชายของนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา แต่ 2 อนุกรรมการใหม่จะไม่มีผลต่อการสอบสวนพิจารณาที่ผ่านมา แต่จะมีผลภายหลังจากการแต่งตั้ง